ฝากความคิดถึง
[ลูกบ้านSignIn][เจ้าบ้านSignIn]
ยินดีต้อนรับ
ผลงานบางส่วน
อาลัยจุก เบี้ยวสกุล
แลกเปลี่ยนผลงาน
รูป ผลงาน
รูป จุก เบี้ยวสกุล
คือจุลศักดิ์ อมรเวช
Chat Room

ติดต่อเจ้าบ้าน
[895516]



   คือ จุก เบี้ยวสกุล...จุลศักดิ์ อมรเวช...I did it my way.

http://art-ann.pantown.com โดย..กลุ่มหลานคุณตาหมู

นักเขียนการ์ตูนไทยแห่งศตวรรษที่ ๒๐

.........ก่อนปีคริสต์ศักราช ๒๐๐๐ จะผ่านไป ลมหายใจของการ์ตูนไทยรวยรินใกล้จะสิ้นแรง เพราะอิทธิพลการ์ตูนจากแดนอาทิตย์อุทัยเข้ามายึดพื้นที่ตลาดการ์ตูนไทยเกือบหมดสิ้น มีนักเขียนการ์ตูนสำหรับเยาวชนเพียงไม่กี่คนที่ยืนหยัดรักษาอาชีพเขียนการ์ตูนของตนเองไว้ได้จนถึงต้นศตวรรษที่ ๒๑ บุคคลดังกล่าวนั้นก็คือ ราช เลอสรวง กับ จุก เบี้ยวสกุล ในขณะที่มิตรสหายร่วมเส้นทางการเขียนการ์ตูนของเขาเลือนหายไปทีละคนสองคน ไม่ว่า ระย้า, ราชัน, ดอน, วินิจ และคนอื่นๆ
ราช เลอสรวง แม้จะรักษาฝีมือฉกาจฉกรรจ์ไว้ได้อย่างคงเส้นคงวา แต่บทบาทของบรรณาธิการหนังสือ ทำให้ราช เลอสรวง ต้องวางพู่กันไว้ในลิ้นชักโต๊ะนานทีเดียว และเพิ่งมาฟิตจัดงัดพู่กันขึ้นมาสะบัดอีกครั้งก็ตอนที่ถูกสบประมาทฝีมือจากบุรุษนิรนาม นั่นเป็นผลงานที่ประกาศฝีมือให้ผู้ดูหมิ่นเสือเฒ่าต้องหลบตา ระวิ โหลทอง แห่งสยามสปอร์ต เก็บรักษาต้นฉบับผลงานอมตะชิ้นนั้นไว้ด้วยความชื่นชม
สำหรับ จุก เบี้ยวสกุล (จุลศักดิ์ อมรเวช) ผู้เป็นเพื่อนดำ-แดง ปี ๒๕๐๐ มาด้วยกัน เขามุ่งมั่นในอาชีพเขียนการ์ตูนเรื่อยมา แม้จะทิ้งจังหวะไปบ้างแต่ก็ไม่นานจนคนอ่านลืมนามปากกาของเขา และเขาก็ทำงานเขียนการ์ตูนที่เขารักมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ จนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายของชีวิตเมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๗


ประวัติชีวิตเบื้องต้น และการเขียนการ์ตูนเรื่อง “เจ้าชายผมทอง”

จุก เบี้ยวสกุล เป็นนามปากกาที่เขาตั้งขึ้นเองเพื่อใช้เป็นนามแฝงสำหรับเขียนนิยายภาพ ชื่อจริงของเขาคือ จุลศักดิ์ อมรเวช เกิดเมื่อวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นบุตรของนางฉาย และนายจวน อมรเวช บ้านเกิดของเขาคือซอยสารภี ย่านถนนลาดหญ้า ฝั่นธนบุรี
จุลศักดิ์ อมรเวช เรียนหนังสือระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดวิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
ต่อมาเขาได้สอบเข้าเรียน สายวิชาชีพช่างที่โรงเรียนเพาะช่าง ซึ่งเวลานั้น (พ.ศ. ๒๕๐๐) มีสายวิชาฝึกหัดครูวิจิตรศิลป์ หัตถกรรม และศิลปะประยุกต์ เขาเรียนในแผนกศิลปะประยุกต์ และหยุดเรียนไปเมื่ออยู่ปีที่ ๒
