ชมรมมัคคุเทศก์ภาษาสเปน
[ลูกบ้านSignIn][เจ้าบ้านSignIn]

   พุทธศาสนาฝ่ายมหายาน

มหาสิทธาจารย์อัศวโฆษ

จากหนังสือสารัตถะธรรมมหายาน คณะสงฆ์จีนนิกาย

พระอัศวโฆษ เป็นชาวเมืองสาเกต แคว้นอโยธยา บุตรของนาสุวรรณเกษี ท่านเป็นบุตรพราหมณ์และรอบรู้พระเวทอย่างแตกฉาน เมื่อครั้งยังไม่ได้บวชเป็นพระภิกษุ ท่านมีความทะนงในความรู้ความสามารถของท่านมาก ได้เที่ยวท้าทายพระภิกษุให้วิสัชนา-ปุจฉาถึงข้อธรรมในศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธว่าศาสนาใดจะลึกซึ้งกว่า ปรากฏว่าไม่มีพระภิกษุรูปใดสามารถที่จะโต้อภิปรายกันท่านได้

ภารหลังพระปารศวะเถระเจ้า ทราบข่าวนี้จึงประกาศโต้อภิปรายกันท่าน ท่ามกลางมหาชนที่มาชุมนุมกัน และเหล่าราชาบดี อัศวโฆษทะนงความรู้ถึงกับกล่าวท้ายทายกันพระปราศวะเถระว่า หากตนแพ้จะตัดลิ้นตนทิ้งเสียหลังโต้อภิปรายแล้ว ผลปรากฏว่า อัศวโฆษได้แพ้แก่พระปารศวะเถระ แต่พระมหาเถระได้ขอร้องให้อัศวโฆษบวชเป็นพระภิกษุโดยมิต้องตัดลิ้นของตน อัศวโฆษก็ตกลง
หลังจากบวชเรียบร้อยแล้ว ก็พยายามศึกษาพระธรรมวินัยจนแตกฉาน มี่ชื่อเสียงในการเทศนาว่า ไพเราะจับใจเป็นที่ประทับใจของผู้ที่ได้รับฟังยิ่งนัก เดิมทีท่านอัศวโฆษอาศัยอยู่ในกรุงปาฏลีบุตร เมื่อเกิดสงครามระหว่างปาฏลีบุตรและพระเจ้ากนิษกะมหาราชแล้ว พระเจ้าปาฏลีบุตรยอมอ่อนน้อม และถูกปรับให้ชดใช้บรรณาการเป็นจำนวนทองถึง 3 โกฎิ พระเจ้าปาฏลีบุตรได้นำของมีค่าคู่บ้านคู่เมืองมาใช้แทนทองดังกล่าวมีบาตรของพระพุทธเจ้าและของมีค่าอื่นๆอีกมาก แต่ก็ไม่พอกับจำนวนทองดังกล่าว ในที่สุดต้องยอมยกตัวอัศวโฆษรวมไปด้วย พระเจ้ากนิษกะจึงพอใจ แต่ข้าราชบริพารทั้งหลายของพระเจ้ากนิษกะต่างไม่พอใจที่รับตัวท่านอัศวโฆษมา เพราะเห็นว่าท่านมีค่าตัวสูงเกินไป เมื่อพระเจ้ากนิษกะทรงทราบเรื่องดังกล่าว พระองค์ต้องการให้ทุกคนประจักษ์ถึง คุณสมบัติของพระอัศวโฆษ จึงโปรดให้นำม้า 7 ตัว มาอดอาหาร 6 วันในวันที่ 7 ทรงอาราธนาพระอัศวโฆษแสดงธรรมต่อหน้าพระองค์และที่ประชุมข้าราชบริพารตลอดจนถึงประชาชน ทั้งให้นำมา7ตัวที่อดอาหารให้มาไว้ในที่ประชุมด้วย ท่านอัศวโฆษเริ่มแสดงธรรมเทศนาต่างๆ แล้วพระเจ้ากนิษกะทรงโปรดให้นำหญ้ามาให้ม้ากิน แต่ม้าที่อดอาหารมา 6 วันกลับไม่สนใจหญ้านั้น คงยืนฟังธรรมจนน้ำตาไหล กิตติศัพท์ของพระอัศวโฆษจึงโด่งดังไปทั่ว เรื่องที่ท่านมีความสามารถแสดงจนสัตว์ชั้นเดรัจฉานก็ยังซาบซึ้ง และท่านก็ได้รับสมญานามว่า “พระอัศวโฆษ” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

พระอัศวโฆษเป็นนักโต้วาทีที่มีความสามารถในการหาเหตุผลและยังเป็นนักกวีนิพนธ์ที่มีชื่อเสียง งานที่สร้างชื่อทางกวีได้แก่ พุทธจริต ซึ่งพรรณนาถึงพุทธประวัติ โดยบรรยายเป็นบทกาพย์ ซึ่งแต่งได้ไพเราะลึกซึ้งมาก ถึงกับได้รับยกย่องเป็นรัตนกวีชั้นเยี่ยม นอกจากนี้ยังมีกวีนิพนธ์อีกหลายต่อหลายเรื่องรวมทั้งพระสูตร และพระธรรมเทศนาของท่านอีกเป็นจำนวนมาก ในสมัยของพระอัศวโฆษ พระสูตรทางมหายานได้รับการขยายความเป็นจำนวนไม่น้อย แต่ยังปราศจากอิทธิพลเท่าที่ควร เพราะเป็นระยะแรกของการก่อตั้งนิกายมหายานอย่างเป็นทางการ

พระอัศวโฆษ

จากหนังสือ ชีวิตและผลงานของนักปราชญ์พุทธ ดร.อภิญวัฒน์ โพธิ์สาน

พระอัศวโฆษเป็นนักปราชญ์ทางพุทธศาสนาฝ่ายนิยมภาษาสันสกฤต ซึ่งเจริญรุ่งเรืองอยู่แถบตอนเหนือของอินเดียโบราณ ขณะที่พระพุทธศาสนาฝ่ายนิยมบาลีถอยร่นจากตอนเหนือ มายึดที่มั่นอยู่แถบตอนใต้ของอินเดียเลยไปจนถึงเกาะลังกา

พระอัศวโฆษเป็นพระภิกษุที่มาจากตระกูลพราหมณ์ มีความรู้ความสามารถหลายด้าน คือท่านเป็นนักกวีเอก นักโต้วาที (วิภาษวิธี) นักดนตรี และนักปราชญาเมธีทางพุทธศาสนานิกายสรวาสติกวาทผู้ยิ่งใหญ่ ท่านมีชื่อเสียงโดดเด่นมากๆในด้านประวัติศาสตร์แนวคิดทางพระพุทธศาสนา และในด้านกวีนิพนธ์ทางศาสนาและบทละครอิงธรรม ทั้งท่านยังเป็นอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งผู้เป็นที่รู้จักกันดีของฝ่ายเถรวาทเดิม นิกายสรวาสติวาทหรือสรวาสติวาทิน ท่านเป็นหนึ่งในบรรดาพระภิกษุนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาชาวอินเดียผู้ยิ่งใหญ่ 4 ท่าน คือ พระอัศวโฆษ พระนาคารชุน พระกุมารัพธะหรือกุมารลาตะ และพระอารยเทพ ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ดวงตะวัน 4 ดวงที่ให้แสงสว่างแก่ชาวโลก”

พระอัศวโฆษเป็นนักคิดที่เน้นย้ำเป็นพิเศษในเรื่องความภักดีต่อพระพุทธเจ้า

นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าพระอัศวโฆษเป็นพระฝ่ายเถรวาท แต่ได้เขียนเรื่องมหายานไว้ด้วย ท่านได้แต่งสูตรไว้หลายสูตรที่พูดถึงหลักธรรมของฝ่ายมหายาน และได้แสดงดนตรีประกอบธรรม(ธรรมสังคีต)ด้วย ด้วยเหตุนี้ฝ่ายมหายานจึงกล่าวอ้างว่า ท่านเป็นพระภิกษุมหายาน คือเชื่อว่าท่านเป็น “ปฐมาจารย์”ที่ประกาศหลักธรรมของฝ่ายมหายานโดยผ่านสูตรต่างๆโดยเฉพาะคัมภีร์มหายานศรัทโธตปาทศาสตร์

ท่านบวชเป็นพระภิกษุในนิกายสรวาสติวาทแต่มีแนวคิดเน้นย้ำอย่างมากในเรื่องพุทธภักดี ดังนั้น จึงเท่ากับว่าท่านเป็นผู้เตรียมพร้อมรอวันเบ่งบานขึ้นของมหายาน แนวคิดของฝ่ายมหายานได้แพร่หลายมาก่อน ตั้งแต่หลังการสังคายนาครั้งที่ 2 แล้ว แต่กระนั้นหลักคิดก็ยังกระจัดกระจายในหมู่ภิกษุนักปราชญ์ทั่วไปมิได้ชัดเจนดังเช่นที่ปรากฏในงานเขียนของท่านอัศวโฆษ

พระภิกษุที่มีชื่อว่า “อัศวโฆษ”ในประวัติศาสตร์มีอยู่หลายรูป ในคัมภีร์มหายานภาสยะ กล่าวว่ามีอยู่ถึง 6 รูปด้วยกันคือ

1 พระอัศวโฆษ ผู้มีชีวิตอยู่ในสมัยพุทธกาล ปรากฏชื่อของท่านในพระสูตรภาษาสันสกฤต ชื่อ “วิเศษอุณหิสราชาสูตร” ของฝ่ายมหายาน
2 พระอัศวโฆษ ผู้มีชีวิตอยู่ในสมัยพุทธกาลเช่นกันแต่ต่างรูปกัน ปรากฏชื่อของท่านในพระสูตรภาษาสันสกฤต ชื่อ “มหายานมูลธรรมสูตร” ของฝ่ายมหายาน
3 พระอัศวโฆษ ผู้มีชีวิตอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 1 ปรากฏชื่อของท่านในพระสูตรภาษาสันสกฤต ชื่อ “มณีวิสุทธิสูตร” ของฝ่ายมหายาน
4 พระอัศวโฆษ ผู้มีชีวิตอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 4 ปรากฏชื่อของท่านในพระสูตรภาษาสันสกฤต ชื่อ “อภินิหารคุณสูตร” ของฝ่ายมหายาน
5 พระอัศวโฆษ ผู้มีชีวิตอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 6 ปรากฏชื่อของท่านในพระสูตรภาษาสันสกฤต ชื่อ “มหายานสูตร” ของฝ่ายมหายาน
6 พระอัศวโฆษ ผู้มีชีวิตอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 8 ปรากฏชื่อของท่านในพระสูตรภาษาสันสกฤต ชื่อ “นิตยคุณสมาธิ” ของฝ่ายมหายาน

พระอัศวโฆษรูปที่ 5 นี่เองที่นักปราชญ์ฝ่ายมหายาน เชื่อว่าเป็นท่านและเป็นผู้แต่งคัมภีร์มหายานศรัทโธตปาทศาสตร์

ชาติภูมิ

พระอัศวโฆษเป็นชาวอินเดียตะวันออก ท่านเป็นชาวเมืองสาเกตุ แคว้นอโยธยา เกิดในวรรณะพราหมณ์ บิดาไม่ปรากฏนาม รู้แต่ว่าเป็นพราหมณ์ มารดาชื่อ นางสุวรรณากฺษี เดิมอัศวโฆษมีชื่อเรียกที่รู้จักกันทั่วไปว่า สุวรรณากษีบุตร ส่วนชื่อ “อัศวโฆษ ได้รับหลังจากบวชแล้ว เป็นชื่อที่เป็นเนมิตตกนาม(ชื่อที่เกิดขึ้นตามลักษณะและคุณสมบัติ)

ยุคสมัยของอัศวโฆษเชื่อกันว่าท่านอยู่ร่วมสมัยเดียวกับ พระเจ้ากนิษกะมหาราช แห่งราชวงศ์กุษาณ อยู่ในช่วงพศ.621-644 โดยเชื่อว่าท่านมีอายุมากกว่าพระเจ้ากนิษกะ คือช่วงพ.ศ.608-693 ท่านเป็นที่ปรึกษาทางจิตวิญญาณของพระเจ้ากนิษกะ ในขณะที่หมอจารกะ เป็นหมอหลวงดูแลพระวรกายพระเจ้ากนิษกะ

การศึกษา

พระอัศวโฆษท่านเป็นบุตรพราหมณ์ ท่านจึงได้รับการศึกษาที่ดีตามประเพณีของพราหมณ์ ท่านได้ศึกษาคัมภีร์ต่างๆของพราหมณ์ที่เกี่ยวข้องกับคัมภีร์พระเวท เช่น คัมภีร์เวทางคะ คัมภีร์พรหมณะ และคัมภีร์อุปนิษัท ส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับพระเวท เช่นคัมภีร์อิติหาส มหากาพย์เชื่อมหาภารตะและรามายณะ ตลอดจนศาสตร์และศิลป์อีกหลายแขนง ธรรมเนียมการศึกษาของบุตรพราหมณ์นั้น เริ่มตั้งแต่ 7 ขวบ จากคัมภีร์ประจำตระกูลและวิชาการภายนอกทั้งปวงมากที่สุดเท่าที่จะเรียนได้
พระอัศวโฆษจัดว่าเป็นผู้มีสติปัญญาขั้นอัจฉริยะ ท่านรอบรู้แตกฉานในทุกคัมภีร์ ทุกวิชา ทุกศาสตร์ ทุกศิลป์ที่ท่านได้ศึกษา ท่านเชี่ยวชาญในการแต่งบทกวีนิพนธ์ภาษาสันสกฤตเป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งบทละครอิงธรรมะ บทเพลงทางธรรมะ กวีนิพนธ์แบบมหากาพย์ และคัมภีร์ทางศาสนาและปรัชญาต่างๆ ท่านยังเป็นนักดนตรีที่เก่งกาจยิ่ง เชื่อว่าท่านเป็นผู้ใช้ธรรมสังคีตในการเผยแพร่พระศาสนาเป็นครั้งแรก และให้ผลสำเร็จเกินที่คาดหมายไว้

การเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา

ด้วยความที่เป็นผู้คงแก่เรียน พระอัศวโฆษก่อนบวชในพระพุทธศาสนาท่านเป็นนักโต้วาทีที่มีฝีกปากกล้า เชี่ยวชาญมากในเรื่องศาสนาและปรัชญา ด้วยความรู้รอบที่มี ทำให้ท่านทะนงตนเป็นอย่างมาก ท่านจึงได้จาริกไปทั่วแคว้นมคธและอินเดียกลาง เพื่อแสดงภูมิรู้ ประกาศท้าทายพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาให้มาโต้วาที ตอบปัญหาธรรมทั้งในศาสนาพราหรณ์และพุทธ ว่าใครจะมีความแตกฉานกว่ากัน จนหาพระภิกษุสงฆ์ที่จะตอบโต้ชนะท่านได้ยังไม่มีปรากฏ

จนกระทั่งวันหนึ่ง พระปารศวะ พระเถระผู้มีวัย 80 กว่าปี จากนิกายสรวาสติวาท เดินทางจาริกมาจากแคว้นคันธาระ(อินเดียเหนือ)มายังแคว้นมคธ (อินเดียกลาง) พระปารศวะท่านได้ทราบเรื่องนี้จึงประกาศขอโต้วาทีกับบัณฑิตหนุ่มสุวรรณากฺษีบุตร ท่ามกลาง ราชาบดี สมณะ ชี พราหมณ์ และมหาชน สุวรรณากฺษีบุตรนึกกระหยิ่มในชัยชนะของตนด้วยความทะนงในภูมิรู้ของตน ถึงกับพูดว่าถ้าตนแพ้จะยอมตัดลิ้นทิ้ง พระปารศวะท่านจึงได้เสนอเงื่อนไขว่า ผู้แพ้การโต้วาที่นี้จะต้องยอมเป็นศิษย์ของผู้ชนะ”บัณฑิตหนุ่มสุวรรณากฺษีบุตรยอมรับในเงื่อนไขนี้ มอบสิทธิ์ให้พระปารศวะผู้ชราเป็นฝ่ายเปิดประเด็นปัญหาก่อน

พระปารศวะได้ถามปัญหาเดียวที่พื้นๆมิได้ลุ่มลึกอย่างไร ว่า “เราจะทำอย่างไรจึงจะให้ราชอาณาจักรนี้มีสันติภาพที่สมบูรณ์ ให้พระเจ้าแผ่นดินมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน ให้ประชาชนมีความอุดมสมบูรณ์และเจริญรุ่งเรือง ทุกคนเป็นอิสระจากคามชั่วร้ายและภัยพิบัติต่างๆ” บัณฑิตหนุ่มสุวรรณากฺษีบุตรผุ้ทะนงในความรู้ตลึงงัน นิ่งเงียบไปชั่วขณะก่อนจะก้มศีรษะยอมแพ้ให้กันพระปารศวเถระ

เมื่อแพ้การโต้วาที บัณฑิตหนุ่มสุวรรณากฺษีบุตรจะตัดลิ้นของตนตามสัญญา แต่พระปารศวะได้ห้ามไว้และขอให้สุวรรณากฺษีบุตรบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาตามที่ตกลงไว้ ซึ่งสุวรรณากฺษีบุตรก็ยอมทำตามโดยดี (อินเดียโบราณในยุคนั้น เป็นยุคที่ปรัชญาและการหาเหตุผลเป็นที่นิยมโดยทั่วไปอย่างมาก การโต้วาทีแต่ละครั้งก็จะมีการเดิมพันด้วยการทำโทษ, การเสียค่าปรับ หรือการยอมตัวเป็นศิษย์ของผู้ชนะ)

ประวัติในช่วงนี้ของพระอัศวโฆษมีสองกระแส กระแสหนึ่ง จาก เมาริส วินเทอร์นิทซ์ นักประวัติศาสตร์วรรณคดีของอินเดียท่านหนึ่ง ได้กล่าวไว้ว่า เมื่อสุวรรณากฺษีบุตรบวชเป็นภิกษุแล้วก็ได้เริ่มศึกษาพระสูตรต่างๆกับพระปารศวะ แต่ก็ยังไม่ยอมรับในภูมิปัญญาของท่านอย่างสนิทใจ จึงได้แสดงอาการกระด้างกระเดื่องต่อพระปารวศะเสมอมา ด้วยอาการที่แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาของสุวรรณากฺษีบุตรให้รู้ว่าตนต้องยอมจำนนเพราะแพ้ต่อการโต้วาทีเท่านั้นมิได้มีเงื่อนไขหรือการหลอกลวงใดๆ พระปารศวะจึงได้แสดงคุณลักษณ์ที่แท้จริงคนตนอย่างชัดเจนให้สุวรรณากฺษีบุตรได้เห็น เมื่อได้เห็นคุณลักษณ์ที่จริงแท้ของพระปารวศะ สุวรรณากฺษีบุตรจึงได้รู้ว่าพระอาจารย์ของตนมิใช่มนุษย์สามัญธรรมดาทั่วไป จึงยินดีเป็นศิษย์รับใช้ด้วยความเต็มใจ หลังจากนั้นพระปารวศะก็ได้เดินทางกลับไปยังอินเดียนเหนือ โดยมอบภาระในการสอนสุวรรณากฺษีบุตรแก่ลูกศิษย์คนสนิทของท่านที่ชื่อว่า “ปุณยยศัล” ซึ่งถือว่าเป็นศิษย์ผู้พี่ของสุวรรณากฺษีบุตร

อีกกระแสของการเข้าบวชเป็นภิกษุในพุทธศาสนาของอัศวโฆษ ตามที่ท่านตารนาถ ได้กล่าวไว้คือ บัณฑิตหนุ่มอัศวโฆษได้ใช้อำนาจเวทมนต์ต่อสู่กับพระอารยเทวะ และท่านเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ทำให้ท่านเศร้าเสียใจมาก ในช่วงนั้นเผอิญท่านได้พบคัมภีร์พระพุทธศาสนาคัมภีร์หนึ่ง ซึ่งคำสอนในคัมภีร์นั้นทำให้ท่านเลื่อมใสศรัทธา มีอ่านจบท่านก็ได้ขอเข้าบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาทันที

เหตุที่ท่านได้ชื่อว่าอัศวโฆษ

หลังจากที่บัณฑิตสุวรรณากฺษีบุตรเข้าบวชแล้วก็ได้ศึกษาพระธรรมวินัยอย่างจริงจัง จนเจนจบแตกฉาน ท่านจึงได้ออกไปประกาศศาสนายังที่ต่างๆ จนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว ว่าการเทศนาของท่าน ไพเราะจับใจ ซาบซึ้งตรึงใจแก่ผู้ได้สดับรับฟังยิ่งนัก แม้แต่ม้าที่เป็นสัตว์ดิรัจฉานแท้ๆเมื่อได้ฟังธรรมที่ท่านเทศนายังส่งเสียงเป็นทำนอง “สาธุการ” ขณะนั้นท่านพำนักอาศัยอยู่ที่กรุงปาฏลีบุตร ชาวเมืองปาฏลีบุตรเคารพนับถือท่านถือว่า ท่านเป็นเพชรประจำเมืองปาฏลีบุตรที่เดียว แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ทำให้ท่านต้องเดินทางไปพำนักอยู่ ณ เมืองปุรุษปุระของพระเจ้ากนิษกะมหาราช และได้ดำรงสถานะ เป็นราชครูผู้สอนปรัชญาทางจิตวิญญาณแก่พระเจ้ากนิษกะมหาราชในที่สุด
พระเจ้ากนิษกะมหาราชได้ยกทัพมาทำศึกกับกรุงปาฏลีบุตรเมืองหลวงของแคว้นมคธ และได้ล้อมกรุงปาฏลีบุตรไว้ ทางแคว้นมคธก็จัดทับออกต่อสู้ และเห็นว่าคงจะสู้ไม่ไหวจึงได้ขอเจรจาสงบศึก และได้ถูกปรับให้จ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้แก่ฝ่ายพระเจ้ากนิษกะ เป็นทองจำนวน 90 โกฏิ ทางกรุงปาฏลีบุตร ไม่มีทองที่จะจ่ายให้ได้ จึงได้นำของมีค่าคู่บ้านคู่เมือง 3 สิ่ง “รตนะ อันมีค่าประเสริฐ 3สิ่ง” ซึ่งมี ไก่ขนสวยงาม 1 บาตรของพระพุทธเจ้า 1 และตัวพระอัศวโฆษ 1 มาจ่ายให้แทนทองคำค่าปฏิกรรมสงคราม

พระเจ้ากนิษกะมหาราชอัญเชิญบาตรของพระพุทธเจ้าและพระอัศวโฆษ ตลอดจนไก่ขนงามกลับสู่นครหลวงแห่งตน ด้วยความปราบปลื้นพระทัย แต่ในหมู่มุขมนตรี แม่ทัพนายกอง ข้าราชบริพารของพระองค์ดูจะไม่พอใจ เพราะเห็นว่าตัวอัศวโฆษท่านมิได้มีราคาค่างวดใดเปรียบได้ดังมูลค่าทองคำที่แลกมาเลย

พระเจ้ากนิษกะมหาราช ท่านได้ทราบกิติศัพท์ความสามารถของอัศวโฆษแล้วจากจารบุรุษที่พระองค์ได้ส่งไปสืบข่าวก่อนการประกาศสงคราม พรองค์ต้องการให้เหล่ามุขมนตรี ข้าราชบริพารทั้งปวงได้ประจักษ์แจ้งในความสามารถในการแสดงธรรมของพระอัศวโฆษ พระองค์จึงให้นำม้า 7 ตัว ไปมัดกักขังไว้ให้อดอาหารอยู่ 6 วัน ในวันที่ 7 พระองค์ได้เรียกประชุมมุขมนตรี ข้าราชบริพาร ขุนางน้อยใหญ่ อีกทั้งประชาชนให้มาร่วมชุมนุมกัน รวมทั้งให้นำม้าที่ได้มัดอดอาหารนั้นมาร่วมชุมนุมด้วย พระองค์ได้อาราธนาให้พระอัศวโฆษแสดงธรรมให้ที่ประชุมได้ฟัง รวมทั้งม้าทั้ง 7 ตัวด้วย ระหว่างที่พระอัศวโฆษแสดงธรรมอยู่นั้น พระองคืได้รับสั่งให้มหาดเล็กนำหญ้าไปให้ม้ากิน ด้วยคุณสมบัติที่พระอัศวโฆษท่านมีในลีลาการแสดงธรรมของท่านได้ไพเราะ ซาบซึ้งจับใจ ทำให้ ม้านั้นไม่สนใจที่จะกินหญ้าเลย ได้แต่ยืนนิ่งฟังธรรมเทศนาด้วยความคารวะในธรรม อย่างซาบซึ้งจนน้ำตาไหล และส่งเสียงร้องเป็นที “สาธุการ” เมื่อการเทศนาจบลง และนี่เองเป็นที่มาของสมัญญานามว่า “อัศวโฆษ” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

รองประธานฯ การสังคายนาพระพุทธศาสนาครั้งที่ 4

นับเป็นเกียรติประวัติของพระอัศวโฆษอีกประการหนึ่ง ในฐานะของผู้สร้างประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาอย่างใหญ่หลวง นั่นคือ การเป็นรองประธานการจัดประชุมสังคายนาพระพุทธศาสนาครั้งที่ 4 ภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ของพระเจ้ากนิษกะมหาราช การสังคายนาครั้งนี้ บางท่านกล่าวว่าทำที่วัด กุณฑลวันวิหาร แคว้นกัศมีระ แต่ก็มีบางท่านกล่าวว่า ทำที่วัดกุวนะ เมืองชลันธระ จะเป็นวัดไหนก็ตาม แต่ที่แน่นอนคือทำในแคว้นกัศมีระ และมีพระเจ้ากนิษกะมหาราชเป็นองค์อุปถัมภ์
การสังคายนาครั้นนี้เกิดขึ้นโดยพระปารศวะ พระนักปราชญ์ผู้เฒ่าเข้าไปขอให้พระเจ้ากนิษกะจัดและอุปถัมภ์ โดยมีพระวสุมิตรเป็นประธานในการประชุมสังคายนา พร้อมด้วยพระสงฆ์ 500 รูปเข้าเป็นองค์ประชุม และได้นิมนต์พระอัศวโฆษจากเมืองสาเกตมาเป็นรองประธาน เพื่อช่วยในการจารจารึกอรรถกถาทั้งหลายเป็นการเฉพาะ พระอัศวโฆษได้ใช้ทักษะความรู้ด้านกวีนิพนธ์ จารจารึกอรรถกถา หลักอภิปรัชญาและจริยศาสตร์มหายาน ด้วยภาษาสันสกฤต ลงในแผ่นทองแดง เก็บไว้ในพระเจดีย์ซึ่งพระเจ้ากนิษกะได้สร้างขี้นเพื่อใช้บรรจุปิฎกนี้โดยเฉพาะ

การสังคายนาในครั้งนี้ได้แต่งคัมภีร์อรรถกถาแก้พระไตรปิฎกซึ่งเรียกว่าภาษาศาสตร์ขึ้นหลายเล่ม และตามที่ท่านหลวงจีนหยวนฉาง กล่าวไว้ ก็คือ ที่ประชุมได้แต่งอุปเทศศาสตร์ 100000คาถาอธิบายพระสูตร แต่งวินยวิภาษาศาสตร์ 100000 คาถาอธิบายพระวินัย และแต่งอภิธรรมวิภาษาศาสตร์ 100000คาถาอธิบายพระอภิธรรม

ผลงาน

พระอัศวโฆษ นักปราชญ์ชาวพุทธนิกายสรวาสติวาทผู้ยิ่งใหญ่ได้สร้างสรรค์ผลงานเป็นกวีนิพนธ์ไว้หลายชิ้น อาจแบ่งผลงานของท่านออกเป็น 3ประเภทใหญ่ๆ คือ

1 บทกวีนิพนธ์ทางศาสนา-ปรัชญา
2 บทกวีนิพนธ์ละครอิงธรรมะ
3 บทกวีนิพนธ์เพลงอิงธรรมะ
1 ผลงานประเภทบทกวีนิพนธ์ทางศาสนา-ปรัชญา

