atc639.pantown.com : เอทีซี639

รายชื่อคณะวิทยากร
หลักสูตรการอบรมชุดที่๒
แบบรายงาน
แผนปฏิบัติการส่วนตัว1
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๕
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๖
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๗
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๘
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๙
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๓
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๔
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๕
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๖
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๗
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๘
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๙
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๙
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๐
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๑
atc_639 เรามาฮาเฮ
รายชื่อสมาชิกหมู่กวาง-ช้าง
รายชื่อสมาชิกหมู่ม้า-หมี
รายชื่อสมาชิกหมู่เสือ-สิงโต
รายชื่อสมาชิกหมู่วัวกระทิง-แรด
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๐
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๑
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๒
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๒
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๓
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๔
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๕
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๖
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๗
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๙
สาระน่ารู้ ๑
สาระน่ารู้ ๒
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๘
แผนปฏิบัติการส่วนตัว1




[17086]



  

บทเรียนที่ 19
เรื่องการประชาสัมพันธ์ เวลา 60 นาที

1.ขอบข่ายวิชา
ศึกษาการประชาสัมพันธ์ในกิจการลูกเสือ การสื่อความหมาย ประเภทการสื่อความหมาย องค์ประกอบ
การสื่อความหมาย สาเหตุที่ทำให้การสื่อความหมายขาอประสิทธิภาพ และข้อควรปฏิบัติในการสื่อความหมาย
2.จุดหมาย
เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม มีความรู้ความเข้าใจในการสื่อความหมาย และนำไปใช้ในการประชาสัมพันธ์
กิจการลูกเสือได้
3.วัตถุประสงค์ เมื่อจบบทเรียนแล้วผู้เข้ารับการฝึกอบรม ควรจะสามารถ
3.1อธิบายถึงหลักการประชาสัมพันธ์ได้
3.2บอกวิธีการของลูกเสือในการประชาสัมพันธ์กิจการลุกเสือได้
3.3ระบุหลักสำคัญของการสื่อความหมาย และประเภทการสื่อความหมายได้
3.4บอกสาเหตุที่ทำให้การสื่อความหมายขาดประสิทธิภาพ และข้อปฏิบัติในการสื่อความหมายได้
4.วิธีสอน/กิจกรรม
4.1แนวการจัดกิจกรรมการสอน
-นำสู่บทเรียน และชี้แจงวัตถุประสงค์ 10 นาที
-อภิปรายกลุ่ม 20 นาที
-รายงานต่อที่ประชุม 20 นาที
-สรุป 10 นาที
รวม 60 นาที
4.2กิจกรรมของผู้เข้ารับการฝึกอบรม-อภิปรายและรายงานผลการอภิปรายกลุ่ม
5 สื่อการสอน
5.1 แผ่นโปร่งใส
5.2 ใบงาน
6 การประเมินผล
6.1 สังกัดความสนใจ
6.2 อภิปราย-ซักถาม
6.3 ผลจากการรายงานกลุ่ม
เนื้อหา
การระชาสัมพันธ์ในกิจการลูกเสือ
การประชาสัมพันธ์
การวางแผนสนับสนุนเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดี ระหว่างองค์กรลูกเสือและสาธารณชน ในอันที่จะผลักดันให้การดำเนินการกิจการลูกเสือให้บรรลุจุดมุ่งหมายของการลูกเสือ
จุดมุ่งหมายของกิจการลูกเสือ
ขบวนการลูกเสือมีจุดมุ่งหมายทีจะพัฒนาเยาวชนในความแข็งแรงทางร่างกาย สติปัญญา สังคม และน้ำใจอันดีงาม อันได้แก่การเป็นพลเมืองที่ดี และเป็นสมาชิกที่พึงประสงค์ของสังคม ประเทศชาติ และประชาคมโลก
ความหมายทั่วๆไปของ"การประชาสัมพันธ์"
เมื่อมีของดี ต้องแจ้งให้สาธารณชนได้รับรู้
ปี พ.ศ. 2450 ลอร์ด บาเดล โพลเอลล์ ได้จัดตั้งกองลูกเสือกองแรกในประเทศอังกฤษ ปัจจุบันลูกเสือมีสมาชิกมากกว่า 25 ล้านคนทั่วโลก
เพราะเหตุใดกิจการลูกเสือแพร่ขยายกว้างขวาง และรวดเร็วเช่นนี้
เนื่องจากกิจการลูกเสือได้รับการยอมรับจากสาธารณชน เพราะมีการเสริมความเข้าใจอันดีตลอดเวลาทำให้สาธารณชนยอมรับกิจการลูกเสือ เพราะสาธารณชนเห็นผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานบรรลุจุดมุ่งหมายอันเรียกว่า"ความสำเร็จ"
การยอมรับของสาธารณชน ทำให้องค์ลูกเสือ
-มีสมาชิกเพิ่มขึ้น
-มีอาสาสมัครเป็นผู้บังคับบัญชาและผู้กำกับกองลูกเสือ
-รัฐบาลให้การอุดหนุน
-ได้รับการสนับสนุนจากนักธุรกิจ องค์กรเอกชน และกลุ่มคนทั่วไป
ดังนั้นองค์กรลูกเสือ จำเป็นต้องสร้างศักยภาพให้สาธารณชนยอมรับ จึงสามารถดำรงประสิทธิ์ภาพขององค์กรลูกเสือไว้ได้
ปัจจัยสำคัญของการประชาสัมพันธ์คือ สาธารณชน (PUBLIC)
สาธารณชน คือ ประชาชนทั่วไปนั่นเอง อันได้แก่
-เยาวชน
-พ่อแม่ ผู้ปกครอง
-ครู อาจารย์
-บุคลากรอื่นๆ
-วัด
-บริษัท ห้างร้าน
-หน่วยราชการ
-องค์กรเอกชน
-โรงเรียน
-มหาวิทยาลัย
หรือพูดให้สั้นๆคือประชาชนทุกคน
กิจการลูกเสือจะเกี่ยวข้องกันทุกคนในประชาคม ซึ่งสาธารณชนเหล่านั้นจะตัดสินมีเจคติต่อกิจการลูกเสือด้วยการที่เขา
-เห็น
-ได้ยิน
-รับรู้
สาธารณชนจะได้เห็น ได้ยิน และรับรู้ อะไรโดยผ่านตัวลูกเสือ
เพื่อเป็นการเตรียมพร้อม ดังนั้นลูกเสือทุกคนต้องแสดงให้สาธารณชน เห็น
อย่างนี้ ไม่ใช่อย่างนี้
THIS NOT THIS
การประชาสัมพันธ์ที่ดีจะช่วยให้สาธารณชนยอมรับกิจการลูกเสือได้
ภารกิจ 3ประการ
1.ความสัมพันธ์ส่วนตัว (pesonal relation



