atc639.pantown.com : เอทีซี639

รายชื่อคณะวิทยากร
หลักสูตรการอบรมชุดที่๒
แบบรายงาน
แผนปฏิบัติการส่วนตัว1
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๕
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๖
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๗
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๘
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๙
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๓
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๔
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๕
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๖
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๗
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๘
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๙
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๙
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๐
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๑
atc_639 เรามาฮาเฮ
รายชื่อสมาชิกหมู่กวาง-ช้าง
รายชื่อสมาชิกหมู่ม้า-หมี
รายชื่อสมาชิกหมู่เสือ-สิงโต
รายชื่อสมาชิกหมู่วัวกระทิง-แรด
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๐
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๑
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๒
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๒
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๓
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๔
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๕
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๖
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๗
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๙
สาระน่ารู้ ๑
สาระน่ารู้ ๒
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๘
แผนปฏิบัติการส่วนตัว1




[17933]



  

บทเรียนที่ 13
เรื่อง ทักษะวิชาลูกเสือ เวลา 135 นาที
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
1. ขอบข่าย
ศึกษาทักษะเบื้องต้นของลูกเสือ สำรวจความต้องการทักษะทางลูกเสือของผู้เข้ารับการฝึกอบรม วางแผนการฝึกทักษะและปฏิบัติจริง

2. จุดหมาย
เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาลูกเสือได้นำทักษะทางลูกเสือไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. วัตถุประสงค์ เมื่อจบบทเรียนนี้แล้ว ผู้เข้ารับการฝึกอบรม ควรจะสามารถ
3.1 อธิบายถึงทักษะเบื้องต้นของการลูกเสือได้
3.2 ปฏิบัติทักษะของการลูกเสือได้
3.3 นำทักษะทางลูกเสือไปใช้สร้างงานบุกเบิกและใช้ในชีวิตประจำวันได้
4. วิธีสอน/กิจกรรม
4.1 แนวการจัดกิจกรรมการสอน
- นำสู่บทเรียน และชี้แจงวัตถุประสงค์ 5 นาที
- บรรยายทักษะเบื้องต้นของการลูกเสือ 10 นาที
- ฝึกปฏิบัติตามฐานๆละ 20 นาที 5 ฐาน 85 นาที
- มอบงาน ปฏิบัติงานตามโครงการทักษะบุกเบิก
- สรุป 10 นาที
4.2 กิจกรรมผู้เข้ารับการฝึกอบรม ฝึกปฏิบัติตามฐานและปฏิบัติงานตามโครงการ

5. สื่อการสอน
5.1 เชือก , เงื่อนเชือก
5.2 อุปกรณ์คาดคะเน
5.3 อุปกรณ์ปฐมพยาบาล
5.4 อุปกรณ์ผูกแน่น
5.5 อุปกรณ์ฐานรวม,รอกเชือก ,สมอบก



6. เนื้อหาวิชา
ทักษะวิชาลูกเสือ
ในกิจกรรมลูกเสือได้กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาลูกเสือได้มีความรู้ ความสามารถในการที่จะสอนลูกเสือให้มีความรู้ ความเข้าใจในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ตลอดทั้งกิจกรรมกลางแจ้ง อันเป็นเสมือนหัวใจของการฝึกอบรมลูกเสือ ด้วยเหตุนี้ผู้บังคับ -บัญชาลูกเสือจะต้องศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับหลักสุตรของลูกเสือแต่ละประเภทว่ามีวิชาใดบ้างที่เห็นวิชาการ และวิชาใดเป็นวิชาทักษะ
สำหรับวิชาทักษะเป็นวิชาหัวใจของลูกเสือทุกประเภท วิชาเหล่านี้มีมากมายและเป็นวิชาที่สร้างบรรยากาศให้ลูกเสือได้รู้จักฝึกฝนตนเอง ค่อย ๆ เรียนรู้เป็นการท้าทายให้ลูกเสือต้องการปฏิบัติและค่อย ๆ ทำไป จนถึงขั้นชำนาญเกิดทักษะ ลูกเสือคนใดที่สามารถทำวิชาต่าง ๆ ได้ จะเกิดความภาคภูมิใจและเกิดความสัมฤทธิ์ผลในการเรียน สามารถนำความรู้ต่าง ๆ ที่เกิดเป็นทักษะไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ช่วยเหลือเพื่อนได้ ตลอดจนถึงสังคมหรือชุมชนได้ด้วย ตัวอย่างวิชาทักษะมีดังนี้
- การทำแกรนด์ฮาวล์ (ในลูกเสือสำรอง)
- การฝึกระเบียบแถว
- การอยู่ค่ายพักแรม
- การทำกิจกรรมบุกเบิก
- การปฐมพยาบาล
- การเดินทางสำรวจ
- การผูกเงื่อน
- การผูกแน่น
- การทำแผนที่และใช้เข็มทิศ ฯลฯ
ขอยกตัวอย่างการผูกเงื่อนในลูกเสือสามัญ ดังนี้
จงแสดงวิธีผูกเงื่อนและทำบัญชีประโยชน์ของเงื่อนต่อไปนี้
ก. เงื่อนพิรอด
ข. เงื่อนขัดสมาธิ
ค. เงื่อนบ่วงสายธนู
ง. เงื่อนขัดสมาธิ 2 ชั้น
จ. เงื่อนผูกซุง
ฉ. เงื่อนตะกรุดเบ็ด
ช. เงื่อนเลข 8
ซ. ผูกร่นหรือทบเชือก
ฌ. เงื่อนตะกรุดเบ็ด 2 ชั้น
ญ. เงื่อนประมง
ฎ. เงื่อนเก้าอี้
ฏ. เงื่อนบุกเบิก
นอกจากนี้ยังมีวิชาทักษะที่น่าสนุกสนาน ท้าทายต่อการปฏิบัติของลูกเสือ อีกมากมาย ลูกเสือปฏิบัติได้แล้วจะเกิดความสนุกสนาน ภาคภูมิใจในการปฏิบัติงานของตน ความภาคภูมิใจ เหล่านี้จะเกิดได้ต่อเมื่อผู้บังคับบัญชาลูกเสือมีความเข้าใจต่อกิจการลูกเสืออย่างจริงจัง




























บัญชีตรวจสอบเกี่ยวกับทักษะปฏิบัติขั้นพื้นฐานสำหรับผู้กำกับลูกเสือสามัญ
ชื่อผู้เข้ารับการอบรม…………………………………..หมู่………………………………….

บัญชีทักษะต่อไปนี้มุ่งจะช่วยท่านในฐานะผู้กำกับลูกเสือ ได้รับรองตัวเอง ในทักษะเฉพาะอย่าง ซึ่งควรจะได้มีความรู้ที่จะได้นำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพในด้าน การดำเนินงานฝึกอบรมในวิชาประเภทลูกเสือสามัญ ทั้งนี้ มิได้หมายความว่าท่านจะต้องเป็นผู้รู้และมีความชำนิชำนาญครบทุกอย่าง แต่อย่างไรก็ดี ผู้ที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับกองลูกเสือ ควรมีพื้นฐานความรู้ ความชำนาญในเรื่องนี้
ก่อนที่ท่านจะบอกว่า “ข้าพเจ้าสามารถปฏิบัติได้” ในหัวข้อเรื่องใด ท่านต้องมั่นใจอย่างแท้จริงว่าจะสามารถสอนลูกเสือในทักษะนั้น ๆ ได้ ท่านเคยได้ปฏิบัติจริงมาก่อนหรือเป็นเพียงความรู้ทางทฤษฎี ถ้าต้องการความช่วยเหลือในทักษะใดเป็นพิเศษ ควรหาโอกาสเข้ารับการอบรมซึ่งเปิดขึ้นภายในอำเภอหรือเขต ถ้ารายการเหล่านี้ได้นำออกไปใช้ในหลักสูตรขั้นความรู้เบื้องต้น ก่อนจบหลักสูตรควรพยายามเสนอให้วิทยากรประจำกลุ่ม หรือ ผู้อำนวยการฝึก จัดการฝึกอบรมเพิ่มเติม ถ้าทั้งหมดนั้นเป็นไปได้ให้อภิปรายเกี่ยวกับ รายละเอียดของทักษะเหล่านั้นกับรองผู้อำนวยการลูกเสืออำเภอ หรือผู้กำกับลูกเสือที่ได้รับเครื่องหมายวูดแบดจ์แล้ว เพราะบุคคลเหล่านี้สามารถให้ความช่วยเหลือท่านได้ด้วย
นอกจากนี้ท่านอาจจะพบว่า รายการทักษะดังกล่าวจะยังให้ประโยชน์แก่ ที่ประชุมนายหมู่ในการวางแผนการฝึกอบรมสำหรับนายหมู่และลูกเสือหมู่ของเรา แต่อย่าเพียงแต่พูด ควรออกไปและปฏิบัติทักษะให้ถูกต้อง ไม่มีตัวแทนใดจะเหมือนของจริง















ขอบเขตและลักษณะ ข้าพเจ้าเข้าใจและสามารถปฏิบัติได้ ข้าพเจ้ายังต้องการได้รับการฝึกอบรมอีก
ก. การอยู่ค่ายพักแรม
1. สถานที่
ก. ให้ข้อชี้แจงที่ควรพิจารณาเมื่อเลือกบริเวณที่ตั้งค่ายพักแรม
ข. อธิบายรูปแบบค่ายตัวอย่างของหมู่วางแผนการตั้งค่ายชนิดเคลื่อนที่ได้
ค. อธิบายรูปแบบค่ายตัวอย่างของหมู่วางแนวการจัดตั้งค่ายแบบถาวร
ง. …………………………
2. อุปกรณ์
ก. ทำบัญชีเครื่องใช้ส่วนตัวที่จำเป็นในการอยู่ค่ายพักแรมในวันสุดสัปดาห์ แบบเคลื่อนที่ได้
ข. ทำบัญชีเครื่องใช้ส่วนตัวที่จำเป็นในการไปอยู่ค่ายพักแรมในวันสุดสัปดาห์แบบถาวร
ค. เลือก (และให้เหตุผล) อุปกรณ์เครื่องใช้ส่วนตัวทุกชิ้น (เช่น เสื้อคลุม เครื่องหลัง)
ง. บรรจุเครื่องหลัง
จ. ทำบัญชีอุปกรณ์ของหมู่สำหรับการอยู่ค่ายพักแรมในวันสุดสัปดาห์แบบเคลื่อนที่ได้
ฉ. ทำบัญชีอุปกรณ์ของหมู่สำหรับการไปอยู่ค่ายพักแรมเป็นสัปดาห์ถาวร
ช. …………………………….