เรื่องที่เด่นและเป็นที่รู้จักกันทั่วและจัดเป็นแบบมหากาพย์ มีอยู่ 2 เรื่องคือ

1 พุทธจริต

กวีนิพนธ์ภาษาสันสกฤตเรื่องนี้เป็นงานแบบมหากาพย์ (กวีนิพนธ์เรื่องยาว) เนื้อหาบรรยายพุทธประวัติ หรืออาจจะเรียกว่าเป็น “พุทธประวัติฉบับสันสกฤต” เนื้อหาคัมภีร์แบ่งออกเป็น 28 ปริจเฉท (บท) จำนวนโศลกคาถา 2110 โศลก นับเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของพระอัศวโฆษ ผู้แต่งเขียนขึ้นอย่างระมัดระวัง แต่ก็ไพเราะ ลึกซึ้งจับใจ น่าเสียดายที่ปัจจุบัน ต้นฉบับของกวีนิพนธ์พุทธจริตภาษาสันสกฤตขาดหายไปมา เหลือเพียง 17 ปริจเฉก 1010 โศลกเท่านั้น ที่มีอยู่ครบทั้ง 28 ปริจเฉทก็เฉพาะฉบับที่เป็นเป็นภาษาจีนโดยพระธรรมรักษ์ในราวพุทธศตวรรษที่ 9 และฉบับที่เป็นเป็นภาษาทิเบตเท่านั้น

กวีนิพนธ์พุทธจริตนี้ เป็นงานทางศาสนาที่ได้รับความนิยมยกย่องจากชาวพุทธทั้งเถรวาทและมหายาน มีอยู่สมัยหนึ่งที่ได้นำเอากวีนิพนธ์นี้เป็นบทสวดสดุดีพระรัตนตรัยในวัดต่างๆทั้งในอินเดียและในประเทศอื่นๆ นักปราชญ์ทางวรรณคดีสันสกฤตหลายท่านได้ยกย่องพระอัศวโฆษว่าเป็น “รัตนกวี” ชั้นเยี่ยมเสมอด้วย ท่านฤาษีวาลมิกิผู้แต่งมหากาพย์รามายณะ และเสมอกับท่านกาลิทาสผู้แต่งกวีนิพนธ์เรื่อง “เมฆทูต” และ”รฆุวังศะ” และที่เดียว

ในกวีนิพนธ์นี้ แต่งเล่าพุทธประวัติและเรื่องที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เรื่องตั้งแต่การจุติจากสวรรค์มาถือปฎิสนธิในพระครรภ์ของพระนางเจ้าสิริมหามายา พระพุทธมารดา ประสูติ ตรัสรู้ ทรงแสดงธรรมโปรดสัตว์ เสด็จดับขันธปรินิพพาน จนจบลงด้วยกษัตริย์ชาวพุทธจากเมืองต่างๆยกทัพมาเพื่อขอแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ ประวัติการทำสังคายนาครั้งที่ 1 และรัชสมัยการปกครองของพระเจ้าอโศกมหาราชแล้ว ยังให้ความรู้รายละเอียดที่เกี่ยวกับนิยายโบราณที่เล่าสืบๆมาตามประเพณีนิยมของอินเดีย และระบบปรัชญาอินเดียสำนักสางขยะ ซึ่งมีอยู่ก่อนยุคพระพุทธศาสนาอีกด้วย

2 เสนทรานันทะ

กวีนิพนธ์ภาษาสันสกฤตเรื่องนี้เป็นแบบมหากาพย์ เรื่องที่ 2 ของพระอัศวโฆษ แบ่งเนื้อหาออกเป็น 28 ปริจเฉท ต้นฉบับภาษาสันสกฤตทั้ง 28 ปริจเฉทยังอยู่ครบบริบูรณ์ เนื้อหาว่าด้วยเรื่องพุทธประวัติที่พระอัศวโฆษยังมิได้กล่าวไว้ในพุทธจริต และยังมีเรื่องเล่าที่เป็นตำนานของพราหมณ์ประกอบด้วย

ในกวีนิพนธ์เรื่องนี้ พระอัศวโฆษแต่งบรรยายเนื้อหาของบทกวีว่าด้วยเรื่องพระพุทธเจ้าเสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ และทรงให้นันทกุมารพระอนุชาต่างพระมารดา(โอรสของพระนางปมหาปชาบดีโคตรมี) ของพระองค์บวช ขณะที่เพิ่งแต่งงานยังไม่ทันได้ส่งตัวเข้าหอ หรือกับแสดงทัศนะของผู้แต่งเรื่องทาง ที่นำไปสู่การรู้แจ้งธรรม แม้จะไม่เต็มใจจะบวชนั้น แต่จำต้องบวชด้วยเรงใจพระเชษฐา เมื่อบวชแล้วก็ยังมีใจคิดถึงแต่นางสุนทรี ภรรยาสาวแสนสวยที่ยังไม่ทันได้ส่งตัวเข้าหอ จนในที่สุดพระพุทธเจ้าต้องจับพระหัตถ์พระนันทะเหาะไปยังสวรรค์ ระหว่างทางได้พบนางลิงรูปร่างอัปลักษณ์ตาบอดข้างหนึ่ง พระพุทธเจ้าถามพระนันทะว่านางสุนทรีสวยกว่านางลิงนี้ไหม ก็ได้รับคำตอบว่าสวยกว่า แล้วทรงเหาะต่อไปถึงสวรรค์พบเหล่านางอัปสรมากมาย พระนันทะได้เห็นความแตกต่างของความสวย คิดว่า นางลิงและนางสุนทรีไม่ได้ครึ่งความงามของเหล่านางอัปสรนี้เลย แล้วพระพุทธเจ้าก็พูดเป็นอุบายเป็นนายประกันพระนันทะว่า ถ้าท่านตั้งใจปฏิบัติธรรมจะทรงของนางอัปสรนางหนึ่งเป็นภรรยาท่าน ท่านก็รับ เมื่อกลับมายังโลกมนุษย์แล้วท่านก็มิได้มีความคิดถึงนางสุนทรีแม้แต่น้อย ตั้งใจปฏิบัติธรรมไม่นานนักท่านก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ และเมื่อบรรลุธรรมแล้วพระนันทะไปขอบคุณพระพุทธเจ้าและบอกว่าท่านไม่ต้องการนางอัปสรแล้ว

อาจกล่าวได้ว่า พระอัศวโฆษได้ชื่อว่าเป็นผู้พัฒนาสำนวนลีลาการแต่งบทกวีนิพนธ์ภาษาสันสกฤตแบบกาพย์ขึ้นในอินเดีย จนได้ชื่อว่าเป็น “บิดาแห่งบทละคร” ท่านเป็นอาจารย์ที่ใครก็ไม่อาจโต้แย้งได้ในความสามารถด้านบทละคร และท่านมีชีวิตอยู่ก่อนกาลิทาสจะเกิดถึง 300 ปี
นอกจากนี้ พระอัศวโฆษยังมีงานกวีนิพนธ์ทางศาสนา-ปรัชญาเรื่องอื่นๆอีกมากมาย ทั้งบทกวีสั้นๆ และบทกวียาวๆ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

1 มหายานศรัทโธตปาทศาสตร์

กวีนิพนธ์นี้เป็นงานแสดงหลักธรรมของฝ่ายมหายาน นักวิชาการฝ่ายมหายาน เชื่อว่าพระอัศวโฆษเป็นผู้แต่งกวินิพนธ์นี้ และกวีนิพนธ์ภาษาสันกฤตนี้เองเป็น “บ่อเกิดของมหายาน” และถือว่าพระอัศวโฆษเป็น “ปฐมาจารย์ผู้ประกาศลัทธิมหายาน” แต่ก็มีนักวิชาการหลายท่าน เห็นแย้งว่ากวีนิพนธ์นี้มิได้แต่งโดยพระอัศวโฆษ

กวีนิพนธ์นี้ นัยว่าแต่งขึ้นเพื่อ “เปิดเผยคำสอนขั้นมูลฐานของพระพุทธเจ้าที่คนทั่วไปและพวกหินยานเข้าใจคลาดเคลื่อน” เนื้อหาสำคัญของคัมภีร์สรุปตามอาจารย์อดิศักดิ์ ทองบุญไว้ดังนี้

1 ความจริงแท้ ได้แก่ ตถตา (ความเป็นเช่นนั้น) คำว่า “ตถตา” มีความหมายหลายนัยจึงมีชื่อเรียกหลายชื่อ คือ
1.1 ตถตา หมายถึง ความมีอยู่ขั้นสุดท้าย เรียกว่าภูตตถตา
1.2 ตถตา หมายถึง วิญญาณบริสุทธิ์ เรียกว่า โพธิปรัชญาหรืออาลยวิชญาน
1.3 ตถตา หมายถึง สิ่งสัมบูรณ์ คือภาวะที่เป็นศูนย์รวมของสิ่งทั้งปวง เรียกว่า ธรรมกายหรือ

ธรรมธาตุ

1.4 ตถตา หมายถึง ความสุขอันไม่สิ้นสุด เรียกว่า ตถตาครรภ์
2 ตถตา คือสังสารวัฏ (การเวียนว่ายตายเกิด) เมื่อมองจากแง่สมมุติสัจหรือสัมพัทธนัยแต่เมื่อมองจากแง่ปรมัตถสัจหรือสัมบูรณนัย ตถตาก็คือนิพพาน ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่อาจพรรณนาได้ด้วยภาษาคน (อนีรวจนียะ) เพราะปัญญาขั้นเหตุผล (พุทธิปัญญา) ไม่สามารถเข้าถึงได้ และไม่อยู่ในขอบข่ายประพจน์สำหรับทำให้เข้าใจ (ปทารถะ) 4 ประการ คือ

1 จะพูดว่า นิพพานเป็นสิ่งที่มี ก็ไม่ใช่
2 จะพูดว่า นิพพานเป็นสิ่งที่ไม่มี ก็ไม่ใช่
3 จะพูดว่า นิพพานเป็นสิ่งที่มีและไม่มี ก็ไม่ใช่
4 จะพูดว่า นิพพานไม่เป็นสิ่งที่มีและไม่มี ก็ไม่ใช่


3 เมื่อพูดว่า “สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกไม่ใช่สิ่งจริงแท้” หมายความว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงปรากฏการณ์คือเป็นสมมุติสัจเท่านั้น ไม่ใช่เป้นความจริงแท้คือประมัตถสัจ สิ่งสมบูรณ์หรือธรรมกายเป็นความจริงขั้นสูงสุด ปรากฏการณ์ทั้งปวงเป็นเพียงสัมพัทธ์คือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยกันและกัน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามกฏปฏิจจสมุปบาท มีอวิชชา เป็นต้น อวิชชาเองก็หามีอยู่จริงไม่ เพราะมันอาศัยสิ่งอื่นเป็นปัจจัยให้เกิดเช่นกัน แต่กระนั้นก็ตามจะพูดว่าอวิชชาเป็นสิ่งไม่จริงเลยก็ไม่ได้ เพราะสิ่งไม่จริงไม่อาจเป็นปัจจัยให้เกิดสิ่งใดๆได้ อวิชชานี้เป็นปัจจัยให้เกิดโลกแห่งวัตถุได้ ดังนั้น จึงอาจจัดอวิชชาว่าเป็นจริงได้ขั้นสมมุติสัจแต่ไม่ใช่เป็นจริงขั้นปรมัตถสัจ

4 ปัญญาขั้นเหตุผล (พุทธิปัญญา) ไม่สามารถทำให้เรารู้ซึ้งถึงความจริงแท้ขั้นปรมัตถสัจได้ ท่านอัศวโฆษกล่าวไว้ว่า

เมื่อบุคคลสามารถรู้อะไรอยู่เบื้องหลังความคิด ก็ชื่อว่าเขากำลังเดินไปสู่ปัญญาญาณของพุทธศาสนา นี่แหละคือเหตุผลที่ว่า ทำไมพระตถาคตเจ้าจึงไม่ค่อยทรงพยายามสอนโดยใช้คำพูดและการนิยามความหมาย นอกจากวิธีแนะนำให้ปฏิบัติที่เรียกว่า “อุปายโกศล” (อุบายที่ฉลาด) คือทรงใช้คำพูดและการนิยามความหายเพียงเพื่อจะนำสรรพสัตว์ไปสู่การปฏิบัติเท่านั้น เพราะจุดประสงค์อันแท้จริงของพระองค์ คือทรงให้สรรพสัตว์ทั้งหลายเลิกละการยึดติดในเรื่องสัญลักษณ์(ทางภาษาที่เป็นสมมุติบัญญัติกันขึ้น) และให้มุ่งตรงไปสู่ความจริงแท้
แต่อย่างไรก็ตาม พุทธิปัญญา (ปัญญาขั้นเหตุผล) อันจำกัด ก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์เสียโดยสิ้นเชิง ดังที่ท่านอัศวโฆษกล่าวเน้นไว้ว่า “ถ้าเราทิ้งปัญญาขั้นเหตุผลเสียเราก็ไม่สามารถบรรลุโพธิญาณได้”

5 สิ่งสมบูรณ์ เมื่อมองผ่านอวิชชาจะเห็นเป็นโลกแห่งปรากฎการณ์มีองค์ประกอบมากมายดังที่ท่านพระอัศวโฆษอุปมาไว้ว่า น้ำอันสงบในมหาสมุทรเมื่อถูกลมพัดจะปรากฏเป็นคลื่นฉันใดวิญญาณเมื่อถูอวิชชาเข้าปรุงแต่งก็ปรากฏเป็นพุทธิปัญญาอันจำกัดฉันนั้น ดินถูกปั้นให้เป็นหม้อชนิดต่างๆ ได้ฉันใด วิญญาณดวงเดียวปรากฏออกมาให้เห็นเป็นพุทธิปัญญาได้มากมายก็ฉันนั้น ตถตาในฐานะเป็นสิ่งสัมบูรณ์ อยู่เหนือสิ่งทั้งหลายทุกๆสิ่ง แต่เมื่อถูกเปื้อนด้วยอวิชชาจะสำแดงตัวออกมาเป็นตถตาปรุงแต่ง ซึ่งเป็นตัวทำให้เกิดโลกแห่งปรากฎการณ์ทั้งฝ่ายที่เป็นจิตวิสัยและวัตถุวิสัย

6 เมื่อโพธิญาณเกิดขึ้นแก่เรา เราจะรู้แจ้งว่าเราไม่ใช่ภาวะอันจำกัด แต่เราคือภูตตถตานั่นเอง ภูตตถาตานี้แหละคืออมตธรรม พร้อมกับรู้แจ้งถึงภาวะเช่นนี้เราจะมีความสุขอันเลิศ

7 พระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงแห่งโพธิญาณได้อุบัติขึ้นในโลกนี้ เพื่อทำลายความมืดคืออวิชชา

