atc639.pantown.com : เอทีซี639

รายชื่อคณะวิทยากร
หลักสูตรการอบรมชุดที่๒
แบบรายงาน
แผนปฏิบัติการส่วนตัว1
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๕
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๖
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๗
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๘
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๙
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๓
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๔
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๕
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๖
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๗
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๘
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๙
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๙
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๐
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๑
atc_639 เรามาฮาเฮ
รายชื่อสมาชิกหมู่กวาง-ช้าง
รายชื่อสมาชิกหมู่ม้า-หมี
รายชื่อสมาชิกหมู่เสือ-สิงโต
รายชื่อสมาชิกหมู่วัวกระทิง-แรด
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๐
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๑
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๑๒
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๒
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๓
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๔
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๕
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๖
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๗
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๙
สาระน่ารู้ ๑
สาระน่ารู้ ๒
หลักสูตรการอบรมชุดที่ ๒๘
แผนปฏิบัติการส่วนตัว1




[17219]



  

ภูมิหลังการลูกเสือโลก เอกสารประกอบบทเรียนที่ 1
ผู้ให้กำเนิดลูกเสือโลก คือ ลอร์ด เบเดน-โพเอลล์ ชื่อเต็มว่า Robert Stephenson Smyth Baden-Powell ชื่อย่อ คือ บี-พี
ผู้ให้กำเนิดลูกเสือโลก เกิดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 1857 (พ.ศ.2400)
บิดาเป็นคริสต์ศาสนา เป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย Oxford เป็นนักวิทยาศาสตร์สนใจในธรรมชาติศึกษามาก
ครอบครัวมิสู้จะร่ำรวยนัก บิดาตายเมื่อ บี-พี อายุได้ 3 ขวบ
เพื่อจะทำให้เพื่อนสนุกสนาน ขบขัน เขามักทำเสียงนกหรือเสียงสัตว์ร้องให้เพื่อน ๆ ฟัง
ชีวิตในวัยเรียน
บี-พี มิได้เป็นนักเรียนหรือนักกีฬาที่ดีเด่นนัก แต่เมื่อเข้าร่วมในกิจกรรมใด ๆ ของโรงเรียนแล้วมักจะทำอย่างเอาจริงเอาจัง
บี-พี เป็นคนร่างเล็ก แต่ร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี
ใกล้โรงเรียนมีป่าอยู่แห่งหนึ่ง นักเรียนถูกห้ามมิให้เข้าไปเที่ยวเล่นในป่านี้ แต่ป่านี้ยั่วยวนใจนักเรียนที่ชอบผจญภัย ให้เข้าไปเที่ยวเล่นมาก บี-พี แอบหนีไปเที่ยวเล่น ในป่านี้บ่อย ๆ จับกระต่ายมาทำเป็นอาหาร โดยใช้ไฟมิให้เกิดควันเพื่อปกปิดครูมิให้รู้
บี-พี เรียนรู้การใช้มีดและขวาน และวิธีการเคลื่อนไหวในป่าโดยมิให้มีเสียง สัตว์ป่าเป็นที่ดึงดูดใจของบี-พีมาก เขามักซุ่มตัวอยู่นาน ๆ เพื่อศึกษาธรรมชาติของสัตว์ เหล่านั้น
นี่คือ กิจกรรมของลูกเสือกำลังฟักตัว
เมื่ออายุ 19 ปี บี-พี ยังไม่แน่ใจว่าเขาต้องการชีวิตเป็นอะไรดี เขาชอบเดินทาง ไปต่างประเทศ แต่แม่ของเขาอยากให้เรียนที่มหาวิทยาลัย Oxford เช่นเดียวกับพี่ชายอีก 2 คน แต่เมื่อจบโรงเรียนมัธยมแล้วเขากลับไปสอบไล่เข้าเป็นนักเรียนโรงเรียนนายร้อยใน กองทัพบกเพราะได้เห็นประกาศติดไว้ตามข้างถนน
เขาสอบไล่ได้ดีมาก จนเป็นที่แปลงใจของตัวเขาเองและคนอื่นที่รู้จักเขา เขาได้รับการยกเว้นมิต้องเข้ารับการฝึกอบรมตามขั้นตอนธรรมดาของนักเรียนนายร้อยทหารบก และได้รับการบรรจุเข้าเป็นนายทหารในกองร้อยที่ 13 ในประเทศอินเดีย
ในปี 1876 เขาลงเรือเดินทางไปอินเดีย ปฏิบัติหน้าที่อย่างขยันขันแข็ง
ในปี 1884 ได้รับคำสั่งให้กลับอังกฤษ บี-พี รู้สึกว่าชีวิตใน กรม กองทหาร น่าเบื่อมาก
ในปี 1886 ลุงของบี-พี ได้รับคำสั่งจากกองทัพบกให้ไปประจำที่ Cape Town ในแอฟริกาใต้และได้นำ บี-พี ไปเป็นนายทหารคนสนิท
ในปี 1888 ความยุ่งยากได้เกิดขึ้นกับพวก Zulu ได้เข้าร่วมกับกองกำลังทหารอังกฤษล้อมจับหัวหน้าเผ่า Zulu ชื่อ Dinizulu ได้ในโอกาสนั้น บี-พี ได้รับลูกปัดสายคล้องคอ ( Necklace ) จากหัวหน้าเผ่า Zulu หลายปีต่อมา บี-พี ได้มอบลูกปัดสายคล้องคอนี้ให้แก่ Gilwell Park
ซึ่งเป็นเครื่องหมายวูดแบดจ์ ต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้
ในปี 1895 บี-พี ได้รับมอบให้เดินทางไปยังเมือง Ashanti ในแอฟริกาตะวันตก เพื่อปราบ King Prempeh
ในการเดินทางไปที่เมือง Ashanti ครั้งนี้ ได้มีสิ่งเกี่ยวข้องกับกิจการลูกเสือ ชึ่งควรจะนำมากล่าวอยู่ 3 ประการ กล่าวคือ
1. หมวกปีก ในเมือง Ashanti บี-พี ได้สวมหมวกปีกหรือหมวกคาวบอยเป็นครั้งแรกและได้สวมเป็นประจำอยู่ตลอดมา เพราะเหตุนี้ชาวเมืองจึงเรียก บี-พี ว่า “Kantakye” คนสวมหมวกใหญ่
2. ไม้พลอง บี-พี สังเกตเห็นว่าหัวหน้าวิศวกรที่ควบคุการทำถนนและสร้างที่พักจากฝั่งแอฟริกาตะวันตกไปยังเมืองหลวงของ Ashanti นั้น มักถือไม้พลองยาว มีเครื่องหมายแบ่งเป็นฟุตและนิ้ว บี-พี อธิบายว่า ไม้พลองนั้นมีประโยชน์มาก ใช้เป็นถ่อค้ำยันเวลาข้ามท้องร่องใช้วัดความลึกของบึงน้ำก็ได้ ใช้เป็นเครื่องวัดส่วนสูงก็ได้
3. การจับมือซ้าย บี-พี ได้รับความรู้ด้วยการจับมือซ้ายนั้น ชาวเมืองถือว่าเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นมิตร
บี-พี กลับอังกฤษพร้อมด้วยชื่อเสียงดียิ่งขึ้น และได้เลื่อนยศทางทหารด้วย ในปี 1897 เขาได้เดินทางกลับไปอินเดียอีก
ปี 1899 บี-พี ได้รับอนุญาตให้ลาพักและเดินทางกลับอังกฤษ เมื่อไปถึงอังกฤษเขามีหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ Aida to Scouting “สิ่งสนับสนุนกิจการสอดแนม” ซึ่งเขาได้เขียนขณะที่พักผ่อนในแคว้น Kashimir หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยวิธีการสอดแนมสำหรับทหาร บี-พี ตั้งใจจะให้หนังสือเล่มนี้เป็นคู่มือของทหาร อาจใช้ได้ทุกเหล่า แต่หนังสือนี้กลับไปเป็นที่ สนใจของเยาวชนวัยรุ่นด้วย ซึ่งจะเป็น Boy Scouts “เด็กชายผู้สอดแนม” ต่อไป
การไปแอฟริกาใต้
บี-พี ไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษได้ไม่นานนัก สงครามจะเกิดขึ้นในแอฟริกาใต้ ระหว่างอังกฤษกับพวก Boers (Boers คือ Dutch ที่ได้อพยพไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในแอฟริกาใต้)
บี-พี ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปแอฟริกาใต้ ให้จัดตั้งกองทหารขึ้นเพื่อป้องกันดินแดนด้านเหนือและด้านตะวันออกเฉียงเหนือ บี-พี ไปถึงเมือง Cape T0wn เดือนกรกฎาคม 1899
ศึกเมือง
เดือนตุลาคม 1899 ได้มีการประกาศสงครามระหว่างอังกฤษกับพวกของฮอลันดา
Boers มีทหาร 9,000 คน เดินทัพเข้าบุกเมือง Mafeking เพราะคิดว่าอยู่ในที่ราบอาจบุกได้ง่ายและไม่มีการป้องกันที่เข้มแข็ง
บี-พี มีทหารประมาณ 1,000 คน ได้มีประสบการณในการทำสงครามมาก่อน มีพลเมือง Mafeking ประมาณ 8,000 คน แต่พลเมืองไม่ร่มมือในการทำสงครามด้วยปืนใหญ่ กระสุนก็ล้าสมัย ฝ่ายพวก Boers มีอาวุธที่ทันสมัย
ทำไม Mafeking จึงปะทะข้าศึกได้ถึง 7 เดือน
คำตอบมีอย่างเดียว คือ บี-พี เป็นผู้รอบรู้ มีใจร่าเริง ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก
พวก Boers ไม่รู้ว่า บี-พี รู้ว่าการป้องกันที่ดีคือการรุก บี-พี รู้ด้วยว่าถ้าให้ทุกคนมีงานทำขวัญของเขาจะดี เมื่อผจญข้าศึก
แผนการยุทธบางอย่างของ บี-พี เป็นแผนหลอกลวง เช่น ฝังทุ่นระเบิดหลอด รอบเมือง Mafeking ประดิษฐ์ไฟฉายเคลื่อนที่ด้วยแก๊ส Accetylene ทำให้พวก Boers คิดว่าในเมือง Mafeking มีไฟฉายรอบเมือง ทำลวดหนามปลอมล้อมเมือง โดยให้พวกทหารทำท่าเดินข้ามโดยก้าวสูง ๆ หลอกพวก Boers นึกว่ามีลวดหนามรอบเมือง
ทุกคืน บี-พี ออกจากเขมรเมืองเพื่อดูปืนข้าศึกว่าอยู่ที่ไหน พวก Bores เคลื่อนเข้ามาใกล้เมือง หรือเปล่า บี-พี ไม่ได้หลับนอน เขาหลับนอนกลางวัน
วันคืนผ่านไป สถานการณ์ภายในเมืองคับขันมากขึ้น อาหารเริ่มขาดแคลนมากขึ้น ทุกวันม้าลาถูกฆ่ากินเป็นอาหารไปมาก แนวรบขยายกว้างออกไป ทหารตายมากขึ้น พลรบลดจำนวนน้อยลง
หน่วยสอดแนมของเมือง Mafeking
คณะเสนอธิการของ บี-พี คิดจะใช้เด็กหนุ่มชาวเมืองให้เป็นผู้สอข่าวทำหน้าที่บุรุษพยาบาล
จึงหาเครื่องแบบสีกากีและหมวดปีกกว้าง (หมวดคาวบอย) พับปีกให้เขาและมอบให้เด็กหนุ่มคนหนึ่งชื่อ Good Year เป็นผู้นำ
ตอนแรกเด็กหนุ่มเหล่านี้ใช้ลาเป็นพาหนะ แต่ต่อมาลาถูกฆ่ากินเป็นอาหารหมด เด็กหนุ่มจึงได้ใช้จักรยานแทน สมรรถภาพและความกล้าหาญ ใจร่าเริงของเด็กหนุ่มเหล่านี้ประทับใจ บี-พีมาก
วันหนึ่ง เด็กหนุ่มคนหนึ่งขี่จักรยานฝ่ากระสุนข้าศึก ซึ่งยิงต่อสู้กันเข้ามาหา บี-พี พูดกับเด็กคนนั้นว่า ถ้าเธอขี่จักรยานเช่นนี้ในขณะที่มีการยิงต่อสู้กัน เธอจะถูกยิงตายสักวันหนึ่ง เด็กหนุ่มตอบว่า “ผมถีบเร็วมากครับ เขาคงยิงผมไม่ถูก”
ในที่สุดข่าวที่ว่า จะมีกองทหารอังกฤษมาช่วยก็มาถึง เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 1900 กองทหารช่วยก็มาถึง
เมือง Mafeking ได้ยืนหยัดสู้พวก Boers ถึง 217 วัน ข่าวนี้ได้แพร่ไปถึงเมืองลอนดอนชาวอังกฤษดีใจมาก บี-พี ได้กลายเป็นวีรบุรุษไปโดยฉับพลัน
การลูกเสือสำหรับเด็กชาย Scouting for Boys
บี-พี กลับถึงอังกฤษเขาแปลกใจที่ได้เห็นหนังสือคู่มือทหาร Aids to Scouting มาใช้ฝึกอบรมเด็กชายในโรงเรียนและในสโมสรเยาวชนต่าง ๆ
เพื่อน ๆ ได้แนะให้ บี-พี เขียนหนังสือนี้เสียใหม่ เพื่อใช้อบรมเยาวชน บี-พี จึงนำเด็ก จำนวน 20 คน ซึ่งเป็นบุตรของเพื่อนบ้างและเป็นเด็กจากสโมสรเยาวชนบ้าง นำเด็กเหล่านี้ไปอยู่ค่ายที่เกาะ Brown Sea Island ในอ่าว Poole ทางตอนใต้ของเกาะอังกฤษ ในระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 9 สิงหาคม 1907
บี-พี แบ่งเด็ก 20 คน เป็น 4 หมู่ เรียกชื่อว่า Welves Curlvew และ Ravene นี้เป็นกองลูกเสือสามัญกองแรกที่เกิดขึ้น
ภายหลังการนำเด็กหนุ่มไปอยู่ค่ายที่เกาะ Brown Sea บี-พี ได้เขียนหนังสือ Scouting for Boys จนแล้วเสร็จ ได้พิมพ์เป็น 6 ตอน ออกพิมพ์จำหน่ายทุกสัปดาห์ ราคาเล่มละ 8 เพนนี เล่มแรกออกจำหน่ายในเดือนมกราคม 1908 จำหน่ายได้ดีมาก เยาวชนอ่านกันมากแล้ว รวมกันตั้งเป็นหมู่ขึ้น แล้วไปชักชวนผู้ใหญ่ที่เขาเห็นว่าเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำเขาได้ มาเป็นผู้นำหรือผู้กำกับ
กิจการลูกเสือใหม่นี้ได้กระจายและมีจำนวนทวีมากขึ้นอย่างรวดเร็วกิจการลูกเสือขยายไป
นอกจากอังกฤษและประเทศในเครือจักรภพ ชิลีเป็นประเทศแรกที่รับเอากิจการลูกเสือไปตั้งขึ้น ค.ศ.1909
ปี 1910 – อเมริกา- Mr.william D. Boyce นักหนังสือ
ปี 1911 – ไทย
คริสตัลพาเลซ Crystal Palace
ปี 1909 ลูกเสือในราชอาณาจักรมาชุมนุม (Rally) กันเป็นครั้งแรกจำนวนนับหมื่นคน
บี-พี ไปร่วมชุมนุมด้วย เด็กหญิงกลุ่มหนึ่งสวมหมวกลูกเสือ เช่น เด็กชาย เด็กหญิง เหล่านั้นอธิบายต่อ บี-พี ว่าเขาต้องการเป็นลูกเสือ เช่น พี่ชายของเขา
ปี 1916 ได้จัดตั้งลูกเสือสำรองขึ้น Cub Scouts
ปี 1918 ได้จัดตั้งลูกเสือวิสามัญ Rover Scouts
กิจการเนตรนารี Girl Guide จึงได้เกิดขึ้นในปี (1916)
ปี 1914 – 1918 เป็นปีระหว่างสงครามโลก ครั้งที่ 1
ปี 1920 ได้มีการชุมนุม (Jamboree) ครั้งแรกที่ Olympia มีค่ายอยู่ที่ Ricgmond มีลูกเสือมาชุมนุม 30,000 คน จาก 21 ประเทศ
ในการชุมนุมครั้งนี้ บี-พี ได้รับการประกาศแต่งตั้งจากคณะลูกเสือที่ไปชุมนุมให้เป็นประมุขลูกเสือโลก
คณะผู้กำกับลูกเสือมีมติว่าจะมีการประชุมกันทุก 2 ปี และจัดตั้งสำนักงานขึ้นเรียกว่า International Bureau
บี-พี ถึงแก่อนิจกรรมที่เมืองไนโรบี ประเทศเคนยา เมื่อวันที่ 8 มกราคม ค.ศ.1941 ในทวีปแอฟริกา
-----------------------------------------
กิจการลูกเสือโลก เอกสารประกอบบทเรียนที่ 1/1
ภูมิหลัง
การลูกเสือเริ่มต้นที่ประเทศอังกฤษ เมื่อ พ.ศ.2450 (1907) มาจากแนว ความคิดของลอร์ด เบเดน โพเอลล์ และหนังสือ “การลูกเสือสำหรับเด็กชาย” หนังสือเล่มนั้นประกอบด้วยเรื่องราวและโปรดแกรมต่าง ๆ ชวนให้เด็ก ๆ เกิดความคิดตรงกันในอันที่จะร่วมกันทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งนั่นคือ การจัดตั้งหมู่ลูกเสือขึ้นโดยอิสระและกระจายออกไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว แม่ในปัจจุบันนี้โปรแกรมหรือโครงการฝึกอบรมเหล่านั้นยังเป็นที่นิยมแพร่หลายอยู่ทั่วทุกมุมโลก หลักการแห่งคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือได้ก่อให้เกิดภราดรภาพลูกเสือขึ้นมา ซึ่งโดยแท้ที่จริงแล้วนั้นก็คือการเตรียมตัวเด็กเพื่อที่จะให้เป็นผู้ใหญ่ในโลกของวันนี้ ต่อมาจึงได้เกิดธรรมนูญลูกเสือโลกเพื่อเป็นแนวปฏิบัติ
หลักสำคัญของการลูกเสือ
หลักการและการปฏิบัติของลูกเสืออยู่ที่คำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ
1. หลักการสำคัญของการลูกเสือที่ได้กำหนดขึ้นโดยผู้กำเนินการลูกเสือโลก มีดังต่อไปนี้
(1) ลูกเสือเป็นผู้มีศาสนา
(2) ลูกเสือมีความจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมือง
(3) ลูกเสือมีความเชื่อมั่นในมิตรภาพและภราดรแห่งโลก
(4) ลูกเสือเป็นผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น
(5) ลูกเสือเป็นผู้ยึดมั่นและปฏิบัติตามคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ
(6) ลูกเสือเป็นผู้อาสาสมัคร
(7) ลูกเสือย่อมไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง
(8) กระบวนการลูกเสือเป็นโครงการฝึกอบรมเด็กชายและชายหนุ่ม
ให้เป็นพลเมืองดีมีความรับผิดชอบ โดยใช้วิธีการระบบหมู่และระบบ
กลุ่มตามระดับของหลักสูตรและวิชาพิเศษลูกเสือ และเป็นกิจกรรม กลางแจ้ง
2. คำปฏิญาณที่ผู้ให้กำเนิดลูกเสือได้กำหนดไว้คือ
ด้วยเกียรติของข้า ข้าสัญญาว่า
ข้อ 1 ข้าจะจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
ข้อ 2 ข้าจะช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ
ข้อ 3 ข้าจะปฏิบัติตามกฎของลูกเสือ
3. กฎของลูกเสือ คือ
ข้อ 1 ลูกเสือมีเกียรติเชื่อถือได้
ข้อ 2 ลูกเสือมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
และซื่อตรงต่อผู้มีพระคุณ
ข้อ 3 ลูกเสือมีหน้าที่กระทำตนให้เป็นประโยชน์และช่วยเหลือผู้อื่น
ข้อ 4 ลูกเสือเป็นมิตรของคนทุกคนและเป็นพี่น้องกับลูกเสืออื่นทั่วโลก
ข้อ 5 ลูกเสือเป็นผู้สุภาพเรียบร้อย
ข้อ 6 ลูกเสือมีความเมตตากรุณาต่อสัตว์
ข้อ 7 ลูกเสือเชื่อฟังคำสั่งบิดา มารดา และผู้บังคับบัญชาด้วยความเคารพ
ข้อ 8 ลูกเสือมีใจร่าเริงและไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก
ข้อ 9 ลูกเสือเป็นผู้มัธยัสถ์
ข้อ 10 ลูกเสือประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ
4. เจตนารมณ์แห่งกฎและคำปฏิญาณลูกเสือของผู้ให้กำเนิดลูกเสือนี้ คือข้อกำหนดซึ่งสมาชิกทั้งหมดของกระบวนการลูกเสือยอมรับ
5. สมาชิกภาพ
ประเทศหนึ่งจะมีคณะลูกเสือแห่งชาติได้เพียงหนึ่งเท่านั้น และจำเป็นตัวแทนของคณะลูกเสือทั้งหมดในการประชุมสมัชชาลูกเสือโลก คณะลูกเสือแห่งชาติอาจประกอบด้วย สมาคมลูกเสือมากกว่าหนึ่งรวมกันมีรูปแบบสหพันธ์ก็ได้ โดยมีวัตถุประสงค์ของการลูกเสือร่วมกัน 6 คน และผู้สังเกตการณ์อีกจำนวนหนึ่ง กับมีกสิทธิออกเสียงได้ 6 เสียง ถือประเทศใดมีสมาคมลูกเสือมากกว่า 1 แห่ง เพื่อสะดวกในการดำเนินงาน ให้รวมกันเข้าเป็นรูปสหพันธ์
ในการรับรองประเทศต่าง ๆ เข้าเป็นสมาชิกลูกเสือทุกประเทศจะต้องยอมรับในหลักการขั้นมูลฐานของลูกเสือโลก เช่น สมาคมลูกเสือแห่งประเทศนั้น ๆ จะต้องไม่ เกี่ยวข้องกับการเมือง และยอมรับในเรื่องกระบวนการลูกเสือ เป็นกระบวนการอาสาสมัคร ฯลฯ เป็นต้น
การประชุมสมัชชาลูกเสือโลก จะมีการประชุมทุกระยะ 2 ปี ตั้งแต่ครั้งที่ 1 ถึงครั้งที่ 32 และจะเปลี่ยนเป็นการประชุมทุกระยะ 3 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ครั้งที่ 33 ซึ่งจะจัดขึ้น ณ ประเทศไทย พ.ศ.2536
โดยได้จัดขึ้นที่ประเทศต่าง ๆ ดังนี้ คือ
1. ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2423 ประเทศอังกฤษ
2. ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2424 ประเทศฝรั่งเศส
3. ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2467 ประเทศเดนมาร์ค
4. ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2469 ประเทศสวิสเซอร์แลนด์
5. ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2472 ประเทศอังกฤษ
6. ครั้งที่ 6 พ.ศ. 2474 ประเทศออสเตรีย
7. ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2476 ประเทศฮังการี
8. ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2478 ประเทศสวีเดน
9. ครั้งที่ 9 พ.ศ. 2480 ประเทศเนเธอร์แลนด์
10. ครั้งที่ 10 พ.ศ. 2482 ประเทศสกอตแลนด์
11. ครั้งที่ 11 พ.ศ. 2490 ประเทศฝรั่งเศส
12. ครั้งที่ 12 พ.ศ. 2492 ประเทศนอรเวย์
13. ครั้งที่ 13 พ.ศ. 2494 ประเทศออสเตรีย
14. ครั้งที่ 14 พ.ศ. 2496 ประเทศลิชเฮนสไตน์
15. ครั้งที่ 15 พ.ศ. 2489 ประเทศแคนาดา
16. ครั้งที่ 16 พ.ศ. 2500 ประเทศอังกฤษ
17. ครั้งที่ 17 พ.ศ. 2502 ประเทศอินเดีย
18. ครั้งที่ 18 พ.ศ. 2504 ประเทศโปรตุเกส
19. ครั้งที่ 19 พ.ศ. 2506 ประเทศกรีซ
20. ครั้งที่ 20 พ.ศ. 2508 ประเทศเม็กซิโก
21. ครั้งที่ 21 พ.ศ. 2510 ประเทศสหรัฐอเมริกา
22. ครั้งที่ 22 พ.ศ. 2512 ประเทศฟินแลนด์
23. ครั้งที่ 23 พ.ศ. 2514 ประเทศญี่ปุ่น
24. ครั้งที่ 24 พ.ศ. 2516 ประเทศเคนยา
25. ครั้งที่ 25 พ.ศ. 2518 ประเทศเดนมาร์ค
26. ครั้งที่ 26 พ.ศ. 2520 ประเทศแคนาดา
27. ครั้งที่ 27 พ.ศ. 2522 ประเทศอังกฤษ
28. ครั้งที่ 28 พ.ศ. 2524 ประเทศเซเนกัล
29. ครั้งที่ 29 พ.ศ. 2526 ประเทศสหรัฐอเมริกา
30. ครั้งที่ 30 พ.ศ. 2528 ประเทศเยอรมันนีตะวันตก
31. ครั้งที่ 31 พ.ศ. 2531 ประเทศออสเตรเลีย
32. ครั้งที่ 32 พ.ศ. 2532 ประเทศฝรั่งเศส
33. ครั้งที่ 33 พ.ศ. 2536 ประเทศไทย
34. ครั้งที่ 34 พ.ศ. 2539 ประเทศนอร์เวย์
35. ครั้งที่ 35 พ.ศ. 2542 ประเทศแอฟริกาใต้
36. ครั้งที่ 66 พ.ศ. 2545 ประเทศกรีซ
37. ครั้งที่ 37 พ.ศ. 2548 ประเทศตูนีเซีย
คณะกรรมการลูกเสือโลก
1. คณะกรรมการลูกเสือโลกกอปร์ด้วยสมาชิก 12 นาย อยู่ในตำแหน่งคราวละ 6 ปี ซึ่งผู้แทนของแต่ละสมาคมที่มาร่วมประชุมสมัชชาฯ จะเป็นผู้ลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง โดยวิธีสับครึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการลูกเสือโลก จะหมดวาระ และจะต้องการเลือกตั้งใหม่ ทุก ๆ 3 ปี ที่มีการประชุมสมัชชาลูกเสือโลกแต่ละครั้ง และอาจมีการเลือกตั้งซ่อมแทนตำแหน่งที่ว่างลง เนื่องจากกรณีที่ลาออกก่อนวาระกำหนดหรือตาย หรือด้วยกรณีใด ๆ สำนักงานลูกเสือโลกจะเป็นผู้แจ้งให้บรรดาประเทศสมาชิกทราบล่วงหน้า 6 เดือน และให้ประเทศสมาชิกแจ้งความจำนงขอสมัครเข้ารับการเลือกตั้งไปยังสำนักงานลูกเสือโลก ภายใน 8 สัปดาห์ ประเทศที่มีบุคคลร่วมเป็นกรรมการลูกเสือโลกอยู่แล้ว ไม่มีสิทธิ์ในการขอส่ง ผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งอีก
2. คณะกรรมการลูกเสือโลกจะมีการประชุมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง สถานที่แล้วแต่คณะกรรมการจะกำหนด
ประธานคณะกรรมการลูกเสือเขต ฯ (Chairman, Regional Scout Committee) อาจได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมด้วย แต่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียง
3. เลขาธิการสำนักงานลูกเสือโลกจะทำหน้าที่เป็นเลขาธิการคณะกรรมการลูกเสือโลก
4. คณะกรรมการลูกเสือโลกมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้
(1) ส่งเสริมภราดรพี่น้องลูกเสือร่วมโลก โดยการเยี่ยมเยียนติดต่อทางจดหมาย การฝึกอบรม และการร่วมชุมนุมอื่น ๆ
(2) เป็นตัวแทนสมัชชาลูกเสือโลกในระหว่างการประชุม
(3) ให้คำแนะนำและช่วยเหลอในการดำเนินงานต่าง ๆ ของการลูกเสือ
(4) สนับสนุนในการที่จะยอมรับประเทศต่าง ๆ ที่ยื่นคำร้องเพื่อขอเข้าเป็นสมาชิกรับและถอนการจดทะเบียนดังกล่าว
(5) เพิกถอนหรือระงับข้อบังคับและระเบียบวาระแห่งที่ประชุมสมัชชาลูกเสือโลก พิจารณาข้อเสนอแนะซึ่งมาจากประเทศสมาชิกทั้งหลาย
(6) แต่งตั้งตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานลูกเสือโลก
(7) ดูแลการดำเนินงานของสำนักงานลูกเสือโลก
(8) รับผิดชอบในการหาเงินกองทุนเพิ่มเติม
(9) เป็นตัวแทนของสำนักงานลูกเสือในกิจการระหว่างชาติ หรือนานาชาติ
(10) อนุมัติการให้เครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่ผู้บริการประโยชน์ต่อกระบวนการลูกเสือโลก
4.2 มีหน้าที่ดังนี้
(1) แต่งตั่งกรรมการเฉพาะคราว ตามวาระความจำเป็นในการดำเนินงานเกี่ยวกับปัญหาฉุกเฉินที่เกิดขึ้น
(2) แต่งตั้งอนุกรรมการซึ่งจำเป็นต้องปฏิบัติแทนเฉพาะเรื่อง โดยปกติจะแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งเป็นสมาชิกในกระบวนการลูกเสือโลก (เช่น การให้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ การเงิน ฯลฯ เป็นต้น)
(3) แต่งตั้งกรรมการเฉพาะกิจหรือกรรมการที่ได้รับเลือกให้ทำหน้าที่เฉพาะเพื่อพิจารณาปัญหาเฉพาะ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว
(4) แต่งตั้งกรรมการเฉพาะกิจหรือกรรมการที่ได้รับเลือกเขต ฯ โดยคณะบุคคลเท่านั้นได้รับการเลือกตั้งมาจากสมัชชาลูกเสือเขตนั้น ๆ ซึ่งมีธรรมนูญการปกครองของตน โดยได้รับความยินยอมเห็นชอบของคณะกรรมการลูกเสือโลกแล้ว และโดยเนื้อหาแห่งธรรมนูญลูกเสือโลก คณะกรรมการลูกเสือเขต ฯ ย่อมมีภารกิจและหน้าที่เกี่ยวกับกระบวนการลูกเสือเขตของตน
(5) แต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษาตามความจำเป็นเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับเทคนิค ซึ่งมีผลกระทบกระเทือกต่อการพัฒนาอันมั่นคง หรืออาจเป็นผลประโยชน์ที่แท้จริงของกระบวนการลูกเสือ
(6) กรรมการลูกเสือโลกอยู่ในฐานะที่จะทำให้คำปรึกษาหารือแก่ องค์กานทั้งหลายซึ่งอาจให้ความช่วยเหลือแก่กระบวนการลูกเสือได้
(7) แต่งตั้งกรรมการเกี่ยวกับการศึกษาหรือคณะที่ปรึกษาตามความจำเป็นเฉพาะซึ่งเรื่องเพื่อปฏิบัติงานตามภารกิจและหน้าที่ ซึ่งคณะกรรมการลูกเสือโลก จะเป็นผู้พิจารณาตามความต้องการในเรื่องนั้น ๆ
สำนักงานลูกเสือโลก
ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขาธิการ ดำเนินการให้เป็นไปตามคำแนะนำหรือมติของที่ประชุมสมัชชาลูกเสือโลก (WORLD SCOUT CONFERENCE) และคณะกรรมการ ลูกเสือโลก (WORLD SCOUT COMMITTEE)
มีเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานลูกเสือ และสำนักงานลูกเสือเขตฯ อีก 4 เขต จำนวน 21 คน คือ ที่สำนักงานใหญ่ (HEAD OFFICE) เมืองเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และที่สำนักงานลูกเสือเขต ฯ ที่คอสตาริก้า ฟิลิปปินส์ อียปนต์ และสวิสเซอร์แลนด์
กำเนิดสำนักงานลูกเสือโลกโดยสังเขป
ในปี พ.ศ.2463 ได้มีการชุมนุมลูกเสือโลกขึ้นครั้งแรกที่ตำบล Olympia กรุงลอนดอน และในการชุมนุมครั้งได้จัดให้มีการประชุมบรรดาผู้นำทางการลูกเสือนานาชาติครั้งแรกด้วย ในที่ประชุมเห็นควรให้จัดตั้งสำนักงานของลูกเสือโลกขึ้น เพื่อจะได้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางประสานงานของคณะลูกเสือนานาชาติ เผยแพร่และพัฒนาการลูกเสือแก่นานาประเทศ
จนกระทั่งวันที่ 11 ตุลาคม 2463 สำนักงานลูกเสือนานาชาติ (Boy Scouts International Bureau) ก็ได้เปิดดำเนินการขึ้นภายในอาคารสำนักงานคณะลูกเสือแห่งประเทศอังกฤษ ในกรุงลอนดอน
โดยขอเช่าสถานที่จากสำนักงานคณะลูกเสืออังกฤษ ในการดำเนินงานของสำนักงานลูกเสือนานาชาตินี้ Mr.Frederick F.Peabody ซึ่งเป็นคหบดีผู้มั่งคั่งชาวสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ออกทุนค่าใช้จ่ายแก่สำนักงาน ฯ โดยตลอด สำหรับปีแรก
ผู้อำนวยการกิตติมศักดิ์คนแรกคือ Mr.Huhert S.Matin และยังดำรงตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการลูกเสือฝ่ายต่างประเทศของคณะลูกเสืออังกฤษด้วย /Camp Shief ดำรงตำแหน่งอยู่ได้ 1 ปี ก็ถึงแก่กรรม เมื่อปี พ.ศ. 2481
ผู้รับช่วงต่อมาก็คือ พันเอก J.S.Wilson ได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการกิตติมศักดิ์ คนที่ 2 ขณะเดียวกันเขาเป็น Camp Shief ของกิลเวลล์ปาร์คด้วย
เมื่อพันเอก Wilson ได้รับแต่งตั้งก็ได้ย้ายที่ทำการของสำนักงานลูกเสือนานาชาติไปที่ใหม่คือ 38 ถนนบั๊คกิ้งแฮม พาเลซ ในกรุงลอนดอน
ในปีรุ่งขึ้น คือ พ.ศ.2482 สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เกิดขึ้น งานของสำนักงานแห่งนี้ก็ซบเซาลง เพราะการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่าง ๆ นั้น เป็นไปโดยไม่สะดวก
ในปี พ.ศ 2488 สำนักงานลูกเสือนานาชาติก็เริ่มคึกคักขึ้นอีก และได้ย้ายที่ทำการของสำนักงานไปอยู่ที่ 172 Ebury Street, Westminiorer เพราะสถานที่เดิมหมดสัญญาเช่า
ในปี พ.ศ.2489 – 2496 ก็ได้หันมาฟื้นฟูการลูกเสือในประเทศลาตินอเมริกาและประเทศอื่น ๆ ที่ชะงักไปขณะที่เกิดสงคราม
ในปี พ.ศ. 2496 นั่นเอง พลตรี D.C.Spry ก็ได้เลือกตั้งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานนี้คณะกรรมการบริหารของสำนักงานนี้เห็นว่า ควรจะย้ายที่ทำการของสำนักงาน ฯ ไปอยู่ทวีปอเมริกา เพราะสะดวกแก่การหาเงินและรายได้ เพื่อจะได้มาค้ำจุนในการดำเนินงานของสำนักงานลูกเสือนานาชาติ
เพราะลำพังค่าธรรมเนียมสมาชิกประจำจากประเทศต่าง ๆ นั้น ไม่พอที่จะดำเนินงานขณะนี้เศรษฐกิจของประเทศในยุโรปต่ำกว่าเกือกทุกประเทศ การหาเงินมาบำรุงสำนักงานจึงทำได้ลำบาก
ดังนั้น สำนักงานลูกเสือโลก จึงย้ายจากกรุงลอนดอนไปอยู่กรุงออตตาวาในประเทศแคนาดา เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2501
พ.ศ.2508 ในคราวการประชุมสมัชชาลูกเสือโลก ครั้งที่ 20 ณ เมืองเม็กซิโก ระหว่างวันที่ 26 กันยายน ถึงวันที่ 3 ตุลาคม 2508 พลตรี D.C.Spry ก็พ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานลูกเสือโลกไปตามวาระ คงให้ Mr.Ricgard T.Lund รักษาการในตำแหน่ง จนกระทั่งถึง พ.ศ.2510 ในคราวการประชุมสมัชชาลูกเสือโลก ครั้งที่ 21 ณ เมืองซีแอตเติล รัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา คณะกรรมการลูกเสือโลกได้ประกาศแต่งตั้ง Dr.Laszlo nagy แทนตำแหน่งผู้อำนวยการที่ว่างอยู่ โดยเรียกตำแหน่งเสียใหม่ว่า เลขาธิการ (Secretary general) เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2510 (1967) และนอกจากนั้นที่ประชุมสมัชชาลูกเสือโลกยังได้มีมติเห็นพ้องต้องกันว่าให้ย้ายสำนักงานใหญ่ สำนักงานลูกเสือโลก ออตตาวา ไปอยู่ที่เจนีวา ซึ่งเป็นศูนย์แห่งยุโรป และการคมนาคมที่สะดวกที่สุด และขณะนี้ เจนีวาก็เป็นที่ตั้งสำนักงานนานาชาติหลายสาขา


จนปี 2531 Dr.Laszlo nagy ได้พ้นวาระจากการเป็นเลขาธิการ ฯ ได้ต่ออายุมาหลายครั้งแล้ว รวมระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ฯ เป็นเวลา 21 ปี ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นเลขาธิการ ฯ คนใหม่ คือ Dr.Jacques Morelion ซึ่งเป็นชาวสวิสและได้ตำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศของสภากาชาดโลก ก่อนจะมารับตำแหน่งนี้ และเริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2530 เป็นต้นไป
หน้าที่ของสำนักงานลูกเสือโลก มีดังนี้คือ
1. เป็นศูนย์กลางประสานงานและติดต่อกับองค์การลูกเสือนานาชาติที่เป็นสมาชิกทั่วโลก
2. ให้ความช่วยเหลือและคำแนะนำแก่องค์การลูกเสือนานาชาติที่ร้องขอไป
3. ทำหน้าที่วิจัย ค้นคว้า และวางโครงการระยะยาวในการพัฒนาการลูกเสือโลกและกรรมการบริหารลูกเสือโลก
4. ส่งเสริมให้มีการก่อตั้งองค์การลูกเสือใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นตามความจำเป็นและช่วยพัฒนาองค์การลูกเสือเหล่านั้น โดยการช่วยส่งเอกสารเกี่ยวกับการลูกเสือ จัดให้เจ้าหน้าที่สำนักงานลูกเสือโลกไปเยี่ยมเยียนและจัดให้มีการฝึกอบรมผู้บังคับบัญชาลูกเสือ
5. จัดการติดต่อโดยตรงกับประเทศในเครือสมาชิก โดยการไปเยี่ยมเยียนของเลขาธิการและผู้ตรวจการสำนักงานลูกเสือโลกเสมอ
6. แต่งตั้งผู้ตรวจการฝ่ายบริหารและผู้ตรวจการฝ่ายฝึกอบรมในเขตต่าง ๆ ซึ่งประเทศสมาชิกในสังกัดต้องการที่จะได้รับการความช่วยเหลือ
7. จัดให้มีการประชุมผู้บังคับบัญชาลูกเสือนานาชาติ สองปีต่อครั้ง และจัด กิจกรรมต่าง ๆ ระหว่างลูกเสือนานาชาติ สำหรับประเทศในเครือสมาชิกอย่างเพียงพอ
8. ทำหน้าที่เป็นสำนักเลขาธิการคณะกรรมการลูกเสือโลกทั้งตำแหน่งประจำตำแหน่งชั่วคราว เช่น คณะกรรมการลูกเสือโลก ฝ่ายฝึกอบรม ฯลฯ
9. ส่งเสริมให้มีการฝึกอบรมผู้บังคับบัญชาลูกเสือนานาชาติตามเขตต่าง ๆ ของสำนักงานลูกเสือโลก และให้มีอนุกรรมการฝ่ายฝึกอบรมประจำเขตนั้น ๆ
10. ออกวารสารลูกเสือฉบับประจำเดือน World Scouting Julletin และวารสารลูกเสือประจำเขตแต่ละเขต เพื่อเผยแพร่ข่าวสารการลูกเสือ
11. ส่งเสริมให้มีการเยี่ยมเยียนระหว่างประเทศต่าง ๆ เป็นการตอบแทนซึ่งกันและกัน รวมทั้งให้คำแนะนำและความช่วยเหลือตามโครงการต่าง ๆ ที่จำเป็น
12. ช่วยเหลือในการปรับปรุงกิจการลูกเสือ ตามโปรแกรมการประชาสัมพันธ์ทั่วโลก
13. ทำหน้าที่ติดต่อกับองค์การอื่น ๆ ของโลก เช่น สำนักงานลูกเสือหญิงแห่งโลก องค์การสหประชาชาติ ยูเนสโกและองค์การอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาชุมชนให้เป็นพลเมืองดี
สำนักงานลูกเสือโลก ได้แบ่งการบริหารลูกเสือโลกเป็นเขต ๆ แต่ละเขตก็มีตรวจการฝ่ายบริหารประจำเขตของตน และมีศูนย์กลางดำเนินงานของแต่ละเขตดังนี้ คือ
1. เขตกลุ่มประเทศลาตินอเมริกัน (Inter American Region) อยู่ที่เมือง ซานโฮเซ่ ในประเทศคอสตาริกา
2. เขากลุ่มประเทศในยุโรป (European Region) สำนักงานตั้งอยู่ที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์
3. เขตกลุ่มอาหรับ (Arab Region) สำนักงานตั้งอยู่เมืองไคโร ประเทศอียิปต์
4. เขตเอเซีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Region) สำนักงานตั้งอยู่ที่เมืองไนโรบี ประเทศเคนยา
ภูมิหลังของที่ประชุมสมัชชาลูกเสือเขตเอเชีย-แปซิฟิก
(ASIA-PACIFIC REGION SCOUT CONFERENCE)
กรรมการลูกเสือโลกได้จัดตั้งสำนักงานเขตตะวันออกไกล (FAR-EAST REGION)ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2499 ขณะนี้มีประเทศสมาชิกอยู่เพียง 10 ประการ รวมประเทศไทยด้วย ครั้งต่อมาการลกเสือในเขตนี้ก็ขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ สองปีต่อมามีประเทศสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 14 ประเทศ จึงได้จัดให้มีการประชุมลูกเสือเขตตะวันออกไกลขึ้น (FAR-EAST SCOUT CONFERENCE) เป็นครั้งแรก ณ เมืองบาเกียว ประเทศฟิลิปปินส์ และต่อมาก็มีการประชุมทุก 2 ปี
ในปี พ.ศ.2513 (1970) ประเทศสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 118 ประเทศ และได้เปลี่ยนชื่อจากเขตตะวันออกไกล เป็นเขตเอเชีย-แปซิฟิก (ASIA-EAST REGION)
คณะกรรมการลูกเสือเขตเอเชีย-แปซิฟิก (ASIA-PACIFIC REGION SCOUT COMMITTEE)
จากธรรมนูญเขตเอเชีย-แปซิฟิก กำหนดให้มีคณะกรรมการ 10 คน จาก 10 ประเทศ อยู่ในตำแหน่งคราวละ 6 ปี โดยที่ประชุมลูกเสือเขตเอเชีย-แปซิฟิก เป็นผู้เลือกตั้งทุกระยะ 2 ปี ที่มีการประชุม คณะกรรมการชุดนี้จะมีการประชุมทุกปี และอาจจะแต่งตั้งอนุกรรมการหรือกรรมการดำเนินการในเรื่องหนึ่งก็ย่อมทำได้ ตามความจำเป็นในเขตของตน
เกี่ยวกับการเงิน
โดยมติที่ประชุมสมัชชาลูกเสือโลก ครั้งที่ 31 (11-16 มกราคม 2531) ณ เมืองเมลเบริน์
ประเทศออสเตรเลีย กำหนดให้เก็บค่าบำรุงลูกเสือโลก สำรับลูกเสือในเครื่องแบบ คนละ 0.39
ฟรังก์สวิส(มีผลใช้บังคับ.ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2531)และเพิ่มขึ้นคนละ 0.ฟรังก์สวิส (มีผลใช้บังคับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2532)ตามลำดับ
นอกจากนั้นมาจากรางวัลหรือบริจาคจากมูลนิธิ บริษัทและในวงการต่าง ๆมีหลายประเทศที่ด้อยพัฒนาได้รับความช่วยเหลือจากกองเงินลงทุนลูกเสือนานาชาติ ซึ่งนำไปช่วยเหลือพี่น้องของเรา และสำนักงานลูกเสือโลกเจนีวา เป็นผู้จัดสรรในเรื่องงบประมาณ และได้นำเงินกองทุนไปฝากไว้ในธนาคารต่าง ๆ 10 แห่ง ใน 9 ประเทศ
ประเทศสมาชิกลูกเสือโลกในปัจจุบัน
จากการประชุมสมัชชาลูกเสือโลก ครั้งที่ 32 ระหว่างวันที่ 13 – 17 กรกฎาคม 2533 ที่ประชุมได้มีมติรับสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้น รวมเป็น 131 ประเทศ คือ
1. โคโมโรส (COMORSO)
2. เชคโกสโลวาเกีย (CZECHOSIVAKIA)
3. โดมินิกา (DOMINICA)
4. ยีเนีย (GUIMEA)
5. ฮังการี (HANGRY)
6. มัลดิฟส์ (MAMIBIA)
7. นามิเบีย (NAMIBIA)
8. แซนมาริโน (SAN MARRINO)
9. เซนต์ ลูเซีย (SAINT LUCIA)
10. เซนต์ วินเชนท์ และเกรมาไดน์ล (SAINT VINCENT AND GREMNADINES)
-------------------------------------------
วินัยและความเป็นระเบียบเรียบร้อย เอกสารประกอบบทเรียนที่ 2
การแต่งเครื่องแบบของผู้บังคับบัญชาลูกเสือสามัญและสัญญาณมือ
ก. เครื่องแบบ มี 7 อย่างคือ
1. หมวก ใช้ได้ทั้ง 2 แบบ คือ หมวกปีกกว้างสีกากี หรือหมวกทรงอ่อนสีเขียว
2. เสื้อ คอเชิ้ต สีกากีแขนสั้น อกเสื้อทำเป็นสาบ กระเป๋ามีแถบตรง (เช่นเดียวกับเสื้อลูกเสือสามัญ
3. ผ้าผูกคอ เป็นรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ด้านฐาน 100 ซม. ด้านตั้ง 75 ซม. (เช่นเดียวกับลูกเสือสามัญ) แต่มีขลิบสีขาว 2 ซม.2 ด้าน
4. กางเกง สีกากีขาสั้นเหนือเข่าประมาณ 5 ซม ส่วนกว้างของขาห่างจากขา 8–12 ซม.
5. เข็มขัดหนังสีน้ำตาล (เช่นเดียวกับลูกเสือสามัญ) แต่กว้าง 4 ซม
6.รองเท้าหนังหรือผ้าใบสีน้ำตาลแก่ ไม่มีลวดลาย หุ้มเส้น ชนิดผูก
ข. เครื่องหมายประกอบเครื่องแบบ
1. ที่มุมผ้าผูกคอมีเครื่องหมายจังหวัด มีห่วงสวมผ้าผูกคอ (ถ้ายังไม่ได้ผ่านการฝึกอบรมกดอย่างน้อยขั้นความรู้เบื้องต้น ไม่ใช้ห่วงกิลเวลล์)
2. สวมสายนกหวีด (เมื่อสวมสายบีด ไม่ต้องสวมสายนกหวีด)
3. เครื่องหมายตำแหน่ง ติดกึ่งกลางประเป๋าเสื้อด้านขวา
4. เครื่องหมายสังกัด ติดชื่อโรงเรียน มีเลขกลุ่มและเลขกองที่ไหล่เสื้อ (ใต้ตะเข็บ) ด้านขวา
สัญญาณมือรูปแถวต่าง ๆ
ผู้บังคับบัญชาที่จะเรียกแถวนั้น จะต้องหาที่ให้เหมาะสมเสียก่อนและยืนตรงแล้วจึงเรียกและให้สัญญาณมือ ดังนี้
(1) มือแบทั้งสองข้างเหยียดตรงไปข้างหน้าขนานกับพื้น หันฝ่ามือเข้าหากันและขนานกัน เรียกว่า “แถวตอนหมู่”
ให้ทุกหมู่เข้าแถวตรงหน้าผู้เรียก นายหมู่อยู่หน้า ลูกหมู่อยู่หลังนายอยู่ โดยให้ผู้เรียกอยู่กึ่งกลางของแถว แถวห่างจากผู้เรียกประมาณ 6 ก้าว หมู่แรกอยู่ซ้ายมือของผู้เรียกระยะเคียงระหว่างหมู่ต่อหมู่ 1 ก้าว ระยะต่อระหว่างบุคคลของแต่ละหมู่ 1 ก้าว
(2) มือกำทั้งสองข้างเหยียดตรงไปข้างหน้าขนานกับพื้น งอข้อศอกเป็นมุมฉากหันหน้ามือเข้าหากันเรียกว่า “แถวหมู่หน้ากระดานเปิดระยะ”
ให้หมู่แรกมายืนหน้าผู้เรียก ห่างจากผู้เรียกประมาณ 6 ก้าว โดยให้ผู้เรียกอยู่กึ่งกลางของแถวเป็นรูปแถวหน้ากระดาน ลูกหมู่อยู่ซ้ายมือของนายหมู่ ระยะเคียงระหว่างศอกต่อศอก 1 ฝ่ามอ หมู่ที่สองและหมู่ต่อๆ ไป เข้าแถวหน้ากระดานเช่นเดียวกัน ข้างหลังหมู่แรกตามลำดับระยะต่อระหว่างหมู่ต่อหมู่ 1 ก้าว
(3) จากสัญญาณข้อ (2) แล้วแบะแขนทั่งสองข้างออกจนเป็นเส้นตรงแนวเดียวกับไหล่ (ข้อศอกยังคงงออยู่) เรียกว่า “แถวหมู่หน้ากระดานเปิดระยะ”
ให้เข้าแถวตามข้อ (2) แต่ระยะต่อระหว่างหมู่ต่อหมู่ 3 ก้าว ระยะเคียงตามเดิม
(4) มือแบทั้งสองข้างเหยียดตรงลงข้างล่าง โบกผ่านลำตัวด้านหน้าช้า ๆ เรียกว่า “ แถวรูปครึ่งวงกลม”
ให้หมู่แรกมายืนด้านซ้ายมือของผู้เรียก โดยนายหมู่ยืนอยู่แนวเดียวกับผู้เรียก ห่างจากผู้เรียนพอสมควรกับแถวที่จะทำเป็นรูปครึ่งวงกลม หมู่ที่สองและหมู่ต่อ ๆ ไปอยู่ด้านซ้ายของหมู่แรก ตามลำดับจนคนสุดท้ายของหมู่สุดท้าย อยู่เป็นเส้นตรงแนวเดียวกันกับผู้เรียก และนายหมู่หมู่แรกถือผู้เรียกเป็นจุดศูนย์กลาง ระยะเคียงระหว่างบุคคลศอกต่อศอก 1 ฝ่ามือ
(5) จากสัญญาณข้อ (4) โบกผ่านลำตัวถึงด้านหลัง เรียกว่า “แถวรูปวงกลม”
ให้หมู่แรกมายืนด้านซ้ายของผู้เรียก โดยนายหมู่ยืนอยู่แนวเดียวกับผู้เรียกห่างจากผู้เรียกพอสมควร กับแถวที่จะทำเป็นรูปวงกลม หมู่ที่สองและหมู่ต่อๆ ไปอยู่ด้านซ้ายของหมู่แรกตามลำดับ จนคนสุดท้ายของหมู่สุดท้ายมาติดกับนายหมู่หมู่แรก ถือผู้เรียกเป็นจุดศูนย์กลาง ระยะเคียงระหว่างบุคคลศอกต่อศอกหรือ 1 ฝ่ามือ
(6) มือแบทั้งสองข้าง เหยียดตรงเสมอไหล่ หันฝ่ามือไปข้างหน้า เรียกว่า “แถวหน้ากระดานเรียงหนึ่ง” หรือ “หน้ากระดานแถวเดี่ยว”
ให้หมู่แรกอยู่ซ้ายมือของผู้เรียก และประมาณว่าครึ่งหนึ่งของผู้เข้าแถวทั้งหมดอยู่ตรงผู้เรียก ห่างจากผู้เรียกประมาณ 6 ก้าว ระยะเคียงระหว่างบุคคลศอกต่อศอก 1 ฝ่ามือ
หมายเหตุ สัญญาณมือรูปแถวต่าง ๆ นี้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงในโอกาสต่อไป การปฏิบัติที่ถูกต้อง คอปฏิบัติตามระเบียบหรือกฎ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติได้เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
สัญญาณนกหวีด
สำหรับการฝึกประจำวันก็ดี ในโอกาสที่อยู่ห่างไกลจากลูกเสือก็ดี ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ อาจใช้สัญญาณนกหวีดสั่งลูกเสือ ดังนี้
(1) หวีดยาว 1 ครั้ง ( ---) หมายความว่า “หยุด คอยฟังคำสั่ง”
(2) หวีดสั้น 3 ครั้ง หวีดยาว 1 ครั้ง (------------) สลับกันไป หมายความว่า “เรียกนายหมู่มาประชุม”
(3) หวีดสั้นติด ๆ กันหลายครั้ง (---------) หมายความว่า “รวมกอง”
(4) หวีดสั้น 1 ครั้ง หวัดยาว 1 ครั้ง (---------- - ) สลับกันไป หมายความว่า “เกิดเหตุ”
หมายเหตุ ก่อนให้สัญญาณแต่ละครั้งนั้น ให้สัญญาณข้อ (1) ก่อนเสมอไป เพื่อเป็นการเตือนให้รู้ ว่าจะใช้สัญญาณอะไร
----------------------------------------------
วินัยและความเป็นระเบียบเรียบร้อย เอกสารพิเศษ
วินัยลูกเสือ
บรรดาลูกเสือ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ผู้ตรวจการลูกเสือ กรรมการลูกเสือ และเจ้าหน้าที่ลูกเสือ พึงปฏิบัติตามวินัย และแบบธรรมเนียมของลูกเสือ
โทษผิดวินัยของผู้บังคับบัญชาลูกเสือ
การลงโทษผิดวินัยแก่ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ผู้ตรวจการลูกเสือ กรรมการลูกเสือ และเจ้าหน้าที่ลูกเสือ สถานใดนั้น ให้ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสม
โทษผิดวินัยของลูกเสือ
โทษผิดวินัย ที่ผู้บังคับบัญชาลูกเสือในโรงเรียนจะลงโทษแก่ลูกเสือ มี 3 สถาน คือ
1. ตักเตือน ให้รู้สึกผิดและชอบ
2. ทำโทษ สมควรแก่ความผิดและวัย
3. คัดชื่ออกจากทะเบียน การประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
สั่งให้ขาดจากการเป็นลูกเสือ
พระบรมราโชวาท
ฯลฯ
กิจการลูกเสือมีส่วนสำคัญยิ่งในการรักษาความมั่นคงของชาติบ้านเมือง
ฯลฯ

พระบรมราโชวาท
ฯลฯ
การที่จะเข้ามาร่วมในคณะลูกเสือนี้ ทุกคนได้ทำถูกต้องและสมควรอย่างที่สุดแล้ว เพราะเป็นการมุ่งเข้าสู่ความดีความเจริญโดยแท้ ถ้าตั้งใจศึกษาฝึกหัดตนตามระเบียบวินัยและแบบธรรมเนียมของลูกเสือ ให้แน่วแน่ต่อไป ก็จะมีความรู้ ความดี ความเจริญอย่างเต็มที่ และสามารถที่จะคุ้มครองรักษาประเทศชาติไว้ได้อย่างแน่นอน
ฯลฯ
1 ก.ค.19
พระบรมราโชวาท
ฯลฯ
วินัยที่ฝึกฝนดีแล้วนั้น เป็นเครื่องนำทางให้บุคคลประพฤติตนในทางที่ถูกที่สมควร เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการสร้างเสริมความเจริญก้าวหน้าของบุคคลคู่กันกับวิชาความรู้ บุคคลยิ่งมีความรู้ ความฉลาด ความสามารถสูงเท่าใด ก็ยิ่งจำเป็นที่จะต้องมีวินัยสำหรับควบคุมตนเอง มากยิ่งขึ้นเท่านั้น
ฯลฯ
19 มี.ค.28
พระราชดำรัส
ฯลฯ
วินัยไม่ใช่วินัยเพื่อตนเอง เพื่อหมู่คณะของตนเท่านั้น ต้องเป็นวินัยเพื่อคนทุกคน เพื่อคนส่วนใหญ่เป็นวินัยที่ถูกต้อง ที่เป็นการสร้างสรรค์การสามัคคีกัน ทำการหรือทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล มิใช่เพื่อการเพิ่มพูนประโยชน์เฉพาะพวกตน แล้วเบียดเบียนกับผู้อื่นให้เดือดร้อนเสียหาย
ฯลฯ
1 ต.ค.26 (2)

พระราชดำรัส
ฯลฯ
การฝึกหัดอบรมตามแบบอย่างอันถูกต้องครบถ้วนของลูกเสือนั้น เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการที่จะทำให้เยาวชนมีความเข้มแข็ง และสุจริต มีความรู้ ความคิด และวินัยที่ดี สามารถเป็นที่พึ่งของตนเองและผู้อื่นได้โดยแท้จริง
ฯลฯ
พระรามราโชวาท
ฯลฯ
ข้าพเจ้าใคร่ขอเตือน พร้อมทั้งขอให้ลูกเสือตลอดจนผู้บังคับบัญชาทุกคนตั้งใช้ทบทวนศึกษา วินัยและหน้าที่ของตน ๆ ให้ทราบกระจ่างด้วยสติ รู้ตัวและด้วยปัญญา รู้คิดตามเหตุผล เพื่อให้การปฏิบัติตนปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละคน สัมฤทธิ์ประโยชน์อันเป็นคุณแก่ชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง
ฯลฯ
1 ก.ค.21 (3)
การเสริมสร้าง สินัย สามัคคี และหน้าที่นั้น เป็นไปทั้งในทางบวก และทางลบ ย่อมให้คุณหรือโทษได้มากเท่า ๆ กันทั่ง 2 ทาง ฉะนั้นเมื่อจะอบรม จำเป็นต้องพิจารณาให้ถ่องแท้แน่ชัดก่อนว่า เป็นวินัยและสามัคคีและหน้าที่ที่ดี ปราศจากโทษ เป็นประโยชน์ เป็นธรรม ไม่เคลือบแฝงไว้ด้วยสิ่งชั่วร้าย
ฯลฯ
12 ก.ค.26(1)
---------------------------
ประวัติการลูกเสือไทย เอกสารประกอบบทเรียนที่ 3