ก่อนที่ จุลศักดิ์ อมรเวช จะเข้ามาเรียนเพาะช่าง เขาเริ่มเขียนการ์ตูนให้สำนักพิมพ์บางกอก ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่ผลิตหนังสือมีชื่อเสียงย่านถนนหลานหลวง งานเขียนการ์ตูนชิ้นแรกคือนิยายภาพเรื่อง “จอมอภินิหาร” (Superman) โดยเขียนต่อจากที่ “หลังฉาก” (ชุมพร แก้วสาร) เขียนค้างไว้ก่อนจะเสียชีวิต
จุลศักดิ์ อมรเวช เขียน “จอมอภินิหาร” ขณะที่เรียนเพาะช่างปีที่ ๑ เนื่องจากเขารักการวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก และรักการวาดการ์ตูนเป็นชีวิตจิตใจ หลังจากเขียน “จอมอภินิหาร” จบลง เขาก็เริ่มคิดเขียนนิยายภาพด้วยสมองของเขาเอง ตอนเขียน “จอมอภินิหาร” มีผู้เขียนบทให้ เขาเขียนเฉพาะภาพในเรื่องเท่านั้น
ขณะเรียนเพาะช่างปีที่ ๒ บทบาทของจุลศักดิ์ อมรเวช เริ่มสนใจด้านดนตรีและเพลงสากล เนื่องจากเวลานั้นเพลงของ เอลวิส เพรสลีย์ ได้รับความนิยมสูงสุด โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น จุลศักดิ์ อมรเวช ชอบเพลงของเอลวิสมาก เขาร้องเลียนเสียงเอลวิสได้ใกล้เคียงมาก นักเรียนเพาะช่างที่ร้องเพลงเอลวิส เพรสลีย์ ได้ดีที่สุดคือ โอสถ เกศโสภา เวลามีงานโรงเรียนทีไรเป็นหนีไม่พ้นนักร้องสมัครเล่นสองคนนี้
เพลงเอลวิส เพรสลีย์ ที่จุลศักดิ์ชอบคือเพลง “มิสเทอรีเทรน” เขาเคยเขียนบันทึกไว้ในเรื่องสั้น “นักเขียนการ์ตูนใหญ่” ความตอนหนึ่งว่า
“ผมไม่ใช่ลูกเศรษฐี แต่มีสตางค์ ที่เฉลิมไทยนี่ผมไปบ่อยเพราะอยู่ใกล้แหล่งกัน ไปถึงก็ต้องหยอดเพลงโปรด ‘มิสเทอรีเทรน’ ของเอลวิส เพรสลีย์ เป็นเพลงร็อก-อะบิลลี กีตาร์โขลกกระหึ่มเร้าใจ เสียงเอลวิสกังวานแหลมโหยหวน... ความว่ารถไฟมาถึงแล้ว มีรถพ่วงในขบวน ๑๖ คัน รถขบวนยาวสีดำ... มันมาพรากแม่สาวน้อยของข้าไป... เพลงนี้ปัจจุบันผมก็ยังฟังอยู่ นัยว่าเพื่อรำลึกความหลัง”
จุลศักดิ์ อมรเวช เข้าไปเฉียดเฉี่ยวกับกลุ่มวัยรุ่นโก๋หลังวังบูรพาบ้างเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ไปร่วมแจมตีกับใครๆ เลิกเรียนที่เพาะช่างแล้วแวะกินดื่มที่ “ร้านหรดี” ซึ่งเป็นร้านของสมาชิก “โก๋หลังวัง” และเขาก็มีชื่ออยู่ในกลุ่มนี้ด้วยคนหนึ่งเหมือนกัน เวลานั้นลูกดำ-แดงมีสายเลือดศิลปินเต็มตัว เรียนวาดรูปไปด้วยเขียนการ์ตูนขายไปด้วย ไม่ว่า ราช เลอสรวง หรือจุลศักดิ์ อมรเวช หรือ “ระย้า” (จั๊กจั่น) หรือปราจิณ เอี่ยมลำเนา (ดร. ปราจิณ เอี่ยมลำเนา) เจ้าพ่อมอเตอร์โชว์ และเจ้าของนิตยสารกรังด์ปรีซ์ หรือแม้แต่ เสวก ว่องกสิกร ก็เขียนการ์ตูนขาย เช่นเดียวกับ ’รงค์ ประภาสะโนบล แห่งชัยพฤกษ์การ์ตูน ส่วนเพื่อนพ้องอีกคน ประสิทธิ์ ชำนาญไพร เล่นดนตรีเรียนหนังสือที่ “นครถ้ำ” วังบูรพา
ในช่วงปี ๒๕๐๑ จุลศักดิ์ อมรเวช เริ่มเขียนการ์ตูนที่เป็นสไตล์ของตัวเอง โดยเขียนบทการ์ตูนเองและเขียนภาพประกอบพร้อมเสร็จโดยฝีมือของเขาคนเดียว นิยายภาพ หรือการ์ตูน (คอมิก) เรื่องแรกคือเรื่อง “เจ้าชายผมทอง”

นิยายภาพเรื่องยอดเยี่ยมของยุคนี้
เจ้าชายผมทอง
อิทธิฤทธิ์!! ปาฏิหาริย์!! ตื่นเต้น!!