8 พระโพธิสัตว์นั้นแม้ท่านจะรู้แจ้งสิ่งที่ควรรู้แล้ว และไม่มีสิ่งใดที่ท่านจะต้องทำเพื่อตัวเองแล้วก็ตาม แต่ท่านก็ยังดำเนินตามพระพุทธเจ้าคือต้องรื้อสัตว์ให้หลุดพ้นจากกิเลส จึงยังไม่ยอมเข้าถึงนิพพานจนกว่าจะทำให้สรรพสัตว์เป็นอิสระจากปวงทุกข์โดยพร้อมกัน

เชื่อกันในหมู่นักวิชาการว่า สาระสำคัญของคัมภีร์มหายานศรัทโธตปาทศาสตร์นี้ตอนที่ว่าความจริงแท้เป็นอนีรวจนียะคือพูดไม่ได้ และไม่อยู่ในขอบข่ายของประพจน์(ปทรถะ)ใดๆ ในบรรดาประพจน์ 4 ประการ (ดูข้อ2) อันเป็นที่มาของศูนยวาท โดยท่านนาคารชุนนำไปดัดแปลงเสียใหม่เป็น

1 จะพูดว่า นิพพานเป็นศูนยะ ก็ไม่ใช่
2 จะพูดว่า นิพพานเป็นอศูนยะ ก็ไม่ใช่
3 จะพูดว่า นิพพานเป็นทั้งศูนยะและอศูนย ก็ไม่ใช่
4 จะพูดว่า นิพพานไม่เป็นทั้งศูนยะและอศูนย ก็ไม่ใช่

และยังเชื่อกันอีกด้วยว่า อาจารย์ผู้สถาปนาพุทธปรัชญาสำนักโยคาจารย์ นำเอาสาระสำคัญตอนที่ว่าด้วยความจริงแท้(ตถตา) เป็นวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งเรียกว่าอาลยวิญญาณ ไปดัดแปลงเป็นวิญญาณวาท

2 วัชรสูจี

กวีนิพนธ์นี้แต่งขึ้น ว่าด้วยศิปะของการพูดโต้แย้งหรือโต้ตอบ ข้ออ้าต่างๆของพราหมณ์ จากกวีนิพนธ์นี้ จะพบว่า พระอัศวโฆษมีความรู้เกี่ยวเรื่องราวของพราหมณ์เป็นอย่างดีเลิศ ท่านวิพากษ์เรื่องระบบวรรณะพราหมณ์ โดยการพิสูจน์ทัศนะของพราหมณ์ด้วยทัศนะจากคัมภีร์ของพราหมณ์เอง ข้ออ้างของพวกพราหมณ์เรื่องวรรณะมีเหตุผลอ่อนอย่างไร โดยการอ้างอิงจากคัมภีร์พระเวท คัมภีร์มหากาพย์มหาภารตะ และคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์ เข้าทำนองหนามยอกเอาหนามบ่ง กวีนิพนธ์นี้ได้มีการแปลสู่ภาษาจีนในระหว่างปี พ.ศ.1516-1524

3 สูตราลังการหรือหมาลังการสูตรศาสตร์

กวีนิพนธ์นี้ พระอัศวโฆษต่างเป็นเรื่องเล่ารวมดนิทานต่างๆ เกี่ยวกับกรรมตามสนอง คล้ายชาดก ต้นฉบับสันสกฤตสูญหายไปแล้ว ที่เหลืออยู่เป็นฉบับแปลเป็นภาษาจีน ซึ่งแปลโดยกุมารชีพในราว พ.ศ.948

4 ฉคติสังขารสูตร
5 ทศอกุศลธรรมปฏิปทาสูตร
6 นิครันถปุจฉาอนาคตสูตร
2 ผลงานประเภทบทกวีนิพนธ์ละครอิงธรรมะ

เท่าที่พบบทกวีนิพนธ์ละครอิงธรรมะทางพุทธศาสนาที่อัศวโฆษแต่งไว้มี 4 เรื่องคือ

1 ศารีปุตรประกรณะ
บทกวีนิพนธ์นี้ พระอัศวโฆษเขียนไว้ 9 องค์ บทกวีนิพนธ์นี้จัดว่าเป็นบทละครภาษาสันสกฤตที่เก่าแก่ที่สุด ในบรรดาบทละครอิงธรรม 4เรื่องที่พระอัศวโฆษเขียนขี้น เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด

ใจความสำคัญว่าด้วยเรื่องพระศารีบุตรและเพื่อนของท่านที่ชื่อเมาทคัลยยายนะ(พระโมคคัลลานะ) เปลี่ยนศาสนาจากลัทธิของศาสดาสัญชัยเวรัฏฐบุตร หลังจากฟังธรรมย่อๆจากพระภิกษุอัสสชิซึ่งเพิ่งบวชใหม่ในพระพุทธศาสนา ทั้ง 2 จึงชักชวนกันไปเฝ้าพระพุทธโคดมเจ้า หันมานับถือและบวชในพระพุทธศาสนา และกลายเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวาและเบื้องซ้ายที่สำคัญ

2 บทละครอุปมาแนวพุทธศาสตร์

บทละครนี้ เป็นนิทานเปรียบเทียบ เขียนด้วยภาษาสันสกฤต เขียนบนใบลายมีเพียง 3 คาถาเท่านั้น

3 บทละครเรื่องหนุ่มโสมทัตตะ

บทละครนี้ พรรณนาเรื่องของหนุ่มชื่อว่าโสมทัตตะ ผู้หลงมัวเมาในกามกิเลสและความหรูหรา กักขังคนรักชื่อมคธวตีไว้ และต่อมาได้ฟังธรรมจึงเปลี่ยนศาสนาเดิมของตน มานับถือพระพุทธศาสนา
4 บทละครเรื่องรัฐบาลหรือรัฐปาลสูตร

บทละครนี้พรรณนาเรื่องราวของรัฐบาลที่อัศวโฆษนำเอาเนื้องเรื่องมาจากพระสูตรในมัชฌิมนิกาย มาแต่งเป็นคาถาคำฉันท์และมีคำบรรยายประกอบด้วย

ด้วยความสามารถทางด้านดนตรีของพระอัศวโฆษ ท่านได้เคยลาสิกขา ออกไปพักหนึ่ง ได้ไปแต่งจังหวะดนตรีเพื่อใช้บรรเลงประสานเสียงเข้ากับเนื้อหาของบทละครร้องเรื่อง “รัฐปาละ” เรื่องนี้ของท่าน ซึ่งเป็นที่มาของการประกาศธรรมด้วยวิธีธรรมสังคีตขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติพระพุทธศาสนา ซึ่งวิธีการของท่านนี้ได้ผลเกิดคาด 3 อย่างในเวลาเดียวกัน คือ 1 ประชาชนได้ความบันเทิงใจในจังหวะดนตรี เสียงขับร้อง และบทบาทการแสดงที่ตัวละครแต่ละตัวแสดงออก และ 2 ประชาชนที่ชมละครและฟังเสียงขับร้องได้ซาบซึ้งใจในรสพระธรรมที่เสียงเพลงหรือเนื้อหาเพลงที่ตัวละครสื่อความหมายออกมา

3 ผลงานประเภทบทกวีนิพนธ์เพลงอิงธรรมะ

งานกวีนิพนธ์เพลงอิงธรรมะทางพุทธศาสนาที่พระอัศวโฆษแต่งขึ้นมีมากมาย เป็นบทเพลงประกอบดนตรี เนื้อหาของบทเพลงส่วนใหญ่ว่าด้วยหลักสูญตาและความว่างเปล่าแห่งโลกมายา
บทเพลงอิงธรรมะของพระอัศวโฆษเท่าที่พบ ในปัจจุบันมีเพียงเรื่องเดียวคือ คัณฑีสโดตฺรคาถา แต่งเป็นคาถา 29 คาถา ร้องทำนอง “สรัคธราฉันท์” ซึ่งเป็นชื่อของทำนองสวดทำนองหนึ่งของภาษาสันสกฤต เนื้อเพลงมีเนื้อหาสรรเสริญพระพุทธเจ้าและฆ้องประจำวัด

ข้อสังเกตของผู้เรียบเรียง

ก่อนจบในชีวประวัติและผลงานของอัศวโฆษ ผู้เขียนขอให้ข้อสังเกตไว้บางประการ ดังนี้

1 ชีวประวัติของพระอัศวโฆมีปัญหาอยู่บ้าง ในเรื่องที่มีพระภิกษุชื่อว่า “อัศวโฆษ” อย่างน้อยก็มีถึง 6 รูป ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาว่าอัศวโฆษตัวจริงอยู่ฝ่ายไหน ชาวเถรวาทก็ว่าท่านเป็นพระภิกษุในสรวาสติวาท ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของนิกายเถรวาท ขณะที่ฝ่ายมหายานก็ว่า ท่านเป็น “ปฐมาจารย์” ผู้ประกาศลัทธิมหายาน ดังนั้นจึงจัดว่า พระอัศวโฆษเป็นพระภิกษุในฝ่ายเถรวาท นิกายสรวาสติวาท แต่แนวคิดทางศาสนาและปรัชญาของท่านเป็นฝ่ายมหายาน

2 พระอัศวโฆษเป็นพระภิกษุที่เด่นดัง ในด้านการเป็น “นักกวี” มากกว่าการเป็น “พระภิกษุในพุทธศาสนา” อย่างน้อยที่สุดก็เห็นภาพที่ติดมากับงานกวีนิพนธ์แบบมหากาพย์ที่มีชื่อเสียงมากเรื่องพุทธจริต ใช่เพียงเท่านั้น ผลงานของท่านยิ่งทำให้ภาพของท่านโดดเด่นในฐานะของการเป็นนักปราชญ์เมธีพุทธ นักโต้วาที และนักดนตรี โดยเฉพาะความสามารถพิเศษทางดนตรีนี้มิได้พบในประวัติพระภิกษุในพุทธศาสนาท่านอื่น

3 สิ่งหนึ่งที่ได้พบเสมอๆกับพุทธสาวกทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน คือท่านผู้ที่มาจากตระกูลพราหมณ์มักได้รับการศึกษาที่ดี ความรู้ ความสามารถสูงในหลายด้าน เช่น การโต้วาที การแสดงธรรม ฯลฯ พระอัศวโฆษก็เช่นกัน ท่านเป็นนักโต้วาทีทีเก่งฉกาจ แต่เมื่อพ่ายแพ้การโต้วาทีกับพระเถระในพุทธศาสนาแล้วจึงต้องรับผลมาเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา เมื่อบวชแล้วได้ศึกษาพุทธศาสตร์อย่างจริงจัง ก็บรรลุผลแตกฉานในพุทธธรรมอย่างเต็มเปี่ยม กลายเป็นนักแสดงธรรม ที่ยิ่งใหญ่ หรือนักปราชญ์ที่สร้างผลงานไว้ในพุทธศาสนาอย่างมากมาย เช่น พระอัศวโฆษ และพระพุทธโฆษาจารย์ นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ฝ่ายเถรวาท
********************************************

พุทธศาสนามหายานสองแบบ

1.พุทธศาสนามหายานแบบนาคารชุน

“นาคารชุน” เกิดภายหลัง “อัศวโฆษ” ประมาณร้อยปีเห็นว่าคำสอนแบบ“อัศวโฆษ”ที่ไม่มีหลัก “อริยสัจ,อนัตตา” นั้นนานไปจะทำให้มหาชนไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร จึงตั้งนิกาย “ศูนยตา” ขึ้นเพื่ออธิบายหลัก “อนัตตา” อย่างเป็นปรัชญาล้วนๆโดยไม่พูดถึงเรื่องเวียนว่ายตายเกิด ไม่พูดถึงนรก,สวรรค์ พูดถึงแต่ในเรื่องปัจจุบัน ทำให้พราหมณ์ไม่พอใจมีการฆ่าฟันกันเกิดขึ้น นาคารชุนต้องพาพรรคพวกหลบหนีขึ้นไปอยู่ทางภาคเหนือแล้วเปลี่ยนชื่อเป็นนิกาย “มธยมิก” พราหมณ์ก็ยังตามไปรังควานจนถึงกับฆ่าศิษย์เอกของนาคารชุนเสียชีวิต นิกายของนาคารชุนเห็นว่าถ้ายังคงอยู่ในอินเดียต่อไปคงต้องถูกพราหมณ์ฆ่าตายหมด จึงพากันหนีไปอยู่ในเมืองจีน เรียกชื่อเป็นภาษาจีนว่า นิกาย “เซี้ยงจง” เมื่อแยกตัวออกไปอยู่ในเกาหลี,ญี่ปุ่นเรียกว่านิกาย “เซ็น” หรือ “ธยาน” สอนการทำสมาธิเข้าฌานแบบลัทธิโยคะอย่างหนักเพื่อทำฌานให้สูงถึง” อากิญจัญญายตนฌาน” (ฌานที่เจ็ด-ยึดความว่างเป็นอารมณ์) เพื่อให้เห็นหลัก “อนัตตา” ค้นหาจิตเดิมแท้อันเป็นปภัสสร ที่เรียนว่า “จิตหนึ่ง” บรรลุ “นิพพานแบบฉับพลัน” หรือเรียกว่า “เจโตวิมุตติ” ภิกษุในนิกายนี้ถือว่านาคารชุนเป็น พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นพุทธศาสนานิกายเดียวที่รอดพ้นจากการแทรกซึมเรื่องเวียนว้ายตายเกิดของพราหมณ์ นิกายนี้ไม่ใช้พระไตรปิฎกที่มาจากลังกาแบบเรา เพราะเขาหนีออกจากอินเดียมาก่อน เขาแต่งพระสูตรขึ้นใหม่ว่าพระพุทธเจ้าสอนเรื่องศูนยตาเป็นพิเศษแก่พระมหากัสสปและพระพุทธเจ้าเข้านิพพานเมื่อพระชนมายุ 85 พรรษา ใช้เวลา 5 ปีหลังสอนศูนยตาโดยเฉพาะ(ของนิกายเถรวาทว่าพระพุทธเจ้าดับขันธ์ปรินิพพานเมื่อพระชนมายุ 80 พรรษา)
ภิกษุของนิกายนี้จะสร้างวัดอยู่บนเขาปลูกข้าวปลูกพักกินเองไม่รบกวนเรี่ยไรชาวบ้าน ไม่หลอกขายบุญขายสวรรค์ เป็นผู้สละโลกมุ่งหน้าทำสมาธิเข้าฌานตามลัทธิโยคะอย่างหนักเพื่อแสวงหาจิตเดิมแท้อันเป็นปภัสสร มีการฝึกวิทยายุทธเป็นการบริหารร่างกายและป้องกันตัว ไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ตามนัยมรรคมีองค์แปดที่เป็นทางสายกลาง จึงไม่รู้จักการถอน อุปาทานขันธ์ เพื่อดับทุกข์สิ้นกิเลสและนิพพาน