ขอบเขตและลักษณะ
ข้าพเจ้าเข้าใจและสามารถปฏิบัติได้ ข้าพเจ้ายังต้องการได้รับการฝึกอบรมอีก
3. เต็นท์
ก. เลือก (และให้เหตุผล) เต็นท์ขนาดเบาสำหรับการไปอยู่ค่ายพักแรมในที่แจ้ง
ข. เลือก (และให้เหตุผล) เต็นท์ของหมู่หรือเต็นท์ที่ประกอบกับโครงในการไปอยู่ค่ายพักแรมแบบถาวร
ค. กางและเก็บเต็นท์เดินทางไกล
ง. กางและเก็บเต็นท์ของหมู่
จ. กางและเก็บเต็นท์ที่ประกอบกับโครง
ฉ. ดูแลรักษาและซ่อมแซมเต็นท์
ช. ………………………….
4. ไฟและเตาไฟ
ก. ทำบัญชีแสดงคุณภาพในการเผาไหม้ของไม้ชนิดต่าง ๆ
ข. เลือกไม้ที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงในการก่อกองไฟ
ค. เลือกไม้ฟืนที่เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีและไม่ดับง่าย
ง. เตรียมและจุดไฟจากกองไฟแบบต่าง ๆ
จ. เลือกใช้และรักษาเตาที่เหมาะสมสำหรับลูกเสือ
ฉ. ทำบัญชีกฎแห่งความปลอดภัยในการใช้เตาไฟทุกแบบ
ช. …………………………

ขอบเขตและลักษณะ ข้าพเจ้าเข้าใจและสามารถปฏิบัติได้ ข้าพเจ้ายังต้องการได้รับการฝึกอบรมอีก
5. ครัว
ก. ตั้งครัวของค่าย
ข. ทำเครื่องตกแต่งค่าย
ค. ทำเครื่องมือเครื่องใช้ที่เป็นประโยชน์
ง. ตั้งครัวของค่ายแบบเคลื่อนที่ได้
จ. เตรียมไฟฟ้าที่บูชาและให้ข้อควรระวังเกี่ยวกับความปลอดภัย
ฉ. …………………………
ช. …………………………
6. อาหาร
ก. กำหนดรายการอาหารสำหรับอยู่ค่ายพักแรมวันสุดสัปดาห์และการอยู่ค่ายพักแรมเป็นสัปดาห์ของหมู่
ข. การเก็บรักษาอาหารอย่างถูกอนามัยภายในค่าย
ค. ประกอบอาหารบนกองไฟกลางแจ้ง
ง. ประกอบอาหารบนเตาไฟแบบอยู่ค่ายพักแรม
จ. ทำขนมบางอย่างได้
ฉ. เตรียมอาหารโดยใช้อาหารแห้งเท่านั้น
ช. เตรียมอาหารโดยไม่ใช้ภาชนะเครื่องใช้
ซ. ………………………..
ฌ. ……………………….
ขอบเขตและลักษณะ ข้าพเจ้าเข้าใจและสามารถปฏิบัติได้ ข้าพเจ้ายังต้องการได้รับการฝึกอบรมอีก
7. ทักษะกิจกรรมการอยู่ค่าย
พักแรม
ก. หล่อแบบด้วยปูน
ปาสเตอร์
ข. อ่านรอย
ค. ทำสมุดปูมอากาศ
ง. เตรียมการชุมนุมรอบกองไฟ
จ. จัดการเล่นเกมในที่กว้าง
ฉ. ดำเนินงานเกี่ยวกับการเงินของค่าย
ช. สาธิตกลวิธีการว่ายน้ำอย่างปลอดภัย
ซ. ………………………..
8. สุขภาพ
ก. กำหนดข้อปฏิบัติเพื่อสุขภาพภายในค่าย
ข. สร้างส้วม
ค. กำจัดของเสีย
ง. ………………………...
9. การปฐมพยาบาล
ก. เตรียมกระเป๋าพยาบาลส่วนตัว
ข. รู้วิธีปฏิบัติเมื่อเกิดเลือดกำเดาไหล อาการคัน ถูกไฟลวก ถูกแมลงต่อย อาการเครียด ฯลฯ
ค. รู้จักการช่วยชีวิต
ง. รู้จักการใช้ผ้าพันแผลทำเปลสนาม
จ. รู้จักทำเปลหามคนเจ็บ
ฉ. รู้จักเคลื่อนย้ายคนเจ็บอย่างปลอดภัย
ขอบเขตและลักษณะ ข้าพเจ้าเข้าใจและสามารถปฏิบัติได้ ข้าพเจ้ายังต้องการได้รับการฝึกอบรมอีก
10. การชักธงและการตรวจ
ก. เตรียมธงและชักธง
ข. กำหนดจุดที่ต้องตรวจในการอยู่ค่ายพักแรม
ค. กำหนดสิ่งที่ลูกเสือจะต้องเตรียมรับการตรวจเป็นรายบุคคล เกี่ยวกับความสะอาดและความเรียบร้อย
11. พิธีกรรมทางศาสนาในระหว่างอยู่ค่ายพักแรม
ก. เตรียมบทสวดมนต์เพื่อใช้ในโอกาสเฉพาะ
ข. ฝึกฝนการนำสวดมนต์ วิธีปฏิบัติในการสวดมนต์ และทำนองในการสวดมนต์ที่ถูกต้อง
ค. ………………………..
ข. ทักษะการเดินทางสำรวจเบื้องต้น
1. ความปลอดภัย
ก. ให้รู้จักความปลอดภัย
ทางน้ำ
ข. ให้รู้จักกฎความปลอดภัยเกี่ยวกับภูเขา
ค. ให้รู้จักสาเหตุและสัญญาณบอกเหตุแห่ง “ปรากฏการณ์ธรรมชาติ”
ง. ให้รู้จักข้อควรระวังและวิธีปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่จะเกิดขึ้น
จ. จัดทำรายการอุปกรณ์ที่ใช้ในยามฉุกเฉินของหมู่สำหรับมาตรฐานการเดินทางสำรวจชนิดต่าง ๆ
ฉ. ………………………….
ขอบเขตและลักษณะ ข้าพเจ้าเข้าใจและสามารถปฏิบัติได้ ข้าพเจ้ายังต้องการได้รับการฝึกอบรมอีก
2. อุปกรณ์ส่วนตัว
ก. ทำบัญชีรายการอุปกรณ์ส่วนตัวที่จำเป็นต้องใช้ในขั้นมาตรฐานต่าง ๆ ในการเดินทางสำรวจ
ข. เลือกอุปกรณ์ส่วนตัวที่เหมาะสมสำหรับขั้นมาตรฐานต่าง ๆ ในการเดินทางสำรวจ
ค. …………………………
3. การเดินทางสำรวจ
ก. การใช้เข็มทิศแบบซิลวา
ข. การตั้งแผนที่
ค. อ่านแผนที่จากมาตราส่วนต่าง ๆ
ง. อธิบายระบบเส้นแสดงความสูงต่ำบนแผนที่
จ. การอ่านมุมเหนือกริดในแผนที่
ฉ. เลือกเส้นทางจากแผนที่
ช. วางหลักสูตรการเดินทางตามจุดพิกัดของเข็มทิศ
ซ. …………………………
4. กิจกรรมการเดินทางสำรวจ
ก. ทำแผนที่แสดงให้เห็นส่วนนูนบนแผนที่
ข. หาทิศทางโดยไม่ต้องใช้เข็มทิศหรือแผนที่





ขอบเขตและลักษณะ ข้าพเจ้าเข้าใจและสามารถปฏิบัติได้ ข้าพเจ้ายังต้องการได้รับการฝึกอบรมอีก
ค. บอกสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ
ง. เก็บรักษาสมุดปูมเดินทางไกล
จ. การเขียนภาพร่าง
ฉ. ให้รู้จักหลักปฏิบัติในการดูแลรักษาเท้า
ช. รู้กฎหรือระเบียบของท้องถิ่นและชี้แจงได้
ซ. คำนวณระยะทางที่ได้เดินผ่านมาแล้วได้
ฌ. ………………………..
5. การช่วยเหลือ
ก. ผูกเงื่อนบ่วงสายธนู 3 ชั้น
ข. เลือกจุดที่จะผูกไขว้ได้อย่างปลอดภัย
ค. สาธิตวิธีช่วยชีวิตด้วยเชือกช่วยชีวิต
ง. …………………………
6. การช่วยชีวิต
ก. ทำรายการและสาธิตและวิธีการช่วยชีวิตอย่างง่าย ๆ
ข. ………………………….
ค. ประโยชน์ของเชือกและการบุกเบิก
1. การดูแลรักษาเชือก