จุก เบี้ยวสกุล : สร้างภาพ

ตัวหนังสือหน้าแรกขึ้นต้นอย่างนี้ ส่วนภาพประกอบเป็นเจ้าชายถือดาบอยู่ในมือ ผมสีทอง ทะยานเข้าต่อสู้กับยักษ์ร้าย ซึ่งยืนผงาดอยู่กลางหมู่เมฆ
ผู้ที่เขียนปก “เจ้าชายผมทอง” คือ สุรินทร์ ปิยานันท์ นักเขียนปกชั้นครูในวงการช่างเขียนมือหนึ่งในยุคนั้น
การนำเสนอนิยายภาพ “เจ้าชายผมทอง” ในช่วงที่เรียนเพาะช่าง เมื่อปรากฏว่าการ์ตูนที่เขาเขียนขายดี ทางสำนักพิมพ์ก็ต้องจี้ตามต้นฉบับเพื่อให้ได้ต้นฉบับพิมพ์วางตลาดทุก ๑๕ วัน การ์ตูน ๓๐ หน้า ราคาปก ๒.๕๐ บาท ยอดพิมพ์มากพอดู เพราะยุคนั้นไม่มีคู่แข่งมากอย่างทุกวันนี้
ผลจากการที่นิยายภาพหรือการ์ตูนชุด “เจ้าชายผมทอง” ขายดีนี้เอง ทำให้จุลศักดิ์ อมรเวช ตัดสินใจหยุดเรียนที่เพาะช่าง เขียนการ์ตูนเพียงอย่างเดียว
การ์ตูนสำหรับสังคมไทยในสมัยนั้น ผู้ที่เขียนเรื่องเองและเขียนภาพเองมีเพียงไม่กี่คน เช่น อดิเรก, มนต์, ปรีชา กิ่มมณี, ปรีชา ชวนเสถียร, ตุ๊กตา (พิมล กาฬสีห์) เป็นต้น ส่วนใหญ่การ์ตูนหรือนิยายภาพมักจะนำเอาเรื่องนิทานของ ปานทอง, เสรี เปรมฤทัย มาทำบทแล้วเขียนภาพประกอบ อย่างเรื่อง “เจ้าชายกาลี” ที่เขียนภาพโดย ฉลอง ธาราพรรค์ นั้นก็เป็นเรื่องของคนอื่น เรื่อง “ตะเพียนทอง” ที่คนติดกันงอมแงม และเขียนภาพโดย นิวัตน์ ธาราพรรค์ (ราช เลอสรวง) นั้นก็เขียนบทการ์ตูนจากนิทานของ เสรี เปรมฤทัย หรือแม้แต่เรื่อง “ล่าหัวใจยักษ์” เขียนภาพโดย สัมพันธ์ ก้องสมุทร (ระย้า, จั๊กจั่น) ก็เขียนบทการ์ตูนจากเรื่องของ เสรี เปรมฤทัย ส่วน “ราชันย์” เริ่มเขียนภาพประกอบการ์ตูนจากนิทานเรื่อง “โอรสกับธิดา” ของเสรี เปรมฤทัย เช่นเดียวกัน
เมื่อจุลศักดิ์ อมรเวช (จุก เบี้ยวสกุล) สร้างตัวละครการ์ตูน “เจ้าชายผมทอง” ขึ้นมาในวงการหนังสือการ์ตูนนั้น ผู้คนในสังคมโดยเฉพาะเยาวชนกำลังให้ความนิยมในตัวดารา นักร้อง และดาราภาพยนตร์ เอลวิส เพรสลีย์ สูงมาก
“เจ้าชายผมทอง” พระเอกที่ จุก เบี้ยวสกุล สร้างขึ้นเวลานั้น โดนใจคนอ่านทันที และได้รับการต้อนรับจากผู้อ่านอย่างอบอุ่น จิตวิทยาพื้นฐานของเยาวชนมักบูชาวีรบุรุษหรือคนเก่ง เมื่อ “เจ้าชายผมทอง” มีใบหน้าเหมือน เอลวิส เพรสลีย์ แรงจูงใจก็สูงอย่างเห็นได้ชัด “เจ้าชายผมทอง” จึงครองใจคนอ่านทั้งเด็กและผู้ใหญ่
การสร้างตัวการ์ตูน “เจ้าชายผมทอง” ของ จุก เบี้ยวสกุล ในขณะนั้น เข้าใจว่าจะได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่อง “จอมอภินิหาร” (Superman) ที่เขาเขียนภาพสานต่อจาก “หลังฉาก” นั่นเอง