ประวัติกาลูกเสือไทย
การลูกเสือ ได้อุบัติขึ้นเป็นแห่งแรกของโลก ณ ประเทศอังกฤษ เมื่อ พ.ศ.2451 โดยพลโท ลอร์ด โพเอลล์ เป็นผู้ให้กำเนิดขึ้น
มูลเหตุแห่งความประทับใจที่ทำให้ก่อกำเนิดการลูกเสือขึ้นมาคือในปี พ.ศ.2442 ท่านได้ถูกราชการทหารส่งไปทำหน้าทั่รักษาเมืองมาฟิคิง (MAFIKING) อันเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษในสหภาพอัฟริกาใต้ ในคราวเกิดสงครามกับพวกบัวร์ ซึ่งท่านมีทหารอยู่ในบังคับบัญชาอยู่เพียง 2 กองพัน แต่ต้องทำการต่อสู้กับศัตรู ซึ่งมีกำลังมากกว่าถึง 3 เท่า โดยตกอยู่ในวงล้อมของข้าศึกถึง 217 วัน ทหารในบังคับบัญชาได้เสียชีวิตและล้มเจ็บลงเป็นจำนวนมาก แต่ท่านก็ประวิงเวลาข้าศึกไว้ได้โดยไม่เสียที่มั่น จนมีกองทัพหนุนส่งไปร่วม
การที่ท่านรักษาเมืองมาฟิคิงไว้ได้นี้ เนื่องจากท่านได้ตั้งกองทหารเด็กขึ้นหน่วยหน่วยหนึ่งเพื่อใช้เป็นกำลังช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ซึ่งปรากฏว่าได้ผลดีมากเพราะเด็ก ๆ ได้ปฏิบัติหน้าที่ที่รับมอบหมายได้อย่างดีไม่แพ้ผู้ใหญ่ และบางอย่างกลับปฏิบัติได้ดีกว่าผู้ใหญ่ด้วย เมื่อกลับจากสงครามท่านจึงเริ่มโครงการอบรมเด็กขึ้น โดยนำเด็ก 20 คน ไปอยู่ค่ายพักแรกที่เกาะบราวน์ซี ในปี พ.ศ. 2450 ปรากฏว่าได้ผลดี สมความมุ่งหมาย ต่อมาในปี พ.ศ. 2451 กองลูกเสือจึงได้เริ่มตั้งขึ้นอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในประเทศอังกฤษ
1. การลูกเสือไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6)
พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 6 พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 2 ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง พระบาทสมเด็จพระจุลจอเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง มีพระชาติมงคลสมัย ณ วันเสาร์ เดือนยี่ ขึ้น 12 ค่ำ ปีมะโรง ตรงกับวันที่ 1 มกราคม พ.ศ . 2423 ได้เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ เมื่อวันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 แล้ว พระองค์ได้ทรงมีพระราชดำรัสที่ได้ตรัสแก่ราษฎร เมื่องานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มีความตอนหนึ่งว่า “การตั้งกองเสือป่าขึ้นด้วยความมุ่งหมายจะให้คนไทยทั่วกันรู้สึกว่า ความจงรักภักดีต่อผู้ดำรงรัฐสีมาอาณาจักร โดยต้องตามมติธรรมประเพณีประการ 1 ความรักชาติบ้านเมืองและนับถือศาสนาประการ 1 ความสามัคคีในคณะและ
ไม่ทำลายซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ยังมีพระราชปรารภในการจัดตั้งกองลูกเสือป่าขึ้นว่า มีพลเมืองบางคนที่เป็นข้าราชการและที่มิได้เป็นข้าราชการ มีความปรารถนาจะได้รับความฝึกหัดอย่างทหารแต่ยังมิได้มีโอกาสฝึกหัด เพราะติดหน้าที่ราชการเสียบ้าง การฝึกหัดเป็นทหารนั้น ย่อมมีคุณประโยชน์แก่บ้านเมืองอยู่หลายอย่างที่เป็นข้อใหญ่ ข้อสำคัญก็คือกระทำให้บุคคลซึ่งไม่ได้รับความฝึกฝนเช่นนั้น เป็นราษฎรดีขึ้น กล่าวคือ ทำให้กำลังกายและความคิดแก่กล้าในทางที่เป็นประโยชน์ด้วยเป็นธรรมดาของคน ถ้าไม่มีผู้ใดหรือสิ่งใดบังคับใช้กำลัง และความคิดของตนแล้ว ก็มักจะกลายเป็นคนอ่อนแอไป “จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า สถาปนาเสือป่าขึ้นไว้ตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2454
เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสถาปนากิจการเสือป่า ผ่านไปได้ 2 เดือน ก็ได้ทรงพระราชทานกำเนิดลูกเสือขึ้น เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2454 ซึ่งเป็นเวลา 3 ปี หลังจากการลูกเสือได้ถูกสถาปนาขึ้นในประเทศอังกฤษ โดยทรงมีพระราชปรารภว่า “กองเสือป่าได้ตั้งขึ้นเป็นหลักฐานแล้ว พอจะเป็นที่หวังได้ว่าจะเป็นผลดีตามพระราชประสงค์ แต่ผู้ที่จะเป็นเสือป่าต้องเป็นผู้ที่นับว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว ฝ่ายเด็กชายที่ยังอยู่ในปฐมวัย ก็เป็นผู้ที่สมควรจะได้รับความฝึกฝนทั่งในส่วนร่างกายและในส่วนใจ ให้มีความรู้ในทางเสือป่า เพื่อว่าเมื่อเติบใหญ่ขึ้นแล้วจะได้รู้จักหน้าที่ ซึ่งผู้ชายไทยทุกคนควรจะประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองอันเป็นที่เกิดเมืองนอน ของตน และการฝึกฝนปลุกใจให้คิดถูกเช่นนี้ ต้องเริ่มฝึกฝนเสียแต่เมื่อยังเยาว์อยู่เปรียบเหมือนไม้ที่ยังอ่อน จะได้คัดไปเป็นรูปอย่างไรก็เป็นไปได้ง่ายและงดงาม แต่ถ้ารอไว้จนแก่เสียแล้ว เมื่อจะต้องดัดก็ต้องเข้าไฟ และมักจะหักลำได้ในขณะที่ดัด ดังนี้ฉันใด สันดานคนก็ฉันนั้น “จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีกำหนดข้อบังคับลักษณะปกครองลูกเสือขึ้น และทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งกองลูกเสือขึ้นตามโรงเรียนและสถานที่อันควร กิจการลูกเสือจึงเริ่มกำเนิดขึ้นในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 เป็นต้นมา โดยพระองค์ได้พระราชทานคติพจน์ให้แก่คณะลูกเสือว่า “เสียชีพอย่าเสียสัตย์” และในรัชสมัยของพระองค์ได้มี ลูกเสือโทฝ้าย แห่งกองลูกเสือมณฑลสุราษฎร์ที่อายุ 14 ปี ซึ่งได้ช่วยชีวิตชายชรา และเด็กหญิงผ่อง ให้รอดพ้นจากความตายเมื่อโดยสารเรือ “บางเปิดจากกรุงเทพ ฯ จะไปสุราษฎร์ธานี ในตอนต้นเดือนพฤษภาคม 2546 และเรือได้เกิดอับปางลงเมื่อเวลาราว 22.00 น. ในที่ซึ่งไม่สู้จะห่างจากเกาะสีชังเท่าไรนัก ลูกเสือโทฝ้าย ได้พยายามช่วยชีวิตชายชราและเด็กหญิงผ่องอย่างเต็มความสามารถ บุคคลทั้งสามต้องอยู่ในน้ำเป็นเวลานาน 8 ชั่วโมง จนกระทั่งรุ่งเช้า จึงมีเรือกลไฟชื่อ “ฮอลวาด” ได้แล่นไปพบเข้า และนำตัวไปส่งที่เกาะสีชัง
พิธีพระราชทานเหรียญราชนิยม ให้แก่ลูกเสือโทฝ้าย ได้กระทำอย่างมโหฬาร เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2457 อันเป็นพระราชพิธีฉัตรมงคล โดยโปรดให้ตั้งพระที่นั่งชุมสายขึ้นที่ศาลาหน้าที่พระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกขปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
ต่อมาลูกเสือโทฝ้ายผู้นี้ ได้รับพระราชทานนามสกุลว่า “บุญเลี้ยง” และเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ได้เข้ารับราชการเป็นครู ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ขุนวรศาสน์ดรุณกิจ
ภายหลังจากที่ได้ตราข้อบังคับลักษณะปกครองลูกเสือออกมาแล้ว เพื่อให้การได้ดำเนินไปดังพระราชประสงค์ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งสภากรรมการกลางขึ้นโดยได้ทรงพระกรุณาเข้ารับตำแหน่งหน้าที่ เป็นสภานายกแห่งสภากรรมการกลางด้วยพระองค์เอง
พร้อมกันนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระบาดำรงราชานุภาพ ซึ่งขณะนี้ยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพรมพระ ฯ และกำลังดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยอยู่เป็นผู้ตรวจการใหญ่ และเป็นอุปนายกด้วยตามข้อบังคับลักษณะปกครองลูกเสือนั้น กับทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล) ซึ่งเวลานั้นกำลังดำรงตำแหน่งผู้รั้งตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงธรรมการเป็นกรรมการ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาบุรีวราษฐ์เป็นเลขานุการ
ตำแหน่งผู้ตรวจการใหญ่ และอุปนายกดังกล่าวนี้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2457 สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้กราบถวายบังคมลาพักราชการไป จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยาเสด็จสุเรนทราธิบดี เข้ารับตำแหน่งแทนสืบมา จนถึงเวลาที่ท่านผู้นี้ต้องป่วยหนักและชราภาพมาก ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาไพศาลศิลปะศาสตร์ (รื่น ศยามานนท์) ต่อมาได้เลื่อนขึ้นเป็นพระยาราชนุกูลวิบูลภักดี) อธิบดีกรมศึกษาธิการเข้ารับตำแหน่งแทนต่อมาตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2457 และได้ดำรงอยู่ในตำแหน่งนี้ตลอดมาจนสิ้นรัชสมัย
ต่อจากตั้งสภากรรมการกกลาง และผู้ตรวจการใหญ่แล้ว เพื่อให้กองลูกเสือได้ตั้งขึ้นโดยเร็วในมณฑลกรุงเทพฯ อันเป็นมณฑลราชธานี เพื่อจะได้เป็นตัวอย่างแก่มณฑลอื่น ๆ ต่อไป จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้มีสภากรรมการประจำมณฑลกรุงเทพฯ ขึ้นในอันดับต่อมา โดยได้โปรด ฯ ให้เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เสนาบดีกระทรวงนครบาลอยู่ใน
ขณะนั้น เป็นสภานายก การที่พระองค์ทรงตั้งกิจการลูกเสือไทยนั้น นอกจากพระราชปรารภที่พระองค์ทรงได้กล่าวไว้แล้ว พระองค์ยังได้ทรงพระราชนิพนธ์เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการตั้ง กองลูกเสือไว้ในระราชนิพนธ์ เรื่องประโยชน์แห่งเสือป่าและลูกเสือในเวลาสงครามว่า
การที่จะคิดหวังให้ลูกเสือทำการต่อสู้ศัตรูจริง ๆ จัง ๆ นั้น ย่อมไม่ได้อยู่เอง เพราะโดยมากลูกเสือไม่มีปืนที่จะยิงแต่ก็มีหนทางที่จะช่วยปลดเปลื้องกังวลแห่งฝ่ายทหารมี อาทิ คือ
1. อาจจะเล็ดลอดไปสื่อข่าวคราวได้ในที่บางแห่ง
2. เป็นผู้ส่งข่าวระหว่างกองกับกองได้ ข้อนี้เป็นประ.โยชน์ได้มากเพราะไม่ต้องถอนพลรบไปทำหน้าที่ไปรษณีย์บุรุษ
3. ช่วยสะกดรอยตามและจับผู้ที่น่าสงสัยว่าเป็นผู้ลักลอบสอดแนวได้ กิจนี้ปรากฏว่าอังกฤษได้ใช้แล้ว ได้ประโยชน์ดีมาก ในการสงครามคราวนี้ลูกเสืออังกฤษจับคนลักลอบสอดแนมของเยอรมันในเมืองอังกฤษได้แล้วหลายคน กระทรวงทหารบกอังกฤษ จึงออกประกาศรับรองคณะลูกเสือเป็นคณะผู้ช่วยพลรบคณะหนึ่ง
4. ช่วยระวังรักษาการติดต่อ เช่น สายโทรเลข สะพานและทางรถไฟ เป็นต้น ซึ่งทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสใช้ลูกเสือในงานสงครามปีนี้
5. ช่วยคุมเสบียงส่งที่ฐานทัพ กิจนี้ฝรั่งเศสได้ใช้ลูกเสือกระทำอยู่โดยมาก นับว่าเป็นประโยชน์ เพราะไม่ต้องถอนกำลังพลรบไปในทางที่ห่างไกลสนามรบ
6. ช่วยรักษาความสงบภายในเมืองใหญ่ ๆ กิจนี้ลูกเสือทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสได้ แสดงให้เห็นปรากฏแล้วว่าสามารถทำได้ดี เช่น ที่ปารีสเมื่อก่อนจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ลูกเสือฝรั่งเศสประมาณ 40 คน ได้ต่อสู้กับพวก “อะปัช” (คนจรจัด) 100 กว่าคนซึ่งมีปืนพกใช้ยิงและถือไม้กับขว้างก้อนอิฐ พวกลูกเสือใช้พลองเข้ารุกไล่ ตีพวกจรจัดเจ็บถึงต้องเข้าโรงพยาบาล 2 หรือ 3 คน หัวแตกอีกหลายคน นอกนั้นหนีไป
7. ช่วยในการพยาบาลคนถูกอาวุธ และคนไข้คือช่วยห้ามเลือด และวิ่งเต้น ต่าง ๆ เป็นต้น
กิจเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งซึ่งลูกเสือสามารถจะทำได้โดยแท้ และเป็นข้อควรลูกเสือไทย เราจะเตรียมตัวไว้พร้อมที่จะทำ เพื่อประโยชน์และเพื่อกล่าวได้ว่าถึงยังเป็นเด็กก็ได้ทำการช่วยบ้านเมือง
กองลูกเสือกองแรกของประเทศไทยได้ตั้งขึ้นที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง (โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบัน) พระองค์ทรงได้เอาเป็นพระราชธุระในการอบรมสั่งสอนตลอดจนการดำเนินงานทั่ว ๆ ไป ของกองลูกเสือนี้โดยตรง ทั้งนี้ เพื่อทรงหวังจะให้เป็นแบบอย่างสำหรับโรงเรียนอื่น ๆ หรือสถานที่ต่าง ๆ ที่มีความประสงค์จะตั้งกองลูกเสือขึ้น จะได้ยึดเป็นแบบอย่างต่อไป กองลูกเสือกองนี้จึงได้นามว่า “กองลูกเสือกรุงเทพฯ ที่ 1” ผู้ที่เป็นลูกเสือคนแรกคือ นายชัพน์ บุนนาค เพราะสามารถกล่าวคำปฏิญาณได้เป็นคนแรก
ครั้งต่อมาวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2454 ได้พะราชทานพระบรมราชวโรกาสให้กองลูกเสือที่ 1 ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ สโมสรสถานเสือป่า และได้สอบซ้อมวิชาลูกเสือ ตามแบบที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้สำหรับสั่งสอนเสือป่าและลูกเสือ และได้ทรงพระราชทานนามกองลูกเสือมหาดเล็กหลวง ซึ่งเป็นกองแรกในประเทศไทยนี้ว่า “กองลูกเสือหลวง”
กิจการลูกเสือก็ได้แพร่หลายไปทั่งกรมศึกษาธิการ กระทรวงธรรมการ (ในสมัยนั้น) จึงได้เริ่มฝึกฝนผู้ที่จะเป็นผู้กำกับและรองผู้กำกับ จนมีจำนวนมากขึ้น จึงทำให้สามารถนำไปสั่งสอนอบรมนักเรียนให้มีความรู้ในวิชาลูกเสือมากขึ้น จากการนี้เอง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกองลูกเสือเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ต่อมาพระองค์จึงทรงให้ตั้งกองฝึกหัดผู้กำกับลูกเสือขึ้นในบริเวณสโมสรคณะลูกเสือป่า ณ พระราชวังสวนดุสิต สำหรับเป็นสำนักศึกษาวิชาผู้กำกับลูกเสือ โดยกำหนดให้มีกำหนดเวลาเล่าเรียน 2 เดือนเต็ม เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม เสมอไปทุก ๆ ปี
เมื่อนักเรียนผู้ใดศึกษาวิชากรมหลักสูตรและสอบไล่ได้ตามหลักสูตรก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานในประกาศนียบัตรเป็นสำคัญ
หลังจากที่กองลูกเสือไทยได้กำเนิดขึ้นประมาณ 6 – 7 เดือน ข่าวจากประเทศไทยก็แพร่สะพัดไปยังประเทศต่าง ๆ ว่าพระเจ้าแผ่นดินไทยทรงใฝ่พระทัยในกิจการลูกเสือเป็นอย่างยิ่ง
ด้วยเหตุนี้ มิสเตอร์ซิดนีย์ ริเชส ผู้กำกับกองลูกเสือที่ 4 กรุงลอนดอน จึงได้มีหนังสือราบบังคมทูลพระกรุณาขออัญเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้เป็นองค์อุปถัมภ์ และขอพระราชทานนามกองลูกเสือนี้ว่า “กองลูกเสือรักษาพระองค์พระเจ้าแผ่นดินสยาม” (THE KING OF SIAM’S OWN BOY SCOUT GROUP) พระองค์ได้ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าตามที่ขอมา และให้กองลูกเสืออังกฤษกองนี้ติดเครื่องหมายเป็นรูปธงชาติพื้นสีแดงเครื่องหมายช้างเผือกอยู่ตรงกลางที่แขนเสื้อทั้งสองข้าง ซึ่งกองลูกเสือ กองนี้ยังปรากฏอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้
ต่อมาการฝึกอบรมลูกเสือ ได้ปรากฏผลดีเป็นอย่างยิ่ง พระองค์ทรงให้มีพิธีเข้าประจำกองลูกเสือขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2454 โดยให้ลูกเสือหลวงที่สอบไล่ได้แล้วนั้นเข้ากระทำพิธีประจำกองต่อหน้าพระที่นั่ง ณ พระที่นั่งอภิเษกดุสิต ในพิธีนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้กองลูกเสือต่าง ๆ ที่มีอยู่ในกรุงเทพ ฯ ในเวลานั้น เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย เพื่อศึกษาพิธีการประจำกองด้วย เมื่อลูกเสือได้ทำพิธีเข้าประจำกองกันบ้างแล้ว จึงทรงพระราชทานธง ประจำกองเพื่อรักษาไว้ต่างพระองค์ตามลำดับไป กองลูกเสือหลวงได้รับพระราชทานธงเป็นกองแรกในปี พ.ศ. 2457 และได้ทรงพระราชทานให้กับกองลูกเสือต่าง ๆ เป็นต้น ธงที่พระราชทานให้กองลูกเสือนี้มีรูปร่างลักษณะที่แตกต่างกันไป สุดแต่จะทรงคิดขึ้น พระราชทานให้ตามความเหมาะสมของแต่ละมณฑล
ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2547 พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้มีพระราชกำหนดเครื่องแต่งตัวลูกเสือให้เปลี่ยนแปลงเสียใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับสมัยต่อมาในวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2459 ได้ทรงมีประกาศพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ลูกเสือมณฑลปัตตานีใช้หมวกกลมแบบมลายู ด้วยเหตุผลว่า เนื่องจากลูกเสือในมณฑลปัตตานีนี้ เป็นบุตรหลานชาวมลายู ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กองลูกเสือมณฑลปัตตานีใช้หมวกสักหลากหรือกำมะหยี่สีดำชนิดกลมแบบหมวกมลายูเป็นพิเศษ
ต่อมาในปีพุทธศักราช 2461 พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ออกข้อบังคับลักษณะปกครองลูกเสือ พระพุทธศึกราช 2461 เสียใหม่ เพราะข้อบังคับลักษณะปกครองลูกเสือพระพุทธศักราช 2454 นั้น ได้มีการแก้ไขหลายครั้ง ทำให้มีการกระจัดกระจายอยู่สมควรที่จะรวบรวมเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยขึ้น
โดยที่ทรงมีพระปรีชาญาณและพระราชดำริว่า พลเมืองทุกเพศทุกวัยย่อมเป็นทรัพยากรของชาติ เมื่อชาติเจริญก็ย่อมเจริญด้วยกัน และเมื่อชาติพินาศล่มจมใคร่เล่าจะอยู่ได้ ด้วยเหตุนี้เองภายหลังจากได้ทรงสถาปนาการลูกเสือขึ้นเป็นหลักฐานแล้ว ยังได้ทรงเตรียมการที่จะสถาปนา “เนตรนารี” (GIRL GUIDE) หรือที่เรียกกันว่า “ลูกเสือหญิง” ขึ้นมาด้วย
เพื่อให้เป็นสิ่งคู่กับลูกเสือ ซึ่งได้ตั้งขึ้นเรียบร้อยแล้วสำหรับเด็กชาย ยังขาดอยู่แต่เด็กหญิงเท่านั้น จึงทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้มีการฝึกฝนในแบบเดียวกันให้กับเด็กหญิงบ้าน เพื่อความสมบูรณ์แห่งทรัพยากรดังกล่าว พระองค์จึงทรงมอบให้พระยาไพศาลศิลปะศาสตร์ไปร่างกฎระเบียบไว้ การร่างกฎระเบียบต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อย แต่ยังไม่ทันประกาศตั้งพระองค์ได้เสด็จสวรรคตเสียก่อนในปี พ.ศ. 2463 ได้มีการจัดงานชุมนุมลูกเสือโลกขึ้นเป็นครั้งแรก ณ โอลิมเปีย กรุงลอนดอน โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้คัดเลือกเอานักเรียนกระทรวงธรรมการ ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในประเทศอังกฤษ เป็นผู้แทนคือ
นายสวัสดิ์ สุมิตร
นายศิริ หัพนานนท์
นายส่ง เทพาสิต
นายสิริ แก้วโกเมน
ในปี พ.ศ. 2465 คณะลูกเสือไทยก็ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของคณะลูกเสือโลก ซึ่งในขณะนั้นมีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 31 ประเทศ ทั้ง 31 ประเทศที่เข้าเป็นสมาชิกรุ่นแรกนี้ ถือว่าเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้ง (FOUNDATION MEMBERS)
ปี พ.ศ. 2467 ส่งผู้แทนลูกเสือไทย 10 คน ไปร่วมการชุมนุมลูกเสือโลก ครั้งที่ 2 ณ ประเทศเดนมาร์ค โดยมีพระยาภะรตราชาผู้ดูแลนักเรียนไทยในประเทศอังกฤษ เป็นหัวหน้าคณะส่วนผู้แทนลูกเสือไทยอีก 9 คน เป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในประเทศอังกฤษ คือ นายประเวศ จันทนยิ่งยง นายปุ่น มีไผ่แก้ว นายสวัสดิ์ สุมิตร นายเล็ก สุมิตร นายนารถ โพธิประสาท ม.ล.พันธุ์ ศิริวงศ์ ณ อยุธยา นายทวี บุณยเกตุ นายศิริ หัพนานนท์ และนายวงศ์ กุลพงศ์
และในปีเดียวกันนี้ ในฐานะที่พระองค์ทรงดำรงอยู่ในราชสมบัติมาจะครบ 15 ปี ในปี พ.ศ. 2468 จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เตรียมจัดงานพระราชพิธีเฉลิมฉลองขึ้นเป็นการสมโภชสิริราชสมบัติเสมอด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พร้อมกันนั้นก็ได้โปรดเกล้าให้เตรียมจัดงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ขึ้นที่สวนลุมพินีด้วย ในการเตรียมการสมโภชนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยารามาฆพ เป็นผู้อำนวยการ และพระยาไพศาลศิลปะศาสตร์เป็นเลขาธิการ การจัดงานชุมนุมลูกเสือได้มีการเตรียมการไว้ทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว
ได้มีประกาศการชุมนุมลูกเสือแห่งชาติครั้งแรกและข้อกำหนดต่าง ๆ ไว้อย่างพร้อมมูลแต่แล้วในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2468 เหตุการณ์มหาวิปโยคก็ได้บังเกิดขึ้นอย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน พระองค์ทรงมีพระอาการประชวรด้วยพระโรคเกี่ยวกับพระอันตะ ซึ่งแพทย์หลวงคาดว่าพระอาการจะไม่หนัก ซึ่งขณะนั้นพระองค์ทรงมีพระชนมายุเพียง 45 พรรษา เท่านั้น แต่ก็เสด็จสวรคาลัยโดยฉับพลัน อันเป็นผลให้งานต่าง ๆ ที่เตรียมไว้ต้องหยุดชะงักงันในบัดดล งานชุมนุมลูกเสือ ลูกเสือแห่งชาติครั้งแรกจึงพลอยต้องหยุดชะงักไปด้วยโดยปริยาย
2. การลูกเสือไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7)
เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตลงได้ทำให้ตำแหน่งสภานายก สภากรรมการกลางว่างลง คณะกรรมการสภากรรมการกลางจัดการลูกเสือ จึงนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขออัญเชิญให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ขออัญเชิญให้ทรงรับตำแหน่งนายกสภากรรมการกลาง ก็ปรากฏว่าได้รับพระมหากรุณาธิคุณทรงรับตำแหน่งความก้าวหน้าของกิจการลูกเสือไทย จึงก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง ในปี พ.ศ. 2468 ผู้อำนวยการสมาคมลูกเสือนานาชาติได้แจ้งยังคณะลูกเสือไทยว่า คณะลูกเสืออังกฤษจะจัดให้มีการประชุมในเรื่องเกี่ยวกับลูกเสือรุ่นใหญ่ (ROVER) ขึ้น ณ กรุงลอนดอน พระองค์ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้คัดเลือกนักเรียนไทย 2 คน ไปร่วมประชุม คือ นายปุ่น มีไผ่แก้ว กับนายประเวศ จันทรยิ่งยง ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ เป็นผู้เข้าร่วมประชุม
ในคราวชุมนุมลูกเสือนานาชาติ ณ เมืองคันเดอร์เสตก ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 22 – 28 สิงหาคม พ.ศ. 2469 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าคัดเลือกนักเรียนไทยที่กำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งเคยเป็นรองผู้กำกับ หรือนายหมู่ลูกเสือเอกแล้ว เข้าไปร่วมชุมนุมครั้งนี้ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานให้เรียนฝึกหัดวิชาผู้กำกับด้วย ซึ่งมีผู้ได้รับการคัดเลือก คือ
1. นายสวัสดิ์ สุมิตร
2. นายทวีศักดิ์ บุญหลง
3. นายประเวศ จันทรยิ่งยง
4. นายปุ่น มีไผ่แก้ว
5. นายศิริ หัพนานนท์
6. นายกี ศุนวัต
7. นายเชิน สุนทรวิจารณ์
8. นายจรัส บุนนาค
อันเนื่องมาจากการเตรียมการจัดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติครั้งแรก ในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้หยุดชะงักลงอย่างฉับพลัน เนื่องด้วยเหตุมหาวิปโยค ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2470 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงให้มีการจัดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งแรกขึ้นในงานพระราชพิธีฉัตรมงคลในปลายปี พ.ศ. 2470 โดบทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดงานชุมนุมขึ้น ระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 3 มีนาคม ซึ่งการชุมนุมครั้งนี้มีลูกเสือเข้าร่วมชุมนุมทั้งสิ้น 14 มณฑลด้วยกันโดยมีการจัดที่พระราชอุทยานสราญรมย์ เนื่องจากงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกได้ผลดียิ่ง สมพระราชประสงค์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ กำหนดให้มีการชุมนุมลูกเสือแห่งชาติครั้งต่อไป ทุก 3 ปีต่อครั้ง
ตำแหน่งอุปนายกสภากรรมการกลางจัดการลูกเสือแห่งชาติ (ซึ่งในเวลานั้นใช้คำว่าแห่งสยาม) ซึ่งพระยาไพศาลศิลปะศาสตร์ ดำรงตำแหน่งสนองพระเดชพระคุณมาเป็นเวลาช้านาน นับแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้สร้างสรรค์ความเจริญรุ่งเรืองให้แก่วงการลูกเสือไทยเป็นอเนกประการนั้น ครั้นมาในตอนนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ย้ายพระยาไพศาลศิลปะศาสตร์ จากกระทรวงธรรมการไปรับราชการทางด้านกระทรวงมหาดไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัติ (ต่อมาคือพระวรวงศ์เธอกรมเหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร) เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ในขณะนั้น ทรงเข้ารับหน้าที่นี้แทนตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2472 เป็นต้นมา
ต่อมาสภากรรมการกลางต้องการที่จะให้การปรับปรุงกิจการลูกเสือให้มีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น จึงได้จัดให้มีการอบรมวิชาผู้กำกับขึ้น ณ สมัคยาจารย์สมาคม (เดิมตั้งอยู่ในบริเวณสวนกุหลาบวิทยาลัย) ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม ถึงวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2472 และในปี พ.ศ. 2473 จึงได้มีการจัดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ขึ้น โดยกำหนดไว้ในวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2473 ซึ่งให้การจัดขึ้นที่พระราชอุทยานสราญรมย์ เช่นเดิม ซึ่งตรงกับอภิลักขิตสมัย คล้ายวันพระราชสมภพแห่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว การชุมนุมครั้งนี้ลูกเสือญี่ปุ่นได้มาร่วมชุมนุมด้วย จำนวน 22 คน เมื่อเสร็จสิ้นงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 2 นี้ ซึ่งได้ผลดีเป็นอย่างยิ่ง และเพื่อให้กิจการลูกเสือมีความเจริญยิ่งขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราบทานสถานที่ในบริเวณพระรามราชนิเวศน์ จังหวัดเพชรบุรี (พระราชวังบ้านปืน) เป็นสถานที่อบรม โดยให้จัดขึ้นทุกปี โดยใช้เวลาระหว่างหยุดภาคเรียนฤดูร้อน 2 เดือน ในการอบรม
ประเทศไทยได้เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นผลให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สภานายกสภากรรมการกลางจัดการลูกเสือแห่งชาติ ต้องสละราชสมบัติในกาลต่อมา ทำให้กิจการลูกเสือไทยที่พระองค์ทรงเกื้อกูลอยู่ต่างพลอยซบเซาไปด้วย ประกอบกับพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าธานีนิวัติ ได้ทรงลาออกไป เนื่องจากต้องทรงพ้นจากตำแหน่งเสนาบดี กระทรวงธรรมการ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระบาประมวลวิชาพูล (วงศ์ บุญหลง) เข้ารับหน้าที่แทน เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2475 แต่ดำรงตำแหน่งอยู่เพียงปีเศษ ก็กราบถวายบังคมทูลลาออก เนื่องจากต้องย้ายตำแหน่งหน้าที่จากตำแหน่งเดิม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้พระบาปรีชานุสรณ์ (เสริม ปัณยารชุน) ดำรงตำแหน่งแทน แต่อยู่ในตำแหน่งไม่ถึงปี ก็ต้องกราบบังคมทูลลาออกอีก เนื่องจากมีอาการเจ็บป่วย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ ฯ ให้ น.ท.หลวงศุภชลาศัย (ยศขณะนั้น) เป็นอธิบดีกรมพลศึกษา เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2477 ตำแหน่งอุปนายกสภากรรมการการจัดการลูกเสือแห่งชาติ จึงตกมาอยู่แก่อธิบดีกรมพลศึกษา นับตั้งแต่บัดนั้น ความผันผวนทางการเมืองหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองยังไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งนี้เนื่องจากได้มีการเกิดปฏิวัติเกิดขึ้น เรียกกันว่า “กบฏบวรเดช” การปฏิบัติครั้งนี้ปรากฏว่า ลูกเสือได้เข้าช่วยฝ่ายราชการทหารอย่างกล้าหาญ จนได้รับคำชมเชยจากฝ่ายทหารเป็นอันมาก และในระหว่างที่มีความผันผวนทางการเมืองอยู่นี้ ได้มีการประกาศในพระราชบัญญัติระเบียบราชการบริหารแผ่นดินนั่นเอง โดยให้มีการยุบสภาพกรรมการจัดการลูกเสือมณฑล และให้มีคณะกรรมการลูกเสือจังหวัดขึ้น โดยขึ้นตรงต่อสภากรรมการกลาง จัดการลูกเสือและให้มีคณะกรรมการจัดการลูกเสืออำเภอขึ้น โดยขึ้นตรงต่อคณะกรรมการการจัดการ
ลูกเสือจังหวัด ทำหน้าที่บริหารกิจการลูกเสือจังหวัดและอำเภอด้วย ในขณะเดียวกันได้มีการจัดรูปแบบการบริหารราชการของกระทรวงธรรมการเสียใหม่ ทำให้มีกรมใหม่เกิดขึ้นคือ กรพลศึกษา และกรมพลศึกษาได้มีการแบ่งส่วนราชการออกเป็นกองต่าง ๆ โดยมีกองลูกเสือ สังกัดอยู่ในกรมพลศึกษาด้วย การลูกเสือไทยจึงอยู่ในความรับผิดชอบของกรมพลศึกษานับแต่นั้นมา เนื่องด้วยรัฐบาลในสมัยนั้นได้มีนโยบายที่จะให้มีการฝึกหัดอบรมวิชาทหารแก่นักเรียน ดังนั้น กระทรวงธรรมการจึงได้ออกระเบียบว่าด้วยนักเรียนที่จะสมัครเข้ารับการฝึกอบรมวิชาทหารได้นั้น “จะต้องสอบวิชาลูกเสือเอกได้แล้ว และยังคงเป็นลูกเสือปรำกองอยู่” แสดงให้เห็นว่าช่วงระยะนี้กิจการลูกเสือได้รับความเอาใจใส่จากรัฐบาลเป็นอย่างดี ทั้งนี้ เป็นผลสะท้อนมาจากการที่ลูกเสือได้ช่วยปราบจราจร ทำให้รัฐบาลได้เห็นความสำคัญของการลูกเสือเป็นอย่างดี
กิจการลูกเสือของไทยในยุคภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้มีลูกเสือเกิดขึ้นอีกหนึ่งเหล่า คือ เหล่าสมุทรเสนา โดยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริว่า เป็นการสมควรที่จะจัดการฝึกอบรมและอบรมเด็กที่มีภูมิลำเนาอยู่ในท้องถิ่นที่สมควรจะต้องมีความรู้ความสามารถในวิทยากรทางทะเล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดตั้งกองลูกเสือเหล่าสมุทรเสนาในจังหวัดชายทะเล หรือในท้องถิ่นที่มีการคมนาคมทางน้ำติดต่อกับทะเล ก็ให้ตั้งกองลูกเสือเหล่าสมุทรได้ ความจริงการลูกเสือสมุทรเสนานี้ มิใช่เป็นของแปลกใหม่อันใดในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ได้มีการฝึกฝนอบรมกันขึ้นตามจังหวัดชายทะแลมาแล้ว โดยเลียนแบบจาก “กองลูกเสือน้ำรักษาพระองค์” แต่ทว่าในครั้งนั้นยังมิได้มีการแยกหน่วย ประเภท หลักสูตร และการฝึกฝนอบรมตลอดจนเครื่องแบบต่างกันแต่อย่างใด คงใช้วิธีฝึกรวม ๆ กันไปในหน่วยของลูกเสือเสนานั่นเอง หลังจากที่มีการประกาศตั้งกองลูกเสือสมุทรเสนาได้เพียง 7 วัน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงสละราชสมบัติตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 เป็นต้นไป
3. การลูกเสือไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทร์มหาอานันทมหิดล รัชการที่ 8
เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติแล้ว พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติสืบสนองตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ต่อมา เป็นรัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี ขณะนั้นพระองค์ยังทรงพระเยาว์มาก มีพระชนมายุเพียง 9 พรรษา และกำลังประทับศึกษาวิชาการอยู่ ณ ต่างประเทศ
จึงต้องมีคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ บริหารราชการแผ่นดินในพระปรมาภิไธยการลูกเสือในยุคประชาธิปไตยที่เริ่มต้นเป็นยุคแห่งความซบเซาของลูกเสือเป็นอันมาก ทั้งนี้เกิดจากวิกฤติการณ์ทางการเมืองทั้งภายในและภายนอก วิกฤตการณ์ภายในนั้นได้เกิดข้อขัดแย้งทั้งในฝ่ายสถาบันบริหารและสถาบันนิติบัญญัติ จนถึงกับต้องยุบสภาเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ หลายครั้งวิกฤตการณ์ภายนอก เกิดจากลัทธิเผด็จการได้คุกคามสันติภาพของโลกโดยทั่วไป ในที่สุดก็เกิดสงครามโลกขึ้นในปี พ.ศ. 2482 ประเทศไทยก็เกิดกรณีพิพาทเรื่องดินแดนอินโดจีนของฝรั่งเศสขึ้นอีก จนถึงขั้นปะทะกันเป็นสงครามที่มิได้ประกาศ แต่พอเรื่องสงบลง ประเทศญี่ปุ่นก็จุดชนวนสงคราทางด้านเอเชียบูรพาขึ้นมา เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 สงครามได้ลุกลามมาถึงประเทศไทยด้วย
วิกฤตการณ์เหล่านี้มีผลกระทบถึงกิจการลูกเสือไทยเป็นอันมาก เพราะรัฐบาลได้หันไปสนใจด้านความมั่นคงของประเทศที่สำคัญกว่า และเมื่อสงครามเกิดขึ้นก็มีผลกระทบให้คู่สงครามตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกันด้วย ยังเป็นผลให้ความสัมพันธ์ของกิจการลูกเสือนานาชาติต้องหยุดชะงักไปด้วย
ประกอบรัฐบาลในสมัยนั้นได้จัดให้มีการจัดตั้งยุวชนทหารขึ้นมาซ้อนกับกิจการของลูกเสทอ ทั้งนี้ เพื่อไว้ใช้ประโยชน์ในการรับสถานการณ์คับขันของโลก ซึ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เจริญเติบโตขึ้นมาแทนที่การลูกเสืออย่างรวดเร็ว เป็นผลให้การลูกเสือประสบกับความซบเซาเป็นอันมาก จนถึงที่สุดก็ถึงกับยุบลงกลายสภาพเป็นหนึ่งหนึ่งขององค์การยุวชนทหาร เมื่อปี พ.ศ. 2486 และการเป็นเช่นนี้สิ้นสุดสมัยของรัชกาลที่ 8 กิจการลูกเสือนับตั้งแต่องค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 ยังไม่เคยมีดวงตรงเป็นสัญลักษณะประจำคณะเลย คงใช้เครื่องหมายเป็นรูปเสือตัวเล็ก ๆ ในท่ากำลังเดินยกเท้าหน้าข้างขวาขึ้นข้างหนึ่ง อยู่ภายในวงกลมธรรมดาบ้านเป็นรูปหน้าเสือเฉย ๆ บางทีก็มีคำขวัญว่า”เสียชีพ อย่าเสียสัตย์” อยู่ภายใต้หน้าเสือ ซึ่งเครื่องหมายเหล่านี้เคยใช้ในราชการเสือป่ามาก่อน ครั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สถาปนาลูกเสือขึ้น จึงได้ใช้รวมกันเรื่อยมาในฐานะที่ลูกเสือเป็นส่วนหนึ่งของเสือป่า แต่มิได้มีการประกาศเป็นทางราชการไว้ แต่เมื่อตอนมีความจำเป็นที่จะต้องมีตราประจำคณะลูกเสือแห่งชาติ เพราะสถาบันต่าง ๆ ที่เป็นราชการต่างมีตราประจำคณะของตนด้วยกันทั้งสิ้น และลูกเสือต่าง ๆ ทั่วโลกต่างก็มีดวงตราเป็นเอกลักษณะของตนเองทั้งสิ้น เพื่อให้เข้ากับหลักสากล และสอดคล้องกับการลูกเสือนานาชาติ จึงจำเป็นต้องมีตราคณะลูกเสือแห่งชาติขึ้นโดยคณะลูกเสือ
แห่งชาติมีรูป เฟอร์ เดล ลีร์ กับรูปหน้าเสือประกอบ และมีตัวอักษรจารึกภายใต้ว่า “เสียชีพ อย่าเสียสัตย์”
และเมื่อกิจการลูกเสือได้เวียนมาบรรจงในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2479 คบ 2 วาระ ทางสภากรรมการกลางในขณะนั้นไม่สามารถจะจัดงานสมโภชเฉลิมฉลองให้ใหญ่โตได้ การจัดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติก็ไม่สามารถจะจัดได้ ทั้งนี้ เพราะเหตุการณ์ต่าง ๆ บีบบังคับอยู่ อุปนายกสภากรรมการกลางจึงได้มีโครงการที่จะสร้างพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทยขึ้นโดยจะอัญเชิญประดิษฐ์ฐานไว้ ณ สนามกีฬาแห่งชาติ เน้นแสดงความกตัญญูกตเวทีตอบแด่องค์พระผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย แต่ต่อมาทางสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีการประกาศการสร้างพระบรมรูปเช่นเดียวกัน จึงได้มีการยุบรวมการสร้างองค์เดียวกัน และประดิษฐานอยู่ที่หน้าสวนลุมพินี กรุงเทพมหานครจวบจนทุกวันนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่า เนื่องจากระบอบการปกครองในปัจจุบัน เป็นประชาธิปไตยแล้ว ประกอบกับข้อบังคับลักษณะการปกครองลูกเสือ พ.ศ. 2461 ได้ใช้มาเป็นเวลานานแล้ว และมีการแก้ไขเพิ่มเติมกันอีกหลายครั้ง เหตุดังกล่าวจึงได้มีการออกพระราชบัญญัติลูกเสือพุทธศักราช 2482 ขึ้น ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติฉบับแรกของลูกเสือในระบบประชาธิปไตย ที่เป็นตอนสำคัญ คือ “ให้คณะลูกเสือแห่งชาติมีสภาพเป็นนิติบุคคล” และในปีเดียวกันนี้ “เสือป่า” ซึ่งได้มีอันหยุดชะงักไปเพราะไม่มีใครเอาใจใส่บำรุง หลังจากที่รัชกาลที่ 6 ทรงเสด็จสวรรคตแล้ว และไม่ได้มีการประกาศยกเลิกกิจการนี้ในที่ใด ๆ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงได้ออกพระราชบัญญัติให้ทรัพย์สินกองเสือป่า ตกเป็นของคณะลูกเสือแห่งชาติ จึงมีผลเท่ากับเป็นการประกาศเลิกล้มกองเสือป่าตกเป็นของคณะลูกเสือแห่งชาติ จึงมีผลเท่ากับเป็นการประกาศเลิกล้มกองเสือป่าให้สิ้นสภาวะไปโดยปริยาย จะเห็นได้ว่ากิจการลูกเสือไทยในสมัยรัชกาลที่ 8 นั้นมีการซบเซาเป็นอันมาก ทั้งนี้ เนื่องมาจากวิกฤตการณ์หลาย ๆ ด้านด้วยกัน จวบจนสิ้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ซึ่งถูกลอบปลงพระชนม์ ณ พระที่นั่งบรมพิมาน เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 เวลา 09.00 น.
4. การลูกเสือไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9)
ครั้งถึงรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช การลูกเสือได้เริ่มมีการฟื้นฟูขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง และเพื่อให้กิจการลูกเสือไทยได้ดำเนินการต่อไป จึงได้มีการออกพระราชบัญญัติลูกเสือ พุทธศักราช 2490 อีกฉบับหนึ่ง ซึ่งมีหลักการคล้ายกับพระราชบัญญัติลูกเสือฉบับปีพุทธศักราช 2482 แต่มีสาระสำคัญเพิ่มขึ้น คือ “กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่ง พระบรมราชูปถัมภ์คณะลูกเสือแห่งชาติ” และได้มีการโอนทรัพย์สินของลูกเสือซึ่งตกเป็นขององค์การยุวชนทหารกลับมาเป็นคณะลูกเสือแห่งชาติอย่างเดิม ซึ่งเท่ากับองค์การยุวชนทหารแห่งชาติต้องสลายตัวไปด้วยตามพระราชบัญญัติฉบับนี้
เนื่องจากชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ซึ่งเคยได้จัดมาแล้ว 2 ครั้ง แต่มีอันต้องหยุดชะงักไปด้วยวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ซึ่งว่างเว้นไปถึง 24 ปี เต็ม ทางราชการจึงได้กำหนดให้มีการจัดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 3 ขึ้น อีกครั้งหนึ่ง ในระหว่างวันที่ 20 – 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2497 ณ กรีฑาสถานแห่งชาติ และในการออกพระราชบัญญัติพุทธศักราช 2490 นี้ ยังได้กำหนดให้เหรียญลูกเสือ 2 ชนิด คือ เหรียญลูกเสือสรรเสริญและเหรียญลูกเสือสดุดี เหรียญลูกเสือสรรเสริญมีการแบ่งเป็น 3 ชั้น คือ ชั้นที่ 1 ชั้นที่ 2 ชั้นที่ 3 โดยถือเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชนิดหนึ่ง สำหรับพระราชทานแก่ลูกเสือผู้มีความดีความชอบที่ได้บัญญัติไว้เป็นชั้น ๆ ไป เหรียญลูกเสือสดุดีมีชั้นเดียว โดยถือเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์อีกชนิดหนึ่ง สำหรับพระราชทานแก่ผู้มีความดีความชอบตามที่ได้บัญญัติไว้
กิจการลูกเสือในสมัยรัชกาลที่ได้มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก และแพร่ขยายไปอย่างรวดเร็ว ทั้งในโรงเรียนและประชาชน ในปี พ.ศ.2507 รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติลูกเสือพุทธศักราช 2507 เพิ่มขึ้นอีก 1 ฉบับ เพื่อปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยลูกเสือให้ทันสมัยและทันเหตุการณ์โดยมีหลักการสำคัญ คือ
มาตรา 5 ให้คณะลูกเสือแห่งชาติ ประกอบด้วยบรรดาลูกเสือทั้งปวง ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ผู้ตรวจการลูกเสือ กรรมการลูกเสือ และเจ้าหน้าที่ลูกเสือ
มาตรา 8 พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของคณะลูกเสือแห่งชาติ
ต่อมาปี 2509 ได้มีการออกพระราชบัญญัติลูกเสือ (ฉบับที่ 3) ซึ่งได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม หลักกาหลายประการด้วยกันรวมทั้งได้กำหนดให้เหรียญลูกเสือสดุดีแบ่งเป็น 3 ชั้น ด้วย
ในปี พ.ศ. 2530 ได้มีการออกพระราชบัญญัติลูกเสือ (ฉบับที่ 4) อีก 1 ฉบับ โดยมีหลักการที่สำคัญคือ กำหนดให้มีเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นสิริยิ่งรามกีรติลูกเสือสดุดีขั้นพิเศษเพิ่มขึ้นอีก 1 เหรียญ
นอกจากการมีการออกพระราชบัญญัติลูกเสือฉบับต่าง ๆ แล้ว กิจกาลูกเสือในสมัยรัชกาลนี้ได้เข้าถึงประชาชนด้วย โดยได้มีการเปิดการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านขึ้นด้วย เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2514 หมู่บ้านเหล่ากอหก ตำบลแสงพา กิ่งอำเภอนาแห้ว อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ขึ้นเป็นรุ่นแรกของประเทศไทย โดยมี พ.ต.ต.สมควร หริกุล ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนเขต 4 ในขณะนั้น นายวิโรจน์ พูลสุข อดีตศึกษาธิการเขต เขตการศึกษา 9 จังหวัดอุดรธานี นายสมเกียรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยวิทยากรจากกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน เขต 4 และวิทยากรจากเขตการศึกษา 9 เป็นผู้ริเริ่มจัดทำหลักสูตรและดำเนินการฝึกอบรม ปรากฏว่าได้ผลดีเป็นอันมาก เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการฝึกอบรม เมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2519 เป็นที่พอพระราชหฤทัย จึงได้ทรงรับกิจการลูกเสือชาวบ้านไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ตั้งแต่นั้นมา กิจการลูกเสือชาวบ้านได้แพร่ขยายไปทั่วไประเทศอย่างรวดเร็ว จนในปัจจุบันนี้มีลูกเสือชาวบ้านทั่วประเทศไทยนับเป็นพัน ๆ รุ่น
ด้วยวิชาการและการฝึกอบรม ในยุคนี้ความก้าวหน้าทางด้านวิชาการและการฝึกอบรม ว่ามีความก้าวหน้าไปมากทั้งทางด้นการฝึกอบรมผู้บังคับบัญชาลูกเสือทุกประเภทและทุกระดับ และการฝึกอบรมของสมาคมลูกเสือโลก ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นเอกภาพทางด้านวิชาการทุกประเทศ ทางด้นการฝึกอบรมลูกเสือได้มีการตั้งกองลูกเสือเหล่าสมุทร และกองลูกเสือเหล่าอากาศเพิ่มขึ้น ได้มีคำสั่งของกระทรวงศึกษาธิการให้นำหลักสูตรวิชาลูกเสือเข้าอยู่ในหลักสูตรของโรงเรียน มีการจัดตั้งกองลูกเสือวิสามัญขึ้นในโรงเรียน มีการจัดตั้งค่ายลูกเสือระดับจังหวัดและระดับอำเภอทั่วประเทศ เพื่อใช้เป็นที่ฝึกอบรมผู้บังคับบัญชาลูกเสือและเสือ
ด้านกิจกรรมของลูกเสือภายในประเทศ ได้มีการจัดชุมนุมลูกเสือแห่งชาติจำนวนหลายครั้ง และเป็นเจ้าภาพในการจัดงานชุมนุมลูกเสือเขตเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 5 เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมสมัชชาลูกเสือโลกเขตเอเชียแปซิฟิก ในปี พ.ศ. 2529 มีคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติหลายท่านได้รับเลิกให้เป็นคณะกรรมการบริหารลูกเสือประจำสำนักงานลูกเสือโลก และกรรมการบริหารลูกเสือเขตเอเชียแปซิฟิก และมีคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติได้รับเกียรติให้
ได้รับเหรียญสดุดีลูกเสือโลก และศูนย์ฝึกอบรมผู้บังคับบัญชาลูกเสือนานาชาติ แห่งกิลเวปาร์ค ประเทศอังกฤษ ได้ทูลเกล้าถวายเครื่องหมายแสดงคุณวุฒิทางลูกเสือชั้นสูงสุดของโลกแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (เครื่องหมายวูดแบดจ์ 4 ท่อน ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพระประมุขของคณะลูกเสือแห่งชาติ และเป็นเพียงพระองค์เดียวในโลกที่ได้รับการทูลเกล้าถวายเครื่องหมายนี้ ในด้านกิจกรรมในต่างประเทศ ได้มีการส่งผู้แทนเข้าร่วมชุมนุมลูกเสือโลก การชุมนุมลูกเสือเขตเอเชียแปซิฟิกทุกครั้ง และงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติของประเทศต่าง ๆ ที่ได้เชิญมา
การลูกเสือในยุคนี้จึงนับได้ว่าเป็นบุคคลที่มีความก้าวหน้ารุ่งเรืองมากที่สุดกว่าทุกยุค และมีความก้าวหน้าจนรุดหน้าประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศที่เป็นสมาชิกของสมาคมลูกเสือโลก ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 154 ประเทศ เป็นบุคคลที่มีความก้าวหน้ากว่าทุกยุคของการลูกเสือไทยในทุกด้าน ทั้งทางด้านอุดมการณ์ ด้านการบริหาร ด้านวิชาการ และด้านกิจกรรม นอกจากนี้ กิจกรรมบางอย่างยังมีความก้าวหน้าที่ประเทศอื่น ๆ ยังไม่มี นั่นคือ ลูกเสือชาวบ้าน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำให้ประชาชนเกิดความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และมีความสามัคคีกัน ตลอดจนการรู้จักพัฒนาตนเองและสังคมในชุมชนของตนให้ดีขึ้นเป็นอันมาก
--------------------------------------------
โครงสร้างคณะลูกเสือแห่งชาติ เอกสารประกอบบทเรียนที่ 4