การประชาสัมพันธ์ที่ดีจะช่วยให้สาธารณชนยอมรับกิจการลูกเสือได้
ภรกิจ 3 ประการ
สมาชิกลูกเสือแต่ละคนต้องพบปะกับผู้คนรอบข้างในสังคม จะต้องแสดงความคิด พฤติกรรม และ
เจตคติให้ดี ให้ถูกต้องตามหลักการวิธีการลูกเสือ จะทำให้สาธารณชนได้เข้าใจและศรัทธากิจการลูกเสือ
ดังนั้นจึงเป็นภาระหน้าที่ของลูกเสือแต่ละคน ชึ่งต้องตระหนักว่าตนเองเป็นสือ่ประชาสัมพันธ์กิจการลูกเสือได้
2.การประชาสัมพันธ์ (public relation
สมาชิกลูกเสือและองค์กรลูกเสือจะต้องทำทุกอย่างให้สาธารณชนเข้าใจและพึ่งพอใจ กิจการลูกเสือ
จึงเป็น ภารกิจของสมาชิกทุกคนในองค์กร ลูกเสือแสดงบทบาทขององค์ลูกเสือที่มีต่อสังคมให้ประชากร
ในสังคมนั้นยอมรับและประทับใจในกิจการลูกเสือ
3.การติดต่อสื่อความ (communication
เป็นหน้าที่ของสมาชิกลูกเสือทุกคน และคณะประชาสัมพันธ์ขององค์กรลูกเสือจะต้องบอกแจ้งแถลง
ให้สังคมได้รับรู้ถึงกิจกรรมที่องค์ลูกเสือได้ดำเนินการอย่างละเอียด เพื่อจักได้เป็นที่ยอมรับของสังคมอย่างแท้จริง
การลูกเสือมีของดี 2ประการในการประชาสัมพันธ์กิจการลูกเสือ
คำปฎิญาณลูกเสือ
กฏของลูกเสือ
ทั้งคำปฏิญาณและกฏ เป็นหัวใจสำคัญในการแสดงให้สาธารณชนเข้าใจในกิจการลูกเสือ ด้วยวิธีการ
1.สัมพันธ์ส่วนตัว
2.ประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณชน


คำปฏิญาณ จะทำให้ลูกเสือ รำลึกถึงภาระหน้าที่ของลูกเสือ คือ
-มีหน้าที่ต่อศาสนา



-มีหน้าที่ต่อชาติ, พระมหากษตริย์



-มีหน้าที่ต่อผู้อื่น


-มีหน้าที่ต่อตนเอง



คำปฏิญาณและกฏของลูกเสือ
คำปฏิญาณของลูกเสือ
ด้วยเกียรติของข้าฯข้าฯสัญญา ว่า
ข้อ1.ข้าฯจะจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
ข้อ2.ข้าฯช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ
ข้อ3.ข้าฯจะปฏิบัติตามกฏของลูกเสือ
กฎของลูกเสือ
ข้อ1.ลูกเสือมีเกียรติเชื่อถือได้
ข้อ2.ลูกเสือมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และซึ่งตรงต่อผู้มีพระคุณ
ข้อ3.ลูกเสือมีหน้าที่กระทำตนให้เป็นประโยชย์และช่วยเหลือผู้อื่น
ข้อ4.ลูกเสือเป็นมิตรกับทุกคน และเป็นพี่น้องกับลูกเสืออื่นทั่วโลก
ข้อ5.ลูกเสือเป็นผู้สุภาพเรียบร้อย

ข้อ6.ลูกเสือมีความเมตตากรุณาต่อสัตว์
ข้อ7.ลูกเสือเชื่อคำสั่งของบิดา มารดา และผู้บังคับบัญชาด้วยความเคารพ
ข้อ8.ลูกเสือมีใจร่าเริง และไม่ย่อท้อต่อความลำบาก
ข้อ9.ลูกเสือเป็นผู้มัธยัสถ์
ข้อ10.ลูกเสือประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ
การติดต่อสื่อความ
การติดต่อสื่อความ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการประชาสัมพันธ์ นอกเหนือจากคำปฏิญาณและ
กฎของลูกเสือ
การติดต่อสื่อความ หมายถึง การส่งข่าวสาร
จาก ผู้ส่ง ถึง ผู้รับ





ข่าวสาร อาจจะเป็น
* สิ่งพิมพ์
หรือ * การบอกกล่าว
หรือ *ไม่ใช่ทั้งสิ่งตีพิมพ์ และคำบอกกล่าว
แต่อาจเป็น * บุคลิกของลูกเสือ
*การแต่กาย เครื่องแบบลูกเสือ
* พฤติกรรมของลูกเสือ
* เจตคติ
และ * อื่นๆ ที่เกี่ยวกับตัวลูกเสือ

การติดต่อสื่อความที่ดีต้องคำนึงถึง สภาวะของผู้รับด้วย ได้แก่ วัย- การศึกษา ประสบการณ์
ฐานะทางสังคมด้วย เพราะสี่งเหล่านี้จะทำให้การรับรู้ของแต่ละคนแต่ละกลุ่มแตกต่างกันด้วย
นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาถึงสภาพแวดล้อม สภาวะทางอารมณ์ วัฒนธรรม และฐานะทาง เศรษฐกิจของกลุ่มคนอีกด้วย

การดำเนินการติดต่อสื่อความ
3 ขั้นตอนในการติดต่อสื่อความ

- หยุดจนกว่าท่านจะเข้าใจสิ่งที่ท่านจะชี้แจงอย่างแจ่มชัด และให้รู้ว่าจะสื่อ อะไร ให้กับ ใคร
- ปรุงแต่งข่าวสารที่จะสื่อให้เหมาะกับผู้รับ
จงอย่าพูดกับนักธุรกิจประดุจพูดกับเด็กอายุ
12 ขวบ เป็นอันขาด
และจงทำให้เรื่องที่ท่านจะสื่อนั้นชัดเจน ง่าย
สั้น กะทัดรัด และถูกต้อง
- ดำเนินการสื่อเมื่อท่านแน่ใจว่าใช้วิธีการสื่อที่
ดีถูกต้องแล้ว
- การติดต่อสื่อความที่ดี คือการพบปะด้วยตน
เองดีกว่าใช้โทรศัพท์ ถ้าพบได้หรือเมื่อ ไม่มีโอกาสได้พบ กับผู้รับก็ควรใช้โทรศัพท์ดีกว่า
เขียนเป็นเอกสารหรือจดหมาย
ประเด็นใหญ่ 3 ประการในการใช้การติดต่อสื่อความ
1. ข่าวสาร
-อะไรที่ต้องการจะสื่อความและจะสื่อถึงใคร
ข่าวสารเป็นหัวใจสำคัญในการติดต่อสื่อความ ดังนั้น ตัวข่าวสารนั้นจะต้องชัด
เจน สั้นกระทัดรัดถูกต้อง และทำให้เป็นที่สนใจของสาธารณชน
2. เครื่องมือ
-วิธีการในการใช้ติดต่อสื่อความ ส่งข่าวสารไปยังผู้รับจงเลือกใช้วิธีการสื่อความ
ที่มีความเหมาะสมกับข่าวสาร ตรงตามความต้องการ และสามารถส่งถึงสาธารณ
ชนเป้าหมายอย่างถูกต้องแท้จริงให้มีประสิทธิภาพ และไม่สิ้นเปลือง