2.พุทธศาสนามหายานแบบ “อสังคะ” (แบบเทวะนิยม)

“อสังคะ” เกิดภายหลัง “อัศวโฆษ” ประมานห้าร้อยปี มีความรู้ทางพุทธศาสนาตามคำสอนของอัศวโฆษ ที่ไม่มีหลักของอริยสัจ ไม่มีหลักอนัตตา มีแต่นิทาน อสังคะมองเห็นว่าพราหมณ์ในอินเดียมีอิทธิพลอยู่มาก พุทธศาสนานิกายใดที่ไม่มีเรื่องเวียนว้ายตายเกิดตามผลกรรมนำเกิดที่เป็นคำสอนของพราหมณ์ จะถูกพราหมณ์ฆ่าฟันทำลายล้าง อสังคะจึงตั้งนิกาย “วิญญาณวาท” หรือ “โยคาจาร” ขึ้นมา โดยรับเอาคำสอนของพราหมณ์มาทั้งหมดแล้วตั้งชื่อเป็นพุทธ จึงมีผู้เรียกว่า” ศาสนาพราหมณ์ในชื่อพุทธ” เป็นพุทธศาสนามหายานเต็มรูปกลายเป็นเทวะนิยม
โดยตั้งพระพุทธเจ้าขึ้นห้าพระองค์เข้านิพพานถาวรอยู่บนสวรรค์แบบพระเจ้าของพราหมณ์ที่มีพระเจ้าสามพระองค์ แต่นิทานของอสังคะตั้งพระพุทธเจ้าห้าพระองค์เรียกว่า อาทิพุทธ (ธยานิพุทธ)มีอำนาจสร้างโลก,บริบาลโลกและล้างโลกได้เช่นเดียวกับพระเจ้าของพราหมณ์
แต่พระเจ้าห้าพระองค์นี้เป็นพระเจ้าที่พิเศษ สามารถใช้อิทธิฤทธิ์(ธรรมกาย)เนรมิตลูกน้องคือ มานุษพุทธะ (เรียกว่านิรมานกาย) เดินดินสอนมหาชน พระพุทธเจ้าห้าพระองค์ประจำยุคต่างๆของโลกพอแก่ตายลงก็เข้านิพพานหายไป
พระพุทธเจ้าถาวรที่อยู่บนสวรรค์เนรมิตพระโพธิสัตว์ขึ้นห้าพระองค์(เรียกว่า สัมโภคกาย) ทำหน้าที่ปกป้องมหาชนชาวพุทธให้อยู่รอดปลอดภัย เมื่อใครตายก็นำไปขึ้นสวรรค์ที่เรียกว่า “พุทธเกษตรสี่ทิศ” วิญญาณที่อยู่ในสวรรค์ที่เรียกว่า พุทธเกษตรนี้พระโพธิสัตว์จะช่วยขนส่งไปนิพพานที่อยู่นอกโลกได้หมดทุกคน คำสอนนี้ได้รับความนิยมจากมหาชนมากจึงตั้งชื่อว่าเป็น”โพธิสัตว์ยาน” หรือ “มหายาน” และติเตียนคำสอนของนิกายสรวาสติวาทินของอัศวโฆษ ที่สอนให้ไปนิพพานเอาเองตัวใครตัวมันว่าเป็น “หีนยาน”
พุทธศาสนามหายานเต็มรูปแบบ”อสังคะ” นี้ไม่มีเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ ไม่รู้ว่าเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้อะไร ไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน
เพราะพระโพธิสัตว์จะช้วยขนส่งไปนิพพานได้ทุกคนไม่มีบอกว่าพระพุทธเจ้าคือใครสอนอะไรบ้าง
พียงแต่อสังคะแต่งนิทานขึ้นสอนว่าพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ชื่ออะไร,พระโพธิสัตว์และมานุษพุทธะประจำยุคชื่อว่าอะไร
โดยตั้งให้พระพุทธเจ้าตัวจริงในประวัติศาสตร์ของเราที่เขาเรียกว่า”สมณโคดม” (ศากยมุนี)ไปอยู่ในยุคที่สี่
ตารางรายชื่อของอาทิพุทธะ ,พระโพธิสัตว์,มานุษพุทธะ ที่อสังคะตั้งไว้แต่เดิม
(ต่อมาภายหลังมีผู้ตั้งพระโพธิสัตว์ขึ้นอีกตามความนิยมของแต่ละท้องถิ่น)
ยุค อาทิพุทธะนิพพานถาวรอยู่บนสวรรค์ พระโพธิสัตว์ที่ไม่รู้จักตาย มานุษพุทธะตายแล้วนิพพาน
กฤดายุค ไวโรจน์พุทธะ(จีวรสีขาว) พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ ทีปังกร(กุกุกสันโท)
ทวาบรยุค อักโษภยพุทธะ(จีวรสีน้ำเงิน) วัชรปาณีโพธิสัตว์ กนกมณี(โกนาคม)
ไตรดายุค รัตนสัมภวะพุทธะ(จีวรสีเหลือง) รัตนปาณีโพธิสัตว์ กาศยป(กัสสป)
กลียุค อมิตาภะพุทธะ(จีวรสีแดง) อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ โคตมะ(ศากยมุนี)
อนาคต อโมฆะสิทธิพุทธะ(จีวรสีเขียวใบไม้) วิศวปราณีโพธิสัตว์ ศรีอาริยะเมตไตรย์

หลังจากปีพ.ศ. 1000 ไปแล้วพุทธศาสนาในอินเดียก็เหลือแต่ของ “อสังคะ” ซึ่งเป็นมหายานเต็มรูป พอฝรั่งที่ไปสืบพุทธศาสนาในอินเดียยุคหลังบันทึกใว้ในตำราเรียนของเด็กชั้นมัธยมศึกษาของอเมริกาว่า พุทธศาสนา(มหายาน)ในอินเดียสอนเหมือนศาสนาพราหมณ์อันเป็นศาสนาเก่าอยู่ในอินเดียมาก่อนแต่พุทธศาสนาเกิดขึ้นภายหลัง
แสดงว่าพุทธศาสนาเป็นกิ่งหนึ่งของศาสนาพราหมณ์เพราะสอนเรื่องเวียนว่ายตายเกิดตามผลกรรมจากชาติก่อนนำมาเกิดในชาตินี้ และใช้นรกใช้สวรรค์แบบเดียวกัน ฝรั่งลงความเห็นว่าพระพุทธเจ้าเป็นเพียงนักสอนศีลธรรมคนหนึ่ง จึงจัดอันดับไว้ในระดับเดียวกับท่านขงจื้อ แต่ปัจจุบันนี้องค์การสหประชาชาติประกาศรับรองว่าวันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของโลก แสดงว่าเขารู้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร มรรคผลนิพพานคืออะไร

********************************************

พุทธมหายาน (เพิ่มเติมเนื้อหาให้ครบถ้วน)

อาจริยวาท หรือ มหายาน เป็นนิกายหนึ่งในพุทธศาสนาที่นับถือกันอยู่ประเทศแถบตอนเหนือของอินเดีย เนปาล จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม มองโกเลีย ไปจนถึงบางส่วนของรัสเซีย จุดเด่นของนิกายนี้อยู่ที่แนวคิดเรื่องการบำเพ็ญตนเป็นพระโพธิสัตว์สร้างบารมีเพื่อช่วยเหลือสรรพชีวิตในโลกไปสู่พระนิพพาน ด้วยเหตุที่มีผู้นับถืออยู่มากในประเทศแถบเหนือจึงเรียกได้อีกชื่อหนึ่งว่า อุตตรนิกาย ปัจจุบันพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ของโลกเป็นผู้นับถือนิกายมหายาน
ความหมายของมหายาน
มหายาน (สันสกฤต : महायान, จีน: 大乘; ญี่ปุ่น: 大乗; เวียดนาม: Đại Thừa; เกาหลี :대승) มาจากธาตุศัพท์ภาษาบาลี-สันสกฤต มหา + ยาน แปลว่า พาหนะที่ใหญ่ เป็นคำเรียกที่อาศัยการเปรียบเทียบ จากคำว่า หีนยาน ซึ่งแปลว่า พาหนะที่เล็ก ๆ มหายานยังมีความหมายว่า “ยานที่สูงสุด” ตามความเชื่อของพุทธศาสนิกชนฝ่ายมหายาน คำว่ามหายาน ไม่เพียงแต่เป็นยานใหญ่และสูงสุดเท่านั้น หากเป็นยานที่รื้อขนสรรพสัตว์ได้ทุกประเภททุกวัย รวมทั้งสัตว์โลกทุกรูปนาม เพื่อไปสู่พระนิพพาน และยานนี้ยังหมายถึงยานที่จะไปถึงพุทธภูมิ แล้วสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
คำว่า มหายาน จึงเป็นการเปรียบเทียบหมายถึงการขนสัตว์ให้ข้ามพ้นวัฏสงสารได้มากกว่าสาวกยาน ในคัมภีร์มหาปรัชญาปารมิตาศาสตร์ คุรุนาคารชุน ปราชญ์ฝ่ายมหายาน ได้อธิบายความหมายของมหายานไว้ว่า “พระพุทธธรรมมีเอกรสเดียว คือ รสแห่งวิมุตติ ความรอดพ้นจากปวงทุกข์ แต่ชนิดของรสมี 2 ชนิด คือ ชนิดแรกเพื่อตัวเอง ชนิดที่สองเพื่อตัวเองและสรรพสัตว์ด้วย” อันหมายความว่า ฝ่ายสาวกยานมุ่งเพียงความหลุดพ้นเป็นอรหันต์สิ้นกิเลสเฉพาะตน ไม่มีปณิธานในการโปรดสรรพสัตว์ให้ถึงความหลุดพ้นด้วย แต่ฝ่ายมหายานย่อมมีอุคมคติตรงกันข้าม กล่าวคือ ย่อมมุ่งพุทธภูมิมีปณิธานจะตรัสรู้เป็นพระพุทธะเพื่อขนสัตว์ให้พ้นทุกข์จนหมดสิ้น อธิบายว่า พุทธศาสนิกชนฝ่ายสาวกยานโดยทั่วไปมุ่งแต่อรหัตภูมิเป็นสำคัญ ฉะนั้น จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สาวกยาน ส่วนพุทธศาสนิกชนฝ่ายมหายานย่อมมุ่งพุทธภูมิทั้งนั้น จึงมีอีกชื่อว่า โพธิสัตวยาน หรือ พุทธยาน
ในสัทธรรมปุณฑรีกสูตร ได้อธิบายความหมายของมหายานว่า “ถ้าสรรพสัตว์ได้สดับธรรมจากพระผู้มีพระภาค แล้วบังเกิดศรัทธาความเชื่อ ปสาทะความเลื่อมใส ได้วิริยะบำเพ็ญบารมีเพื่อสัพพัญญุตญาณอันเป็นธรรมชาติ ญาณอันปราศจากครูอาจารย์ ญาณแห่งพระตถาคต กำลังความกล้าหาญ มีความกรุณาปรารถนาต่อความสุขของสรรพสัตว์ บำเพ็ญหิตานุหิตประโยชน์ต่อทวยเทพและมนุษย์ โปรดสรรพนิกรให้พ้นทุกข์ นั่นชื่อว่า มหายาน”
นอกจากนี้ พระนาคารชุนได้กล่าวไว้ในทวาทศนิกายศาสตร์อีกว่า “มหายานคือยานอันประเสริฐกว่ายานทั้ง 2 เหตุนั้น จึงชื่อว่า 'มหายาน' พระพุทธเจ้าทั้งหลายอันใหญ่ยิ่ง ทรงอาศัยซึ่งยานนี้ และยานนี้จะสามารถนำเราเข้าถึงพระองค์ได้ เหตุนั้นจึงชื่อว่า 'มหา' อนึ่ง ปวงพระพุทธเจ้าผู้มหาบุรุษได้อาศัยยานนี้ เหตุนั้น จึงชื่อว่า 'มหา' และอีกทั้งสามารถดับทุกข์อันไพศาลของสรรพสัตว์และประกอบประโยชน์อันยิ่งใหญ่ให้ถึงพร้อม เหตุนั้นจึงชื่อว่า 'มหา' อนึ่ง พระโพธิสัตว์ทั้งปวง มีพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ พระมหาสถามปราปต์โพธิสตว์ พระเมตไตรยโพธิสัตว์ พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ และพระกษิติครรภโพธิสัตว์ เป็นต้น ปวงมหาบุรุษได้ทรงอาศัย เหตุนั้นจึงชื่อว่า 'มหา' อนึ่ง เมื่ออาศัยยานนี้แล้ว ก็ย่อมเข้าถึงที่สุดแห่งธรรมทั้งปวง เหตุนั้นจึงชื่อว่า 'มหา'”
นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีข้อความที่ยกย่องมหายานอีกเป็นจำนวนมากในคัมภีร์ของมหายาน เช่นเรียกว่า อนุตรยาน (ยานอันสูงสุด) , โพธิสัตวยาน (ยานของพระโพธิสัตว์) , พุทธยาน (ยานของพระพุทธเจ้า) , เอกยาน (ยานอันเอก) เป็นต้น เพราะฉะนั้นคำว่า ยาน ในพระพุทธศาสนาจึงเป็นดั่งคำเปรียบเปรยของมรรควิถีอันจะนำไปสู่ความหลุดพ้นในรูปแบบที่แตกต่างกันนั่นเอง
กล่าวโดยสรุป ยานในพระพุทธศาสนาได้แบ่งออกเป็น 3 (ตามมติฝ่ายมหายาน) คือ
1. สาวกยาน คือยานของพระสาวก ที่มุ่งเพียงอรหัตภูมิ รู้แจ้งในอริยสัจ 4 ด้วยการสดับจากพระพุทธเจ้า
2. ปัจเจกยาน คือยานของพระปัจเจกพุทธเจ้า ได้แก่ผู้รู้แจ้งในปฏิจจสมุปบาทด้วยตนเอง แต่ไม่สามารถแสดงธรรมสั่งสอนสัตว์ให้บรรลุมรรคผลได้
3. โพธิสัตวยาน คือยานของพระโพธิสัตว์ ซึ่งได้แก่ผู้มีน้ำใจกว้างขวาง ประกอบด้วยมหากรุณาในสรรพสัตว์ ไม่ต้องการอรหัตภูมิ ปัจเจกภูมิ แต่ปรารถนาพุทธภูมิ เพื่อโปรดสัตว์ได้กว้างขวางกว่า 2 ยานแรก และเป็นผู้รู้แจ้งในศูนยตาธรรม
พัฒนาการของพุทธศาสนามหายาน
หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ 3 เดือน พระสาวกผู้ได้เคยสดับสั่งสอนของพระองค์จำนวน 500 รูป ก็ประชุมทำสังคายนาครั้งแรก ณ ถ้ำสัตบรรณคูหา ใกล้เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ใช้เวลาสอบทานอยู่ 7 เดือน จึงประมวลคำสอนของพระพุทธเจ้าได้สำเร็จเป็นครั้งแรก นับเป็นบ่อเกิดของคัมภีร์พระไตรปิฎก คำสอนที่ลงมติกันไว้ในครั้งปฐมสังคายนาและได้นับถือกันสืบมา เรียกว่า เถรวาท แปลว่า คำสอนที่วางไว้เป็นหลักการโดยพระเถระ คำว่า เถระ ในที่นี้ หมายถึงพระเถระผู้ประชุมทำสังคายนาครั้งแรก และพระพุทธศาสนาซึ่งถือตามหลักที่ได้สังคายนาครั้งแรกดังกล่าว เรียกว่า นิกายเถรวาท อันหมายถึง คณะสงฆ์กลุ่มที่ยึดคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งถ้อยคำ และเนื้อความที่ท่านสังคายนาไว้โดยเคร่งครัด ตลอดจนรักษาแม้แต่ตัวภาษาดั้งเดิมคือภาษาบาลี
ในกาลต่อมาต่อมาเมื่อมีปัญหาขัดแย้ง พระเถระผู้ใหญ่ก็ประชุมขจัดข้อขัดแย้งกัน เกิดการสังคายนาต่อมาอีกหลายครั้ง จนได้พระไตรปิฎกของฝ่ายเถรวาทดังที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ ซึ่งถือกันทั่วไปว่าเป็นคำสอนโดยตรงของพระพุทธเจ้าที่นับว่าใกล้เคียงที่สุด อย่างไรก็ตาม การสังคายนาแต่ละครั้งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างทางความคิดในหมู่สงฆ์ จนก่อให้เกิดการแยกฝ่ายที่มีความคิดเห็นไม่ลงรอยกันในส่วนหลักธรรมและข้อวัตรปฏิบัติ
กล่าวกันว่า มูลเหตุของการแยกนิกายในพุทธศาสนามาจากในคราวใกล้เสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า “ดูกรอานนท์ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา ถ้าสงฆ์ต้องการก็จงถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสียบ้างก็ได้” (มหาปรินิพพานสูตร 10/141) พุทธดำรัสดังกล่าวไม่ชัดเจนเพียงพอ ทำให้เกิดมีปัญหาในการตีความว่า สิกขาบทไหนเรียกว่าเล็กน้อย เป็นเหตุให้พระภิกษุบางรูปไม่เห็นด้วย และไม่ยอมรับสังคายนามาตั้งแต่ครั้งแรก และเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับการสังคายนาครั้งหลัง ๆ อีกหลายครั้ง เป็นเหตุให้มีกลุ่มที่แยกตัวทำสังคายนาต่างหาก เป็นการแตกแยกทางลัทธิและนิกาย แต่ก็มิได้ถือว่าเป็นการแบ่งแยกศาสนาแต่ประการใด
หลังจากพระพุทธองค์ปรินิพพานได้ 100 ปี อันเป็นช่วงเวลาที่มีการสังคายนาครั้งที่ 2 ได้มีคณะสงฆ์กลุ่มหนึ่งเรียกว่า มหาสังฆิกะ ซึ่งมีจำนวนมาก ได้แยกตนออกไปต่างหากจากกลุ่มเถรวาทเดิม การแยกตัวของมหาสังฆิกะนี้มีมูลเหตุจากความเห็นที่แตกต่างเรื่องหลักปฏิบัติของภิกษุ หลังจากนั้นมหาสังฆิกะได้แยกกลุ่มนิกายย่อยออกไปอีก 18 นิกาย เนื่องจากมีทัศนะ อุดมคติ การตีความหลักธรรม และวัตรปฏิบัติที่แตกต่างกัน หลังจากนั้นภิกษุบางรูปในนิกายทั้ง 18 นี้ ได้แยกตนออกมาตั้งคณะใหม่โดยถือปรัชญาและหลักจริยวัตรของตน กระทั่งในราวพุทธศตวรรษที่ 5 จึงได้เกิดกลุ่มคณะสงฆ์และคฤหัสถ์ที่เรียกตนเองว่า "มหายาน" ขึ้น แม้จะมีที่มาไม่แน่ชัด แต่สันนิษฐานได้ว่าพัฒนาจากนิกายมหาสังฆิกะ ผสมผสานกับปรัชญาของนิกายพุทธศาสนาอื่นทั้ง 18 นิกาย รวมทั้งนิกายเถรวาทด้วย ก่อกำเนิดเป็นลัทธิมหายาน
แม้ไม่อาจกำหนดให้แน่ชัดลงไปได้ว่า พระพุทธศาสนานิกายมหายานเริ่มถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด แต่ที่แน่ชัดคือ พระเจ้ากนิษกะมหาราช กษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์กุษาณะ (ศตวรรษที่ 1 แห่งคริสต์ศักราช) ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกพระองค์แรกของนิกายมหายาน ได้ทรงปลูกฝังพระพุทธศาสนามหายานอย่างมั่นคงในราชอาณาจักรของพระองค์ และทรงส่งธรรมทูตออกเผยแพร่ยังนานาประเทศ เปรียบได้กับพระเจ้าอโศกมหาราชของฝ่ายเถรวาท