ขอบเขตและลักษณะ ข้าพเจ้าเข้าใจและสามารถปฏิบัติได้ ข้าพเจ้ายังต้องการได้รับการฝึกอบรมอีก
ก. ทำบัญชีจำนวนความต้านทางของเชือกมนิลาและใยสังเคราะห์ที่จะสามารถรับน้ำหนักได้ สำหรับเชือกเส้นรอบวาง 1”, 2”, 3”
ข. เลือกชนิดและขนาดของเชือกที่เหมาะสมสำหรับใช้งาน จุดมุ่งประสงค์ต่าง ๆ กัน
ค. ตรวจสอบและเก็บเชือก
ง. ขดและเข็ดเชือก
จ. การพันหัวเชือกแบบธรรมดา
ฉ. แทงกลับ
ช. การต่อสั้น
ซ. แทงบ่วงตา
ฌ. ………………………..
2. การผูกเงื่อน แสดงวิธีผูกเงื่อนและทำบัญชีประโยชน์ของเงื่อนต่อไปนี้
ก. เงื่อนพิรอด
ข. เงื่อนพิรอดหลุด
ค. เงื่อนบ่วงสายธนู
ง.เงื่อนขัดสมาธิ
จ. เงื่อนขัดสมาธิ 2 ชั้น
ฉ. เงื่อนผูกซุง
ช. เงื่อนตะกรุดเบ็ด
ซ. เงื่อนเลข 8
ฌ. ผูกร่นหรือทบเชือก
ญ. เงื่อนผูกกระหวัดไม้
ฎ. เงื่อนตะกรุดเบ็ด 2 ชั้น
ฏ. เงื่อนประมง
ฐ. ………………………..


ขอบเขตและลักษณะ ข้าพเจ้าเข้าใจและสามารถปฏิบัติได้ ข้าพเจ้ายังต้องการได้รับการฝึกอบรมอีก
3. การผูกแน่น แสดงวิธีผูกแน่นและทำบัญชีประโยชน์ของการผูกแน่นต่อไปนี้
ก. ผูกกากบาท
ข. ผูกทะแยง
ค. ผูกประกบ
ง. ผูกกากบาทญี่ปุ่น
จ. ผูกไขว้
ฉ. ………………………
4. การบุกเบิกเบื้องต้น
ก. การใช้เชือกประกอบรอกเพื่อใช้ฉุดลากสิ่งของต่าง ๆ
ข. เลือกและตรวจสอบไม้ที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในวิชาบุกเบิกสร้างสิ่งต่อไปนี้
1) สมอบกแบบ 3, 2, 1
2) ขอนนอน
3) ขอนหลุม
4) ตอม่อ
5) การสร้างหอคอยแบบธรรมดา

6) การสร้างสะพานแบบธรรมดา
7) การสร้างบันไดเชือก
8) ………………………….







ขอบเขตและลักษณะ ข้าพเจ้าเข้าใจและสามารถปฏิบัติได้ ข้าพเจ้ายังต้องการได้รับการฝึกอบรมอีก
ง. โครงการธรรมชาติและการป่าไม้
1. โครงการธรรมชาติ
ก. ทำบัญชีโครงการธรรมชาติที่เหมาะสมเพื่อนำไปรวมไว้ในกำหนดการฝึกอบรมลูกเสือสามัญเป็นรายบุคคลหรือเป็นหมู่
ข. ทำบัญชีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นเพื่อพัฒนาโครงการเหล่านี้
ค. พิสูจน์ให้เห็นแล้วเลือกทักษะที่เหมาะสม อันจะเป็นประโยชน์ในการศึกษา เป็นต้นว่าเรื่องนก ต้นไม้ แร่ธาตุ นิเวศวิทยา
ง. ทำสมุดบันทึกที่ว่าด้วยเรื่องของธรรมชาติ
จ. …………………………..
2. การใช้อุปกรณ์ในการทำป่าไม้
ก. การเลือกใช้และรักษาขวานเล็ก (HAND AXE)
ข. การเลือกใช้และรักษาขวานโค่นต้นไม้
ค. ใช้กฎแห่งความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ขวาน
ง. การใช้และการถนอมรักษาเลื่อย (PUSH SAW)
จ. การใช้และการถนอมรักษาเลื่อยต้นไม่ (CRASS CUT SAW)
ฉ. การใช้และการถนอมรักษามีดพก และสิ่งของง่าย ๆ 1 สิ่ง
ช. ใช้ฆ้อนและลิ่มเพื่อผ่าท่อนไม้
ขอบเขตและลักษณะ ข้าพเจ้าเข้าใจและสามารถปฏิบัติได้ ข้าพเจ้ายังต้องการได้รับการฝึกอบรมอีก
3. การป่าไม้ในทางปฏิบัติ
ก. การเพาะชำต้นพืชเพื่อเตรียมนำไปปลูก
ข. ตัดและแต่งท่อนไม้
ค. การเคลื่อนย้ายท่อนไม้ใหญ่
ง. บอกชื่อต้นไม้ได้ 12 ชนิด
จ. …………………………
จ. ทักษะงานฝีมือลูกเสือ
1. งานทั่วไป
ก. ทำบัญชีสถานบริการที่สำคัญ (สถานพยาบาล สถานีตำรวจ ตู้โทรศัพท์สาธารณะ เป็นต้น)
ข. อธิบายถึงกิจกรรมการฝึกอบรมที่เกี่ยวกับกฎการใช้ทางหลวง
ค. การตกแต่งบาดแผลสมมติ
ง. บอกชื่อดาวต่าง ๆ
จ. การใช้โต๊ะราบ (A PLANE TABLE)
ฉ. คาดคะเนความสูงและความกว้าง
ช. …………………………
ฉ. อุปกรณ์การฝึกอบรม
ก. ใช้เทปบันทึกเสียง
ข. ใช้เครื่องฉายภาพยนตร์ ขนาด 16 มม.
ค. ใช้เครื่องฉายภาพยนตร์ ขนาด 8 มม.
ง. ใช้เครื่องฉายภาพเลื่อน ขนาด 35 มม.

การผูกเงื่อนพิรอด
ประโยชน์
1. ใช้ต่อเชือก 2 เส้น ที่มีขนาดเท่ากันเหนียวเท่ากัน
2. ใช้ผูกชายผ้าพันแผล ผูกชายผ้าทำสลิงคล้องคอ
3. ใช้ผูกมัดหีบห่อ และวัตถุต่างๆ
4. ผูกเชือกรองเท้า (ปลายกระตุก 2 ข้าง)และผูกโบว์
5. ใช้ผูกกากบาทญี่ปุ่น
6. ใช้ต่อผ้าเพื่อให้ได้ความยาวตามต้องการเพื่อช่วยคนที่อยู่สูงในยามฉุกเฉิน (ต้องเป็นผ้าเหนียวๆ)

เงื่อนขัดสมาธิ (Sheet Bend )
หมายเหตุ การผูกเงื่อนขัดสมาธิไทยเรามักจะบังคับให้ปลายเชือกทั้ง 2 อยู่ข้างเดียวกัน แต่ตำราทั่วไป ของลูกเสือต่างประเทศไม่จำกัดว่า ปลายทั้งสองข้างจะอยู่ข้างเดียวกันหรือต่างข้างกันก็ได้
ประโยชน์ของเงื่อนขัดสมาธิ
1. ใช้เชือกต่อเชือกที่มีขนาดต่างกัน (เส้นเล็กเป็นเส้นพันขัด) หรือต่อเชือกที่มีขนาดเดียวกันก็ได้
2. ใช้ต่อเชือกแข็งกับเชือกอ่อน (เส้นอ่อนเป็นเส้นขัด)
3. ใช้ต่อเชือกที่คอนข้างแข็ง เช่น เถาวัลย์
4. ใช้ต่อด้าย ต่อเส้นไหมทอผ้า
5. ใช้ผูกเชือกกับขอหรือบ่วง (ใช้เชือกเล็กเป็นเส้นผูกขัดกับบ่วงหรือขอ) เช่น ผูกเชือกกับธงเพื่อให้เชิญธงขึ้น-ลง