โครงสร้างคณะลูกเสือแห่งชาติ มีปรากฏในพระราชบัญญัติลูกเสือ พ.ศ. 2528 และข้อบังคับคณะลูกเสือแห่งชาติ ซึ่งอาจสรุปได้ดังนี้
1. คณะลูกเสือแห่งชาติ ประกอบด้วยบรรดาลูกเสือทั้งปวง ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ผู้ตรวจการลูกเสือก กรรมการลูกเสือ และเจ้าหน้าที่ลูกเสือ (มาตรา 5)
2. คณะลูกเสือแห่งชาติเป็นนิติบุคคล (มาตรา 6)
3. พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขของคณะลูกเสือแห่งชาติ (มาตรา 8)
4. สภาลูกเสือแห่งชาติ ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีเป็นสภานายก รองนายกรัฐมนตรีเป็นอุปนายก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ อธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมในกระทรวงศึกษาธิการ อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมตำรวจ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการจังหวัด และศึกษาธิการเขต เป็นกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่น้อยกว่าสี่สิบคนแต่ไม่เกินแปดสิบคน ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง
ให้อธิบดีกรมพลศึกษาเป็นกรรมการและเลขาธิการ รองอธิบดีกรมพลศึกษาเป็นกรรมการและรองเลขาธิการ ฯ และผู้อำนวยการกองลูกเสือเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการ ฯ
สภาลูกเสือแห่งชาติอาจมีสภานายกกิตติมศักดิ์ อุปนายกกิตติมศักดิ์ และกรรมการกิตติมศักดิ์ ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี และเมื่อพ้นตำแหน่งอาจทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งอีกก็ได้ (มาตรา 13)
สภาลูกเสือแห่งชาติมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้
- วางนโยบายเพื่อความมั่นคงและความเจริญก้าวหน้าของคณะลูกเสือแห่งชาติ
- พิจารณารายงานประจำปีของคณะลูกเสือแห่งชาติ
- ให้คำแนะนำในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ (มาตรา
13) โดยปกติมีการประชุมสภาลูกเสือแห่งชาติปีละ 1 ครั้ง ในต้นเดือนกรกฎาคมของทุกปี ใช้เวลาประชุมครั้งละ 3 – 5 วัน
5. คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกินยี่สิบคน ซึ่งสภานายกสภาลูกเสือแห่งชาติแต่งตั้ง
ให้อธิบดีกรมพลศึกษา เป็นกรรมการเลขาธิการ ฯ รองอธิบดีกรมพลศึกษาเป็นกรรมการและรองเลขาธิการ ฯ และผู้อำนวยการกองลูกเสือเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ฯ
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี และเมื่อพ้นตำแหน่งอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ (มาตรา 15)
6. สำนักงานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ตั้งอยู่ที่ศาลาวชิราวุธ ถนนพระรามที่ 1 หน้าสนามกีฬาแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร มีเลขาธิการคณะกรรมการบริหาร ฯ เป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ และมีเจ้าหน้าที่ตามสมควร และเพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ได้จัดตั้งผู้ตรวจการและคณะอนุกรรมการขึ้น 9 คณะ เพื่อดำเนินงานดังต่อไปนี้
1. ผู้ตรวจการลูกเสือฝ่ายบริหาร
2. ผู้ตรวจการลูกเสือฝ่ายจัดหาทุน
3. ผู้ตรวจการลูกเสือฝ่ายต่างประเทศ
4. ผู้ตรวจการลูกเสือฝ่ายประชาสัมพันธ์
5. ผู้ตรวจการลูกเสือฝ่ายวิชาการ
6. ผู้ตรวจการลูกเสือฝ่ายฝึกอบรม
7. ผู้ตรวจการลูกเสือฝ่ายพัฒนาชุมชน
8. ผู้ตรวจการลูกเสือฝ่ายกิจกรรมพิเศษ
9. ผู้ตรวจการลูกเสือฝ่ายลูกเสือชาวบ้าน
10. ผู้ตรวจการลูกเสือฝ่ายสิ่งแวดล้อม
7. งานลูกเสือในระดับจังหวัด ให้มีคณะกรรมการลูกเสือจังหวัดประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดและปลัดจังหวัดเป็นรองประธาน ผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดและอำเภอเป็นกรรมการ และกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่าสิบห้าคน แต่ไม่เกินสามสิบคน ซึ่งประธานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติแต่งตั้ง
ให้ศึกษาธิการจังหวัดเป็นกรรมการและเลขาธิการ และผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัดเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการ
ประธานคณะกรรมการลูกเสือจังหวัดจะแต่งตั้งบุคคลผู้สนับสนุนกิจการลูกเสือเป็นกรรมการลูกเสือพิเศษประจำจังหวัดก็ได้ กรรมการลูกเสือพิเศษประจำจังหวัดมีสิทธิ์เข้าชี้แจงแสดงความเห็นใจการประชุมคณะกรรมการลูกเสือจังหวัด แต่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงลงคะแนน
ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการลูกเสือจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัดและศึกษาธิการจังหวัดเป็นรองผู้อำนวยการลูกเสือจังหวัด และผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัดเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการลูกเสือจังหวัด มีหน้าที่บริการลูกเสือในจังหวัด (มาตรา 26)
สำหรับกรุงเทพมหานคร ระเบียบการการปกครองลูกเสือเป็นพิเศษ ตามข้อบังคับคณะลูกเสือแห่งชาติ ว่าด้วยการปกครอง หลักสูตร และวิชาพิเศษลูกเสือ พ.ศ 2519 ข้อ 136 – 140 โดบอนุโลม
สโมสรลูกเสือแต่ละแห่งต้องจดทะเบียนเป็นสมาคม ในส่วนกลางอยู่ในความดูแลของเลขาธิการคณะกรรมการบริหาร ฯ ส่วนสโมสรลูกเสือในจังหวัดต่าง ๆ อยู่ในความดูแลของผู้อำนวยการลูกเสือจังหวัด
แต่ละจังหวัดมีคณะกรรมการลูกเสือจังหวัด ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน นายอำเภอเป็นกรรมการ และกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่า 15 คน แต่ไม่เกิน 30 คน ซึ่งประธานคณะกรรมการบริหาร ฯ แต่งตั่ง
ประธานคณะกรรมการบริหาร ฯ อาจแต่งตั้งกรรมการลูกเสือพิเศษประจำจังหวัดได้ (มาตรา 23)
คณะกรรมการลูกเสือจังหวัดอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี และเมื่อพ้นจากตำแหน่งอาจแต่งตั้งอีกได้ (มาตรา 25)
- ส่งเสริมความมั่นคงและความเจริญก้าวหน้าของการลูกเสือในจังหวัด
- พิจารณารายงานประจำปีของลูกเสือจังหวัด
- ให้คำแนะนำผู้อำนวยการลูกเสือจังหวัดในการปฏิบัติงานลูกเสือ (มาตรา 24)
8. งานลูกเสือในระดับอำเภอ ให้มีคณะกรรมการลูกเสืออำเภอ ประกอบด้วย นายอำเภอเป็นประธาน ปลัดอำเภอผู้รับผิดชอบงานปกครองเป็นรองประธาน หัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอเป็นกรรมการ และกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่าสิบคน แต่ไม่เกินยี่สิบคน ซึ่งประธานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติแต่งตั้ง (มาตรา 29)
ให้ศึกษาธิการอำเภอเป็นกรรมการและเลขานุการ และผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
ประธานคณะกรรมการลูกเสือจังหวัด จะแต่งตั้งบุคคลผู้สนับสนุนกิจการลูกเสือเป็นกรรมการลูกเสือพิเศษประจำอำเภอก็ได้
ในอำเภอหนึ่งให้จัดระเบียบการปกครองลูกเสือตามเขตอำเภอ (มาตรา 28)
ให้นายอำเภอเป็นผู้อำนวยการลูกเสืออำเภอ ปลัดอำเภอผู้รับผิดชอบงานปกครอง และศึกษาธิการอำเภอเป็นรองผู้อำนวยการลูกเสือ และผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการลูกเสืออำเภอ มีหน้าที่บริหารการลูกเสือในอำเภอ (มาตรา 32)
คณะกรรมการลูกเสืออำเภออยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี และเมื่อพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ (มาตรา 31 )
คณะกรรมการลูกเสืออำเภอมีอำนาจและหน้าที่ดังนี้
- ส่งเสริมความมั่นคงและความเจริญก้าวหน้าของการลูกเสือในอำเภอ
- พิจารณารายงานประจำปีของลูกเสืออำเภอ
- ให้คำแนะนำผู้อำนวยการลูกเสืออำเภอในการปฏิบัติงานลูกเสือ (มาตรา 30)
นโยบายคณะลูกเสือแห่งชาติ
ข้อ 1 ส่งเสริมการดำเนินงานตามกฎหมายว่าด้วยลูกเสือ เร่งรัดการตรวจ พ.ร.บ.ลูกเสือ ปรับปรุงข้อบังคับคณะลูกเสือแห่งชาติ ว่าด้วยการปกครอง หลักสูตร และวิชาพิเศษลูกเสือ กฎกระทรวงว่าด้วยเครื่องแบบลูกเสือ
ข้อ 2 ปรับปรุงระบบการบริหารกิจการลูกเสือ โครงสร้างและการบริหารของสำนักงาน คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ตลอดจนส่งเสริมพัฒนาบุคลากรทางลูกเสือ เพื่อยกระดับมาตรฐานการลูกเสือให้สูงขึ้น
ข้อ 3 เร่งรัดพัฒนาการฝึกอบรมครูผู้สอนวิชาลูกเสือ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ทุกประเภท ทุกระดับ ให้มีปริมาณและคุณภาพ โดยคำนึงถึงสัดส่วนที่เหมาะสม
ข้อ 4 ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน การฝึกอบรมลูกเสือผู้บังคับบัญชาลูกเสือ โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี ตลอดจนการผลิตคู่มือสื่อการเรียนต่าง ๆ
ข้อ 5 เร่งรัดและสำรวจตรวจสอบ จัดทำทะเบียนสถิติ สำมะโนประชากรลูกเสือ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ กองลูกเสือ ทุกประเภท ทุกระดับ ทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน ตลอดจนทรัพย์สินของคณะลูกเสือแห่งชาติ ให้ถูกต้องเป็นปัจจุบัน เพื่อประโยชน์แก่การวางแผนพัฒนากิจการลูกเสือระยะยาวทั้งในระดับชาติ ระดับจังหวัดและระดับอำเภอ
ข้อ 6 ส่งเสริมการศึกษา ค้นคว้า วิเคราะห์ การดำเนินงานด้านการบริหารงาน ลูกเสือด้านวิชาการ ด้านการฝึกอบรม และด้านกิจกรรมลูกเสือ เพื่อปรับปรุงให้กิจการลูกเสือเจริญก้าวหน้า
ข้อ 7 ส่งเสริมความสัมพันธ์ และความเข้าใจอันดีกับลูกเสือนานาชาติ โดยส่งลูกเสือและผู้บังคับบัญชาลูกเสือไปเยือนและร่วมชุมนุมลูกเสือของประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซี่ยน ประเทศในเขตเอเซีย-แปซิฟิก และร่วมกิจการลูกเสือโลกตามโอกาสกับจัดผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ได้มีโอกาสไปรับการฝึกอบรมในต่างประเทศเพื่อเพิ่มเติมความรู้ในวิชาลูกเสือ
ข้อ 8 ส่งเสริมให้ลูกเสือ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือทุกประเภททุกระดับรักษาวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ไทย ร่วมกันสร้างภาพพจน์ที่ดีแก่การลูกเสือในแนวทางของความซื่อสัตย์สุจริต ความจงรักภักดี ความเสียสละ ความสามัคคี ความมีระเบียบวินัย และความเป็นผู้มัธยัสถ์ ตลอดจนการได้อุทิศตนบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม ตามอุดมการณ์ของลูกเสือ
ข้อ 9 ส่งเสริมและสนับสนุนให้ลูกเสือ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ให้รู้จักการพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง ตลอดจนการบริการชุมชนในทุกด้าน ตามความสามารถและโอกาสอันควร
ข้อ 10 ส่งเสริมงานตามประชาสัมพันธ์กิจการลูกเสือ ตลอดจนการสนับสนุนให้มีการดำเนินการจัดหาทุนเพื่อการพัฒนากิจการลูกเสือ และความร่วมมือระหว่างองค์การต่าง ๆ ทั้งในภาครัฐบาลและเอกชน ให้เกิดการประสานสัมพันธ์ในการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อ 11 ทำนุบำรุงและพัฒนาค่าลูกเสือ ให้อยู่ในสภาพของค่ายอเนกประสงค์เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการลูกเสือหรือสาธารณประโยชน์อื่น ๆ
ข้อ 12 ส่งเสริมให้มีการชุมนุมลูกเสือระดับจังหวัด ในวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ และจัดให้มีการชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ 4 ปีต่อครั้ง
ข้อ 13 ส่งเสริมให้มีการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดตั้งกองลูกเสือนอกระบบโรงเรียน ให้เป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย และดำเนินกิจการลูกเสืออย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อ 14 ส่งเสริมสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลต่าง ๆ แก่ลูกเสือผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ตลอดจนการยกย่อง ประกาศเกียรติคุณการบำเหน็จความดีความชอบเพื่อเป็นการบำรุงขวัญ และกำลังใจที่จะปฏิบัติตนตามอุดมการณ์ของคณะลูกเสือแห่งชาติ
ข้อ 15 ส่งเสริมกิจการลูกเสือชาวบ้านให้เจริญก้าวหน้าทั้งปริมาณและคุณภาพให้มีความสำนึกในหน้าที่ สิทธิ และความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนความมั่นคงปลอดภัยของประเทศชาติ
--------------------------------------------
สาระสำคัญของการลูกเสือ เอกสารประกอบบทเรียนที่ 5
1. ภูมิหลังของลูกเสือ
ขบวนการลูกเสือคืออะไร
ขบวนการลูกเสือ คือ ขบวนการพัฒนาเยาวชน มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกอบรมให้การศึกษาและพัฒนาเยาวชนให้เป็นพลเมืองดี โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ ศาสนา ทั้งนี้เป็นไปตามความมุ่งประสงค์ หลักการและวิธีการซึ่งผู้ให้กำเนิดลูกเสือโลกได้ให้ไว้
ขบวนการนี้เป็นขบวนการระดับโลก มีประเทศสมาชิก 154 ประเทศ กอปรด้วยผู้บังคับบัญชาลูกเสือและลูกเสือ ประมาณ 28,000,000 คน
ปัจจุบันขบวนการลูกเสือถือเป็นขบวนการทางการศึกษาสายหนึ่ง ซึ่งมุ่งพัฒนาสมรรถภาพของบุคคลทั้งทางสมอง ร่างกาย จิตใจ และศีลธรรม เพื่อให้เป็นบุคคลที่มีความประพฤติอันดีงาม ไม่กระทำตนเป็นปัญหาต่อสังคม ดำรงชีวิตอย่างมีความหมาย และสุขสบาย
2. องค์ประกอบสำคัญของการลูกเสือ
2.1 ลูกเสือ
2.2 ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ
2.3 มีจุดหมายหรืออุดมการณ์
2.4 กิจกรรม (โดยเฉพาะกิจกรรมกลางแจ้ง)
2.5 การบริหารงาน
3. จุดมุ่งหมายหรืออุดมการณ์ของคณะลูกเสือแห่งชาติ
อุดมการณ์ของลูกเสืออยู่ที่การปฏิบัติตามคำปฏิญาณของกฎของลูกเสือ
4. วัตถุประสงค์ของคณะลูกเสือแห่งชาติ
ตามมาตรา 7 คณะลูกเสือแห่งชาติ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาลูกเสือทั้งทางกาย สติปัญญา จิตใจ และศีลธรรม ให้เป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ ช่วยสร้างสรรค์สังคมให้มีความเจริญก้าวหน้า เพื่อความสงบสุข และความมั่นคงของประเทศชาติ ตามแนวทางดังต่อไปนี้
4.1 ให้มีนิสัยในการสังเกต จดจำ เชื่อฟัง และพึ่งตนเอง
4.2 ให้ซื่อสัตย์สุจริต มีระเบียบวินัย และเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
4.3 ให้รู้จักบำเพ็ญตนเพื่อสาธารณประโยชน์
4.4 ให้รู้จักทำการฝีมือและฝึกฝนให้ทำกิจการต่าง ๆ ตามความเหมาะสม
4.5 ให้รู้จักรักษาและส่งเสริมจารีตประเพณี วัฒนธรรม และความมั่นคงของประเทศชาติ ทั้งนี้ โดยไม่เกี่ยวข้องกับลัทธิการเมืองใด ๆ
5. หลักการสำคัญของลูกเสือ
5.1 นับถือศาสนา
5.2 มีความจงรักภักดีต่อประเทศชาติของตน
5.3 มีความศรัทธาในมิตรภาพและความเป็นพี่น้องของลูกเสือทั่วโลก
5.4 บำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น
5.5 ยอมรับและปฏิบัติตามคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ
5.6 เข้าเป็นสมาชิกด้วยความสมัครใจ
5.7 มีความเป็นอิสระต่ออิทธิพลทางการเมือง
5.8 มีกำหนดการพิเศษสำหรับการฝึกอบรม โดยอาศัย
- ระบบหมู่ ระบบกลุ่ม
- การทดสอบเป็นขั้น ๆ
- เครื่องหมายวิชาพิเศษ
- กิจกรรมกลางแจ้ง
6. วิธีการ
วิธีการที่จะบรรลุถึงจุดหมายหรืออุดมการณ์ของคณะลูกเสือแห่งชาติ คือ การจัดให้มีการฝึกอบรมที่ก้าวหน้า สนุกสนาน ดึงดูดใจ โดยอาศัยคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือเป็นบรรทัดฐาน มีผู้ใหญ่เป็นผู้คอยให้คำแนะนำ
กุศโลบายในการฝึกอบรมลูกเสือ ใช้หลักสำคัญดังต่อไปนี้
6.1 เครื่องแบบลูกเสือ ถือว่าเป็นเครื่องแบบที่มีเกียรติ เป็นเครื่องหมายแห่งความดี ดังนั้น ลูกเสือจะต้องพิถีพิถันในการแต่งเครื่องแบบลูกเสือที่ถูกต้องและสะอาดเรียบร้อยอยู่เสมอ กับทั้งจะต้องประพฤติปฏิบัติตนให้สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกเสือ เพื่อเป็นการรักษาชื่อเสียงของตนและของคณะลูกเสือแห่งชาติ ส่วนเจ้าหน้าที่ทุกคนก็ควรแต่งเครื่องแบบลูกเสือในโอกาสอันควร และถือว่าเป็นเครื่องแบบแห่งความเสียสละในการที่ตนได้มีบทบาทในการฝึกอบรมเด็กให้เป็นพลเมืองดี
6.2 คำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ ผู้กำกับพึงหมั่นฝึกอบรมให้ลูกเสือเข้าใจและปฏิบัติตามคำปฏิญาณและกฎของลูกเสืออยู่เสมอ โดยเฉพาะในเรื่องความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ความเป็นพี่น้องของลูกเสือทั่วโลก และการกระทำความดีต่าง ๆ โดยเน้นให้เห็นว่าเป็นพลเมืองดีนั้นจะต้องเป็นผู้กระทำความดี และใช้ความดีนั้นให้เป็นประโยชน์ มิใช่เป็นคนดีโดยอยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไรเลย
6.3 การบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำให้กิจการลูกเสือมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไป รากฐานของคติพจน์ของลูกเสือทั้ง 4 ประเภท เกี่ยวข้องกับอุดมคติของลูกเสือในการบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น
“ ทำดีที่สุด” คือ การทำเพื่อคนอื่นหรือเพื่อส่วนรวม เป็นการกระทำที่ดีที่สุด
“จงเตรียมพร้อม” คือ พร้อมที่จะทำความดี พร้อมเพื่อสร้าง พร้อมเพื่อส่วนรวม
“มองไกล” คือ มองให้เห็นผล มองให้เห็นคนอื่น มองให้เห็นส่วนรวมมิใช่มองแต่ตนเองหรือผลประโยชน์ของตัวเอง
“บริการ” คือ การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อื่น ส่วนรวม
นอกจากนี้ในคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ ก็ได้ระบุถึงการบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่นโดยถือว่าสำคัญมาก แหล่งหรือโอกาสที่ลูกเสือจะบำเพ็ญประโยชน์นั้น ควรเริ่มจากสิ่งที่ใกล้ตัวก่อนแล้วขยายให้กว้างออกไปตามวัยและความสามารถของลูกเสือ
6.4 การฝึกอบรมที่มีต่อเนื่องกันและก้าวหน้าสูงขึ้น
6.5 ระบบหมู่ ฝึกความรับผิดชอบ การเป็นผู้นำ ผู้ตาม การปกครองระบบประชาธิปไตย
6.6 ระบบเครื่องหมายวิชาพิเศษมีมากมายหลายอย่าง ซึ่งลูกเสืออาจเลือกเรียนเรื่องที่ตนสนใจได้ และเมื่อได้ผ่านการทดสอบแล้ว ก็จะได้รับเครื่องหมายซึ่งนำมาติดกับเครื่องแบบเป็นการเชิดชูเกียรติและแสดงสมรรถภาพของตนส่วนหนึ่ง
6.7 กิจกรรม โดยเฉพาะกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น เดินทางไกล อยู่ค่ายพักแรม
6.8 การเล่น (เกมต่าง ๆ)
7. แนวการพัฒนาลูกเสือ 8 ประการ
7.1 พัฒนาทางกาย
7.2 พัฒนาทางสติปัญญา
7.3 พัฒนาทางจิตใจและศีลธรรม
7.4 พัฒนาในเรื่องการสร้างค่านิยม
7.5 พัฒนาทางสัมพันธภาพระหว่างบุคคล
7.6 พัฒนาสัมพันธภาพทางสังคม
7.7 พัฒนาทางสัมพันธภาพต่อชุมชน
7.8 พัฒนาทางด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
8. พลเมืองดีในทัศนะของการลูกเสือ
8.1 มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
8.2 มีเกียรติเชื่อถือได้
8.3 มีระเบียบวินัย สามารถบังคับใจตนเองได้
8.4 สามารถพึ่งตนเองได้
8.5 เต็มใจและสามารถช่วยเหลือชุมชน และบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่นได้ทุกเมื่อ
9. ประโยชน์ของการลูกเสือ
9.1 เป็นการศึกษานอกแบบ (NON FORMAL EDUCATION)
9.2 ช่วยเสริมการศึกษาในโรงเรียนในด้าน
- ความประพฤติ นิสัยใจคอ สติปัญญา
- ความมีระเบียบวินัย
- สุขภาพและพลัง
- หน้าที่พลเมืองและการบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น
10. ท่านได้อะไรจากกองลูกเสือ
10.1 การผจญภัย
10.2 มิตรภาพ
10.3 มีชีวิตกลางแจ้ง
10.4 การสนุก
10.5 ความสัมฤทธิผล
11. กิจกรรมลูกเสือต้องการอะไร
11.1 ต้องการเยาวชนมาสมัครเป็นลูกเสือมากขึ้น
(พลเมืองดีมีคุณภาพาจะมีมากขึ้น)
11.2 ต้องการผู้บังคับบัญชาที่มีสมรรถภาพในการฝึกอบรม
11.3 ต้องการเงินเพียงพอ เพื่อนำมาใช้ในการฝึกอบรมและบริหารกิจการลูกเสือ
----------------------------------------------
คำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ เอกสารประกอบบทเรียนที่ 6
คำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ
การฝึกอบรมลูกเสือให้เป็นพลเมืองที่ดี เพื่อให้บุคคลที่สังคมและประเทศชาติต้องการนั้น “คำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ” เป็นหลักการและบรรทัดฐานของการลูกเสือที่สำคัญที่สุดในการให้การฝึกอบรมลูกเสือทุกประเภท ทุกหมู่เหล่า
การสอนเรื่องคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ ผู้กำกับลูกเสือจะต้องสอนลูกเสือด้วยการสอนตามตัวบทในคำปฏิญาณและกฎโดยตรง มีกลวิธีการสอนและการฝึกอบรมอีกมากมายที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการสอน เรื่อง “คำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ” ได้
ในฐานะที่ท่านเป็นผู้กำกับลูกเสือ ท่านจะทำอย่างไรจึงจะฝึกอบรมลูกเสือของท่านโดยหวังว่าผลของคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือจะต้องซึมซับเข้าไปในตัวของลูกเสือทุกคน ทุกระดับ จากลูกเสือสำรองจนถึงลูกเสือสามัญ
บี.พี. ได้เคยใช้วิธีการฝึกอบรมลูกเสือของเขาแล้ว โดยนำเอากลวิธีการฝึกอบรมที่เรียกว่า “การเรียนปนเล่น” ซึ่งดูเสมือนว่าเป็นกลวิธีที่เหมาะสมสำหรับเด็กๆ มากที่สุด และการ ผสมผสานกับการปฏิบัติกิจกรรมที่เป็นจริงในกิจกรรมกลางแจ้งที่จัดเตรียมการล่วงหน้าไว้แล้วอย่างเหมาะสมการสอนหรือฝึกอบรมเรื่องคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าหนักใจสำหรับผู้กำกับลูกเสือที่ดี
อย่างไรก็ตามการกระทำตัวอย่างที่ดีของผู้กำกับลูกเสือก็นับเป็นเรื่องสำคัญไม่ใช่น้อย เพราะผู้กำกับลูกเสือเปรียบเสมือนเพื่อนหรือพี่ จะต้องเป็นแบบอย่างและแม่พิมพ์ที่ดีของลูกเสือ เขาเหล่านั้นจะดำเนินการตามตัวอย่างที่ได้พบเห็นมา ดังนั้น ผู้กำกับลูกเสือจะต้องพยายามสอนและฝึกอบรมลูกเสือด้วยประสบการณ์ตรงที่เลือกเป็นตัวอย่างที่ดีไว้ล่วงหน้าแล้วด้วย
ลูกเสือทุกคนจะต้องสำนึกไว้เสมอว่า เขาได้กล่าวคำปฏิญาณและกฎนั้นด้วยความสมัครใจ เขาจะต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งอีกด้วยว่า ลูกเสือคือบุคคลที่มีเกียรติ เป็นบุคคลที่มีเกียรติ เป็นบุคคลตัวอย่างที่กระทำแต่ความดี ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน บุคคลใดที่เห็นหรือได้สัมผัสกับลูกเสือแล้ว จะเกิดความเลื่อมใส เชื่อถือ และศรัทธาในตัวลูกเสือ มองเห็นว่าลูกเสือคือบุคคลดี พูดจริงทำจริงโดยเฉพาะคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือได้สอนว่า ลูกเสือจะกระทำดีอย่างไรจึงจะเหมาะสมกับคติพจน์ของตนที่ว่า “เสียชีพอย่าเสียสัตย์”
คำปฏิญาณของลูกเสือสามัญ
ด้วยเกียรติของข้า ข้าสัญญาว่า
ข้อ 1 ข้าจะจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
ข้อ 2 ข้าจะช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ
ข้อ 3 ข้าจะปฏิบัติตามกฎของลูกเสือ
(ก) หน้าที่ต่อชาติ
ชาติไทย คือแผ่นดินและน่านน้ำที่รวมกันเรียกว่า ประเทศไทย ประกอบด้วยประชาชนพลเมืองที่รวมกันเรียกว่า คนไทย
ธงชาติ เป็นเครื่องหมายแทนชาติ ฉะนั้นธงชาติจึงเป็นสิ่งที่ควรแก่การเคารพเป็นหน้าที่ของลูกเสือทุกคนจะต้องแสดงความเคารพในโอกาสที่ชักธงขึ้นสู่ยอดเสา และเวลาเชิญธงลงจากยอดเสา
พิธีชักธงชาติขึ้นสู่เสาหรือลงจากเสานี้ เป็นพิธีสำคัญอย่างหนึ่งของลูกเสือ ซึ่งจะต้องกระทำด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ชักธง ควรถือว่าเป็นเกียรติที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานนี้ และจะต้องระมัดระวังไม่ให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของธงสัมผัสกับพื้นดินเป็นอันขาด
ลูกเสือไม่ควรกระทำการใดๆ ในอันที่จะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่เกียรติของธงชาติ เช่น นำผืนธงไปปูพื้น เช็ดสิ่งของหรือเหยียบย่ำและกองไว้แทบเท้า
ธงชาติไทยเรียกว่า ธงไตรรงค์ แปลว่า ธงสามสี ลูกเสือควรจะทราบด้วยว่าแต่ละสีมีความหมายอย่างไร
สัญลักษณ์ อีกอย่างหนึ่งของธงชาติไทย คือ เพลงชาติ ลูกเสือและผู้บังคับบัญชาลูกเสือทุกคนจะต้องสามารถร้องเพลงชาติได้อย่างถูกต้อง
บทเพลงที่ส่งเสริมความรักชาติบ้านเมืองของเรามีอยู่หลายเพลง เช่น “เพลงบทรักชาติบ้านเมือง” “เพลงสยามานุสติ” และ “เพลงไทยรวมกำลังตั้งมั่น” ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ก็มีเพลงของหลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เช่น “เพลงแหลมทอง” “เพลงรักเมืองไทย” และ “เพลงเดิน, เดิน, เดิน” เป็นต้น
(ข) หน้าที่ต่อศาสนา
ลูกเสือจะนับถือศาสนาใดๆ ก็ได้ เพราะทุกศาสนาต่างก็มีความมุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือ สอนให้บุคคลเป็นคนดี ได้แก่ การละเว้นความชั่ว กระทำแต่ความดี และทำจิตใจให้ผ่องใส บริสุทธิ์
ผู้บังคับบัญชาลูกเสือพึงส่งเสริมให้เด็กปฏิบัติตามหลักและพิธีการของศาสนาที่เด็กนับถือ
ทุกครั้งที่มีการฝึกอบรม คือ การประชุมกอง ภายหลังที่ได้กระพิธีชักธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาแล้ว ควรมีการสวดมนต์และสงบนิ่ง เพื่อระลึกถึงและขอความคุ้มครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย โดยเฉพาะดวงพระวิญญาณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวองค์พระผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย
อนึ่ง ควรส่งเสริมให้เด็กมีส่วนร่วมในพิธีกรรมทางศาสนา และรู้จักสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนเป็นประจำทุกคืน
ตัวอย่างในการปฏิบัติตนของผู้บังคับบัญชาลูกเสือเป็นเรื่องสำคัญมาก เจตคติในการสวดมนต์ไหว้พระกิริยามารยาท ความเมตตาปราณี และความซื่อสัตย์สุจริตของผู้บังคับบัญชาลูกเสือที่แสดงออกมาในการติดต่อกับผู้อื่น ย่อมเป็นที่ประทับใจ ทำให้ลูกเสือจดจำเป็นตัวอย่างและประพฤติตามต่อไป
(ค) หน้าที่ต่อพระมหากษัตริย์
ผู้กำกับลูกเสือพึงหาวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้ลูกเสือสนใจในพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์โดยเน้นถึงเวลาที่พระองค์ทรงอุทิศให้แก่บ้านเมือง และเสร็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขของชาติ เป็นที่รวมแห่งความเคารพสักการะและความสามัคคีของคนไทยทั้งชาติ นอกจากนั้นพระองค์ยังทรงเป็นพระประมุขของคณะลูกเสือแห่งชาติด้วย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณีกิจเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติเป็นอเนกประการ ทรงเป็นตัวอย่างอันดียิ่งในเรื่องการเสียสละความสุขส่วนตัวและในการบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น
ร่างพระราชบัญญัติทุกฉบับซึ่งได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว นายกรัฐมนตรีจะต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จึงจะใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ ดังนั้น การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายจึงเท่ากับเป็นการปฏิบัติหน้าที่ต่อพระมหากษัตริย์ส่วนหนึ่ง
ลูกเสือและผู้บังคับบัญชาลูกเสือทุกคนจะต้องสามารถร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีได้อย่างถูกต้อง นอกจากนั้นยังมีบทเพลงที่ส่งเสริมความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์อีกหลายเพลง สมควรฝึกอบรมให้ลูกเสือสามารถร้องได้ทั่วกัน เช่น เพลงสดุดีมหาราชา เพลงความฝันอันสูงสุด และเพลงรักกันไว้เถิด เป็นต้น
(ง) การบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น
การบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่นเป็นหลักสำคัญประการหนึ่งของลูกเสือ และเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ลูกเสือมีชื่อเสียง ได้รับการยกย่องจากประชาชนโดยทั่วไป
แหล่งหรือโอกาสที่ลูกเสือจะบำเพ็ญประโยชน์นั้น ควรเริ่มจากสิ่งที่ใกล้ตัวเด็กก่อนแล้วขยายออกไปตามวัยและความสามารถของเด็ก กล่าวคือ
(1) บ้านของลูกเสือ ควรส่งเสริมให้เด็กทำงานในบ้าน หรือบำเพ็ญประโยชน์ต่อ ครอบครัว เพื่อเป็นการเพาะนิสัยที่ดีให้แก่เด็ก นอกจากนั้นควรมีวิธีการติดตามหรือวิธีการตรวจสอบว่าเด็กได้บำเพ็ญประโยชน์ต่อครอบครัว หรือทำงานในบ้านประการใดหรือไม่ เช่น เมื่อมีการประชุมกองประจำสัปดาห์ ผู้บังคับบัญชาอาจให้ลูกเสือได้แสดงออกคือ เล่าให้ฟังว่าในสัปดาห์ที่แล้วหรือเมื่อวานนี้ เขาได้ทำงานบ้านอะไรบ้าง
(2) โรงเรียนหรือที่ตั้งกองลูกเสือ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือควรส่งเสริมให้เด็กได้ทำงานเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ต่อห้องเรียนและต่อโรงเรียนให้มากที่สุด โดยสอนให้ลูกเสือตระหนักว่างานเป็นสิ่งที่มีเกียรติ งานเท่านั้นเป็นเครื่องวัดคุณค่าของคน
การส่งเสริมให้ลูกเสือทำงานเป็นหมู่คณะ รับผิดชอบร่วมกัน ดีกว่าการทำงานเป็นรายบุคคล การตั้งกรรมการหรือมอบหมายให้ลูกเสือดำเนินงานในโรงเรียนเป็นชุดๆ เป็นวิธีการที่ดี ที่สุด
ก่อนที่จะให้ลูกเสือทำงาน ควรพูดให้ลูกเสือเข้าใจในงานอันเป็นหน้าที่ที่จะต้องกระทำแดละคุณประโยชน์ของการทำงานนั้นๆ เรียกว่า ปฐมนิเทศ และหลังจากที่ลูกเสือได้ทำงานเสร็จแล้วควรมีการพูดโน้มน้าวให้ลูกเสือได้มองเห็นคุณค่าของการทำงาน เรียกว่า ปัจฉิมนิเทศ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจอันถูกต้อง ส่งเสริมความคิดและสร้างเจตคติที่ดีให้แก่ลูกเสือ
(3) บริเวณใกล้ชิดกับโรงเรียนหรือที่ตั้งกองลูกเสือ กองลูกเสือของเราส่วนใหญ่อยู่ในโรงเรียน และโรงเรียนที่มีกองลูกเสือหลายแห่งอยู่ในบริเวณวัดหรือใกล้ชิดกับวัดในกรณีเช่นนี้ ควรถือเป็นกิจวัตรให้ลูกเสือ บำเพ็ญประโยชน์ในบริเวณวัดโดยสม่ำเสมอ ไม่ใช่นานๆ ทำครั้งหนึ่งแต่ควรให้เด็กทำเป็นประจำ โดยเฉพาะในเรื่องความสะอาดและความสวยงามของสถานที่ นอกจากนั้นควรมองไกลออกไปถึงบริเวณใกล้ชิดกับโรงเรียนหรือที่ตั้งกองลูกเสือด้วย ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลังโรงเรียน ถ้ามีงานสิ่งใดที่ลูกเสืออาจบำเพ็ญประโยชน์ได้ก็ควรจะส่งเสริมให้ลูกเสือกระทำ เช่น ช่วยบำรุงรักษาต้นไม้ริมถนนที่เทศบาลได้ปลูกไว้ เป็นต้น
เรื่องการบำเพ็ญประโยชน์ในบ้าน บำเพ็ญประโยชน์ในโรงเรียน บำเพ็ญประโยชน์ต่อสถานที่ใกล้เคียงทั้ง 3 ประการนี้ เป็นเพียงงานเริ่มต้นสำหรับการบำเพ็ญประโยชน์ของลูกเสือ ต้องสอนและฝึกอบรมลูกเสือให้ทำในแหล่งเหล่านี้เป็นกิจวัตรเสียก่อน แล้วจึงค่อยๆ คิดก้าวไปบำเพ็ญประโยชน์อย่างอื่นที่ไกลออกไป
(4) การป้องกันอุบัติเหตุและการช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุ ควรเริ่มด้วยการสอนให้เด็กเข้าใจว่าลูกเสือเป็นพลเมืองดี และหน้าที่ของพลเมืองดีอย่างหนึ่ง คือ มีความสามารถและเต็มใจที่จะช่วยเหลือผู้อื่น
ในระยะแรก เด็กอาจจะทำตามที่ผู้ใหญ่บอก แต่เราควรพยายามฝึกอบรมเด็กให้รู้จักบำเพ็ญประโยชน์สูงขึ้นไปอีกขั้นหนี่ง คือ ให้รู้จักบำเพ็ญประโยชน์แม้จะไม่มีผู้อื่นเห็นหรือบอกให้ทำ เช่น การเก็บกระป๋องเปล่า หรือเครื่องเล่นจากบันไดเพื่อไม่ให้ผู้อื่นสะดุดล้มลง หรือการเก็บเศษแก้วที่ตกอยู่ข้างถนนหรือในสนาม เพื่อไม่ให้ผู้อื่นเป็นอันตราย
เหล่านี้เท่ากับเป็นบทเรียนขั้นต้นและเมื่อเด็กมีอายุมากขึ้นก็จะมีวินัยและสามารถบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่นตลอดจนชุมชนได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น
การช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุที่ลูกเสือสามารถทำได้ดี และได้รับความเชื่อถือจากประชาชน คือ ช่วยดูแลสิ่งของที่ผู้ประสบอัคคีภัยได้ขนย้ายออกมากองไว้นอกบ้านเพื่อหนีไฟ
(5) การช่วยเหลืองานส่วนรวมและงานการกุศล กองลูกเสือมักได้รับคำขอร้องให้ช่วยเหลืองานส่วนรวมและงานการกุศลเนืองๆ ทั้งนี้เพราะลูกเสือมีระเบียบวินัยและเต็มใจที่จะบำเพ็ญประโยชน์เพื่อชุมชน นอกจากนั้นประชาชนก็นิยมยกย่องการปฏิบัติงาน
ของลูกเสือ และให้ความร่วมมือเป็นอันดี การบำเพ็ญประโยชน์สูงสุดของลูกเสือในเรื่องนี้จึงมีประโยชน์มาก อนึ่งสมควรกล่าวด้วยว่างานบำเพ็ญประโยชน์ส่วนรวมซึ่งลูกเสือสามารถทำได้ดี และได้รับความนิยมจากประชาชนมาก คือการควบคุมและการจราจร ภายหลังที่ได้รับการฝึกอบรมจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายจราจรของกรมตำรวจมาแล้ว
กฎของลูกเสือ
ข้อ 1 ลูกเสือมีเกียรติเชื่อถือได้
ข้อ 2 ลูกเสือมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และซื่อตรง
ต่อผู้มีพระคุณ
ข้อ 3 ลูกเสือมีหน้าที่กระทำตนให้เป็นประโยชน์และช่วยเหลือผู้อื่น
ข้อ 4 ลูกเสือเป็นมิตรของทุกคนและเป็นพี่น้องกับลูกเสืออื่นทั่วโลก
ข้อ 5 ลูกเสือเป็นผู้สุภาพเรียบร้อย
ข้อ 6 ลูกเสือมีความเมตตากรุณาต่อสัตว์
ข้อ 7 ลูกเสือเชื่อฟังคำสั่งบิดา มารดา และผู้บังคับบัญชาด้วยความเคารพ
ข้อ 8 ลูกเสือมีใจร่าเริงและไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก
ข้อ 9 ลูกเสือเป็นผู้มัธยัสถ์
ข้อ 10 ลูกเสือประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ
กฎของลูกเสือ 10 ข้อนี้ ได้ดัดแปลงมาจากกฎของลูกเสือข้อ 10 ตามรัฐธรรมนูญของสมัชชาลูกเสือโลกที่ว่า A Scout is clean in thought, word and deed ซึ่งอาจแปลเป็นไทยตามตัวอักษรว่า “ลูกเสือเป็นผู้สะอาดในทางความคิด วาจา และการกระทำ” แต่คณะลูกเสือแห่งชาติเห็นว่า ถ้าแปลออกมาตรงๆ เช่นนั้น ไม่ค่อยจะเหมาะสมกับความคิดและความรู้สึกทางฝ่ายไทย
จึงได้ดัดแปลงใหม่ว่า “ข้อ 10 ลูกเสือประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ” ซึ่งตรงกับกุศลกรรมบถ 10 ข้อ คือ
กายกรรม 3 อย่าง
(1) เว้นจากการฆ่าสัตว์ ปาณาติปาตา เวรมณี
(2) เว้นจากการลักขโมย อทินนาทานา เวรมณี
(3) เว้นจากการประพฤติผิดในกาม กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี
วจีกรรม 4 อย่าง
(1) เว้นจากการพูดเท็จ มุสาวาทา เวรมณี
(2) เว้นจากการพูดส่อเสียด ปิสุณาย วาจาย เวรมณี
(3) เว้นจากพูดคำหยาบ ผรุสาย วาจาย เวรมณี
(4) เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ สัมผัปปลาป เวรมณี
มโนกรรม 3 อย่าง
(1) ไม่อยากได้ของเขา อนภิชฌา
(2) ไม่พยาบาทปองร้ายเขา อพยาบาท
(3) เห็นชอบคลองธรรม สัมมาทิฏฐิ
------------------------------------------------------
บทบาทและความรับผิดของผู้กำกับลูกเสือ เอกสารประกอบบทเรียนที่ 7/1
เรากำลังพยายามทำอะไรกันอยู่
ครั้งแล้วครั้งเล่าในระหว่างการฝึกอบรมผู้กำกับลูกเสือ ได้มีปัญหาถามว่า “ทำไมเราจึงทำอย่างนี้ ทำอย่างนั้น” ทำไมลูกเสือจึงต้องรู้ประวัติของการลูกเสือ” เป็นต้น ถ้าคำถามเช่นว่านี้เป็นคำถามเพื่อการทดสอบ ก็นับว่าเป็นคำถามที่ไม่น่าสนใจ ถ้าผู้บังคับบัญชาลูกเสือได้ให้ความสนใจลงไปในปัญหานั้นอย่างจริงจังโดยทั่วๆ ไปแล้ว ความสำเร็จของกิจการลูกเสือที่ท่านกำลังให้ความสนใจอยู่นั้น จะประสบผลสำเร็จเพียงไร ขึ้นอยู่กับความกระตือรือร้นของผู้กำกับที่ได้ให้แก่กิจการลูกเสือ
อะไรเป็นเครื่องวัดความกระตือรือร้นของท่าน ทำไมท่านจึงได้เสียเวลาอันมีค่าของท่านอย่างมากมายเพื่อกิจการของลูกเสือ ทำไมท่านจึงได้ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจของท่านลงไปในกำหนดการฝึกอบรมสัปดาห์แล้วสัปดาห์แล้ว การที่ท่านทำเช่นนั้นเพราะท่านได้รับความเพลิดเพลินจากการมีเพื่อนและเพลิดเพลินจากการประกอบกิจกรรมเหล่านั้น นอกเหนือจากนั้นเป็นที่หวังกันว่าท่านได้รับความพึงพอใจจากการที่ได้ “ส่งเสริมให้เด็กและคนวัยหนุ่มมีพัฒนาการทางกาย สติปัญญา และจิตใจ เพื่อว่าเขาทั้งหลายจะได้ช่วยกันสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้น”
หรืออีกทางหนึ่ง ก็อาจกล่าวได้ว่า เขาต้องการช่วยเหลือเด็กและคนวัยหนุ่มเพราะเราคิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญและให้ผลอย่างคุ้มค่าของความเหนื่อยยาก และเราศรัทธาที่จะทำเช่นนั้น ฝ่ายหนึ่งจะถือว่าการลูกเสือ “การเล่นเกม” อีกฝ่ายหนึ่ง ผู้ที่เคร่งครัดต่อจุดหมายก็คือการมุ่งพัฒนาเด็กทางกาย สติปัญญา และจิตใจดังกล่าวแล้วข้างต้น แต่มักมิได้คิดลงไปให้ลึกซึ้งกว่านี้ ที่จริงการกล่าวเช่นนั้นเป็นการง่ายเกินไป แต่ก็มีความจริงอยู่ไม่น้อย “จุดหมาย” เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดที่เราทั้งหลายกำลังพยายามทำงานนี้อยู่ แต่เราจะบรรลุจุดหมายได้ก็โดยการสนุกสนานของการเล่นเกมหรือประกอบกิจกรรมที่เด็กและวัยหนุ่มชอบ
เสียงบ่นที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ที่เกี่ยวกับกิจการลูกเสือในปัจจุบันก็คือ การที่มีผู้กำกับไม่เพียงพอ เงินไม่มี งานธุรการทางหนังสือมากมาย เวลามีน้อย หากคำบ่นเหล่านี้เป็นจริงเราก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกได้ว่า อะไรควรมาก่อนมาหลัง แต่ก่อนที่เราจะพิจารณาว่าอะไรควร
มาก่อนมาหลัง ขอให้เรามาทำความเข้าใจกันให้ถ่องแท้เสียก่อนว่า อะไรคือจุดหมายที่แท้จริงของเรา ครั้นแล้วเราจึงจะสามารถพิจารณาต่อไปได้ว่า กิจกรรมอะไรบ้างที่จะส่งให้เราบรรลุถึงจุดหมายนั้นได้บ้าง
เมื่อเป็นเช่นนั้นจะลองถามว่า “เรากำลังพยายามทำอะไรกันอยู่” นั้น ความสนุกสนานจะเป็นจุดหมายปลายทางของเรา หรือว่าความสนุกสนานจะเป็นอุปสรรคนำเราไปถึงจุดหมายปลายทาง ถ้าหากท่านเป็นฝ่ายนิยม “การเล่นเกม” ท่านจะได้เรียนรู้ถึงความสนใจของคนวัยหนุ่มในเรื่องการเล่นกีฬา การเต้นรำ ทีวี การไปอยู่ค่ายพักแรม หรืออื่นๆ ทำนองเดียวกัน
อีกด้านหนึ่ง มองในแง่ของการช่วยให้คนวัยรุ่นหนุ่มพัฒนาการไปตามหลักที่กำหนดไว้ในคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ เมื่อได้ระบุหลักการที่กำหนดไว้ในคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ อย่างแน่นอนแล้ว ก็จะช่วยเราได้มาก เพราะเราอาจจะวางแผนเพื่อบรรลุถึงหลักการเหล่านั้น โดยใช้กิจกรรมต่างๆ ที่เป็นที่สนใจของคนวัยรุ่นอย่างยิ่ง
ในแผนภูมิข้างท้ายนี้ เราจะได้จำแนกจุดหมาย คำปฏิญาณและกฎของลูกเสืออยู่ภายใต้หัวข้อใหญ่ 8 หัวข้อด้วยกัน (ช่วงที่ 1 และ 2) มองดูตามที่เขียนไว้แล้ว จะเห็นว่ามีการสับสนบ้างเล็กน้อย แต่พึงเข้าใจว่าที่เขียนขึ้นนี้ได้เขียนขึ้นในแง่ของผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ไม่ใช่มองจากแง่ลูกเสือความหมายของแต่ละข้อมีว่าอย่างไรนั้น ได้อธิบายไว้ในช่องที่ 3 นั้นสับสนเกินไปหรือหนักเกินไป เข้าใจได้ยาก ท่านจะพอใจเพียงช่องที่ 1 และ 2 ก็ทำได้ แล้วคิดตั้งหัวข้อขึ้นใหม่ตามความคิดเห็นของท่านเอง
ท่านอาจจะกล่าวว่า การที่จะพัฒนาคนวัยรุ่นให้บรรลุเป้าหมายดังตั้งไว้นั้นเป็นเรื่องใหญ่และยากมากจริงๆ ที่เรากำลังทำอยู่นั้นเป็นเพียงการเสริมปัจจัยอย่างอื่นที่อิทธิพลต่อเด็กและวัยหนุ่ม เช่น บ้าน โรงเรียน วัด และอื่นๆ
เราต้องปรับปรุงวิธีการฝึกอบรมของเราให้เหมาะสมกับบุคคลและเรื่องราวเราควรจะเพ่งเล็งหนักในขอบเขตที่มีความต้องการมากเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการพัฒนาทางจิตใจและทางสังคม กิจกรรมที่จะจัดจึงมุ่งไปในทางจุดนี้
แผนการฝึกอบรมลูกเสือแต่ละประเภทได้จัดทำขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาดังกล่าวนี้ในประเภทลูกเสือสามัญและสามัญรุ่นใหญ่ วิธีการที่ใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ได้ใช้ระบบหมู่เป็นส่วนใหญ่ กับได้ใช้กิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะกิจกรรมกลางแจ้งเป็นกิจกรรมสำหรับฝึกอบรมเยาวชน
จงถามตัวท่านเองว่า กิจกรรมที่ได้ให้ทำในกองลูกเสือ ได้ช่วยให้ลูกเสือแต่ละคนพัฒนาการไปในทางเรื่องเหล่านี้เพียงไร หรือว่าในการประชุมกองแต่ละครั้งนั้น ท่านมิได้จัดให้มีกิจกรรมต่างๆ อย่างได้สัดส่วนกัน
จงใช้หัวข้อการพัฒนาการ 8 ประการ ดังได้กล่าวต่อไปนี้ เป็นเครื่องตรวจสอบการฝึกอบรมของท่าน คือ
1. การพัฒนาทางร่างกาย ช่วยให้ลูกเสือมีร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ เช่น การอยู่ค่ายพักแรม การทำงานบุกเบิก การเดินทางไกล กิจกรรมกีฬา ในการประชุมกอง การเล่นต่างๆ กิจกรรมเหล่านี้จะออกมาในรูปใดก็ตาม ล้วนเป็นกิจกรรมที่ทำให้ลูกเสือมีร่างกายแข็งแรงทั้งสิ้น
ที่ประชุมนายหมู่และผู้กำกับลูกเสือ ทำหน้าที่วางแผนสำหรับกิจกรรมประเภทเหล่านี้จะต้องมั่นใจว่าลูกเสือจะไม่ออกกำลังมากเกินไป เนื่องจากงานหนักหรืออกกำลังไม่เพียงพอ เนื่องจากกระทำกิจกรรมที่ลูกเสือเล็งเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่ง่ายเกินไป หรือเป็นกิจกรรมสำหรับเด็กเล็ก ผู้กำกับต้องดูว่าลูกเสือโตๆ ได้รับการท้าทายจากกิจกรรมเพียงพอไหม เขามีโอกาสได้แสดงออกอย่างเต็มกำลังและฝีมือไหม
2. การพัฒนาการทางสติปัญญา เป็นการสร้างให้ถูกเสือมีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักใช้สมองคิดโดยผ่านกิจกรรมที่กระตุ้นทางด้านออกความคิด เช่น การทำงานตามโครงการทำงานฝีมือจัดตกแต่งค่ายพัก จัดทำอุปกรณ์ ฯลฯ วิชาพิเศษเป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดความคิดริเริ่มอย่าดีผู้กำกับควรให้ความสนใจดูว่าวิชาพิเศษได้ให้ความสนใจแก่ลูกเสือเพียงไร ท่านได้หารือลูกเสือ แต่ละคน เพื่อส่งเสริมให้เขามีความสนใจในเรื่องงานอดิเรกบ้างหรือเปล่า
3. การพัฒนาการทางจิตใจและศีลธรรม ความสำนึกในเรื่องศาสนาเป็นการช่วยเหลือให้พัฒนาแนวคิดในทางศาสนา เช่น การสวดมนต์ไหว้พระ การฟังธรรมเทศนา การเชื่อในคำสั่งสอนทางศาสนาที่ดลบันดาลความสงบสุขให้แก่ชีวิต การปฏิบัติศาสนกิจต่างๆ เหล่านี้ ลูกเสือได้ทำไปด้วยความเคารพและตั้งใจจริงเพียงไร
4. การพัฒนาการทางสร้างค่านิยมและเจตคติ ถึงแม้ว่าบ่อยครั้งที่ผู้กำกับลูกเสือสามารถที่จะกำหนดค่านิยมส่วนบุคคล เจตคติและมาตรฐาน หรือแบบแผนของลูกเสือของตนด้วยการวางแผนพัฒนาทางใจของมวลสมาชิก แต่ก็บ่อยครั้งเช่นกันที่บรรยากาศโดยทั่วไปในห้องประชุมกองลูกเสือ มีส่วนทำให้กองลูกเสือรับเองแบบแผนหรือมาตรฐานที่ได้รับการกระตุ้นจากผู้กำกับลูกเสือจำเป็นตระหนักเป็นอย่างมากถึงค่านิยมที่ถูกถ่ายทอด ภายในกองลูกเสือ ผู้กำกับลูกเสือควรมุ่งที่จะกระตุ้นให้ลูกเสือมีมาตรฐานที่สูงขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยการวางแผนอภิปรายร่วมกันกับคณะ รองผู้กำกับของตน และกับนายหมู่ ที่ประชุมนายหมู่มีหน้าที่ที่สำคัญในการทำเดินงานเรื่องนี้
5. การพัฒนาในด้านสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ผู้กำกับลูกเสือจะช่วยเหลือให้ลูกเสือสร้างสัมพันธภาพอย่างฉันมิตรกับผู้อื่นอย่างสม่ำเสมอ เพราะความสามารถที่จะติดต่อสัมพันธ์กับสมาชิกนั้นเป็นส่วนหนึ่งของทักษะของผู้กำกับลูกเสืออยู่แล้ว ทำอย่างไรจึงจะทำให้ลูกเสือสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้ด้วยความมั่นใจ และไม่รู้สึกเคอะเขิน หรือดูเป็นตัวตลก
6. การพัฒนาในด้านสัมพันธภาพทางสังคม เรื่องของระบบหมู่ของลูกเสือจะช่วยให้ลูกเสือแต่ละคนเข้าร่วมกันเป็นกลุ่มที่ประกอบด้วยบุคคลในรุ่นเดียวกัน และมีความสนใจคล้ายคลึงกัน ผู้กำกับลูกเสือควรระลึกถึงว่า การพัฒนาทางด้านสัมพันธภาพเป็นเสมือนส่วนหนึ่งที่สอดแทรกอยู่ในระบบหมู่ลูกเสือและกองลูกเสือ โดยทั่วๆ ไป กลุ่มลูกเสือต้องการอย่างยิ่งยวดในอันที่จะมีความสามารถทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น ซึ่งเป็นแง่มุมที่สำคัญในการพัฒนาบุคคล
7. การพัฒนาในด้านสัมพันธภาพทางชุมชน ผู้กำกับลูกเสือควรกระตุ้นเตือนลูกเสือได้เข้าไปมีส่วนร่วมในชุมชนอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการบำเพ็ญประโยชน์ประจำวันหรือในโครงการระยะยาวทักษะในการช่วยเหลือผู้อื่น นอกจากการลูกเสือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฝึกอบรมทั้งหมด ทักษะทางด้านนี้เป็นทักษะที่มีค่าและสำคัญ ถ้าในวันหนึ่งๆ ลูกเสือได้รับการกระตุ้นให้เป็นผู้ที่มีส่วนช่วยสร้างสรรค์สังคมนั้นๆ ก็จะมีความประทับใจในผลงานของลูกเสือ
8. การพัฒนาในด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดลัอม บัดนี้ได้มีการตระหนักถึงความต้องการที่จะป้องกันและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในโลก ทั้งรัฐบาลและองค์การอนุรักษ์ธรรมชาติต่างๆ กำลังดำเนินการอย่างเคร่งครัดที่จะให้การศึกษาแก่ประชาชนให้คิดและดำเนินการรักษาสิ่งแวดล้อมรอบตัว
กิจการลูกเสือก็เช่นเดียวกัน เชื่อว่าเป็นองค์การที่มีหน้าที่ที่จะปฏิบัติภารกิจในด้านนี้ ถ้าลูกเสือประสงค์จะมีโลกเพื่อการอยู่อาศัยแล้วละก็ จำต้องให้คุณค่าของความสำคัญในการอนุรักษ์ และมีส่วนช่วยในการอนุรักษ์ธรรมชาตินั้นๆ
มีวิถีทางอย่างมากมายที่ลูกเสือสามารถปฏิบัติ และช่วยเหลือในการอนุรักษ์ธรรมชาติได้ จงให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมยกตัวอย่างการอนุรักษ์ธรรมชาติ เช่น
- การรณรงค์ต่อต้านการทิ้งเศษสิ่งลงในที่สาธารณะ
- โครงการอนุรักษ์ของท้องถิ่น เช่น การทำความสำอาดทางระบายน้ำคลองที่ร้างที่ดินว่างเปล่า เป็นต้น
- จัดภาพแสดงการอนุรักษ์ปิดไว้ตามประตูหน้าต่าง
- การปลูกป่า กองลูกเสือมีส่วนอย่างไรบ้าง ควรทำติดต่อกันไปไหม
การที่เราจะให้บรรลุจุดหมายของการลูกเสือ เป็นมาตรฐานของกิจการลูกเสืออย่างจริงจังแล้ว เราคงไม่มีการกระทำทางอื่น นอกจากต้องวางแผนไว้ล่วงหน้าอย่างดี และเขียนแผนขึ้นไว้ปฏิบัติเป็นขั้นตอน ถ้าเราจะทำงานด้วยปากนั้น เราคงจะบรรลุจุดหมายยากเพราะดูเหมือนว่าเป็นการขาดกำลังใจ ขาดแผนงานต่อเนื่องที่จะให้กิจการลูกเสือได้มีความก้าวหน้าต่อๆ ไป ขอให้เป็นที่หวังกันว่าอุดมการณ์ของเราเกี่ยวกับกิจการลูกเสือ พรั่งพร้อมไปด้วยความสำนึกในความจริง และคงจะยั่งยืนคงอยู่ต่อไป กล่าวอีกที่หนึ่งเราต้องช่วยกันแม้ว่าเราจะมีขุมพลังอันจำกัด แต่เราก็จะวางแผนช่วยกันพัฒนาลูกเสือแต่ละคนให้มีพัฒนาการ โดยคำนึงถึงจุดหมายคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือภายใต้หัวข้อการพัฒนาการ 8 ประการ ดังกล่าว
---------------------------------------------------------------
บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้กำกับลูกเสือ เอกสารประกอบบทเรียนที่ 7/2
การให้การสนับสนุนผู้กำกับลูกเสือ
ขบวนการลูกเสือเป็นขบวนการเยาวชนที่ยิ่งใหญ่ เป็นขบวนการที่มุ่งให้การศึกษานอกแบบแก่สังคม ช่วยส่งเสริมจริยธรรมและสร้างลักษณะนิสัยของเยาวชนให้เป็นพลเมืองที่ดี มีความรับผิดชอบต่อสังคมและต่อประเทศชาติ
การลูกเสือเป็นขบวนการสร้างตน โดยวิธีการทางลูกเสือ เป็นการให้การศึกษาตามรูปแบบของตนเอง ซึ่งมีลักษณะเด่นเฉพาะ คือ การเรียนโดยมีคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือเป็นบรรทัดฐาน และมีผู้ใหญ่คอยให้การสนับสนุนช่วยเหลือและชี้แนะ ดังคติธรรมที่ว่า “ทํโต เสธโภ มนุษย์ เสสุ” ฉะนั้น ผู้ที่ได้ผ่านการเป็นลูกเสืออย่างสมบูรณ์ย่อมเป็นที่เชื่อแน่ว่า เขาผู้นั้นจะเป็นบุคคลที่สังคมต้องการและชาติต้องการเช่นกัน
การฝึกอบรมเยาวชนลูกเสือทั้งชายและหญิงให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของคณะลูกเสือแห่งชาตินั้นมิใช่งานที่ผู้กำกับลูกเสือทุกคนจะกระทำได้ดีและสมบูรณ์ แต่ถ้าผู้กำกับลูกเสือผู้นั้นได้ทราบข้อเท็จจริง และมีความเข้าใจลึกซึ้งในเรื่องของขบวนการลูกเสือแล้ว ความสำเร็จดังกล่าวก็จะประสบได้ในเวลาอันจำกัดเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้กำกับลูกเสือที่รู้หน้าที่และบทบาทของตนเป็นอย่างดีแล้ว จะปฏิบัติภารกิจต่อเยาวชนลูกเสือเป็นรายบุคคลหรือต่อหมู่ลูกเสือในกองลูกเสือของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้กำกับลูกเสือยังมีความจำเป็นและมีความต้องการอีกมากมายที่ผู้ใหญ่ “ผู้กำกับกลุ่มหรือผู้ตรวจการลูกเสือ” ฯลฯ จะต้องช่วยเหลือและสนับสนุนข้อความดังกล่าวนี้เอง คือ ความต้องการของบทเรียนนี้
ท่านทุกคนจะประสบกับความยุ่งยากบ้างเมื่อมีใครมาถามท่านว่า ท่านต้องการทำอะไรก่อนหรือหลังเกี่ยวกับงานของท่าน งานบริหารซึ่งท่านต้องทำให้แล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนดไว้แล้ว อาจจะทำให้ท่านเห็นว่างานนั้นจำเป็นจะต้องทำก่อน แต่บางงานหากไม่มีเวลากำหนดไว้แน่นอน แม้งานนั้นค่อนข้างจะสำคัญ ท่านอาจจะเลื่อนการปฏิบัติออกไปได้บ้าง บางทีก็เลื่อนไปได้อีกเป็นครั้งที่สองที่สามจนอาจจะลืมทำไปก็มี
การให้การสนับสนุนผู้กำกับลูกเสือเป็นส่วนบุคคล หรือการเข้ารับการฝึกอบรมที่ไม่เป็นไปตามแบบนั้น อาจจะตกลงอยู่ในความต้องการประเภทหลังดังกล่าวในวรรคก่อน หากมิได้กำหนดให้แน่ชัด หรือมิได้พูดกันในที่ประชุมให้เป็นกิจจะลักษณะแล้วเรื่องการสนับสนุนส่วนบุคคล หรือการเข้ารับการฝึกอบรมเช่นว่านั้น อาจจะลืมกันไปหมดก็ได้ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายเพราะว่าถ้าได้จัดทำให้ถูกต้องแล้ว จะเป็นการช่วยเหลือสนองความต้องการของผู้กำกับได้อย่างดียิ่ง เพื่อที่ผู้กำกับจะไปทำงานในกองลูกเสือสำรอง สามัญ สามัญรุ่นใหญ่ และวิสามัญ ของเขาต่อไป เพราะการช่วยการสนับสนุนแบบนี้ เป็นการสนับสนุนเป็นรายบุคคลต่อบุคคล
การช่วยเหลือเช่นนี้เป็นการให้การสนับสนุนแก่ผู้กำกับลูกเสือทุกระดับ และมีความจำเป็นหากประสงค์จะให้การฝึกอบรมนั้นได้ผลดี ในการฝึกอบรมตามแบบในรุ่นต่างๆ นั้น วิชาการที่ได้รับไปมีขอบเขตจำกัดมากนัก เพราะเวลาของการฝึกอบรมแต่ละรุ่นมีน้อย วิชาการต่างๆ ที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้รับไปจึงมีช่องทางจะขยายให้กว้างขวาง ละเอียด ลึกซึ้งลงไปได้อีก และจะทำได้ในขณะที่ผู้กำกับปฏิบัติงานในหน้าที่ของตนอยู่เท่านั้น ความรู้ในประการต่างๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะเกี่ยวกับการสัมพันธ์กับผู้อื่น เช่น การปฏิบัติงานของที่ประชุมนายหมู่ มักจะปล่อยให้เป็นไปตามลำพัง อันที่จริงแล้วผู้กำกับลูกเสือต้องการความช่วยเหลือในประเด็นนี้ไม่น้อย เพื่อว่าเขาจะปฏิบัติหน้าที่ของเขาอย่างได้ผลดี
เพื่อที่จะให้เข้าใจปัญหาเรื่องให้การสนับสนุนผู้กำกับลูกเสือดียิ่งขึ้น เราควรจะหาความเข้าใจในรูปแบบการให้การสนับสนุนและความมุ่งหมายที่รูปแบบนั้น จะให้แก่ผู้กำกับลูกเสือก่อนว่า มีความมุ่งหมายอย่างไร หมายถึง “ความต้องการของผู้กำกับลูกเสือนั่นเอง” ซึ่งแยกออกได้เป็น 4 ประการด้วยกัน กล่าวคือ
1. ความพึงพอใจในผลงานที่เขาได้ปฏิบัติไป
2. การสนับสนุนในภาคปฏิบัติ เช่น การให้ข้อมูล ความรู้ การช่วยเหลือทางปฏิบัติการ อุปกรณ์ และความคิดเห็น
3. การสนับสนุนส่วนบุคคล มีใครคนหนึ่งที่ผู้กำกับจะหันหน้าเข้าปรึกษาหารือได้เกี่ยวกับงานการที่เขาทำอยู่ เกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพียงจากการทำงานที่เขาอยู่ โดยชี้ให้ผู้กำกับเห็นและเข้าใจในบทบาทของเขา
4. การฝึกอบรมเพื่อช่วยให้ผู้กำกับได้พัฒนาเจตคติและทักษะของตน ซึ่งจะทำให้การทำงานในหน้าที่ผู้กำกับ เป็นที่น่าสนใจและประสบความสำเร็จ
ในการฝึกอบรมนั้น ผู้กำกับลูกเสือทุกคนจะต้องได้รับบทเรียนในลักษณะต่างๆ มากมาย ซึ่งพอจะสรุปได้ว่าความต้องการในการฝึกอบรมจัดเรียงตามลำดับมี 5 ประการดังต่อไปนี้
ความต้องการในการฝึกอบรมของผู้กำกับ 5 ประการ
1. ความเข้าใจในกิจการลูกเสือ (Understarding)
กล่าวคือ มีความรู้ความเข้าใจอย่างซาบซึ้งในหลักการขั้นพื้นฐานของการลูกเสือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ กับทั้งมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องต่อไปนี้อีกด้วย
- ลักษณะนิสัยและการพัฒนาของเยาวชน
- วิธีการฝึกอบรมที่ใช้ในลูกเสือทั้ง 4 ประเภท
- ภูมิหลังของกิจการลูกเสือโลก ลูกเสือไทย
- บทบาทของผู้กำกับลูกเสือ รวมถึงความรับผิดชอบของผู้กำกับด้วย
- การลูกเสือกับชุมชน รวมถึงการมีสัมพันธภาพอันดีกับหน่อยงานเยาวชน
อื่นด้วย
2. ทักษะเกี่ยวกับมนุษย์สัมพันธ์กับบุคคลอื่น (Relationship Skills)
- ทักษะในการเป็นผู้นำ
- การใช้วิธีการฝึกอบรมตามประเภทลูกเสือ เช่น ระบบหมู่
- การให้คำปรึกษาแก่เยาวชน
- การช่วยเหลือเยาวชน (เช่น ในการให้คำแนะนำเบื้องต้น)
3. ทักษะเกี่ยวกับวิชาการลูกเสือ (Scouting Skills)
- การวางแผนกำหนดการฝึกอบรมอย่างก้าวหน้า
- ทักษะลูกเสือภาคปฏิบัติการ
4. ทักษะเกี่ยวกับการวางแผน
- มีความคิดริเริ่ม และดัดแปลงความคิดเห็นอื่น
- การวางแผนร่วมกับสมาชิกในกองลูกเสือ
5. ทักษะในการนำวิชาความรู้ไปใช้ (Implementing Skills)
- การนำกำหนดการไปใช้เป็นภาคปฏิบัติ
- วิธีการสอนและวิธีฝึกอบรม
- การจัดหาและการใช้วิทยากร อุปกรณ์และความสะดวก


- การกำหนดและการดำรงไว้ซึ่งมาตรฐานของกองลูกเสือ
- การบริหาร
- การประเมินผล การเรียนรู้จากประสบการณ์
หัวข้อทั้ง 5 ประการนี้ อาจขยายคลุมไปถึงบทบาทของผู้กำกับลูกเสือได้ทุกประการ และอาจใช้เป็นเครื่องสำรวจทดสอบได้ด้วย เมื่อผู้กำกับลูกเสือต้องการความช่วยเหลืออย่างหนึ่งอย่างใด เกิดขึ้น
ผู้กำกับลูกเสือทุกคนที่เริ่มปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตน ย่อมมีประสบการณ์และความสามารถภายใต้หัวข้อทั้ง 5 ประการนี้มาบ้างแล้ว แต่การฝึกอบรมที่ผู้กำกับต้องการนั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวเขาแต่ละราย อันมิอาจจะรวมลงไว้ในพิมพ์เดียวกัน เพื่อให้ออกมาเป็นผู้นำหรือผู้กำกับที่สมบูรณ์ที่สุดได้ อย่างไรก็ตามหัวข้อทั้ง 5 ประการนี้ อาจถือว่าเป็นจุดเริ่มต้น
เมื่อได้กำหนดความต้องการของผู้กำกับเกี่ยวกับการฝึกอบรมไว้ได้ดังกล่าวแล้วจะสนองความต้องการนั้นๆ ได้อย่างไร “ผู้กำกับลูกเสืออาจศึกษาหาความรู้และพัฒนาความสามารถของตนได้โดยวิธี 5 ประการ” ดังต่อไปนี้
การสนองความต้องการในการฝึกอบรมของผู้กำกับลูกเสือ
1. การศึกษาด้วยตนเอง (Self Training)
- โดยการอ่านและการใช้วัสดุการศึกษาที่พึงมี เช่น วารสารลูกเสือ
- โดยการหาทักษะนอกกิจการลูกเสือ เช่น การไปศึกษากับนักอาชีพในวิชานั้น งานอดิเรกหรือเข้ารับการฝึกอบรมกับหน่วยงานอื่น
- โดยการประเมินผลการปฏิบัติงานของตนในฐานะเป็นผู้กำกับลูกเสือ และนำบทเรียนที่ได้เรียนมาแล้วมาใช้
- โดยการใช้วิธีการพัฒนาอื่นๆ อย่างเต็มที่ และทำให้เป็นที่แน่ใจว่าการทำงานเช่นนั้นเป็นการส่งเสริมการฝึกอบรมตนเองอย่างต่อเนื่อง
2. การฝึกอบรมนอกแบบ (Informal Training)
- คือการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้กำกับอื่น ทำงานคล้ายคลึงกันมักจะถือว่าเป็นการเรียนตามระบบกลุ่มสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง คุณค่าของการเรียนตามระบบกลุ่มสัมพันธ์นั้น เป็นที่ยอมรับกันอยู่แล้วว่าให้ผลดี การแก้ปัญหาร่วมกัน การแสดงความคิดเห็น



ของตนออกมา การได้เรียนรู้ความคิดเห็นใหม่ๆ ของกันและกัน และผลของการให้คำปรึกษาแก่กัน นี่ก็จัดเป็นการฝึกอบรมนอกแบบได้
การเข้าไปร่วมสังเกตการณ์ในการประชุม การสัมมนาของผู้กำกับลูกเสือในโอกาสต่างๆ ก็เป็นการฝึกอบรมอีกแบบ
3. การเข้ารับการฝึกอบรม (Training Course)
การฝึกอบรมเป็นโอกาสที่จะพัฒนาความมุ่งประสงค์ต่างๆ แต่ก็พึงเข้าใจไว้ด้วยว่า บางครั้งก็มีข้อจำกัดอยู่บ้างเหมือนกัน วิชาการประการต่างๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างบนนี้ อาจจัดให้มีการฝึกอบรมและพัฒนาไปอย่างให้ได้ผลเต็มที่ก็ทำได้ (เช่น ทักษะภาคปฏิบัติวิชาการลูกเสือ การวางแผนกำหนดการฝึกอบรม ความเข้าใจในคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ) ถึงแม้ว่าวิชาดังกล่าวนี้ ถ้าจะให้ได้ผลดียิ่งขึ้น ควรจะมีการเสริมด้วยการศึกษาด้วยวิธีการฝึกอบรมด้วยตนเอง และวิธีการสนับสนุนบุคคลอีกด้วย ส่วนทักษะอย่างอื่น เช่น ทักษะเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นและทักษะบางประการเกี่ยวกับการนำไปใช้ จะจัดให้มีการฝึกอบรมก็ทำได้ แต่ทักษะแท้ๆ ของวิชาทั้งสองนี้จะมีในการฝึกอบรมได้ไม่มากนัก ทักษะเกี่ยวกับวิชาที่กล่าวมาทั้งสองวิชานี้ จะมีได้โดยการฝึกหัดทำงานอย่างจริงๆ และต้องใช้เวลานานพอสมควรด้วย จึงจะเกิดทักษะขึ้นได้ ถ้าหากจะมีการสนับสนุนบุคคลเข้ามาช่วยด้วยก็จะเกิดผลดีขึ้น
4. การศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการฝึกอบรม (Training Studies)
การฝึกอบรมตนเองอย่างต่อเนื่องเป็นจุดหมายของการฝึกอบรมตามแบบฉบับ ซึ่งมีส่วนสัมพันธ์กับการฝึกอบรมที่ผู้กำกับได้รับมาจากการฝึกอบรมรุ่นต่างๆ ร่วมกับการฝึกอบรม ซึ่งอาจจัดให้มีขึ้นภายในกลุ่มลูกเสือ หรือภายในจังหวัดเป็นครั้งคราวอีกด้วย
การที่ได้จัดให้มีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการฝึกอบรมนี้ มีวัตถุประสงค์จะให้มีการสัมพันธ์กันระหว่างความรู้ที่ได้รับมาจากการฝึกอบรม และการนำของไปใช้กับกองลูกเสือของตน ถ้าคณะกรรมการฝ่ายฝึกอบรมของจังหวัดจะไปให้การแนะนำช่วยเหลือผู้กำกับด้วยก็จะได้ผลดียิ่งขึ้น
นอกจากนั้นหากผู้กำกับของกลุ่มลูกเสือของอำเภอหรือของจังหวัด จะได้พบปะกันบ้าง บางครั้งบางคราว เพื่อสนทนาหรือปรึกษาข้อดีข้อเสีย และปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับลูกเสือแต่ละประเภทบ้างแล้ว ก็จะทำให้ผู้กำกับทั้งหลายได้รู้ได้เข้าใจปัญหาต่างๆ มากขึ้น