แนวคิดเรื่องตรีกาย

หลักการสำคัญประการหนึ่งของมหายานอยู่ที่หลักเรื่อง ตรีกาย อันหมายถึงพระกายทั้ง 3 ของพระพุทธเจ้า ในกายตรัยสูตรของมหายาน พระอานนท์ทูลถามถึงเรื่องพระกายของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงตรัสแก่พระอานนท์ว่า ตถาคตมีกายเป็น 3 สภาวะคือตรีกาย อันได้แก่
• นิรมาณกาย หมายถึง กายที่เปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพของสังขารในฐานะที่เป็นมนุษย์ พระศากยมุนีผู้ท่องเที่ยวอยู่บนโลก สั่งสอนธรรมแก่สาวกของพระองค์ และดับขันธปรินิพพานเมื่อพระชนมายุได้ 80 พรรษา
• สัมโภคกาย หมายถึง กายแห่งความบันเทิง มีลักษณะเป็นทิพยภาวะรุ่งเรืองแผ่ซ่านปรากฏแก่พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย
• ธรรมกาย หมายถึง กายแท้จริงอันเป็นสภาวธรรม ในฐานะเป็นสภาพสูงสุด หลักแห่งความรู้ ความกรุณา และความสมบูรณ์
มหายานชั้นแรกดูเหมือนจะมีทัศนะตรงกับเถรวาทที่ว่า พระพุทธเจ้าทรงมีพระกายเพียง 2 เท่านั้นคือ ธรรมกาย และ นิรมานกาย ธรรมกายนั้นมีพระพุทธวจนะที่ตรัสโดยตรงในบาลีอัคคัญญสูตรแห่งทีฆนิกาย ส่วนนิรมาณกายนั้นได้แก่พระกายของพระศาสดาที่ประกอบด้วยขันธ์ 5 ในคัมภีร์ฝ่ายมาธยมิกชั้นแรก ก็ยังไม่พบกายที่ 3 ธรรมกาย ตามนัยแห่งเถรวาทหมายถึงพระคุณทั้ง 3 ของพระพุทธเจ้า อันได้แก่ พระปัญญาคุณ พระวิสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ มหายานได้สร้างแนวความคิดตรีกายขึ้นด้วยวิธีเพิ่มกายอีกกายหนึ่งเข้าไป คือ สัมโภคกาย ซึ่งเป็นกายของพระพุทธองค์อันสำแดงปรากฏให้เห็นเฉพาะหมู่ พระโพธิสัตว์ มหาสัตว์ เป็นทิพยภาวะมีรัศมีรุ่งเรืองแผ่ซ่านทั่วไป เพราะฉะนั้น แม้จนกระทั่งบัดนี้ พระโพธิสัตว์ก็ยังอาจจะเห็นพระศากยมุนีพุทธเจ้าได้ในรูปสัมโภคกาย พระพุทธองค์ยังทรงอาจสดับคำสวดมนต์ต์ของเรา แม้พระองค์จะดับขันธปรินิพพานไปแล้วก็ดี ทั้งนี้ก็ด้วยการดับขันธปรินิพพานนั้นเป็นเพียงการสำแดงให้เห็นปรากฏในรูปนิรมานกายเท่านั้น ส่วน ธรรมกาย นั้น ก็เป็นสภาวะอมตะ ไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด แผ่คลุมอยู่ทั่วไป ความคิดเรื่องสัมโภคกายนี้ มหายานได้รับจากนิกายมหาสังฆิกะ และในหมู่คณาจารย์ของมหายานก็ไม่มีความเห็นพ้องกันในเรื่องนี้
อันที่จริง พระพุทธองค์มิใช่มีถึง 3 กาย คงมีแต่เพียงกายเดียว ตรีกายนั้นเป็นเพียงลักษณะของพระพุทธเท่านั้น ถ้ากล่าวตามทัศนะในแง่ความสมบูรณ์ ความเป็นสากล พระองค์ก็คือธรรมกายอันสูงล้ำ หรือถ้ามองจากทัศนะความเป็นอุดมคติ พระองค์ก็คือสัมโภคกายผู้สั่งสอนพระโพธิสัตว์ และช่วยเหลือพระโพธิสัตว์ในการทำงานปลดเปลื้องสรรพสัตว์จากกองทุกข์ อนึ่ง เมื่อพิจารณาตามทัศนะนิรมานกายพระองค์คือพระศากยมุนีผู้ประสูติ ณ สวนลุมพินี ได้ตรัสรู้สัจธรรม ภายใต้ต้นโพธิ์ และดับขันธปรินิพพาน เมื่อได้เผยแผ่พระพุทธธรรมตามพระปณิธานที่ได้ตั้งไว้ พระศากยมุนีนั้น มิใช่เป็นการสำแดงรูปของธรรมกายในรูปนิรมาณกายพุทธ เพราะการสำแดงรูปนิรมานกายนั้นมีมากหลาย ดุจมีบุคคลอุดมคติมากหลายของสัมโภคกาย แต่ธรรมกายพุทธที่สมบูรณ์นั้นมีอยู่เพียงหนึ่งเดียว

มหาปณิธาน 4

นอกจากดังที่กล่าวมาแล้ว พระโพธิสัตว์ยังต้องมีมหาปณิธานอีก 4 ซึ่งถือเป็นหลักการของผู้ดำเนินตามวิถีมหายาน ดังนี้
1. เราจะละกิเลสทั้งปวงให้สิ้น
2. เราจะศึกษาพระธรรมให้เจนจบ
3. เราจะโปรดสรรพสัตว์ให้ถึงความตรัสรู้
4. เราจะต้องบรรลุพุทธภูมิอันประเสริฐ

จุดมุ่งหมายของมหายาน

หลักสำคัญของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน คือหลักแห่งพระโพธิสัตวภูมิซึ่งเป็นหลักที่พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานแต่ละนิกายยอมรับนับถือ มหายานทุกนิกายย่อมมุ่งหมายโพธิสัตวภูมิ ซึ่งเป็นเหตุที่ให้บังเกิดพุทธภูมิ บุคคลหนึ่งบุคคลใดที่จะบรรลุถึงพุทธภูมิได้ ต้องผ่านการบำเพ็ญจริยธรรมแห่งพระโพธิสัตว์มาก่อน เพราะฉะนั้น จึงถือว่าโพธิสัตวภูมิเป็นเหตุ พุทธภูมิเป็นผล เมื่อบรรลุพุทธภูมิเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าย่อมโปรดสัตว์ให้ถึงความหลุดพ้นได้กว้างขวาง และขณะบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ ก็ยังสามารถช่วยเหลือสรรพสัตว์ที่ตกทุกข์ในสังสารวัฏได้มากมาย อุดมคติอันเป็นจุดหมายสูงสุดของมหายานจึงอยู่ที่การบำเพ็ญบารมีตามแนวทางพระโพธิสัตว์ เพื่อนำพาสรรพสัตว์สู่ความหลุดพ้นจากวัฏสงสารให้หมดสิ้น