3. การวางแผน
-พิจารณาวางแผนว่าสื่ออะไรกับใคร เมื่อไร และอย่างไร เพื่อความมีประสิทธิภาพ
ในการติดต่อสื่อความ
เราควรจะสื่ออะไรในกิจการลูกเสือไห้สาธารณชนได้รับรู้
สิ่งที่ควรแจ้งให้สาธารณชนรับรู้ ในกิจการลูกเสือ คือ
1. หลักสูตรการฝึกอบรมลูกเสือ เพราะตัวหลักสูตรจะบ่งบอกให้สาธารณชนรับรู้ และเข้าใจกิจการลูกเสือเป็นอย่างดี บี.พี. ได้เคยพูดไว้ว่า การลูกเสือมุ่งเน้นสอนเยาวชนให้รู้จักการดำรงชีวิตให้มีความสุขในสังคมได้อย่างไร ไม่ใช่เพียงสอนให้รู้ว่าจะหาเลี้ยงชีพอย่างไรเท่านั้น ปัจจุบันนี้เครื่องหมายลูกเสือโลกนี้ได้เป็นที่รู้จักและยอมรับทั่วโลกแล้ว
2. การบริหารและการบำเพ็ญประโยชน์ เ ป็นสัญลักษณ์อันดีงามของลูกเสือ ที่ได้เป็นที่รู้จักและยอมรับทั่วไปทั่วโลก กิจกรรมลูกเสือเป็นเครื่องมือในการติดติอสื่อความให้ผู้คนได้รู้จัก เข้าใจกิจกรรมลูกเสือเป็นอย่างดีและศรัทธาในกิจการลูกเสือ เรื่องราวที่ดี ๆ ในวงการลูกเสือที่ควรนำไปเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับรู้โดยใช้วิธีบอกกล่าวอย่าง
2.1 พูดตรงไปตรงมา
2.2 พูดตรงประเด็นไม่อ้อมค้อม
2.3 ไม่พูดวกวน จนทำให้เกิดความยุ่งเหยิง
เรื่องที่ควรนำไปบอกกล่าวให้สาธารณชนได้รับรู้ ได้แก่
-การดำเนินการ
-การประชุมนายหมู่ลูกเสือ
-ค่ายลูกเสือ
-การชุมนุมรอบกองไฟ
-การบริการชุมชน
-การพัฒนาชุมชน
-การบรรเทาสาธารณภัย
ฯลฯ

ลูกเสือมีข้อดีบอกให้สาธารณชนได้รับรู้ให้หมด อย่าเก็บเอาไว้รู้คนเดียว
ต้องแจ้งต่อสาธารณชนได้รับรู้เพื่อประโยชน์ต่อการลูกเสือเอง









การประชาสัมพันธ์ที่ดีต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ



การวางแผน





การประเมินผล การดำเนินการตามแผน













…….. กำหนดวัตถุประสงค์
…….. สนับสนุนทางการเงิน
…….. เตรียมวัสดุอุปกรณ์
…….. เลือกและกำหนดบุคลากร




ตัวลูกเสือ
คือ นักประชาสัมพันธ์ที่ดีที่สุด สำหรับกิจการลูกเสือ
ท่านอาจจะเป็นเพียง 1 ใน 1,000 ขององค์กรลูกเสือ







แต่ในสายตาของสาธารณชน ท่านเป็นตัวแทนขององค์กรลูกเสือ








สาธารณชนเห็น - รับรู้ และอาจจะตัดสินว่ากิจการลูกเสือดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับตัวท่าน
" ลูกเสือ "







ท่านเป็น

• แนวหน้าในกิจการลูกเสือ
• นักประชาสัมพันธ์ มือ 1 ของวงการลูกเสือ























กิจการลูกเสือจะเป็นที่ยอมรับของสาธารณชนหรือไม่ อยู่ที่ตัว ท่าน










FIRST
I HAD AN IDEA
THEN I SAW AN IDEAL
NOW WE HAVE A MOVEMENT
AND IF SOME OF YOU DON"T WATCH OUT
WE SHALL END UP WITH JUST AN ORGANUZATION

LORD BADEN POWELL







การสื่อความหมาย

การทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มนั้น จะดำเนินไปได้ก็โดยที่สมาชิกของกลุ่มมีการติดต่อสื่อความหมาย เพื่อให้เกิดความเข้าใจในงานที่ต้องทำมาร่วมกัน การสื่อความหมายเป็นการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ ความรู้สึกนึกคิด ความต้องการระหว่างกันและกัน ถ้าสามารถสื่อความหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทำงานร่วมกันก็เป็นไปโดยราบรื่น แต่ถ้าไม่อาจสื่อความหมายให้เข้าใจกันได้ เกิดความเข้าใจผิดกัน ก็จะกลายเป็นผลเสียทั้งต่อการทำงานร่วมกันและสัมพันะภาพระหว่างสมาชิกกลุ่มด้วยกัน ดังนั้น การสื่ความหมายจึงนับว่ามีสิ่งคัญอย่างยิ่งต่อการทำงานร่วมกัน
ประเภทของการสื่อสารความหมาย
การสื่อความหมายโดยใช้ทั่วไปมี 3ประเภท คือ
1.การสื่อความหมายที่ใช้ถ้อยคำหรือการสื่อความหมายด้วยวาจา ได้แก่ การสื่อความหมายที่ใช้พูดเป็นสื่อในการเข้าใจกัน
2.การสื่อความหมายที่ไม่ใช้ถ้อยคำ ได้แก่ การใช้สัญญาลักษณ์หรือสัญญาณ หรือเครื่องหมายต่างๆเป็นสื่อในการส่งข่าวสาร
3.สื่อความหมายทางท่าทาง ได้แก่ การใช้ท่าทางหรือกิริยาอาการต่างๆเป็นสื่อในการทำความเข้าใจ
การสื่อความหมายที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะการสื่อทางวาจาหรือท่าทางก็ตาม ย่อมหมายถึงการสื่อความหมายที่ทั้งผู้รับสารและผู้ส่งสารเข้าใจตรงกัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้าใจไม่ตรงกัน การสื่อความหมายนั้นถือว่าขาดประสิทธิภาพ
องค์ประกอบการสื่อความหมาย
การสื่อความหมายนั้นมีลักษณะในกระบวนการที่มีองค์ประกอบต่างๆดังนี้ คือ
ผู้ส่งสาร หมายถึง ผู้สงสารที่ต้องการให้ผู้อื่นรับทราบโดยทางวาจา หรือท่าทาง หรือกล่าวง่ายๆคือผู้พูด
ผู้รับสาร หมายถึง ผู้รับสารโดยที่ผู้ส่งสารมาให้ไม่ว่าจะเป็นทางวาวา หรือท่าทาง หรือกล่าวง่ายๆคือผู้ฟัง
สารหรือข่าวสาร หมายถึง เนื้อหาหรือเรื่องราวที่ผู้ส่งสารไปให้ผู้รับสาร
สื่อ หมายถึง เครื่องมือที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร เพื่อช่วยให้การส่งหรือรับสารเป็นไปอย่างสะดวกและชัดเจน
สิ่งแวดล้อมภายนอกขณะสื่อสารความหมาย หมายถึง สิ่งรบกวนที่มาจากสภาพแวดล้อมรอบตัวผู้ส่งและผู้รับสารขณะสื่อความหมายกันอยู่