เงื่อนบ่วงสายธนู (Bowline )
ใช้ทำเป็นบ่วงที่มีขนาดคงที่ไม่เลื่อนไม่รูด ทำบ่วงนอกตัวเพื่อโยนไปช่วยผู้อื่น หรือพันรอบตัวแล้วผูกก็ได้ หรือคล้องกับวัตถุแล้วผูกบางโอกาส เราไม่สามารถจะร้อยเชือกอยู่ด้านในได้ ก็ใช้วิธีสอดปลายออกไว้ด้านนอก ( Left Hand Bowline )
ประโยชน์
1. บ่วงคล้องกับเสาหลักหรือวัตถุ เช่น ผูกเรือ แพไว้กับหลัก แพขึ้น-แพลง ตามน้ำได้
2. ทำบ่วงคล้องเสาหลัก เพื่อผูกสำหรับสัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย เพื่อให้สัตว์เดินหมุน
3. ใช้ทำบ่วงให้คนนั่ง เพื่อหย่อนคนลงสู่ที่ต่ำหรือดึงขึ้นสู่ที่สูง
4. ใช้คล้องคันธนูเพื่อโก่งคันธนู
5. ใช้ทำบ่วงต่อเชือกเพื่อการลากโยงของหนักๆ หรือทำบ่วงบาด
6. ใช้ผูกปลายเชือก ผูกถังตั้งถังนอน
เงื่อนคนลาก (Manharnedd Hitch )
ประโยชน์
1. ใช้ทำบ่วงคล้องไหล่เพื่อลากจูงสัตว์ ลากซุง ลากรถ
2. ใช้ผูกหลายๆบ่วง ทำราวแขวนเสื้อ ผูกเบ็ดราว
3. ใช้ผูกลูกบันได

การทำให้เชือกสั้น
เงื่อนผูกร่นหรือ ทบเชือก
วิธีผูก ทบเชือกตรงที่ชำรุดเกลียวขาดเข้าหากันเป็นรูปตัว s เช่นรูป 1 ให้เกลียวที่
ชำรุดขาดอยู่กลางเชือกที่ทบกัน แล้วตราสังปลายเชือกที่ทบกันทั้งสองข้าง ดึงเชือกให้
ตราสังรัดปลายเชือกที่ทบให้แน่น เอาเชือกหรือไม้ขัดตัวเชือกไว้กับบ่วงที่ทบ ป้องกันตราสัง
หลุด หรือถ้าจะใช้วิธีสอดเชือกเข้ากับบ่วงที่ทบก็ได้ ดังรูป 5
ประโยชน์
1. ใช้ผูกร่นเชือกตรงส่วนที่ชำรุด เพื่อให้เชือกมีกำลังเท่าเดิม
2. เป็นการทบเชือกให้เกิดกำลังต่อการลากจูงเรือขนาดใหญ่ และช่วยเสริมกำลัง
เชือกในส่วนส่วนที่ชำรุดเกลียวขาดขณะการลากจูง
3. เป็นการทำเชือกให้สั้นตามต้องการ
4. โบราณใช้ทบเชือกที่ลากจูงสัตว์เลี้ยง เพื่อสะดวกต่อการเก็บ และนำไปใช้ใหม่

เงื่อนตะกรุดเบ็ด [ Clave Hitch ]
วิธีที่ 1 ทำเงื่อนตะกรุดเบ็ดคล้องหัวเสา

วิธีที่ 2 ใช้พันผูกกับต้นไม้หรือรั้ว

ประโยชน์
1. ใช้ผูกเชือกกับเสาหรือหลักเพื่อล่ามสัตว์หรือแพ [เพื่อป้องกันไม่ให้ปมเชือกคลายหลุดควรเอาปลายเชือกผูกขัดสอดกับตัวเชือก 1 รอบ ]
2. ใช้ผูกบันไดเชือก บันไดลิง
3. ใช้ในการผูกแน่น เช่นผูกประกบ ผูกกากบาท
4. ใช้ผูกกระหวัดไม้



เงื่อนประมง [Fisherman’s Knot]
ประโยชน์
1. ใช้ต่อเส้นด้ายเล็ก ๆ เช่นด้ายเบ็ด ต่อเส้นเอ็น
2.. ใช้ต่อเชือก 2เส้นที่มีขนาดเดียวกัน
3 ใช้ผูกคอขวดสำหรับถือหิ้ว (คอขวดที่ปากขวดมีขอบ)
4. ต่อเชือกขนาดใหญ่ที่ลากจูง
5. ใช้ต่อสายไฟฟ้า

เงื่อนกระหวัดไม้ (SIMPLE TURN AND TWO HALF HITCHES)
ประโยชน์
1. ใช้ล่ามสัตว์เลี้ยงไว้กับหลักหรือรั้ว
2. ใช้ผูกเรือแพกับท่าเรือหรือกับหลักหรือห่วง
3. เป็นเงื่อนที่ผูกง่ายแก้ง่าย

เงื่อนเก้าอี้ (CHAIR KNOT OR FIRERNAN IS CHAIR KNOT )
ประโยชน์
เป็นเงื่อนกู้ภัยใช้ ช่วยคนที่ติดอยู่บนที่สูงไม่สามารถลงทางบันไดได้ หรือใช้ช่วยคน
ขึ้นจากที่ต่ำใช้ประโยชน์เช่นเดียวกับสายธนู 2 ชั้น

เงื่อนบุกเบิก (HIGHWAY MAN IS HITCH )
ประโยชน์
1. ใช้ผูกเรือแพไว้กับหลัก และผูกสัตว์
2. ใช้ผูกเพื่อไต่เชือกลงจากที่สูงหรือไต่ขึ้น เมื่อไต่เสร็จแก้เชือกโดยการกระตุกปลาย
เชือกสั้น (ไม่ต้องขึ้นไปแก้ปม )
3. ใช้ผูกเชือกสำหรับโหนข้ามคลอง โหนแล้วกระตุกเชือกคืนได้
4. ใช้ผูกเชือกสลิงเพื่อยกเสาธงขึ้น เมื่อยกเสาแล้วกระตุกเชือกคืนโดยไม่ต้องขึ้นไปแก้
5. คนขี่ม้าใช้ผูกม้า เมื่อขึ้นขี่แล้วแก้เชือกผูกโดยกระตุกปลายเชือกบนอานม้า

เงื่อนผูกกระดาน (SCAFFOLD HITCH )
ประโยชน์
1.ใช้ผูกกระดานชิงช้า
2. ใช้ผูกกระดานสำหรับห้อยลงข้างผนังหรือข้างเรือเพื่อนั่งทาสีหรือเคาะสนิม
3. ผูกกระดานนั่งร้าน
เงื่อนผูกซุง (A TIMBER HITCH )
ประโยชน์
1. ใช้ผูกวัตถุท่อนยาว ก้อนหิน ต้นซุง เสา เพื่อการลากโยง
2. ใช้ผูกทแยง
3. ใช้ผูกสัตว์ เรือแพไว้กับท่าหรือเสาหรือรั้ว ต้นไม้
4. เป็นเชือกผูกง่ายแก้ง่าย

เงื่อนเจ๊กลากซุง (A TIMBER HITCH WITH A HALF HITCH )
ประกอบด้วยเงื่อนผูกซุงและตราสัง
ประโยชน์
1. เช่นเดียวกับลากซุง
2. ใช้ผูกสิ่งของที่เป็นท่อนยาวๆ
3. ใช้ผูกก้อนหิน เพื่อทำสมอแทนสมอเรือ

ผูกประกบ 2
ใช้ต่อเสาหรือไม้ 2 ท่อนเข้าด้วยกัน
วิธีผูก
เอาไม้ที่จะต่อกันวางขนานกัน ให้ส่วนที่จะผูกวางซ้อนกันประมาณ 1/4 ของความยาว (ต่อแล้วเลาจะตรง) เอาเชือกที่จะผูก ผูกด้วยเงื่อนตะกรุดเบ็ดที่เสาต้นหนึ่ง เอาปลายเชือกพันบิดเข้ากับตัวเชือก (แต่งงานกัน) เอาลิ่มหนาเท่าเส้นเชือกคั่นระหว่างเสาทั้งสอง รูปที่ 1 จัดเงื่อนอยู่ใกล้ๆ ปลายเสาด้านที่ซ้อนกัน แล้วจับตัวเชือกพันรอบเสาทั้งสองจากปลายเสาเข้าใน เรียงเส้นเชือกให้เรียบ พันให้เท่าความกว้างของเสาทั้ง 2 ต้น ดังรูป 2 เสร็จแล้วพันสอดเชือกเข้าระหว่างไม้ เสาทั้งสองพันหักคอไก่ พันรอบเชือกที่พันเสาทั้ง 2 ต้น ดึงรัดให้แน่น รูป 3 แล้วผูกด้วยตะกรุดเบ็ดบนเสาอีกต้นหนึ่ง (คนละต้นกับอันขึ้นต้น)เหน็บซ่อนปลายเชือกให้เรียบร้อย

ผูกประกบ 3
เอาไม้ 3 ท่อนมาเรียงขนายกัน เริ่มผูกตะกรุดเบ็ดที่เสาอันกลาง เอาปลายเชือกแต่งงานกันกับตัวเชือก แล้วเอาตัวเชือกพันรอบเสาทั้ง 3 ต้น เรียงเส้นเชือกให้เรียบร้อย พันให้มีความกว้างเท่าเสาทั้ง 3 ต้น (ก่อนพันอย่าลืมเอาลิ่มขนาดเส้นเชือกคั่นระหว่างเสา) พันเสร็จแล้วหักคอไก่ระหว่างซอกเสาทั้ง 3 ต้นให้แน่น แล้วผูกลงท้ายด้วยเงื่อนตะกรุดเบ็ดที่เสาต้นริมต้นใดต้นหนึ่งเก็บซ่อนปลายเชือกให้เรียบร้อย
ประโยชน์
1. ต่อเสาทำเสาธงลอด
2. เพื่อทำขาหยั่ง
3. ต่อเสาหรือต่อไม้ให้ยาว
4. ทำขาตั้งวางอ่างล้างหน้าหรืออย่างล้างมือเมื่อเวลาอยู่ค่ายพักแรม
5. ใช้ทำสามเส้าในงานก่อสร้าง