ในการฝึกอบรมขั้นความรู้ชั้นสูงนั้น ได้นำหลักการนี้ไปใช้ด้วย โดยวิธีกำหนดให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมขั้นความรู้เบื้องต้นไปทำการตอบถามในการศึกษาเพิ่มเติมฉบับที่ 2 มา ครั้นแล้ววิทยากรประจำหมู่จะได้ซักถามผู้เข้ารับการฝึกเป็นรายบุคคล หรือให้หมู่ได้อธิบายปัญหาต่างๆ ให้ที่ประชุมฟังร่วมกันก็ทำได้ นี่เป็นการเรียนรู้อีกวิธีหนึ่งซึ่งได้จัดทำขึ้นเพื่อให้คณะผู้ให้การฝึกอบรมได้เข้าใจ ขั้นตอนของการฝึกอบรมวิชาผู้กำกับลูกเสือได้ดียิ่งขึ้น
5. การสนับสนุนส่วนบุคคล (Personal Support)
จากผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์มากกว่า โดยปกติได้แก่ ผู้กำกับกลุ่มหรือผู้ตรวจการลูกเสือ ผู้กำกับลูกเสือทุกคน (รวมทั้งผู้กำกับกลุ่มและผู้ตรวจการลูกเสือด้วย) ต้องการใครคนหนึ่งที่จะพูดจาหารือเกี่ยวกับงานของตน หรือเป็นการแบ่งปันการเข้ามาร่วมทำงานด้วยกันและเป็นการช่วยให้ผู้กำกับลูกเสือได้มองเห็นการทำงานของเขาในมุมกว้างที่กล่าวดังนี้ มิได้หมายความว่าเรื่องนี้ควรจะเป็นเรื่องยุ่งยาก สลับซับซ้อน หมายความแต่เพียงว่าการคุยกันระหว่างรับประทานกาแฟ เมื่อสิ้นสุดการประชุมกองครั้งหนึ่งแล้ว นั่งพูดกันถึงเรื่องปัญหาของลูกเสือบางคน ซึ่งผู้กำกับกลุ่มหรือผู้ตรวจการลูกเสือได้สังเกตเห็นในระหว่างการประชุมกองวันนั้น การทำเช่นนี้จะเป็นโอกาสที่จะเสริมความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรมในที่อื่นอีกด้วย เพราะได้นำเอาหลักการและความคิดใหม่มาใช้กับงานของผู้กำกับลูกเสือโดยตรง ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของผู้กำกับลูกเสือ โดยแท้จริงกับการฝึกอบรมตามแบบฉบับ อาจส่งเสริมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นได้ โดยใช้การศึกษาเพิ่มเติม (ดูต่อไปข้างล่าง) ซึ่งจัดทำขึ้นไว้เพื่อการนี้
การสนับสนุนส่วนบุคคลจะประสบผลสำเร็จได้จริงก็ต่อเมื่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้กำกับลูกเสือและผู้กำกับกลุ่ม หรือผู้ตรวจการลูกเสือ หรือบุคคลอื่นได้มีขึ้น และถ้าผู้นั้นเข้าใจบทบาทของเขา
ผู้ให้การฝึกอบรมทุกคนพึงเข้าใจว่า วัตถุประสงค์ 5 ประการ ของการฝึกอบรมที่ได้โดยย่อไว้ข้างบนนั้น จะประสบผลสำเร็จได้ก็โดยการได้ใช้ขั้นต่างๆ ดังได้แสดงไว้ในรูปข้างบนนี้เป็นขั้นตอนในการให้ความรู้แก่ผู้กำกับที่เข้ารับการฝึกอบรม อาทิ ความสามารถในการที่จะใช้ระบบหมู่อย่างได้ผลดีนั้น จะต้องใช้เวลานานพอสมควร เราอาจจะนำเอาทฤษฎีและหลักการของระบบหมู่มาพูดบรรยายในการฝึกอบรมขั้นความรู้เบื้องต้น ครั้งมาถึงความรู้ชั้นสูงได้มีการทวีความรู้ในเรื่องนี้ให้ลึกซึ้งลงไปอีก โดยกำหนดให้มีการอภิปรายกันระหว่างสมาชิกในหมู่แต่ละหมู่แต่ละคนเล่าถึงประสบการณ์ของตนที่เคยใช้ระบบหมู่นี้ให้ที่




ประชุมฟัง เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้กัน แค่นี้ก็ยังหาเพียงพอไม่ ยังต้องติดตามมาด้วยการฝึกฝนตนเองของผู้กำกับ เมื่อนำระบบหมู่ไปใช้กับกองลูกเสือของตนตามความรู้ความสามารถและความเข้าใจของผู้กำกับ เมื่อนำระบบหมู่ไปใช้กับกองลูกเสือของตนตนตามความรู้ความสามารถและความเข้าใจของผู้กำกับลูกเสือในเรื่องระบบหมู่นี้ ถ้าหากว่าได้รับการสนับสนุน เป็นการส่วนตัวจากผู้กำกับกลุ่มลูกเสือ หรือผู้ตรวจการลูกเสือ ให้คำแนะนำ ชี้แจง (ด้วยความแนบเนียน) ว่าอะไรผิด ควรแก้ไขด้วยแล้ว ผู้กำกับนั้นจะได้เรียนรู้เรื่องระบบหมู่เพิ่มขึ้น
ถ้าสามารถจัดให้มี “การฝึกอบรมนอกแบบ” ขึ้นบ้างเป็นบางครั้งบางคราวโดยผู้ตรวจการลูกเสือที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องระบบหมู่ดี ร่วมกับคณะกรรมการฝึกอบรมของจังหวัด เช่น ผู้กำกับ รองผู้กำกับ ในจังหวัด มาพบปะหารือกันบ้าง และทำการสาธิตการปฏิบัติให้ที่ประชุมได้เห็นก็จะได้ผลดีขึ้น ระบบหมู่เป็นวิชาที่จะเรียนรู้แต่ทางปฏิบัติอย่างเดียวจะไม่ได้ผลดีนัก ต้องเรียนควบคู่ไปกับภาคปฏิบัติด้วย
ภารกิจสำคัญของผู้กำกับกลุ่มลูกเสือและผู้ตรวจการลูกเสือนั้น เพื่อดูแลจัดการให้เป็นที่แน่นอนใจได้ว่า ผู้กำกับลูกเสือในสังกัดของท่านได้มีความรู้ความเข้าใจอย่างซาบซึ้งในกิจการลูกเสือ สามารถที่จะไปทำการฝึกอบรมเยาวชนลูกเสือที่อยู่ในกองของเขาได้อย่างผลดียิ่ง นี่แหละคืองานของท่านละ


------------------------------------------------------





















กลุ่มบุคคลและการทำงานด้วยกัน เอกสารประกอบบทเรียนที่ 8

กลุ่มบุคคลและการทำงานเป็นกลุ่ม
ในกิจการลูกเสือนั้น การทำงานกับบุคคลเป็นรายคนไป และการทำงานร่วมกับบุคคลได้เกิดมีขึ้น ณ เกาะบราวน์ซี และได้ใช้สืบต่อมาจนถึงบัดนี้ ท่านคงยังจะจำได้ว่า จุดหมายปลายทางของกิจการลูกเสือนั้น คือ การพัฒนาคนวัยหนุ่มทั้งกาย สติปัญญา จิตใจ และศีลธรรม ให้เป็นพลเมืองดีมีความรับผิดชอบ ช่วยสร้างสรรค์สังคมที่เขาอยู่ให้เจริญก้าวหน้า มีความสงบสุข ประเทศชาติมีความมั่นคง

กองลูกเสือของท่านในฐานะเป็นกลุ่ม
สมมติว่าท่านเป็นผู้กำกับลูกเสือคนหนึ่งที่ทำงานกับกองลูกเสือที่มีจำนวนลูกเสือ มากมาย อาจจะตั้งแต่ 24 คนขึ้นไป ท่านคงได้เกี่ยวข้องกับสภาพการที่เป็นกลุ่มมาแล้ว บางทีอาจเป็นหลายกลุ่มเสียด้วยซ้ำไปไม่ว่าท่านจะทราบหรือไม่ก็ตาม
ท่านใช้และพัฒนาสภาพการเหล่านี้อย่างไร เพื่อบรรลุจุดหมายปลายทายของท่านเอง และบรรลุจุดหมายปลายทางสำหรับลูกเสือของท่านด้วย ฟังดูก็เป็นคำถามที่ง่ายแต่ทำนองเดียวกันคำถามเช่นนั้นมีการตอบเป็นคำตอบที่สลับซับซ้อนมาก
คำตอบที่ง่ายที่สุดก็คือ การกล่าวว่า ท่านคงจะใช้และพัฒนาตามลักษณะการของกลุ่มที่ท่านเข้าไปร่วมอยู่ด้วย กล่าวคือว่า ถ้าท่านมีความรู้บางอย่างว่า ผู้คนในกลุ่มประพฤติอย่างไรบ้างหรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ถ้าท่านมีความรู้ในเรื่อง “ขบวนการของกลุ่ม” (GROUP PROCESS) มากน้อยเพียงไร

ขบวนการของกลุ่มคืออะไร
“กลุ่ม” คือ หมู่คนจำนวนหนึ่งทำงานด้วยกัน กลุ่มอาจจะประกอบด้วยคนสองคน หรือยี่สิบคนก็ได้ ประสบการณ์ได้เสนอแนะว่า จำนวน 5 หรือ 6 คน เป็นขนาดปกติของกลุ่ม กลุ่มใหญ่มักจะต้องแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยหลายกลุ่ม ฉะนั้น ในกรณีที่กลุ่มใหญ่เกินไป ท่านควรจะสามารถมองเห็นกลุ่มย่อยได้ แม้จะมิได้แบ่งออกเป็นทางการก็ตาม




คนส่วนมากเป็นสมาชิกของหลายกลุ่ม ในขณะเดียวกันที่บ้าน ที่โรงเรียน ที่ทำงาน และในกรณีของเรา ในกองลูกเสือ ลูกเสือคนหนึ่งอาจเป็นสมาชิกของกลุ่มอื่นได้อีกหลายกลุ่ม เช่น เมื่อคนอยู่รวมกันในกลุ่ม ต่างคนต่างมีอิทธิพลต่อกันและกัน ปฏิกิริยาตอบโต้กันของคนในฐานะสมาชิกของกลุ่ม เรียกว่า “ขบวนการของกลุ่ม”
ผู้คนภายในกลุ่มไม่สามารถหลีกเลี่ยงการมีอิทธิพลซึ่งกันและกัน แต่ว่าอิทธิพลนั้น เป็นประโยชน์และพึงปรารถนาหรือไม่นั้น เป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่ที่เราสนใจนั้นก็คือว่า บุคคลเหล่านั้นแสดงอิทธิพลต่อกันและกันอย่างไร
ผู้คนภายในกลุ่มแสดงบทบาทต่างกัน บางคนเป็นคนเจ้าความคิด บางคนชอบความสงบเงียบ บางคนขอบตลกคะนอง บางคนประสานให้คนในกลุ่มสามัคคีกัน บางคนชอบเป็นผู้นำ
บทบาทของผู้นำในกลุ่ม เป็นเรื่องที่น่าสนใจและเป็นที่จับใจของผู้อื่นเสมอ แต่ในกรณีเราสนใจเกี่ยวกับความจริงที่ว่า ภายในกลุ่มหนึ่ง ในเวลาใดเวลาหนึ่ง เราอาจหวังได้ว่าจะมีใครคนหนึ่งหรือมากกว่าที่อาจเป็นผู้นำได้
เป็นประเด็นสำคัญอยู่เหมือนกันที่พึงจะสังเกตว่า ผู้คนอาจเปลี่ยนบทบาทของตนภายในกลุ่มได้ การเปลี่ยนอาจเกิดขึ้นได้เพราะเหตุผลหลายประการ
จุดหมายหรือภารกิจของกลุ่มอาจเปลี่ยนแปลงไป สมาชิกของกลุ่มอาจเปลี่ยนแปลง (มีสมาชิกเข้าใหม่ บางคนลาออกไป) สมาชิกของกลุ่มที่ประกอบด้วยคนวัยหนุ่ม เช่น กองลูกเสือ๖วิสามัญจะเจริญเติบโตขึ้น มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เหล่านี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม ในที่สุดสมาชิกของกลุ่มจะถูกอิทธิพลโดยบทบาทที่สมาชิกของกลุ่มจะถูกอิทธิพลโดยบทบาทที่สมควรของตนได้แสดง หรือมีส่วนในกลุ่มอื่นเข้ามาเปลี่ยนแปลงอีกด้วยและยิ่งกว่านั้น บทบาทเหล่านั้นอาจเปลี่ยนแปลงไปได้อีก
การเปลี่ยนแปลงบทบาทภายในกลุ่ม (หรือบางทีไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้) อาจก่อให้เกิดความเครียด (STRESS) แก่สมาชิกของกลุ่มเป็นรายคน และภายในกลุ่มทั้งหมดได้ด้วย
ฉะนั้น แม้ว่ากลุ่มดูเหมือนจะอยู่คงที่ไม่มีความตึงเครียดประการใด แต่ไม่แน่ว่าการจะคงเป็นเช่นนั้นอยู่ได้นาน แต่แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงภายในและมีความตึงเครียดก็ถาม กลุ่มคงดำรงสภาพอันทรงตัวอยู่ได้ต่อไปข้างหน้าอีกนาน ความจริงกลุ่มต้องทำเช่นนั้นเพื่อว่าจะมีชีวิตฐานะเป็นกลุ่มอยู่ต่อไป





ทำไมจึงทำงานเป็นกลุ่ม
ผู้กำกับลูกเสืออาจไม่มีความรู้เรื่อง “ขบวนการของกลุ่ม” หรือเขาอาจจะเข้าใจและสังเกตเห็นมาบ้างแล้ว แต่ทำเฉยเสีย หรือบางทีเข้าใจได้สังเกตเห็นและเคยใช้มาแล้ว
เราเชื่อว่า ผู้กำกับลูกเสือคงจะเข้าใจได้เคยสังเกตเห็นและคงจะใช้แล้ว แต่เขาไม่มองเห็นถึงการเป็นผู้นำที่ให้ผลดี หรือจัดให้มีการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์แก่สมาชิกในกลุ่มได้
การเข้ากับคนอื่นได้ หรือการมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับบุคคลอื่น เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งของชีวิต และของการเจริญเติบโตของการงานทั้งปวง
เมื่อผู้กำกับเข้าไปเกี่ยวข้องกัน “ขบวนการของกลุ่ม” เช่น จัดให้มีการนำหรือช่วยให้เกิดการเรียนรู้ทางประสบการณ์แก่สมาชิกในกลุ่ม เราเรียกพฤติกรรมทั้งหมดนั้นว่า “การทำงานเป็นกลุ่ม” (GROUP WORK)
การเข้าไปเกี่ยวข้องช่วยเหลือนี้ มิใช่ว่าเราในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ไม่มีสิทธิ์ที่จะยักย้ายหรือเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นหรือการกระทำของคนวัยหนุ่มนั้นมิใช่ความประสงค์ของเรา ในที่นี้จุดหมายของเราคือการช่วยทำให้ดีที่สุดแก่ผู้ที่เราทำงานด้วย นี่เป็นความจริงเราต้องยอมรับว่าบางครั้งบางคราว เราต้องเข้าไปทำไปช่วยเขา เราจะนั่งอยู่ข้างหลังแล้วมองดูอยู่เฉยๆ นั้นไม่ได้ มิฉะนั้นแล้วเราจะเข้ามาทำงานเกี่ยวกับเยาวชนตั้งแต่ต้นทำไมกัน
บางทีอาจจะเป็นการดีกว่าและถูกต้องกว่าที่จะกล่าวว่า เราพยายามจะทำงานแบบ “ไม่สั่งการ”
กล่าวโดยย่อ เมื่อใช้วิธีทำงานแบบนี้ เราส่งเสริมให้สมาชิกในกลุ่มตัดสินใจ งานทุกอย่างด้วยตัวของเขาเอง
ผู้กำกับส่วนมากใช้วิธีการหลายอย่างต่างกัน อย่างไรก็ดี ผู้กำกับที่พยายามทำงานโดยวิธี “ไม่สั่งการ” ประสบผลสำเร็จมากกว่าการใช้วิธี “สั่งการ”

กลุ่มตามแบบหรือกลุ่มนอกแบบ (FORMAL GROUP INFORMAL GROUPS)
กลุ่มมีหลายแบบ กลุ่มแรกทีเดียวคือ กลุ่มตามแบบและกลุ่มนอกแบบ
โดยปกติสถาบันหรือหน่วยงานมีระเบียบการเข้าเป็นสมาชิก เช่น การเข้าเป็นลูกเสือ มีกำหนดอายุ เครื่องแบบ การยอมรับปฏิบัติตามคำปฏิญาณและกฎ กับต้องทำการฝึกอบรมตามแผนการ เมื่อท่านสมัครเข้าเป็นลูกเสือ ท่านต้องผ่านพิธีกรรมการเข้าประจำกอง เมื่อท่านออกไปท่านก็จะขาดจากการเป็นสมาชิก



แต่ความจริงแล้ว กองลูกเสือทุกแห่งมีบางสิ่งบางอย่างตามลักษณะของกลุ่มนอกแบบด้วย
กลุ่มนอกแบบมีระเบียบข้อบังคับที่มิได้เขียนขึ้นไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับสมาชิกและหน้าที่ ความประพฤติของสมาชิกเช่นกัน
หน้าที่และความประพฤติอันเป็นที่คาดหมายว่า สมาชิกของกลุ่มจะพึงปฏิบัตินั้นว่า “แบบประเพณีของกลุ่ม” บุคคลที่ปฏิบัติตาม “แบบประเพณีของกลุ่ม” ก็เป็นสมาชิกของกลุ่มได้ บุคคลที่ไม่ปฏิบัติตามก็จะเป็นสมาชิกของกลุ่มมิได้ หรือต้องออกจากการเป็นสมาชิกไป
แบบประเพณีของกลุ่มนั้น งดงามมาก บางสิ่งบางอย่างปฏิบัติตามได้ง่าย เช่น การแต่งกาย การพูดจาก การไว้ทรงผม กิริยามารยาท แต่บางสิ่งบางอย่างก็ปฏิบัติตามได้ไม่ง่ายนัก ความเชื่อ เจตคติ ค่านิยม มาตรฐาน สิ่งเหล่านี้จะปรากฏออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน เมื่อสมาชิกได้ออกซึ่งความตื่นเต้นในเมื่อมีกิจกรรมบางอย่างเกิดขึ้น หรือบางครั้งก็แสดงออกให้เห็นถึงการตำหนิ เหยียดหยามกิจกรรมอย่างอื่น เราจะเห็นแบบประเพณีของกลุ่ม ในกลุ่มตามแบบได้มากเช่นเดียว จะเห็นได้จากกลุ่มนอกแบบ
ความกดดันที่มีต่อสมาชิก เพื่อให้ปฏิบัติตามแบบประเพณีของกลุ่มนั้นมีมาก และอิทธิพลที่มีพลังมากประการหนึ่ง ในการพัฒนาบุคคลแต่ละคนภายในกลุ่ม

แบบประเพณีและระเบียบ (NORMS & RULES)
แบบประเพณี คือ ข้อปฏิบัติที่มิได้กล่าวไว้ มิได้เขียนไว้ แต่ใช้บังคับการปฏิบัติหรือประพฤติของสมาชิก
ในบางกลุ่ม สมาชิกของกลุ่ม หรือโดย “ผู้ดูแล” กลุ่มนั้นอาจจะเขียนข้อพึงปฏิบัติขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร และถือเป็นระเบียบสำหรับปฏิบัติก็ได้
ถ้าแบบประเพณีที่มิได้เขียนไว้ และระเบียบที่ได้เขียนไว้มีลักษณะคล้ายสอดคล้องต้องต่างก็ช่วยกันเสริมให้กลุ่มแข้มแข็งยิ่งขึ้น ถ้าเกิดมีการเปลี่ยนแปลงในแบบประเพณีที่มิได้เขียนส่วนระเบียบที่เขียนไว้ไม่เปลี่ยนแปลง และไม่ยืดหยุ่นตามไปด้วยทั้งสองอย่างนี้จะแยกทางจากกัน ทั้งสองอย่างนี้แยกจากกันเมื่อไรก็จะมีความตึงเครียดเกิดขึ้น และอาจเป็นการขัดแย้งระหว่างกัน และอาจเป็นไปได้ที่ฝ่ายที่ไม่ได้เขียนไว้นั้นไม่ยอมรับรู้ระเบียบและทำไปโดยไม่แยแสต่อระเบียบที่เขียนไว้นั้น




จุดรวมของกลุ่ม (GROUP FOCUS)
ผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวถึง “จุดรวม” หรือจุดหมายของกลุ่มไว้ว่า คือความสนใจหรือความมุ่งหมายที่กลุ่มกำหนดขึ้นไว้จะเป็น “ธุรกิจการงาน” อย่างหนึ่งอย่างใด เช่น การปีนเขา การต่อเรือ การเล่นฟุตบอล ฯลฯ หรือจะเป็นเรื่อง “การสังคม” เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ส่วนตัวกับสมาชิกภายในกลุ่ม เกี่ยวกับปฏิกิริยาตอบโต้กันระหว่างสมาชิกของกลุ่ม สมาชิกของกลุ่มอาจพบปะกันเพื่อดื่มกาแฟ ฟังจานเสียง คุยกันก็ได้
ที่กล่าวมานี้เป็นการจำแนกกลุ่มที่ค่อนข้างเคร่งครัดไปหน่อย ความจริงไม่มีกลุ่มใดที่จะมุ่งแต่ธุรกิจการงานอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงปฏิกิริยาตอบโต้กันระหว่างสมาชิกในกลุ่ม ทีมนักฟุตบอลยังฝึกซ้อมด้วยกัน เดินทางด้วยกัน เล่นด้วยกัน ชื่นชมในการได้ชัยชนะ (หรือแพ้) ด้วยกัน นักฟุตบอลที่อยู่ในทีมแต่ละคนต้องมีปฏิกิริยาตอบโต้กันและกัน ถ้าเขาจะทำงานด้วยกันดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเขาจะร่วมทีมกันต่อไป และเล่นฟุตบอลด้วยกันอีกต่อไป
ในทำนองเดียวกัน ไม่มีกลุ่มใดที่จะสนใจแต่การสังคมอย่างเดียว (โดยไม่ทำภารกิจการงานอื่นใด) เมื่อคอกาแฟมาพบปะกันก็คงจะต้องมีการทำอะไรขึ้นสักอย่างหนึ่ง แม้แต่เพียงการนัดหมายมาดื่มกาแฟกันในคราวต่อไป เป็นไปไม่ได้ที่กลุ่มคนจะมาพบกันแล้วมิได้ทำอะไรเลยแต่นิดเดียว เมื่อคนมาพบกัน ภารกิจบางอย่างย่อมจะเกิดขึ้นแม่จะเล็กน้อยก็ตาม กลุ่มก็เช่นเดียวกัน ถ้าจะคงอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มต่อไป ก็คงจะต้องมีการปฏิบัติงานร่วมกัน
แท้ที่จริง จุดรวมของกลุ่มทั้งหลายนั้น จะมีปัจจัยสำคัญทั้งสองประการดังกล่าวแล้ว รวมอยู่ด้วยกันเสมอ
ผู้กำกับเป็นผู้รับผิดชอบที่จะรักษาความสมดุลระหว่างปัจจัยทั้งสองนี้ไว้ให้ได้ ความสมดุลนั้นได้สนองความต้องการของเขาบางประการ เขามองหาบทบาทที่เขาอาจเข้าไปแสดงได้ เขาต้องการเป็นของกลุ่มและต้องการจะมีตำแหน่งหน้าที่อย่างหนึ่งอย่างใดในกลุ่มเขาต้องการชื่นชมในความสัมฤทธิ์ผลของตนเอง
บุคคลจะได้รับผลประโยชน์จากการเป็นสมาชิกของกลุ่ม ถ้าการเป็นสมาชิกนั้นได้สนองความต้องการของเขาบางประการ เขามองหาบทบาทที่เขาอาจเข้าไปแสดงได้ เขาต้องการเป็นกลุ่มและต้องการจะมีตำแหน่งหน้าที่อย่างหนึ่งอย่างใดในกลุ่ม เขาต้องการชื่นชมในความสำเร็จผลของตนเอง และต้องการจะมีส่วนร่วมในผลสำเร็จของกลุ่มด้วย ถ้ากลุ่มไม่อาจสนองความประสงค์ของเขา แม้แต่ประการหนึ่งประการใดได้ หรือไม่



สามารถจัดให้เขาแสดงบทบาทอันพึงพอใจได้ สามารถจัดให้เขาได้ประสบความสำเร็จบ้างเลย เขาก็จะละจากกลุ่มไป
กองลูกเสือของท่าน – มีปฏิกิริยาตอบโต้กันบ่อยๆ มีเจตคติเหมือนๆ กัน มีความสนใจและภูมิหลังอย่างเดียวกัน ผลรางวัลในประสบการณ์ด้วยกัน มีผู้นำที่สามารถรักษาความกลมเกลียวของกลุ่มไว้ได้ ไม่มีอารมณ์ร้ายคอยรบกวน มีภารกิจการงานที่ต้องใช้ความร่วมมือจากสมาชิกแต่ละคนมีความปรารถนาจะช่วยให้งานสำเร็จ
ข้อความที่กล่าวมานี้ ฟังดูแล้วเหมือนกันเงื่อนไขของคุณลักษณะของกองลูกเสือที่ดี


-------------------------------------------------------------





















การประชาสัมพันธ์ เอกสารประกอบบทเรียน 9

การทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มนั้น จะดำเนินไปได้ก็โดยที่สมาชิกของกลุ่มมีการติดต่อสื่อสารความหมาย เพื่อให้เกิดความเข้าใจในงานที่ต้องทำมาร่วมกัน การสื่อความหมายเป็นการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ ความรู้สึกนึกคิด ความต้องการระหว่างกันและกัน ถ้าสามารถสื่อความหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทำงานร่วมกันก็เป็นไปโดยราบรื่น แต่ถ้าไม่อาจสื่อความหมายให้เข้าใจกันได้ เกิดความเข้าใจผิดกัน ก็จะกลายเป็นผลเสียทั้งต่อการทำงานร่วมกันและสัมพันธภาพระหว่างสมาชิกกลุ่มด้วยกัน ดังนั้น การสื่อสารความหมายจึงนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำงานร่วมกัน
การสื่อความหมายโดยทั่วไปมี 3 ประเภท คือ
1. การสื่อความหมายที่ใช้ถ้อยคำหรือการสื่อความหมายทางวาจา ได้แก่ การสื่อความหมายที่ใช้พูดเป็นสื่อในการทำความเข้าใจ
2. การสื่อความหมายที่ไม่ใช้ถ้อยคำ ได้แก่ การใช้สัญลักษณ์หรือสัญญาณ หรือเครื่องหมายต่างๆ เป็นสื่อในการส่งข่าวสาร
3. การสื่อความหมายทางท่าทาง ได้แก่ การใช้ท่าทางหรือกิริยาอาการต่างๆ เป็นสื่อในการทำความเข้าใจ
การสื่อความหมายที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อทางวาจาหรือทางท่าทางก็ถามย่อมหมายถึงการสื่อความหมายที่ทั้งผู้รับสารและส่งสารเข้าใจตรงกัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้าใจไม่ตรงกัน การสื่อความหมายนั้นถือว่าขาดประสิทธิภาพ

องค์ประกอบการสื่อความหมาย
การสื่อความหมายนั้นมีลักษณะในกระบวนการที่มีองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้ คือ
ผู้ส่งสาร หมายถึง ผู้ที่ส่งสารที่ต้องการให้ผู้อื่นรับทราบโดยทางวาจาหรือท่าทาง หรือกล่าวง่ายๆ คือ ผู้พูด
ผู้รับสาร หมายถึง ผู้ที่รับสารที่ผู้ส่งมาให้ไม่ว่าจะเป็นโดยทางวาจา หรือท่าทาง หรือกล่าวง่ายๆ คือ ผู้ฟัง
สารหรือข่าวสาร หมายถึง เนื้อหาหรือเรื่องราวที่ผู้ส่งสารส่งไปให้ผู้รับสาร




สื่อ หมายถึง เครื่องมือที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร เพื่อช่วยให้การส่งหรือรับสารเป็นไปได้อย่างสะดวกและชัดเจน
สิ่งแวดล้อมภายนอกขณะสื่อสารความหมาย หมายถึง สิ่งรบกวนที่มาจากสภาพแวดล้อมรอบตัวผู้ส่ง และผู้รับสารขณะสื่อความหมายกันอยู่

สาเหตุที่ทำให้การสื่อความหมายขาดประสิทธิภาพ
สาเหตุที่สำคัญที่ทำให้การสื่อความหมายขาดประสิทธิภาพ องค์ประกอบที่สำคัญของการสื่อความหมายมีหลายประการดังกล่าวข้างต้น สาเหตุที่ทำให้การสื่อความหมายมีหลายประการดังกล่าวข้างต้น สาเหตุที่ทำให้การสื่อความหมายขาดประสิทธิภาพ ก็มักจะมาจากองค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ เช่น
1. สาเหตุทางด้านผู้ส่งสาร
1.1 ความสามารถของด้านการใช้ภาษา ทั้งทางคำพูดและท่าทางของผู้ส่งสาร หมายถึง ความสามารถในการเลือกคำพูดให้เหมาะสมกับผู้รับสาร การเรียบเรียงถ้อยคำ การใช้น้ำเสียงและท่าทางประกอบคำพูด หากผู้ส่งสารใช้ภาษาไม่ถูกต้องเหมาะสม ก็อาจทำให้ผู้ฟังเข้าใจผิดได้
1.2 ความเข้าใจของผู้ส่งสารในเรื่องที่จะสื่อไปให้ผู้รับเข้าใจ หากผู้ส่งสารไม่มีความเข้าใจในสารหรือเนื้อหาที่จะส่งไปแล้ว ก็ย่อมมีผลต่อความเข้าใจของผู้รับสารด้วย
1.3 สภาวะทางจิตใจของผู้ส่งสาร หากผู้ส่งสารมีความวิตกกังวล ความเครียด ความกลัว ความตื่นเต้น ฯลฯ ความรู้สึกต่างๆ เหล่านี้จะมีผลต่อการพูดจาสื่อความหมาย ทำให้การพูดขาดประสิทธิภาพไป เช่น อาจจะเรียบเรียงคำพูดได้ไม่ดีเท่าที่ควร หรือพูดออกนอกประเด็นไป เป็นต้น
1.4 ความจำกัดด้านการรับรู้ คนเรามีความสำเป็นที่ไม่เท่ากัน บางคนมีความจำดี บางคนลืมง่าย เป็นต้น หากผู้ส่งสารมีสมาธิและความจำน้อย ความจำกัดเหล่านี้จะมีผลต่อการสื่อความหมาย ทำให้เกิดการลืมประเด็นต่างๆ เป็นต้น
1.5 การแปลความหมายของผู้สื่อสาร ทั้งนี้เนื่องมาจากคนเรานั้นมีประสบการณ์ต่างกันการแปลความหมายของคำพูดจึงต่างกันด้วย การแปลความหมายนี้มีผลต่อการเลือกใช้คำต่างๆ ในการสื่อความหมาย หากการแปลความหมายของคำต่างๆ ของผู้ส่งและผู้รับสารไม่ตรงกันแล้ว ก็ย่อมทำให้เกิดปัญหาความเข้าใจผิดตามมา



1.6 ความมั่นใจของผู้ส่งสารในการส่งสาร หากผู้ส่งสารมีความมั่นใจ แน่ใจในสารที่ส่งไปก็ย่อมทำให้การส่งสารนั้นมีความชัดเจนราบรื่น หากผู้ส่งไม่มีความมั่นใจในตัวเองหรือในการที่ส่งไป การส่งสารก็อาจจะติดขัดไม่ราบรื่นและชัดเจนเท่าที่ควร
2. สาเหตุจากผู้รับสาร
2.1 สมาธิการฟังของผู้รับสาร หากผู้รับสารไม่มีสมาธิในการฟัง ไม่ได้ตั้งใจหรือสนใจในการฟังเนื้อหาหรือเรื่องราวต่างๆ ที่ส่งสารมาให้แล้ว ผู้รับสารอาจรับสารได้ไม่ครบถ้วนหรือลืมไปบางส่วน
2.2 ความจำกัดด้านความจำ เนื่องจากคนเรามีความจำได้แต่เพียงบางส่วนหรือลืมบางส่วนไป
2.3 ความจำกัดด้านการรับรู้ คนเรานั้นมักจะเลือกรับรู้ในสิ่งที่ตนเองเห็นว่ามีความสำคัญหรือกำลังสำคัญอยู่ในขณะนั้น ดังนั้นในการรับสารจากผู้ส่งสาร ผู้รับสารอาจเลือกที่จะรับรู้เฉพาะที่ตนสนใจหรือเห็นว่าสำคัญเท่านั้น สิ่งที่ตนไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญหรือจะถูกลืมหรือละเลยไป
2.4 สภาวะด้านจิตใจของผู้รับสาร ขณะรับสารหากผู้รับสารมีสภาวะจิตใจที่ไม่ปกติมีความรู้สึกตื่นเต้น ตกใจ ประหม่า กลัว หรือวิตกกังวลอยู่กับบางเรื่อง ความรู้สึกเหล่านี้มีผลทำให้การรับสารขาดความสมบูรณ์ไปได้ เช่น อาจจะรู้สึกตื่นเต้นจนฟังไม่รู้เรื่อง เป็นต้น
2.5 การแปลความหมายของผู้รับสาร ผู้รับสารอาจแปลความหมายของสารที่ส่งมาผิดไปจากความประสงค์ของผู้ส่งสารได้ เนื่องจากประสบการณ์ของทั้งสองฝ่ายต่างกัน
2.6 ทัศนคติของผู้รับสารที่มีต่อผู้ส่งสาร ความรู้สึกของผู้รับสารที่มีต่อผู้ส่งสารทั้งในทางบวกและทางลบ มีผลต่อการรับฟังและการแปลความหมายของสิ่งที่รับฟังของผู้รับ
2.7 ความสนใจของผู้รับสารในการที่ส่งมา หากเรื่องที่ผู้พูดส่งมาไม่เป็นที่น่าสนใจของผู้รับ การรับฟังของผู้รับก็คงจะไม่เต็มที่เท่าที่ควร โดยเฉพาะถ้าสารที่ส่งมานั้นผู้รับไม่เคยมีประสบการณ์หรือพื้นฐานที่จะเข้ามาก่อน
3. สาเหตุจากการที่ส่งไป
3.1 ความชัดเจนของสาร หากสารนั้นมีเนื้อหาที่ชัดเจน มีความต่อเนื่องกันอย่างดี การส่งสารนั้นย่อมทำให้ผู้รับสารรับได้อย่างไม่ชัดเจนด้วย ถึงแม้ว่าผู้ส่งจะมีความสามารถและส่งสารได้ดีเพียงใดก็ตาม




3.2 ความต่อเนื่องของสาร หากสารนั้นมีเนื้อหาที่ชัดเจน มีความต่อเนื่องกันอย่างดี การส่งสารนั้นย่อมทำให้ผู้รับสารรับได้อย่ารวดเร็วและเข้าใจได้ดี หากสารนั้นมีเนื้อหาซึ่งไม่ต่อเนื่องกัน อาจมีผลให้ทั้งผู้ส่งและผู้รับ ส่งและรับสารนั้นไม่สมบูรณ์ครบถ้วน
3.3 ความยาวของสารเนื่องจากคนเรามีจำกัดในเรื่องความจำและสมาธิการรับฟัง ดังนั้นหากสารนั้นมีเนื้อหาสาระที่ยาวเกินควร คงเกินไปกว่าความสามารถของผู้รับจะรับฟังหรือจำได้ ความสมบูรณ์ในการรับสารและส่งสารก็จะลดน้อยลงไปด้วย
3.4 ความน่าสนใจของสาร หากสารที่ส่งไปมีรายละเอียดปลีกย่อยมาก โอกาสที่สารจะบิดเบือนหรือตกหล่นขาดหายไปย่อมมีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสารนั้นขาดความหรือสาระสำคัญที่ผู้รับจะยึดเป็นหลักในการทำความเข้าใจได้
3.5 ความน่าสนใจของสาร หากสารที่ส่งไปนั้นขาดความน่าสนใจที่จะชักจูงใจให้ผู้รับฟังอย่างตั้งใจ โอกาสที่ผู้รับฟังจะขาดสมาธิในการฟังจะมีมากขึ้น
4. สาเหตุจากทางด้านสื่อ
4.1 การขาดสื่อที่จะช่วยให้การส่งสารและรับสารเป็นไปอย่างชัดเจน เช่น ในท้องที่ใหญ่คนมาก การพูดสื่อความหมาย หากขาดไมโครโฟนที่จะช่วยเสียงให้ดังขึ้นแล้วผู้รับอาจไม่ได้ยินสารที่ผู้ส่งพูดก็ได้ การไม่ได้ยินหรือได้ยินไม่ชัดนี้อาจทำให้การรับสารขาดความสมบูรณ์หรือบิดเบือนไปได้
4.2 สื่อที่ใช้ไม่มีความเหมาะสม เช่น การใช้รูปภาพประกอบการส่งสารแต่รูปภาพนั้นมีขนาดเล็กเกินไป ทำให้ผู้รับสารมองไม่เห็น จึงอาจทำในการส่ง – รับสารของทั้งสองฝ่ายขาดประสิทธิภาพได้
4.3 การใช้สื่อไม่มีประสิทธิภาพ สื่อที่ใช้ช่วยในการส่ง – รับอาจมีความเหมาะสม แต่ถ้าหากผู้ใช้ไม่สามารถที่จะใช้สื่อนั้นอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ประสิทธิภาพของการส่ง - รับก็ลดลงด้วย เช่น การใช้เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ เพื่อช่วยให้ผู้รับเห็นสารที่ส่งไปได้ชัดเจน แต่ถ้าผู้ใช้ไม่รู้จักปรับขนาดและโฟกัสให้เหมาะสม ประสิทธิภาพของสื่อนั้นก็ย่อมลดลงไป
5. สาเหตุทางด้านสิ่งแวดล้อมภายนอกขณะสื่อสาร การรบกวนจากสิ่งแวดล้อมภายนอกขณะที่ผู้ส่ง – ผู้รับ กำลังส่งสารในบางครั้งการสื่อความหมายอาจจะดำเนินไปได้ด้วยดี แต่หากบังเอิญมีเสียงดังรบกวนจากภายนอกแทรกเข้ามาแล้ว อาจมีผลทำให้ผู้ส่งเสียสมาธิในการส่งสาร และผู้รับอาจไม่ได้ยินสารที่ส่งไปหรือได้ยินแต่อาจขาดความชัดเจนหรือบิดเบือนไปได้ การรบกวนจากสิ่งแวดล้อมภายนอกนี้ มีหลายรูปแบบ อาจมาในรูปของเสียง กลิ่น ความร้อน ความเย็น หรือสิ่งใดก็ตามที่อยู่ในลักษณะรบกวนหรือเบนความสนใจของผู้ส่ง – รับสาร ก็ได้


ข้อความปฏิบัติในการสื่อสารความหมาย
จะเห็นได้ว่า การสื่อความหมายจะให้ประสิทธิภาพ 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นไปไม่ได้เสมอไปเพราะการที่จะให้องค์ประกอบทุกอย่างมีความพร้อมสมบูรณ์เสมอนั้น ทำได้ยาก หากผู้ส่งสารพยายามที่จะส่งสารให้ดีที่สุดและพยายามควบคุมตัวสาร สื่อและสิ่งแวดล้อมภายนอก ให้เอื้อเฟื้อต่อการส่งสารมากสักเพียงใดก็ตาม แต่ผู้ส่งสารไม่สามารถที่จะควบคุมผู้รับสารได้ ในทำนองเดียวกัน ถึงแม้ผู้รับสารจะมีความสนใจและตั้งใจในการรับสารมากสักเพียงใดก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถควบคุมผู้ส่งสารได้ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าเนื่องจากการสื่อความหมายระหว่างกัน มีองค์ประกอบสำคัญที่เข้ามาเกี่ยวข้องหลายประการที่ยากแก่การควบคุมให้มีความสมบูรณ์พร้อมอยู่เสมอ ปัญหาจากการสื่อความหมายจึงเกิดขึ้นเนื่องจากความไม่สมบูรณ์ขององค์ประกอบเหล่านั้น
จากที่กล่าวข้างต้นนี้ให้เห็นว่า การสื่อความหมายระหว่างกันนั้นมีโอกาสที่จะผิดพลาดและขาดประสิทธิภาพเสมอ หากองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งขาดความสมบูรณ์ขึ้นมา ดังนั้นในการทำงานร่วมกันเป็นทีม ผู้ร่วมทีมพึงระลึกอยู่เสมอว่าการสื่อความหมายระหว่างกันนั้นอาจขาดประสิทธิภาพ ทำให้เกิดปัญหาความเข้าใจผิดขึ้นได้ ดังนั้น เราจึงควรปฏิบัติตนดังนี้
1. ควรจัดสังเกตปฏิกิริยาของอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อดูว่าเขาเข้าใจตรงกับเราหรือไม่ ไม่ควรเหมาเอาว่าคนอื่นเขาจะเข้าใจในสิ่งที่เราพูดเสมอไป หรือเราเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูดตรงกับที่เข้าตั้งใจอยากจะบอกเสมอไป
2. ควรป้องกันปัญหาไว้เสียก่อน โดยการหมั่นตรวจสอบความเข้าใจของทั้งสองฝ่ายให้ตรงกัน ถ้าเราเป็นผู้ส่งสาร เราก็ควรตรวจสอบทบทวนความเข้าใจของผู้รับสารว่า เข้าใจตรงกันกับเราหรือไม่ ถ้าเราเป็นผู้ฟังคือผู้รับสาร ก็ควรจะตรวจสอบความเข้าใจของเรากับผู้ส่งสารว่าเราเข้าใจตรงกับที่เขาต้องการให้เราเข้าใจหรือไม่
3. เมื่อเราสื่อความหมายไปแล้วและพบว่า เกิดมีปัญหาความเข้าใจผิดขึ้นมา เราควรแก้ไขทันที โดยการปรับความเข้าใจของทั้งสองฝ่ายให้เข้าใจตรงกัน อย่าปล่อยทิ้งเอาไว้ เพราะการปล่อยทิ้งเอาไว้จะทำให้เกิดปัญหาเรื้อรัง และทำให้ปัญหาเล็กกลายเป็นปัญหาใหญ่ไปได้
4. ควรพยายามระมัดระวังและปฏิบัติตนในการเป็นผู้สื่อและผู้รับที่ดี หากเราจะเป็นผู้พูดเราก็เป็นผู้พูดที่ดี หากเราเป็นผู้ฟังเราก็เป็นผู้ฟังที่ดีเช่นนี้ เป็นต้น






ข้อปฏิบัติทั้ง 4 ข้อดังกล่าวข้างต้นนี้ จะช่วยให้การติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะประกอบไปด้วยมาตรการทั้งในด้านการป้องกันและแก้ไข หากผู้ร่วมทีมงานทุกคนมีความเข้าใจในธรรมชาติของการสื่อความหมายว่า อาจเกิดผิดพลาดขึ้นได้โดยไม่ได้เป็นเจตนาของผู้ใด หากเราระมัดระวังปฏิบัติตนตามข้อควรปฏิบัติทั้ง 4 ประการดังกล่าวแล้ว ก็เชื่อได้ว่าทีมงานนั้นจะทำงานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

การสื่อความหมายทางวาจา
ดังได้กล่าวไว้แล้วในเรื่องประเภทของความสื่อความหมาย การสื่อความหมายอาจมีการผิดพลาดเกิดขึ้นได้โดยไม่ได้ตั้งใจ จึงเป็นหน้าที่ของทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสาร หรือผู้พูดผู้ฟัง ควรจะได้ระมัดระวังไม่ให้การสื่อความหมายผิดพลาด หากผู้ร่วมทีมงานทุกคนพยายามปฏิบัติตนเป็นทั้งผู้พูดและผู้ฟังที่ดีแล้ว ก็จะช่วยให้การปฏิบัติงานบรรลุผลได้รวดเร็วและราบรื่นขึ้น
หลักสำคัญในการพูดจาสื่อความหมายกันนั้น อยู่ที่ความเข้าใจ หากบุคคลมีความเข้าใจธรรมชาติของการสื่อความหมายดังกล่าวแล้ว ในเรื่องประเภทของความสื่อความหมาย บุคคลนั้นก็ย่อมได้หลักเกณฑ์ในการพูดที่ดี เช่น เมื่อเราทราบว่าการสื่อความหมายอาจผิดพลาดได้ หากส่งสารคลุมเครือไม่ชัดเจน เมื่อเราเป็นผู้พูดเราก็ควรพยายามเรียนเรื่องถ้อยคำให้ชัดเจน สิ่งที่เราไม่เข้าใจก็จะต้องทำความเข้าใจให้มั่นใจเสียก่อน เมื่อเรารู้ว่าสารที่ยาวเกินไป ผู้รับอาจรับไม่หมด เพราะจำไม่ได้ ดังนั้น เมื่อเราสื่อความหมายกับผู้อื่น เราก็จะพยายามพูดให้ผู้กระชับไม่ยืดยาวจนเกินไป เช่นนี้เป็นต้น
ลักษณะของผู้พูดที่ดี
จากความรู้ในเรื่องประเภทของความสื่อความหมายได้ เราสามารถประยุกต์มาใช้เป็นหลักในการสื่อความหมายหรือการเป็นผู้พูดที่ดีได้ดังนี้
1.1 ผู้พูดที่ดีควรทำความเข้าใจในสารหรือเนื้อหาสาระที่จะต้องพูดสื่อไปยังผู้อื่นเพื่อจะได้เกิดความมั่นใจในการส่งสาร และจะได้ไม่เกิดความผิดพลาดในการส่งสารนั้นๆ
1.2 ผู้พูดที่ดีจำเป็นต้องวิเคราะห์จุดมุ่งหมายในการพูดของตนว่าพูดเพื่ออะไร และสามารถเรียบเรียงเรื่องที่พูดให้สื่อวัตถุประสงค์ของตนเองได้
1.3 ผู้พูดที่ดีจำเป็นต้องรู้จักเลือกใช้ถ้อยคำหรือภาษาให้เหมาะสมกับผู้รับ โดยคำนึงถึงเพศ วัยพื้นฐาน ประสบการณ์ และความพร้อมของผู้รับสาร




1.4 ผู้พูดที่ดีจำเป็นต้องรู้จักพูดให้เหมาะสมกับกาลเทศะ ต้องสามารถวิเคราะห์ได้ว่าตอนใดควรพูด ตอนใดไม่ควรพูด ต้องรู้จักจังหวะในการพูด
1.5 ผู้พูดที่ดีจำเป็นต้องพูดให้ผู้ฟังเข้าใจง่าย พูดชัดเจน ชัดถ้อยชัดเจน
1.6 ผู้พูดที่ดีควรรู้จักใช้น้ำเสียงและท่าทางประกอบการพูด ทำให้การพูดน่าสนใจและเป็นที่เข้าใจได้โดยง่าย
1.7 ผู้พูดที่ดีควรสังเกตปฏิกิริยาของผู้รับฟังขณะที่พูดเพื่อจะได้ทราบว่า ผู้รับมีความรู้สึกอย่างไร เข้าใจหรือไม่เข้าใจในสิ่งที่พูด จะได้ปรับปรุงการพูดหรือปรับความเข้าใจกันเสียก่อน
1.8 ผู้พูดที่ดีควรมองหน้าผู้ฟังขณะพูด เพื่อช่วยให้ผู้ฟังมีความรู้สึกว่า ผู้พูดกำลังพูดด้วย จะทำให้ผู้ฟังเกิดความสนใจและอบอุ่นใจที่จะฟัง
1.9 ผู้พูดที่ดีควรรู้จักเว้นจังหวะในการพูด เพื่อให้ผู้ฟังได้สนทนาโต้ตอบหรือซักถาม จะทำให้ผู้ฟังพอใจที่จะรับฟังมาขึ้น
1.10 ผู้พูดที่ดีไม่ควรผูกขาดการพูดแต่เพียงผู้เดียว ควรให้โอกาสผู้อื่นได้พูดโต้ตอบบ้าง การผูกขาดการพูด ถึงแม้ว่าการพูดนั้นจะดีสักเพียงใดก็ตาม ทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกในทางลบต่อผู้พูดได้
1.11 ผู้พูดที่ดีไม่ควรพูดนานหรือยากเกินควร ควรคำนึงถึงสมาธิในการรับฟังของผู้ฟัง การพูดยืดยาวเกินไป จะทำให้ความสนใจของผู้ฟังลดน้อยลงไป และเกิดความเบื่อหน่ายในการฟังได้
1.12 ผู้พูดที่ดีไม่ควรพูดแซงคนอื่น เป็นการเสียมารยาทในการพูด ทำให้ความคิดของผู้อื่นขาดตอนไป
1.13 ผู้พูดที่ดีควรรู้จักควบคุมอารมณ์ในการพูด ไม่ใช้อารมณ์กับผู้ฟัง จะทำให้ผู้
ฟังเกิดความรู้สึกต่อต้านขึ้นได้
1.14 ผู้พูดที่ดีจำเป็นต้องทบทวนความเข้าใจของผู้ฟัง และพยายามปรับความเข้าใจให้ตรงกันอยู่เสมอ
ลักษณะผู้พูดที่ดีทั้ง 14 ประการข้างต้น เป็นลักษณะที่ผู้ร่วมทีมงานทุกคนควรจะได้ปฏิบัติเมื่อมีการสื่อความหมายทางวาจากัน





2. ลักษณะผู้ฟังที่ดี
เมื่อผู้พูดที่ดีแล้วก็ควรที่จะมีผู้ฟังที่ดีด้วย เพราะการพูดและการฟังเป็นของคู่กัน ในการสื่อความหมายโดยทั่วๆ ไป แต่ละคนจะผลัดกันเป็นทั้งผู้พูดและผู้ฟังอยู่เสมอ ดังนั้น เมื่อศึกษาถึงลักษณะของผู้พูดที่ดีแล้ว เราก็ควรศึกษาถึงลักษณะของผู้ฟังที่ดีด้วย
ผู้ฟังที่ดีจะต้องมีศิลปะในการฟัง เพื่อช่วยให้การฟังนั้นได้ประโยชน์เต็มที่ ในเรื่องนี้เมืองทอง แซมมณี ได้กล่าวไว้ว่าการฟังที่ดีควรมีลักษณะดังนี้
2.1 ฟังด้วยความสนใจ โดยความตั้งอกตั้งใจและกระตือรือร้นที่จะฟัง ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้พูดมีกำลังใจดีขึ้น
2.2 ฟังผู้พูดทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประชุมซึ่งควรตั้งใจผู้พูดทั้งหมด มิใช่ฟังแต่พวกที่มีความคิดเห็นเหมือนกับตนเท่านั้น
2.3 ฟังให้เข้าใจความหมายเพื่อให้จับใจความของเนื้อหาได้ถูกต้องกว่า ผู้พูดหมายถึงอะไร
2.4 ฟังโดยสังเกตอย่างถี่ถ้วน หมายถึง นอกจากเนื้อหาแล้วยังฟังสำเนียงและสังเกตสีหน้า รวมทั้งท่าทางของผู้พูดอีกด้วย
2.5 ฟังด้วยความอดทน หมายถึง อดทนฟังผู้พูดจนจบโดยไม่พยายามคาดเดาล่วงหน้าไปก่อนว่าเขาจะพูดอะไร ซึ่งอาจคาดคะเนผิดไปได้ ทั้งนี้ เพราะว่าโดยปกติคนจะสามารถฟังได้ประมาณนาทีละ 400 คำ ซึ่งเร็วกว่าการพูด ซึ่งจะพูดได้ประมาณนาทีละ 125 คำเท่านั้น
2.6 ฟังได้โดยไม่คิดเตรียมตัวโต้ตอบในขณะฟัง เพื่อที่จะได้มีสมาธิรับฟังด้วยความเข้าใจโดยตลอด ก่อนที่จะคิดโต้ตอบซึ่งจะทำให้ตอบได้อย่างถูกต้อง
2.7 ฟังโดยไม่ถือการเล่นสำนวนเป็นเรื่องใหญ่ หมายความว่า ฟังโดยเฟ้นหาใจความสำคัญมากกว่าที่จะคอยสนใจจับผิดการใช้สำนวนหรือเล่นคำโดยควรระลึกเสมอว่า แต่ละคนนั้นย่อมมีสำนวนการพูดแตกต่างกันไป
2.8 ฟังโดยไม่ขัดคอ หมายถึง ไม่ขัดขวางผู้พูดด้วยการซักถาม ต้อนให้จนมุมแต่ควรเป็นการถามเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมมากกว่า
2.9 ฟังเพื่อพยายามหาข้อตกลง หมายถึง การฟังแล้วพยายามหาประเด็นที่จะประนีประนอมกันได้ มิใช่คอยจ้องจับผิดหาจุดอ่อนเพื่อโต้แย้งทำลายกัน





2.10 ฟังโดยทำความเข้าใจให้ตรงกัน หมายถึง ขณะที่มีการโต้แย้งกันอย่างรุนแรงอยู่นั้น ผู้ฟังที่ดีควรจะสรุปข้อความที่ตนเข้าใจโดยทั่วกันเสียก่อนที่ตนจะแสดงความคิดเห็นต่อไป และเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของกลุ่มที่จะเกิดความเข้าใจถูกต้องตรงกันอีกด้วย
2.11 ฟังอย่างเข้าใจซึ้งถึงจิตใจของผู้พูด หมายถึง การฟังเสมือนเอาใจตนเองไปใส่แทนใจผู้พูด โดยพยายามปรับตัวให้เข้าใจถึงแนวความคิดเห็น รวมทั้งความรู้สึกของผู้พูดในขณะนั้น โดยไม่รีบด่วนตีความหมาย ความเข้าใจของผู้พูดเสียก่อนที่เขาจะพูดจบ
2.12 ฟังด้วยจิตว่างปราศจากอคติ หมายถึง ยินดีรับฟังทุกสิ่งทุกอย่าง โดยปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นในความรู้ ความสามารถ ตลอดจนความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่ พร้อมกับยินดีรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นที่ชอบขัดแย้งกับความคิดเห็นของตนโดยสงบปราศจากอคติ
หากบุคคลใดสามารถฝึกฝนตนเองให้ปฏิบัติได้ใน 12 ประการดังกล่าวแล้ว บุคคลนั้นย่อมได้รับประโยชน์อย่างมากจากการฟัง กล่าวคือ
1. ทำให้ตนได้รับความรู้หรือข้อมูลอย่างเต็มที่
2. ทำให้เกิดความเข้าใจ ไม่เสียเวลาในการปรับความเข้าใจ
3. ทำให้ผู้อื่น เข้าใจความคิดและเหตุผลของเขามากขึ้น
4. ทำให้ผู้อื่นเกิดความพอใจเรา เพราะปกติคนพูดก็ต้องการให้มีคนฟัง และ
เข้าใจเขา หากเราตั้งใจฟังเขาก็ย่อมพอใจ ทำให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อเรา
การที่จะสามารถปฏิบัติตนให้เป็นผู้ฟังที่ดีดังกล่าวข้างต้น เป็นสิ่งที่ดูเหมือนง่าย แต่จริงๆแล้วในทางปฏิบัติทำได้ยาก เนื่องจากคุณสมบัติต่างๆ ดังกล่าวนั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นหรือมีขึ้นมาได้จากการศึกษาหรือรู้เพียงเท่านั้น บุคคลจำนวนมากรู้เข้าใจแต่ทำไม่ได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะคุณสมบัติต่างๆ เหล่านั้นเป็นทักษะที่จำเป็นต้องฝึกฝนอยู่เสมอ จากนอกบุคคลที่มีเองโดยกำเนิด ซึ่งคงจะมีบ้างแต่ก็คงมีจำนวนน้อย ดังนั้น จึงควรหมั่นเตือนตนเองและพยายามฝึกฝนตนเองให้ฝึกปฏิบัติอยู่เสมอจนกระทั่งเกิดความชำนาญ คุณสมบัติใดที่ขาดไปก็ควรจะได้ฝึกฝนเพิ่มเติมอยู่เสมอ

การสื่อความหมายทางภาษาท่าทาง
การสื่อความหมายด้วยท่าทาง เป็นเรื่องที่สำคัญที่มักจะถูกมองข้ามความสำคัญไป ทั้งนี้เพราะภาษาท่าทางเป็นภาษาที่แอบแฝงอยู่ ประโยชน์หรือโทษที่ให้มักจะมองเห็นได้ไม่ชัดเจนเท่าคำพูด แต่แท้จริงแล้วภาษาท่าทางเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะภาษาท่าทางช่วยให้เราเข้าใจความต้องการหรือความรู้สึกของผู้อื่น และในทำนองเดียวกันช่วยให้เราสามารถบอกความ



ต้องการหรือความรู้สึกของเราให้แก่ผู้อื่นได้ โดยไม่ต้องใช้คำพูดในชีวิตประจำวันของเรา เราใช้ภาษาท่าทางช่วยในการสื่อความหมายอยู่เสมอ เช่น เมื่อเรารู้สึกโกรธ เราจะแสดงท่าทางโกรธออกทางสีหน้าและท่าทาง ทำให้ผู้อื่นทราบได้ว่าเรากำลังโกรธ การที่เราสามารถสื่อความหมายท่าทางได้นี้นับว่าช่วยลดปัญหาต่างๆ ลงได้มาก เช่น ในบางครั้งหากเราใช้คำพูดสื่อความรู้สึกโกรธออกไปแล้ว คำพูที่ใช้ในขณะที่มีอารมณ์อาจจะรุนแรง ทำให้เกิดผลเสียหรือปัญหาตามมาได้ ดังนั้น การแสดงออกทางหน้าท่าทางจึงเป็นหนทางช่วยให้บุคคลสามารถสื่อความหมายที่ไม่สามารถสื่อออกมาทางคำพูดได้ อย่างไรก็ตามแสดงออกทางภาษาท่าทางของแต่ละบุคคลในแต่ละเรื่อง อาจไม่ชัดเจนเสมอไป ความรู้สึกในบางเรื่องแสดงออกได้ชัดเจน แต่ในบางเรื่องอาจจะคลุมเครือ ดังนั้นในการอยู่และทำงาน เราจึงจำเป็นต้องมีความไวในการรับรู้ต่อความรู้สึกของผู้อื่น โดยพยายามหัดสังเกตภาษาท่าทางของผู้อื่น เพื่อที่จะได้ทราบความรู้สึกและความต้องการของเขาอันจะทำให้เราสามารถหาทางปรับตัวเข้าหากันหรือหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้
ภาษาท่าทางเป็นเรื่องที่สำคัญมากในแง่ที่ช่วยให้เราเข้าใจความต้องการหรือความรู้สึกของผู้อื่น โดยที่ผู้นั้นไม่ต้องพูดบอก ในเรื่องนี้อาจจะมีหลายคนแย้งว่าก็เราจะมัวสังเกตภาษาท่าทางอยู่ทำไม เหตุใดจึงไม่ให้ผู้นั้นออกมาเสียเลย จะได้เข้าใจกันชัดเจนยิ่งขึ้น การกล่าวเช่นนี้ถ้าเป็นสิ่งที่ทำได้ก็ควรจะทำ เพราะการพูดบอกกันอย่างชัดเจน ย่อมมีความจำเป็นอยู่เช่นนี้ เพราะในความเป็นจริงเราจะพบว่าในการทำงานร่วมกันนั้น ในบางครั้งเราอยากจะพูดอยากจะบอกอะไรหลายอย่าง แต่ก็ไม่สามารถทำได้ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความเกรงใจไม่กล้าบอกออกมาตรงๆ เกรงว่าสิ่งที่บอกจะทำให้คนอื่นลำบากใจ เดือนร้อน หรืออาจจะเป็นเพราะความกลัว เช่น กลัวว่าพูดออกไปแล้วอาจมีภัยแก่ตัว หรืออาจทำให้คนอื่นมองตนในทางที่ไม่ดี เช่นนี้ เป็นต้น ความรู้สึกต่างๆเหล่านี้มีส่วนมาขวางกั้น ทำให้บุคคลไม่สามารถแสดงความต้องการหรือความรู้สึกที่แท้จริงออกมาได้ แต่ความรู้สึกและความต้องการต่างๆ เหล่านี้ ถึงแม้จะไม่สามารถแสดงออกด้วยคำพูดก็ตาม โดยธรรมชาติแล้วจะแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง ซึ่งตัวเราสังเกตก็จะเห็นได้ ดังนั้นการที่ผู้ร่วมงานนั้นพยายามหัดสังเกตภาษาท่าทางของกันและกัน ก็จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานและการปรับตัวเข้าหากัน

หลักสำคัญที่ควรคำนึงในการใช้ภาษาท่าทาง
1. พึงตระหนักว่า บุคคลสื่อความหมายได้หลายทาง ภาษาท่าทางเป็นทางหนึ่งที่บุคคลสื่อความรู้สึกและความต้องการของตนออกมา จึงควรหัดสังเกตภาษาท่าทางของผู้ร่วมงาน เพื่อจะได้ทราบข้อมูลที่อาจจะช่วยให้การทำงานสำเร็จอย่างรวดเร็ว หรืออาจช่วยให้เราสามารถปรับตัวเข้าหากันได้
2. พึงตระหนักว่า การแปลความหมายของภาษาท่าทางนั้น อาจถูกหรือผิดก็ได้ ก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง ดังนั้น จึงไม่ควรยึดการแปลความหมายของตนว่าถูกต้องเสมอไป ควรหาข้อมูลอื่นมาประกอบก่อนการลงความเห็นหรือตัดสินใจ จะทำให้การแปลความหมายมีความถูกต้องยิ่งขึ้น และเป็นการป้องกันปัญหาอันอาจจะเกิดจากการแปลความหมายผิดพลาดได้
3. พึงระลึกอยู่เสมอว่าพวกเราสื่อความหมายกับบุคคลอื่น ควรระมัดระวังสื่อภาษาท่าทางของเราให้ตรงกับคำพูดหรือความรู้สึก เพราะจะช่วยให้ผู้อื่นเข้าใจเราง่ายขึ้น ไม่เกิดปัญหาเข้าใจผิดกัน เช่น หากเราไม่พอใจสีหน้าท่าทางก็อาจจะสอดคล้องกันแล้วไม่พอใจหรือโกรธ แต่ยิ้ม จะทำให้ผู้อื่นไม่เข้าใจ หรือเกิดความเข้าใจตรงข้ามกันได้
หากทุกคนที่ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ตระหนักถึงความสำคัญและปฏิบัติตนได้ดังกล่าวแล้ว ปัญหาที่จะเกิดก็จะลดน้อยลง การทำงานก็จะบรรลุผลสำเร็จได้เร็วขึ้น


-------------------------------------------------




สมคิด เมตไตรพันธ์, กร.พ.อ., การสื่อความหมายกับการทำงานเป็นกลุ่ม เอกสารโรเนียวประกอบการสัมมนานักเรียนกลุ่มผู้นำ, 2531












กิจการลูกเสือกับชุมชน เอกสารประกอบบทเรียนที่ 10

ชุมชนคืออะไร
ชุมชนคือบุคคลที่มีจำนวนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ซึ่งรวมอยู่ด้วยกันในอาณาเขตบริเวณหนึ่ง บุคคลดังกล่าวมีทั้งหญิงและชาย มีหลายวัยหลายอาชีพ ประกอบด้วยบุคคลที่มีฐานะแตกต่างกัน เช่น ร่ำรวย ฐานะปานกลาง และยากจน บุคคลในชุมชนอาจแตกต่างกันในเรื่องความรู้ ความประพฤติ ความขยันหมั่นเพียร และการประกอบอาชีพ

ปัญหาของชุมชน
ส่วนใหญ่เกิดจากข้อปฏิบัติงานของชุมชนนั่นเอง ถ้าสมาชิกช่วยกันกระทำดี มีความสามัคคี ช่วยเหลือกัน สมาชิกในชุมนุมนั้นจะอยู่อย่างสุขสบาย ถ้าสมาชิกส่วนใหญ่ทำอะไรไม่เป็น ขาดความรู้ ความอุตสาหะวิริยะ ชุมชนนั้นก็จะมีแต่ความยากจน ขาดแคลน
ปัญหาสำคัญที่มีอยู่ในชุมชนอาจมีในเรื่องต่อไปนี้ ความยากจน ความไม่รู้หนังสือ โรคภัยไข้เจ็บ การว่างงาน และปัญหาเด็กวัยรุ่น แม้รัฐจะพยายามแก้ไขในเรื่องเหล่านี้ แต่ก็จะขจัดให้หมดไปได้ยาก