สาเหตุที่ทำให้การสื่อความหมายขาดประสิทธิภาพ
สาเหตุที่สำคัญที่ทำให้การสื่อความหมายขาดประสิทธิภาพ องค์ประกอบที่สำคัญของการสื่อความหมายมีหลายประการดังกล่าวข้างต้น สาเหตุที่ทำให้การสื่อความหมายมีหลายประการดังกล่าวข้างต้น สาเหตุที่ทำให้การสื่อความหมายขาดประสิทธิภาพ ก็มักจะมาจากองค์ประกอบต่าง ๆ เหล่านี้ เช่น
1. สาเหตุทางด้านผู้ส่งสาร
1.1 ความสามารถของด้านการใช้ภาษา ทั้งทางคำพูดและท่าทางของผู้ส่งสาร หมายถึง ความสามารถในการเลือกคำพูดให้เหมาะสมกับผู้รับสาร การเรียบเรียงถ้อยคำ การใช้น้ำเสียงและท่าทางประกอบคำพูด หากผู้ส่งสารใช้ภาษาไม่ถูกต้องเหมาะสม ก็อาจทำให้ผู้เข้าใจผิดได้
1.2 ความเข้าใจของผู้ส่งสารในเรื่องที่จะสื่อไปให้ผู้รับเข้าใจ หากผู้ส่งสารไม่มีความเข้าใจในสารหรือเนื้อหาที่จะส่งไปแล้ว ก็ย่อมมีผลต่อความเข้าใจของผู้รับสารด้วย
1.3 สภาวะทางจิตใจของผู้ส่งสาร หากผู้ส่งสารมีความวิตกกังวล ความเครียด ความกลัว ความตื่นเต้น ฯลฯ ความรู้สึกต่าง ๆ เหล่านี้จะมีผลต่อการพูดจาสื่อความหมาย ทำให้การพูดขาดประสิทธิภาพไปเช่น อาจจะเรียบเรียงคำพูดได้ไม่ดีเท่าที่ควร หรือพูดออกนอกประเด็นไป เป็นต้น
1.4 ความจำกัดด้านการรับรู้ คนเรามีความจำเป็นที่ไม่เท่ากัน บางคนมีความจำดี บางคนลืมง่าย เป็นต้น หากผู้ส่งสารมีสมาชิกและความจำน้อย ความจำกัดเหล่านี้จะมีผลต่อการสื่อความหมาย ทำให้เกิดการลืมประเด็นต่าง ๆ เป็นต้น
1.5 การแปลความหมายของผู้ส่งสาร ทั้งนี้เนื่องมาจากคนเรานั้นมีประสบการณ์ต่างกัน การแปลความหมายของคำพูดจึงต่างกันด้วย การแปลความหมายนี้มีผลต่อการเลือกใช้คำต่างๆ ในการสื่อความหมาย หากการแปลความหมายของคำต่างๆ ของผู้ส่งและผู้รับสารไม่ตรงกันแล้ว ก็ย่อมทำให้เกิดปัญหาความเข้าใจผิดตามมา
1.6 ความมั่นใจของผู้ส่งสารในการส่งสาร หากผู้ส่งสารมีความมั่นใจ แน่ใจในสารที่ส่งไป ก็ย่อมทำให้การส่งสารนั้นมีความชัดเจนราบรื่น หากผู้ส่งไม่มีความมั่นใจในตัวเองหรือในการที่ส่งไป การส่งสารก็อาจจะติดขัดไม่ราบรื่นและชัดเจนเท่าที่ควร
2. สาเหตุจากผู้รับสาร
2.1 สมาชิกการฟังของผู้รับสาร หากผู้รับสารไม่มีสมาธิในการฟัง ไม่ได้ตั้งใจหรือสนใจในการฟังเนื้อหาหรือเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผู้ส่งสารมาให้แล้ว ผู้รับสารอาจรับสารได้ไม่ครบถ้วนสมบรูณ์ตามที่ผู้ส่งต้องการ
2.2 ความจำกัดด้านความจำ เนื่องจากคนเรามีความจำได้แต่เพียงบางส่วนหรือลืมบางส่วนไป
2.3 ความจำกัดด้านการรับรู้ คนเรานั้นมักจะเลือกรับรู้ในสิ่งที่ตนเองเห็นว่ามีความสำคัญหรือกำลังสำคัญอยู่ในขณะนั้น ดังนั้นในการรับสารจากผู้ส่งสาร ผู้รับสารอาจเลือกที่จะรับรู้เฉพาะที่ตนสนใจหรือเห็นว่าสำคัญเท่านั้น สิ่งที่ตนไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญก็จะถูกลืมหรือละเลยไป
2.4 สภาวะด้านจิตใจของผู้รับสาร ขณะรับสารหากผู้รับสารมีสภาวะจิตใจที่ไม่ปกติ มีความรู้สึกตื่นเต้น ตกใจ ประหม่า กลัว หรือวิตกกังวลอยู่กับบางเรื่อง ความรู้สึกเหล่านี้มีผลทำให้การรับสารขาดความ
สมบรูณ์ไปได้ เช่น อาจจะรู้สึกตื่นเต้นจนฟังไม่รู้เรื่อง เป็นต้น
2.5 การแปลความหมายของผู้รับสาร ผู้รับสารอาจแปลความหมายของสารที่ส่งมาผิดไปจากความประสงค์ของผู้ส่งสารได้ เนื่องจากประสบการณ์ของทั้งสองฝ่ายต่างกัน
2.6 ทัศนคติของผู้รับสารที่มีต่อผู้ส่งสาร ความรู้สึกของผู้รับสารที่มีต่อผู้ส่งสารทั้งในทางบวกและทางลบ มีผลต่อการรับฟังและการแปลความหมายของสิ่งที่รับฟังของผู้รับ
2.7 ความสนใจของผู้รับสารในการที่ส่งมา หากเรื่องที่ผู้ส่งมาไม่เป็นที่น่าสนใจของผู้รับ การรับฟังของผู้รับก็คงจะไม่เต็มที่เท่าที่ควร โดยเฉพาะถ้าสารที่ส่งมานั้นผู้รับไม่เคยมีประสบการณ์หรือพื้นฐานที่จะเข้าใจมาก่อน
3. สาเหตุจากการที่ส่งไป
3.1 ความชัดเจนของสาร หากสารนั้นมีเนื้อหาที่ชัดเจน มีความต่อเนื่องกันอย่างดี การส่งสารนั้นย่อมทำให้ผู้รับสารรับได้อย่างไม่ชัดเจนด้วย ถึงแม้ว่าผู้ส่งจะมีความสามารถและส่งสารได้ดีเพียงใดก็ตาม
3.2 ความต่อเนื่องของสาร หากสารนั้นมีเนื้อหาที่ชัดเจน มีความต่อเนื่องกันอย่างดี การส่งสารนั้นย่อม ทำให้ผู้รับสารรับได้อย่างรวดเร็วและเข้าใจได้ดี หากสารนั้นมีเนื้อหาซึ่งไม่ต่อเนื่องกัน อาจมีผลให้ทั้งผุ้ส่งและผู้รับ ส่งและรับสารนั้นไม่สมบรูณ์ครบถ้วน