คัมภีร์ของมหายาน

พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานมิได้ปฏิเสธ พระไตรปิฎกดั้งเดิม หากแต่ถือว่าอาจยังไม่เพียงพอ เนื่องจากเกิดมีแนวคิดว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นโลกุตรสภาวะ ไม่อาจดับสูญ ที่ชาวโลกคิดว่าพระพุทธองค์ดับสูญไปแล้วนั้นเป็นเพียงภาพมายาของรูปขันธ์ แต่พระธรรมกายอันเป็นสภาวธรรมของพระองค์เป็นธาตุพุทธะบริสุทธิ์ยังดำรงอยู่ต่อไป มหายานถือว่ามนุษย์ทุกคนมี พุทธธาตุ เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า หากมีกิเลสอวิชชาบดบังธาตุพุทธะจึงไม่ปรากฏ หากกิเลสอวิชชาเบาบางลงเท่าใดธาตุพุทธะก็จะปรากฏมากขึ้นเท่านั้น มหายานมีแนวคิดว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิและมีความสามารถที่จะบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ และสามารถตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ หากฝึกฝนชำระจิตใจจนบริสุทธิ์ผุดผ่องด้วยเมตตาบารมี พระโพธิสัตว์ของฝ่ายมหายานจึงมีมากมาย แม้พระพุทธเจ้าก็มีปริมาณที่ไม่อาจคาดคำนวณได้ และพระโพธิสัตว์ทุกองค์ย่อมโปรดสรรพสัตว์เช่นเดียวกับจริยาของพระพุทธเจ้า คำสอนของพระโพธิสัตว์จึงมีน้ำหนักเท่ากับพระไตรปิฎก ในพุทธศาสนามหายานจึงมีคัมภีร์สำคัญระดับเดียวกับพระไตรปิฎกเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก เพื่อให้เหมาะสมกับจริตและอินทรีย์ของสรรพสัตว์แต่ละจำพวก อีกทั้งเพื่อเป็นกุศโลบายในการสั่งสอนพุทธธรรม ทั้งนี้ก็เพื่อเจตจำนงจะเกื้อกูลสรรพชีวิตทั้งมวลให้ถึงพุทธรรมและบรรลุความหลุดพ้นจากสังสารวัฏ คัมภีร์ของมหายานดั้งเดิมเขียนขึ้นด้วยภาษาสันสกฤต แต่ก็มิใช่สันสกฤตแท้ หากเป็นภาษาสันสกฤตที่ปะปนกับภาษาปรากฤตตลอดจนบาลีและภาษาท้องถิ่นอื่นๆ เรียกว่าภาษาสันสกฤตทางพุทธศาสนา คัมภีร์เหล่านี้กล่าวในฐานะเป็นพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าบ้าง คำสอนพระโพธิสัตว์บ้าง หรือแม้แต่ทวยเทพต่างๆ โดยมีเนื้อหาหลากหลาย สันนิษฐานว่าพระสูตรปรัชญาปารมิตา เป็นพระสูตรมหายานรุ่นเก่าที่สุด และได้มีการเขียนพระสูตรขึ้นต่อมาอีกอย่างต่อเนื่องจนถึงสมัยคุปตะ พระสูตรบางเรื่องก็เกิดขึ้นในประเทศจีน และในหมู่คณาจารย์ของมหายานเองก็เขียนคัมภีร์ที่แสดงหลักปรัชญาอันลึกซึ้งของตน เรียกว่าศาสตร์ซึ่งเทียบได้กับอภิธรรมของฝ่ายเถรวาท ที่มีชื่อเสียงคือ มาธยมกศาสตร์, โยคาจารภูมิศาสตร์, อภิธรรมโกศศาสตร์, มหายานศรัทโธตปาทศาสตร์ เป็นต้น นอกจากนี้ในประเทศต่างๆ ที่นับถือมหายาน ก็มีการรจนาคัมภีร์ขึ้นเพื่อสั่งสอนหลักการของตนเองอีกเป็นอันมาก คัมภีร์ของมหายานจึงมีมากมายเท่าๆกับความหลากหลายและการแตกแยกทางความคิดในหมู่นักปราชญ์ของมหายาน
นิกายมหายานเคารพในพระธรรมซึ่งเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และเคารพในพระไตรปิฎกเช่นเดียวกับเถรวาท จึงมิได้ปฏิเสธพระไตรปิฎก หากแต่ถือว่ายังไม่พอ เนื่องจากเกิดสำนึกร่วมขึ้นมาว่า นามและรูปของพระพุทธองค์เป็น โลกุตตระ ไม่อาจดับสูญ สิ่งที่ดับสูญไปนั้นเป็นเพียงภาพมายา พระธรรมกาย ซึ่งเป็นธาตุอันบริสุทธิ์ยังคงมีอยู่ต่อไป
มนุษย์ทุกคนมีธาตุพุทธะร่วมกับพระพุทธเจ้า ถ้ามีกิเลสมาบดบังธาตุพุทธะก็ไม่ปรากฏ มนุษย์ทุกคนจึงมีศักยภาพที่จะ เป็นพระโพธิสัตว์ได้เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า ถ้าได้รับการฝึกฝนชำระจิตใจจนบริสุทธิ์ พระโพธิสัตว์จึงมีจำนวน มหาศาล และมีหน้าที่ส่งเสริมงานของพระพุทธเจ้า คำสอนของพระโพธิสัตว์จึงมีน้ำหนักเท่ากับพระไตรปิฎก ด้วยสำนึก เช่นนี้ ฝ่ายมหายานจึงมีคัมภีร์เกิดขึ้นมากมาย และให้ความเคารพเทียบเท่าพระไตรปิฎก

พระวินัยปิฎกมหายาน

แม้นว่ามหายานจะมีทั้งพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม แต่พระวินัยของมหายานนั้น นอกจากจะมี 250 ข้อแล้ว ยังไม่ได้เป็นหมวดหมู่แบบเถรวาท สังฆกรรมต่าง ๆ ของฝ่ายมหายานต้องใช้คัมภีร์วินัยของสรวาสติวาท ธรรมคุปตะ มหาสังฆิกะ และมหิศาสกะ
สิกขาบทในพระปาฏิโมกข์ 250 ข้อ ของฝ่ายมหายาน มีดังนี้ คือ
1. ปาราชิก 4
2. สังฆาทิเสส 13
3. อนิยต 2
4. นิสสัคคียปาจิตตีย์ 30
5. ปาจิตตีย์ 90
6. ปาฏิเทสนีย์ 4
7. เสขิยะ 100
8. อธิกรณสมถะ 7
สิกขาบทของมหายานได้เพิ่มวินัยของพระโพธิสัตว์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่กล่าวไว้ในพรหมชาลสูตร เรียก พรหมชาลโพธิสัตวศีล และ ยคโพธิสัตวศีล ซึ่งอยู่ในคัมภีร์โยคาจารภูมิศาสตร์ปกรณ์พิเศษของนิกายวิชญาณวาทิน และมีข้อที่น่าสังเกตอีกอย่างคือ วินัยของโพธิสัตว์นั้นแม้จะต้องครุกาบัติ เป็นปาราชิกในโพธิสัตว์สิกขาบทก็สามารถ สมาทานใหม่ได้ ไม่เหมือนกับภิกขุปาฏิโมกข์ ซึ่งทำคืนอีกไม่ได้ ทั้งนี้เพราะถือว่าสิกขาบทของภิกขุอยู่ในขอบเขตจำกัด ของปัจจุบันชาติ ส่วนสิกขาบทของโพธิสัตว์นั้นไม่จำกัดชาติ
ดังนั้น กุลบุตรฝ่ายมหายานเมื่ออุปสัมปทากรรมแล้วก็จะต้องรับศีลโพธิสัตว์ ซึ่งส่วนใหญ่นิยมพรหมชาล โพธิสัตว์ศีลมากกว่า โยคะโพธิสัตวศีล และศีลพระโพธิสัตว์นี้ได้ห้ามภิกษุฉันเนื้อสัตว์ ของสดคาว และหัวหอม หัวกระเทียม เพราะสิ่งเหล่านี้ช่วย ส่งเสริมให้เกิดกำหนัดราคะกางกั้นจิตมิให้บรรลุสมาธิ และการกินเนื้อสัตว์นี้อาจกินถูกเนื้อบิดามารดาในชาติก่อน ๆ ของตน ผู้รับศีลโพธิสัตว์จึงต้องถือมังสะวิรัติอย่างเคร่งครัด พระสงฆ์มหายานของจีนได้รับการยอมรับกันว่า ปฏิบัติในข้อนี้ได้เคร่งครัด กว่าพวกมหายานในประเทศอื่น ๆ
ลัทธิมหายานมิได้มีภิกขุปาฏิโมกข์เป็นเอกเทศ คงปฏิบัติวินัยบัญญัติตามพระปาฏิโมกข์ของฝ่ายสาวกยาน แต่มีแปลกจากฝ่ายสาวกยานคือ โพธิสัตวสิกขา เพราะลัทธิมหายานสอนให้มุ่งพุทธิภูมิ บุคคลจึงต้องประพฤติโพธิจริยา มีศีลโพธิสัตวเป็นที่อาศัย วินัยโพธิสัตวนี้สาธารณทั่วไปแม้แก่ฆราวาสชนด้วย มีโพธิสัตวกุศลศีลสูตร 9 ผูก, พุทธ ปิฏกสูตร 4 ผูก, พรหมชาลสูตร (ต่างฉบับกับบาลี) 2 ผูก, โพธิสัตวศีลมูลสูตร 1 ผูก และอื่นๆ อีก พึงสังเกตว่าเรียกคัมภีร์เหล่านี้ว่า ?สูตร? มิได้จัดเป็นปิฎกหนึ่งต่างหาก อรรถกถาพระสูตรของคันถรจนาจารย์อินเดีย

พระสุตตันตปิฎกมหายาน

ชื่อพระสูตรสำคัญของมหายานที่คนส่วนใหญ่รู้จัก รวบรวมจากหนังสือของคณะสงฆ์จีนนิกายมี ดังนี้
1. ปรัชญาปารมิตา
2. อวตังสกะสูตร
3. คัณฑวยุหสูตร
4. ทศภูมิกสูตร
5. วิมลเกียรตินิทเทศสูตร
6. ศูรางคมสมาธิสูตร
7. สัทธรรมปุณฑริกสูตร
8. ศรีมาลาเทวีสูตร
9. พรหมชาลสูตร
10. สุขาวดีวยุหสูตร
11. ตถาคตครรภสูตร
12. อสมปูรณอนุสูตร
13. อุตรสรณสูตร
14. มหาปรินิรวาณสูตร
15. สันธินิรโมจนสูตร
16. ลังกาวตารสูตร
17. พระสูตร 42 บท หรือ พระพุทธวจนะ 42 บท ชาวมหายานเชื่อว่าเป็นสูตรแรกที่ได้รับการแปลสู่พากย์จีน โดยท่านกาศยปะมาตังคะ และท่านธรรมรักษ์ เมื่อ พ.ศ. 612 รัชสมัยของพระเจ้าฮั่นเม่งเต้ แห่งราชวงศ์ฮั่น
18. โมหมาลาหรือร้อยอุทาหรณ์สูตร ซึ่งพระสิงหเสนเถระคัดมาจากนิทานที่ปรากฏในพระสูตร แล้วยกขึ้นมาตั้งเป็นอุทาหรณ์ (คณะสงฆ์จีนนิกายมหายาน. ม.ป.ป. : 225)
ในบรรดาพระสูตรเหล่านี้ ปรัชญาปารมิตาสูตรจัดว่าเป็นสูตรดั้งเดิมที่สุด เป็นมูลฐานทฤษฎีที่ว่าด้วยเรื่องศูนยตา นอกจากนี้ก็มีอวตังสกสูตร เป็นสูตรสำคัญที่สุดของนิกายมหายาน เพราะเป็นพระสูตรที่เชื่อกันว่า พระพุทธองค์ทรง สั่งสอนเองเป็นเวลา 3 สัปดาห์ในขณะที่พระองค์เข้าสมาธิ เข้าใจกันว่า ใจความสำคัญขอ'พระสูตรนี้ น่าจะเป็นของ พระโพธิสัตว์มากกว่า ซึ่งเราจะพิจารณาได้จากข้อความในหนังสือพระพุทธศาสนานิกายมหายานของคณะสงฆ์จีนนิกาย (ม.ป.ป. : 228-229)
นอกจากนี้ก็มีพระสูตรที่สำคัญอีกเช่นกันคือ วิมลเกียรตินิทเทศสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรที่มีปรัชญาเป็นมูลฐาน นิกายเซ็น ( Zen ) จึงชอบและนิยมมากที่สุด และพระสูตรที่สำคัญที่สุดซึ่งนิกายมหายานในจีนและญี่ปุ่นนับถือกันมากคือ สัทธรรมปุณฑริกสูตร คำสั่งสอนในนิกายเท็นได นิจิเร็น ล้วนอาศัยพระสูตรนี้เป็นรากฐานทั้งสิ้น และวัดในนิกายเซ็น ก็ต้องสวดพระสูตรนี้เป็นประจำทุกวัน ทั้งนี้เพราะเชื่อกันว่า พระสูตรนี้เป็นพระสูตรสุดท้ายของพระพุทธองค์จึงมีผู้แปลมาก โดยเฉพาะในภาษาจีนมี 3 ฉบับ แต่ที่ถือกันว่าเป็นฉบับที่ดีที่สุด คือ ของท่านกุมารชีพ

พระสูตรมหายานแบ่งเป็นหมวดได้ดังนี้

หมวดอวตังสกะ

หมวดนี้มีพระสูตรใหม่สูตรหนึ่งเป็นหัวใจคือ พุทธาวตังสกมหาไวปุลยสูตร 80 ผูก และมีสูตรปกิณณะย่อยๆ อีกหลายสูตร

หมวดไวปุลยะ

มีพระสูตรใหญ่ชื่อมหารัตนกูฏสูตร 120 ผูก เป็นหัวใจ มหาสังคีติสูตร 10 ผูก, มหายานโพธิสัตว์ปิฎกสูตร 20 ผูก, ตถาคตอจินไตยรหัศยมหายานสูตร 30 ผูก, สุวรรณประภาสสูตร 10 ผูก, กรุณาปุณฑริกสูตร 11 ผูก, มหายานมหาสังคีติกษิติครรภทศจักรสูตร 10 ผูก, มหาไวปุลยมหาสังคีติโพธิสัตวพุทธานุสสติสมาธิสูตร 10 ผูก,จันทร ประทีปสมาธิสูตร 11 ผูก, ลังกาวตารสูตร 7 ผูก, สันธินิรโมจนสูตร 5 ผูก, วิเศษจินดาพรหมปุจฉาสูตร 4 ผูก, อักโษภยพุทธเกษตรสูตร 2 ผูก, ไภษัชยคุรุไวฑูรย์ประภาสปูรวประณิธานสูตร 2 ผูก, ลมโยปมสมาธิสูตร 3 ผูก, ศรีมาลาเทวีสิงหนาทสูตร 1 ผูก, อมิตายุรธยานสูตร 1 ผูก, มหาสุขาวดีวยูหสูตร 2 ผูก, อจินไตยประภาสโพธิสัตวนิทเทสูตร 1 ผูก, ศูรางคมสมาธิสูตร 3 ผูก, วิมลกีรตินิทเทศสูตร 3 ผูก และอื่นๆ อีกมากสูตรนัก ฯลฯ
อนึ่งคัมภีร์ฝ่ายลัทธิมนตรยานก็จัดสงเคราะห์ลงในหมวดไวปุลยะนี้ มีพระสูตรสำคัญ เช่น มหาไวโรจนสูตร 7 ผูก, เอกอักขระพุทธอุษฯราชาสูตร 6 ผูก, มหามณีวิปุลยะวิมาน วิศวศุภประดิษฐานคุหยปรมรหัสยะกัลปราชธารณีสูตร 3 ผูก, สุสิทธิกรสูตร 3 ผูก, วัชร เสขรสูตร 7 ผูก, โยคมหาตันตระราชาสูตร 5 ผูก, มหามรีจิโพธิสัตวสูตร 7 ผูก, วัชรเสข ระประโยคโหมตันตระ 1 ผูก, มหาสุวรรณมยุรีราชาธารณีสูตร 2 ผูก ฯลฯ