การดำเนินเรื่อง “เจ้าชายผมทอง” ของ จุก เบี้ยวสกุล เป็นไปตามความนิยมของคนอ่านเวลานั้น คืออิทธิพลของนิทานไทยเรื่องจักรๆวงศ์ๆ เจ้าชาย-เจ้าหญิง เขาเริ่มเรื่องในการ์ตูน “เจ้าชายผมทอง” เล่มแรก โดยจินตนาการสมมุตินามเมืองเมืองหนึ่งชื่อว่า “สันตินคร” อันเป็นนครรักสงบและอุดมสมบูรณ์ มีไพร่ฟ้าประชาชนอยู่เป็นจำนวนมาก พระเจ้าสันติเป็นประมุขปกครองนครนี้ พระองค์มีพระทัยโอบอ้อมอารี พระองค์สิ้นพระชนม์ไปนานแล้ว โดยทิ้งพระธิดานามว่า เจ้าหญิงอมราวดี มีความงามเลื่องลือไปจนทั่วสิบทิศ และความงามของเจ้าหญิงเป็นที่คลั่งไคล้ของอสูรตนหนึ่งซึ่งยิ่งใหญ่กว่าอสูรทั้งหลาย อสูรตนนี้มีนามว่า ท้าวกุมภกรรณ วันหนึ่งอสูรตนนี้อดรนทนไม่ได้ จึงคิดจะปลอมตัวไปลักเจ้าหญิงอมราวดี “โอม... เพี้ยง ขอให้ตัวข้าเป็นแมลงวันในบัดนี้” นี่คือการ์ตูน “เจ้าชายผมทอง” หน้าที่ ๑
หน้าที่ ๒ แมลงวันบินเข้าหน้าต่างปราสาทของเจ้าหญิง พอถึงเตียงเจ้าหญิง ท้าวกุมภกรรณก็คืนร่างเป็นยักษ์ดังเดิม ตรงเข้าไปอุ้มเจ้าหญิงเพื่อนำกลับไปยังถ้ำของตน...หลังจากนั้นเจ้าเมืองก็ประกาศหาวีรบุรุษเพื่ออาสาไปฆ่ายักษ์ และถ้าทำสำเร็จนำเจ้าหญิงกลับมาได้ ก็จะได้รับรางวัลอย่างงาม

.........เจ้าชายผมทองจึงปรากฏขึ้น และอาสาไปฆ่ายักษ์ การผจญภัยของพระเอกรูปหล่อก็ดำเนินไป ผจญอุปสรรคนานาประการ ผจญภัยกับสัตว์ประหลาดที่ผู้เขียนสร้างขึ้นจากจินตนาการ เช่น งูยักษ์, มนุษย์มังกร (หัวเป็นมังกร) เป็นต้น
เจ้าชายผมทองผจญภัยยาวนานเท่าที่คนอ่านยังติดตาม จุก เบี้ยวสกุล เกิดในถนนสายนักเขียนนิยายภาพหรือการ์ตูนครั้งแรกจากเรื่องนี้ ผู้จัดพิมพ์จำหน่ายเรื่อง “เจ้าชายผมทอง” คือสำนักพิมพ์ “แพร่อักษร” ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่ไม่มีหน้าร้านขายหนังสือเป็นของตัวเอง แต่อาศัยหน้าร้านของสำนักพิมพ์ “ผ่านฟ้าพิทยา” เป็นหน้าร้านจัดจำหน่ายให้ลูกค้าทั่วประเทศ
สำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยา ตั้งอยู่มุมสามเหลี่ยมของถนนนครสวรรค์กับถนนหลานหลวง สำนักพิมพ์บางกอกของ วิชิต โรจนประภา กับสำนักพิมพ์ประมวลสาส์นของ ลิม เตชะธาดา อยู่ด้านถนนหลานหลวง สมัยนั้นถนนนครสวรรค์เป็นทำเลทองของหนังสืออ่านเล่น สำนักพิมพ์บรรลือสาส์นของ บรรลือ อุตสาหกิจ ก็อยู่ห่างจากสำนักพิมพ์ผ่านฟ้าเพียงไม่กี่คูหา ส่วนโรงพิมพ์ที่พิมพ์ “เจ้าชายผมทอง” อยู่ทางด้านถนนดำรงรักษ์ข้างกรมโยธาธิการ
จุลศักดิ์ อมรเวช หรือ จุก เบี้ยวสกุล วนเวียนมาส่งต้นฉบับที่บริเวณนี้นานปี นานเท่าที่เรื่อง “เจ้าชายผมทอง” ติดตลาด สำนักพิมพ์แพร่อักษรซึ่งไม่มีหน้าร้านเป็นของตัวเอง ต้องอาศัยหน้าร้านและสายส่งของสำนักพิพม์ผ่านฟ้าพิทยา ซึ่งเวลานั้นสำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยามีนักเขียนการ์ตูนขาประจำอยู่หลายคน เช่น ปรีชา กิ่มมณี, สาย สีดอกบวบ เป็นต้น ต่อมา “เจ้าชายผมทอง” ก็เปลี่ยนมือมาเป็นของผ่านฟ้าพิทยา ซึ่ง จุก เบี้ยวสกุล ผลิตงานให้ที่นี่อย่างต่อเนื่องหลายต่อหลายเรื่อง
“เจ้าชายผมทอง” กลายเป็นนิยายภาพติดตลาดขายดิบขายดี มีเด็กๆมารอซื้อเงินสดที่หน้าร้านผ่านฟ้าพิทยา แม้แต่ร้านค้าต่างจังหวะดก็จะมาซื้อการ์ตูนย่านถนนนครสวรรค์ไปขาย กิจการพิมพ์การ์ตูนขายจึงมีรายได้ดีทุกรอบ ๑๕ วัน