3.3 ความยาวของารเนื่องจากคนเรามีความจำกัดในเรื่องความจำและสมาธิการรับฟัง ดังนั้นหากสารนั้นมีเนื้อหาสาระที่ยาวเกินควร คงเกินไปกว่าความสามารถของผู้รับจะรับฟังหรือจดจำได้ ความสมบรูณ์ในการรับสารและส่งสารก็จะลดน้อยลงไปด้วย
3.4 ความน่าสนใจของสาร หากสารที่ส่งไปมีรายละเอียดปลีกย่อยมาก โอกาสที่สารจะบิดเบือนหรือตกหล่นขาดหายไปย่อมมีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสารนั้นขาดความหรือสาระสำคัญ ที่ผู้รับจะยึดเป็นหลักในการทำความเข้าใจได้
3.5 ความน่าสนใจของสาร หากสารที่ส่งไปนั้นขาดความน่าสนใจที่จะชักจูงใจให้ผู้รับฟังอย่างตั้งใจโอกาสที่ผู้รับฟังจะขาดสมาธิในการฟังจะมีมากขึ้น
4. สาเหตุจากทางด้านสื่อ
4.1 การขาดสื่อที่จะช่วยให้การส่งสารและรับสารเป็นไปอย่างชัดเจน เช่น ในท้องที่ใหญ่ คนมาก การพูดสื่อความหมายกัน หากขาดไมโครโฟนที่จะช่วยเสียงให้ดังข้นแล้วผู้รับอาจไม่ได้ยินสารที่ผู้ส่งพูดก็ได้ การไม่ได้ยินหรือได้ยินไม่ชัดเจนนี้อาจทำให้การรับสารขาดความสมบรูณ์หรือบิดเบือนไปได้
4.2 สื่อที่ใช้ไม่มีความเหมาะสม เช่น การใช้รูปภาพประกอบการส่งสารแต่รูปภาพนั้นมีขนาดเล็กเกินไป ทำให้ผู้รับสารมองไม่เห็น จึงอาจทำให้การส่ง-รับสารของทั้งสองฝ่ายขาดประสิทธิภาพได้
4.3 การใช้สื่อไม่มีประสิทธิภาพ สื่อที่ใช้ช่วยในการส่ง-รับ อาจมีความเหมาะสม แต่ถ้าหากผู้ใช้ไม่สามารถที่จะใช้สื่อนั้นอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้ผู้รับเห็นสารที่ส่งไปได้ชัดเจน แต่ถ้าผู้ใช้ไม่รู้จักปรับขนาดและโฟกัสให้เหมาะสม ประสิทธิภาพของสื่อนั้นก็ย่อมลดลงไป
5. สาเหตุทางด้านสิ่งแวดล้อมภายนอกขณะสื่อสาร การรบกวนจากสิ่งแวดล้อมภายนอกขณะที่ผู้ส่ง ผู้รับ กำลังส่ง-รับสาร ในบางครั้งการสื่อความหมายอาจจะดำเนินไปได้ด้วยดี แต่ถ้าหากบังเอิญมีเสียงรบกวนจากภายนอกแทรกเข้ามาแล้ว อาจมีผลทำให้ผู้ส่งเสียสมาธิในการส่งสาร และผู้รับไม่ได้ยินสารที่ส่งไปหรือได้ยินแต่อาจขาดความชัดเจนหรือบิดเบือนไปได้ การรบกวนจากสิ่งแวดล้อมภายนอกมีหลายรูปแบบ อาจมาในรูปของเสียง กลิ่น ความร้อน ความเย็น หรือสิ่งใดก็ตามที่อยู่ในลักษณะรบกวนหรือเบนความสนใจของผู้ส่ง-รับสารก็ได้
ข้อควรปฏิบัติในการสื่อความหมาย
จะเห็นได้ว่าการสื่อความหมายจะให้มีประสิทธิภาพร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นไปไม่ได้เสมอไป เพราะการที่จะให้องค์ประกอบทุกอย่างมีความพร้อมสมบูรณ์เสมอนั้น ทำได้ยากหากผู้ส่งสารพยายามที่จะส่งสารให้ดีที่สุด และพยายามควบคุมตัวสาร สื่อ และสิ่งแวดล้อมภายนอก ให้เอื้อเฟื้อต่อการส่งสาร มากสักเพียงใดก็ตาม แต่ผู้ส่งสารไม่สามารถที่จะควบคุมผู้รับสารได้ ในทำนองเดียวกัน ถึงแม้ผู้รับสารจะมีความสนใจและตั้งใจในการรับสักเพียงใดก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถควบคุมผู้ส่งสารได้ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า เนื่องจากการสื่อความหมายระหว่างกันมีองค์ประกอบสำคัญ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องหลายประการ ที่ยากแก่การควบคุม ให้มีความสมบูรณ์พร้อมอยู่เสมอ ปัญหาจากการสื่อความหมายจึงเกิดขึ้น เนื่องจากความไม่สมบูรณ์ขององค์ประกอบเหล่านั้น
จากที่กล่าวข้างต้นนี้ ให้เห็นว่าการสื่อความหมายระหว่างกันนั้น มีโอกาสที่จะผิดพลาดและขาดประสิทธิภาพเสมอ หากองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งขาดความสมบูรณ์ขึ้นมา ดังนั้นในการทำงานร่วมกันเป็นทีม ผู้ร่วมทีมพึงระลึกอยู่เสมอว่า การสื่อความหมายระหว่างกันนั้น อาจขาดประสิทธิภาพ ทำให้เกิดปัญหาความเข้ใจผิดขึ้นได้ ดังนั้น เราจึงควรปฏิบัติตนดังนี้
1. ควรจะสังเกตปฏิกิริยาของอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อดูว่าเขาเข้าใจตรงกับเราหรือไม่ ไม่ควรเหมาเอาว่าคนอื่นเขาจะเข้าใจในสิ่งที่เราพูดเสมอไป หรือเราเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูดตรงกับที่เขาตั้งใจจะบอกเสมอไป
2. ควรป้องกันปัญหาไว้เสียก่อน โดยการหมั่นตรวจสอบ ความเข้าใจของทั้งสองฝ่ายให้ตรงกัน ถ้าเราเป็นผู้พูดคือผู้ส่งสาร เราก็ควรตรวจสอบทบทวนความเข้าใจของผู้รับสารว่า เข้าใจตรงกันกับเราหรือไม่ ถ้าเราเป็นผู้ฟังคือผู้รับสาร ก็ควรจะตรวจสอบความเข้าใจของเรากับผู้ส่งสารว่า เราเข้าใจตรงกับที่เขาต้องการให้เราเข้าใจหรือไม่
3. เมื่อเราสื่อความหมายไปแล้วและพบว่าเกิดมีปัญหาเกิดเข้าใจผิดขึ้นมา เราควรแก้ไขทันที โดยการปรับความเข้าใจ ของทั้งสองฝ่าย ให้เข้าใจตรงกันอย่าปล่อยทิ้งเอาไว้ จะทำให้เกิดปัญหาเรื้อรังและทำให้ปัญหาเล็กกลายเป็นปัญหาใหญ่ไปได้