หมวดปรัชญา

มีพระสูตรใหญ่ ชื่อมหาปรัชญาปารมิตาสูตร 600 ผูก เป็นหัวใจ และมีสูตรปกิณณะ เช่น ราชไมตรีโลกปาลปารมิตาสูตร 2 ผูก วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร 1 ผูก เป็นอาทิ ฯลฯ
หมวดสัทธรรมปุณฑริก
มีพระสูตรใหญ่ ชื่อสัทธรรมปุณฑริกสูตร 8 ผูก เป็นหัวใจ และมีสูตรปกิณณะ เช่น อนิวรรตธรรมจักรสูตร 4 ผูก, วัชรสมาธิสูตร 2 ผูก, มหาธรรมเภรีสูตร 2 ผูก, สมันตภัทรโพธิสัตวจริยธรรมธยานสูตร 1 ผูก เป็นอาทิ ฯลฯ

หมวดปรินิรวาณ

มีพระสูตรใหญ่ ชื่อมหาปรินิรวาณสูตร 40 ผูก เป็นหัวใจ มีสูตรปกิณณะ เช่น มหากรุณาสูตร 5 ผูก, มหามายาสูตร 2 ผูก, มหาเมฆสูตร 4 ผูก, อันตรภาวสูตร 2 ผูก เป็น อาทิ ฯลฯ
อรรถกถาสุตตันตปิฎกมหายาน
มี 33 ปกรณ์ เช่น มหาปรัชญาปารมิตาศาสตร์ 100 ผูก แก้คัมภีร์มหาปรัชญาปารมีตาสูตร, ทศภูมิวิภาษาศาสตร์ 15 ผูก, สัทธรรมปุณฑริกสูตรอุปเทศ 2 ผูกเป็นอาทิ อรรถกถาพระสูตรของคันถรจนาจารย์จีน
มี 38 ปกรณ์ เช่น อรรถกถาพุทธาวตังสกมหาไพบูลยสูตร 60 ผูก และปกรณ์ ประเภทเดียวกันอีก 5 คัมภีร์ นอกนั้นมีอรรถกถาลังกาวตารสูตร 8 ผูก, อรรถกถาวิมล กีรตินิทเทศสูตร 10 ผูก, อรรถกถาสุวรรณประภาสสูตร 6 ผูก, อรรถกถาสัทธรรม ปุณฑริกสูตร 20 ผูก, อรรถกถามหาปรินิรวาณสูตร 33 ผูก เป็นอาทิ
ปกรณ์วิเศษของคันถรจนาจารย์อินเดีย มี 104 ปกรณ์ เช่น โยคาจารภูมิศาสตร์ 100 ผูก, ปกรณารยวาจาศาสตร์การิกา 20 ผูก, มหายานอภิธรรมสังยุกตสังคีคิศาสตร์ 16 ผูก, มหายานสัมปริครหศาสตร์ 3 ผูก, มัธยานตวิภังคศาสตร์ 2 ผูก เหตุวิทยาศาสตร์ 1 ผูก, มหายสนศรัทโธตปาทศาสตร์ 2 ผูก, มาธยมิกศาสตร์ 2 ผูก, ศตศาสตร์ 2 ผูก, มหายานวตารศาสตร์ 2 ผูก, มหายาน โพธิสัตวศึกษาสังคีติศาสตร์ 11 ผูก, มหายานสูตราลังการ 15 ผูก, ชาตกมาลา 10 ผูก, มหาปุรุษศาสตร์ 2 ผูก, สังยุกตอวทาน 2 ผูก ทวาทศทวารศาสตร์ 1 ผูก นอกนั้นก็เป็นปกรณ์สั้นๆ เช่น วิฃญาณมาตราตรีทศศาสตร์, วีศติกวิชญานมาตราศาสตร์, อลัมพนปริกษ ศาสตร์, อุปายหฤทัยศาสตร์, หัตถธารศาตร์, วิชญานประวัตรศาสตร์, วิชญานนิทเทศ ศาสตร์, มหายานปัญจสกันธศาสตร์เป็นอาทิ

พระอภิธรรมปิฎกมหายาน

ส่วนพระอภิธรรมของมหายาน กำเนิดขึ้นเมื่อล่วงได้ 500 ปี นับแต่พุทธปรินิพพาน ในครั้งแรกไม่จัดเข้าเป็นปิฎก แต่พึ่งมาจัดเข้าในภายหลัง เรียกว่า ศาสตร์ เป็นนิพนธ์ของคณาจารย์อินเดีย เช่น นาคารชุน เทวะ อสังคะวสุพันธุ สถิรมติ ธรรมปาละ ภาวิเวก และทินนาค เป็นต้น ศาสตร์ของพวกมหายานส่วนใหญ่เป็นของฝ่ายวิชญาณวาทิน และศูนยตวาทิน ศาสตร์ที่ใหญ่และยาวที่สุด คือ โยคาจารภูมิศาสตร์

วิสุทธิภูมิหรือพุทธเกษตร

มหายานมีมติว่า พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์มีจำนวนมากมายดุจเมล็ดทรายในคงคานที และในจักรวาลอันเวิ้งว้างนี้ ก็มีโลกธาตุที่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติแสดงพระสัทธรรมเทศนาอยู่ทั่วไปนับประมาณมิได้ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต แม้ในโลกธาตุนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะดับขันธปรินิพพานไปแล้ว แต่ในขณะนี้ ณ โลกธาตุอื่นก็มีพระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และกำลังสั่งสอนสรรพสัตว์ โลกธาตุที่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัตินั้น บางทีเรียกว่า “พุทธเกษตร” บางพุทธเกษตรบริสุทธิ์สมบูรณ์ด้วยทิพยภาวะน่ารื่นรมย์ สำเร็จแล้วด้วยอำนาจปณิธานของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็มี สำเร็จแล้วด้วยกรรมนิยมของสัตว์ก็มี เป็นสถานที่สรรพสัตว์ในโลกธาตุอื่น ๆ ควรมุ่งไปเกิด พุทธเกษตรสำคัญที่เป็นที่รู้จักกันกว้างขวางในหมู่พุทธศาสนิกชนคือ สุขาวดีพุทธเกษตร ของพระอมิตาภะพุทธะ อยู่ทางทิศตะวันตกแห่งโลกธาตุนี้ พุทธเกษตรของพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา อยู่ทางทิศตะวันออก เป็นพุทธเกษตรซึ่งมีรัศมีไพโรจน์แล้วด้วยมณีไพฑูรย์ พุทธเกษตรของพระอักโษภยะแห่งหนึ่ง และมณฑลเกษตรของพระเมตไตรยโพธิสัตว์ในดุสิตสวรรค์อีกแห่งหนึ่ง เกษตรทั้ง 4 นี้ ปรากฏว่าสุขาวดีพุทธเกษตรของพระอมิตาภะ เป็นที่นับถือของพุทธศาสนิกชนฝ่ายมหายานมากที่สุด ถึงกับสามารถตั้งเป็นนิกายโดยเอกเทศต่างหาก
วิสุทธิภูมิเป็นหลักการสำคัญของมหายาน โดยนับเป็นวิถีทางหนึ่งที่จะยังสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏ ด้วยวิธีตั้งจิตประณิธานพึ่งอำนาจพุทธบารมีแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อไปอุบัติยังแดนพุทธเกษตรเหล่านั้น หากสรรพสัตว์มีศรัทธาเชื่อมั่นในพุทธบารมีย่อมสามารถไปอุบัติ ณ พุทธเกษตร เมื่อได้สดับธรรมะต่อเบื้องพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า ณ ดินแดนนั้นแล้ว ย่อมบรรลุนิรวาณอันสงบ มหายานอธิบายว่าวิธีการหลุดพ้นจากสังสารวัฏเป็นได้ 2 กรณี คือพึ่งอำนาจตนเอง และพึ่งอำนาจผู้อื่น (คือพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์) การมุ่งขัดเกลากิเลสด้วยตนเองอาจเป็นไปได้ยากสำหรับปุถุชนสามัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคเสื่อมของพระสัทธรรม ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดจะนำสรรพสัตว์ถ้วนหน้าไปสู่ความหลุดพ้นก็คือการพึ่งอำนาจบารมีพระพุทธองค์ รับสรรพสัตว์เหล่านั้นไปสู่วิสุทธิภูมิเพื่อปฏิบัติธรรมและตรัสรู้ ณ ดินแดนนั้น อันเอื้ออำนวยต่อการหลุดพ้นมากกว่าโลกนี้ อย่างน้อยที่สุด ณ พุทธเกษตรเหล่านั้นก็จะไม่มีความทุกข์ใด ๆ ทุกผู้ทุกนามที่มีจิตตั้งมั่นอธิษฐานอุทิศขอไปเกิดยังพุทธเกษตรก็ย่อมได้อุบัติในพุทธเกษตรทั้งสิ้น ทั้งนี้ก็ด้วยปณิธานแห่งพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ ณ พุทธเกษตรเหล่านั้นนั่นเอง ผู้ที่อุบัติในพุทธเกษตรย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่เวียนลงต่ำ ย่อมไม่เกิดในโลกมนุษย์ตลอดจนภูมิที่ต่ำลงมาอีกแล้ว มุ่งตรงต่อพระนิรวาณอย่างเที่ยงแท้ หลักการนี้จึงมีคำกล่าวว่า "มหายานสำหรับมหาชน" กล่าวคือสามารถรื้อขนสรรพสัตว์ไปสู่ความหลุดพ้นได้โดยเสมอภาคนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ในหมู่คณาจารย์ของนิกายมหายานก็ยังมีความคิดเห็นแตกต่างกันออกไปในประเด็นนี้ เช่น นิกายสุขาวดีถือว่าพระอมิตาภะมีอยู่จริงและสุขาวดีอยู่ทางทิศตะวันตกของโลกนี้อย่างแน่นอน ขณะที่คณาจารย์บางท่านอธิบายว่าพระอมิตาภะแท้จริงแล้วก็คือพุทธภาวะที่บริสุทธิ์มีในสรรพสัตว์ และถือว่าวิสุทธิภูมินั้นก็อยู่ภายในจิตของเราเอง ดังที่ท่านเว่ยหล่างแห่งนิกายเซนกล่าวว่า "คนหลงสวดภาวนาถึงพระอมิตาภะปรารถนาไปอุบัติยังสุขาวดี แต่บัณฑิตพึงชำระจิตของตนให้สะอาด..." และในวิมลกีรตินิรเทศสูตรก็มีข้อความว่า "เมื่อจิตบริสุทธิ์แล้ว พุทธเกษตรก็ย่อมบริสุทธิ์" ดังนี้เป็นต้น


การบำเพ็ญบารมี (ทศปารมิตา)

โพธิสัตวยาน คือยานของพระโพธิสัตว์ ได้แก่ผู้บำเพ็ญบารมีธรรม ประกอบด้วยมหากรุณาในสรรพสัตว์ ไม่ต้องการอรหัตภูมิ ปัจเจกภูมิ แต่ปรารถนาพุทธภูมิ เพื่อโปรดสัตว์ได้กว้างขวางกว่า และเป็นผู้รู้แจ้งในศูนยตาธรรม หลักพระโพธิสัตวยานนั้น ถือว่าจะต้องโปรดสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นทุกข์เสียก่อนแล้วตัวเราค่อยหลุดพ้นทุกข์ทีหลัง คือจะต้องชักพาให้สัตว์โลกอื่น ๆ ให้พ้นไปเสียก่อน ส่วนตัวเราเป็นคนสุดท้ายที่จะหลุดพ้นไป เป็นหลักแห่งโพธิสัตวยาน ซึ่งพระโพธิสัตว์ต้องบำเพ็ญ ทศปารมิตา คือบารมี 10 ของฝ่ายมหายาน ได้แก่
• ทานปารมิตา หรือ ทานบารมี
• ศีลปารมิตา หรือ ศีลบารมี
• กฺษานฺติปารมิตา หรือ ขันติบารมี
• วีรฺยปารมิตา หรือ วิริยบารมี
• ธฺยานปารมิตา หรือ ฌานบารมี
• ปฺรชฺญาปารมิตา หรือ ปัญญาบารมี
• อุปายปารมิตา หรืออุบายบารมี
• ปฺรณิธานปารมิตา หรือประณิธานบารมี
• พลปารมิตา หรือ พลบารมี
• ชฺญานปารมิตา หรือ ญาณบารมี
นิกายย่อยของมหายาน
พุทธศาสนามหายานแตกเป็นนิกายย่อยๆต่างกันไปในแต่ละประเทศดังนี้
• ในอินเดีย
• นิกายมาธยมิก
• นิกายโยคาจาร
• นิกายจิตอมตวาท
• นิกายตันตระ
• ในจีน
• นิกายสุขาวดี หรือชิงถู่
• นิกายฌาน หรือเซน
• นิกายสัทธรรมปุณฑริก หรือเทียนไท้
• นิกายซันเฉีย
• นิกายฮัวเหยน
• นิกายฟาเสียง
• นิกายวินัย หรือ หลู่จุง
• นิกายเชนเหยน
• ในญี่ปุ่น
• นิกายเทนได
• นิกายชินกอน หรือชินงอน
• นิกายโจโด
• นิกายเซน
• นิกายนิชิเรน
นิกายซานรอน
o นิกายฮอสโส
o นิกายเคงอน
o นิกายริตสุ
o นิกายกุชา
o นิกายโจฮิตสุ
• ในทิเบต
o นิกายนิงมะ
o นิกายกาจู
o นิกายสักยะ
o นิกายเกลุก
• ในเนปาล
• นิกายไอศวาริก
• นิกายสวาภาวิก
• นิกายการมิก
• นิกายยาตริก

มหายานในประเทศไทย

• จีนนิกาย
• อนัมนิกาย
• นิกายนิชิเรน