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ จุก เบี้ยวสกุล เขียนการ์ตูนในสังกัดสำนักพิมพ์ผ่านฟ้าเต็มตัว ต่อมา จุก เบี้ยวสกุล ก็เขียนนิยายภาพเรื่อง “มังกรสามหัว” เวลานั้นอิทธิพลการ์ตูนจีนเข้ามาครองตลาดย่านเท็กซัส เยาวราช ร้านเช่าหนังสือจีนได้รับความนิยมในหมู่คนจีน การ์ตูนไทยก็เริ่มคิดสร้างรูปเล่มแบบใหม่ขึ้นมาบ้าง รูปเล่มการ์ตูนจีนขนาดกว้างแนวนอน ๕ x ๓ ๑/๒ นิ้ว เป็นการ์ตูนขนาดจิ๋ว มีความหนา ๒๔ หน้า ราคาต้นทุนการผลิตถูกกว่าขนาด ๘ หน้ายก
ในช่วงที่จุก เบี้ยวสกุล เขียนการ์ตูนเรื่อง “มังกรสามหัว” เขาได้รับอิทธิพลจากภาพยนตร์ฝรั่งที่ทำเงินในยุคนั้น แต่เขาประยุกต์จินตนาการให้ตัวเอก ๓ ตัว หรือพี่น้องสามคนผจญภัยอย่างสนุกสนาน ซึ่งก็ได้รับความนิยมไม่น้อยกว่าเจ้าชายผมทอง


ในช่วงแรกที่ จุก เบี้ยวสกุล เขียน “เจ้าชายผมทอง” นิวัตน์ ธาราพรรค์ (ราช เลอสรวง) ยังคงเขียน “ตะเพียนทอง” ให้แก่สำนักพิมพ์ผดุงศึกษาของเฮียทรวง เตชะธาดา วังบูรพา และฉลอง ธาราพรรค์ ผู้พี่ชายของเขาเขียนนิยายภาพเรื่อง “มณีโสภา” ซึ่งเป็นเรื่องจักรๆวงศ์ๆ ขณะเดียวกันนิวัตน์ก็ยังเรียนต่ออยู่ที่เพาะช่างในระดับอาชีวะวิจิตรศิลป์
จุก เบี้ยวสกุล เดินหน้าด้านการเขียนการ์ตูนที่เขารักอยู่ที่ผ่านฟ้าพิทยา ต่อมาเขาก็ได้มีคู่ชีวิตกับ จวงจันทร์ สิทธิธรรม ลูกสาวของพ่อฟอง สิทธิธรรม จังหวัดอุบลราชธานี ช่วงนี้เขาได้ขึ้นไปเป็นลูกเขยเมืองอุบล แต่ก็ไม่เคยทิ้งงานวาดรูปการ์ตูนหรือเขียนนิยายภาพกาสร์ตูนส่งให้สำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยา งานของเขาก็ยังมีให้แฟนๆอ่าน ซึ่งนิยายภาพต่อจาก “มังกรสามหัว” ก็คือเรื่อง “อัศวินดาบดำ”
นิวัตน์ ธาราพรรค์ (ราช เลอสรวง) จบเพาะช่างปีที่ ๕ แล้วเขาก็ออกมาเขียนการ์ตูนต่อดังเดิม แต่ทิศทางของเขาเริ่มเขียนบทการ์ตูนที่เขาคิดขึ้นเอง แต่ก็ยังรักษาเอกลักษณ์แบบไทยๆไว้ “เจ้าชายอัศวิน” เป็นผลงานนิยายภาพเรื่องแรกที่ นิวัตน์ ธาราพรรค์ เขียนบทและภาพด้วยตัวเอง และขายต้นฉบับให้สำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยาเป็นครั้งแรก เขียนเป็นเรื่องยาววางตลาดเช่นเดียวกับ “เจ้าชายผมทอง”
เพื่อนร่วมรุ่นเพาะช่างปี ๒๕๐๐ เขียนการ์ตูนขายไม่น้อยกว่า ๕ คน จุก เบี้ยวสกุล, นิวัตน์ ธาราพรรค์, สัมพันธ์ ก้องสมุทร, ปราจิณ เอี่ยมลำเนา, เสวก ว่องกสิกร, ณรงค์ ประภาสะโนบล (’รงค์ ชัยพฤกษ์) ฯลฯ
จุก เบี้ยวสกุล เขียนการ์ตูนส่งมาจากอุบล ขณะที่นิวัตน์ ธาราพรรค์ ใช้นามปากกาเดิม “นิวัตน์” เขียน “เจ้าชายอัศวิน” ให้แก่ผ่านฟ้าพิทยา ต่อมานิวัตน์ก็เขียนเรื่องอื่นและในที่สุดก็เริ่มเขียนนิยายภาพเรื่อง “สิงห์ดำ” ให้แก่สำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยา ใช้นามปากกา ราช เลอสรวง เป็นครั้งแรก ปรากฏว่า “สิงห์ดำ” ติดตลาดการ์ตูนไทยในยุคนั้น