4. ควรพยายามระมัดระวัง และปฏิบัติตนในการเป็นผู้สื่อและผู้รับที่ดี หากเราจะเป็นผู้พูดเราก็เป็นผู้พูดที่ดี หากเราเป็นผู้ฟังเราก็เป็นผู้ฟังที่ดีเช่นนี้เป็นต้น
ข้อควรปฏิบัติทั้ง 4 ข้อ ดังกล่าวข้างต้นนี้ จะช่วยให้การติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะประกอบได้ด้วยมาตรการทั้งในด้านการป้องกันและแก้ไข หากผู้ร่วมทีมงานทุกคนมีความเข้าใจในธรรมชาติของการสื่อความหมายว่า อาจเกิดผิดพลาดขึ้นได้ โดยไม่ได้เป็นเจตนาของผู้ใด หากเราระมัดระวังปฏิบัติตนตามข้อควรปฏิบัติทั้ง 4 ประการข้อแล้ว ก็เชื่อได้ว่าทีมงานนั้น จะทำงานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
การสื่อความหมายทางวาจา
ดังได้กล่าวไว้แล้ว ในเรื่องประเภทของความสื่อความหมายการสื่อความหมายอาจมีการผิดพลาดเกิดขึ้น ได้โดยไม่ตั้งใจ จึงเป็นหน้าที่ของทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสาร หรือผู้พูดผู้ฟัง ควรจะได้ระมัดระวัง ไม่ให้การสื่อความหมายผิดพลาด หากผู้ร่วมทีมงานทุกคน พยายามปฏิบัติตนเป็นทั้งผู้พูดและผู้ฟังที่ดีแล้ว ก็จะช่วยให้การปฏิบัติงานบรรลุผล ได้รวดเร็วและราบรื่นขึ้น
หลักสำคัญในการพูดจาสื่อความหมายกันนั้นอยู่ที่ความเข้าใจ หากบุคคลมีความเข้าใจในธรรมชาติของการสื่อความหมายดังกล่าวแล้ว ในเรื่องประเภทของความสื่อความหมาย บุคคลนั้นก็ย่อมได้หลักเกณฑ์ในการพูดที่ดี เช่น เมื่อเราทราบว่าการสื่อความหมายอาจผิดพลาดได้ หากการส่งสารคลุมเครือไม่ชัดเจน เมื่อเราเป็นผู้พูดเราก็ควรพยายามเรียนเรื่องถ้อยคำให้ชัดเจน สิ่งใดเราไม่เข้าใจก็จะต้องทำความเข้าใจให้มั่นใจเสียก่อน เมื่อเรารู้ว่าสารที่ยาวเกินไป ผู้รับอาจไม่ได้หมด เพราะจำไม่ได้ ดังนั้น เมื่อเราสื่อความหมายกับผู้อื่นเราก็จะพยายามพูดให้กระชับ ไม่ยืดยาวจนเกินไป เช่นนี้เป็นต้น
1. ลักษณะของผู้พูดที่ดี
จากความรู้ในเรื่องประเภทของความสื่อความหมาย เราสามารถประยุกต์มาใช้เป็นหลักในการสื่อความหมาย หรือการเป็นผู้พูดที่ดีได้ดังนี้
1.1 ผู้พูดที่ดีควรทำความเข้าใจในสาร หรือเนื้อหาสาระที่จะพูดสื่อไปยังผู้อื่นเพื่อจะให้เกิดความมั่นใจในการส่งสารและจะได้ไม่เกิดความผิดพลาดในการส่งสารนั้นๆ
1.2 ผู้พูดที่ดีจำเป็นต้องวิเคราะห์จุดมุ่งหมายในการพูด ของตนว่าพูดเพื่ออะไร และสามารถเรียบเรียงเรื่องที่พูดให้สื่อวัตถุประสงค์ของตนเองได้
1.3 ผู้พูดที่ดีจำเป็นต้องรู้จักเลือกใช้ถ้อยคำ หรือภาษาให้เหมาะสมกับผู้รับโดยคำนึงถึง เพศ วัย พื้นฐาน ประสบการณ์และความพร้อมของผู้รับ
1.4 ผู้พูดที่ดีจำเป็นต้องรู้จักพูดให้เหมาะสมกับกาลเทศะ ต้องสามารถวิเคราะห์ได้ว่าตอนใดควรพูด ตอนใดไม่ควรพูด ต้องรู้จักจังหวะในการพูด
1.5 ผู้พูดที่ดีจำเป็นต้องพูดให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่าย พูดชัดเจน ชัดถ้อยชัดคำ
1.6 ผู้พูดที่ดีควรรู้จักใช้น้ำเสียงและท่าทางประกอบการพูด ทำให้การพูดน่าสนใจและเป็นที่เข้าใจได้โดยง่าย
1.7 ผู้พูดที่ดีควรสังเกตปฏิกิริยาของผู้รับฟัง ขณะที่ฟัง ขณะที่พูด เพื่อจะได้ทราบว่าผู้รับมีความรู้สึกอย่างไร เข้าใจหรือไม่เข้าใจ ในสิ่งที่พูดจะได้ปรับปรุงการพูดหรือการปรับความเข้าใจกันเสียก่อน
1.8 ผู้พูดที่ดีควรมองหน้าผู้ฟังขณะพูด เพื่อช่วยให้ผู้ฟังมีความรู้สึกว่า ผู้พูดกำลังพูดด้วยจะทำให้ผู้ฟังเกิดความสนใจและอบอุ่นที่จะฟัง
1.9 ผู้พูดที่ดีควรรู้จักเว้นจังหวะในการพูด เพื่อให้ผู้ฟังได้สนทนาโต้ตอบหรือซักถามจะทำให้ผู้ฟังพอใจที่จะรับฟังมากขึ้น
1.10 ผู้พูดที่ดีไม่ควรผูกขาดการพูด แต่เพียงผู้เดียว ควรให้โอกาสผู้อื่นได้พูดโต้ตอบบ้าง การผูกขาดการพูดถึงแม้ว่าการพูดนั้นจะดีสักเพียงใดก็ตามทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกในทางลบต่อผู้พูดได้
1.11 ผู้พูดที่ดีไม่ควรพูดนานหรือยากเกินควร ควรคำนึงถึงสมาธิในการรับฟังของผู้ฟังการพูดยืดยาวจนเกินไปจะทำให้ความสนใจของผู้ฟังลดน้อยลงไป และเกิดความเบื่อหน่าย ในการฟังได้
1.12 ผู้พูดที่ดีไม่ควรพูดแซงคนอื่น เป็นการเสียมารยาทในการพูด ทำให้ความคิดของผู้อื่นขาดตอนไป
1.13 ผู้พูดที่ดีควรรู้จักควบคุมอารมณ์ในการพูดไม่ใช้อารมณ์กับผู้ฟัง จะทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกต่อต้านขึ้นได้