ลูกเสือเกี่ยวข้องกับชุมชนได้อย่างไร
กองลูกเสือตั้งอยู่ในชุมชน บุตรหลานของสมาชิกในชุมชนเป็นลูกเสือในกองนั้นๆ
กองลูกเสือเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เกี่ยวข้องกับชุมชนอย่างใกล้ชิด
ถ้ากองลูกเสือทำประโยชน์ให้แก่ชุมชน ชุมชนนั้นจะยอมรับนับถือกองลูกเสือนั้น และช่วยเหลือกิจการของลูกเสือนั้น
กองลูกเสือควรมีความสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงาน กิจการที่มีอยู่ในชุมชนตลอดจนหน่วยงานอื่นที่มิใช่เป็นหน่วยงานของรัฐ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องมีความสัมพันธ์อันดีกับองค์การเยาวชนอื่นด้วย






ลูกเสือมีบทบาทในการช่วยเหลือชุมชน
1. ตามวัตถุประสงค์หรืออุดมการณ์ของลูกเสือ ย่อมช่วยสร้างสรรค์สังคมชุมชนที่ตนอยู่ให้ดีขึ้น มีความสงบสุข
2. ลูกเสืออาจช่วยเหลือสังคม / ชุมชน เกี่ยวกับเรื่องเด็กหรือคนพิการที่มีในชุมชน
3. ลูกเสืออาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับชุมชนโดยการ
- ให้บริการช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ
- ช่วยในการพัฒนาชุมชน

การบริการชุมชน
คือ การที่ลูกเสือเข้าไปช่วยเหลือชุมชนในโอกาสต่างๆ เช่น การไปทำความสะอาดถนนหนทาง ให้ความสะดวกตามสถานีขนส่ง ฯลฯ โดยชุมชนมิได้ขอร้องและมิได้เข้ามาร่วมมือในการบริการนั้น เป็นการบำเพ็ญประโยชน์ของลูกเสือ สมาชิกของชุมชนเป็นผู้รับประโยชน์แต่ฝ่ายเดียว

การพัฒนาชุมชน
ก) คำจำกัดความ
คำจำกัดความของคำว่า พัฒนาชุมชน นั้นอาจมีได้หลายอย่างต่างกัน ตามความคิดเห็นของตน องค์การสหประชาชาติได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า “การพัฒนาชุมชน หมายถึง ความร่วมมือระหว่างประชาชนและรัฐบาล เพื่อปรับปรุงสภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของชุมชนได้ดีขึ้น และชุมชนนั้นเป็นส่วนหนึ่งสามารถเอื้ออำนวยต่อความก้าวหน้าของประเทศ”
คนอื่นอาจกล่าวว่า การพัฒนาชุมชน คือ กระบวนการทางสังคมที่ประชาชนและหน่วยงานของรัฐร่วมกันทำขึ้น เพื่อย้ำฐานะความเป็นอยู่ของสังคมให้ดีขึ้น
สำหรับกิจการลูกเสือนั้น หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นภายในชุมชนอันจะนำมาซึ่งความอยู่ดีกินดีของสมาชิกในชุมชนนั้น โดยสมาชิกในชุมชนเป็นผู้แสดงบทบาทอันสำคัญในการเปลี่ยนแปลง






ในการพัฒนาชุมชนนั้นจะมีขั้นตอนของกระบวนการพัฒนา ดังต่อไปนี้
ข) กระบวนการ
1. สมาชิกในชุมชนสำนึกถึงและมีความเข้าใจในสภาพของความเป็นอยู่ในชุมชนนั้น
2. สมาชิกในชุมชนรวมกันเข้า เพื่อจะพัฒนาสภาพของความเป็นอยู่ในชุมชนนั้นในบางประการ
3. สมาชิกในชุมชนนั้นร่วมกันวางแผนทำงานอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาสภาพของความเป็นอยู่ในชุมชนนั้นให้ดีขึ้น
4. สมาชิกในชุมชนนั้นร่วมกันปฏิบัติตามแผนงานที่ได้วางไว้แล้วนั้น โดยอาศัยสิ่งช่วยเหลือจากภายนอกให้น้อยที่สุด
5. ครั้นแล้วสมาชิกในชุมชนนั้นร่วมกันประเมินผลงานที่ได้ทำไปแล้ว
ด้วยวิธีนี้ชุมชนจะมีความเข้าใจกระบวนการพัฒนาชุมบนดีขึ้น และจะทำให้การพัฒนาการพัฒนาชุมชนเข้มแข็งยิ่งขึ้น จะเปลี่ยนเป็นรูปวงจนแห่งกระบวนการพัฒนาได้ดังนี้
1. เข้าใจปัญหาชุมชน
2. รวมกันเข้าเพื่อพัฒนา
3. ร่วมกันวางแผน
4. ปฏิบัติแผน
5. การประเมินผล













ค) ผลที่จะเกิดขึ้น ผลที่จะเกินแก่ชุมชนมี 2 ประการ
1) ผลที่เห็นได้ชัดแจ้ง อาจเป็น
- สภาพของสุขภาพอนามัยจะมีขึ้น
- กิจกรรมทางการเศรษฐกิจอาจดีขึ้น เช่น วิธีการกสิกรรม เป็นต้น
เหล่านี้จะช่วยให้ความเป็นอยู่ของชีวิตในชุมชนดีขึ้น
2) ผลที่เห็นไม่ชัดแจ้ง อาจเป็น
2.1 อาจมีความรู้ความเข้าใจถึงสภาวะความเป็นอยู่มากขึ้น อาจรู้ถึงเหตุที่ทำให้เกิดความยากจน การไม่รู้หนังสือ เกิดโรคภัยไข้เจ็บ อาจรู้ถึงวิธีที่จะแก้ไข
2.2 มีความมั่นใจมากขึ้น และมีแรงจูงใจว่าสมาชิกของชุมชนอาจทำการช่วยพัฒนาต่างๆ เพื่อปรับปรุงชีวิตของตนให้ดีขึ้น โดยได้รับความสนับสนุนฝึกอบรมยั่วยุจากพลังภายนอกเพียงเล็กน้อย
2.3 การรวมตัวกันเข้าและร่วมมือกันอย่างจริงจัง และการมีทักษะเพิ่มขึ้น อาจช่วยสมาชิกในชุมชนได้
2.4 สามารถจะช่วยกันแก้ปัญหาที่ยากและสนับซับซ้อนได้ด้วย
2.5 มองเห็นแหล่งพลังอื่นที่ยังแฝงอยู่ที่อาจนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้

หมายเหตุ
ด้วยวิธีนี้ชุมชนร่วมกันสร้างพลังงานอันยิ่งใหญ่ขึ้น ภายในพลังงานนี้สมาชิกทุกคนจะมีชีวิตอยู่อย่างมีความรับผิดชอบ มีจุดหมาย จะได้ความสัมฤทธิ์ผล ชุมชนเรียนรู้วิธีแก้ปัญหาที่ตนเผชิญหน้าอยู่ด้วยตนเอง หากจำเป็นอาจมีพลังภายนอกมาช่วยบ้าง สมาชิกทุกคนรับเอาความรับผิดชอบนี้ขึ้นแบกไว้บนไหล่ของตน เพื่อจะสร้างอนาคตที่ทุกคนจะมีความภูมิใจ
ง) คนวัยหนุ่มในชุมชน
ในกระบวนการพัฒนาชุมชนนั้น คนวัยหนุ่มเป็นองค์ประกอบอันสำคัญ








คนวัยหนุ่มมีส่วนเสี่ยงความยากจน
โดยปกติคนวัยหนุ่มจะเป็นผู้ที่มีความลำบากมากกว่าผู้อื่น ในบางประเทศ ระบบการศึกษาชวนให้คนวัยหนุ่มคิดไปว่า งานอาชีพของตนนั้นอยู่นอกสังคมที่ตนอยู่ บิดามารดาหวังว่าบุตรของตนเองจะออกไปทำงานในเมืองหรือจังหวัด แล้วส่งเงินรายได้มาเลี้ยงบิดามารดา เพราะในเมืองหรือจังหวัดย่อมมีงานทำมาก หางานได้ง่าย คนวัยหนุ่มทั้งหลายจึงย้ายออกจากชุมชนกันมาก แต่แล้วกลับประสบว่ามีมากมายนั้น กลับไม่มีและหาไม่ได้ ระดับการว่างงานของประชากรในเมืองในจังหวัดสูงถึง 40 % ฉะนั้น จึงเห็นได้ว่าคนวัยหนุ่มเหล่านี้จึงกลายเป็นคนว่างงานเป็นส่วนใหญ่
ในชนบทระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยปกติมีระดับต่ำ คนวัยหนุ่มโดยปกติไม่มีทรัพย์สินเงินทองหรือไม่มีที่ดิน คนวัยหนุ่มจึงเป็นคนว่างงานกันมาก บางโอกาสคนวัยหนุ่มเหล่านี้ไปช่วยบิดามารดาทำนาทำไร่ ทุกคนพยายามผลิตพืชผลให้เพียงพอเพื่อเลี้ยงครอบครัว แต่โดยมากไม่สามารถจะผลิตผลให้มากพอที่จะยกตนให้พ้นจากความยากจนที่ตนและครอบครัวกำลังประสบอยู่ได้

คนวัยหนุ่มเป็นขุมพลัง
คนวัยหนุ่มในชุมชนนั้น มิใช่ว่าจะเป็นสมาชิกของชุมชนผู้มีส่วนเสี่ยงความเป็นอยู่สภาพของชีวิตในชุมชนนั้นเท่านั้น แต่คนวัยหนุ่มเหล่านี้เป็นแหล่งพลังอันสำคัญที่จะนำไปใช้ได้
คนวัยหนุ่มส่วนมากได้รับการศึกษามาหลายปี แต่ละคนยินดีที่จะรับและเข้าใจในเรื่องการเปลี่ยนแปลงชีวิตของชุมชน คนวัยหนุ่มเหล่านี้โดยมากจะไม่ยอมรับความคิดเห็นที่ว่า ในอดีตบรรพบุรุษดำเนินชีวิตมาอย่างไร ในอนาคตชีวิตก็จะเดินสืบต่อไปจากอดีต ถางป่าเพื่อการกสิกรรมหรือช่วยในการก่อสร้าง เด็กหญิงวัยรุ่นดูแลเลี้ยงน้อง ปลูกผักสวนครัว ทุกคนต่างช่วยพัฒนาชุมชนตามประสาและวิธีการของตน บางคนถ่ายทอดประสบการณ์และทักษะแนะนำให้เพื่อนต่อไปอีกด้วย
แต่คนวัยรุ่นหนุ่มเหล่านี้ไม่มีอำนาจ ไม่อาจเข้าไปใช้ทรัพยากรของชุมชนได้ ไม่มีการจัดรวมตัวกันเข้าเป็นกลุ่มใหญ่ กับทั้งขาดความคิดเห็นที่จะทำงานอะไรอีกด้วย








จ) จะช่วยคนวัยหนุ่มเหล่านี้ได้โดยวิธีการลูกเสือ คือ
1. จัดรวมเป็นกลุ่มตามพื้นฐานทางการเศรษฐกิจ มีโครงการกิจกรรมที่เหมาะสม
2. พัฒนาลักษณะของกลุ่มนี้ได้เด่นชัดยิ่งขึ้น
3. ให้ได้รับการฝึกอบรมและสนับสนุนในแขนงวิชาที่เหมาะสม ตามที่มีบทบาท
ในชุมชน
4. สนับสนุนให้เข้าถึงแหล่งทรัพยากรภายในชุมชนและภายนอก เช่น
ติดต่อกับเกษตรอำเภอ
5. คงให้ร่วมอยู่ในชุมชนและเป็นที่รับรองของชุมชนนั้น
ถ้าทำได้เช่นว่านี้ คนวัยหนุ่มจะอยู่ในฐานะที่จะร่วมมือในการสร้างสรรค์อย่างได้ผลในกระบวนการพัฒนาชุมชน


----------------------------------------

















กิจการลูกเสือกับชุมชน เอกสารประกอบบทเรียนที่ 10/1

กิจการลูกเสือ เป็นกระบวนการพัฒนาคุณธรรมและความสามารถของเยาวชนแต่ละคน และส่งเสริมให้ใช้กระบวนการหมู่พวกร่วมมือกันช่วยเหลือผู้อื่นและพัฒนาชุมชน
ลูกเสือมีอุดมการณ์อยู่แล้วที่จะต้องมีบทบาทช่วยเหลือผู้อื่นและช่วยเหลือชุมชน
คำปฏิญาณ
ข้อ 2 ………………
ข้าฯ จะช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ
กฎของลูกเสือ
ข้อ 3 ………………
ลูกเสือมีหน้าที่กระทำตนให้เป็นประโยชน์และช่วยเหลือผู้อื่น
หลักการและวัตถุประสงค์ที่สำคัญในการส่งเสริมให้ลูกเสือช่วยเหลือผู้อื่นและพัฒนาชุมชน
1. ให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความตระหนัก ความสำนึก ความผูกพัน ความรับผิดชอบในการมีส่วนร่วมและร่วมมือกันช่วยเหลือผู้อื่นและพัฒนาชุมชน
2. ให้ได้ริเริ่มกระทำกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น และพัฒนาชุมชนตามความเหมาะสม เน้นกระบวนการควบคู่กับผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้น
3. ให้ได้มีส่วนร่วมกับบุคคลหรือหน่วยงานในชุมชน ในการดำเนินงานพัฒนาชุมชนตามแผนงานและโครงการทั้งระยะสั้นและระยะยาว
4. ให้ได้กระทำตามคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ และมีผลงานช่วยเหลือผู้อื่นและพัฒนาชุมชน สร้างภาพลักษณ์ที่เด่นของการลูกเสือ

มาตรการและกิจกรรม
1. การสำรวจปัญหาและความต้องการ
2. การวางแผนและการเตรียมการ
3. การประสานงานกับบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
4. การดำเนินงานตามแผน
5. การประเมินผลและรายงาน



โครงการลูกเสือช่วยเหลือชุมชน
กลวิธีในการดำเนินงาน
1. ลูกเสือแต่ละหมู่ออกไปสำรวจปัญหาหรือสภาพของชุมชนตามคู่มือที่ได้กำหนด
ขึ้น
2. ลูกเสือช่วยกันกำหนดปัญหาหรืองานที่ลูกเสืออาจช่วยแก้ปัญหาหรือช่วยเหลือ
ชุมชน
3. ลูกเสือวางแผนในการแก้ปัญหาหรือช่วยเหลือชุมชน (ตามแบบการเขียนแผนที่ได้
กำหนด)
4. ลูกเสือแต่ละหมู่ออกไปดำเนินการแก้ปัญหาหรือช่วยเหลือชุมชน (ตามแผน
ที่กำหนดไว้)
5. ลูกเสือรายงานผลการดำเนินงาน (ตามแผนที่กำหนดขึ้น)
6. ผู้บังคับบัญชาลูกเสือรวบรวมสรุปรายงานผลการดำเนินงานตามโครงการลูกเสือ
ช่วยเหลือชุมชน

ขั้นตอนและกิจกรรม
ขั้นเตรียมการ
1. จัดประชุมสัมมนาผู้บังคับบัญชาลูกเสือ เพื่อนำโครงการไปดำเนินการ
2. ผู้อำนวยการลูกเสือโรงเรียนเชิญผู้บังคับบัญชาลูกเสือมาประชุมปรึกษาหารือเพื่อ
ให้ลูกเสือดำเนินการตามโครงการ
3. ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ (ตามกระบวนการและวิธีการของลูกเสือ) จัดสอน
3.1 ใช้คู่มือในการสำรวจชุมชน
3.2 วางแผนการดำเนินงาน
3.3 ดำเนินงานแก้ปัญหาหรือช่วยเหลือชุมชนตามแผน
3.4 รายงานผลการดำเนินงาน







ขั้นดำเนินการ

1. ผู้อำนวยการลูกเสือโรงเรียน ประชุมผู้บังคับบัญชาลูกเสือ เพื่อซักซ้อมความเข้าใจ
2. ผู้บังคับบัญชาลูกเสือเชิญนายหมู่ลูกเสือมาซักซ้อมความเข้าใจ
3. นายหมู่ลูกเสือนำเรื่องที่ประชุมนายหมู่ และดำเนินการตามกระบวนการเพื่อ
ดำเนินงานตามโครงการ
4. นายหมู่ลูกเสือนำลูกเสือแต่ละหมู่ออกทำการสำรวจชุมชน
5. ผู้บังคับบัญชาลูกเสือเชิญนายหมู่ลูกเสือมาประชุม เพื่อให้รายงานผลการสำรวจ
ชุมชน
6. ผู้บังคับบัญชาลูกเสือเชิญนายหมู่ลูกเสือมาประชุม เพื่อให้รายงานผลการสำรวจ
ชุมชนและอภิปรายพิจารณาปัญหาและเรื่องที่จะช่วยเหลือชุมชน
7. ผู้บังคับบัญชาลูกเสือประชุมปรึกษาหารือกับลูกเสือเพื่อกำหนดแบ่งงาน ความรับ
ผิดชอบที่จะแก้ปัญหาและช่วยเหลือชุมชนว่าจะทำเรื่องใดก่อนตามลำดับ
8. นายหมู่ลูกเสือนำลูกเสือออกไปศึกษาสภาพปัญหาในรายละเอียดของปัญหา หรือ
งานที่จะช่วยชุมชนในลำดับแรกก่อน เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการวางแผนดำเนินงาน
9. นายหมู่ลูกเสือและลูกเสือช่วยกันเขียนการดำเนินงานตามแบบที่กำหนด
10. นายหมู่ลูกเสือเสนอแนวแผนการดำเนินงานให้ผู้บังคับบัญชาลูกเสือพิจารณาให้
ความเห็นชอบ
11. ผู้บังคับบัญชาลูกเสือพิจารณาแผนงานของลูกเสือ นำเสนอผู้อำนวยการลูกเสือโรงเรียน จัดแจงบุคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามแผนงานลูกเสือ เพื่อทราบและเป็นการประสานงานให้ความสะดวก ให้ความช่วยเหลือตามความเหมาะสม
12. นายหมู่ลูกเสือออกดำเนินการวางแผนงาน
13. นายหมู่ลูกเสือและลูกเสือช่วยกันจัดทำรายงานแบบที่กำหนดเสนอผู้บังคับบัญชา
ลูกเสือ
14. ผู้บังคับบัญชาลูกเสือและผู้อำนวยการลูกเสือ และผู้อำนวยการลูกเสือโรงเรียนออกตามนิเทศสร้างขวัญกำลังใจในขณะที่ลูกเสือดำเนินการตามแผนงาน ตามความเหมาะสม




15. จัดให้มีรายงานจากผู้บังคับบัญชาลูกเสือถึงผู้อำนวยการลูกเสือโรงเรียนและต่อๆ ไปตามลำดับขั้นจนถึงสำนักงานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ
16. เมื่อนายหมู่ลูกเสือและลูกเสือช่วยดำเนินงานในปัญหาหรือเรื่องที่จะช่วยเหลือชุมชนในลำดับแรก แล้วให้เริ่มดำเนินการในปัญหาหรือเรื่องที่จะช่วยเหลือชุมชนในลำดับที่ 2, 3, 4 ฯลฯ ต่อไป
ขั้นติดตามประเมินผล
1. ผู้อำนวยการลูกเสือโรงเรียนเชิญผู้บังคับบัญชาลูกเสือมาประชุมปรึกษาหารือ เพื่อกำหนดรูปแบบวิธีการติดตาม และประเมินผลงานตามโครงการ ยึดถือวัตถุประสงค์ของโครงการเป็นหลัก
2. ปัญหาหรืองานที่จะช่วยเหลือชุมชน ควรเป็นงานที่ลูกเสือจะสามารถกระทำได้อย่างแท้จริงตามความเหมาะสมกับวัย ผู้บังคับบัญชาลูกเสือจะต้องตระหนักเป็นกรณีพิเศษในด้านความปลอดภัยของลูกเสือในขณะดำเนินการ
3. ระยะทางที่ลูกเสือดำเนินการในการแก้ปัญหาและช่วยเหลือชุมชน ควรอยู่ในรัศมีประมาณ 3 กิโลเมตร
4. ก่อนที่จะให้ลูกเสือดำเนินการในการแก้ปัญหาและช่วยเหลือชุมชน ควรจะได้ให้บุคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ได้ทราบ เพื่อการประสานงานและการช่วยเหลือร่วมมือ
5. การปฏิบัติงานของลูกเสือให้เป็นระบบหมู่และกระบวนการหมู่พวก ซึ่งเป็นหลักการของลูกเสือ
6. การแก้ปัญหาช่วยเหลือชุมชนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ลูกเสืออาจต้องกระทำกิจกรรมหลายอย่าง หรือหลายครั้งก็ได้ เพื่อให้เกิดผลงานตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
7. การดำเนินงานตามโครงการนี้พยายามส่งเสริมให้ลูกเสือได้ใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ วัสดุ และเทคโนโลยีพื้นบ้านหรือที่มีอยู่ให้มากที่สุด
8. การชี้แจงให้ผู้ปกครองของลูกเสือได้เข้าใจและเห็นความสำคัญในเรื่องนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
9. งานที่ลูกเสือได้กระทำ ควรจะได้จัดให้มีการปักป้ายหรือประกาศให้เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นผลงานของลูกเสือชื่ออะไร หมู่ กองใด โรงเรียนใด ทำเมื่อไร





เรื่องของชุมชน
ความหมาย
องค์ประกอบ
การเปลี่ยนแปลง
ปัญหา
การแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชน

กิจกรรมที่ลูกเสืออาจกระทำได้
1. ปรับปรุงอาคารสถานที่
2. ปรับปรุงและพัฒนาสิ่งแวดล้อม
3. ร่วมแก้ปัญหาชุมชน
4. ส่งเสริมงานอาชีพ
5. ส่งเสริมการท่องเที่ยว
6. ช่วยเหลือการจราจร
7. ร่วมกิจกรรม ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การปกครองระบอบประชาธิปไตย
ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของชาติ วัฒนธรรม
8. ช่วยเหลือด้านกีฬา สุขภาพ สาธารณสุข
9. ส่งเสริมกิจกรรมนันทนาการ
10. ส่งเสริมกิจกรรมสร้างคุณธรรม
11. ให้บริการชาวต่างประเทศ
12. ให้บริการคนเจ็บ คนแก่ เด็ก คนพิการ ฯลฯ










เทคนิคช่วยจำกฎของลูกเสือ
กู ก. มีเกียรติ
จะ จ. จงรักภักดี
ไป ป. ทำตนให้เป็นประโยชน์
เมือง ม. เป็นมิตร
สิงห์ ส. สุภาพเรียบร้อย
มึง ม. เมตตากรุณาต่อสัตว์
ช่วย ช. เชื่อฟังคำสั่งสอนของบิดามารดาและผู้บังคับบัญชา
จัด จ. มีใจร่าเริง
มีด ม. มัธยัสถ์
ปืน ป. ประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ


---------------------------------------------------------

















การบันเทิงในกองลูกเสือ เอกสารประกอบบทเรียนที่ 11

การร้องเพลง
• เพลงมีบทบาทสำคัญมานาน ตั้งแต่สมัยประวัติศาสตร์
• เพลงเป็นเครื่องแสดงถึงสติปัญญา และคุณธรรมของประเทศชาติ
• เพลงเป็นสื่อกลางในการติดต่อและสร้างความเข้าใจกันได้ดี
• เพลงเป็นเครื่องพัฒนาอารมณ์ให้เบิกบาน เสียงและทำนองของเป็นเป็นการแสดงออกถึงความชื่นชมยินดี หรือความเศร้าโศกเสียใจ การร้องเพลงเป็นการให้ความสุขและความพึงพอใจ ทั้ง ผู้ร้องและผู้ฟัง
• การร้องเพลงช่วยบำรุงสุขภาพทั้งทางกายและจิตใจ (เป็นคำวินิจฉัยในทางการแพทย์) การร้องเพลงเป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนของโลหิต และระบบประสาท ช่วยกระตุ้นความหิวกระหาย อย่างก็ก็กระหายน้ำ น้ำเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความชุ่มชื่นในร่างกาย และเกิดพลังขณะที่ร้องเพลง เราต้องผ่อนลมหายใจเข้าออกตามจังหวะสั้น – ยาว ของทำนองเพลง ทำให้ปอดขยายเข้า – ออก ถ้าร้องเพลงบ่อยๆ เท่ากับเป็นการช่วยสร้างเสริมให้ทรวงอกแข็งแรงเจริญเติบโต ฉะนั้น จึงเห็นได้ว่าทำไมเราจึงต้องปลูกฝังให้เด็กได้ออกเสียงอย่างถูกต้องด้วย
ในกิจการลูกเสือ การร้องรำทำเพลงถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับการฝึกอบรมลูกเสือทุกประเภท ให้ร้องได้บ่อยๆ (ทุกโอกาสที่จะหาได้)

ประโยชน์ที่จะได้รับจากการร้องรำทำเพลง
1. เพื่อขับกล่อมอารมณ์ให้มีจิตใจผ่องใส
2. ก่อให้เกิดความสนุกสนานรื่นเริง
3. ทำให้เกิดความสามัคคีรักใคร่กันในหมู่คณะ
4. ผ่อนคลายความตึงเครียดและเบื่อหน่ายในบทเรียน
5. ช่วยความจำในบทเรียนให้แม่นยำยิ่งขึ้น
6. เป็นยาแก้ง่วงเหงาหาวนานได้เป็นอย่างดี





หลักของการสอนเพลง
1. ผู้สอนต้องมีความมั่นใจในตัวเอง เช่น มั่นใจว่าจำจังหวะและทำนองของเพลงได้แม่นยำ จำเนื้อร้องได้ครบครัน (เพราะการร้องเพลงนั้น เขาไม่นิยมที่จะร้องจากหนังสือหรือจากกระดาษ)
2. ร้องได้ฟังสักเที่ยวหรือ 2 เที่ยวก่อน พอให้ลูกเสือจับเค้าของเพลงได้
3. ให้ลูกเสือร้องตามทีละวรรค สองวรรค สามวรรค เรื่อยไปจนจบเพลง โดยเริ่มต้นสอนด้วยเพลงสั้นๆก่อน
4. ให้สัญญาณการร้องก่อน เพื่อให้ทุกคนได้เริ่มโดยพร้อมเพรียงกัน เช่น บอกว่า “เริ่ม” หรือนับ “1 – 2 – 3” ปรบมือ หรือกระทืบเท้า หรือ “ใช้สัญญาณมือ ขึ้น – ลง”
5. จังหวัดของเพลงเป็นสิ่งสำคัญ ต้องควบคุมจังหวะให้ดี โดยใช้วิธีเคาะพื้นหรือปรบมือ อย่าให้จังหวะขาดหายไป
ต้องเลือกเพลงที่มีจังหวะง่ายแก่การร้อง เช่น จังหวะมาร์ช และจังหวะอื่นที่ใช้ระดับเสียงกลางๆ (ต่ำและสูงเกินไปยากแก่การร้อง)
6. เวลาร้องอย่าออมเสียงหรือตะเบ็งเสียง แต่ให้ร้องเต็มเสียง และร้องด้วยถ้อยคำที่ชัดเจน

ลักษณะของเพลงที่ควรนำมาร้อง
1. เพลงที่รู้จักกันทั่วไป พอขึ้นต้นก็ร้องได้
2. เพลงสั้นๆ เพื่อจะได้จำได้ง่าย
3. เพลงที่ร้องไล่กันได้รอบวง
4. เพลงประกอบท่าทาง
5. เพลงที่มีลูกคู่ (เช่น เพลงเห่เรือ)

ประเภทของเพลงที่จะนำมาร้อง
1. เพลงที่ใช้ในโอกาสเฉพาะหรือโอกาสพิเศษ
2. เพลงที่เกี่ยวกับความระลึกถึงในประวัติศาสตร์
3. เพลงปลุกใจ หรือรักชาติบ้านเมือง
4. เพลงที่เกี่ยวกับความซาบซึ้งในศาสนา
5. เพลงประกอบบทเรียน
6. เพลงสนุกสนานทั่วไป (ถ้อยคำไม่หยาบโลน) แต่แฝงไว้ด้วยคติธรรม
ระเบียบ ประเพณี คำสอนอื่นๆ ฯลฯ
แนวการฝึกอบรมของลูกเสือ (กลุ่มเฉพาะกิจ) เอกสารประกอบบทเรียนที่ 12

ลูกเสือสำรอง
เด็กชายจะสมัครเข้าเป็นลูกเสือสำรองได้ เมื่อมีอายุตั้งแต่ 8 ปี และไม่เกิน 11 ปีบริบูรณ์
โดยปกติเด็กจะเป็นลูกเสือสามัญเมื่ออายุครบ 11 ปีบริบูรณ์ แต่ถ้าผู้กำกับลูกเสือสำรอง ผู้กำกับลูกเสือสามัญ และผู้กำกับลูกเสือ พิจารณาเห็นว่าเด็กนั้นมีคุณภาพหรือความเจริญเติบโตทางร่างกายสมบูรณ์ สมควรจะให้อยู่ต่อไปในกองลูกเสือสำรองอีกก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 6 เดือน นับตั้งแต่มีอายุครบ 11 ปีบริบูรณ์
ลูกเสือสำรองแบ่งออกเป็น 3 ขั้น คือ ดาวดวงที่ 1 ดาวดวงที่ 2 และดาวดวงที่ 3 แต่ละขั้นมีกิจกรรม 12 อย่าง ซึ่งลูกเสือสำรองต้องเรียนรู้และสามารถปฏิบัติได้
เครื่องหมายวิชาพิเศษลูกเสือสำรองมี 1 วิชา และเครื่องหมายลูกเสือสัมพันธ์
กองลูกเสือสามัญ
กองลูกเสือสามัญ ประกอบด้วยหมู่ลูกเสืออย่างน้อย 2 หมู่ และไม่เกิน 6 หมู่ หมู่หนึ่งมีลูกเสือ 6 – 8 คน รวมทั้งนายหมู่ลูกเสือ และรองนายหมู่ลูกเสือด้วย
หมู่ลูกเสือเป็นหน่วยในการจัดกิจกรรมทั้งปวง ผู้กำกับ รองผู้กำกับลูกเสือสามัญมีคุณสมบัติพิเศษ ดังต่อไปนี้
1. มีความรู้เกี่ยวกับหนังสือสำหรับเด็กชาย คู่มือลูกเสือสำรอง พระราชบัญญัติลูกเสือ ข้อบังคับคณะลูกเสือแห่งชาติ
2. มีผู้บังคับบัญชาลูกเสือตั้งแต่ผู้กำกับกลุ่มลูกเสือขึ้นไปรับรองว่า
ก. เป็นผู้มีนิสัยและมีความประพฤติ
ข. เป็นผู้มีศาสนา
ค. เป็นผู้มีอาชีพเป็นหลักฐาน
ง. เป็นผู้เสียสละตนเพื่ออบรมเด็ก
3. ผู้กำกับลูกเสือสามัญต้องได้รับการอบรมวิชาผู้กำกับลูกเสือสามัญ ขั้นความรู้เบื้องต้นมาแล้ว




ผู้กำกับลูกเสือสามัญมีหน้าที่ดังต่อไปนี้
1. ผู้บังคับบัญชาฝึกอบรมและรับผิดชอบกิจการในกองลูกเสือของตน ทั้งต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้กำกับกลุ่มลูกเสือ
2. เป็นที่ปรึกษาในการประชุมนายหมู่ลูกเสือ
3. รับผิดชอบในเรื่องเกี่ยวกับวินัยและการรับจ่ายเงินของกองลูกเสือ
4. ฝึกอบรมนายหมู่ลูกเสือ
กองลูกเสือสามัญ ให้มีผู้กำกับลูกเสือ 1 คนเป็นหัวหน้า และมีรองผู้กำกับลูกเสือ 1 คน หรือหลายคนเป็นผู้ช่วย ผู้กำกับลูกเสืออาจแต่งตั้งหัวหน้าหมู่ 1 คน ทำหน้าที่ช่วยเหลือก็ได้ ทั้งนี้หารือที่ประชุมนายหมู่

หัวหน้านายหมู่ มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
1. มีความสามารถในการเป็นผู้นำ
2. อายุไม่น้อยกว่า 15 ปี
3. เคยเป็นนายหมู่มาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน
4. มีความรู้เกี่ยวกับหนังสือการลูกเสือสำหรับเด็กชายตามสมควร
ผู้กำกับลูกเสือสามัญ เป็นผู้แต่งตั้งนายหมู่ลูกเสือ โดยหารือลูกเสือในหมู่นั้น หรือผู้กำกับลูกเสือ เลือกนายหมู่เอง โดยหารือที่ประชุมนายหมู่ ส่วนรองนายหมู่ให้ผู้กำกับลูกเสือแต่งตั้ง โดยหารือนายหมู่ของหมู่นั้น
โดยกรณีที่ยังไม่มีที่ประชุมนายหมู่ (ตั้งกองใหม่) ให้ผู้กำกับหารือลูกเสือในหมู่นั้นเพื่อแต่งตั้งนายหมู่ขึ้น นายหมู่ควรมีความสามารถในการเป็นผู้นำ และสอบไล่ได้วิชาลูกเสือเอก ส่วนรองนายหมู่สอบไล่ได้วิชาลูกเสือโท
นายหมู่มีหน้าที่วางแผนปฏิบัติกิจกรรมของหมู่ รวมทั้งการไปอยู่ค่ายพักแรม โดยมีรองนายหมู่เป็นผู้ช่วย ผู้กำกับลูกเสือเป็นผู้ให้คำแนะนำ
ที่ประชุมนายหมู่ลูกเสือ ประกอบด้วยหัวหน้านายหมู่ลูกเสือ (ถ้ามี) และนายหมู่ลูกเสือ บางกรณีอาจเชิญรองนายหมู่ลูกเสือเข้าร่วมประชุมด้วย เว้นแต่การประชุมที่เกี่ยวกับวินัย หากผู้บังคับบัญชาลูกเสือเข้าร่วมประชุมด้วยควรทำหน้าที่แต่เพียงที่ปรึกษา





ที่ประชุมนายหมู่ลูกเสือ มีหน้าที่
1. พิจารณาการรักษาเกียรติของกองลูกเสือ
2. จัดรายการกิจกรรมของกองลูกเสือ
3. พิจารณาการบริหารภายในกองลูกเสือ
4. ควบคุมการรับจ่ายเงินของกองลูกเสือ

กองลูกเสือสามัญ
เด็กชายจะต้องสมัครเข้าเป็นลูกเสือสามัญได้โดยมีกฎเกณฑ์อายุต่อไปนี้
1. มีอายุตั้งแต่ 11 ปี และไม่เกิน 17 ปีบริบูรณ์
2. ในบางกรณีอาจรับเด็กเข้าเป็นลูกเสือสามัญก่อนอายุถึง 11 ปี แต่ต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 10 ปี 6 เดือน ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้กำกับลูกเสือสามัญ ผู้กำกับกลุ่มที่จะพิจารณาถึงการพัฒนาทางร่างกายและจิตใจของเด็ก แต่ถ้าเด็กนั้นเป็นลูกเสือสำรองอยู่แล้ว การพิจารณาเช่นว่านั้นให้เพิ่มผู้กำกับลูกเสือสำรองเข้าร่วมด้วย
3. ลูกเสือสามัญที่มีอายุถึง 15 ปี ต้องได้รับการฝึกอบรมและการปฏิบัติเป็นพิเศษให้เหมาะสมกับวัย
4. ในกลุ่มลูกเสือที่ไม่มีกองลูกเสือหรือหมู่ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ อาจจัดให้ลูกเสือสามัญที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปี แต่ยังไม่ถึง 17 ปีบริบูรณ์เป็นลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ก็ได้ โดยสังกัดอยู่ในกองลูกเสือสามัญนั้น
5. ลูกเสือสามัญควรออกจากกองลูกเสือเมื่อมีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากผู้กำกับกลุ่มหรือผู้กำกับลูกเสือสามัญให้คงอยู่ต่อไป แต่เมื่อมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์แล้ว จะอยู่ในกองลูกเสือสามัญไม่ได้
ลูกเสือสามัญแบ่งออกเป็น 3 ขั้น คือ
1. ลูกเสือตรี ลูกเสือโท ลูกเสือเอก
2. เมื่อได้เข้าพิธีประจำกองแล้ว ให้ได้รับการอบรมวิชาลูกเสือโท ลูกเสือเอกตาม
ลำดับ
3. เมื่อเป็นลูกเสือโทแล้ว อาจเลือกเรียนวิชาพิเศษได้ตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร
วิชาพิเศษลูกเสือ



กองลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่
การเข้าเป็นลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่
เด็กสมัครเข้าเป็นลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ได้เมื่อมีอายุ 14 – 18 ปี หรือกำลังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมศึกษา
เด็กที่สมัครเข้าเป็นลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่จะเคยเป็นลูกเสือหรือไม่เคยเป็นลูกเสือมาก่อน โดยเฉพาะเด็กหญิง ให้สมัครเป็นเนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่ และในข้อบังคับนี้ทุกแห่งที่มีคำว่าลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ให้หมายความรวมถึงเนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่ด้วย

กองลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่
กองลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ประกอบด้วยหมู่ลูกเสืออย่างน้อย 2 หมู่ ไม่เกิน 6 หมู่ หมู่หนึ่งมีลูกเสือ 4 – 8 คน รวมทั้งนายหมู่และรองนายหมู่ด้วย
กองลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ที่มีลูกเสือประเภทเดียวกันตั้งแต่ 4 กองขึ้นไป อาจจัดเป็นกลุ่มหรือจะจัดเป็นกองในกลุ่มลูกเสือที่มีลูกเสือประเภทอื่นรวมอยู่ด้วยก็ได้

ผู้กำกับและรองผู้กำกับลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่
กองลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ มีผู้กำกับ 1 คน เป็นหัวหน้า และมีรองผู้กำกับ 1 คน หรือหลายคนเป็นผู้ช่วย มีหน้าที่รับผิดชอบในการฝึกอบรมลูกเสือตามหลักสูตรที่กำหนดไว้
ผู้กำกับและรองผู้กำกับลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ จะต้องมีคุณสมบัติดังนี้
1. มีผู้บังคับบัญชาลูกเสือตั้งแต่ผู้กำกับกลุ่มขึ้นไปหรือหัวหน้าสถานศึกษารับรองว่า
1.1 เป็นผู้มีคุณลักษณะนิสัยดี และมีความประพฤติเรียบร้อยสมควรเป็นตัวอย่างที่
ดีได้
1.2 เป็นผู้มีศาสนาและปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา
1.3 เป็นผู้มีอาชีพเป็นหลักฐาน และไม่มีโรคซึ่งเป็นที่รังเกียจแก่สังคม
1.4 เป็นผู้มีความเข้าใจในวัตถุประสงค์และวิธีการของลูกเสือ ฝักใฝ่สนใจต่อการลูกเสือและสมัครใจจะดำรงตำแหน่งทางลูกเสือ






2. ผู้กำกับมีอายุไม่ต่ำกว่า 23 ปี รองผู้กำกับไม่ต่ำกว่า 21 ปี
3. เป็นผู้มีสัญชาติไทยตามกฎหมาย แต่ถ้ามิได้มีสัญชาติไทย ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการการบริหารลูกเสือแห่งชาติก่อน
4. ผู้กำกับต้องผ่านการฝึกอบรมวิชาผู้กำกับลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ขั้นความรู้เบื้องต้นมาแล้วเป็นอย่างน้อย
ผู้กำกับเป็นผู้แต่งตั้งนายหมู่โดยหารือลูกเสือในหมู่นั้น ส่วนรองนายหมู่ให้ผู้กำกับแต่งตั้งโดยหารือนายหมู่ของหมู่นั้น
อนึ่ง ให้ผู้กำกับแต่งตั้งหัวหน้านายหมู่ 1 คน และผู้ช่วยหัวหน้านายหมู่ 1 – 3 คน โดยหารือนายหมู่ของกองนั้น เพื่อให้ทำหน้าที่ช่วยเหลือในการดำเนินการงานของกอง
การสอบวิชาลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ทุกวิชาให้หัวหน้าสถานศึกษา หรือสโมสรลูกเสือเป็นผู้ดำเนินการสอบ โดยแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิให้เป็นกรรมการสอบ และเมื่อทำการสอบเครื่องหมายลูกเสือโลก เครื่องหมายลูกเสือชั้นพิเศษ เครื่องหมายลูกเสือหลวง หรือเครื่องหมายวิชาพิเศษแล้ว ให้รายงานเลขาธิการคณะกรรมการการบริหารลูกเสือแห่งชาติ หรือผู้อำนวยการลูกเสือจังหวัด แล้วแต่กรณี เพื่อพิจารณาอนุมัติให้ประดับเครื่องหมายนั้นๆได้

คณะกรรมการดำเนินงานของกองลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่
คณะกรรมการดำเนินงานประกอบด้วยหัวหน้านายหมู่เป็นประธาน ผู้ช่วยหัวหน้านายหมู่เป็นรองประธาน และให้นายหมู่ รองนายหมู่ให้กองนั้นเลือกกันเองเป็นกรรมการฝ่ายต่างๆ เช่น เลขานุการ เหรัญญิก ปฏิคม กรรมการกีฬา กรรมการนันทนาการ กรรมการกลาง ฯลฯ แล้วนำเสนอผู้กำกับพิจารณาอนุมัติและสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน ให้อยู่ในตำแหน่งไม่เกิน 12 เดือน ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้ปฏิบัติงานในตำแหน่งหัวหน้านายหมู่ ผู้ช่วยหัวหน้านายหมู่ และกรรมการดำเนินงานของกองบ้าง แต่ในบางกรณีที่ประชุมนายหมู่อาจเสนอให้ผู้กำกับพิจารณาตั้งแต่คณะกรรมการดำเนินงานชุมเดิมให้ปฏิบัติหน้าที่ตอไปอีกหรือจะให้มีการเปลี่ยนแปลงแต่บางตำแหน่งก็ได้
ให้มีการประชุมคณะกรรมการดำเนินงานอย่างน้อยเดือนละครั้ง ในการประชุมให้หัวหน้านายหมู่เป็นประธานที่ประชุม ผู้ช่วยหัวหน้านายหมู่เป็นรองประธาน เลขานุการเป็นผู้จดรายงานกระประชุมส่วนผู้บังคับบัญชาลูกเสือที่เข้าประชุมด้วยให้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา




คณะกรรมการดำเนินงานของกองมีหน้าที่ดังนี้
1. วางแผนและจัดรายงานกิจกรรมประจำของกองลูกเสือ
2. ในกรณีที่มีกิจกรรมพิเศษ อาจพิจารณาแต่งตั้งลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ในกองคนหนึ่ง ให้เป็นหัวหน้ากิจกรรมนั้น
3. บริหารกิจการภายในกองลูกเสือ
4. รักษาเกียรติของกองลูกเสือ
5. ควบคุมการรับจ่ายเงินของกองลูกเสือ
6. ให้ประธานหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้แทนของกอง ในการติดต่อกับบุคคล
ภายนอก

การฝึกอบรมลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่
ผู้ที่เป็นลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่จะต้องพยายามฝึกอบรมตนเอง เพื่อรับเครื่องหมายต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. เครื่องหมายลูกเสือโลก
2. เครื่องหมายลูกเสือชั้นพิเศษ
3. เครื่องหมายลูกเสือหลวง
4. เครื่องหมายวิชาพิเศษลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่

เครื่องหมายลูกเสือโลก
เป็นเครื่องหมายขั้นต้นสำหรับผู้ที่เป็นลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ เป็นการเตรียมพร้อมจะรับความรู้ชั้นสูงต่อไป ผู้สมัครใหม่ควรจะสอบได้เครื่องหมายลูกเสือโลกภายในระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันสมัคร เมื่อสอบได้แล้วให้พิธีเข้าประจำกอง และเมื่อได้เข้าพิธีประจำกองเรียบร้อยแล้ว จึงนับได้ว่าเป็นลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่โดยสมบูรณ์ มีสิทธิประดับเครื่องหมายลูกเสือโลกที่กึ่งกลางกระเป๋าเสื้อข้างซ้ายได้







ผู้ที่ผ่านการสอบและได้รับเครื่องหมายลูกเสือโลกแล้ว ควรพยายามฝึกอบรมตนเองเพื่อรับเครื่องหมายลูกเสือชั้นพิเศษและเครื่องหมายลูกเสือหลวงต่อไปตามลำดับ นอกจากนั้นจะเลือกเรียนวิชาพิเศษลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ที่ตนสนใจก็ได้
เครื่องหมายลูกเสือชั้นพิเศษและเครื่องหมายลูกเสือหลวง
มีวิชาพื้นฐาน 8 วิชา เหมือนกันแต่ต่างระดับกัน คือ หลักสูตรลูกเสือหลวงมีระดับสูงกว่าระดับลูกเสือชั้นพิเศษ
กองลูกเสือวิสามัญ
การเข้าเป็นลูกเสือวิสามัญ
เยาวชนสมัครเข้าเป็นลูกเสือวิสามัญได้ เมื่อมีอายุ 16 – 25 ปี หรือกำลังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือระดับอาชีวศึกษา หรือระดับอุดมศึกษา
เยาวชนที่สมัครเข้าเป็นลูกเสือวิสามัญจะเคยเป็นลูกเสือหรือไม่เคยเป็นลูกเสือมาก่อนเลยก็ได้
โดยเฉพาะเยาวชนที่เป็นสตรี จะสมัครเป็นเนตรนารีหรือไม่เป็นลูกเสือวิสามัญก็ได้
ในข้อบังคับนี้ ทุกแห่งที่มีคำว่าลูกเสือวิสามัญ ให้หมายความรวมถึงเนตรนารีวิสามัญด้วย
กองลูกเสือวิสามัญ
กองลูกเสือวิสามัญแต่ละกองมีลูกเสือวิสามัญอย่างน้อย 10 คน และไม่เกิน 40 คน
กองลูกเสือวิสามัญจะแบ่งออกเป็นชุดหรือหมู่ ตามความต้องการก็ได้ และควรมีลูกเสือวิสามัญ ชุดหรือหมู่ละ 4 – 6 คน รวมทั้งนายหมู่และรองนายหมู่ด้วย
หมู่ลูกเสือวิสามัญเป็นหน่วยในการจัดกิจกรรมทั้งปวง ในกรณีที่มีกิจกรรมพิเศษอาจจัดลูกเสือวิสามัญขึ้นเป็นหน่วยเฉพาะกิจก็ได้
ลูกเสือวิสามัญจะสังกัดกองลูกเสือวิสามัญมากกว่าหนึ่งกองไม่ได้
กองลูกเสือสามัญอาจจัดตั้งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มลูกเสือก็ได้ หรือจะจัดตั้งเป็นกองลูกเสือวิสามัญโดยเฉพาะก็ได้ และถ้ามีจำนวนกองลูกเสือวิสามัญตั้งแต่ 4 กองขึ้นไป ก็ให้จัดเป็นกลุ่มลูกเสือวิสามัญได้






การจัดตั้งกองลูกเสือวิสามัญต้องได้รับอนุญาตจากเลขาธิการคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ หรือผู้อำนวยการลูกเสือจังหวัด แล้วแต่กรณี และถ้าประสงค์จะรับเยาวชนทั้งชายและหญิงเข้าเป็นลูกเสือวิสามัญในกองเดียวกัน จะต้องรายงานให้เลขาธิการคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติทราบด้วย

ชั้นของกองลูกเสือวิสามัญ
ลูกเสือวิสามัญแบ่งออกเป็น 2 ชั้น ดังนี้
1. เตรียมลูกเสือวิสามัญ (ระยะทดลอง)
2. ลูกเสือวิสามัญ (ต้องได้เข้าพิธีประจำกองแก้ว)
ผู้กำกับและรองผู้กำกับลูกเสือวิสามัญ
กองลูกเสือวิสามัญมีผู้กำกับ 1 คน เป็นหัวหน้า แต่มีรองผู้กำกับ 1 คน หรือหลายคนเป็นผู้ช่วยผู้กำกับและรองผู้กำกับลูกเสือวิสามัญ จะต้องมีคุณสมบัติดังนี้
1. มีผู้บังคับบัญชาลูกเสือตั้งแต่ผู้กำกับกลุ่มขึ้นไป หรือหัวหน้าสถานศึกษารับรองว่า
1.1 เป็นผู้มีคุณลักษณะนิสัยดี และมีความประพฤติเรียบร้อยสมควรเป็นตัวอย่างที่ดีได้
1.2 เป็นผู้มีศาสนาและปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา
1.3 เป็นผู้มีอาชีพเป็นหลักฐาน และไม่มีโรคซึ่งเป็นที่รังเกียจแก่สังคม
1.4 เป็นผู้มีความเข้าใจในวัตถุประสงค์และวิธีการของลูกเสือ ฝักใฝ่สนใจต่อการ
ลูกเสือและสมัครใจจะดำรงตำแหน่งทางลูกเสือ
2. ผู้กำกับมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี รองผู้กำกับไม่ต่ำกว่า 23 ปี
3. เป็นผู้มีสัญชาติไทยตามกฎหมาย แต่ถ้ามิได้มีสัญชาติไทย ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการการบริหารลูกเสือแห่งชาติก่อน
4. ผู้กำกับต้องผ่านการฝึกอบรมวิชาผู้กำกับลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ขั้นความรู้ชั้นสูงมาแล้ว แต่รองผู้กำกับลูกเสือต้องผ่านการฝึกอบรมวิชาผู้กำกับลูกเสือวิสามัญ ขั้นความรู้เบื้องต้นมาแล้วเป็นอย่างน้อย






หน้าที่ผู้กำกับลูกเสือวิสามัญ
ผู้กำกับลูกเสือวิสามัญมีหน้าที่ดังต่อไปนี้ โดยมีรองผู้กำกับเป็นผู้ช่วย
1. ควบคุมดูแลการดำเนินงานของกอง กับสอดส่องและชี้แจง แนะนำคณะกรรมการประจำกองในการวางแผน และประกอบกิจกรรมต่างๆ ในวันประชุมประจำสัปดาห์ทุกสัปดาห์ดำเนินไปด้วยดี
2. แต่งตั้งนายหมู่ โดยหารือลูกเสือในหมู่นั้น และแต่งตั้งรองนายหมู่ โดยหารือนายหมู่ของหมู่นั้น
อนึ่ง ให้ผู้กำกับแต่งตั้งหัวหน้านายหมู่ 1 คน และผู้ช่วยหัวหน้านายหมู่ 1 คน เพื่อให้มีหน้าที่ช่วยเหลือในการดำเนินงานของกอง
1. เป็นผู้บังคับบัญชา ดำเนินการฝึกอบรมและรับผิดชอบในเรื่องระเบียบวินัยและการปฏิบัติงานของกองลูกเสือของตน
2. เป็นผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการประจำกอง และเป็นที่ปรึกษาในการประชุมคณะกรรมการประจำกอง
3. เสนอให้หัวหน้าสถานศึกษาหรือสโมสรลูกเสือเป็นผู้ดำเนินการสอบวิชาลูกเสือวิสามัญ โดยแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิให้ดำเนินการสอบ และเมื่อดำเนินการสอบเครื่องหมายลูกเสือโลกหรือเครื่องหมายวิชาพิเศษแล้ว ให้รายงานเลขาธิการคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ หรือผู้อำนวยการลูกเสือจังหวัด แล้วแต่กรณี เพื่อพิจารณาอนุมัติและให้ประดับเครื่องหมายนั้นๆได้

คณะกรรมการประจำกองลูกเสือวิสามัญ
คณะกรรมการประจำกองลูกเสือวิสามัญ ประกอบด้วยหัวหน้านายหมู่เป็นประธาน ผู้ช่วยหัวหน้านายหมู่เป็นรองประธาน กับให้นายหมู่ ประนายหมู่ในกองนั้นเป็นกรรมการ แล้วเลือกกันเองเป็นกรรมการฝ่ายต่างๆ เช่น เลขานุการ เหรัญญิก ปฏิคม กรรมการกีฬา กรรมการนันทนาการ กรรมการกลางฯ และนำเสนอผู้กำกับพิจารณาอนุมัติและสั่งแต่งตั้ง
คณะกรรมการประจำกองให้อยู่ในตำแหน่งไม่เกิน 12 เดือน ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้ปฏิบัติงานในตำแหน่งหัวหน้านายหมู่ ผู้ช่วยหัวหน้านายหมู่ และกรรมการดำเนินงานของกองบ้าง แต่ในบางกรณีที่ประชุมนายหมู่อาจเสนอให้ผู้กำกับพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการประจำกองชุดเดิมปฏิบัติหน้าที่ต่อไปอีก หรือจะให้มีการเปลี่ยนแปลงแต่บางตำแหน่งก็ได้




ให้มีการประชุมคณะกรรมการประจำกองอย่างน้อยเดือนละครั้ง ในการประชุมให้หัวหน้านายหมู่เป็นประธานที่ประชุม ผู้ช่วยหัวหน้านายหมู่ 1 คน เป็นรองประธาน เลขานุการเป็น ผู้จดรายงานการประชุมส่วนผู้บังคับบัญชาลูกเสือที่เข้าประชุมด้วยให้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา

คณะกรรมการประจำกอง มีหน้าที่
1. วางแผนและจัดกิจกรรมในวันประชุมกองประจำสัปดาห์
2. ในกรณีที่มีกิจกรรมพิเศษ อาจพิจารณาแต่งตั้งลูกเสือวิสามัญในกองคนหนึ่งให้เป็นหัวหน้ากิจกรรมนั้น
3. บริหารกิจการภายในกองลูกเสือ
4. รักษาเกียรติของกองลูกเสือ
5. ควบคุมการรับจ่ายเงินของกองลูกเสือ
6. ให้ประธานหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้แทนของกองในการติดต่อกับบุคคลภายนอก
7. จัดให้มีคูหาของกอง ขนาดอย่างน้อย 4/6 เมตร เพื่อให้เป็นสถานที่อเนกประสงค์ของกอง
8. คัดเลือกลูกเสือวิสามัญอาวุโส 1 คน หรือ 1 คน ที่รอบรู้งานลูกเสือวิสามัญ เพื่อให้ทำหน้าที่พี่เลี้ยง เตรียมลูกเสือวิสามัญแต่ละคน จนกว่าเตรียมลูกเสือวิสามัญนั้นจะผ่านหลักสูตรลูกเสือโลก การสำรวจตัวเอง และได้เข้าประจำกองเป็นลูกเสือวิสามัญโดยสมบูรณ์
งานสำคัญอย่างหนึ่งของการฝึกอบรมลูกเสือวิสามัญ คือ การรับหน้าที่เป็นกรรมการประจำกองเพื่อช่วยกันดำเนินงานของกองภายใต้การนำและควบคุมดูแลของผู้กำกับ

บทบาทของพี่เลี้ยง
พี่เลี้ยงมีหน้าที่ดังนี้
1. เป็นเพื่อนที่ดีหรือเป็นพี่ที่มีความปรารถนาดีต่อเตรียมลูกเสือวิสามัญใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือนน้อง อาจจะยังไม่เข้าใจว่าควรจะปฏิบัติหรือบำเพ็ญตนอย่างไรในกองลูกเสือวิสามัญ
2. เป็นตัวอย่างที่ดีแก่เตรียมลูกเสือวิสามัญใหม่ในเรื่องต่างๆ โดยทั่วไป





3. ช่วยเหลือชี้แจง แนะนำเตรียมลูกเสือวิสามัญในเรื่องธรรมเนียมประเพณีของกอง
4. ช่วยเหลือชี้แจง แนะนำเตรียมลูกเสือวิสามัญในการฝึกอบรมตามหลักสูตรเครื่องหมายลูกเสือโลก
5. เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในพิธีเข้าประจำกองของเตรียมลูกเสือวิสามัญที่ตนได้รับมอบหมายให้เป็นพี่เลี้ยง
ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่พี่เลี้ยงเตรียมลูกเสือวิสามัญใหม่ ควรถือว่าเป็นงานที่มีเกียรติ และควรปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายอย่างจริงจัง นอกจากนั้นการรับหน้าที่นี้ยังมีประโยชน์แก่ตัวพี่เลี้ยงเอง คือ เท่ากับเป็นการฝึกอบรมในเรื่องการเป็นผู้นำตามตัวอย่าง นอกจากนั้น ยังเป็นการช่วยเหลืองานของกองลูกเสือวิสามัญในการฝึกอบรมเตรียมลูกเสือวิสามัญให้มีคุณภาพและเป็นกำลังของกองต่อไปอีกด้วย
ลูกเสือวิสามัญทุกคนในกอง ควรมีโอกาสได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่พี่เลี้ยงอย่างน้อยครั้งหนึ่งในโอกาสอันควร
สำหรับกองที่ตั้งใหม่ ย่อมไม่มีลูกเสือวิสามัญอาวุโสซึ่งจะทำหน้าที่เป็นที่เลี้ยงในกรณีเช่นนี้ ควรมอบหมายให้รองผู้กำกับทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงหรือเป็นที่ปรึกษาของเตรียมลูกเสือวิสามัญใหม่ ซึ่งอาจจะมีจำนวนหลายคนก็ได้

การฝึกอบรมลูกเสือวิสามัญ
การฝึกอบรมลูกเสือวิสามัญมี 4 อย่าง ดังนี้คือ
1. การฝึกอบรมร่วมกันทั้งกอง เพื่อเป็นการส่งเสริมการพัฒนาลูกเสือวิสามัญในเรื่องสติปัญญา จิตใจ ศีลธรรม การสังคม และอื่นๆ ควรมีการฝึกอบรมร่วมกันทั้งกอง โดยให้ลูกเสือวิสามัญและเตรียมลูกเสือวิสามัญทุกคนประกอบกิจกรรมต่างๆ ในวันประชุมประจำสัปดาห์ ตามที่คณะกรรมการประจำกองเป็นผู้วางแผนและกำหนดไว้ล่วงหน้าเป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน ด้วยความเห็นชอบของผู้กำกับและที่ประชุมลูกเสือวิสามัญ
ลูกเสือวิสามัญรวมทั้งเตรียมลูกเสือวิสามัญ ควรมีกำหนดการฝึกอบรมร่วมกันทั้งกองดังกล่าวข้างต้น คนละหนึ่งชุดพร้อมทั้งกำหนดวัน เวลา และสถานที่ประชุมประจำสัปดาห์ด้วย






การฝึกอบรมร่วมกันทั้งกองนี้มีประโยชน์มาก ทำให้ลูกเสือวิสามัญเกิดความสนใจและสนุกยิ่งขึ้น ในการเข้ามาเป็นลูกเสือวิสามัญ เพราะเป็นกิจกรรมของเขาที่เขาได้ช่วยกันจัดทำขึ้นและเพื่อประโยชน์ของเขาเอง
2. การฝึกอบรมเพื่อรับเครื่องหมายลูกเสือโลก สำหรับเตรียมลูกเสือวิสามัญซึ่งควรจะสอบได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน นับแต่วันสมัคร
3. การฝึกอบรมเพื่อรับเครื่องหมายวิชาพิเศษลูกเสือวิสามัญ สำหรับผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตรเครื่องหมายลูกเสือโลกมาแล้ว และได้เข้าพิธีประจำกองแล้ว
4. ให้ถือว่าการรับหน้าที่ในคณะกรรมการประจำกอง หรือพี่เลี้ยง เป็นการฝึกอบรมที่สำคัญส่วนหนึ่งของการฝึกอบรมลูกเสือวิสามัญ



-------------------------------------------


















กิจกรรมกลางแจ้ง เอกสารประกอบบทเรียน 13

องค์ประกอบสำคัญของกิจการลูกเสือ มีอยู่ 5 อย่าง คือ
1. ลูกเสือ
2. ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ
3. กิจกรรม (กลางแจ้ง)
4. อุดมการณ์
5. การบริหารงานลูกเสือ
องค์ประกอบนี้จะต้องควบคู่กันไป จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งมิได้
ปัจจุบันเหตุการณ์ของโลกได้ผันผวนไปมาก ทำให้จิตใจของคนเปลี่ยนแปลงไปตามความผันผวนนั้น สมัยก่อนเด็กนักเรียนเคารพนับถือครูบาอาจารย์ ว่านอนสอนง่าย สมัยปัจจุบันนักเรียนเดินขบวนขับไล่ครูบาอาจารย์ หากไม่มีความพอใจของตน แม้เหตุการณ์อื่นๆ จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงไปก็คือ “ความต้องการ” ของลูกเสือนั่นก็คือ ลูกเสือ
1. อยากผจญภัย
2. อยากมีเพื่อน
3. อยากมีชีวิตกลางแจ้ง
4. ชอบความสนุกสนาน
5. มีความภูมิใจในความสำเร็จของตน
ท่านทั้งหลายคงจะได้สังเกตเห็นแล้วว่า หลักสูตรลูกเสือและวิชาพิเศษของลูกเสือทุกประเทศต่างมีกิจกรรมกลางแจ้งไว้ทั้งนั้น โดยคำนึงถึงความสามารถของลูกเสือเป็นสำคัญ ซึ่ง ได้แก่ วิชาอยู่ค่ายพักแรม เดินทางไกล ตกปลา ว่ายน้ำ ไต่เขา บุกเบิก เยี่ยมเยียนสถานที่ต่างๆ เป็นต้น งานเหล่านี้เป็นงานของผู้กำกับเป็นผู้เตรียมให้ลูกเสือเล่นหรือปฏิบัติ ส่วนลูกเสือก็มีหน้าที่เล่นหรือปฏิบัติตามแผนงานที่ผู้กำกับวางไว้ จึงจะบรรลุเป้าหมาย การฝึกลูกเสือนั้นจึงสำคัญอยู่ที่ การจัดกิจกรรมให้เด็กทำ






กิจกรรมกลางแจ้งที่สำคัญ คือ
1. การเดินทางไกลและพักแรม
2. การอยู่ค่ายพักแรมแบบปลายสัปดาห์ หรือพักแรม 1 คืน
3. การอยู่ค่ายพักแรมภาคฤดูร้อน
4. การเดินทางสำรวจ
5. กิจกรรมพิเศษอื่นๆ เช่น ช่วยปฏิบัติหน้าที่จราจรในขณะที่ยวดยานแออัด ช่วยการ
ดับเพลิง ช่วยบรรเทาสาธารณภัย เช่น เกิดจากวาตภัย อุทกภัย ฯลฯ
ทั้งนี้ ลูกเสือจะต้องยึดคำขวัญ “เตรียมพร้อม” อยู่เสมอ นั่นคือต้องได้รับการฝึกฝนอบรมต่างๆ เพื่อให้เกิดทักษะและความชำนาญในการช่วยชีวิตและขนย้ายข้าวของตลอดจนการพยาบาลผู้ได้รับอุบัติเหตุ และการบำรุงขวัญผู้ที่ประสบภัยต่างๆ อีกด้วย
กิจกรรมกลางแจ้งที่สำคัญที่สุด คือ การอยู่ค่ายพักแรม ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ฝึกอบรมให้มีความอดทน มีระเบียบวินัย สามารถช่วยตนเองได้ มีความเชื่อมันในตนเอง สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ และสามารถปรับตัวให้ทำงานและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ ท่าน บี.พี. เคยกล่าวไว้ว่า “ลูกเสือคนใดไม่เคยอยู่ค่ายพักแรม ผู้นั้นก็ไม่ใช่ลูกเสือ” แม้ในข้อบังคับคณะลูกเสือแห่งชาติก็กำหนดให้กองลูกเสือนำลูกเสือไปอยู่ค่ายพักแรมปีละอย่างน้อย 1 ครั้ง