ผูกกากบาท ( Square Lashing)
วิธีที่ 1 กากบาทแบบ Gilwell Thurman

รูป


วิธีผูก เอาไม้หรือเสามาวางซ้อนกันเป็นรูปกากบาท (กางเขน) เอาเชือกผูกตะกรุดเบ็ดที่เสาอันตั้งใต้เสาอันตั้งขวาง เอาปลายเชือกแต่งงานกันตัวเชือก รูปที่ 1
เอาเชือกอ้อมใต้เสาอันขวางทางด้านขวา (ซ้ายก่อนก็ได้) ของไม้อันตั้งดึงขึ้นเหนือไม้อันขวางพันอ้อมไปด้านหลังไม้อันตั้งไปทางซ้ายของไม้อันตั้ง ถึงเชือกอ้อมมาทางด้านหน้า พันลงใต้ไม้อันขวาง ดึงอ้อมไปด้านหลังไม้อันต้อง ผ่านมาทางด้านขวาของไม้อันตั้ง ดึงเชือกขึ้นพาดบนไม้อันขวางทางขวาไม้อันตั้งแล้วพันตั้งต้นใหม่เหมือนเริ่มแรก ทุกรอบต้องดึงให้เชือกตึง เรียงเส้นเชือกให้เรียบ พันวนเรื่อยๆ ไปประมาณ 3-4 รอบ (หรือเส้นเชือกด้านหลังชิดกัน ) จึงพันหักคอไก่ 2-3 รอบ แล้วเอาปลายเชือกผูกตะกรุดเบ็ดที่ไม้อันขวาง (คนละอันกับขึ้นต้นผูก)
หมายเหตุ ส่วนกากบาทแบบกิลเวล (Gilwell) พันเหมือนวิธีแรก แต่ต้องพันหักคอไก่ทุกรอบที่พันเชือก พันประมาณ 3-4 รอบ แล้วผูกลงท้ายด้วยตะกรุดเบ็ดคนละอันกับอันขึ้นต้นผูก
ประโยชน์
1. ใช้ทำนั่งร้านทาสี
2. สร้างค่ายพักแรม ทำคอกสัตว์
3. ทำตอม่อสะพาน ทำหอคอย และก่อสร้าง


ผูกทแยง (Diagonal Lashing)








วิธีผูก เอาเชือกพันรอบเสาทั้ง 2 ต้นตรงระหว่างมุมตรงข้ามด้วยเงื่อนผูกซุง แล้วดึงตัวเชือกพันรอบไม้เสาทั้ง 2 ต้น ตามมุมตรงข้ามคู่แรก(มุมทแยง)
ประมาณ 3 รอบ (ทุกรอบดึงเชือกให้ตึง)แล้วดึงเชือกพันเปลี่ยนมุมตรงข้ามคู่ที่ 2 อีก 3 รอบ แล้วดึงเชือกพันหักคอไก่ พันรอบเชือกระหว่างไม้เสาทั้งสอง) สัก 2-3 รอบ พันเสร็จเอาปลายเชือกผูกตะกรุดเบ็ดที่ไม้เสาต้นใดต้นหนึ่ง เก็บซ่อนปลายเชือกให้เรียบร้อย
ประโยชน์
1. ใช้ในงานก่อสร้าง
2. ใช้ผูกเสาหรือไม้ค้ำยัน ป้องกันล้ม
3. ทำตอม่อสะพาน


ผูกตอม่อสะพาน (Trestle)


รูป



อุปกรณ์ทำตอม่อสะพาน ด้วยไม้พลองหรือเสาเข็ม
1. เสายาวพอสมควร จำนวน 6 ต้น (ใช้พลองฝึก)
2. เชือกมนิลาสำหรับผูก 2 เส้น ขนาดโตพอสมควร (ฝึกด้วยพลองเชือกยาว 3 เมตร)

วิธีสร้าง ฝึกด้วยไม้พลอง
1. วางไม้พลอง 2 อันขนานกันห่างกันประมาณ 2 ใน 3 ของความยาวเป็นเสาตั้ง (leg)
2. เอาไม้พลองอีก 2 อันวางทับลงบนไม้พลองคู่แรก (leg) ให้ปลายยื่นออกไปด้านละ
1/6 หรือ 1/8
3. เอาเชือกวัดความยาวของพลอง ทบเชือกแบ่งเป็น 8 และ 16 ส่วน เลื่อนหัวเสาทั้ง 2 อัน เข้าหากันอีกข้างละ 1/18 เพื่อทำให้หัวเสาสอดข้าหากัน
4. ผูกกากบาทและผูกทแยง




ประโยชน์ ของการผูกแน่น
1. ใช้ต่อเสาหรือไม่ให้ยาว
2. ทำตอม่อสะพาน
3. ทำนั่งร้านทำหอคอย

การคาดคะเนส่วนสูง เพื่อความแม่นยำ มีวิธีหลายวิธี คือ
วัดคะเนด้วยดินสอ
วิธีวัดเงาเวลาเช้า เวลาบ่าย
วิธีใช้น้ำโคลน
วิธีคนตัดโค่นต้นไม้
วิธีนำนิ้วเป็นฟุต
วิธีคาดคะเนด้วยดินสอดำ ให้ลูกเสือคนหนึ่งที่ทราบส่วนสูงแล้ว ไปยืนตรงโคนต้นไม้ที่จะวัดส่วนสูง ลูกเสือผู้จะวัดส่วนสูงออกไปยืนห่างจากต้นไม้พอควร เหยียดแขนขวาขึ้นเสมอ



รูปภาพ

แนวไหล่ เหยียดแขนตรงมือจับดินสอนแงหนึ่งให้ตั้งฉากกับแขน ให้หัวแม่มือทำหน้าที่เป็นเครื่องกะระยะตรงเท้าของลูกเสือยืนอยู่ที่ต้นไม้นั้น ใช้ลูกตามองดูปลายดินสอไปบนศีรษะของลูกเสือที่ยืนเป็นหุ่นแล้วขยับยกปลายดินสอขึ้นไป ให้แนวโคนดินสอตรงปลายนิ้วหัวแม่มือ ต่อกันกับระดับปลายดินสอทางต้นไม้ ทำเช่นนี้จนถึงยอด เพื่อเปรียบเทียบว่าต้นไม้จากโคนจนถึงยอดไม้จะได้กี่เท่าของดินสอ แล้วเอาจำนวนไปคูณความสูงของลูกเสือที่ยืนอยู่โคนต้นไม้ ก็จะเป็นความสูงของต้นไม้
ความสูงของต้นไม้ = ความสูง x จำนวนเท่าดินสอ


วิธีวัดเงา โดยอาศัยแสงแดด ใช้พลองปักห่างจากต้นไม้พอควร ให้ตั้งฉากกับพื้นดินแล้ว

รูป

สังเกตดูจนเห็นว่าความยาวของเงาเท่ากับความยาวของพลอง ให้ลูกเสือวัดเงาของต้นไม้จากโคนต้นไม้ จนถึงยอดของเงาได้เท่าไร ก็จะเป็นความสูงของต้นไม้นั้น จะใช้พลองวัดหรือวัดด้วยก้าวก็ได้
หรือเมื่อเอาไม้พลองปักให้ตั้งฉากกับพื้นดินแล้ว ในระยะทางห่างจากต้นไม้พอสมควรแล้ววัดความยาวของเงาของไม้พลอง ดูว่ายาวเท่าไร เอาความยาวของเงาไม้พลอง ไปวัดเงาของต้นไม้จากโคนต้นไม้ไปจนถึงยอดของเงาต้นไม้ ได้กี่เท่าเอาความยาวของไม้พลองคุณ
ความสูงของต้นไม้ = ความยาวของพลองจริง x จำนวนเท่าของเงาที่วัดได้


วิธีวัดความสูงด้วยน้ำโคลน เอากะลาหรือข้นใส่น้ำโคลน วางให้ห่างจากต้นไม้ที่จะวัดความสูงพอควร ให้นักเรียนยืนห่างขันออกมาในด้านตรงข้ามกับต้นไม้ อยู่ห่างขันออกมาใน
ด้านตรงข้ามต้นไม้ อยู่ห่างขันในระยะที่พอเหมาะ ให้ระยะขันถึงเท้า ห่างเท่ากับระยะเท้ากับตาและให้มองเห็นเงาของยอดไม้อยู่ตรงกลางขันพอดี ถ้าไม่เห็นให้เลื่อนขั้นพอดีที่จะเห็นยอดต้นไม้ในขัน ให้เดินจากขันถึงโคนต้นไม้ได้กี่ก้าว คือ ความสูงของต้นไม้


วิธีวัด ให้วัดเป็นนิ้ว แล้วคำนวณออกเป็นฟุต เรียกว่าวิธีทำนิ้วให้เป็นฟุต
วิธีวัด เอาไม้พลองของลูกเสือวัดจากโคนต้นไม้ออกไป 13 ช่วงพลอง เอาพลองปักลงตรงช่วงที่ 11 ให้ตั้งฉากกับพื้นดิน ให้ลูกเสืออีกคนหนึ่งนอนราบกับพื้นดิน ณ จุดตรงช่วงที่ 12 ลูกเสือผู้จะคาดคะเนเอามือจับพลองไว้ ให้ลูกเสือที่นอนราบกับพื้นมอง ผ่าน พลองตรงนิ้วมือจับพลองไปยังยอดไม้ เลื่อนมือที่จับพลองให้ไปจับตรงระดับที่อยู่ตรงยอดพอดี วัดความยาวของพลองจากพื้นดินถึงตรงนิ้วได้กี่นิ้วฟุต ได้เท่าไร คือ ความสูงเป็นฟุตของต้นไม้นั่นเอง