1.14 ผู้พูดที่ดีจำเป็นต้องทบทวนความเข้าใจของผู้ฟังและพยายามปรับความเข้าใจให้ตรงกันอยู่เสมอ ลักษณะผู้พูดที่ดีทั้ง 14 ประการข้างต้น เป็นลักษณะที่ผู้ร่วมทีมงานทุกคนจะได้ปฏิบัติเมื่อมีการสื่อความหมายทางวาจากัน
2. ลักษณะผู้ฟังที่ดี
เมื่อมีผู้พูดที่ดีแล้วก็ควรที่จะมีผู้ฟังที่ดีด้วย เพราะการพูดและการฟังเป็นของคู่กัน ในการสื่อความหมายโดยทั่วๆไป แต่ละคนจะผลัดกันเป็นทั้งผู้พูดและผู้ฟังอยู่เสมอ ดังนั้น เมื่อศึกษาถึงลักษณะของผู้พูดที่ดีแล้ว เราก็ควรศึกษาถึงลักษณะของผู้ฟังที่ดีด้วย
ผู้ฟังที่ดี จะต้องมีศิลปะในการฟัง เพื่อช่วยให้การฟังนั้นได้ประโยชน์เต็มที่ในเรื่องนี้ เมืองทอง แซมมณีได้กล่าวไว้ว่า การฟังที่ดี ควรมีลักษณะดังนี้
2.1 ฟังด้วยความสนใจ โดยความตั้งอกตั้งใจ และกระตือรือร้นที่จะฟังซึ่งจะเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้พูดมีกำลังใจดีขึ้น
2.2 ฟังผู้พูดทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประชุมซึ่งควรตั้งใจฟังผู้พูดทั้งหมด มิใช่ฟังแต่พวกที่มีความคิดเห็นเหมือนกับตนเท่านั้น
2.3 ฟังให้เข้าใจความหมายเพื่อให้จับใจความของเนื้อหาได้ถูกต้องว่า ผู้พูดหมายถึงอะไร
2.4 ฟังโดยสังเกตอย่างถี่ถ้วน หมายถึง นอกจากเนื้อหาแล้วยังฟังสำเนียงและสังเกตสีหน้ารวมทั้งท่าทางของผู้พูดอีกด้วย
2.5 ฟังด้วยความอดทน หมายถึง อดทนฟังผู้พูดจนจบโดยไม่พยายามคาดเดาล่วงหน้าไปก่อนว่าเขาจะพูดอะไร ซึ่งอาจคาดคะเนผิดไปได้ ทั้งนี้เพราะว่าโดยปกติคนจะสามารถฟังได้ประมาณนาทีละ 400 คำซึ่งเร็วกว่าการพูด ซึ่งจะพูดได้ประมาณนาทีละ 125 คำเท่านั้น
2.6 ฟังโดยไม่คิดเตรียมตัวโต้ตอบ ในขณะฟังเพื่อที่จะได้มีสมาธิรับฟังด้วยความเข้าใจโดยตลอด ก่อนที่จะคิดโต้ตอบ ซึ่งจะทำให้ตอบได้อย่างถูกต้อง
2.7 ฟังโดยไม่ถือการเล่นสำนวนเป็นเรื่องใหญ่ หมายความว่า ฟังโดยเฟ้นหาใจความสำคัญมากกว่าที่จะคอยสนใจจับผิดการใช้สำนวน หรือเล่นคำโดยควรระลึกเสมอว่าแต่ละคนนั้นย่อมมีสำนวนการพูดแตกต่างกันไป
2.8 ฟังโดยไม่ขัดคอ หมายถึง ไม่ขัดขวางผู้พูด ด้วยการซักถามต้อนให้จนมุม แต่ควรเป็นการถามเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมมากกว่า
2.9 ฟังเพื่อพยายามหาข้อตกลง หมายถึง การฟังแล้วพยายามหาประเด็นที่จะประนีประนอมกันได้ มิใช่คอยจ้องจับผิดหาจุดอ่อนเพื่อโต้แย้งทำลายกัน
2.10 ฟังโดยทำความเข้าใจให้ตรงกัน หมายถึง ขณะที่มีการโต้แย้งกันอย่างรุนแรงอยู่นั้น ผู้ฟังที่ดีควรจะสรุปข้อความที่ตนเข้าใจโดยทั่วกันเสียก่อนที่ตนจะแสดงความคิดเห็นต่อไปและเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของกลุ่มที่จะเกิดความเข้าใจถูกต้อง ตรงกันอีกด้วย
2.11 ฟังอย่างเข้าซึ้งถึงจิตใจของผู้พูด หมายถึง การฟังเสมือนเอาใจตนเองไปใส่แทนใจผู้พูดโดยพยายามปรับตัวให้เข้าใจถึงแนวความคิดเห็น รวมทั้งความรู้สึกของผู้พูดในขณะนั้น โดยไม่รีบด่วนตีความหมาย ความเข้าใจ ของผู้พูดเสียก่อนที่เขาจะพูดจบ
2.12 ฟังด้วยจิตว่าง ปราศจากอคติ หมายถึง ยินดีรับฟังทุกสิ่งทุกอย่างโดยปล่อยว่าง ไม่ยึดมั่นในความรู้ ความสามารถตลอดจน ความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่ พร้อมยินดีรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นที่ชอบขัดแย้งกับความคิดเห็นของตน โดยสงบ ปราศจากอคติ
หากบุคคลใดสามารถฝึกฝนตนเอง ให้ปฏิบัติได้ใน 12 ประการ ดังกล่าวแล้ว บุคคลนั้นย่อมได้รับประโยชน์อย่างมากจากการฟัง ดังกล่าวคือ
1. ทำให้ตนได้รับความรู้ หรือข้อมูลอย่างเต็มที่
2. ทำให้เกิดความเข้าใจไม่เสียเวลาในการปรับความเข้าใจ
3. ทำให้เข้าใจผู้อื่น เข้าใจความคิดและเหตุผลของเขามากขึ้น
4. ทำให้ผู้อื่นเกิดความพอใจเรา เพราะปกติคนพูดก็ต้องการให้มีคนฟังและเข้าใจเขาหากเราตั้งใจฟัง เขาก็ย่อมพอใจ ทำให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อเรา
การที่จะสามารถปฏิบัติตนให้เป็นผู้พูดและผู้ฟังที่ดีดังกล่าวข้างต้น เป็นสิ่งที่ดูเหมือนง่าย แต่จริงๆแล้ว ในทางปฏิบัติทำได้ยาก เนื่องจากคุณสมบัติต่างๆ ดังกล่าวนั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้จากการศึกษาหรือรู้เพียงเท่านั้น บุคคลจำนวนมากรู้เข้าใจแต่ทำไม่ได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะคุณสมบัติต่างๆ เหล่านั้นเป็นทักษะที่จำเป็นต้องฝึกฝนอยู่เสมอ นอกจากบุคคลที่มีเองโดยกำเนิด ซึ่งคงจะมีบ้างแต่ก็คงมีจำนวนน้อย ดังนั้นจึงควรหมั่นเตือนตนเองและพยายามฝึกฝนตนเองให้ฝึกปฏิบัติอยู่เสมอ กระทั่งเกิดความชำนาญ คุณสมบัติที่ขาดไปก็ควรจะได้ฝึกฝนเพิ่มเติมอยู่เสมอ