การวางแผนกิจกรรมกลางแจ้ง
การวางแผนกิจกรรมกลางแจ้ง ต้องให้เป็นไปตามความเหมาะสมกับประเภทของลูกเสือแต่ละประเภท ระดับอายุของลูกเสือ สิ่งแวดล้อมของสังคม นอกจากนี้ต้องคำนึงถึงฤดูกาลด้วย
หากเป็นลูกเสือสำรอง การวางแผนกิจกรรมควรจะจัดตามความเห็นและข้อเสนอของที่ประชุมกลุ่มหรือคณะกรรมการในกองลูกเสือสำรอง
หากเป็นลูกเสือสามัญ สามัญรุ่นใหญ่ หรือวิสามัญ ก็ควรให้ที่ประชุมนายหมู่เป็นผู้เสนอแนะ ซึ่งมีนายหมู่อาวุโสเป็นประธาน ผู้กำกับและรองผู้กำกับร่วมประชุมด้วย เมื่อได้รายละเอียดและรายการกิจกรรมตามความประสงค์ของที่ประชุมนายหมู่แล้ว ผู้กำกับลูกเสือนำมาปรึกษากับคณะกรรมการกลุ่มฯ เพื่อจัดลำดับทำกำหนดการให้เหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง






การวางแผนควรแบ่งออกเป็นดังนี้ คือ
- วางแผนจัดกิจกรรมกลางแจ้งตลอดปี
- วางแผนแบ่งจัดเป็นรายภาคหรือรายเดือน
- กำหนดโครงการละเอียดของแต่ละกิจกรรม
ฉะนั้น จึงใคร่ขอร้องให้ผู้บังคับบัญชาลูกเสือโดยทั่วไป ได้โปรดให้ความสนใจต่อกิจกรรมกลางแจ้งให้มาก เพราะเป็นวิธีการที่สำคัญอันจะสามารถจูงใจเด็กให้อยากเป็นลูกเสือ โดยปกติเด็กไม่อยากเป็นลูกเสือเพราะเด็กไม่ทราบว่าลูกเสือดีอย่างไร แต่เด็กอยากมีเพื่อน อยากทำกิจกรรมต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความสนุกสนานเท่านั้น จึงจำเป็นที่ท่านผู้บังคับบัญชาลูกเสือจะต้องให้ความสนใจในกิจกรรมกลางแจ้งเป็นพิเศษ


---------------------------------------------------


















แรงจูงใจ (MOTIVATION) เอกสารประกอบบทเรียนที่ 14

การดำเนินกิจการลูกเสือจะบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับความร่วมมือร่วมจากบรรดาผู้บังคับบัญชาลูกเสือ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการปฏิบัติงานอย่างจริงจังและจริงใจ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือและผู้ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในด้านกิจการลูกเสือ นอกจากว่าจะต้องมีความรู้ มีความเข้าใจและทักษะในทางลูกเสือแล้ว ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความเข้าใจในเรื่องของการสร้างแรงจูงใจให้บังเกิดขึ้นกับคณะผู้ร่วมงานทุกคน เพื่อให้ทุกคนเกิดความรู้สึกว่าเขาพร้อมที่จะอุทิศตนเพื่องานลูกเสืออย่างเต็มที่และถูกต้อง อันจะก่อให้เกิดผลสำเร็จแก่งานอย่างดีและมีประสิทธิภาพ

1. ความหมายของคำว่า “แรงจูงใจ”
“แรงจูงใจ” หมายถึง แรงแห่งความต้องการหรือความปรารถนาที่เกิดขึ้นในตัวบุคคล ผลักดันให้เกิดพฤติกรรมต่างๆ ทั้งที่แสดงออกให้ปรากฏแก่สายตาได้และไม่ได้ดังแผนผัง









2. ทฤษฎีแรงจูงใจของมาสโล (MASLOWS THEORY OF HUMAN MOTIVATION)
มาสโลซึ่งเป็นนักการศึกษา เขาได้ตั้งสมมติฐานหรือทฤษฎีแรงจูงใจขึ้นมาดังนี้
1) คนมีความต้องการ
2) เมื่อสนองความต้องการได้แล้ว แรงจูงใจก็ลดลง
3) ความต้องการของคนจะเป็นไปตามลำดับขั้นดังนี้




ความต้องการระดับขั้นที่ 1
ความต้องการพื้นฐานทางร่างกาย (PHYSIOLOGYCAL NEEDS) ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่มห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค อากาศ น้ำ การพักผ่อน ฯลฯ
ความต้องการระดับขั้นที่ 2
ความต้องการความมั่นคงและปลอดภัย (SECURITY AND SAFEFY NEEDS) การทำงานที่มั่นคง การไม่ถูกข่มขู่และอันตรายต่างๆ สันติสุข ฯลฯ
ความต้องการระดับขั้นที่ 3
ความต้องการทางสังคม (SOCIAL NEEDS) การรวมกันเป็นหมู่พวก ความสนุกสนาน การยอมรับเป็นสมาชิกของสังคม ความต้องการเป็นมิตรกับคนอื่น ฯลฯ
ความต้องการระดับขั้นที่ 4
ความต้องการเกียรติยศ (ESTEEM NEEDS) คือ ความต้องการที่มีชื่อเสียง เกียรติยศ ศักดิ์ศรี เป็นที่ยอมรับนับถือและยกย่องของบุคคลอื่น มีความเด่นในสังคม ฯลฯ
ความต้องการระดับขั้นที่ 5
ความต้องการตามที่ปรารถนา (SELP AOTUAUTZATION OR SELP FULLFTLLMENT NEEDS) คือความต้องการที่ตนปรารถนาอยากจะได้ หรืออยากจะมีหรืออยากจะเป็นสุข
3. แรงจูงใจกับความพอใจหรือไม่พอใจในการทำงาน
เฟรเดอริค เฮลซเบอรด (FREDERICK MERZBERG) พ.ศ. 2502 , ได้ศึกษาเพิ่มติมจากทฤษฎีของมาสโล และพบว่า
1) ตัวงานหรือกิจกรรมที่เป็นสิ่งเร้าสำคัญ
2) คนจะมีแรงจูงใจทำงานได้ผลงานดีที่สุด เมื่อเรามีความต้องการตามลำดับขั้นที่ 3 ถึงระดับขั้นที่ 5
3) ความพอใจการทำงาน การสนองความต้องการ ตามลำดับขั้นที่ 1 และ 2 ไม่ได้เป็นหลักการประกันว่าคนจะทำงานดีที่สุด


---------------------------------------------------




ทักษะวิชาลูกเสือ เอกสารประกอบบทเรียน 15

ในกิจกรรมลูกเสือได้กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาลูกเสือได้มีความรู้ความสามารถในการที่จะสอนลูกเสือให้มีความรู้ ความเข้าใจในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติตลอดทั้งกิจกรรมกลางแจ้ง อันเป็นเสมือนหัวใจของการฝึกอบรมลูกเสือ ด้วยเหตุนี้ผู้บังคับบัญชาลูกเสือจะต้องศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับหลักสูตรของลูกเสือแต่ละประเภทว่ามีวิชาใดบ้างที่เห็นวิชาการ และวิชาใดเป็นวิชาทักษะ
สำหรับวิชาทักษะเป็นวิชาหัวใจของลูกเสือทุกประเภท วิชาเหล่านี้มีมากมายและเป็นวิชาที่สร้างบรรยากาศให้ลูกเสือได้รู้จักฝึกฝนตนเอง ค่อยๆ เรียนรู้เป็นการท้าทายให้ลูกเสือต้องการปฏิบัติและค่อยๆ ทำไป จนถึงขั้นชำนาญเกิดทักษะ ลูกเสือคนใดที่สามารถทำวิชาต่างๆ ได้ จะเกิดความภาคภูมิใจและเกิดความสัมฤทธิ์ผลในการเรียน สามารถนำความรู้ต่างๆ ที่เกิดเป็นทักษะไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ช่วยเหลือเพื่อนได้ ตลอดจนถึงสังคมหรือชุมชนได้ด้วย ตัวอย่างวิชาทักษะมีดังนี้
- การทำแกรนด์ฮาวล์ (ในลูกเสือสำรอง)
- การฝึกระเบียบแถว
- การอยู่ค่ายพักแรม
- การทำกิจกรรมบุกเบิก
- การปฐมพยาบาล
- การเดินทางสำรวจ
- การผูกเงื่อน
- การผูกแน่น
- การทำแผนที่และใช้เข็มทิศ ฯลฯ
ขอยกตัวอย่างการผูกเงื่อนในลูกเสือสามัญ ดังนี้
จงแสดงวิธีผูกเงื่อนและทำบัญชีประโยชน์ของเงื่อนต่อไปนี้
ก. เงื่อนพิรอด
ข. เงื่อนขัดสมาธิ
ค. เงื่อนบ่วงสายธนู
ง. เงื่อนขัดสมาธิ 2 ชั้น
จ. เงื่อนผูกซุง



ฉ. เงื่อนตะกรุดเบ็ด
ช. เงื่อนเลข 8
ซ. ผูกร่นหรือทบเชือก
ฌ. เงื่อนตะกรุดเบ็ด 2 ชั้น
ญ. เงื่อนประมง
ฎ. เงื่อนเก้าอี้
ฏ. เงื่อนบุกเบิก
นอกจากนี้ยังมีวิชาทักษะที่น่าสนุกสนาน ท้าทายต่อการปฏิบัติของลูกเสืออีก มากมาย ลูกเสือปฏิบัติได้แล้วจะเกิดความสนุกสนาน ภาคภูมิใจในการปฏิบัติงานของตน ความภาคภูมิใจ เหล่านี้จะเกิดได้ต่อเมื่อผู้บังคับบัญชาลูกเสือมีความเข้าใจต่อกิจการลูกเสืออย่างจริงจัง





--------------------------------------------------------















ทักษะลูกเสือสามัญ เอกสารประกอบบทเรียน 15/1
บัญชีตรวจสอบเกี่ยวกับทักษะปฏิบัติขั้นพื้นฐานสำหรับผู้กำกับลูกเสือสามัญ
ชื่อผู้เข้ารับการอบรม..............................................................หมู่.......................................................
บัญชีทักษะต่อไปนี้มุ่งจะช่วยท่านในฐานะผู้กำกับลูกเสือ ได้รับรองตัวเองในทักษะเฉพาะอย่าง ซึ่งควรจะได้มีความรู้ที่จะได้นำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานฝึกอบรมในวิชาประเภทลูกเสือสามัญ ทั้งนี้ มิได้หมายความว่าท่านจะต้องเป็นผู้รู้และมีความชำนิชำนาญครบทุกอย่าง แต่อย่างไรก็ดี ผู้ที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับกองลูกเสือควรมีพื้นฐานความรู้ ความชำนาญในเรื่องนี้
ก่อนที่ท่านจะบอกว่า “ข้าพเจ้าสามารถปฏิบัติได้” ในหัวข้อเรื่องใด ท่านต้องมั่นใจอย่างแท้จริงว่าจะสามารถสอนลูกเสือในทักษะนั้นๆ ได้ ท่านเคยได้ปฏิบัติจริงมาก่อนหรือเป็นเพียงความรู้ทางทฤษฎี ถ้าต้องการความช่วยเหลือในทักษะใดเป็นพิเศษ ควรหาโอกาสเข้ารับการอบรมซึ่งเปิดขึ้นภายในอำเภอหรือเขต ถ้ารายการาเหล่านี้ได้นำออกไปใช้ในหลักสูตรขั้นความรู้เบื้องต้น ก่อนจบหลักสูตรควรพยายามเสนอให้วิทยากรประจำกลุ่ม หรือผู้อำนวยการฝึก จัดการฝึกอบรมเพิ่มเติม ถ้าทั้งหมดนั้นเป็นไปได้ให้อภิปรายเกี่ยวกับรายละเอียดของทักษะเหล่านั้นกับรองผู้อำนวยการลูกเสืออำเภอ หรือผู้กำกับลูกเสือที่ได้รับเครื่องหมายวูดแบดจ์แล้ว เพราะบุคคลเหล่านี้สามารถให้ความช่วยเหลือท่านได้ด้วย
นอกจากนี้ท่านอาจจะพบว่า รายการทักษะดังกล่าวจะยังให้ประโยชน์แก่ที่ประชุมนายหมู่ในการวางแผนการฝึกอบรมสำหรับนายหมู่และลูกเสือหมู่ของเรา แต่อย่าเพียงแต่พูด ควรออกไปและปฏิบัติทักษะให้ถูกต้อง ไม่มีตัวแทนใดจะเหมือนของจริง












ขอบเขตและลักษณะ ข้าพเจ้าเข้าใจและ
สามารถปฏิบัติได้ ข้าพเจ้ายังต้องการได้
รับการฝึกอบรมอีก
ก.การอยู่ค่ายพักแรม
1. สถานที่
ก.ให้ข้อชี้แจงที่ควรพิจารณาเมื่อเลือกบริเวณที่ตั้งค่ายพักแรม
ข.อธิบายรูปแบบค่ายตัวอย่างของหมู่วางแผนการตั้งค่ายชนิดเคลื่อนที่ได้
ค.อธิบายรูปแบบค่ายตัวอย่างของหมู่วางแนวการจัดตั้งค่ายแบบถาวร
ง. ............................................
2. อุปกรณ์
ก.ทำบัญชีเครื่องใช้ส่วนตัวที่จำเป็นในการอยู่ค่ายพักแรมในวันสุดสัปดาห์ แบบเคลื่อนที่ได้
ข.ทำบัญชีเครื่องใช้ส่วนตัวที่จำเป็นในการไปอยู่ค่ายพักแรมในวันสุดสัปดาห์แบบถาวร
ค.เลือก (และให้เหตุผล) อุปกรณ์เครื่องใช้ส่วนตัวทุกชิ้น (เช่น เสื้อคลุม เครื่องหลัง)
ง.บรรจุเครื่องหลัง
จ.ทำบัญชีอุปกรณ์ของหมู่สำหรับการอยู่ค่ายพักแรมในวันสุดสัปดาห์แบบเคลื่อนที่ได้






ขอบเขตและลักษณะ ข้าพเจ้าเข้าใจและ
สามารถปฏิบัติได้ ข้าพเจ้ายังต้องการได้
รับการฝึกอบรมอีก
ฉ.ทำบัญชีอุปกรณ์ของหมู่สำหรับการไปอยู่ค่ายพักแรมเป็นสัปดาห์แบบถาวร
ช. ...........................................
3. เต็นท์
ก.เลือก (และให้เหตุผล) เต็นท์ขนาดเบาสำหรับการไปอยู่ค่ายพักแรมในที่แจ้ง
ข.เลือก (และให้เหตุผล) เต็นท์ของหมู่หรือเต็นที่ประกอบกับโครงในการไปอยู่ค่ายพักแรมแบบถาวร
ค.กางและเก็บเต็นท์เดินทางไกล
ง.กางและเก็บเต็นท์ของหมู่
จ.กางและเก็บเต็นท์ที่ประกอบโครง
ฉ.ดูแลรักษาและซ่อมแซมเต็นท์
ช. ............................................
4. ไฟและเตาไฟ
ก.ทำบัญชีแสดงคุณภาพในการเผาไหม้ของของไม้ชนิดต่างๆ
ข.เลือกไม้ที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงในการก่อกองไฟ
ค.เลือกไม้ฟืนที่เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีและไม่ดับง่าย




ขอบเขตและลักษณะ ข้าพเจ้าเข้าใจและ
สามารถปฏิบัติได้ ข้าพเจ้ายังต้องการได้
รับการฝึกอบรมอีก
ง.เตรียมและจุดไฟจากกองไฟแบบต่างๆ
จ.เลือกใช้และรักษาเตาที่เหมาะสมสำหรับลูกเสือ
ฉ.ทำบัญชีกฎแห่งความปลอดภัยในการใช้เตาไฟทุกรูปแบบ
ช. ............................................
5. ครัว
ก.ตั้งครัวของค่าย
ข.ทำเครื่องตกแต่งค่าย
ค.ทำเครื่องมือเครื่องใช้ที่เป็นประโยชน์
ง.ตั้งครัวของค่ายแบบเคลื่อนที่ได้
จ.เตรียมไฟฟ้าที่บูชาและให้ข้อควรระวังเกี่ยวกับความปลอดภัย
ฉ. ............................................
ช. ............................................
6. อาหาร
ก.กำหนดรายการอาหารสำหรับอยู่ค่ายพักแรมวันสุดสัปดาห์และการอยู่ค่ายพักแรมเป็นสัปดาห์ของหมู่
ข.การเก็บรักษาอาหารอย่างถูกอนามัยภายในค่าย




ขอบเขตและลักษณะ ข้าพเจ้าเข้าใจและ
สามารถปฏิบัติได้ ข้าพเจ้ายังต้องการได้
รับการฝึกอบรมอีก
ค.ประกอบอาหารบนกองไฟกลางแจ้ง
ง.ประกอบอาหารบนเตาไฟแบบอยู่ค่ายพักแรม
จ.ทำขนมบางอย่างได้
ฉ.เตรียมอาหารโดยใช้อาหารแห้งเท่านั้น
ช.เตรียมอาหารโดยไม่ใช้ภาชนะเครื่องใช้
ซ. ............................................
ฌ. ............................................
7. ทักษะกิจกรรมการอยู่ค่ายพักแรม
ก.หล่อแบบด้วยปูนปาสเตอร์
ข.อ่านรอย
ค.ทำสมุดปูมอากาศ
ง.เตรียมการชุมนุมรอบกองไฟ
จ.จัดการเล่นเกมในที่กว้าง
ฉ.ดำเนินงานเกี่ยวกับการเงินของค่าย
ช.สาธิตกลวิธีการว่ายน้ำอย่างปลอดภัย
ซ. ............................................







ขอบเขตและลักษณะ ข้าพเจ้าเข้าใจและ
สามารถปฏิบัติได้ ข้าพเจ้ายังต้องการได้
รับการฝึกอบรมอีก
8. สุขภาพ
ก.กำหนดข้อปฏิบัติเพื่อสุขภาพภายในค่าย
ข.สร้างส้วม
ค.กำจัดของเสีย
ง. ............................................
9. การปฐมพยาบาล
ก.เตรียมกระเป๋าพยาบาลส่วนตัว
ข.รู้วิธีปฏิบัติเมื่อเกิดเลือดกำเดาไหล อาการคัน ถูกไฟลวด ถูกแมลงต่อย อาการเคล็ด ฯลฯ
ค.รู้จักการช่วยชีวิต
ง.รู้จักการใช้ผ้าพันแผลทำเปลสนาม
จ.รู้จักทำแปลหามคนเจ็บ
ฉ.รู้จักเคลื่อนย้ายคนเจ็บอย่างปลอดภัย
ช. ............................................
10. การชักธงและการตรวจ
ก.เตรียมธงและชักธง
ข.กำหนดจุดที่ต้องตรวจในการอยู่ค่ายพักแรม
ค.กำหนดสิ่งที่ลูกเสือจะต้องเตรียมรับการตรวจเป็นรายบุคคลเกี่ยวกับความสะอาดและความเรียบร้อย
ง. ……………………………..



ขอบเขตและลักษณะ ข้าพเจ้าเข้าใจและ
สามารถปฏิบัติได้ ข้าพเจ้ายังต้องการได้
รับการฝึกอบรมอีก
11.พิธีกรรมทางศาสนาในระหว่างอยู่ค่ายพักแรม
ก.เตรียมบทสวดมนต์เพื่อใช้ในโอกาสเฉพาะ
ข.ฝึกฝนการนำสวดมนต์ วิธีปฏิบัติในการสวดมนต์ และทำนองในการสวดมนต์ที่ถูกต้อง
ค. ............................................
ข.ทักษะการเดินทางสำรวจเบื้องต้น
1.ความปลอดภัย
ก.ให้รู้จักความปลอดภัยทางน้ำ
ข.ให้รู้จักกฎความปลอดภัยเกี่ยวกับภูเขา
ค.ให้รู้จักสาเหตุและสัญญาณบอกเหตุแห่ง “ปรากฏการณ์ธรรมชาติ”
ง.ให้รู้จักข้อควรระวังและวิธีปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่จะเกิดขึ้น
จ.จัดทำรายการอุปกรณ์ที่ใช้ในยามฉุกเฉินของหมู่สำหรับมาตรฐานการเดินทางสำรวจชนิดต่างๆ
ฉ. ............................................





ขอบเขตและลักษณะ ข้าพเจ้าเข้าใจและ
สามารถปฏิบัติได้ ข้าพเจ้ายังต้องการได้
รับการฝึกอบรมอีก
2. อุปกรณ์ส่วนตัว
ก.ทำบัญชีรายการอุปกรณ์ส่วนตัวที่จำเป็นต้องใช้ในขั้นมาตรฐานต่างๆ ในการเดินทางสำรวจ
ข.เลือกอุปกรณ์ส่วนตัวที่เหมาะสมสำหรับขั้นมาตรฐานต่างๆ ในการเดินทางสำรวจ
ค. ............................................
3. การเดินทางสำรวจ
ก.การใช้เข็มทิศแบบซิลวา
ข.การตั้งแผนที่
ค.อ่านแผนที่จากมาตราส่วนต่างๆ
ง.อธิบายระบบเส้นแสดงความสูงต่ำบนแผนที่
จ.การอ่านมุมเหนือกริดในแผนที่
ฉ.เลือกเส้นทางจากแผนที่
ช.วางหลักสูตรการเดินทางตามจัดพิกัดของเข็มทิศ
ซ. ............................................
4. กิจกรรมการเดินทางสำรวจ
ก.ทำแผนที่แสดงให้เห็นส่วนนูนบนแผนที่
ข.หาทิศทางโดยไม่ต้องใช้เข็มทิศหรือแผนที่



ขอบเขตและลักษณะ ข้าพเจ้าเข้าใจและ
สามารถปฏิบัติได้ ข้าพเจ้ายังต้องการได้
รับการฝึกอบรมอีก
ค.บอกสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ
ง.เก็บรักษาสมุดปูมเดินทางไกล
จ.การเขียนภาพร่าง
ฉ.ให้รู้จักหลักปฏิบัติในการดูแลรักษาเท้า
ช.คำนวณระยะทางที่ได้เดินผ่านมาแล้วได้
ฌ. ............................................
5. การช่วยเหลือ
ก.ผูกเงื่อนบ่วงสายธนู 3 ชั้น
ข.เลือกจุดที่จะผูกไขว้ได้อย่างปลอดภัย
ค.สาธิตช่วยชีวิตด้วยเชือกช่วยชีวิต
ง. .............................................
6.การช่วยชีวิต
ก.ทำรายการและสาธิตและวิธีการช่วยชีวิตอย่างง่ายๆ
ข. ............................................
ค.ประโยชน์ของเชือกและการบุกเบิก
1. การดูแลรักษาเชือก






ขอบเขตและลักษณะ ข้าพเจ้าเข้าใจและ
สามารถปฏิบัติได้ ข้าพเจ้ายังต้องการได้
รับการฝึกอบรมอีก
ก.ทำบัญชีจำนวนความต้านทางของเชือกมนิลาและใยสังเคราะห์ที่จะสามารับน้ำหนักได้ สำหรับเชือกเส้นรองวาง 1”,2”,3”
ข.เลือกชนิดและขนาดของเชือกที่เหมาะสมสำหรับใช้งาน จุดมุ่งประสงค์ต่างๆ กัน
ค.ตรวจสอบและเก็บเชือก
ง.ขดและเข็ดเชือก
จ.การพันหัวเชือกแบบธรรมดา
ฉ.แทงกลับ
ช.การต่อสั้น
ซ.แทงบ่วงตา
ฌ. ...........................................
2.การผูกเงื่อน แสดงวิธีผูกเงื่อนและทำบัญชีประโยชน์ของเงื่อนต่อไปนี้
ก.เงื่อนพิรอด
ข.เงื่อนพิรอดหลุด
ค.เงื่อนบ่วงสายธนู
ง.เงื่อนขัดสมาธิ
จ.เงื่อนขัดสมาธิ 2 ชั้น
ฉ.เงื่อนผูกซุง
ช.เงื่อนตะกุดเบ็ด
ซ.เงื่อนเลข 8





ขอบเขตและลักษณะ ข้าพเจ้าเข้าใจและ
สามารถปฏิบัติได้ ข้าพเจ้ายังต้องการได้
รับการฝึกอบรมอีก
ฌ.ผูกร่นหรือบทเชือก
ญ.เงื่อนผูกกระหวัดไม้
ฎ.เงื่อนตระกรุดเบ็ด 2 ชั้น
ฏ.เงื่อนประมง
ฐ. ............................................
3. การผูกแน่น แสดงวิธีผูกแน่นและทำบัญชีประโยชน์ของการผูกแน่น ต่อไปนี้
ก.ผูกกากบาท
ข.ผูกทแยง
ค.ผูกประกบ
ง.ผูกกากบาทญี่ปุ่น
จ.ผูกไขว้
ฉ. ............................................
4. การบุกเบิกเบื้องต้น
ก.การใช้เชือกประกอบรอกเพื่อใช้ฉุดลากสิ่งของต่างๆ
ข.เลือกและตรวจสอบไม้ที่เหมาะที่จะนำมาใช้ในวิชาบุกเบิกสร้างสิ่งต่อไปนี้
1) สมอบกแบบ 3,2,1
2) ขอนนอน
3) ขอนหลุม
4) ตอม่อ
5) การสร้างหอคอยแบบธรรมดา



ขอบเขตและลักษณะ ข้าพเจ้าเข้าใจและ
สามารถปฏิบัติได้ ข้าพเจ้ายังต้องการได้
รับการฝึกอบรมอีก
6) การสร้างสะพานแบบธรรมดา
7) การสร้างบันไดเชือก
8) ............................................
ง. โครงการธรรมชาติและป่าไม้
1.โครงการธรรมชาติ
ก.ทำบัญชีโครงการธรรมชาติที่เหมาะสมเพื่อนำไปรวมไว้ในกำหนดการฝึกอบรมลูกเสือสามัญเป็นรายบุคคลหรือเป็นหมู่
ข.ทำบัญชีแหล่งรัพยากร
ธรรมชาติในท้องถิ่นเพื่อพัฒนา
โครงการเหล่านี้
ค.พิสูจน์ให้เห็นแล้วเลือกทักษะที่เหมาะสม อันจะเป็นประโยชน์ในการศึกษา เป็นต้นว่าเรื่องนก ต้นไม้ แร่ธาตุ นิเวศวิทยา
ง.ทำสมุดบันทึกว่าด้วยเรื่องของธรรมชาติ
จ. ............................................
2. การใช้อุปกรณ์ในการทำป่าไม้
ก.การเลือกใช้และรักษาขวานเล็ก (HAND AXE)
ข.การเลือกใช้และรักษาขวานโค่นต้นไม้
ค.ใช้กฎแห่งความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ขวาน


ขอบเขตและลักษณะ ข้าพเจ้าเข้าใจและ
สามารถปฏิบัติได้ ข้าพเจ้ายังต้องการได้
รับการฝึกอบรมอีก
ง.การใช้และการถนอมรักษาเลื่อย (PUSH SAW)
จ.การใช้และการถนอมรักษาเลื่อยต้นไม้ (CRASS CUT SAW)
ฉ.การใช้และการถนอมรักษามีดพก และสิ่งของง่ายๆ 1 สิ่ง
ช.ใช้ค้อนและลิ่มเพื่อผ่าท่อนไม้
3. การป่าไม้ในทางปฏับัติ
ก.การเพาะชำต้นพืชเพื่อเตรียมนำไปปลูก
ข.ตัดและแต่งท่อนไม้
ค.การเคลื่อนย้ายท่อนไม้ใหญ่
ง.บอกชื่อต้นไม้ได้ 12 ชนิด
จ. ............................................
จ.ทักษะงานฝีมือลูกเสือ
1.งานทั่วไป
ก.ทำบัญชีสถานบริการที่สำคัญ (สถานพยาบาล สถานีตำรวจ ตู้โทรศัพท์สาธารณะ เป็นต้น)
ข.อธิบายถึงกิจกรรมการฝึกอบรมที่เกี่ยวกับกฎการใช้ทางหลวง
ค.การตกแต่งบาดแผลสมมติ
ง.บอกชื่อดวงดาวต่างๆ
จ.การใช้โต๊ะราบ (A PLANE TABLE)




ขอบเขตและลักษณะ ข้าพเจ้าเข้าใจและ
สามารถปฏิบัติได้ ข้าพเจ้ายังต้องการได้
รับการฝึกอบรมอีก
ฉ.คาดคะเนความสูงและความกว้าง
ช. ............................................
ฉ.อุปกรณ์การฝึกอบรม
ก.ใช้เทปบันทึกเสียง
ข.ใช้เครื่องฉายภาพยนตร์ ขนาด 16 มม.
ค.ใช้เครื่องฉายภาพยนตร์ ขนาด 8 มม.
ง.ใช้เครื่องฉายภาพเลื่อน ขนาด 35 มม.
















การชุมนุมรอบกองไฟ เอกสารประกอบบทเรียน 16
การให้ลูกเสือมาพร้อมกันรอบกองไฟในตอนกลางคืนในระหว่างที่ไปอยู่ค่ายพักแรมหรือในระหว่างการฝึกอบรมที่ต้องค้างคืนเป็นกิจกรรมพิเศษอย่างหนึ่งของลูกเสือซึ่ง ลอร์ด เบเดน โพเอลล์ ได้เป็นผู้ริเริ่มนำมาใช้ในการนำเด็กซึ่งอาจเรียกว่าเป็นลูกเสือรุ่นแรกของโลก ไปอยู่ค่ายพักแรม ณ เกาะบราวน์ซี ประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1907 (พ.ศ.2450) การชุมนุมรอบกองไฟเช่นนี้ว่า ในภาษาอังกฤษ เรียกว่า Campfire ในภาษาไทยเดิมมักเรียกกันว่าการเล่นหรือการแสดงออกรอบกองไฟ ซึ่งความจริงการเล่นหรือการแสดงเป็นส่วนหนึ่งของการชุมนุมรอบกองไฟ อันอาจกล่าวได้ว่าเป็นบทเรียนหรือวิธีการฝึกอบรมลูกเสืออย่างหนึ่ง
1. ความมุ่งหมายของการชุมนนุมรอบกองไฟ
การชุมนุมรอบกองไฟ มีความมุ่งหมายสำคัญอยู่ 5 ประการ คือ
(1) เพื่อเป็นการฝึกอบรมในตอนกลางคืน
(2) เพื่อให้ลูกเสือได้ร้องเพลงร่วมกัน หรือเปลี่ยนอารมณ์ให้เกิดความสนุกสนาน เบิกบานใจภายหลังที่ได้ปฏิบัติงานในตอนกลางวันมาแล้ว
(3) เพื่อให้ลูกเสือแต่ละหมู่ได้มีโอกาสออกมาแสดงรอบกองไฟ เป็นการส่งเสริมความสามัคคีของหมู่ กับให้ลูกเสือแต่ละคนในหมู่รู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่นและกล้าแสดงออก
(4) อาจใช้เป็นโอกาสสำหรับประกอบพิธีสำคัญ เช่น แนะนำให้ลูกเสือรู้จักอำนวยการลูกเสือจังหวัด หรือเจ้าหน้าที่คนใหม่ แขกสำคัญที่มาเยี่ยม มอบเครื่องหมายวูดแบดจ์ เครื่องหมายตอบแทน เข็มสมนาคุณ หรือประกาศนียบัตรๆ เป็นต้น
(5) เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมกิจการลูกเสือที่แล้วมาเราแปลคำว่า Campfire ว่าการเล่นหรือการแสดงรอบกองไฟ ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการชุมนุมรอบกองไฟเท่านั้น ต่อไปเราเรียกการประชุมในตอนกลางคืนว่า “การชุมนุมรอบกองไฟ”





2. บริเวณการประชุมรอบกองไฟ
(1) ค่ายลูกเสือทุกแห่งควรมีบริเวณสำหรับการชุมนุมรอบกองไฟ บริเวณเช่นว่านี้ควรอยู่ที่มุมหนึ่งของค่าย มีต้นไม้เป็นฉากหลัง
(2) ไม่ใช่เพื่อประโยชนอย่างอื่นในตอนกลางวัน
(3) ควรอยู่ห่างจากที่พักพอสมควร เพื่อให้ลูกเสือจำเป็นต้องเดินจากที่พักไปยังบริเวณการชุมนมรอบกองไฟ และต้องเลิกเดินกลับเมื่อการชุมนุมเลิกแล้ว ส่วนการที่เสนอแนะว่าบริเวณการชุมนุมรอบกองไฟควรมีต้นไม้เป็นฉากหลังนั้น เป็นเพราะในระหว่างการชุมนุมรอบกองไฟ ย่อมมีการร้องเพลงหมู่เป็นส่วนใหญ่ และการร้องเพลงกลางแจ้งถ้าไม่มีฉากหลัง เช่น การร้องเพลงกลางทุ่งที่ไม่มีต้นไม่เลย ถึงแม้จะร้องเพลงไพเราะอย่างไรก็ตาม ย่อมไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร แต่ถ้ามีต้นไม้เป็นฉากหลังจะทำให้บรรยากาศดีขึ้น
(4) ถ้าสามารถหาที่เป็นแอ่งให้ลูกเสือมีที่นั่งอยู่เหนือกองไฟเล็กน้อยจะดีมาก การุมนุมรอบกองไฟนี้ ถ้าไม่สะดวก เช่น ฝนตก หรือมีเหตุผลพิเศษ จะจัดภายในอาการและใช้กองไฟเทียมก็ได้

3. กองไฟและการจัดที่นั่งรอบกองไฟ
(1) กองไฟจะเป็นกองไฟที่ก่อด้วยไม้จริงหรือจะใช้ไฟเทียมก็ได้ ถ้าเป็นกองไฟจริงจะต้องมีเจ้าหน้าที่ประจำกองไฟและผู้ช่วย มีหน้าที่ก่อไฟให้เรียบร้อยก่อนทำพิธีเปิด คือ จุดแล้วให้ไฟติดและจะต้องคอยดูแลกองไฟให้ติดอยู่ตลอดเวลา เวลาเลิกการชุมนุมรองกองไฟ เจ้าหน้าที่ประจำกองไฟจะต้องออกจากบริเวณไปอย่างเงียบๆ และโดยให้ความคิดเช่นเดียวกับลูกเสือคนอื่น แต่ต่อมาภายหลังอีกสักครู่ เจ้าหน้าที่ประจำกองไฟและผู้ช่วย จะต้องหวนกลับมาที่บริเวณการชุมนุมรอบกองไฟอีกครั้งหนึ่ง เพื่อจัดการดับไฟให้เรียบร้อย
(2) การทำความสะอาดบริเวณการชุมนุมรอบกองไฟ ไม่ควรถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ควรเลือกถือว่าเป็นบทเรียนอันสำคัญในการฝึกอบรมลูกเสืออย่างหนึ่ง
(3) เจ้าหน้าที่ประจำกองไฟนั้น ควรจะเป็นรูปวงกลมหรือเกือกม้า ให้กองไฟอยู่ ตรงกลาง มีที่นั่งพิเศษสำหรับประธานและแขกพิเศษ ส่วนลูกเสือ โดยปกติให้นั่งตามหมู่ ณ สถานที่ที่ได้กำหนดไว้





4. การเตรียมการก่อนเริ่มการชุมนุมรอบกองไฟ
(1) คณะผู้ให้การฝึกอบรมจะต้องปรึกษาหารือกันเพื่อกำหนดว่า ในการชุมนุมรอบกองไฟนั้น จะมีกิจกรรมอะไรบ้าง จะให้ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ประจำกองไฟ จะให้ผู้ใดเป็นพิธีกร และจะเชิญผู้ใดเป็นประธาน ถ้าเป็นการอยู่ค่ายพักแรมของลูกเสือธรรมดา โดยปกติผู้กำกับลูกเสือที่พาลูกเสือไปอยู่ค่ายพักแรมนั้นเองจะทำหน้าที่ประธาน และให้รองผู้กำกับลูกเสือหรือลูกเสือคนใดคนหนึ่งที่มีความสามารถทำหน้าที่พิธีกร
(2) พิธีกร คือผู้นำในการชุมนุมรอบกองไฟ มีหน้าที่ในการนำประธานมาสู่ที่ชุมนุม ประกาศลำดับกำหนดการต่างๆ เป็นผู้นำหรือมอบหมายให้ผู้อื่นเป็นผู้นำในการร้องเพลง และในการให้ลูกเสือแสดงกิริยาอาการต่างๆ เพื่อเป็นการเปลี่ยนอารมณ์ให้เกิดความสนุกสนานเบิกบานใจ ในการนี้พิธีกรควรทำโปรแกรมรายละเอียดสำหรับตนเองไว้ว่า จะให้ผู้ใดทำอะไร เช่น จะให้ร้องเพลงอะไร หรือจะรำวงโดยร้องเพลงอะไรดังนี้เป็นต้น
อนึ่ง ในการเลือกเพลงนั้น ควรเลือกเพลงที่ทุกคนร้องได้ และไม่ใช่เพลงใหม่ตอนต้นๆ ควรใช้เพลงปลุกใจหรือมีคติ เช่น เพลง “ไทยรวมกำลังตั้งมั่น” เพลง “แหลมทอง”
เพลง “รักเมืองไทย” ตอนกลางๆ ควรจะเป็นเพลงสนุกสนาน ตอนกลางๆ ควรจะเป็นเพลงกันสนุกสนาน หรือเพลงรำวง เช่น เพลง “เรื่อยๆ มาเรียงๆ” เพลง “ระบำชาวเกาะ” เพลง “มาสนุกกันหนา” หรือเพลง “พรวนดินกันเสียให้หมด” ส่วนตอนท้ายควรเป็นเพลงเย็นๆ เพลงที่มีคติ เพลงลงลาหรือเพลงให้พร เช่น เพลง “เรื่อยๆ มาเรียงๆ” เพลง “ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร” เพลง "ดาวดวงเดือน” เพลง “ก่อนจะจากกันไป” หรือเพลง “พุทธานุภาพนำผล” เป็นต้น
(3) ถ้ากำหนดให้มีการชุมนุมรอบกองไฟเวลา 19.30 น. ทุกคนจะต้องไฟถึงที่ชุมนุมและนั่งตามที่ให้เรียบร้อย เวลา 19.20 น. หมู่บริการจุดไฟเวลา 19.25 น. พิธีกรแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าผู้ใจจะมาเป็นประธาน แล้วออกไปเชิญประธานเข้ามายังบริเวณการชุมนุมรอบกองไฟ
ในทางปฏิบัติเมื่อจะถึงกำหนดเวลากระทำพิธีเปิด ประธานจะต้องไปรออยู่ใกล้ๆบริเวณการชุมนุมรอบกองไฟ พร้อมด้วยผู้ติดตาม 2 คน เพื่อเป็นการประดับเกียรติ
ประธานเป็นผู้กล่าวเปิดการชุมนุมรอบกองไฟ อาจถูกเชิญให้ไปร่วมในการรำวง และในตอนสุดท้ายของการชุมนุมรอบกองไฟจะต้องออกไปเล่าเรื่องสั้นๆ และให้โอวาทเพื่อเป็นการส่งเสริมน้ำใจของลูกเสือและกิจการลูกเสือ แล้วกล่าวปิดประชุม





(4) ในการชุมนุมรอบกองไฟ ถือว่าเป็นบทเรียนหนึ่ง ฉะนั้น ในขณะมีการชุมนุมรอบกองไฟจึงมีข้อกำหนดว่า “ห้ามสูบบุหรี่” หากอดไม่ได้จริงๆ ก็ควรหลบออกไปสูบนอกที่ชุมนุมได้ชั่วครู่
การแสดงรอบกองไฟให้แสดงเป็นหมู่ และควรให้ทุกคนในหมู่มีโอกาสได้แสดงหมู่ละประมาณ 8-10 นาที โดยปกติให้ส่งเรื่องต่อพิธีกรเวลา 18.00 - 18.30 น. เพื่อพิธีกรจะได้มีเวลาจัดกำหนดการให้เหมาะสม
เรื่องที่ควรแสดงคือเรื่องที่สนุกสนานขับขัน ขนบธรรมเนียมประเพณี ประวัติศาสตร์และเรื่องที่เป็นคติสอนใจต่างๆ ส่วนเรื่องไม่ควรแสดง คือเรื่องไร้สาระ เช่น ผีสาง เรื่องลามกอนาจาร เรื่องเสียดสีสังคมหรือบุคคล เรื่องเกี่ยวกับการเมืองหรือเรื่องล้อเลียนศาสนา เป็นต้น
อนึ่ง ในเรื่องการแสดงของหมู่ต่างๆ นี้ ได้เคยกำหนดว่าแต่ละหมู่จะต้องร้องเพลงปลุกใจด้วย 1 เพลง ไม่ให้ซ้ำกัน ปรากฏว่าได้ผลดีและเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย จึงขอเสนอแนะไว้ที่นี้ด้วย

5. พิธีเปิดการชุมนุมรอบกองไฟ
เมื่อประธานเข้ามาในบริเวณการชุมนุมรอบกองไฟ ทุกคนลุกขึ้นยืน และประธานจะเดินตรงไปใกล้ๆ กองไฟ ยกมือขวาแสดงรหัสของลูกเสือยื่นไปข้างหน้า และกล่าวข้อความที่เป็นมงคลและกล่าวในตอนสุดท้ายว่า “ข้าพเจ้าขอเปิดการชุมนุมรอบกองไฟ ณ บัดนี้”
ในตอนนี้ผู้ติดตามและแขก ตลอดจนเจ้าหน้าที่บางคนอาจเดินตามประธานเข้ามาทุกคนจะต้องเข้าไปนั่งยังที่ของตนและประธานแต่ผู้เดียวเท่านั้นที่เดินตรงออกไปกลางวงและเมื่อประธานกล่าวเปิดแล้ว ประธานจะยังคงยืนอยู่ ณ ที่นั้น
เมื่อประธานกล่าวเปิดตอนสุดท้ายว่า “ข้าพเจ้าขอเปิดการชุมนุมรอบกองไฟ ณ บัดนี้” พิธีกรอาจบอกให้ทุกคนร้องเป็นเสียงไฟลุกย่า “ฟู้ๆ” 3 ครั้ง
แล้วพิธีกรจะนำร้องเพลงเปิดการชุมนุมรอบกองไฟ 1 หรือ 2 เพลง เช่น เพลงสยามมนุสติ เพลงสดุดีมหาราชา เพลงประจำจังหวัด หรือเพลงงานสิ่งใด เป็นต้น
เมื่อจบเพลง ประธานไปนั่งที่แล้วให้ทุกคนนั่งลง ครั้นแล้วหมู่บริการจะนำพวงมาลัยไปให้ประธาน ก่อนมอบเพื่อความสนุกสนานอาจจัดให้มีกระบวนแห่ หรืออาจจัดให้มี





ลานดอกไม้เสียบรายการแสดงของแต่ละหมู่มอบให้แก่ประธานไว้ เพื่อประธานจะได้จับสลากว่าจะให้หมู่ใดแสดงก่อนหลัง

6. กำหนดการชุมนุมรอบกองไฟ
พิธีกรเป็นผู้ประกาศกำหนดการชุมนุมรอบกองไฟตามลำดับ ในขั้นแรกก่อนมีการแสดงของหมู่ พิธีกรอาจนำหรือให้ผู้อื่นนำร้องเพลงอีก 1หรือ 2 เพลง เช่น เพลงรักเมืองไทย หรือเพลงความฝันอันสูงสุด เป็นต้น แล้วจึงไปขอให้ประธานจับสลากว่าจะให้หมู่ใดแสดงก่อนการให้ประธานจับสลากนั้นมีทั้งส่วนดีส่วนเสีย ส่วนดีคือเป็นการยุติธรรม และแต่ละหมู่จะต้องพร้อมกันอยู่เสมอ ส่วนเสียคือโปรแกรมอาจจะซ้ำกันและไม่สนุกเท่าที่ควร ดังนั้น จะตกลงกันให้พิธีกรเป็นผู้จัดรายการแสดงโดยไม่ต้องให้ประธานเป็นผู้จับสลากลำดับการแสดงก็ได้
หมู่ใดจะแสดงให้นายหมู่ของหมู่ยืนขึ้น (ยืนอยู่กับที่ ไม่ต้องออกมายืนตรงหน้าประธาน) โดยสั่งว่า “หมู่ – ตรง” นายหมู่ทำวันทยหัตถ์แต่เพียงคนเดียว จากนั้นก็เริ่มแสดง พอแสดงจบให้กลับไปยังที่เดิมและสั่งอีกว่า “หมู่ – ตรง “ นายหมู่ทำความเคารพเช่นเดิม ทุกคนในที่นั้นปรบมือให้
เมื่อการแสดงของหมู่จงแล้ว พิธีกรจะขอให้ใครคนหนึ่งนำร้องชมเชยแบบลูกเสือ (YELL) ให้แก่หมู่ที่แสดง เพื่อเป็นการแสดงความพอใจและขอบคุณผู้แสดง
หลังจากนั้นหมู่แสดงจะกล่าวตอบสั้นๆ เช่น “ขอบคุณครับ” ครั้นแล้วพิธีกรก็ดำเนินการต่อไปตามกำหนดการและจัดให้มีการแสดงของหมู่ต่างๆตามลำดับ
เมื่อการแสดงของหมู่หนึ่งจบแล้ว ก่อนจะให้เริ่มการแสดงของหมู่ต่อไป พิธีกรอาจำการร้องเพลงหรือการเปลี่ยนอิริยาบถมาสลับเป็นตอนๆ ตามที่เห็นสมควร หรือจะให้ผู้ใดมาแทนก็ได้ โดยตกลงกันไว้ก่อน
เมื่อจบการแสดงของหมู่ทุกหมู่ตามที่กำหนดไว้แล้ว พิธีกรจะเชิญประธานออกไปเล่าเรื่องสั้นที่เป็นคติแล้วให้โอวาทเป็นเวลาประมาณ 10 นาที แล้วกล่าวปิดประชุม
เมื่อประธานกล่าวในตอนสุดท้ายว่า “ข้าพเจ้าขอปิดการชุมนุมรอบกองไฟ ณ บัดนี้” ให้ทุกคนยืนจับมือกันเป็นวงกลม (มือขวาทับมือซ้ายแล้วร้องเพลง “สามัคคีชุมนุม” )






เมื่อจบเพลงสามัคคีชุมนุมแล้ว หมู่บริการนำสวดมนต์ แล้วร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี จากนั้นทุกคนแยกย้ายกันออกนอกบริเวณ กลับที่พักอย่างสบาย โดยไม่ส่งเสียงเอะอะส่วนหมู่บริการจะกลับมาดับไฟและทำความสะอาดดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น


---------------------------------------------------















การบุกเบิก (ทฤษฎี) การฝึกทักษะวิชาลูกเสือ เอกสารประกอบทบเรียน 17
วิชาการบุกเบิก
ปัจจุบันเชือกป่านมนิลายังนิยมใช้กันอยู่มาก แต่เชือกทำด้วยเส้นใยสังเคราะห์ใช้ได้ดีกว่าในบางกรณี ถ้าท่านจำต้องให้เชือกถูกน้ำเปียกชื้นอยู่บ่อยๆ เช่น การใช้ในการข้ามแม่น้ำลำคลอง เชือกที่ทำด้วยใยสังเคราะห์จะใช้ได้ยาวนานกว่าเพราะไม่เปื่อยง่าย การลงทุนซื้อเชือกเส้นใยสังเคราะห์นั้นอาจจะสูงในตอนแรก แต่เชือกที่มีเส้นรอบวงเล็กกว่าเชือกป่านก็ใช้ได้ดี เพราะว่าเชือกเส้นใยสังเคราะห์นั้นเหนียวแน่นแข็งแรงมาก ทั้งจะมีอายุการใช้ได้นานกว่า ถ้ารู้จักเก็บรักษาไว้ให้ดี นอกจากนี้เชือกประเภทนี้จะสึกกร่อนไปจากภายนอกเราจะมองเห็นสภาพของมันได้ง่าย ส่วนเชือกป่านนั้นจะผุจากใจกลางและอาจจะขาดได้โดยมิได้มีการแสดงอาการให้เราเห็นล่วงหน้า อันนับได้ว่ามีอันตรายมาก ฉะนั้น เมื่อท่านคิดจะจัดซื้อหาเชือกใหม่ ขอให้คำนึงถึงข้อคิดเห็นข้างบนนี้ให้จงหนัก ท่านต้องมีเชือกที่มีขนาดและความแข็งแรงถูกต้อง เหมาะสมกับงานที่ท่านกำลังจะทำ จงดูในหนังสือที่ว่าด้วยวิชาบุกเบิก แต่สำหรับคำแนะนำอย่างหยาบๆ มีว่า ถ้าจะสร้างสะพานหรือการก่อสร้างธรรมดา และไม่มีการเหยียดตึงมากเกินไป จะใช้เชือกขนาดเส้นรอบวง
5 ซม. (2นิ้ว) ก็ได้ ถ้าจะสร้างทางเลื่อนในอากาศ (Aerial Runway) ต้องใช้เชือกขนาดเส้นรอบวง 7 ½ ซม. เป็นอย่างน้อย จงเก็บเชือกไว้ด้วยความระมัดระวัง และพยายามตรวจสอบความแข็งแรงของเชือกอยู่เสมอๆ เพราะเชือกที่เสื่อมคุณภาพได้งาน ถ้าไม่ดูแลรักษาอย่างถูกต้อง
การผูกแน่น
ใช้เชือกขนาดเส้นรอบวง 2.5 ซม. (1 นิ้ว) ยาวเหมาะสมกับงาน ถ้าเป็นงานเล็กและไม่ต้องรับน้ำหนักมากนัก จะใช้เชือกขนาดเล็กกว่าก็ได้
วิชาบุกเบิกจะให้ความสนุกสนานแก่ลูกเสือมาก หากทำให้ถูกต้อง แต่ในเวลาเดียวกันเป็นกิจกรรมที่มีอันตรายถ้าท่านจะประหยัดเกินไป หรือมิได้ทำอย่างจริงจัง
รอก
สำหรับการทำทางเลื่อนในอากาศ ต้องใช้รอกร้อยเชือก ไม่ใช้ขอเกี่ยว ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัย ครั้นแล้วจึงทำที่นั่งแขวนห้อยต่อลงไป โดยใช้เหล็กสกรูขันปิดให้แน่นหนา แข็งแรง ไม่หลุดง่าย





1) สะพานถ่วงน้ำหนัก (Counterweight Bridge)










อุปกรณ์ที่ต้องจัดหา การผูกแน่น
เสา 4 ต้น ยาว 20 ฟุต เชือกผูกแน่น 15 ฟุต 30 เส้น
เสา 1 ต้น ยาว 5 ฟุต เชือกผูกแน่น 10 ฟุต 12 เส้น
ท่อนซุงหนักๆ สำหรับรองรับสะพาน รอก
ท่อนซุง 2 ต้น เพื่อถ่วงน้ำหนัก รอกเดี่ยวขนาด 4 นิ้ว 1 เส้น
ไม้ลูกระนาด 15 อัน สมอบก 8 อัน
ไม้หมอนยาว 46 นิ้ว 4 ท่อน อุปกรณ์อื่นๆ ตะลุมพุก
เชือกขนาด 1 ½ นิ้ว ยาว 30 ฟุต 1 เส้น

2) เรือโล้ (Swing Boat)
อุปกรณ์ที่ต้องจัดหา
เสาและไม้ค้ำยัน ไม้ 6 อัน ยาว 15 ฟุต เป็นเสาและเครื่องยึดด้านข้าง
ไม้ 3 อัน ยาว 8 ฟุต เป็นไม้สำหรับผูกไขว้ข้างบน
ไม้ 2 อัน ยาว 10 ฟุต สำหรับทำคานและเครื่องยึดข้างล่าง
เชือก ขนาด 2 นิ้ว ยาว 25 ฟุต จำนวน 2 เส้น
ขนาด 2 นิ้ว ยาว 30 ฟุต จำนวน 2 เส้น
ขนาด 3 นิ้ว ยาว 30 ฟุต จำนวน 2 เส้น (สำหรับทำที่นั่ง)
ขนาด 1 ½ นิ้ว ยาว 15 ฟุต จำนวน 2 เส้น (สำหรับตึง)


เชือกผูกแน่น ขนาดไม่ระบุ จำนวน 20 เส้น ยาว 15 ฟุต สำหรับ
ผูกสมอบกและผูกไม้กระดาน

อุปกรณ์ ไม้กระดานยาว 8 ฟุต จำนวน 1 อัน
สมอบก 4 อัน
สมอบกขนาดใหญ่ 4 อัน
ตะลุมพุก 1 อัน
พลั่ว 1 อัน

3) สะพานเลื่อนอย่างง่าย (Simple Runway)











อุปกรณ์ที่ต้องจัดหา
เชือก ขนาด 3 นิ้ว 1 เส้น เป็นเชือกขนาดใหญ่มีความยาวกว่าความยาว
ของแม่น้ำ
ขนาด 1 นิ้ว 1 เส้น ยาวอย่างน้อย 2 เท่าของแม่น้ำ
ขนาด 2 นิ่ว 1 เส้น ยาว 60 ฟุต
เชือกผูกแน่น จำนวน 2 เส้น ยาว 10 ฟุต
รอก รอก 2 ตา จำนวน 2
รอกตาเดียว จำนวน 1 ตัว
รอกตาเดียวเล็กๆ จำนวน 1 ตัว

อุปกรณ์อื่นๆ กระสอบป่าน
เชือกป่านสำหรับผูกรอก

4) สะพานยกและเหวี่ยงบนต้นไม้ (Swinging Derrick on a tree)









อุปกรณ์ที่จะต้องจัดหา
เชือก ขนาด 2 นิ้ว ยาว 60 – 100 ฟุต จำนวน 1 เส้น
ขนาด 2 นิ้ว ยาว 50 ฟุต จำนวน 1 เส้น
ขนาด 1 นิ้ว สำหรับดึงไปมาประมาณ 60 ฟุต จำนวน 2 เส้น
ไม้ยาว ขนาด 12 – 15 ฟุต จำนวน 2 อัน
ขนาด 3 - 5 ฟุต จำนวน 2 อัน
สมอบก จำนวน 2 อัน สำหรับผูกเชือกที่ใช้ดึงไปมา
เชือกผูกแน่น ยาว 15 ฟุต จำนวน 7 เส้น
ยาว 20 ฟุต จำนวน 3 เส้น
รอก รอก 2 ตา จำนวน 2 อัน
รอกตาเดียว จำนวน 3 อัน
อุปกรณ์อื่นๆ กระสอบป่านสำหรับหุ้มต้นไม้
ไม้กระดานสำหรับทำที่นั่ง
เชือกป่านสำหรับผูกรอก




5) หอคอยแบบพีรามิด (Pyramid Tower)
อุปกรณ์ที่จะต้องจัดหา
เสา ไม้ยาว 16 ฟุต 3 อัน
ไม้ยาว 14 ฟุต 3 อัน
ไม้ยาว 12 ฟุต 3 อัน
ไม้ยาว 6 ฟุต 3 อัน (ขนาดเบาใช้ยึดด้านบน)

เชือกผูกแน่น เชือกยาว 20 ฟุต 5 อัน
เชือกยาว 15 ฟุต 15 เส้น
เชือก 26 เส้น สำหรับทำร้านด้านบนและบันได
อุปกรณ์อื่นๆ เชือกทำบันได

6) แพถังน้ำมัน (Oil Drum Reft)
อุปกรณ์ที่จะต้องหา
เสา เสายาว 15 ฟุต 4 ต้น
เสายาว 10 ฟุต 1 ต้น
เสายาว 7 ฟุต 4 ต้น
เสายาว 5 ฟุต 5 ต้น
เชือกผูกแน่น เชือกยาว 20 ฟุต 2 เส้น
เชือกยาว 15 ฟุต40 เส้น
เชือกเพื่อขันชะเนาะกับถังน้ำมันเท่าที่จำเป็น
อุปกรณ์อื่นๆ ถังน้ำมันขนาด 5 แกลลอน 10 - 12 ใบ
ผ้าใบสำหรับทำใบ
อุปกรณ์สำหรับทำหางเสือพาย 1 อัน
ไม้หนักสำหรับถ่วง 1 อัน (กระดูกงู)
กระป๋อง 1 ใบ
















หมายเหตุ ทางเลื่อนในอากาศ (Aerial Runway)
อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสม
ภาพหลังที่อุบัติเหตุ ได้เกิดขึ้นในบริเวณค่าย มีลูกเสือรุ่นหนุ่มคนหนึ่ง
ตกลงมาจาก “ทางเลื่อนในอากาศ” ต่อมาได้มีการฟ้องร้องค่าเสียหายจากผู้กำกับลูกเสือผู้รับผิดชอบ ทนายที่ปรึกษาได้ให้ความเห็นว่า
“ตามความหมายของข้าพเจ้า ไม่มีทางต่อสู้เกี่ยวกับประเด็นปัญหาเรื่องความรับผิดชอบของผู้กำกับลูกเสือ”
ด้วยเหตุนี้ จึงแนะนำให้ใช้รอกร้อยเชือกร้อยเป็นตัวเลื่อน แทนที่จะใช้ขอเกี่ยวเพื่อขอเกี่ยวอาจหลุดเมื่อใดก็ได้ จะไปกล่าวว่าที่ขอหลุดเพราะลูกเสือไม่ระมัดระวังฟังไม่ขึ้น


-------------------------------------------







ระบบหมู่และการฝึกอบรมนายหมู่ เอกสารประกอบบทเรียน 18
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

กิจกรรมลูกเสือมีส่วนช่วยเหลือเด็กหนุ่ม พัฒนาโดยการยั่วยุ เร่งเร้าให้เขาทั้งหลายได้เกิดการตกลงใจและตัดสินใจด้วยตัวเอง มูลฐานของระบบหมู่คือตัวนายหมู่และลูกหมู่เป็นผู้แสดงความคิดเห็น ตัดสินใจกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะมีขึ้นในหมู่ของตนรวมทั้งของกองลูกเสือด้วย ความสำเร็จของกองลูกเสือมีเพียงใด อาจจัดได้โดยการที่ผู้กำกับลูกเสือทำให้นายหมู่ลูกเสือยอมรับความรับผิดชอบในภารกิจต่าง ๆ และปฏิบัติตามความรับผิดชอบนั้น ระบบหมู่จะเริ่มเกิดผลสำเร็จ ถ้านายหมู่และสมาชิกในหมู่ทุกคนสามารถจะทำสิ่งต่าง ๆ ที่เขาต้องการจะทำได้ดังความประสงค์
ที่ประชุมนายหมู่ จะเป็นแหล่งประสานงานกิจกรรมต่าง ๆ ที่สมาชิกในหมู่ประสงค์จะทำดำเนินไปสู่ความสำเร็จ นายหมู่ต้องการทำอะไรบ้าง ได้เขียนบัญชีรายการงานของหมู่ไว้ข้างล่างนี้ ท่านอาจจะเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงแล้วแต่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่
งานของหมู่
1. ฝึกอบรมหมู่
2. ดำเนินงานของกองและการประชุมหมู่
3. ให้ความคิดเห็นแก่หมู่และผู้กำกับลูกเสือ
4. ให้ตัวอย่างการทำงาน
5. จัดกิจกรรมต่าง ๆ การประชุมหมู่และการประชุมกอง
6. ฝึกฝนตัวเอง
7. ช่วยแก้ปัญหา
8. เข้าร่วมประชุมในการประชุมนายหมู่
9. ……………………………………..
10. ……………………………………..
11. ……………………………………..
12. ……………………………………..