ในขณะที่นิวัตน์ ธาราพรรค์ ก้าวขึ้นมาเป็นมือการ์ตูนของสำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยา สัมพันธ์ ก้องสมุทร ก็เริ่มนามปากกา “จั๊กจั่น” เขียน ศรีธนญชัย ให้สำนักพิมพ์บรรลือสาส์น ของ บรรลือ อุตสาหกิจ ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์คู่แข่งของผ่านฟ้าพิทยา สำนักงานอยู่ถนนเดียวกันห่างกันไม่กี่ช่วงตึก
สัมพันธ์ ก้องสมุทร ปักหลักเขียนการ์ตูนให้บรรลือสาส์น นาน ๆ จึงจะจำแลงนามปากกา “สายพิณ” เขียนให้ผ่านฟ้าพิทยาบ้างเป็นครั้งคราว เพื่ออำพรางไม่ให้ทางบรรลือสาส์นรู้ว่าเขียนให้ที่อื่น ต่อมา “จั๊กจั่น” (สัมพันธ์) ก็หันมาเขียนนิยายภาพแนววีรบุรุษบ้างคือเรื่อง “มนุษย์ลมกรด” ใช้นามปากกา “ระย้า”
ราช เลอสรวง นามปากกาของ นิวัตน์ ธาราพรรค์ นั้นมีที่มีค่อนข้างลึกซึ้ง เพราะเขาหลงใหลคอลัมน์ขอบกรุงของราช รังรอง ในหนังสือชาวกรุงรายเดือน ซึ่งเขียนโดยนักเขียนชั้นนำ รัตนะ ยาวะประภาษ เลยหยิบชื่อ “ราช” มาใช้เพื่อที่จะเป็นคิงในยุทธจักรการ์ตูนไทย ส่วน “ระย้า” ก็มีที่มาทำนองเดียวกันคือหลงใหลนวนิยายเรื่อง “ระย้า” ของ สด กูรมะโรหิต ในสยามรัฐรายวัน
จุลศักดิ์ อมรเวช ก็มีที่มาของนามปากกา จุก เบี้ยวสกุล แปลกออกไปจากเพื่อนทั้งสอง ที่มาของจุก เบี้ยวสกุล เขาหยิบมาจากจอหนังไทย มีตัวละครในเรื่อง “หนึ่งต่อเจ็ด” ของ ส. อาสนจินดา มีตัวละครชื่อ จุก เบี้ยวสกุล เขามีอารมณ์สมพ้องกับตัวละครดังกล่าว จึงกลายมาเป็น “จุก เบี้ยวสกุล”
ในช่วงที่ จุก เบี้ยวสกุล เขียน “อัศวินดาบดำ” ราช เลอสรวง ก็สร้าง “สิงห์ดำ” ให้ฮือฮากันในยุทธจักรการ์ตูน ไม่น้อยหน้า “เจ้าชายผมทอง” ในเวลานั้นฝีมือของ ราช เลอสรวง พัฒนาขึ้นมามาก ไฟชีวิตในการเขียนของเขาเปล่งประกายท้าทายยุทธจักรนักอ่านการ์ตูนไทย ราชเขียน “เสือขาว” ให้ผ่านฟ้าพิทยา แต่ไม่โดดเด่นเท่า “สิงห์ดำ”
ช่วงนั้น ฉลอง ธาราพรรค์ ผู้สร้างชื่อเสียงจากนิยายภาพ “เจ้าชายกาลี” และ “มณีโสภา” ได้มาประจำอยู่ที่สำนักพิมพ์ประมวลสาส์นแห่งใหม่ ถนนหลานหลวง ใกล้ๆกับสำนักพิมพ์บางกอก และทำการ์ตูนแนวเดียวกับ “ตุ๊กตา” ของพิมล กาฬสีห์ และ “หนูจ๋า” ของ จำนูญ เล็กสมทิศ ใช้ชื่อว่า คุณหนู
จุก เบี้ยวสกุล ผู้ประสบความสำเร็จจากนิยายภาพ เจ้าชายผมทอง, มังกรสามหัว, อัศวินดาบดำ เริ่มคิดทำการ์ตูนหลายรสอย่างนั้นบ้าง เพราะเขาเชื่อว่าแฟนๆที่ติดตามผลงานของเขาต้องการอาหารจานใหม่ที่เขาปรุงให้หลายรส ดังนั้นการ์ตูนแนวครอบครัวอย่าง “ตุ๊กตา” ก็เกิดขึ้นให้ชื่อว่า “เพื่อนหนู”
ในช่วงที่ จุก เบี้ยวสกุล ทำการ์ตูนเพื่อนหนูนั้น เขายังอยู่กับครอบครัวที่อุบลราชธานี มีเยาวชนที่สนใจการวาดการ์ตูนเข้าไปเรียนเขียนการ์ตูนกับเขาหลายคน เนื่องจากโรงเรียนสิทธิธรรมของตระกูลภรรยา เป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ครอบครัว “สิทธิธรรม” เป็นครอบครัวใหญ่ที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วภาคอีสาน พ่อฟอง สิทธิธรรม เป็นคนเสียสละเพื่อประชาชนจนกระทั่งติดกลุ่มกบฏสันติภาพในยุคอีสานแล้ง ผู้คนในอุบล แม้แต่คนถีบสามล้อเรียก “พ่อฟอง” กันทั้งนั้น