วิธีการคาดคะเนความกว้างของคลอง
วิธีที่ 1 ใช้รูปสามเหลี่ยม
1) ปักหลักที่ 1 ตรงริมตลิ่งที่ B ตรงข้ามกับอีกฝั่งหนึ่ง (ตรงที่หมายจะสังเกตเห็นได้ง่าย)ที่ A
2) เดินจากหลักที่ 2 เดินต่อไปอีก 20 ก้าว ปักหลักที่ 3 ที่ C
3) จากหลักที่ 2 เดินต่อไปอีก 20 ก้าว ปักหลักที่ 3 ที่ D
4) จากหลักที่ 3 เดินขึ้นไปบนตลิ่งเป็นแนวตั้งฉากกับเส้นขนาน กับ แนวตลิ่งจน ถึงจุดจุดหนึ่ง ที่จะเห็น ที่จะเห็นหลักที่ 2 อยู่เป็นเส้นตรงเดียวกันกับต้นไม้ หรือจุดหมายบนฝั่งตรงข้ามให้ปักหลักที่ 4 ตรงที่เรายืน (คือ E)
5) วัดระยะระหว่างหลักที่ 3 กับหลักที่ 4 ได้เท่าไร ก็จะเป็นความกว้างของกลองคือ ระยะ DE
วิธีที่ 2
1) หมายตาต้นไม้หรือที่หมายตรงฝั่งตรงข้าม ปักหลักที่ A ริมฝั่งที่ตรงกับที่หมายยังฝั่งตรงข้า E
2) เดินจากหลักที่ A (คือ AB) ออกไปขนานกับฝั่งให้แนวทางเดินตั้งฉากกับแนวที่ลากต่อจุดที่หมายตรงข้ามกับหลักที่ A เดินไกลออกไปประมาณ 20 ก้าว ปักหลักที่ B
3) จากหลักที่ B เดินต่อไปอีก 20 ก้าว ปักหลักที่ C ไว้
4) จากหลัก C เดินขึ้นไปบนตลิ่ง ให้ตั้งฉากกับเส้นแนวของหลัก A,B และหลัก C
5) เดินเลยขึ้นไปจนถึงตำแหน่ง ที่จะเห็นหลัก B อยู่ห่างแนว เดียวกันกับที่หมายบนฝั่งตรงข้าม E ปักหลัก D
6) วัดระยะจากหลัก C ถึง D ได้เท่าไรเอา 2 คูณ เป็นความกว้างของคลอง A E


รูป

วิธีของคนโค่นต้นไม้ หรือวิธีของชาวป่า เพื่อวัดความสูงของต้นไม้
1)ใช้มือขวาจับดินสอให้นิ้วหัวแม่มือจับดินสอในลักษณะเลื่อน นิ้วหัวแม่มือ ได้เพื่อใช้นิ้วหัวแม่มือเป็นเครื่องกะระยะ
2) เหยียดแขนตรง เสมอบ่ายกดินสอขึ้น เลื่อนนิ้วหัวแม่มือให้ปลายนิ้วหัวแม่มือผ่านไปที่โคนต้นไม้ ให้ปลายดินสอไปจดยังยอดไม้
3) เสร็จแล้วยกดินสอหกหันกลับล้มดินสอลงให้ขนานกับพื้น ให้โคนดินสออยู่ที่โคนต้นไม้ปลายดินสอตั้งฉากกับต้นไม้ ให้ลูกเสืออีกคนหนึ่งเดินจากโคนต้นไม้ออกไปยืนตรงจุดที่ปลายดินสอตก
4.) วัดระยะจากโคนต้นไม้ ถึงที่ลูกเสือยืน คือระยะความสูงของต้นไม้


รูป

วิธีของนโปเลียน โดยอาศัยปีกหมวกของลูกเสือ หรือฝ่ามือ
1) สวมหมวกให้ตรง ปีกหมวกตึง ยืนตัวตรง สายตามองตรงไปยังฝั่งตรงข้าม สวมหมวกค่ำหน้าหมวกลง ให้ริมขอบปีกหมวกอยู่บนที่หมายไว้ยังริมฝั่งตรงข้ามให้แนวสายตา มองผ่านริมปีกหมวกพอดีจรดตลิ่ง (เอากำปั้นยันคางไว้ไม่ให้เคลื่อนที่)
2) หัสตัวกลับไปตามฝั่ง ให้สายผ่านริมขอบหมวกออกไป จากจุดที่ยืนออกไปยังริมฝั่งขนานกับลำคลองหรือแม่น้ำ วัดระยะจากริมตลิ่ง ตรงจุดที่ยืน ออกไปถึงตำแหน่งที่ริมขอบหมวกจรดอยู่ (โดยให้ลูกเสือไปยืนไว้เพื่อสังเกต) เป็นความกว้างของแม่น้ำหรือลำคลอง

รูป




























การใช้ผ้าสามเหลี่ยมพันแผล
ผ้าพันแผลรูปสามเหลี่ยม ทำจากผ้าลินิน ขนาด 37 นิ้ว สี่เหลี่ยมจัตุรัส ตัดตามเส้นทแยงมุม ออกเป็นผ้าพันแผล รูปสามเหลี่ยม 2 ผืน ซึ่งด้านยาวที่สุด คือ ฐาน ส่วนประกอบมุมฉากเรียกว่า ริม ด้านมุมฉากหรือด้านตรงข้ามมุมฉากเรียกว่า ยอด ของผ้าพันแผล ผ้าพันแผลชนิดนี้เมื่อใช้ก็ต้องเกิดเหตุดังนี้ คือ
1) ปิดหน้าอกและหลัง เมื่อปูผ้าทั้งผืนออกเต็มที่
2) เป็นผ้าพันแผลขนาดกว้าง เมื่อถึงยอดพับลงมาหาศูนย์กลางของด้านฐาน
3) เป็นผ้าพันแผลขนาดแคบ เมื่อพันผ้าพันแผลขนาดกว้างลงมาหาฐานอีกครั้งหนึ่ง
( เราอาจพับลงมาให้พอเหมาะกับอวัยวะส่วนที่พันได้ )

รูป



ปลายทั้งสองของผ้าพันแผล เมื่อพันแผลเรียบร้อยแล้ว ต้องผูกให้แน่นด้วยเงื่อนพิรอด เงื่อนที่ผูกปมที่ถูกต้องอยู่ในที่ที่จะทำให้เกิดความไม่สบายใจแก่ผู้ป่วยน้อยที่สุด และถ้าต้องการผูกทับแผล ก็ควรให้เบาะรองใต้เงื่อน เมื่อไม่ใช้ผ้าสามเหลี่ยมควรพับเป็นผ้าพันแคบไว แล้วเก็บไว้
ผ้าคล้องแขนใช้เพื่อพกน้ำหนักแขนท่อนบน มิให้น้ำหนัก แขนท่อนบนตกลงมายังหน้าอกและเป็นการพันบาดแผล มิให้แผลกระทบกระเทือนมาก
การใช้ผ้าสามเหลี่ยม หรือผ้าพันคอลูกเสือ ทำเป็นรูปสามเหลี่ยม พันยาดแผลที่ศีรษะ บาดแผลที่ฝ่ามือ บาดแผลที่ตะโพก เข่าหรือเท้า
ระวัง ผ้าพันแผลที่ใช้พันแผลต้องสะอาด ฆ่าเชื้อโรคแล้ว นอกจากเวลาฉุกเฉินหาผ้าสะอาดไม่ได้
ก. พันบาดแผลที่ศีรษะ ด้วยผ้าสามเหลี่ยมโดยพับฐาน ของผ้าพันแผลกว้างประมาณ 3-4 ซม. สักสองสามทบ เป็นขอบ เอาขอบวางทาบตรงหน้าผาก คลุมผ้าไปบนศีรษะให้ยอดไปทางด้านหลัง พันปลายผ้าไปทางด้านหลังให้ปลายทั้งสองพันสวนกัน และทับมุมยอด แล้วดึงปลายมาผูกติดกันด้วยเงื่อนพิรอด ตรงหน้าผากจับมุมยอดผ้าพับขึ้นมาปิดปมเงื่อน เอาเข็มกลัดซ่อนปลายกลัดติดไว้ป้องกันหลุด หรือใช้เหน็บไว้กับปมก็ได้ ดังรูป