ความสำเร็จของงานระบบหมู่ จะขึ้นอยู่กับวิธีการซึ่งนายหมี่สามารถจะดำเนินงานบางทีจะขึ้นอยู่กับความสะดวกฉับไวของการทำงานอย่างเป็นกันเอง กล่าวคือ นายหมู่อาจแนะนำให้ลูกเสือโต ๆ ช่วยทำงานให้ ให้รู้จักการรับผิดชอบในการทำงานของเขา
นายหมู่และลูกเสือคนโต ๆ จะต้องได้รับการฝึกอบรมก่อน ถ้าจะให้เขาบริหารกองลูกเสืออย่างได้ผลดี
นายหมู่ลูกเสือต้องการความช่วยเหลือและความสนับสนุนอะไรบ้าง
คำถามข้างล่างนี้ จะช่วยให้ท่านเห็นถึงความต้องการเรื่องการฝึกอบรมและความสนับสนุนที่นายหมู่ลูกเสือต้องการ
1) อะไรที่เขาต้องการรู้และเข้าใจ
- งานของเขา ความรับผิดชอบของเขา
- สมาชิกในหมู่เป็นรายบุคคล
- กฎและคำปฏิญาณ
- ความมุ่งประสงค์ของการประชุมนายหมู่
- …………………………………………
- …………………………………………
2) เขาต้องการทำงานกับใคร
- สมาชิกของหมู่
- ผู้กำกับและรองผู้กำกับ
- …………………………………………
- …………………………………………
3) ทักษะทางการลูกเสืออะไรบ้างที่เขาต้องการ
- วิชาการอยู่ค่ายพักแรม
- ทักษะเบื้องต้นของการลูกเสือ
- …………………………………………
- …………………………………………





4) อะไรที่เขาต้องการจะวางแผน
- กิจกรรมของหมู่และของกอง
- การประชุมนายหมู่
- ลูกเสือต้องการก้าวหน้าไป สู่เครื่องหมายวิชาพิเศษ
- ……………………………………
- ……………………………………
5) ทำอย่างไรเขาจึงจะบรรลุกำหนดการของเขาลงในการกระทำ
- เขาจะสามารถสอนใหม่
- เขาทราบไหมว่าการทำงานของคณะกรรมการเป็นอย่างไร
(การประชุมนายหมู่)
- เขาจะรู้ไหมว่า จะหาความคิดในการประชุมในการเล่นเกมได้จากไหน ฯลฯ
ปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น
1. ลูกเสือที่มีอายุน้อย จะเห็นว่ายุ่งยากในการที่จะได้รับผิดชอบในการกระทำหน้า
ที่รองนายหมู่หารือนายหมู่
2. บางทีอาจจะใช้เวลาถึง 1 เดือน หรือมากกว่า ในการที่จะพัฒนาการดำเนินงาน
ของระบบหมู่ภายในกอง
3. มีหลาย ๆ มติของที่ประชุมนายหมู่ จะเป็นเรื่องยากที่จะปฏิบัติตามได้
4. ลูกเสือรุ่นโตมักจะละทิ้งกองลูกเสือไป หากกิจกรรมมิได้สนองความต้องการ
ของเขา
5. ………………………………………
6. ………………………………………
อย่างไรก็ดี วิธีการที่ดีที่วางแผนไว้เพื่อช่วยเหลือและฝึกอบรมนายหมู่ จะก่อให้เกิด
ผลดีและขจัดปัญหาหลายอย่างได้
ผู้กำกับและบรรลุถึงจุดนี้ได้อย่างไร




ข้อเสนอแนะบางประการ
1. ผู้กำกับอาจแนะนำนายหมู่ ในโอกาสที่เป็นกันเอง เช่น
1.1 ระหว่างการประชุมนายหมู่
1.2 หลังจากการประชุมกอง
1.3 ระหว่างการสนทนาเล็ก ๆ น้อย ๆ ในขณะที่ดื่มน้ำชา กาแฟ หลังการประชุม
1.4 ในการอยู่ค่ายพักแรม
1.5 ……………………………………..
1.6 ……………………………………..
2. การสนับสนุนส่วนตัวของผู้กำกับ
2.1 ยกย่องและยั่วยุระหว่างการประชุมหมู่หรือกอง
2.2 ให้โอกาสแก่นายหมู่ เพื่อจะนำความคิดเห็นและปัญหาไปปรึกษาผู้กำกับ
2.3 ช่วยเหลือนายหมู่ตัดสินใจและแก้ปัญหาด้วยตัวเขาเอง
2.4 ……………………………………..
2.5 ……………………………………..
3. ในโอกาสที่มีการฝึกอบรมนายหมู่
3.1 ให้เข้ารับการฝึกอบรมเป็นครั้งคราวเมื่อมีการฝึกอบรมนายหมู่
3.2 ให้เข้ารับการฝึกอบรมพิเศษ โดยผู้กำกับกลุ่มและมีบุคคลภายนอกมาช่วย
3.3 ให้เข้ารับการฝึกอบรมรวมกับองค์การเยาวชนอื่น
3.4 ……………………………………..
3.5 ……………………………………..
4. เสนอแนะให้มีการอ่าน
4.1 จัดให้มีหนังสือคู่มือการลูกเสือ เพื่อเกิดความคิด
4.2 จัดให้มีหนังสือข่าวสารการลูกเสือ




4.3 จัดให้มีข่าวสารความคิดเห็นในเหตุการณ์ในตำบลและหมู่บ้านในกิจการลูกเสือ
4.4 จัดให้มีหนังสือต่าง ๆ ที่มีคุณค่าในกิจกรรมต่าง ๆ
4.5 …………………………………….
4.6 …………………………………….
จงทำบัญชีแสดงโอกาสต่าง ๆ ที่ท่านในฐานะผู้กำกับลูกเสือ จะก่อให้เกิดขึ้นภายใน
กองลูกเสือของท่าน เพื่อให้มีการสนับสนุนและให้การฝึกอบรมนายหมู่ลูกเสือของท่านมากขึ้น


………………………………………….




















การวางแผนกำหนดการ-การประชุมหมู่และกอง เอกสารประกอบบทเรียน 19
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วางแผนทำไม
ผู้กำกับที่มีความคิดเห็นมากมาย ความคิดเห็นจะไม่สัมฤทธิ์ผลเต็มที่ เว้นแต่เขาจะได้บันทึกความคิดเห็นของเขาไว้แล้วนำไปแลกเปลี่ยนกัน ผู้กำกับเป็นผู้วางแผนเพื่อความก้าวหน้าของกองลูกเสือและของเด็กแต่ละคน ผู้ซึ่งจะได้รับผลจากงานที่เขากำหนดไว้ การอยู่ค่ายพักแรม ประจำปี จะสนุกสนานและผจญภัยอย่างไร ถ้าผู้กำกับได้วางแผนเพื่อการฝึกอบรมไว้ล่วงหน้าโดยให้ลูกเสือออกสำรวจสิ่งต่าง ๆ ในละแวกนั้น แทนที่จะให้มองดูผ่าน ๆ ไป
ความตั้งใจดีที่จะช่วยเหลือของลูกเสือแต่ละคนให้พัฒนาศักยภาพจะไม่เกิดผล เว้นแต่ผู้กำกับจะได้วางแผนงานไว้ด้วยความรอบคอบ ว่าจะบรรลุถึงเป้าหมายได้โดยวิธีใด
วางแผนทำไม “เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุถึงจุดหมาย โดยใช้เวลา กำลังคนและสิ่งอำนวยประโยชน์ต่าง ๆ ให้ได้ประโยชน์ที่สุด”
ทั้งจะเป็นการช่วยผู้กำกับให้ได้ประโยชน์จากความคิดเห็นต่าง ๆ จากคณะของผู้กำกับ ผู้ฝึกสอนและนายหมู่ เป็นโอกาสอันดีที่จะได้แลกเปลี่ยนความเป็นผู้กำกับผู้อื่น
แผนงานระยะยาว ช่วยให้ที่ประชุมหมู่สามารถกำหนดแผนงานล่วงหน้าถึงหนึ่งปีที่เขาต้องการบรรลุเป้าหมายกับกองลูกเสือของเขา เขาสามารถกำหนด “ประเด็นของการทำงาน” ประจำปีแล้วเริ่มสร้างสมกำลังคนและอุปกรณ์ที่ต้องการ เพื่อจะใช้กับแผนงานนั้นเมื่อถึงเวลาเริ่มปฏิบัติงาน
แผนงานระยะสั้น สามารถช่วยที่ประชุมนายหมู่กำหนดการอย่างแน่นอนในข้อดังต่อไปนี้
1. หวังจะได้รับผล
2. สามารถกำหนดตัวบุคคลและเวลาที่จะปฏิบัติงานได้ล่วงหน้า
3. จัดทำรายการอุปกรณ์ที่ต้องการ
4. กำหนดเวลาให้ทำงาน
แผนสำหรับการวางแผน ควรใส่อะไรลงไว้บ้าง
การกระทำส่งเสียงดังกว่าคำพูด
การเข้าร่วมทำงานดีกว่ามองดูเฉย ๆ
กิจกรรมกลางแจ้งตื่นเต้นกว่ากิจกรรมในร่ม
การฝึกอบรมนายหมู่ เอกสารประกอบบทเรียน 18/1
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

งานนายหมู่ ความจำเป็นในกอง
ของข้าพเจ้า มาก/น้อย โอกาสฝึกที่หาได้ งานที่ข้าพเจ้าจะทำ
ตัวอย่างรักษามาตรฐาน ลดปัญหาในที่ประชุมนายหมู่หรือพูดกันเป็นส่วนตัวกับนายหมู่ จัดรายการประชุมนายหมู่ไว้เพื่อถกปัญหาการฝึกมาตรฐานสำหรับการประชุมคราวต่อไป
ฝึกอบรมลูกเสือให้เข้าขั้นมาตรฐาน การฝึกอบรมนายหมู่ประจำจังหวัด อำเภอ ส่งเสริมให้จัดการฝึกอบรมนายหมู่ประจำอำเภอ ในการประชุมผู้บังคับบัญชาคราว ต่อไป









สิ่งแปลก ๆ เชิญชวนมากกว่าสิ่งเคยชินมาแล้ว
สิ่งที่ก่อความประหลาดใดน่าสนใจกว่าสิ่งที่ได้คาดหมายไว้
ของจริงดีกว่าของแทน
มุ่งที่จะบรรลุผลโดยวิธี “เรียนโดยการกระทำ”
อะไรที่เราฟัง เราลืม
อะไรที่เราเห็น เราจำได้
อะไรที่เราหา เรารู้
ส่วนประกอบสำคัญของการประชุมกอง
ความสนุกสนาน การหัวเราะ อารมณ์ดี และสนุกสนานกับการทำงานร่วมกัน
ความมีระเบียบดี มิใช่บังคับให้อยู่ในระเบียบเหมือนในกองทหาร แต่ต้องการให้มีระเบียบวินัยและมารยาท เมื่อทำงานหรือเล่นรวมกับผู้อื่น
การฝึกอบรมที่ก้าวหน้า การยั่วยุให้ทำงานและประสบผลได้สัดส่วนกันเป็นการฝึกอบรมที่ให้ความก้าวหน้าแก่ลูกเสือเป็นรายบุคคล มีโอกาสที่แต่ละหมู่จะได้ปฏิบัติร่วมกันเป็นหมู่ โดยทำงานตามโครงการ
กิจกรรมทางกาย กิจกรรมกลางแจ้ง การเล่น การเดินทางสำรวจ กิจกรรมพิเศษที่น่าสนใจ เช่น พายเรือ ไต่เขา เล่นเรือใบ ฯลฯ
สิ่งแปลก ๆ การประชุมกองลูกเสือที่ซ้ำ ๆ กัน ทำให้ลูกเสือที่เบื่อหน่ายการประชุมกองแต่ละครั้งไม่จำเป็นเสมอไปที่จะต้องเริ่มต้นด้วยการตรวจและเก็บเงินค่าบำรุง หรือตอนท้ายจะต้องสวดมนต์และชักธงลง
สิ่งประทับใจ การชุมนุมรอบกองไฟ การสงบนิ่ง เพื่อพัฒนาจิตใจ
การทบทวน มีโอกาสที่จะทบทวนฝึกซ้อมทักษะที่ได้เรียนมาแล้วในบทเรียนต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความชำนาญ

ข้อแนะนำเพื่อการวางแผนที่ได้ผล
หัวข้อต่อไปนี้ จะช่วยให้นายหมู่วางแผนการประชุมกองที่ตื่นเต้น ผจญภัย และได้ผลสำเร็จ โดยการแลกเปลี่ยนข้อแนะนำในระหว่างคณะของเขา ผู้กำกับก็สามารถช่วยนายหมู่วางแผนการประชุมหมู่ของตนได้อีกด้วย การประชุมหมู่มีส่วนประกอบเช่นเดียวกับการประชุมกอง




ขั้นตอนของการวางแผนมีดังนี้
ขั้นที่ 1 พิจารณางานที่จะต้องทำ
อะไรคือผลงานที่เรากำลังพยายามจะบรรลุถึงวัตถุประสงค์
อะไรที่เป็นความประสงค์ของกิจกรรม
อะไรที่ต้องกระทำนั้น กระทำโดยใคร กระทำอย่างไร และกระทำเมื่อใด
ขั้นที่ 2 พิจารณาถึงสิ่งที่สามารถช่วยเหลือได้
มีเวลาหรือไม่
มีอุปกรณ์หรือไม่
มีผู้ชำนาญตามเรื่องที่เราต้องการมาร่วมด้วยหรือไม่
จะได้สิ่งที่เป็นประโยชน์เหล่านี้มาจากที่ใด
ขั้นที่ 3 พิจารณาเลือกทางอื่นที่จะทำงานนั้น
มีความคิดต่าง ๆ ที่จะเลือกได้กี่ความคิด
มีอะไรบ้างที่จะกระทบกระทั่งต่อแผนงานนี้
ขั้นที่ 4 ขั้นตัดสิน
จะปรึกษาหารือเรื่องแผนงานนี้กับใครบ้าง
ทุกคนเห็นพ้องด้วยหรือไม่
ขั้นที่ 5 เขียนแผนงานครั้งสุดท้าย
จะส่งสำเนาแผนงานนี้ให้ใครบ้าง
จะรู้ได้อย่างไรว่าทุกคนเข้าใจในแผนงานดีแล้ว
ขั้นที่ 6 ทดลองแผนงาน
ขั้นที่ 7 ประเมินการปฏิบัติต่าง ๆ ที่ได้ทำไปแล้ว จะรู้ว่าแผนงานสำเร็จมากน้อยเพียงไร ได้อย่างไร
การวางแผนกำหนดการมิได้หมายความว่า งานนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว เพื่อให้ผู้กำกับสามารถดำเนินการวางแผนได้สำเร็จในโอกาสต่อไป จะต้อง “เก็บรวบรวมผลงานไว้” และสำรวจตรวจสอบต่อไป ถ้าจำเป็นก็แก้ไขในระหว่างที่กำลังปฏิบัติตามแผนงานนั้นอยู่
ผู้กำกับประเมินผลเมื่อใด
- ระหว่างการประชุมอภิปรายกับผู้กำกับ รองผู้กำกับ นายหมู่ และลูกเสือ
- ระหว่างการอภิปรายในที่ประชุมนายหมู่



- โดยการสังเกตจากวิชาและกิจกรรมต่าง ๆ ขณะที่กำลังดำเนินอยู่
- โดยการไต่ถาม
- ผู้ที่มาร่วมเกิดความสนุกสนานหรือไม่
- เป็นการท้าทายสำหรับลูกเสือรุ่นโต เช่นเดียวกับลูกเสือรุ่นเล็กหรือไม่
- ลูกเสือทุกคนได้รับความรู้ ความก้าวหน้าหรือไม่
- ลูกเสือเรียนโดยการกระทำหรือโดยการที่ผู้กำกับพูดให้ฟัง
- สำหรับวิชาเครื่องหมายพิเศษ ได้มีการทดสอบหรือไม่ หรือได้ร่วมกันทำงานตามโครงการที่สนุกสนาน และทุกคนมีส่วนร่วม
- ส่วนประกอบสำหรับในการวางแผนจัดทำกำหนดการ รวมอยู่ในกำหนดการทั้งหมดหรือไม่
- อุปกรณ์การฝึกอบรมอาจได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นได้หรือไม่
- มีส่วนหนึ่งของกำหนดการใช้ปฏิบัติกลางแจ้งหรือไม่
- บุคคลผู้มาร่วมในกำหนดการทราบหรือไม่ว่าเขาจะต้องทำอะไร และเขาได้ทำหน้าที่ของเขา โดยสมบูรณ์หรือไม่
- จะทำอะไรได้บ้าง เมื่อการประเมินผลแล้ว เช่น จะปรับให้ดีขึ้นได้อย่างไร
- จากนี้จะทำอะไรต่อไป




----------------------------------------------









ปฏิทินการฝึกอบรมลูกเสือตลอดปี

มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน
ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม มกราคม
กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน พฤษภาคม

















แผนการฝึกอบรมลูกเสือประจำภาคเรียน
มิถุนายน ผบ.
รอง ผบ.
ผู้รับผิดชอบ กรกฎาคม ผบ.
รอง ผบ.
ผู้รับผิดชอบ สิงหาคม ผบ.
รอง ผบ.
ผู้รับผิดชอบ กันยายน ผบ.
รอง ผบ.
ผู้รับผิดชอบ
วันสำคัญและวันที่ไม่เปลี่ยน เช่น วันชาติและวันสำคัญในนครหลวงฯ
ประเด็นหรือคำขวัญของการฝึกอบรม
เนื้อหาวิชาตามหลักสูตรที่จะสอน สัปดาห์ที่
1……..…2…..……3………..4………..
การฝึกเพื่อรับเครื่องหมายวิชาพิเศษ สัปดาห์ที่
1……..…2…..……3………..4………..
การทัศนศึกษา พักแรมเยี่ยมสถานที่สำคัญ งานพิธีต่าง ๆ ของลูกเสือ เช่น การเลื่อนชั้นลูกเสือ
การประชุมผู้บังคับบัญชาลูกเสือของกองหรือกลุ่ม ลูกเสือ



แผนการฝึกอบรมลูกเสือประจำสัปดาห์
(ปีการศึกษา……………………………)
กองลูกเสือสำรอง/สามัญ โรงเรียน……………………………………….
สัปดาห์ วัน เดือน ปี หน่วยวิชาที่สอน หมายเหตุ
ดาวดวงที่ 1
ลูกเสือตรี ดาวดวงที่ 2
ลูกเสือโท ดาวดวงที่ 3
ลูกเสือเอก วิชาพิเศษ
























การวางแผนการฝึกอบรม เอกสารประกอบบทเรียน 19/1
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ขั้นตอนของการประชุมกองลูกเสือ มีดังนี้
การประชุมกองครั้งที่………………….เวลา…………………………….นาที
1. พิธีเปิด (ชักธงขึ้น สวดมนต์ สงบนิ่ง ตรวจ แยก) 10 นาที
2. การเล่น (เพื่อบริหารกาย) 5 นาที
3. การสอนวิชาตามหลักสูตร 40-20 นาที
ก. …………………………………
ข. …………………………………
ค. …………………………………
ง. การเล่นเพื่อทบทวนวิชาที่เรียนมาแล้ว (เท่าที่ทำได้)
4. ผู้กำกับบรรยายหรือเล่าเรื่องสั้นที่เป็นประโยชน์ 10 นาที
5. พิธีปิด (นัดหมาย ตรวจเครื่องแต่งกาย ชักธงลง เลิก) 10 นาที
ตัวอย่าง
การประชุมกอง ครั้งที่ 1 (เวลา 80 นาที)
1. พิธีเปิด (ชักธงขึ้น สวดมนต์ สงบนิ่ง ตรวจ แยก) 10 นาที
(นาย จ. ผู้กำกับ)
2. การเล่น (เพื่อบริหารร่างกาย “กระต่าย – กระแต”) 5 นาที
(นาย ก. รองผู้กำกับ)
3. การสอนวิชาตามหลักสูตร
ก. ระเบียบแถว การตั้งแถว ท่าตรง – พัก ท่าเคารพ 10 นาที
(นายหมู่)
ข. การเคารพ การสัมผัสมือ รหัส 10 นาที
(นายหมู่)
ค. เงื่อนพิรอด ตะกรุดเบ็ด ขัดสมาธิ บ่วงสายธนู 20 นาที
(นาย ก. รองผู้กำกับ,
นายหมู่)


ง. การเล่นเพื่อทบทวนวิชาเงื่อน “ใครต่อเชือกตามเงื่อน
ที่เรียนแล้วได้เร็วกว่ากัน” 5 นาที
(นาย ก. รองผู้กำกับ)
4. ผู้กำกับบรรยายหรือเล่าเรื่องสั้น “ประวัติ บี.พี.” 10 นาที
(นาย จ. ผู้กำกับ)
5. พิธีปิด (นัดหมาย ตรวจเครื่องแต่งกาย ชักธงลง เลิก) 10 นาที
(นาย ค. รองผู้กำกับ)

ตัวอย่างการวางแผนกำหนดการสอน
การฝึกอบรมลูกเสือมีสัปดาห์ละ 1 วัน การฝึกอบรมนี้นิยมใช้กันในเวลาประชุมกองลูกเสือ ฉะนั้นฝึกอบรมลูกเสือครั้งที่ 1 จึงนิยมเรียกกันตามวิธีการของลูกเสือว่าการประชุมกองครั้งที่ 1 และครั้งต่อ ๆ ไป ตามลำดับ

ขั้นตอนของการประชุมกองลูกเสือสามัญ
การประชุมกอง ครั้งที่…………เวลา………………………..นาที
1. พิธีเปิด ชักธงขึ้น สวดมนต์ สงบนิ่ง ตรวจ แยก 10 นาที
(นาย…….ผู้กำกับ)
2. การเล่น (เพื่อบริหารร่างกาย) (นาย…….รองผู้กำกับ)
3. การสอนวิชาตามหลักสูตร
ก. …………………………………
ข. ………………………………… (……………..)
ค. ………………………………… (……………..)
ง. ผู้กำกับบรรยายหรือเล่าเรื่องสั้น (……………..)
4. ผู้กำกับบรรยายหรือเล่าเรื่องสั้นที่เป็นประโยชน์ 10 นาที
(……………..)
5. พิธีปิด (นัดหมาย ตรวจเครื่องแต่งกาย ชักธงลง เลิก) 10 นาที





ขั้นตอนของการประชุมกองลูกเสือสำรอง
การประชุมกอง ครั้งที่…………เวลา………………………..นาที
1. พิธีเปิด (แกรนด์ฮาวล์ ชักธงขึ้น สวดมนต์ สงบนิ่ง ตรวจ แยก) 10 นาที
2. การเล่น (เพื่อบริหารร่างกาย) (นาย…….รองผู้กำกับ)
3. การสอนวิชาตามหลักสูตร 40 นาที
ก. ………………………………… (……………..)
ข. ………………………………… (……………..)
ค. การเล่นเพื่อทบทวนวิชาที่เรียนมาแล้ว (เท่าที่ทำได้) (……………..)
4. ผู้กำกับบรรยายหรือเล่าเรื่องสั้นที่เป็นประโยชน์ 10 นาที
5. พิธีปิด (นัดหมาย ตรวจเครื่องแต่งกาย แกรนด์ฮาวล์ ชักธงลง เลิก) 10 นาที
(……………..)


---------------------------------------------

















หลักการเดินทางไกลและการอยู่ค่ายพักแรม เอกสารประกอบบทเรียน 20
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
การเดินทางไกล คือ การเดินทางไกลจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางโดยทางบก หรือทางน้ำ ลูกเสือเป็นผู้จัดการเองโดยตลอด ทั้งนี้ ด้วยความเห็นชอบของผู้กำกับลูกเสือ ส่วนการเดินทางไกลไปพักแรมนั้นต้องค้างคืนด้วยการตั้งค่ายพักแรม ทั้งต้องมีมาตรฐานสูงและไม่ควรน้อยกว่า 2 คืน
การเดินทางไกลแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
1. การเดินทางไกล – พักแรมภายในประเทศ
2. การเดินทางไกล – พักแรมภายในต่างประเทศ
ความมุ่งหมายของการเดินทางไกล – พักแรม
1. เพื่อฝึกความอดทน อยู่ในระเบียบวินัย เสริมสุขภาพพลานามัยให้แก่ลูกเสือ
2. เพื่อให้ได้ปฏิบัติกิจกรรมเสี่ยวภัยที่สนุกสนานและตื่นเต้น ให้ตรงตามความ
ต้องการของลูกเสือในวันหนึ่ง
3. เพื่อให้ลูกเสือได้สร้างเจตนารมณ์ เจตคติ ในการเสริมความเป็นครอบครัวเกี่ยว
กับรู้จักช่วยตัวเอง และรู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่น
4. เพื่อให้มีโอกาสปฏิบัติตามคติพจน์ของลูกเสือ และได้มีโอกาสบริการต่อชุมชน
ในท้องถิ่นที่ไปอยู่ค่ายพักแรม
5. เพื่อให้ได้ฝึกและปฏิบัติตามคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ
หลักการทั่วไปในการเดินทางไกล
1. การดำเนินงาน จะต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาในสังกัดและผู้ปกครอง
เป็นลายลักษณ์อักษร
1.1 ผู้บังคับบัญชาลูกเสือและลูกเสือ ควรจะมีการสำรวจสถานที่ก่อนเดิน
ทาง
1.2 เรื่องสถานที่ที่จะเดินทางไกลและพักแรม ให้มีการตกลงกันในที่
ประชุมกองลูกเสือ และผู้กำกับอาจยับยั้งหรือเสนอแนะเพิ่มเติมได้
1.3 ถ้าจะเป็นการเดินทางไปต่างจังหวัดหรือพักแรม ต้องส่งเรื่องการขอ
อนุญาตก่อน 3 เดือน เพื่อการเตรียมการของลูกเสือ




1.4 หากสามารถทำได้ ควรซักซ้อมให้ลูกเสือเข้าใจในหลักการ วิธีการ
ก่อนออกเดินทางไกล
1.5 เมื่อกลับจากการเดินทางไกลและพักแรมแล้ว ต้องทำรายงานถึงผล
การปฏิบัติงานเสนอต่อผู้สั่งอนุญาต
2. สถานที่พักแรม
ควรเป็นที่โล่งแจ้ง และเป็นที่ที่ไม่ลุ่ม อยู่ใกล้สถานพยาบาล ใกล้ตลาด หา
น้ำ หาฟืนสะดวก มีอาคารพักเวลาฉุกเฉิน ไม่ควรตั้งค่ายริมบึง ถนน ทางรถไฟ ใต้ต้นไม้ใหญ่
3. สิ่งของที่ต้องนำไป
- ของใช้ส่วนตัว
- ของใช้ประจำหมู่หรือส่วนกลาง
4. อาหาร
ต้องถือว่าอาหารเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการไปอยู่ค่ายพักแรม ควบคู่ไปกับ
เรื่องน้ำ จะต้องประชุมปรึกษาหารือกันในเรื่องการทำรายการอาหารประจำวัน ซึ่งจะประกอบทั้งอาหารแห้งและอาหารสด เพื่อให้ถูกหลักโภชนาการและมีปริมาณเพียงพอ
5. การฝึกอบรมประจำวัน
ผู้กำกับและลูกเสือต้องวางโครงการว่าในวันหนึ่ง ๆ จะมีการฝึกอบรมอะไร
บ้างไว้ล่วงหน้า หรือจะให้ไปบริการท้องถิ่นอย่างไร เพื่อป้องกันการใช้เวลาว่างไปโดยเปล่าประโยชน์ หรือจะทำให้กิจกรรมอะไรก็ต้องวางโครงการไว้
6. การวางกำหนดการ
การวางกำหนดการต้องมีส่วนสัมพันธ์กับเป็นลูกโซ่กับการฝึกอบรมประจำ
วัน และเหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศ และสิ่งอื่นหลายประการ อาทิเช่น
6.1 ต้องวางกำหนดการบำเพ็ญประโยชน์แก่ท้องถิ่นนั้น ๆ ให้สะอาดไม่
ให้ถูกตำหนิภายหลังได้
6.2 มีกิจกรรมที่เหมาะสมกับดินฟ้าอากาศให้ลูกเสือได้ปฏิบัติ แต่ทั้งนี้ให้
ลูกเสือมีเวลาว่างเป็นของเขาเองบ้าง
6.3 วางแผนให้ลูกเสือได้มีโอกาสไปศึกษาและชมสถานที่สำคัญใน
ละแวกนั้นบ้าง เพื่อเพิ่มพูนความรู้เพื่อวางแผนการให้การบริการแก่ท้องถิ่นนั้น ๆ




6.4 คอยชี้แนะนำให้ลูกเสือตระหนักในเรื่องระบบหมู่ คำปฏิญาณและกฎ
ของลูกเสือไว้เสมอ
สิ่งที่ผู้บังคับบัญชาและลูกเสือควรคำนึงถึง
ในการเดินทางไกลและอยู่ค่ายพักแรมนั้น สิ่งที่ผู้บังคับบัญชาควรคำนึงถึง
1. เราจะไปเพื่ออะไร ให้วางกำหนดวัตถุประสงค์ที่แน่นอนไว้
2. เราจะเดินทางไปที่ไหนและพักแรมที่ไหน
3. เราจะไปเมื่อไร และจะกลับเมื่อไร
4. เราจะปฏิบัติอย่างไรก่อนเดินทางและหลังการเดินทางแล้ว
การปฏิบัติก่อนเดินทางกลับ
เมื่อสิ้นสุดการอยู่ค่ายพักแรม ลูกเสือจะต้องปฏิบัติอย่างไรบ้าง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะต้องอบรมกันอีกพอสมควร โดยปกติการไปอยู่ค่ายพักแรม ณ ที่ใดที่หนึ่ง เป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่ลูกเสือจะต้องระมัดระวังให้มากในเรื่องความสะดวก ความเรียบร้อย เพราะหลังจากที่ลูกเสือไปอยู่ค่ายพักแรมแล้วมักจะทิ้งสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ไว้ในสถานที่นั้น และบริเวณใกล้เคียงเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น สมอบก เศษอาหาร กระดาษ รวมทั้งฟืนที่ประกอบอาหาร และทิ้งหลุมต่าง ๆ ไว้โดยไม่กลบให้เรียบร้อย ฯลฯ อันเป็นเหตุให้เจ้าของสถานที่ผิดหวังและเบื่อหน่าย ตำหนิตามหลังเสมอ ฉะนั้น ลูกเสือทุกประเภทจึงควรจะปฏิบัติตามข้อแนะนำข้างล่างนี้โดยเคร่งครัด คือ
1. ตรวจความเรียบร้อยของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่นำไปและจะต้องนำกลับ รวมทั้ง
สำรวจจำนวนคนและสิ่งของต่าง ๆ ให้เรียบร้อย
2. รื้อถอนสิ่งที่ปลูกสร้างขึ้นใหม่เกี่ยวกับการอยู่ค่ายพักแรมออก กลบหลุมต่าง ๆ
ให้เรียบร้อย สิ่งใดที่คิดว่าจะมีประโยชน์อยู่บ้าง อาจนำไปมอบให้เจ้าของสถานที่และกองรวมไว้ให้เรียบร้อยเป็นที่เป็นทาง
3. ทำความสะอาดสถานที่และบริเวณใกล้เคียงกับที่ตั้งค่ายให้เรียบร้อยที่สุดแม้จะ
เสียเวลาเพิ่มขึ้นบ้างก็ตาม
4. ร่ำลาเจ้าของสถานที่และขอบคุณผู้มีส่วนช่วยเหลือ ทั้งควรทำหนังสือขอบคุณ
อีกครั้งหนึ่งเมื่อกลับถึงที่ตั้งกองแล้ว
5. ทำบันทึกรายงานผู้บังคับบัญชาตามระเบียบ





ผู้กำกับควรจะได้ชี้แจงและเสนอแนะให้ลูกเสือ ได้ทราบสิ่งที่มีประโยชน์ต่าง ๆ แก่ตัวลูกเสือและกองลูกเสือ ก่อนการเดินทางไกลสักเล็กน้อย คือ
1. ระหว่างการเดินทางให้ลูกเสือละเว้นการกระทำใด ๆ อันเป็นที่รบกวนหรือก่อ
ให้เกิดความเดือนร้อนแก่ผู้อื่น แม้แต่สัตว์เลี้ยง
2. ไม่ควรอนุญาตให้ลูกเสือลงเล่นน้ำในแม่น้ำ ลำคลอง หรือสระเว้นแต่จะได้มี
การควบคุมอย่างใกล้ชิด (ตามข้อบังคับฯ ข้อ 27)
3. อย่าให้ลูกเสือรับประทานอาหารของที่มารสจัด เช่น เค็มจัด หวานจัด ระหว่าง
เดินทาง เพราะจะทำให้ท้องเสียและเป็นอันตรายแก่กระเพาะอาหารได้ง่าย



--------------------------------------------------------



















การพักแรมคืนโดยมีอุปกรณ์ขนาดเบา เอกสารประกอบบทเรียน 20/1
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

รายละเอียดสิ่งที่ควรจะนำติดตัวไปในการเดินทางและพักแรมคืน
1. เสื้อ กางเกง เสื้อนอน 2. แปรงสีฟัน ยาสีฟัน
3. แป้งทาตัว 4. สบู่
5. ผ้าปูที่นอน มุ้ง ผ้าห่มนอน 6. จานกินข้าว
7. ถ้วยน้ำ ขันอาบน้ำ 8. ยาประจำตัว
9. เสื้อกันฝน 10.ช้อน
11.ยาสระผม น้ำมันใส่ผม 12.รองเท้าแตะ รองเท้าผ้าใบ
13.แผนที่ เข็มทิศ 14.สมุดบันทึก ปากกา ดินสอ
15.ผ้าเช็ดตัว ผ้านุ่งอาบน้ำ 16.ไฟฉาย
17.ผ้าอนามัย (ถ้าเป็นสุภาพสตรี) 18.ด้าย เข็มเย็บผ้า
19.อาหารกระป๋อง (เล็กน้อย) 20.กระติกน้ำ
21.เทียนไข 22.ผงซักฟอก
23.กระดาษชำระ

ฯลฯ












การเดินทางสำรวจ เอกสารประกอบบทเรียน 21
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

1. การจัดแผนที่ให้ถูกทิศ
1.1 การจัดแผนที่ให้ถูกทิศโดยพิจารณาประกอบกับภูมิประเทศ
ผู้ใช้แผนที่ต้องพยายามจัดวางแผนที่ โดยจัดให้รายละเอียดของภูมิประเทศที่มีใน
แผนที่ตรงกับที่เป็นอยู่จริง ๆ รายละเอียดที่จะใช้ได้ดีตามวิธีนี้ ได้แก่ แนวถนน ทางรถไฟ แนวรั้ว เป็นต้น แต่ต้องมีการตรวจสอบเพื่อป้องกันการกลับทิศจากเหนือเป็นได้ หรือใต้เป็นเหนือ ทางที่ดีควรใช้แนวตั้งแต่ 2 แนวขึ้นไป (ดังรูป 1)
1.2 การจัดแผนที่ให้ถูกทิศโดยใช้เข็มทิศ
ก่อนอื่นควรจัดลักษณะเข็มทิศให้อยู่ในลักษณะดังนี้ คือ
ก. หมุนอักษร ก บนกรอบหน้าปัทม์เข็มทิศอยู่ตรงกับปลายลูกศรชี้ทิศทาง
(Direction of Travel) ดังรูป 2
ข. ต่อไปหมุนเข็มทิศทั้งฐานจนกว่าปลายเข็มแม่เหล็กแดงชี้ไปที่อักษร ดังรูป 3
อันดับต่อไปวางแผนที่ลงบนพื้นราบ และนำเข็มทิศวางบนแผนที่ตรงแผนภาพมุม
เยื้องแล้วค่อย ๆ หมุนแผนที่ โดยอย่าให้เข็มทิศเคลื่อนจากที่ จนกระทั้งแนวเข็มแม่เหล็กแดงทับกับแนวทิศเหนือแม่เหล็กบนแผนภาพมุมเยื้อง แผนที่นั้นก็จะอยู่ในลักษณะถูกทิศ ดังรูป 4

2. การกำหนดจุดที่อยู่ของตัวผู้ใช้แผนที่ลงในแผนที่
การใช้แผนที่ในภูมิประเทศนั้น ผู้ใช้ย่อมต้องทราบก่อนว่าตรงที่ตนยืนอยู่นั้น เห็น
จุดใสในแผนที่ วิธีหาจุดที่อยู่ของตนในแผนที่ที่ง่ายที่สุดคือ ตรวจสอบดูว่าตรงที่ที่ตนอยู่นั้นมีอะไรในภูมิประเทศเป็นที่สังเกตบ้าง เช่น ทางแยก ชายป่า ภูเขา ถนน ฯลฯ แล้วหมายจุดลงให้ใกล้เคียงกับที่สังเกตให้เห็นมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่ในบางโอกาสก็ไม่อาจกระทำด้วยวิธีง่าย ๆ ดังกล่าวมาแล้วได้ ก็อาจอาศัยวิธีดังต่อไปนี้ คือการเล็งสกัดกลับ
การเล็งสกัดกลับ (Recection) เป็นวิธีหาจุดที่อยู่ของตัวผู้ใช้แผนที่ โดยการเล็งแนว
จากจุดที่กำหนดได้แน่นอนในภูมิประเทศและในแผนที่ 2 จุด ย้อนกลับมาหาผู้ปฏิบัติ ดังรูป 5




สมมติว่า A กับ B และ a กับ b เป็นจุด 2 จุด ที่กำหนดไว้แน่นอน ทั้งในภูมิประเทศจริงและในแผนที่
วิธีทำ 1. จัดวางแผนที่ให้ถูกทิศ
2. วางบรรทัดลงบนแผนที่ โดยให้ขอบบรรทัดผ่านจุด c ในแผนที่แล้วเล็งแนวของบรรทัดให้ตรงไปยังจุด A ในภูมิประเทศ
3. ขีดเส้นตรงตามแนวขอบบรรทัด คือ แนว a – A ลงบนแผนที่ และลากต่อลงมาในทิศทางที่ผู้ปฏิบัติอยู่
4. ต่อไปวางขอบบรรทัดผ่านจุด b ในแผนที่ แล้วเล็งแนวขอบบรรทัดให้ตรงไปยังจุด B ในภูมิประเทศ
5. ขีดเส้นตรงตามแนวขอบบรรทัด คือ แนว b – B ลงแผนที่ และลากต่อลงมาในทิศทางที่ผู้ปฏิบัติอยู่ จะตัดกับเส้นตรงแนว a – A ที่ลากลงมาไว้
6. จุดตัดของเส้นตรง 2 แนว ที่ลากลงมาตัดกันตามข้อ 3 และข้อ 5 คือ จุดที่อยู่ของผู้ปฏิบัติในแผนที่ (คือจุด C ในรูป 5)
การวัดมุมและระยะทางในแผนที่
การวัดมุมในแผนที่
1. จัดวางแผนที่ให้ถูกทิศ
2. กำหนดจุดเริ่มต้นลงบนแผนที่ให้ตรงกับจุดที่ใช้แผนที่ในภูมิประเทศจริง
3. ลากเส้นตรงระหว่างจุดเริ่มต้นไปยังจุดที่จะเดินทางต่อไป (สมมติจุดเริ่มต้นจาก
A ไป B ดังรูป 6)
4. วางเข็มทิศทาบเส้นตรงที่ลากระหว่าง A และ B
5. หมุนเฉพาะตัวเรือนเข็มทิศจนกระทั้งอักษร N บนกรอบหน้าปัทม์เข็มทิศอยู่
ตรงกับปลายเข็มแม่เหล็กแดงในตัวเรือนเข็มทิศ
6. ตัวเลขที่ปรากฏอยู่ตรงปลายหางลูกศรชี้ทิศทาง (Direction of Travel) คือค่า
ของมุมที่จะต้องเดินทางไป
(จากรูป 6 วัดมุมแอซิมัทจาก A ไป B ได้เท่ากับ 60 องศา)





การวัดระยะในแผนที่
จากรูป 7 สมมติต้องมาวัดระยะทางในแผนที่จากจุด A ไปจุด B เราก็หากระดาษที่มีขอบเป็นเส้นตรงทาบให้ตรงจุดทั้ง 2 นั้น แล้วให้ทำเครื่องหมายขีดเล็ก ๆ ไว้บนขอบกระดาษ ให้ตรงกับจุด A และ B ดังรูป 7 เสร็จแล้วนำไปทาบวัดกับมาตรส่วนเส้นบรรทัด ซึ่งพิมพ์ไว้ทางตอนล่างของแผนที่ ก็จะทราบระยะได้ทันที ดังรูป 8
การเดินทางโดยใช้แผนที่ประกอบเข็มทิศ
เวลากลางวัน
ในแผนที่
- วางแผนที่ถูกทิศ
- หมายจุดเริ่มต้นลงบนแผนที่
- ลากเส้นตรงจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดที่จะเดินทางไป
- วัดมุมจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดที่จะเดินทางไป
- วัดระยะทางจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดที่จะเดินทางไป
ในภูมิประเทศจริง
- ยกเข็มทิศให้ได้ระดับ
- ตั้งมุมแอซิมัทเท่ากับมุมที่วัดได้ในแผนที่ แล้วเล็งไปที่หมายที่เด่นชัดในแนวที่เราจะเดินทางไป
- เดินทางไปยังที่หมายตามระยะทางที่วัดได้ในแผนที่

เวลากลางคืน
ในแผนที่ ปฏิบัติเช่นเดียวกัน
ในภูมิประเทศจริง
ปฏิบัติเช่นเดียวกัน แต่ถ้าไม่สามารถมองเห็นภูมิประเทศหรือที่หมายที่เด่นชัดได้ ก็จัดคนเดินล่วงหน้าไปในแนวเล็งสัก 1 คน ระยะห่างเท่าที่ระยะสายตาจะสามารถมองเห็นได้ และกระทำเช่นนี้เป็นช่วง ๆ ไป ก็จะสามารถเดินทางไปได้ถูกต้อง






แผนที่สังเขป
แผนที่สังเขป คือ แผนที่หรือรูปภาพพื้นที่หรือเส้นทางในการเดินทางที่วาดขึ้น ซึ่งแสดงรายละเอียดต่าง ๆ ตามความต้องการ (แผนที่สังเขปนี้จะให้ความละเอียดถูกต้องพอประมาณเท่านั้น)
สิ่งที่จำเป็นในการทำแผนที่สังเขปคือ ต้องใช้เข็มทิศเป็นและทราบระยะก้าวของตนยาวเท่าไร และในระยะทาง 100 เมตร หรือมากกว่าตนเองจะเดินทางได้กี่ก้าว โดยทั่วไปคนปกติจะมีความยาวของก้าวเท่ากับ 78 ซม. หรือเดินนาทีละ 116 ก้าว หรือเดิน 4 กม. ต่อ 1 ชม.
เราอาจคำนวณหาความยาวของก้าวของเรา ดังนี้
ระยะ 100 เมตร
เดินได้ 133 ก้าว
ฉะนั้น 1 ก้าวจะเท่ากับ 100 ดังนั้น 133 ก้าว จะได้ประมาณ 0.75 ม. หรือ 75 ซม.
การทำแผนที่สังเขป
การทำแผนที่สังเขปควรมีอุปกรณ์ ดังนี้
1. กระดาษวาดเขียนสีขาว
2. ดินสอดำที่ไม่อ่อนไม่แข็งจนเกินไป (ถ้าใช้ดินสอสีน้ำเงิน – แดง ก็จะทำให้แผนที่สังเขปชัดเจนดูง่าย)
3. ไม้บรรทัด ไม้โปรแทรกเตอร์ วงเวียน ยางลบ
4. เข็มทิศซิลวา
ฯลฯ
สิ่งที่ต้องแสดงไว้ในแผนที่สังเขป
1. ชื่อแผนที่
2. เครื่องหมายทิศเหนือแม่เหล็ก
3. มาตราส่วน
4. มุมและระยะทาง
5. สัญลักษณ์
6. ชื่อผู้ทำ
7. วัน เดือน ปีที่ทำ


วิชาการทำแผนที่สังเขป
1. จงเตรียมกระดาษวาดเขียนสีขาวที่จะทำแผนที่สังเขป และลากเส้นขนานห่าง
กันเส้นละ 2 นิ้ว จากด้านบนของกระดาษลงมาด้านล่าง (ดังรูปที่ 1)
2. ส่วนด้านบนของกระดาษนั้น ให้เขียนเครื่องหมายทิศเหนือแม่เหล็ก โดยมีเส้น
ขนานที่ลาดไว้เป็นแนวเหนือ – ใต้ (ดังรูปที่ 2)
3. นำกระดาษที่เตรียมทำแผนที่สังเขป และจงจำไว้เสมอว่า จะต้องวางแผนเส้น
ขนานที่ลากไว้บนกระดาษให้ขนานกันกับแนวเข็มแม่เหล็กแดงในเข็มทิศเสมอ (ดังรูปที่ 3)
4. เริ่มวัดทิศทางด้วยเข็มทิศจากจุดเริ่มต้นในพื้นที่จริงไปยังจุดที่จะเดินทางไปเสร็จ
แล้วเดินวัดระยะทางไปโดยการนับก้าว ในขณะที่เดินวัดระยะทางไปนั้นให้เก็บรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ ในพื้นที่นั้น ระหว่างสองข้างทางด้วย โดยใช้วิธีการเล็งสกัดตรงและพิกัดโพลา
ก่อนที่จะนำไปเขียนลงแผ่นกระดาษทำแผนที่สังเขปนั้น จะต้องกำหนดระยะทาง
เป็นมาตรส่วนเสียก่อน เช่น กำหนด 1 มม. ต่อ 1 ก้าว
5. การเขียนเส้นทางที่วัดได้ลงบนกระดาษทำแผนที่สังเขป มีวิธีการดังนี้
5.1 วางกระดาษทำแผนที่สังเขปโดยให้เครื่องหมายทิศเหนือแม่เหล็กและ
เส้นขนานหันถูกทิศเสียก่อน
5.2 กำหนดจุดเริ่มต้นคือจุด A ลง ณ ริมด้านใดด้านหนึ่งของกระดาษ ทำ
แผนที่สังเขป (ดังรูปที่ 4)
5.3 ตั้งเข็มทิศทำมุมเท่ากับที่วัดไว้ในพื้นที่จริงคือ 334 องศา แล้วนำไป
วางลงบนกระดาษทำแผนที่สังเขปให้ขอบฐานของเข็มทิศทาบพอดีกับจุด A ไปตามแนวขอบฐานของเข็มทิศ เท่ากับ 11 ซม.
5.4 ต่อจากจุด B ท่านก็วัดทิศทางไปยังจุดที่ท่านจะเดินทางต่อไปในภูมิ
ประเทศจริง และนำมาย่อลงโดยมาตราส่วนโดยวิธีดังกล่าวแล้วข้างต้น ท่านก็จะสามารถทำแผนที่สังเขปได้อย่างถูกต้อง






การหาทิศโดยไม่ใช้เข็มทิศ
1. การหาทิศโดยอาศัยดวงอาทิตย์
เราทราบแล้วว่าดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก และตกทางทิศตะวันตก ในตอน
เช้าเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น ถ้าเราหันหลังไปทางดวงอาทิตย์ ด้านหลังเราจะเป็นทิศตะวันตก ด้านซ้ายมือเราจะเป็นทิศเหนือ และด้านขวามือเราจะเป็นทิศใต้ แต่การโคจรของดวงอาทิตย์โดยธรรมชาตินั้นไม่คงที่ คือจะโคจรไปในขอบฟ้าด้านเหนือ (ตะวันอ้อมเหนือ) และโคจรไปในขอบฟ้าด้านใต้ (ตะวันอ้อมใต้) ส่วนวิถีโคจรที่ดวงอาทิตย์จะโคจรผ่านตรงศีรษะเราพอดีนั้น ในปีหนึ่ง ๆ จะมีเพียงวันเดียวเท่านั้นเป็นอย่างมาก
จากวิถีโคจรของดวงอาทิตย์ในวันหนึ่ง ๆ ของแต่ละฤดูกาล ย่อมทำให้วัตถุที่อยู่
กลางแจ้งมีเงาทอดไปในทิศทางต่าง ๆ โดยประมาณ ดังนี้
ฤดูตะวันอ้อมเหนือ (ประมาณเดือนเมษายนถึงสิงหาคม)
เช้า เงาจะทอดไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
เที่ยง เงาจะทอดไปทางทิศใต้
บ่าย เงาจะทอดไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
ฤดูตะวันอ้อมใต้ (ประมาณเดือนสิงหาคมถึงเมษายน)
เช้า เงาจะทอดไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
เที่ยง เงาจะทอดไปทางทิศเหนือ
บ่าย เงาจะทอดไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

2. การหาทิศโดยอาศัยดวงจันทร์
ดวงจันทร์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตก เช่นเดียวกับดวงอาทิตย์แต่
ดวงจันทร์สามารถบอกข้างขึ้นข้างแรมได้ คือเวลาข้างขึ้นดวงจันทร์จะหันด้านเว้าแหว่งไปทางทิศตะวันออก เวลาข้างแรมดวงจันทร์จะหันด้านเว้าแหว่งไปทางทิศตะวันออก

3. การหาทิศโดยอาศัยดวงดาว
โดยดูจากดาวเหนือ เพราะดาวเหนือจะอยู่ตรงบริเวณขั้วโลกเหนือตลอดเวลา การ
หาดาวเหนือมีวิธีหาโดยดูจาก



ก. กลุ่มดาวหมีใหญ่ หรือไทย เราเรียกว่า กลุ่มดาวจรเข้จะมีอยู่ 7 ดวงจากดาวคู่
หน้าสุด (ดวงที่ 1 และ 2) ถ้าลากเส้นสมมติต่อไปประมาณ 5 ½ จะพบดาวเหนือ
ข. กลุ่มดาวค้างคาว จะมีอยู่ 5 ดวง เป็นรูป W คว่ำ ถ้าเราลากเส้นสมมติจากดวง
ที่ 2 ลงมายังดาวดวงที่อยู่ใต้กลุ่มดาวค้างคาว ออกไปประมาณ 5 ½ เท่า ก็จะชี้ไปที่ดาวเหนือ


-------------------------------------------























ภาวะการเป็นผู้นำ เอกสารประกอบบทเรียน 22
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ถ้าเราจะลองถามผู้กำกับกลุ่มหรือผู้ตรวจการลูกเสือ ว่า “การเป็นผู้นำ” หมายความว่าอย่างไร ท่านจะได้รับคำตอบหลายอย่างแตกต่างกัน ส่วนมากไม่แนบเนียนกะทัดรัด ความคิดเห็นหลายเกี่ยวกับ “การเป็นผู้นำ” มาจากการทหาร ผู้มีชื่อเสียงในทางการทหารหลายคน ได้เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ อธิบายถึงความสำเร็จของการเป็นผู้นำว่าประกอบด้วยคุณลักษณะบางประการ เช่น กล้าหาญ เฉลียวฉลาด ยุติธรรม อันเป็นคุณลักษณะที่สำคัญ เช่นเดียวกับคุณลักษณะที่ต้องการสำหรับการดำเนินงานในกองลูกเสือ เราอยากจะมีชัยชนะในสงคราม เราจะทำให้คุณลักษณะของเราดีขึ้นได้อย่างไรจะเรียนรู้ได้โดยการเข้ารับการฝึกอบรมเช่นนั้นหรือ หรือว่าเราจะรับสมัครแต่บุคคลที่ “เกิด” มามีพรสวรรค์ในการเป็นผู้นำ โดยมอบบัญชีคุณลักษณะผู้นำที่ดีให้กรรมการพิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้ารับหน้าที่ ใครที่ไม่มีคุณลักษณะดังกำหนดไว้ในบัญชีก็สอบตกไปหรืออย่างไร ในกิจการลูกเสือ เราเอาใจใส่ในคุณสมบัติเหล่านี้มาก คุณลักษณะของบุคคลเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ความหมายของคำว่า “ผู้นำ” ที่ง่ายที่สุด และนิยมใช้กันมากที่สุด ก็คือ “กระบวนการที่บุคคลมีอำนาจหรืออิทธิพลต่อกิจกรรมของผู้หนึ่งผู้ใด หรือของกลุ่ม ในความพยายามเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย”
วิธีทางที่ผู้นำจะจัดการให้เป้าหมายของเขาประสบผลสำเร็จในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นอยู่มากกับแบบ (Style) หรือวิธีดำเนินการ (Operation)

หน้าที่ของผู้นำ
ความเป็นผู้นำที่ดี ก็คือ “ทำงานให้สำเร็จ” ผู้นำต้องการความสมดุลซึ่งอาจมีการกระทบกระทั้งกันเกี่ยวกับงานบ้าง หรือเกี่ยวกับกลุ่มหรือบุคคลบ้าง
งาน (Task) เป็นจุดมุ่งหมายของบทเรียน ซึ่งจะต้องสามารถปฏิบัติได้ และเกี่ยวข้องกับทักษะทางวิชาลูกเสือหลายประการ แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไปนัก
กลุ่ม (Group) ได้แก่ บุคคลที่กระทำงานร่วมกัน เพื่อพัฒนาให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวและประสบผลตามความมุ่งหมายที่ได้ร่วมกันตั้งไว้
บุคคล (Individual) ภายในกลุ่มจะมีบุคคลซึ่งมีแรงกระตุ้นและความต้องการที่จะได้รับการปฏิบัติโดยวิธีเฉพาะ เพื่อให้เกิดสมรรถนะสูง



พื้นฐานเหล่านี้มักจะไปกระทบกันบ่อย ๆ ด้วยความตั้งใจเกินไปที่จะให้ทุกคนประสบกับความต้องการของเขา จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ล้มเหลว แต่ก็ไปตรงกับจุดความต้องการของผู้อื่นได้เหมือนกัน ผู้นำจะต้องประเมินถึงสถานการณ์ต่าง ๆ ในเบื้องต้นไว้ด้วย
ตัวอย่าง ถ้าเราสนใจกับปัญหาของสมาชิกคนหนึ่งคนใดของกลุ่มมากเกินไป งานอาจจะไม่สำเร็จ และสิ่งนี้จะทำลายความสามัคคีหรือขวัญกำลังใจ (Morale) ของกลุ่มได้หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง สมาชิกคนหนึ่งคนใดได้รับการสนับสนุนและได้รับการร่วมมือให้ประสบความสำเร็จในงานที่เขาทำ และถ้าประสบผลสำเร็จ ก็จะช่วยยกระดับขวัญหรือกำลัง (Morale) ของสมาชิกผู้นำให้มีความรู้สึกที่ดี คือประสบความสัมฤทธิ์ผล (Achievement)

การตรวจสอบความเป็นผู้นำ ควรใช้คำถามกับกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งที่มีส่วนร่วม
- เพื่อให้งานสำเร็จ : - ฉันได้วางแผนกับกลุ่มอย่างละเอียดรอบคอบแล้วหรือ
- ฉันได้ประเมินผลเป็นระยะ ๆ คือ ระหว่างการทำงานนั้น กับเมื่อ
งานเสร็จแล้ว ได้ปฏิบัติเพียงพอแล้วหรือ
- เพื่อเชื่อมประสาน : - ฉันได้แบ่งปันความเป็นผู้นำให้กับพวกเขาหรือเปล่า
และจูงใจกลุ่ม - ฉันได้ค้นพบและใช้แหล่งวิชาจากกลุ่มหรือเปล่า
- ฉันได้ประสานให้เขาทำงานสำเร็จเป็นทีมหรือเปล่า
- ฉันให้ความเชื่อมั่น หรือให้ความสนใจกลุ่ม ได้มีโอกาส
เสนอแนะ อภิปรายงานกับบุคคลอื่น ภายนอกกลุ่มหรือเปล่า
- เพื่อเสริมกำลังใจ : - ฉันได้เข้าใจเป็นอันดีกับทุกอย่าง เช่น ข้อเท็จจริง เทคนิค และ
และช่วยเหลือเฉพาะ คุณค่าแล้วหรือ
ตัวบุคคล - ฉันมีความเห็นอกเห็นใจต่อสมาชิกทุกคน และรู้จักลักษณะ
นิสัยใจคอ และความต้องการของสมาชิกหรือเปล่า
- ฉันได้ช่วยเหลือทุกคนให้เรียนรู้เกี่ยวกับทักษะและความรู้ที่
กำหนดไว้ด้วยวิถีทางที่เขาเต็มใจจะรับความรู้แล้วหรือ
- ฉันได้ให้คำแนะนำปรึกษาแก่สมาชิกในการรู้จักตัดสินใจและ
รู้จักวิธีเอาชนะต่ออุปสรรคและความลำบากของบุคคลแล้วหรือ
- ฉันได้แนะนำตัวอย่างที่ถูกต้องต่อกลุ่มและบุคคล เพื่อให้เป็น
ตัวอย่างในการปฏิบัติตามแล้วหรือ


แบบภาวะของผู้นำ (Style)
1. แบบเผด็จการ (Autocratic) คือการสั่งการโดยผู้ใหญ่เป็นผู้ตัดสินใจ เหมาะ
สำหรับเด็กเล็กจนถึงวัยลูกเสือสำรอง (อายุ 8 – 11 ปี) เพราะยังเป็นเด็กเล็ก ไม่มีวุฒิภาวะที่สูงพอ ขาดความรู้และประสบการณ์ เพื่อความปลอดภัยและถูกต้อง ผู้ใหญ่จึงเป็นผู้ตัดสินใจให้
2. แบบประชาธิปไตย (Democratic) คือการให้กลุ่มตัดสินใจเอง หรือมีการตัด
สินใจร่วมกันระหว่างกลุ่มและผู้กำกับ แบบนี้ยังแบ่งออกให้เป็น 3 วิธีคือ
2.1 ประชาธิปไตยโดยให้คำปรึกษาหารือ หมายถึง ผู้กำกับหรือผู้นำเป็นผู้
เสนอปัญหาให้กลุ่มไปพิจารณาหาข้อมูลและหาข้อพิจารณา แล้วนำตัดสินใจร่วมกันกับผู้กำกับ
2.2 ประชาธิปไตยโดยแบบมอบอำนาจ คือ การที่ผู้กำกับให้กรอบอำนาจ
ไป และมอบอำนาจให้กลุ่มไปทำภายในขอบเขต กลุ่มตัดสินใจได้ภายในขอบเขตที่อำนาจมีอยู่
2.3 ประชาธิปไตยแบบไม่ผูกมัด คือ การที่ผู้กำกับหรือผู้นำยอมให้สมาชิก
ได้ชี้ระบุปัญหาต่าง ๆ ด้วยตนเองและหาทางแก้ไขเอาเอง
แบบประชาธิปไตยทั้ง 3 แบบ เป็นที่นิยมใช้ในกลุ่มของลูกเสือสามัญ ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ และลูกเสือวิสามัญ
3. แบบปล่อยตามเรื่อง (Laissez – Fair) เป็นภาวะผู้นำแบบตามใจกลุ่ม ผู้กำกับ
ไม่นำพาเรื่องราวต่าง ๆ ไม่ให้คำปรึกษา คำแนะนำ หรือคำตัดสินใจใด ๆ กลุ่มจะว่ากันไปอย่างไรก็แล้วแต่กลุ่มจะตัดสินใจกันเอาเอง

ฐานอำนาจของผู้นำ (Power Base) มีผลต่อประสิทธิภาพของตัวเขาเองอย่างเด่นชัด ซึ่งทำให้ผู้นำได้รับความร่วมมือจากหลายวิถีทาง คือ
1. ผู้ชำนาญการ ผู้ใดมีความชำนาญการ มีทักษะหรือความรู้ ย่อมช่วยการงานของ
(Expert Power) กลุ่มได้ และเป็นที่ยอมรับของกลุ่ม
2. ข่าวสารข้อมูล ผู้ใดมีข่าวสารข้อมูล หรือมีแหล่งที่จะเข้าถึงข่าวสารข้อมูล ย่อมทำ
(Information Power) ให้กลุ่มอยู่ในฐานะรับรู้ ดังนั้น ย่อมเป็นที่ยอมรับของกลุ่ม
3. ความเชื่อถือ ผู้ใดมีบุคลิกลักษณะและคุณสมบัติที่น่านิยมความคิดเห็นและทัศนคติ
(Referent Power) ของเขาย่อมเป็นที่ยอมรับของกลุ่ม





4. ความถูกต้องตามเกณฑ์ ผู้ใดได้รับการแต่งตั้งโดยชอบตามกฎเกณฑ์ขององค์การและยิ่งมี
(Legitimate Power) ตำแหน่งสูง ก็ย่อมได้รับการยอมรับมากขึ้น
5. รางวัล ผู้ใดมีความสามารถจัดรางวัลตอบแทนได้ ไม่ว่าจะเป็นเกียรติ
(Reward Power) หรือเป็นสิ่งของ ย่อมได้รับการยอมรับ
6. ความโยงใย ผู้ใดทำให้เห็นว่า เขาโยงใยกับผู้มีอิทธิพลหรือบุคคลสำคัญ ทั้งใน(Connection Power) และนอกกลุ่มได้ ย่อมได้รับการยอมรับ
7. การบังคับ การทำให้กลัว ถูกตำหนิ ลงโทษ ปลด ย่อมทำให้เกิดการเชื่อฟัง(Coarbive Power) ได้
ผู้นำทุกคนย่อมทำการโดยอาศัยฐานอำนาจหลาย ๆ อย่าง ซึ่งเป็นที่ทราบในวงการลูกเสืออยู่แล้ว แต่ผู้ที่ทำการได้ผล ย่อมจะรู้จักใช้ฐานอำนาจนี้ให้ต่าง ๆ กันไปตามสถานการณ์ และระดับวุฒิภาวะของสมาชิก
สำหรับบุคคลที่มีวุฒิภาวะสูง จะได้รับการสนับสนุนทางสังคมหรืออารมณ์ย่อมมีความจำเป็นน้อยกว่าการปล่อยให้เขารับผิดชอบตนเอง ส่วนผู้ที่มีวุฒิภาวะต่ำ ๆ ลงมาผู้นำคงจะต้องใช้วิธีส่งเสริมกำลังใจ ให้รางวัล หรือแม้แต่การบังคับ เพื่อให้บุคคลหรือกลุ่มทำงานอย่างได้ผล
แม้ว่าฐานอำนาจเหล่านี้จะมีอยู่พร้อมสำหรับผู้นำ แต่จริง ๆ แล้ว แต่ละคนก็มีอำนาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งหน้าที่การงาน หรือบุคลิกลักษณะของเขา ที่เห็นได้ชัดก็คือ ยิ่งเขามีตำแหน่งสูงเพียงไร เขาก็ย่อมมีขีดความสามารถที่จะให้รางวัล บังคับส่งเสริมกำลังใจ มีเส้นโยงใยกับผู้มีอำนาจอื่น และมีทางเข้าถึงข่าวสารข้อมูลได้มากขึ้น ดังนั้น ผู้กำกับลูกเสือจึงไม่มีฐานอำนาจเท่าเทียงกับผู้ตรวจการ เป็นต้น

ทักษะของผู้นำ (ผู้นำที่ดี)
ในขณะที่เรากำลังสำรวจดูหน้าที่ของความเป็นผู้นำภายในขอบเขตของการฝึกอบรม (Training Courese) ซึ่งอาจจะได้ผลน้อยที่จะจำกัดความได้ว่า ผู้นำที่ดีควรมีคุณลักษณะอย่างไร จะได้ประโยชน์มาก ถ้าหากในการอบรมเรื่องความเป็นผู้นำ เราจะให้สมาชิกช่วยกันคิดรายการ (List) คุณลักษณะของผู้นำที่สมาชิกรักใคร่ชอบพอและชมเชย และคิดว่าเขาจะทำตามลักษณะของผู้นำนั้นๆ รายการเช่นนี้เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า สมาชิกในกลุ่มนี้มีข้อตกลงหรือข้อคิดเห็นร่วมกัน และนั่นก็เป็นคุณลักษณะหลาย ๆ อย่างที่เป็นความคิดของสมาชิกเอง ไม่ใช่จากการอบรม




ทักษะผู้นำจะต้องแสดงให้ปรากฏผล อันแสดงถึงการมีความสามารถ
1. เป็นตัวอย่างที่ดี (ทั้งในด้านการแสดงออก การแต่งกาย และการเสนอความรู้)
2. เข้าใจถึงความต้องการ (Needs) และลักษณะนิสัยของสมาชิกในกลุ่ม
3. รู้และใช้บุคลากรในกลุ่มเป็น (ทักษะหรือด้านความรู้สดับตรับฟังความคิดเห็นในกลุ่ม)
4. มีการติดต่อประสานงานดี (กล่าวคือมีความสามารถรับ – ส่งข่าวสารซึ่งกันและกัน)
5. เตรียมแผนงานเป็น
6. ควบคุมและประสานงานในกลุ่มได้
7. ส่งเสริมให้สมาชิกได้มีโอกาสเป็นผู้นำบ้าง
8. รู้วิธีการประเมินผล
9. ช่วยให้ผู้อื่นเกิดการเรียนรู้
10. ให้คำแนะนำปรึกษาได้
คุณสมบัติของผู้นำ
ผู้นำย่อมมีคุณสมบัติเหนือบุคคลอื่น นอกจากจะเป็นผู้ที่กล้าหาญ เด็ดขาดอดทน และมีคุณธรรมอีกหลาย ๆ ข้อแล้ว ผู้นำยังควรมีคุณสมบัติตามความหมายของภาษาอังกฤษว่า “Leadership” อีก ดังนี้
L = Learner เป็นผู้ที่คงแก่เรียน มีความรู้ทันต่อโลก
E = Examplar เป็นตัวอย่างที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออก การแต่งกาย หรือ
ความรู้
A = Arbitration เป็นผู้ที่เด็ดขาด มั่นคง กล้าตัดสินใจ
D = Diligence เป็นผู้ขยันขันแข็ง
E = Expert เป็นผู้ชำนาญการ มีทักษะในวิชาบางประเภท
R = Responsibility เป็นผู้มีความรู้จักรับผิดชอบ
S = Solver เป็นผู้ที่สามารถแก้ไขปัญหาได้
H = Humanrelation มนุษยสัมพันธ์ที่ดี
I = Initiation มีความคิดริเริ่ม
P = Personality เป็นผู้มีบุคลิกดี เป็นที่น่านับถือ