การสื่อความหมายทางภาษาท่าทาง
การสื่อความหมายด้วยท่าทางเป็นเรื่องที่สำคัญที่มักจะถูกมองข้ามความสำคัญไป ทั้งนี้เพราะภาษาท่าทางเป็นภาษาที่แอบแฝงอยู่ ประโยชน์หรือโทษที่ให้มักจะมองเห็นได้ไม่ชัดเจนเท่าคำพูด แต่แท้จริงแล้ว ภาษาท่าทางเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะภาษาท่าทาง ช่วยให้เราเข้าใจความต้องการหรือความรู้สึก ของผู้อื่น และในทำนองเดียวกัน ช่วยให้เราสามารถบอกความต้องการ หรือความรู้สึกของเราแก่ผู้อื่นได้โดยไม่ต้องใช้คำพูดในชีวิตประจำวันของเรา เราใช้ภาษาท่าทางช่วยในการสื่อความหมายอยู่เสมอ เช่น เมื่อเรารู้สึกโกรธ เราจะแสดงท่าทางโกรธออกทางสีหน้าและท่าทาง ทำให้ผู้อื่นทราบได้ว่าเรากำลังโกรธ การที่เราสามารถสื่อความหมายท่าทางได้นี้ นับว่าช่วยลดปัญหาต่างๆ ลงมาได้มาก เช่น ในบางครั้งหากเราใช้คำพูดสื่อความรู้สึกโกรธออกไปแล้ว คำพูดที่ใช้ในขณะที่มีอารมณ์อาจจะรุนแรงทำให้เกิดผลเสีย หรือ ปัญหาตามมาได้ ดังนั้น การแสดงออกทางสีหน้าท่าทางเป็นหนทางช่วยให้บุคคลสามารถสื่อความหมายที่ไม่สามาถสื่อออกมาทางคำพูดได้ อย่างไรก็ตามการแสดงออกทางภาษาท่าทางของแต่ละบุคคลในแต่ละเรื่อง อาจไม่ชัดเจนเสมอไป ความรู้สึกในบางเรื่องแสดงออกได้ชัดเจนแต่ในบางเรื่องอาจจะคลุมเครือ ดังนั้น ในการอยู่และทำงานเราจึงจำเป็นต้องมีความไวในการรับรู้ต่อความรู้สึกของผู้อื่น โดยพยายามหัดสังเกตภาษาท่าทางของผู้อื่น เพื่อที่จะได้ทราบความรู้สึกและความต้องการของเขา อันจะให้เราสามารถหาทางปรับตัวเข้าหากันหรือหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้
ภาษาท่าทางเป็นเรื่องที่สำคัญมากในแง่ที่ช่วยให้เราเข้าใจความต้องการ หรือความรู้สึกของผู้อื่นโดยที่ผู้นั้นไม่ต้องพูดบอกในเรื่องนี้ อาจจะมีหลายคนแย้งว่า ก็เราจะมัวสังเกตภาษาท่าทางอยู่ทำไม เหตุใดจึงไม่ให้ผู้นั้นพูดออกมาเสียเลย จะได้เข้าใจกันชัดเจนยิ่งขึ้น การกล่าวเช่นนี้ ถ้าเป็นสิ่งที่ทำได้ก็ควรจะทำ เพราะการพูดบอกกันอย่างชัดเจน ย่อมมีความจำเป็นอยู่เช่นนี้ เพราะในความเป็นจริง เราจะพบว่าในการทำงานร่วมกันในบางครั้งเราอยากจะพูด อยากจะบอกอะไรหลายอย่าง แต่ก็ไม่สามารถทำได้ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความเกรงใจ ไม่กล้าบอกออกมาตรงๆ เกรงว่าสิ่งที่บอกจะทำให้คนอื่นลำบากใจ เดือดร้อน หรืออาจจะเป็นเพราะความกลัว เช่น กลัวว่าพูดบอกออกไปแล้วอาจมีภัยแก่ตัว หรืออาจทำให้คนอื่นมองตนในทางที่ไม่ดี เช่นนี้เป็นต้น ความรู้สึกต่างๆเหล่านี้ มีส่วนมาขวางกั้น ทำให้บุคคลไม่สามารถแสดงความต้องการหรือความรู้สึกที่แท้จริงออกมาได้ แต่ความรูสึกและความต้องการต่างๆเหล่านี้ ถึงแม้จะไม่สามารถแสดงออกด้วยคำพูดก็ตาม โดยธรรมชาติแล้ว จะแสดงออกทางสีหน้าท่าทาง ซึ่งตัวเราสังเกตก็จะเห็นได้ดังนั้นการที่ผู้ร่วมงานนั้นพยายามหัดสังเกตภาษาท่าทางของกันและกัน ก็จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงาน และการปรับตัวเข้าหากัน
หลักสำคัญที่ควรคำนึงในการใช้ภาษาท่าทาง
1. พึงตระหนักว่าบุคคลสื่อความหมายได้หลายทาง ภาษาท่าทางเป็นทางหนึ่งที่บุคคลสื่อความรู้สึกและความต้องการของตนออกมา จึงควรหัดสังเกตภาษาท่าทางของผู้ร่วมงาน เพื่อจะได้ทราบข้อมูลที่อาจจะช่วยให้การทำงานสำเร็จอย่างรวดเร็ว หรืออาจช่วยให้เราสามารถปรับตัวเข้าหากันได้
2. พึงตระหนักว่า การแปลความหมายของภาษาท่าทางนั้น อาจถูกหรือผิดก็ได้ ก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง ดังนั้นจึงไม่ควรยึดการแปลความหมายของตนว่าถูกต้องเสมอไป ควรหาข้อมูลอื่นมาประกอบก่อนการลงความเห็น หรือตัดสินใจจะทำให้การแปลความหมาย มีความถูกต้องยิ่งขึ้น และเป็นการป้องกันปัญหาอันอาจจะเกิดจากการแปลความหมายผิดพลาดได้
3. พึงระลึกอยู่เสมอว่า พวกเราสื่อความหมายกับบุคคลอื่น ควรระมัดระวังสื่อภาษาท่าทางของเราให้ตรงกับคำพูดหรือความรู้สึก เพราะจะช่วยให้ผู้อื่นเข้าใจง่ายขึ้น ไม่เกิดปัญหาเข้าใจผิดกัน เช่น หากเราไม่พอใจสีหน้าท่าทางก็อาจจะสอดคล้องกันแล้วไม่พอใจหรือโกรธ แต่ยิ้ม จะทำให้ผู้อื่นไม่เข้าใจหรือเกิดความเข้าใจตรงข้ามกันได้
หากทุกคนที่ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ตระหนักถึงความสำคัญและปฏิบัติตนได้ดังกล่าวแล้วปัญหาที่จะเกิดขึ้นก็จะลดน้อยลง การทำงานก็จะบรรลุผลสำเร็จได้เร็วขึ้น