รูป

ข.พันบาดแผลที่ตา พับผ้าพันแผลสามเหลี่ยมให้มีขนาดกว้างตามต้องการ ให้กลางของผ้าพันทับลงไปบนแพคปิดแผล ชายข้างหนึ่งพาดทับทางหางคิ้วของตาที่ดี อีกชายหนึ่งพาดผ่านใต้ใบหู แล้วดึงชายทั้งสองรวมกัน ไปทางด้านหลังตรงท้ายทอยไขว้ชายผ้าขางหนึ่งไว้ให้ชายหนึ่งคล่อมกลางศีรษะ ไว้สอดชายลงไปในผ้าดึงชายขึ้นไปผูกกับชายผ้าด้านหลัง ดังรูป
ค. ใช้ผ้าพันแผลที่ฝ่ามือ พับผ้าสามเหลี่ยมให้แคบลงมีขนาด
พอเหมาะกับฝ่ามือทาบส่วนกลางของผ้าลงบนแพค
ติดแผน แล้วพันชายผ้าข้างหนึ่ง ผ่านระหว่างนิ้วชี้
กับหัวแม่มือขึ้นบนหลังมือ อีกชายหนึ่งผ่านไปทาง
นิ้วก้อยพันขึ้นมาซ้อนกับชายแรก แล้วพันอ้อมรอบ
ข้อมือดึงชายผ้าผูกไว้บนหลังข้อมือ ดังรูป
ใช้ผ้าพันแผลที่ฝ่ามือมีโลหิตออกมาก
เอาแพคปิดปากแผลให้กำมือให้แน่น แล้ว
เอาด้านฐานของผ้าพันแผลวางทาบตรงข้อมือ โดยให้มือกำคว่ำลง ยอดอยู่ทางด้านนอก ดึงยอดขึ้นมาทางหลัง กำมือจับปลายผ้า 2 ข้างไขว้ทับลงไปบนหลังกำมือ แล้วพันอ้อมไปพันข้อมือดังปลายผ้าทั้งสองข้างขึ้นมาผูกปลายให้ติดกันด้วยเงื่อนพิรอดตรงข้อมือ ดังรูป





รูป
พันผ้าพันแผลที่หน้าอก เอาด้านฐานของผ้าทาบไปกับหน้าท้อง บริเวณชายโครง ให้ชายผ้าสามเหลี่ยม พาดทแยงสะพายแหล่ง ชายผ้าสามเหลี่ยมทาบผ่านไหล่ ดึงชายผ้าด้านฐานไปผูกไว้ด้านหลัง ยอดสามเหลี่ยมผูกติดกับอีกชายหนึ่งที่เหลือ จากปมผ้าที่ผูกเงื่อน
บาดแผลที่เข่า พันด้วยผ้าสามเหลี่ยม เอาผ้าด้านฐานพับขอบ 2-3 ซม. เป็นขอบวางทาบขาใต้เข่าเล็กน้อย ให้ยอดแหลมของผ้าอยู่เหนือเข่า ดึงชายผ้า 2 ข้างวางไขว้กันใต้เข่าอ้อมขึ้นไปเหนือเข่าผูกพันมุมยอดของผ้า เหนือเข่าด้วยเงื่อนพิรอด เอายอดทับปมเงื่อนเอาเข็มซ่อนปลายกลัดให้เรียบร้อยด้วย
จ. บาดแผลที่ตะโพก ใช้ผ้าสามเหลี่ยมสองผืน ผูกพันสวนกัน ผืนหนึ่งเอาฐานไว้บน อีกผืนหนึ่งเอาฐานไว้ล่าง ให้พันผืนที่มีฐานอยู่ตรงเอวก่อนยอดของผืนที่เอาฐานไว้ล่าง (พันรอบต้นขาด้านสะโพกที่เจ็บ) สอดเข้าใต้ปมเงื่อนพับยอดปิดปมเอมเข็มกลัดติดไว้

เข้าเฝือกที่กระดูกต้นแขน และทำสลิงคล้องคอ
ก. ไม้ 3 อัน เพื่อทำเฝือก ใช้ไม้บรรทัดก็ได้ให้ไม้ 2 อ้น ยาวตั้งแต่หัวไหล่ ถึงปลายข้อศอกอันหนึ่ง อีกอันหนึ่งยาวตั้งแต่รักแร้ถึงปลายข้อศอก เอาสำลีรองเฝือกทุกอัน แล้วเอาผ้าพันแผลพันทับให้นุ่ม
ข. ถอดเสื้อผ้าที่ไม่จำเป็นออก งอปลายแขนข้างเจ็บเล็กน้อย ประมาณ 60-70 องศา
ค. ดึงต้นแขนให้กระดูกต่อกันสนิท (หากไม่จำเป็นควรเป็นหน้าที่ของแพทย์)
ง. เอาสำลีหรือผ้าพันแผลทำเป็นแพสอดใต้รักแร้ แล้วเอาเฝือกทั้งสามประกบกันตรงรอยหัก ให้อันสั้นอยู่ใต้รักแร้ อันยายประกบด้านนอก ตั้งแต่ไหล่ถึงศอก แล้วใช้ผ้าผูกเฝือก 2 เปลาะเหนือและใต้รอยกระดูกหัก แล้วเอาผ้าพับเป็นสามเหลี่ยม ทำสลิงคล้องแขนท่อนล่างกับคอ


รูปภาพ



ทำกระดูกไหปลาร้าที่หักเข้าที่และที่อยู่นิ่ง
งอแขนข้างไหปลาร้าหัก แล้วเอาผ้าทำสลิงคล้องคอรั้งดึงให้มือสูงกว่าศอกเล็กน้อย
(ประมาณ 2-3 นิ้ว แล้วเอาผ้าพันคออีกผืนหนึ่งพันรอบตัว ทับแขนเหนือศอกรัดไว้กับตัวเพื่อมิให้แกว่ง ระวังอย่าให้แน่นโลหิตจะหยุดเดิน ทำให้ไม่มีโลหิตเลี้ยงแขน

กระดูกปลายแขน

รูป เอาไม้แบน 2 อัน ยาวตั้งแต่ปลายนิ้วถึงศอก เอาสำลีรองด้านใน เอาผ้าพันเพื่อทำให้เฝือกนุ่ม เอาเฝือกทั้งสองอันประกอบนอกอันหนึ่ง หลังจากนั้นดึงเข้าที่แล้วเอาผ้าพันแผลสามเหลี่ยมพันแคบ ผูกเฝือกเหนือและใต้กระดูกหัก
เอาผ้าพันคอ ทำสลิง คล้องคอ ให้ปลายมือสูงกว่าศอกเล็กน้อย

ใช้ผ้าผูกคอลูกเสือช่วยรัดเท้า เมื่อมีอาการเคล็ดเมื่อย
พับผ้าพันคอลูกเสือให้มีขนาดแคบ กว้างประมาณ 4-5 ซม.ให้กึ่งกลางผาทาบคล้องไปที่กลางฝ่าเท้าค่อนไปทางส้น ดึงชายผ้าทั้งสองไปทางน่อง ไขว้ชายผ้าทั้งสองทับกันบนหลังส้นเท้ากับตรงร้อยหวาน พันทับอ้อมมาทางหน้าหลังข้อเท้าไขว้ปลายสอดเข้าไปในผ้าตอนที่พาดกลางฝ่าเท้าตรงข้างตาตุ่มดึงชายผ้าขึ้นมาผูกตรงข้อ ด้วยเงื่อนพิรอด





การใช้ผ้าพันแผลเป็นม้วน
พันนิ้วมือหรือนิ้วเท้า
การพันผ้าที่นิ้วมือหรือนิ้วเท้า ให้เริ่มดังนี้
1) เริ่มพันที่โคนนิ้วสัก 2 รอบ
2) แล้วพันเป็นเกลียวขึ้นไปทางปลายนิ้วมือหรือเท้า ให้ผ้าที่พันทับซ้อนกันประมาณ 1/4 ถึง 1/2 ของส่วนกว้างของผ้า
3) เมื่อพันไปถึงปลายนิ้วให้ตลบผ้าพันหุ้มปลายนิ้ว แล้วดึงผ้าพันมาทางโคนนิ้วให้พับหุ้มปลายนิ้วสัก 2-3 ครั้ง แล้วใช้พันผ้าเป็นเกลียวจากปลายนิ้วเข้าหาโคนนิ้ว เพื่อพันถึงโคนนิ้วแล้ว
4) เมื่อเห็นว่าพันเรียบร้อยดีแล้วจะใช้ผ้ายางปิดปลายผ้าเสีย หรือฉีกปลายผ้าออกเป็น 2 แฉก ผูกด้วยเงื่อนพิรอด

รูปภาพ








การพนแผลที่โคนนิ้ว ถ้าแผลชิดโคนนิ้ว ให้พันผ้า เริ่มที่ใกล้ๆปลายนิ้ว พันรอบ 2-3 รอบ แล้วพันเป็นเกลียวลงมาหาโคนนิ้ว เมื่อถึงโคนนิ้วให้ดึงผ้าพันทอดข้ามหลังมือไขว้ผ่านหลังมือ ทอดผ้าข้ามกันทับกันไปมาจากโคนนิ้วกับข้อมือ และให้ผ้าที่ทอดข้ามไปมานี้ซ้อนทับกันให้สวยงามเรียบร้อย เสร็จแล้วเอาผ้าพันรอบข้อมือฉีกปลายออกเป็น 2 แฉก ผูกติดกันด้วยเงื่อนพิรอด ตรงหลังมือ ดังรูป