กิจกรรมเกี่ยวกับการผจญภัย เอกสารประกอบบทเรียน 23
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ฐานที่...................
ลอดห่วงยาง
สมมติว่าหมู่ของท่านเดินทางไกลไปอยู่ค่ายพักแรมคราวหนึ่ง พอดีผ่านไปถึงบริเวณที่สมมติว่ามีการทดลองระเบิดนิวเคลียเต็มไปด้วยกัมมันตภาพรังสี แต่นับว่าโชคดีที่นักบุกเบิกรุ่นก่อน ๆ ได้นำห่วงยางที่เป็นฉนวนมากแขวงไว้หลายอัน
ให้หมู่ของท่านปรึกษากัน เพื่อพิจารณาว่าจะทำการลอดไปได้อย่างไรจึงจะปลอดภัย และให้ผ่านพ้นไปได้ภายใน 10 นาที เพราะห่วงยางกำลังจะเสื่อมคุณภาพ (หรือจะสมมติว่าข้าศึกกำลังจะตามทัน)

ฐานที่..............
ติดตามเอกสารลับทางราชการ
สมมติว่าหมู่ของท่านได้รับมอบหมายให้ติดตามเอกสารลับของทางราชการซึ่งฝ่ายตรงข้ามได้ลักลอบหลบหนีไป บังเอิญท่านตามไปพบที่ซ่อน แต่ฝ่ายข้าศึกได้ทำสิ่งกีดขวางล้อมรั้วกั้นไว้ หรือบางทีอาจจะมีกับระเบิดวางไว้รอบ ๆ บริเวณนั้น
ให้หมู่ของท่านคิดค้นหาวิธีการที่จะนำเอกสารลับของทางราชการโดยใช้อุปกรณ์เท่าที่หาได้รอบ ๆ บริเวณนั้น นำเอาเอกสารซึ่งวางอยู่ตรงกลางวงกลม (หรือรูปสี่เหลี่ยม) ออกมาให้ปลอดภัย และเสร็จภายใน 10 นาที
อุปกรณ์เท่าที่จะหาได้
1. ไม้ยาว 15 เมตร 1 ต้น
2. ไม้ยาว 10 เมตร 1 ต้น
3. เชือกยาว 20 เมตร 1 เส้น
4. เชือกผูกแน่น 4 เส้น






ฐานที่..................
ข้ามกำแพง
สมมติว่าหมู่ของท่านถูกคุมขับอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง ขณะที่ไปสืบข่าวสารของทางราชการ เมื่อท่านสืบได้แล้ว จะต้องหลบหนีออกจากที่คุมขังซึ่งมีเจ้าหน้าที่เดินตรวจตราอยู่อย่างเข้มแข็ง (เดินตรวจอยู่ตลอดเวลา)
มีทางเดียวที่จะหนีรอดไปได้ คือปีนขึ้นต้นไม้ ซึ่งกิ่งก้านออกนอกกำแพง และท่อระบายน้ำซึ่งเปิดฝาและน้ำในท่อแห้งพอที่จะหลบหนีไปได้
ให้หมู่ของท่าน ใช้เชือกซึ่งพอจะหาได้ผูกต่อกันยาวประมาณ 20 เมตร ปีนขึ้นต้นไม้ ผูกเงื่อนที่เป็นประโยชน์ที่ท่านเคยเรียนมาแล้ว โยนลงท่อที่เปิดฝาไว้ไปทีละคน ให้เสร็จภายใน 10 นาที ก่อนผู้คุมจะเดินผ่านมา

ฐานที่...................
ต้มน้ำชาบนต้นไม้
สมมติว่าหมู่ของท่านเดินทางไกลไปอยู่ค่ายพักแรม ขณะเดินทางนั้นบังเอิญเกิดดี เพรสชั่นฝนตก และน้ำป่าไหลบ่ามาอย่างรวดเร็ว นับว่าโชคดีที่มีผู้ใจบุญนำเครื่องดื่ม (โอวัลตินหรือชา) มาคอยต้อนรับท่าน
แต่น้ำท่วมสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเกือบจะถึง 3 เมตร ให้หมู่ของท่านเป็นต้นไม้ทุกคนแล้วนำอุปกรณ์ที่ผู้ใจบุญเตรียมไว้ให้ต้มน้ำชงเครื่องดื่มให้เสร็จภายใน 10 นาที

ฐานที่....................
ลำเลียงน้ำ
สมมติว่าหมู่ของท่านเดินทางไกลไปอยู่ค่ายพักแรมคราวหนึ่ง ไปพบครอบครัวของหญิงชราในหมู่บ้านซึ่งกันดารน้ำมาก หญิงชราได้ขอร้องให้หมู่ของท่านช่วยเหลือในการลำเลียงน้ำมาดื่มและใช้
ให้หมู่ของท่านใช้อุปกรณ์ที่พอจะหาได้ในบริเวณนั้น ช่วยเหลือหญิงชราภายในเวลาจำกัดคือ 10 นาที
อุปกรณ์และการเตรียม
1. เชือกยาวประมาณ 30 เมตร
2. กะทะเก่า ๆ ประมาณ 10 – 12 ใบ


3. ใช้เชือกร้อยหูกะทะข้างเดียว ร้อยเชือก สอดสิ่งกีดขวาง อาจจะเป็นถังน้ำมัน
200 ลิตรเก่า ๆ เจาะหัวท้าย รั้ว หรือกบไม้ ต่ำหรือสูงบ้าง เพื่อให้ลูกเสือได้ปรึกษาหารือและแก้ปัญหาในการผจญภัยวิบาก

ฐานที่.....................
การแข่งขันวิบาก
1. ปีนกำแพง
สมมติว่าหมู่ของท่านถูกคุมขังอยู่ในที่มีกำแพงล้อมรอบอย่างแน่นหนา ท่านมีความจำเป็นที่จะหาทางออก เพื่อนำข่าวสารสำคัญซึ่งเกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศชาติไปส่ง
มีทางเดียวเท่านั้นที่หมู่ของท่านจะหนีรอดไปได้โดยเดินข้ามสะพานไม้กลมลำเดียว แล้วปีนข้ามกำแพงด้านหนึ่งซึ่งเป็นทางจะปีนหนีออกไปได้
ให้หมู่ของท่านรีบปีนข้ามกำแพงออกไปทีละคน ให้เสร็จภายใน 10 นาที ก่อนผู้คุมจะผ่านมาถึง

ฐานที่......................
2. ข้ามสะพาน
สมมติวาหมู่ของท่านเดินทางออกลาดตระเวณ เพื่อความปลอดภัยของประเทศชาติและเดินทางมาถึงลำธารอีก และน้ำไหลเชี่ยว หมู่ของท่านจำเป็นจะต้องข้ามไป บังเอิญมีนักบุกเบิกรุ่นก่อน ๆ สร้างสะพานทิ้งไว้ ให้หมู่ของท่านปีนขึ้นต้นไม้และข้ามสะพานไปทีละ 1 คน ให้เสร็จภายใน 10 นาที

ฐานที่....................
3. สะพานลอยน้ำ
สมมติว่าหมู่ของท่านเดินทางไกลไปอยู่ค่ายพักแรม ขณะเดินทางได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าต้องการความช่วยเหลือจากท่านโดยรีบด่วน แต่ระยะทางที่ท่านจะไปถึงหมู่บ้านนั้นมีลำธารลึกและน้ำไหลเชี่ยวมาก นับว่าโชคดีที่นักบุกเบิกรุ่นพี่ได้ทำสะพานเชือกระหว่างเหล็กทิ้งไว้
ให้หมู่ของท่านพิจารณานำลูกหมู่ของท่านข้ามสะพานนี้ไป ให้เสร็จภายใน 10 นาที




ฐานที่......................
4. สะพานคอมมานโด
สมมติว่าหมู่ของท่านเดินทางผ่านป่าเขาเพื่อส่งข่าวให้กับหน่วยทหารหรือตำรวจ เพื่อให้ส่งกำลังมาป้องกันหมู่บ้าน ซึ่งกำลังถูกคุกคามจากฝ่ายข้าศึก แต่บังเอิญต้องข้ามเหวลึก นับว่าโชคดีที่นักบุกเบิกรุ่นก่อน ๆ ได้ทำสะพานทิ้งไว้
ให้หมู่ของท่านปีนข้ามสะพานไปทีละคน ให้เสร็จภายใน 10 นาที ก่อนข้าศึกจะตามมาทัน
หมายเหตุ บนสะพานมีสิ่งเกะกะอาจทำให้เกิดเสียงดัง อาจจะได้ยินไปถึงข้าศึก ขอให้เดินทางระมัดระวัง

ฐานที่...................
ไต้หน้าผา
มีหน้าผาสูงประมาณ 15 เมตร มีความลาดประมาณ 60 องศา และมีเชือกโปรยให้ไว้ ลูกเสือทุกคนต้องไต่ไปทีละคน แล้วเดินทางต่อไป

ฐานที่........................
หอคอย 10 นาที
สมมติว่าหมู่ลูกเสือของท่านไปชมขบวนแห่ครั้งหนึ่ง พบหญิงชราคนหนึ่งมาดูขบวนแห่ครั้งนี้ด้วย แต่มาสายไป ไม่สามารถมอบเห็นขบวนครั้งนี้ได้
ให้หมู่ลูกเสือของท่านจัดสร้างหอคอย โดยใช้วัสดุอุปกรณ์ที่พอจะหาได้ใกล้บริเวณนั้น (ไม้และเชือก) สร้างหอคอยให้หญิงชราผู้นั้นได้ดูขบวนก่อนที่จะเคลื่อนที่ผ่านไป
หมายเหตุ อุปกรณ์
1. ไม้ไผ่หรือไม้อื่น กลมขนาด 2 – 3 นิ้ว 16 อัน
2. เชือกประมาณ 20 เส้น
3. การสร้างที่ถูกต้องใช้ผูกประกบ 3 ขา แบบเลข 8
ก. ตะกรุดเบ็ด
ข. เหลือปลายเชือกเพื่อหักคอไก่แล้วแยกเป็น 3 ขา (ดังรูป)




ค. ผูกประกบ 3 ขา 3 ชุด แล้วนำมาตั้งเป็นเสา พันด้วยเงื่อนตะกรุดเบ็ด
เป็นนั่งร้านให้หญิงชรายืน

ฐานที่........................
สะพานไม้กลม
ให้ข้ามสะพานไม้กลม โดยจะมีไม้เสากลม อาจเป็นไม้ไผ่หรือไม้จริง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 นิ้ว ซึ่งวางทอดไว้จากริมฟากหนึ่งไปยังอีกฟากหนึ่ง ระยะระหว่างริมหนึ่งถึงอีกริมหนึ่ง กว้างประมาณ 6 เมตร ลูกเสือจะต้องเดินผ่านไปบนไม้กลมที่วางไว้ทีละคนจนหมดหมู่ของตน

ฐานที่.......................
สะพานเชือก
ให้ไต่สะพานเชือก ซึ่งขึงจากต้นไม้ต้นหนึ่ง (หรือตอม่อ) ไปยังต้นไม้อีกต้นหนึ่งสูงจากพื้นดิน 3 เมตร ระยะของเชือกที่ขึงยาว 6 เมตร การไต่นั้นจะใช้แขนโหนไปทีละข้างหรือจะใช้เท้าช่วยก็ได้ ตามความถนัด แต่ต้องข้ามไปให้ได้โดยไม่ต้องลงพื้นดิน
หมายเหตุ สะพานเชือกนี้ผู้สอนต้องสร้าง (เป็นฐาน) ไว้ก่อนล่วงหน้า และมีคำสั่งให้ลูกเสือ
ปฏิบัติพร้อมในตารางให้คะแนน

ฐานที่.......................
เดินไม้ขาหย่างหรือเดินไม้เท้าสูง
สมมติว่าหมู่ของท่านเดินทางไกลไปอยู่ค่ายพักแรม (ผจญภัย) บังเอิญเดินไปถึงบริเวณที่เต็มไปด้วยโคลนเดือด กว้างประมาณ 10 เมตร แต่ระยะทางยาวมาก นับว่าโชคดีที่นักบุกเบิกรุ่นก่อน ๆ ได้ทำไม้เดินเท้าสูง (ดูรูป) กับเชือกขนาดยาวประมาณ 15 เมตร ทิ้งไว้
ให้หมู่ของท่านพิจารณาหาทางใช้อุปกรณ์ดังกล่าว เดินทางข้ามบริเวณโคลนเดือดนี้ให้เสร็จภายใน 10 นาที







ฐานที่....................
ไต่สะพานเชือก
สมมติว่าหมู่ของท่านเดินทางไกลไปอยู่ค่ายพักแรมคราวหนึ่ง บังเอิญระยะทางที่ที่จะผ่านไปมีลำคลองเก่า ๆ เต็มไปด้วยโคลนสกปรกและลึกมาก อาจจะเป็นอันตราย
นับว่าท่านโชคดีที่มีนักบุกเบิกรุ่นก่อน ๆ ได้ขึงเชือกทิ้งไว้ 1 เส้น สูงจากพื้นดิน (ริมฝั่งและบริเวณที่เป็นโคลนประมาณ 3 เมตร และมีไม้สำหรับค้ำยันยาวประมาณ 3 เมตรครึ่ง) ให้หมู่ของท่านปรึกษาหารือพิจารณาหาทางเดินข้ามไปทีละคน ให้เสร็จภายใน 10 นาที

ฐานที่.....................
หนีไฟ
สมมติว่าหมู่ของท่านออกไปสำรวจและขึ้นไปบนชั้นสูงสุดของธนาคารหลังบังเอิญเกิดไฟไหม้ขึ้น ท่านจำเป็นต้องหนีเอาตัวรอด มีทางเดียวที่จะหนีไปได้ คือหนีลงทางบันไดหนีไฟทีละ 1 คน ให้เสร็จภายใน 10 นาที ก่อนจะเป็นอันตราย
หมายเหตุ บันไดหนีไฟเป็นบันไดเวียนที่แคบมาก

ฐานที่......................
สะพานลิง
ให้ลูกเสือเดินทางผ่านสะพานลิงไปทีละคนจนหมดหมู่ ผู้ประจำฐานจะเซ็นชื่อให้

ฐานที่.....................
ข้ามลำธาร
สมมติว่าหมู่ของท่านเดินทางไกลไปอยู่ค่ายพักแรม (แต่งเครื่องแบบครบชุดสำหรับเดินทางไกล) บังเอิญมีลำธารลึกพอจะข้ามไปได้โดยง่าย บริเวณที่ท่านจะต้องข้ามไปมีต้นไม้แข็งแรงที่พอจะผูกเชือกโหนข้ามไปได้
ให้หมู่ของท่านพิจารณาหาทางใช้เชือกที่เตรียมไปและวิชาเงื่อนที่ได้เรียนมาผูก และโหนข้ามไปให้เสร็จภายใน 10 นาที





ฐานที่.......................
ปิดตากางเต็นท์
สมมติว่าหมู่ของท่านเดินทางไกลไปอยู่ค่ายพักแรมคราวหนึ่ง เกือบจะถึงจุดหมายปลายทางอยู่แล้ว บังเอิญเกิดพายุพัดแรง ฝนทำท่าจะตก และมืดจนไม่สามารถจะมองเห็นได้
ให้หมู่ของท่านใช้ผ้าผูกคอปิดตากางเต็นท์ที่ท่านนำไปด้วย (เต็นท์ 5 ชาย) ให้เสร็จภายใน 10 นาที ก่อนฝนจะตก
หมายเหตุ คำสั่งของท่านอาจจะเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสมกับสภาพของท้องถิ่น
ของประเภทของลูกเสือ

ฐานที่.............................
ปิดตาไต่เขา
สมมติว่าหมู่ของท่านเดินทางไกลไปอยู่ค่ายพักแรมคราวหนึ่ง พอดีเดินทางไปถึงเชิงเขา (หรือป่า ฯลฯ) แล้วแต่ภูมิประเทศในท้องถิ่นของท่าน บังเอิญค่ำมืดลง (หรือสมมติว่าเกิดสุริยุปราคาชนิดเต็มดวง) มือมิดไปหมด ท่านจำเป็นจะต้องเดินทางต่อไป บังเอิญมีทางที่จะพอเดินทางต่อไปได้โดยไต่ตามเส้นเชือกที่นักบุกเบิกรุ่นก่อน ๆ ได้ขึงเชือกทิ้งไว้
ให้หมู่ของท่านปรึกษาหารือว่าจะทำการเดินทางอย่างไรจึงจะปลอดภัย และไม่หลงทาง หรือพลัดจากหมู่ของท่าน ให้เสร็จภายใน 15 นาที
หมายเหตุ 1. คำสั่งอาจจะสมมติว่ามีข้าศึกตามมา
2. การให้คะแนน ดูการตัดสินใจของหมู่และระบบหมู่
3. การผูกเชือก อาจจะคดไปคดมา ผูกสูง – ต่ำบ้าง เพื่อการวิบาก
4. เมื่อสมมติว่ามืด ทุกคนต้องปิดตาโดยใช้ผ้าผูกคอผูกตา


---------------------------------------------




บทบาทหน้าที่ของผู้บริหารการลูกเสือและสนับสนุนกิจการลูกเสือ เอกสารประกอบบทเรียน 24
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

11) จัดตั้งตำแหน่งกิตติมศักดิ์และตำแหน่งอื่นใดที่มิได้สรรจุไว้ในพระราชบัญญัติ
12) กำกับดูแลกิจการลูกเสือชาวบ้าน
1.2.2 ผู้อำนวยการลูกเสือจังหวัด
- บริหารลูกเสือในจังหวัด
1.2.3 ผู้อำนวยการลูกเสืออำเภอ
- บริหารการลูกเสืออำเภอ

2. บทบาทในการบริหารของผู้บริหาร
- ระดับชาติ นโยบาย พิจารณารายงาน แนะนำผู้บริหาร
- ระดับจังหวัด ส่งเสริม พิจารณารายงาน แนะนำผู้บริหาร
- ระดับอำเภอ ส่งเสริม พิจารณารายงาน แนะนำผู้บริหาร
เป็นบทบาทในการบริหารระดับจังหวัด
2.1 องค์กร
2.1.1 คณะกรรมการลูกเสือจังหวัด
2.1.2 ผู้อำนวยการลูกเสือจังหวัด (ผู้บริหาร)
2.1.3 สำนักงานคณะกรรมการลูกเสือ
2.2 การบริหาร
2.2.1 วางแผน คณะกรรมการลูกเสือจังหวัด
2.2.2 ปฏิบัติการ กระจายไปยังหน่วยในจังหวัดที่กองลูกเสือ
สังกัดอยู่
2.2.3 ประเมินผล คณะกรรมการลูกเสือจังหวัด
2.3 บทบาทของผู้บริหารระดับจังหวัด
2.3.1 ในฐานะกรรมการโดยตำแหน่งในคณะกรรมการลูกเสือจังหวัด
1) ด้านส่งเสริม
2) พิจารณารายงาน
3) แนะนำผู้บริหาร





2.3.2 ในฐานะรับผิดชอบกองลูกเสือในจังหวัด
1) บทบาทในการตั้งกองลูกเสือ
2) บทบาทในการฝึกอบรมผู้บังคับบัญชา
3) บทบาทในการกำกับดูแลการฝึกอบรมลูกเสือ ณ โรงเรียนตามหลักสูตร
4) บทบาทในการส่งเสริม
- หาทุน
- ขวัญ
5) บทบาทในการประสานกับส่วนที่เกี่ยวข้องและการลูกเสือกับชุมชน


----------------------------------------



















บทบาทหน้าที่ของผู้บริหารการลูกเสือและสนับสนุนกิจการลูกเสือ เอกสารประกอบบทเรียน 24/1
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
บทบาทของศึกษาธิการจังหวัด (รองผู้อำนวยการลูกเสือจังหวัด)
1. ผู้บริหาร (PROFESSIONAL SCOUTER)
1.1 วางแผนพัฒนา
1.2 ดำเนินงานตามกฎหมายและนโยบาย
1.3 ควบคุมดูแลกองให้ดำเนินไปตามเป้าหมาย
1.4 จัดพัฒนาบุคลากรทางลูกเสือ
1.5 สนับสนุน ส่งเสริม ให้กำลังใจ
1.6 ประสานงาน – กองสำนักงาน
1.7 ช่วยแก้ปัญหา
1.8 จัดหาเอกสาร ตำรา คู่มือ
1.9 หาทุน
1.10 จัดทำรายงาน
2. หัวหน้าผู้บังคับบัญชา
2.1 เชี่ยวชาญทางการลูกเสือ
2.2 สนใจทางวิชาการ การเรียนการสอน
2.4 เป็นผู้รวบรวมเอกสาร ตำรา คู่มือผู้บังคับบัญชา
2.5 เร่งเร้าให้ผู้บังคับบัญชาทำงานตามเป้าและฝึกฝนตน
2.6 ทำตนเป็นตัวอย่างและเป็นที่พึ่งได้
3. หัวหน้าคณะผู้ให้การฝึกอบรม
3.1 ต้องได้ แอล.ที. หรือ เอ.แอล.ที.
3.2 ควบคุมการฝึกอบรม
3.3 พัฒนาวิธีการฝึกอบรม
3.4 สามารถเป็นผู้อำนวยการฝึกได้
3.5 จัดทำคู่มือการฝึกอบรม




4. พี่เลี้ยง
4.1 ให้คำปรึกษา
4.2 ให้กำลังใจ
4.3 สนับสนุน
4.4 ที่ปรับทุกข์
5. ผู้ช่วยศึกษาธิการเขต
5.1 สนับสนุนทางวิชาการ
5.2 ควบคุมการตรวจกอง
5.3 ควบคุมดูแลการจัดทำทะเบียนผู้บังคับบัญชาลูกเสือ กองลูกเสือ
5.4 รวบรวมรายงาน
สิ่งที่ท่านพึงระวัง
1. อย่าคิดว่าลูกเสือคืองานฝาก
2. อย่าทำงานลูกเสือเพียงเพื่อประจบนาย
3. อย่าใช้กิจกรรมลูกเสือไปแสวงหาผลประโยชน์ให้ตน
4. จงอย่าลืมว่าคนเก่งกว่าท่านยังมี
5. อย่าปล่อย
6. อย่าบ้า
มาตรา 26 ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการลูกเสือจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด และศึกษาธิการจังหวัด เป็นรองผู้อำนวยการลูกเสือจังหวัด และผู้ช่วยศึกษาธิการ จังหวัดเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการลูกเสือจังหวัด มีหน้าที่บริหารการลูกเสือในจังหวัด
มาตรา 27 ให้มีสำนักงานคณะกรรมการลูกเสือจังหวัด โดยมีศึกษาธิการจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชา รับผิดชอบและให้มีเจ้าหน้าที่ตามสมควร
ข้อ 39 สำนักงานคณะกรรมการลูกเสือจังหวัด เป็นศูนย์กลางในการปกครองบังคับบัญชาลูกเสือในจังหวัด โดยมีศึกษาธิการจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ
ข้อ 49 ภายใต้มาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.ลูกเสือ พ.ศ.2507 การบริหารลูกเสือในจังหวัดมีดังนี้
1. ควบคุมดูแลกิจการลูกเสือให้เรียบร้อย ถูกต้อง ตามระเบียบแบบแผน





2. บอกระเบียบเพิ่มเติม เพื่อความเหมาะสมแก่การปกครองในจังหวัด ซึ่งต้องไม่
ขัดแย้งกับกฎหมาย ระเบียบแบบแผน หรือข้อบังคับคณะลูกเสือแห่งชาติ
3. จัดตั้งกลุ่มลูกเสือ/กองลูกเสือ
4. จัดตั้งผู้บังคับบัญชาลูกเสือ/ผู้ตรวจการลูกเสือ/กรรมการลูกเสือ/เจ้าหน้าที่ลูกเสือ
5. จัดให้มีทะเบียนและสถิติต่าง ๆ เกี่ยวกับลูกเสือ
6. จัดควบคุมดูแลทรัพย์สิน/ทะเบียนการเงิน พัสดุของลูกเสือให้เรียบร้อยและเป็น
ปัจจุบัน
7. จัดส่งรายงานประจำปี และรายงานอื่นตามที่สำนักงานคณะกรรมการบริหารลูก
เสือแห่งชาติกำหนด
8. จัดให้มีการฝึกอบรมผู้บังคับบัญชาลูกเสือ/นายหมู่ลูกเสือ/ลูกเสือทุกประเภท
9. วางแผนกิจกรรมประจำปี แล้วจัดตั้งกรรมการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือกิจการลูกเสือ
10. ส่งเสริมกิจกรรมต่อไปนี้เป็นพิเศษ คือ เดินทางไกล/อยู่ค่ายพักแรม/การบำเพ็ญสาธารณประโยชน์/การฝึกอบรมวิชาพิเศษลูกเสือ



-----------------------------------------------














โครงการฝึกอบรมและตรวจขั้นที่ 5 เอกสารประกอบบทเรียน 25
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
(สำเนา)
ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ
ว่าด้วย
การฝึกอบรมผู้บังคับบัญชาลูกเสือเพื่อรับเครื่องหมายวูดแบดจ์
ระดับผู้นำ พ.ศ.2532
---------------------------------
ตามที่สำนักงานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ให้ออกประกาศใช้ระเบียบเรื่องการฝึกอบรมผู้บังคับบัญชาลูกเสือเพื่อรับเครื่องหมายวูดแบดจ์ ลงวันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2521 แล้วนั้น
บัดนี้ โดยคำแนะนำของคณะอนุกรรมการลูกเสือฝ่ายฝึกอบรม ซึ่งได้ดำเนินการปรับปรุงแผนการฝึกอบรมผู้บังคับบัญชาลูกเสือแห่งชาติใหม่เพิ่มเติม โดยเพิ่มประเภทการฝึกอบรมผู้บังคับบัญชาลูกเสือในระดับผู้นำ สำหรับผู้บังคับบัญชาลูกเสือที่เป็นผู้บริหารกิจการลูกเสืออีกประเภทหนึ่งคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ จึงเห็นสมควรปรับปรุงแผนการฝึกอบรมผู้บังคับบัญชาลูกเสือแห่งชาติเสียใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวของสำนักงานลูกเสือโลก
ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความนมาตรา 18 (8) แห่งพระราชบัญญัติลูกเสือ พ.ศ.2507 คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ จึงวางระเบียบว่าด้วยการฝึกอบรมผู้บังคับบัญชาลูกเสือเพื่อรับเครื่องหมายวูดแบดจ์ไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ว่าด้วยการฝึกอบรมผู้บังคับบัญชาลูกเสือ เพื่อรับเครื่องหมายวูดแบดจ์ ระดับผู้นำ พ.ศ.2532”
ข้อ 2 การฝึกอบรมผู้บังคับบัญชาลูกเสือเพื่อรับเครื่องหมายวูดแบดจ์ ระดับผู้นำแบ่งออกเป็น 5 ขั้น คือ
ขั้นที่ 1 ขั้นความรู้ทั่วไป General Information Course
ขั้นที่ 2 ขั้นความรู้เบื้องต้น Basic Unit Leader Training Course (B.T.C.)
ขั้นที่ 3 ขั้นฝึกหัดงาน In – Service Traiuning





ขั้นที่ 4 ขั้นความรู้ชั้นสูง Advanced Unit Leader Training Course
(A.T.C.)
ขั้นที่ 5 ขั้นปฏิบัติการและประเมินผล Applecation and Evaluation
ข้อ 3 ขั้นที่ 1 ขั้นความรู้ทั่วไป
วัตถุประสงค์
(1) เพื่อจูงใจผู้บังคับบัญชาลูกเสือใหม่ และผู้บริหารกิจการลูกเสือให้มีความเข้าใจในขบวนการลูกเสือ อันเป็นวิธีการฝึกอบรมเด็กและเยาวชนให้มีประโยชน์ต่อสังคมตลอดจนตัวเด็กและเยาวชนนั่นเอง
(2) เพื่อให้มีความเข้าใจถึงจุดหมายและสาระสำคัญของการลูกเสือ
รายละเอียดในการฝึกอบรม มีดังนี้
1. กำหนดระยะเวลาฝึกอบรม 1 วัน (ประมาณ 8 ชั่วโมง)
2. ผู้ที่จะเข้ารับการฝึกอบรม ได้แก่ ผู้บริหารงานลูกเสือที่มีอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป
3. ผู้รับผิดชอบในการดำเนินงาน
ส่วนกลาง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการลูกเสือกรุงเทพมหานคร สโมสรลูกเสือ และกรมต่าง ๆ ในกระทรวงศึกษาธิการ
ส่วนภูมิภาค ได้แก่ สำนักงานศึกษาธิการเขต สำนักงานคณะกรรมการลูกเสือจังหวัด สำนักงานคณะกรรมการลูกเสืออำเภอ และสโมสรลูกเสือ
4. ผู้อำนวยการฝึกอบรม ได้แก่ ผู้ที่ได้รับวุฒิ เอ.แอล.ที. หรือ แอล.ที. แล้วและ
ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการฝึกอบรม
5. ผู้อำนวยการฝึกอบรมเป็นผู้ลงนามในวุฒิบัตร มอบให้เมื่อเสร็จสิ้นการฝึกอบรม
และให้ผู้อำนวยการฝึกอบรมรายงานผลไปยังผู้อนุมัติให้มีการฝึกอบรม
6. อาจมีการเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมในการฝึกอบรมตามสมควร เพื่อใช้จ่ายเป็นค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์ ค่าจัดพิมพ์เอกสาร และอื่น ๆ
ข้อ 4 ขั้นที่ 2 ขั้นความรู้เบื้องต้น







วัตถุประสงค์
(1) เพื่อให้มีความเข้าใจว่ากำหนดการของลูกเสือแต่ละประเภทได้จัดขึ้นเพื่อสนองความต้องการของเด็กและเยาวชน กับทั้งสนองวัตถุประสงค์ของคณะลูกเสือแห่งชาติ
(2) เพื่อให้มีความรู้ในการจัดวางแผนกำหนดการฝึกอบรม
(3) เพื่อให้สามารถเป็นผู้บริหารงานลูกเสือในระดับต่าง ๆ ได้ ทั้งสามารถนำกำหนดการที่วางแผนไว้แล้ว ไปใช้ในทางที่ก่อให้เกิดความสนใจ สร้างความกระตือรือร้นและมีความหมายแก่ลูกเสือ
รายละเอียดในการฝึกอบรม มีดังนี้
1. กำหนดระยะเวลาฝึกอบรม 3 วัน โดยอยู่ประจำ ณ ค่ายฝึกอบรม
2. ผู้เข้ารับการฝึกอบรม ขั้นความรู้เบื้องต้น จะต้องได้รับการฝึกอบรม ขั้นความรู้ทั่วไปมาก่อน
3. ผู้รับผิดชอบในการดำเนินงาน
ส่วนกลาง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการลูกเสือกรุงเทพมหานคร สโมสรลูกเสือ และกรมต่าง ๆ ในกระทรวงศึกษาธิการ
ส่วนภูมิภาค ได้แก่ สำนักงานศึกษาธิการเขต สำนักงานคณะกรรมการลูกเสือจังหวัด สำนักงานคณะกรรมการลูกเสืออำเภอ และสโมสรลูกเสือ ซึ่งได้รับอนุญาตจากสำนักงานศึกษาธิการเขต โดยเสนอเรื่องผ่านสำนักงานคณะกรรมการลูกเสือจังหวัด
4. ผู้อำนวยการฝึกอบรม ได้แก่ ผู้ที่ได้รับวุฒิ เอ.แอล.ที. หรือ แอล.ที. แล้วและ
ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการฝึกอบรม
คณะผู้ให้การฝึกอบรมประกอบด้วยผู้ที่ได้รับวุฒิ เอ.แอล.ที. หรือ แอล.ที. หรือได้ผ่านการฝึกอบรม ขั้น เอ.แอล.ที. หรือ แอล.ที.ซี. มาแล้ว
ผู้อำนวยการฝึกอบรม อาจเชิญผู้ที่ได้รับเครื่องหมายวูดแบดจ์ หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะวิชามาเป็นวิทยากรพิเศษได้ตามที่เห็นสมควร
5. ผู้อำนวยการฝึกอบรมเป็นผู้ลงนามในวุฒิบัตร มอบให้ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมเมื่อ
เสร็จสิ้นการฝึกอบรม พร้อมด้วยห่วงสามผ้าผูกคอแบบกิลเวลล์
6. การรายงานผล เมื่อเสร็จสิ้นการฝึกอบรมแล้ว ให้มีการรายงานผลภายใน 15 วัน





ส่วนกลาง ผู้อำนวยการฝึกอบรมรายงานผลต่อสำนักงานคณะกรรมการบริหารลูก
เสือแห่งชาติ
ส่วนภูมิภาค ผู้อำนวยการฝึกอบรมรายงานผลต่อสำนักงานคณะกรรมการลูกเสือจังหวัดเพื่อเสนอไปยังสำนักงานศึกษาธิการเขต และสำนักงานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ตามลำดับ
7. ให้มีการเก็บเงินค่าธรรมเนียมในการฝึกอบรมตามสมควร เพื่อใช้จ่ายเป็นค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์ ค่าจัดพิมพ์เอกสาร และอื่น ๆ กับให้เก็บเงินสมทบทุน บี.พี. จากผู้เข้ารับการฝึกอบรมคนละ 10 บาท แบ่งให้ผู้จัดการฝึกอบรมครึ่งหนึ่ง และให้นำส่งสำนักงานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติอีกครึ่งหนึ่ง เพื่อนำไปใช้จ่ายในการส่งเสริมการฝึกอบรมลูกเสือกในโอกาสต่าง ๆ
ข้อ 5 ขั้นที่ 3 ขั้นฝึกหัดงาน
วัตถุประสงค์
(1) เพื่อนำความรู้ที่ได้เรียนมาแล้วในขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 ไปใช้ในการฝึกอบรม ลูกเสือ
(2) เพื่อสนับสนุนให้มีการศึกษาหาความรู้ภาคปฏิบัติเพิ่มเติม โดยการไปดูงานแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด และประสบการณ์กับผู้บังคับบัญชาลูกเสืออื่น
(3) เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่
รายละเอียดในการฝึกหัดงาน มีดังนี้
1. กำหนดระยะเวลา 4 เดือน
2. ผู้เข้ารับการฝึกหัดงาน ได้แก่ ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม ขั้นความรู้ทั่วไป และขั้นความรู้เบื้องต้น
3. การดำเนินการฝึกหัดงาน
3.1 ทำการบริหารงานลูกเสือในความรับผิดชอบด้วยความเรียบร้อย
3.2 เข้าร่วมในการวางแผนและปฏิบัติกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น การสะกดรอย การเดินทางสำรวจ การเดินทางไกล การอยู่ค่ายพักแรม ฯลฯ อย่างน้อย 1 ครั้ง
3.3 ไปดูกิจการลูกเสือของกองลูกเสืออื่นนอกจากกองลูกเสือของตน




4. ผู้รับผิดชอบในการรับรองการฝึกหัดงาน ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้แก่ ผู้ตรวจการลูกเสือ รองผู้ตรวจการลูกเสือ ผู้ช่วยผู้ตรวจการลูกเสือ ผู้อำนวยการลูกเสือจังหวัด ผู้อำนวยการลูกเสืออำเภอ ซึ่งได้รับเครื่องหมายวูดแบดจ์แล้ว
ข้อ 6 ขั้นที่ 4 ขั้นความรู้ชั้นสูง
วัตถุประสงค์
(1) เพื่อเป็นการพัฒนาต่อเนื่องกันทั้งในด้านการเป็นผู้นำ และทักษะในการฝึก อบรมเด็กและเยาวชน
(2) เพื่อเป็นการเพิ่มประสบการณ์ในการฝึกอบรม และทักษะที่จำเป็นในการฝึก อบรมเด็กและเยาวชน
(3) เพื่อให้สามารถทำหน้าที่ผู้บริหารงานลูกเสือ
รายละเอียดในการฝึกอบรม มีดังนี้
1. กำหนดระยะเวลาฝึกอบรม 7 วัน โดยอยู่ประจำ ณ ค่ายฝึกอบรม
2. ผู้เข้ารับการฝึกอบรม ได้แก่ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือที่ได้ผ่านการฝึกอบรม ขั้นความรู้เบื้องต้น ระดับผู้นำ มาแล้วไม่น้อยกว่า 4 เดือน และได้ผ่านการฝึกหัดงานขั้นที่ 3 มาแล้วด้วย
3. ผู้รับผิดชอบในการดำเนินงาน
ส่วนกลาง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ หรือสำนักงานคณะกรรมการลูกเสือกรุงเทพมหานคร สโมสรลูกเสือ และกรมต่าง ๆ ในกระทรวงศึกษาธิการซึ่งได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ
ส่วนภูมิภาค ได้แก่ สำนักงานศึกษาธิการเขต หรือสำนักงานคณะกรรมการลูกเสือจังหวัด สำนักงานคณะกรรมการลูกเสืออำเภอ และสโมสรลูกเสือ ซึ่งได้รับอนุญาตจากสำนักงานศึกษาธิการเขต โดยเสนอเรื่องผ่านสำนักงานคณะกรรมการลูกเสือจังหวัด และให้สำนักงานศึกษาธิการเขตลำดับเลขรุ่นจากสำนักงานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ
4. ผู้อำนวยการฝึกอบรม ได้แก่ ผู้ที่ได้รับวุฒิ แอล.ที. แล้ว และได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการฝึกอบรม
คณะผู้ให้การฝึกอบรม ประกอบด้วยผู้ที่ได้รับวุฒิ แอล.ที. หรือ เอ.แอล.ที มาแล้ว





ผู้อำนวยการฝึกอบรมอาจเชิญผู้ที่ได้รับเครื่องหมายวูดแบดจ์ หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ
วิชา มาเป็นวิทยากรพิเศษได้ตามที่เห็นสมควร
5. ผู้อำนวยการฝึกอบรมเป็นผู้ลงนามในวุฒิบัตร มอบให้ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมเมื่อเสร็จสิ้นการฝึกอบรม
6. การรายงานผล เมื่อเสร็จสิ้นการฝึกอบรมแล้ว ให้มีการรายงานผลภายใน 15 วัน
ส่วนกลาง ผู้อำนวยการฝึกอบรมรายงานผลต่อสำนักงานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ
ส่วนภูมิภาค ผู้อำนวยการฝึกอบรมรายงานผลต่อสำนักงานคณะกรรมการลูกเสือจังหวัด เพื่อเสนอไปยังสำนักงานศึกษาธิการเขต และสำนักงานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ตามลำดับ
7. ให้มีการเก็บเงินค่าธรรมเนียมในการฝึกอบรมตามสมควร เพื่อใช้จ่ายเป็นค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์ ค่าจัดพิมพ์เอกสาร และอื่น ๆ กับให้เก็บเงินสมทบทุน บี.พี. จากผู้เข้ารับการฝึกอบรม คนละ 10 บาท แบ่งให้ผู้จัดการฝึกอบรมครึ่งหนึ่ง และให้นำส่งสำนักงานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติอีกครึ่งหนึ่ง เพื่อนำไปใช้จ่ายในการส่งเสริมการฝึกอบรมลูกเสือในโอกาสต่างๆ
ข้อ 7 ขั้นที่ 5 ขั้นปฏิบัติการและประเมินผล
วัตถุประสงค์
(1) เพื่อนำความรู้ที่ได้รับมาจากการฝึกอบรมตั้งแต่ขั้นที่ 1 – 4 ไปใช้ในการฝึกอบรมลูกเสือ
(2) เพื่อส่งเสริมการฝึกอบรมตนเองให้ดียิ่งขึ้น
(3) เพื่อประเมินผลขั้นสุดท้ายว่าสมควรได้รับเครื่องหมายวูดแบดจ์หรือไม่
รายละเอียดในการปฏิบัติการและประเมินผล มีดังนี้
1. เมื่อผู้บังคับบัญชาลูกเสือได้ผ่านการฝึกอบรม 4 ขั้น ดังกล่าวข้างต้นมาแล้วให้นำ ความรู้และทักษะที่ได้รับจากการฝึกอบรมไปดำเนินการในกองลูกเสือของตน เป็นเวลาอย่างน้อย 4 เดือน นับจากวันสิ้นสุดการฝึกอบรม ขั้นความรู้ชั้นสูง ในระหว่างนั้นให้เสนอรายงานขอให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมาตรวจและประเมินผลการปฏิบัติงาน




การเสนอรายงานขอให้มีการตรวจขั้นปฏิบัติการและประเมินผลเช่นว่านี้ จะต้องกระทำภายในกำหนดเวลา 2 ปี นับจากวันสิ้นสุดการฝึกอบรม ขั้นความรู้ชั้นสูง
2. การตรวจและการประเมินผลนั้น จะเกี่ยวข้องกับภาคปฏิบัติเป็นส่วนใหญ่ เช่น ในเรื่องการวางแผนกำหนดการ การปฏิบัติกิจกรรมกลางแจ้ง การฝึกสอนลูกเสือ และการปฏิบัติตามพิธีการต่าง ๆ ของลูกเสือ
3. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในการตรวจขั้นปฏิบัติการและประเมินผล
ส่วนกลาง ได้แก่ ผู้อำนวยการกองลูกเสือ หรือบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจากเลขาธิการคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ
ส่วนภูมิภาค ได้แก่ ศึกษาธิการเขต หรือบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจากเลขาธิการ คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ
4. ให้ผู้อำนวยการกองลูกเสือ ผู้อำนวยการลูกเสือกรุงเทพมหานคร ศึกษาธิการเขตหรือผู้อำนวยการลูกเสือจังหวัด เสนอนามผู้บังคับบัญชาลูกเสือ วุฒิ แอล.ที. หรือ เอ.แอล.ที. ที่มีคุณลักษณะสมควรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในการตรวจขั้นปฏิบัติการและประเมินผล ไปยังเลขาธิการคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ เพื่อพิจารณาแต่งตั้งต่อไป
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเช่นว่านี้ให้มีอายุปฏิบัติหน้าที่ได้คราวละ 4 ปี นับแต่วัน แต่งตั้ง
5. เสนอรายงาน ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในการตรวจขั้นปฏิบัติการและประเมินผล เสนอผลรายงานการตรวจประเมินผลต่อผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปจนถึงสำนักงานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ
6. ให้สำนักงานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ เสนอรายชื่อผู้ที่เห็นสมควรได้รับเครื่องหมายวูดแบดจ์ 2 ท่อน และประกาศนียบัตร ไปยังผู้ตรวจการลูกเสือฝ่ายฝึกอบรมเพื่อพิจารณาอนุมัติ
ข้อ 8 ในกรณีที่เห็นสมควร เพื่อส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของกิจการลูกเสือ ให้ผู้ตรวจการลูกเสือฝ่ายฝึกอบรมมีอำนาจผ่อนผันหลักเกณฑ์การฝึกอบรมตามขั้นต่าง ๆ ได้ตามควรแก่กรณี






ให้ใช้ระเบียบนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2532
(ลงชื่อ) พลเอก มานะรัตนโกเศศ
(มานะ รัตนโกเศศ)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ประธานคณะกรรมกาบริหารลูกเสือแห่งชาติ


----------------------------------------------






















แผนปฏิบัติการส่วนตัว เอกสารประกอบบทเรียน 26

เอกสารการศึกษาเพิ่มเติม ฉบับที่ 3
ตอบทุกข้อ ก่อนตอบให้ศึกษาคำแนะนำ เกี่ยวกับการตอบคำถามให้เข้าใจดีเสียก่อน
1. ก. ทำอย่างไรที่จะทำให้กฎและคำปฏิญาณได้รับการปฏิบัติให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ประจำ
วันของลูกเสือ
ข. ทำอย่างไรที่ผู้กำกับฯ จะทำตัวเองให้เข้าใจถึงกฎและคำปฏิญาณลึกซึ้ง
2. ท่านทำอย่างไรที่จะทำให้ลูกเสือของท่านเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งถึงการที่จะเลื่อนเป็นลูกเสือ
สามัญรุ่นใหญ่หรือวิสามัญ และการเชื่อมโยงระหว่างกองลูกเสือสามัญกับสามัญรุ่นใหญ่
และวิสามัญ
3. ก. อธิบายถึงกิจกรรมพิเศษของกองลูกเสือ นอกเหนือจากกิจกรรมประจำซึ่งได้ปฏิบัติไปใน
เร็ว ๆ นี้
ข. ท่านมั่นใจหรือหว่าลูกเสือที่มีอายุมากในรุ่นนั้น ๆ จะได้รับการฝึกให้สมอายุและความ
สามารถ
ค. จงอธิบายว่าท่านได้เชื่อมโยงการวางแผนกำหนดการที่ท่านได้เริ่มมาในการฝึกอบรมวิชา
ผู้กำกับลูกเสือ ขั้นความรู้ชั้นสูง กับโครงการต่าง ๆ ในกองลูกเสือของท่านไว้อย่างไรบ้าง
ง. ท่านนำเอาบรรยากาศกลางแจ้งมาให้กับการประชุมภายในห้องประชุมได้อย่างไรบ้าง
จ. ท่านจะช่วยให้ลูกเสือที่มีความประสงค์จะเข้าช่วยในกิจกรรมของลูกเสืออากาศหรือลูก
เสือสมุทร ได้ปฏิบัติตามที่เขาต้องการได้อย่างไรบ้าง
4. อธิบายถึงการเตรียมการต่าง ๆ ที่ท่านพึงกระทำเมื่อมีการประชุมนายหมู่ การประชุมนี้มีบ่อย
ครั้งหรือไม่มีใครประชุมบ้าง และภาระงานได้แบ่งกันในหมู่สมาชิกอย่างไร เรื่องประชุม
ครั้งหลังสุดมีเรื่องอะไรบ้าง และท่านเกี่ยวข้องด้วยอย่างไร ท่านใช้การประชุมนี้อย่างไรใน
การชักจูงใจให้หมู่ต่าง ๆ ทำกิจกรรมด้วยตนเอง
5. จงอธิบายว่าจะทำอย่างไร ถ้ามีเด็กสองคนในกองของท่าน คนหนึ่งมีปัญหาและต้องการ
คำแนะนำจากท่าน อีกคนหนึ่งเป็นเด็กที่มีปัญหา หรือก่อปัญหาในระหว่างการประชุมกองหรือในการอยู่ค่ายพักแรม ให้ประเมินความลำบากของปัญหาทั้งสองนี้ และท่านคิดว่าจะช่วยเหลือหรือแก้ปัญหาได้อย่างไร




6. ก. ท่านมีบทบาทอะไรในกองลูกเสือภายในอำเภอของท่าน
ข. ท่านจะทำอย่างไรให้ลูกเสือของท่านรู้ว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของพี่น้องลูกเสือโลก
7. สำหรับผู้กำกับ
ก. ท่านจะใช้รองผู้กำกับและผู้สอนของท่านอย่างไร เพื่อว่าท่านจะมีคณะทำงานที่มีประ
สิทธิภาพ ท่านจะมั่นใจได้อย่างไรว่ารองผู้กำกับของท่านจะมีประสบการณ์กว้างขวางขึ้น
และจะเป็นผู้ที่ได้รับการฝึกอย่างดี
ข. ท่านวางโครงการที่จะฝึกตัวท่านเองอย่างไม่เป็นพิธีการอย่างไร
สำหรับรองผู้กำกับ
ก. เลือกวิชาพิเศษที่ท่านสนใจ โดยความร่วมมือจากผู้กำกับอื่นและวิทยากรอื่นจะปฏิบัติ
กิจกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อแนะนำวิชานี้ให้แก่ลูกเสือ ทำรายงานสั้น ๆ แสดงถึง
ความสนใจในกิจกรรมนี้ และบอกด้วยว่าท่านวางแผนที่จะใช้กิจกรรมนี้สอนลูกเสือที่มี
ความสนใจอย่างไร
ข. ท่านมีแผนอะไรที่ท่านจะทำให้ตัวท่านมีประสบการณ์กว้างขึ้นในวิชาต่าง ๆ ที่จะช่วยลูก
เสือของท่าน

1. ความมุ่งประสงค์ของการตรวจมีอย่างไรบ้าง
ส่วนบุคคล - ความสะอาดและความเรียบร้อย
- รู้ว่ามีปัญหาอะไร และแยกปัญหานั้น ๆ ออกได้
ส่วนรวม - ความภาคภูมิใจในหมู่ของตน
- การเป็นอยู่โดยมีระเบียบ
เครื่องมุ่งห่ม - แยกของเปียกชื้นออกจากของแห้ง
- แยกของสะอาดออกจากของสกปรก
อาหาร - การหุงหาอาหารถูกอนามัย รวมทั้งการเก็บรักษาด้วย
- การทิ้งเศษอาหารอย่างถูกอนามัย
หม้อ จาน ชาม - สะอาด และเก็บเรียบร้อย
ไฟ - การควบคุมและขนาดของกองไฟ
- การจัดหาฟืน




เตาไฟ - การเก็บรักษาเชื้อเพลิง
- การบำรุงรักษา
2. ผู้กำกับควรหวังมาตรฐานเพียงไร
- ขึ้นอยู่กับอายุ ประสบการณ์ และมาตรฐานภายในหมู่ที่มีอยู่แล้ว
- เด็กเล็กย่อมต้องการความสนใจมากกว่า และต้องการคำแนะนำมากกว่าเด็กโต
- เด็กโต ควรส่งเสริมให้สร้างมาตรฐานให้สูงเพื่อประโยชน์ของตัวเอง และเป็นตัวอย่างแก่เด็กรุ่นเล็กกว่า
3. การตรวจควรมีบ่อยครั้งเพียงไร
- ขึ้นอยู่กับอายุ และประสบการณ์ของหมู่
- เด็กเล็กชอบทำให้สม่ำเสมอ
- เด็กโตต้องการคำเตือน
- การตรวจมิควรให้เป็นเรื่องการควบคุมของผู้ใหญ่ตามพิธีการ
- การตรวจในบางสิ่งบางอย่าง บางโอกาส และการไปดูแลเป็นครั้งคราว โดยผู้กำกับและนายหมู่ ควรกระทำบ้าง
- การตรวจในตอนเช้า ในวันแรก ๆ ของการไปพักแรม ช่วยสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยในที่ตั้งค่ายของแต่ละหมู่
4. ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบในการตรวจ
- ในตอนแรก ๆ เป็นความรับผิดชอบของผู้กำกับและรองผู้กำกับ
- เป็นความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างหัวหน้านายหมู่และนายหมู่ทุกคน
5. จะส่งเสริมให้ลูกเสือบรรลุมาตรฐานสูงในการอยู่ค่ายพักแรมได้อย่างไร
- ลูกเสือควรซาบซึ้งในความมุ่งประสงค์ของการตรวจ
- การชมเชยดีกว่าการติเตียน
- ให้รางวัลความเพียรพยายามที่ดี
- พยายามรับรู้มาตฐานอันสูงโดยทั่วไปมากกว่าที่จะชมเชยที่ดีที่สุดอย่างเดียว
- ควรฝึกอบรมลูกเสือให้เป็นส่วนหนึ่งของกำหนดการฝึกอบรมก่อนไปพักแรม
- ส่งเสริมประเพณีการรักษามาตรฐานสูงภายในหมู่ ในที่ประชุมนายหมู่
- แสดงความคิดเห็นของตนกับนายหมู่แต่ละคนเป็นครั้งคราว ให้คำชมเชย หรือคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ตามที่เห็นสมควร

----------------------------------------------

หมู่ลูกเสือภาคปฏิบัติ (1) เอกสารพิเศษ
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

แบบต่าง ๆ ของการเป็นผู้นำ
ถ้าหากจะส่งเสริมให้เด็กได้พัฒนาเป็นรายบุคคลแล้ว เด็กในวันต่างกันย่อมต้องการแบบของผู้นำที่ต่างกันด้วย ตามภาพข้างบนนี้ ได้อธิบายความจริงข้อนี้ไว้อย่างง่าย ๆ โดยส่วนรวมแล้ว เด็กเล็กต้องพึ่งผู้ใหญ่ มีน้อยรายที่จะตัดสินในด้วยตัวเอง แต่เมื่อมีอายุประมาณ 1 ปี เด็กมีความสามารถที่จะตัดสินใจหรือเลือกการกระทำใด ๆ ด้วยตนเองได้
กิจการลูกเสือมีอิทธิพลต่อเด็กประมาณครึ่งทาง ตามเส้นแบ่งในภาพ กล่าวคือลูกเสือสำรองเริ่มตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนถึง 11 ขวบ เด็กอาจจะตัดสินใจกระทำอะไรด้วยตนเองประมาณครึ่งหนึ่ง เมื่ออายุเพิ่มขึ้น การตัดสินด้วยตนเองก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว จะสังเกตได้เด่นชัดเมื่อเขาอายุได้ประมาณ 11 – 16 ปี อันเป็นวัยของลูกเสือสามัญ และแน่นอนเหลือเกิน แบบของการเป็นผู้นำก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย ผู้กำกับเริ่มจะถอยไปอยู่เบื้องหลังมากขึ้นเมื่อเด็กเริ่มก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ สามารถจะทำการตัดสินใจได้มากขึ้นดังจะเห็นได้ในลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ในวัยนี้เด็กย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม สามารถตัดสินใจหรือเลือกกระทำการใด ๆ ด้วยตัวของเขาอย่างสมบูรณ์
สำหรับลูกเสือสำรอง ผู้ที่เป็นผู้นำมีความรับผิดชอบเป็นส่วนใหญ่ในการบริหารการลูกเสือ แม้บางครั้งบางคราวจะปล่อยให้ลูกเสือที่อายุมากตัดสินใจกระทำการใดด้วยตนเองก็ตาม สำหรับลูกเสือสามัญการบริหารกองลูกเสือและการตัดสินใจ ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับที่ประชุมนายหมู่ภายในการแนะแนวของผู้กำกับสามัญ ขณะเดียวกับลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่และลูกเสือวิสามัญ การบริหารและการปกครองลูกหมู่เป็นของลูกเสือทั้งสิ้น ในการจัดทำกำหนดการและการปกครองตนเอง ทั้งนี้ ภายใต้การแนะนำของคณะกรรมการบริหารฯ
สิ่งสำคัญคือ ผู้นำจะต้องทราบว่าแบบของการเป็นผู้นำที่จัดขึ้นในประเภทลูกเสือสามัญนั้น สัมพันธ์กับวัยของเด็กอายุระหว่าง 8 – 20 ปี
ในบางครั้งการมองภาพที่ใช้ไว้ข้างต้นนั้นอย่างผิวเผิน อาจจะทำให้เกิดผลเสียได้ เนื่องจากภาพที่เขียนไว้นั้นเป็นเพียงการชี้แนะโดยทั่ว ๆ ไปเท่านั้น การตัดสินของผู้นำและสมาชิกขึ้นอยู่กับผู้กำกับแต่ละคนและเด็กของเขา อย่างไรก็ตาม ถ้าหากจะให้ลูกเสือได้ประสบการณ์จากกิจการลูกเสือให้มากพอแล้ว ผู้กำกับควรจะให้โอกาสแก่เด็กแต่ละคนได้มีโอกาสพัฒนาทักษะในการตัดสินใจและเลือกด้วยตนเอง ถ้าหากผู้กำกับตัดสินใจด้วยตนเองทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดอะไรจะเกิดขึ้น

วิธีการนี้ บางครั้งเรียกว่าเป็นแบบของการเข้าถึงเด็กลูกเสือ โดยการ “สั่ง”
ตามวิธีนี้ผู้กำกับจะเป็นผู้สั่งการ บิก ชักจูงให้ลูกเสือทำตามผู้กำกับต้องการ
ผู้กำกับตัดสินใจ วางแผน จัดการ บริหารงาน และทุกอย่างให้เด็ก
ผู้กำกับเป็นผู้มีเสียงสุดท้าย
เด็กไม่มีความรับผิดชอบอย่างจริงจังแต่ประการใดเลย
วิธีการที่กล่าวมาข้างต้นนั้น จะมีผลดีในระยะเวลาสั้น ได้ผลงานเร็ว อาจนำไปใช้ในสถานการณ์ที่มีอันตราย หรือสถานการณ์ที่ต้องการความเร็ว เป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม วิธีการอันนี้ไม่เหมาะสมที่จะนำไปใช้เพื่อช่วยให้ลูกเสือถึง
ศักยภาพในการเป็นคนอย่างสมบูรณ์ เพราะไม่ได้ส่งเสริมให้เด็กคิดและตัดสิงใจ แลหาวิธี
ช่วยตัวของตัวเอง
ถ้าผู้กำกับร่วมกับนายหมู่และลูกเสือในการตัดสินใจ จะเกิดผลอย่างไร
วิธีการนี้บางอย่างเรียกว่า เป็นแบบการเข้าถึงลูกเสือโดยการ “ไม่สั่ง” ในวันนี้
ผู้กำกับแบ่งสรร ปรึกษาหารือ มอบภาระเกี่ยวกับการตัดสินใจร่วมกับลูกเสือ
- ผลของการตัดสินใจ จะให้ใครอื่นทำบางไหม
- เราได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ เมื่อได้ร่วมงานกับนายหมู่ลูกเสือและลูกเสือ
ทั้งหลายแล้ว
ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับระบบหมู่
คำนิยาม ระบบหมู่เป็นวิธีการที่จะส่งเสริมเด็กให้มีพัฒนาการส่วนบุคคลโดยให้เด็กได้เลือกปฏิบัติกิจกรรมที่ตนเองชอบด้วยตนเอง หมู่ลูกเสือมีเด็กอายุ 14-15 ปี คนหนึ่งเป็นหัวหน้าเด็กเหล่านี้ เป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบ มีทักษะในการวางแผน รู้จักการรับผิดชอบ และการการประสานงานในหมู่ของตน กับสมาชิกในหมู่แต่ละคน ตลอดจนการพัฒนาตนเอง
การประชุมนายหมู่
คำนิยาม-เสมอแนะ ที่ประชุมนายหมู่มีความรับผิดชอบโดยการวางแผนส่งเสริม สนับสนุน และการฝึกอบรมเพื่อกิจกรรมของลูกเสือทั้งหมอ และนายหมู่แต่ละคนโดยเฉพาะเพื่อ สร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรและความสัมพันธ์อันดีในระหว่างเพื่อนสมาชิก


--------------------------------------------



คำนำ

เอกสารประกอบการฝึกอบรมวิชาผู้บังคับบัญชาลูกเสือระดับผู้นำ ขั้นความรู้ชั้นสูง ฉบับนี้ สำนักงานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ โดยฝ่ายฝึกอบรมได้ปรับปรุงเพื่อให้มีเนื้อหาสาระถูกต้อและครบถ้วน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ขอขอบคุณสำนักงานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ พันเอก สุรพิชญ์ อมรวิเชษฐ์ ผู้ทรงคุณวุฒิของสภาลูกเสือแห่งชาติ นายธนยศ ศรีรัตน์ ผู้ตรวจการลูกเสือประจำสำนักงานบริหารลูกเสือแห่งชาติ นายสมควร เย็นใจ นักพัฒนาทรัพยากรบุคคล 8 ว. สำนักการลูกเสือยุวกาชาด และกิจการนักเรียน ที่ได้มาเป็นผู้อำนวยการฝึก รองผู้อำนวยการฝึก ผู้ประสานงานโครงการและประเมินผลการฝึกอบรม
เอกสารประกอบการฝึกอบรมฉบับนี้ คงจะเป็นประโยชน์กับผู้บังคับบัญชาลูกเสือ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาลูกเสือให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น


สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1

















สารบัญ
หน้า
1. เอกสารหมายเลข 1 ภูมิหลังการลูกเสือโลก 1
2. เอกสารหมายเลข 2 วินัยแลชะความเป็นระเบียบเรียบร้อย 16
3. เอกสารหมายเลข 3 ประวัติการลูกเสือไทย 22
4. เอกสารหมายเลข 4 โครงสร้างคณะลูกเสือแห่งชาติ 38
5. เอกสารหมายเลข 5 สาระสำคัญของการลูกเสือ 45
6. เอกสารหมายเลข 6 คำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ 50
7. เอกสารหมายเลข 7 บทบาทและความรับผิดชอบของผู้กำกับลูกเสือ 57
8. เอกสารหมายเลข 8 กลุ่มบุคคลและการทำงานร่วมกัน 71
9. เอกสารหมายเลข 9 การประชาสัมพันธ์ 77
10. เอกสารหมายเลข 10 การลูกเสือกับชุมชน 88
11. เอกสารหมายเลข 11 การบันเทิงในกองลูกเสือ 100
12. เอกสารหมายเลข 12 กลุ่มเฉพาะกิจ 102
13. เอกสารหมายเลข 13 กิจกรรมกลางแจ้ง 114
14. เอกสารหมายเลข 14 แรงจูงใจ 117
15. เอกสารหมายเลข 15 ทักษะวิชาลูกเสือ 119
16. เอกสารหมายเลข 16 การชุมนุมรอบกองไฟ 135
17. เอกสารหมายเลข 17 ทักษะวิชาบุกเบิก 141
18. เอกสารหมายเลข 18 ระบบหมู่และการฝึกอบรมนายหมู่ 147
19. เอกสารหมายเลข 19 การวางแผนกำหนดการฝึกอบรม 153
20. เอกสารหมายเลข 20 หลักการเดินทางไกลและการอยู่ค่ายพักแรม 163
21. เอกสารหมายเลข 21 การเดินทางสำรวจ 168
22. เอกสารหมายเลข 22 ภาวะการเป็นผู้นำ 175
23. เอกสารหมายเลข 23 กิจกรรมเกี่ยวกับการผจญภัย 180
24. เอกสารหมายเลข 24 บทบาทหน้าที่ของผู้บริหารการลูกเสือฯ 187
25. เอกสารหมายเลข 25 โครงการฝึกอบรมและการตรวจขั้นที่ 5 193
26. เอกสารหมายเลข 26 แผนปฏิบัติการส่วนตัว 201