ที่โรงเรียนสิทธิธรรมนี้เอง จุก เบี้ยวสกุล ได้ฝึกฝนเยาวชนชาวอุบลที่รักการ์ตูนกลายเป็นนักเขียนการ์ตูนมีชื่อเสียงในเวลาต่อมาหลายคน เช่น อำพล เจน, เตรียม ชาชุมพร เป็นต้น
เมื่อ จุก เบี้ยวสกุล ทำการ์ตูนครอบครัว “เพื่อนหนู” จุกก็นำลูกศิษย์จากอุบล “เตรียม ชาชุมพร” เข้ามาสู่วงการการ์ตูนเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นฝีมือของลูกศิษย์คนนี้ก็ก้าวหน้าทั้งด้านฝีมือและความคิดสร้างสรรค์
จุก เบี้ยวสกุล ทำการ์ตูน “เพื่อนหนู” ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ขณะที่ราช เลอสรวง เขียนนิยายภาพ “ขุนธนูงูเห่า” โดยอาศัยต้นฉบับเดิมของฝรั่ง ฝีมือราช เลอสรวง ช่วงนี้จึงแม่นยำเรื่องฟิเกอร์ยิ่งขึ้น เขาเขียน “ขุนธนูงูเห่า” ไม่จบ แล้วก็เขียน ขุนช้าง-ขุนแผน ให้กับประมวลสาส์น แต่ไม่จบอีกเช่นกัน
ประสบการณ์เขียน “ขุนธนูงูเห่า” ของ ราช เลอสรวง สร้างความแม่นยำเรื่องกายวิภาคหรือฟิเกอร์มากยิ่งขึ้น ช่วงนี้ภาพยนตร์ฝรั่งที่สตีฟรีฟส์ นักกล้ามแสดงเข้ามาฮิตในเมืองไทย ราช เลอสรวง เขียน “สิงขรผู้ทรงพลัง” โดยใช้นามปากกา “วินชัย” ส่งให้สำนักพิมพ์บางกอก ของ วิชิต โรจนประภา พระเอกสิงขรโชว์กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนชัดเจน นั่นเป็นเรื่องเดียวที่ ราช เลอสรวง โชว์ฝีมือเขียนฟิเกอร์
ในช่วงที่ ราช เลอสรวง เขียน “สิงห์ดำ” ใน พ.ศ. ๒๕๐๓ จุก เบี้ยวสกุล กับราช เลอสรวง ต่างทำงานให้ผ่านฟ้าพิทยาด้วยกันทั้งคู่ เวลาจุกลงมาค้างที่กรุงเทพฯก็ปักหลักเขียนคู่กับราช เลอสรวง บนสำนักงานผ่านฟ้าพิทยา เขียนดึกดื่น แม้แต่สว่างก็มี
ศิลปินนักเขียนภาพในอดีตมักเขียนภาพแข่งหรือประชันฝีมือกันอย่างมันในอารมณ์ ตัวอย่างเช่นจิตรกรรมฝาผนังที่วัดสุวรรณารามเป็นต้น ดูเหมือนว่าจุกกับราชก็เขียนการ์ตูนแข่งกันที่ผ่านฟ้าพิทยานั่นเอง เป็นการประชันที่เรียกว่าเพื่อพัฒนาฝีมือของตนเอง ไม่ได้เป็นศัตรูอะไรกัน
ในช่วงแรก ๆ ทั้งจุกและราชใช้พู่กันไทย สง่า มะยุระ เขียนภาพและใช้ปากกาเขียนแผนที่ เขียนเส้นแบ็กกราวนด์บ้าง เส้นสายจึงดูแข็ง
ต่อมามีพู่กันต่างประเทศยี่ห้อเพลิแกนของเยอรมนีเข้ามาขายคู่กับหมึกสียี่ห้อเดียวกัน ทั้งราชและจุกจึงหันมาใช้หมึกเพลิแกน เพราะขนปลายมีสปริงดีกว่าพู่กันไทย
อาชีพเขียนการ์ตูนก็เหมือนอาชีพอื่นๆ แต่เดิมอุปกรณ์การเขียนรูปใช้พู่กันไทยธรรมดา เส้นสายแข็งต้องใช้สีขาวแต่งให้คม เมื่อใช้พู่กันเพลิแกนก็พัฒนาฝีมือมาได้ระดับหนึ่ง นักเขียนจำเป็นต้องเลือกพู่กันที่มีคุณภาพ พู่กันจีนก็เป็นอุปกรณ์สำคัญที่นักเขียนการ์ตูนอย่างจุกและราช เลอสรวง เลือกใช้แทนพู่กันฝรั่ง สามารถใช้ได้ดีระดับหนึ่ง แต่ไม่ทนทาน
เมื่อร้านโมฮัมหมัดย่านเจริญกรุงสั่งพู่กันอังกฤษชื่อวินด์เซอร์นิวตันมาจำหน่าย นักเขียนการ์ตูนและช่างเขียนภาพทั้งหลายก็หันไปใช้วินด์เซอร์นิวตัน เพราะคุณภาพดีกว่าทุกยี่ห้อ แต่ราคาแพงลิ่ว