รูปภาพ



กระดูกเชิงกรานหัก ให้นอนหงายใช้ผ้าผืนใหญ่ๆ พันรอบตะโพก มัดให้แน่นพอสมควรเพื่อไม่ให้กระดูกเคลื่อนที่ มัดหัวเข่าและข้อเท้าทั้งสองให้ติดกันดังรูป ใช้เปลหามขนย้ายคนไข้ รีบส่งโรงพยาบาล
กระดูกแข้งหัก ปฐมพยาบาลขั้นต้นเอาไม้กระดานขนาดกว้างพอสมควร 2 แผ่น ยาวประมาณต้นขาถึงส้นเท้า เอาผ้าหรือกระดาษพันหุ้มให้อ่อนนุ่มประกบ 2 ข้างขา ทั้งด้านนอกและด้านในให้ส้นเท้าตั้งฉากกับพื้น เอาผ้ามัดเป็นเปลาะจากข้อเท้าถึงต้นขา รีบนำส่งโรงพยาบาล



รูปภาพ

กระดูกสะบ้าหัวเข่าแตก ให้เหยียดขา เอาไม้กระดานยาวประมาณต้นขาดถึงส้นเท้า เอาผ้าพันให้นุ่มรองขา เอาผ้ามัดตั้งแต่ต้นขาถึงข้อเท้าเป็นเปลาะๆ เพื่อไม่ให้ขาเคลื่อนไหว รีบนำส่งโรงพยาบาล

การเข้าเฝือก เนื่องจากข้อศอกเคลื่อน ให้เอาไม้กระดานยาวประมาณต้นแขนถึงปลายนิ้วเลย เอาผ้าพันรอบให้นิ่มรองแขนไว้ เอาผ้ามัดเป็นเปลาะระยะห่างพอควร ระวังอย่ารัดให้แน่นนัก

รูปภาพ





แสดงวิธีห้ามโลหิตจากบาดแผล โดยเอาผ้าวางปิดปากแผลแล้วเอามือกดไว้แรงๆ เลือดอาจหยุดได้ หากไม่หยุดรีบจัดการนำส่งแพทย์ด่วน

รูปภาพ

กระดูกแขนหัก แสดงการใช้ผ้าสามเหลี่ยมทำผ้าคล้องแขน และผ้าสามเหลี่ยมรัดกับตัวไม่ไห้แขนเคลื่อนที่ได้


รูปภาพ

จมูกหัก รีบนำส่งแพทย์ โดยให้แพทย์เป็นผู้ทำบาดแผลและห้ามเลือดเพียงแต่ใช้ผ้ารัดจมูกดังรูป

รูปภาพ ซี่โครงหัก กระดูกซี่โครงหักต้องรีบส่งแพทย์
ทันที เร็วเท่าไรยิ่งปลอดภัย ปฐมพยาบาลโดยการแนะนำผู้บาดเจ็บผ่อนหายใจเบาๆ หรือใช้ปลาสเตอร์ปิดปะข้างหักเพื่อไม่ให้เคลื่อนที่ จะทุเลาอาการปวดลงบ้าง

การพันแขนหรือพันขา
เนื่องจากท่อนแขนหรือท่อนขา มีลักษณะโตเสมอกัน จึงควรใช้วิธีพันเกลียวกลับ
( Spital reverse technics)

การพันให้ปฏิบัติดังนี้
1. ให้พันจากส่วนที่คิดเล็กที่สุดก่อน เช่น ตรงข้อมือหรือข้อเท้า ให้พันสัก 2-3 รอบ
2. ต่อจากนั้น ก็ให้พันทับกันคล้ายแบบเป็นเกลียว หากแต่ว่าการพันของแต่ละรอบเมื่อพันมาถึงกลางท่อนแขนด้านหน้าแขน ให้พันหกกลับให้ตรงข้ามกับทิศทางเดิน แล้วพันไปตามทิศทางนั้น เมื่อขึ้นรอบใหม่ก็ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ไปจนถึงประมาณใต้ศอก ให้พันผ้าทับสัก 2-3 รอบ เอผ้ายางปิดตรงปลายผ้า หรือฉีกปลายผ้าเป็น 2 แฉกผูกปลายให้แน่นพอสมควรด้วยเงื่อนพิรอด


การพันที่คาง ให้ปฏิบัติดังนี้
1. ให้เริ่มพันรอบศีรษะก่อน สัก 2-3 รอบ
2. ต่อจากนั้น หลังจากพันรอบสุดท้ายตรงเหนือหู ให้เอามือกดไว้ พันผ้าพันข้ามไป
บนศีรษะ อ้อมผ่านลงไปใต้คาง พันรอบศีรษะกับคางสัก 2-3 รอบ แล้วกลับพันศีรษะอีกแล้วเอาผ้ายางปิดตรึงปลายผ้าไว้ไม่ให้หลุด

รูปภาพ

เป็นแผลที่โคนขาหรือตะโพก
การพันผ้าที่ตะโพก ให้พ้นเป็นรูปเลข 8 ให้เริ่มพันรอบโคนขาสัก 2-3 รอบ แล้วทอดผ้าผ่านไปที่เอว ตรงเหนือตะโพกข้างหลัง พันรอบเอวสัก 1 รอบ แล้วถึงผ้าให้โผล่ข้างเอว ด้านตรงข้ามกับขาที่พันผ้าเลยลงไปหาโคนขาข้างที่พันผ้า พันอ้อมขวาไขว้กับแนวผ้าเดิมเป็นเลข 8 ไขว้อ้อมเอวขึ้นไปอีก ทำเช่นนี้เรื่อยไปจนเห็นว่าพอแล้ว ให้เอาผ้าพันรอบโคนขาตรงเริ่มตันพันครั้งแรกสัก 3 รอบ เอาผ้ายางปิดยึดชายผ้าไว้ หรือจะฉีกปลายผ้าออก ผูกด้วยเงื่อนพิรอดก็ได้
การพันผ้าไขว้ทับกันตรงโคนขาหรือที่ตะโพกก็ดี ควรให้ริมผ้าซ้อนกันอยู่ 3 ใน 4 ของ ส่วนกว้างของผ้า และจัดให้เรียบร้อย
1.ช่วยพยุงผู้ประสบภัยให้เดินไป
ใช้สำหรับพยุงผู้ประสบภัยที่ได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่ใช่ท่อนขาส่วนบน และเดินด้วยตนเองไม่ได้ ให้เดินไปโดยผู้ช่วยเหลือเข้าช่วยทางด้านที่ประสบภัยได้รับบาดเจ็บ เอาแขนของผู้ประสบภัยคล้องคอไว้ แล้วจับยึดที่มือ ช่วยพยุงให้เดินไป
ถ้าประสบภัยได้รับบาดเจ็บที่ท่อนขาส่วนบน และแขนอีกข้างหนึ่งยังใช้ได้เช่นนี้ ให้เพิ่มผู้ช่วยเหลืออีกคนหนึ่งมาช่วยอีกข้างหนึ่ง ประคองพาเดินไป
ถ้าผู้ประสบภัยยังมีสติ และสามารถยึดเหนี่ยวได้ ก็ให้ผู้ประสบภัยเกาะหลังไป แต่ถ้าประสบภัยภัยหมดสติ ก็ให้ช่วยเหลือใช้มือล้วงได้ช่วงขาผู้ประสบภัยขึ้นมาจับข้อมือของผู้ประสบภัยไว้ดังนี้
มือขวาของผู้ช่วยเหลือ จับข้อมือซ้ายของผู้ประสบภัย
มือซ้ายของผู้ช่วยเหลือ จับข้อมือขวาของผู้ประสบภัย




3. แบกผู้ประสบภัย



รูป



วิธีนี้ใช้ในกรณีที่ผู้ประสบภัยไม่มีรูปร่างใหญ่โต และหนักเกินไป เพื่อให้เคลื่อนที่ไปได้ไกล และสะดวก
4. ให้ผู้ประสบภัยนั่งไป (โดยใช้มือประสานเป็นรูปสี่เหลี่ยม)
วิธีนี้ใช้สำหรับผู้ประสบภัยที่ยังสามารถใช้แขนข้างหนึ่งข้างใด ยึดเหนี่ยวได้และยังรู้ มีสติ

5. ให้ผู้ประสบภัยนั่งไป (โดยใช้เกาะกัน)


รูป

ท่าที่ 1 ให้ผู้ประสบภัยนั่งลง แล้วใช้มือเกาะกันลอดช่วงขาของผู้ประสบภัยไว้ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งประคองด้านหลัง โดยจับยึดเอวของผู้ประสบภัยไว้


รูป

ท่าที่ 2 ยกผู้ประสบภัยขึ้น แล้วพาไปสู่ที่ที่ปลอดภัย
วิธีนี้ ส่วนมากใช้สำหรับ ผู้ประสบภัยที่ไม่สามารถใช้แขนข้างหนึ่งข้างใด ได้หรืออาจหมดสติ

6. ให้ผู้ประสบภัยนั่งเก้าอี้

รูป



วิธีนี้ใช้กรณี
วิธีนี้ใช้กรณีที่ผู้ประสบภัยยังมีสติ และไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อจะเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยขึ้นหรือลงบันได หรือผ่านไปตามช่องทางเดินภายในอาคาร โดยจัดทำให้ผู้ประสบภัยนั่งหงายไปทางข้างหน้า (ใช้เก้าอี้ช่วยก็ได้)

ท่าที่ 1




ท่าที่ 2




ท่าที่ 3



8. การใช้เปลหาม (ด้วยคน 3 คน )



ท่าที 1










ท่าที่ 2

9.การใช้เปลหาม (ด้วยคน 2 คน )



ท่าที่ 1




ท่าที่ 2










10. การหามเปล

รูปที่ 1