ทั้ง จุก เบี้ยวสกุล และราช เลอสรวง รวมทั้งคนอื่นๆ หันมาใช้พู่กันเขียนภาพแทนปากกามากขึ้น สไตล์การเขียนภาพที่ใช่พู่กันประกอบเส้นปรากฏอย่างที่เหม เวชกร และคนอื่นๆใช้เริ่มเปลี่ยนแปลงไป เพราะคุณภาพพู่กันที่มีสปริงดีช่วยให้ปลายพู่กันเขียนเส้นที่ละเอียดอ่อนแทนปากกาได้
จุก เบี้ยวสกุล เป็นคนแรกที่เลิกใช้ปากกา (ยกเว้นเขียนตัวหนังสือบรรยายเรื่อง) ฝีมือการเขียนลายเส้นด้วยพู่กันจึงมีชีวิตชีวาและได้อารมณ์ โดยเฉพาะการเขียนฉากการต่อสู้ หรือการเคลื่อนไหวของตัวละครที่ต้องแสดงอารมณ์แรงๆในการฟันดาบ
ราช เลอสรวง ก็ใช้พู่กันเขียน “สิงห์ดำ” โดยไม่ใช้ปากกาแต่งภาพเลย แม้แต่เส้นเล็กๆอย่างใบหญ้าก็ใช้ปลายพู่กันสะบัดพลิ้วไหวได้ดีกว่าลายเส้นปากกาเสียอีก... เพียงแต่ว่าเขียนแล้วต้องล้างพู่กันให้สะอาดก่อนจะดูดปลายให้รวบแหลมรักษาทรงไว้ดังเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้ขนพู่กันแตก
เสี่ยจิวเจ้าพ่อร้านเชาการ์ตูนจีนและหนังสือสารพัดแถวเท็กซัส สนใจฝีมือของ ราช เลอสรวง มาก เขาตัดสินใจให้ราชเขียนการ์ตูนเล่มเล็กอย่างเดียวกับมังกรสามหัวของจุก เบี้ยวสกุล ปรากฏว่าขายดี เรื่องที่เขาเขียนคือเรื่อง “โซโร” ผลงานการ์ตูนของราช เลอสรวง สร้างอนาคตให้เสี่ยจิวกลายเป็นเสี่ยจริงๆขึ้นมาในนามของสำนักพิมพ์ “รวมบรรณกิจ” แต่อยู่ไม่นานก็เลิกราไป เพราะการบริหารงานผิดพลาดเป็นการส่วนตัว
ราช เลอสรวง กับ จุก เบี้ยวสกุล ก็ยังเขียนการ์ตูนให้แก่ผ่านฟ้าพิทยา ส่วนระย้าเพื่อนเกลอลูกดำแดงรุ่น ๒๕๐๐ ก็ปักหลักเขียนส่งให้บรรลือสาส์นมาตลอด เช่น มนุษย์ลมกรด, พระนางหงส์ฟ้า, ปลาบู่ทอง, พระอภัยมณี, ศรีธนญชัย, พระเจ้าสิบชติ ฯลฯ
ในช่วงที่จุก เบี้ยวสกุล เขียนงานให้ผ่านฟ้าพิทยา ตลาดการ์ตูนไทยคึกคักมากที่สุด ถนนนครสวรรค์และถนนหลานหลวงกลายเป็นย่านทำเลทองของหนังสือการ์ตูน สำนักพิมพ์เก่าแก่สองแห่งคือผ่านฟ้าพิทยากับบรรลือสาส์นเจริญเติบโตมาจากหนังสือการ์ตูน นิยายเริงรมย์พ็อกเกตบุ๊กของนักเขียนต่างๆเช่น เศก ดุสิต เจ้าของเรื่องอินทรีแดง เขียนให้บรรลือสาส์นขายดิบขายดี หนังสือเพลงของ ก. แก้วประเสริฐ การ์ตูนจิงโจ้ การ์ตูนของปรีชา ชวนเสถียร การ์ตูนหนูจ๋า การ์ตูนเบบี้ การ์ตูนรวมรสของปิยะดา โกมินทร์กุมาร กระสือ ของทวี วิศนุกร การ์ตูนของ พ. บางพลี เป็นต้น

.........สำหรับผ่านฟ้าพิทยา การ์ตูนที่ครองตลาดคือการ์ตูนฝีมือราช เลอสรวง และจุก เบี้ยวสกุล เจ้าชายผมทอง, มังกรสามหัว, อัศวินดาบดำ การ์ตูนของปรีชา กิ่มมณี (ทหาร) การ์ตูนเดชไพรวันของ สาย สีดอกบวบ การ์ตูนของแดน เดชา ลูกศิษย์สำคัญคนหนึ่งที่เขียนสไตล์เดียกวับจุก เบี้ยวสกุล นิยายนางกระต่ายป่าของ ก้อง อินทรกำจร ฯลฯ
ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ถึงปี ๒๕๑๖ ราช เลอสรวง พลิกพู่กันมาทำหนังสือนิตยสารเป็นครั้งแรกให้แก่ ชาญกิจ (ไค้) ฉัตรเจริญสุข ชื่อว่า “หนุ่มสแควร์” ซึ่งเป็นหนังสือแนวเพลย์บอย อย่าง “หนุ่มสาว” ของ ปกรณ์ พงศ์วราภา ช่วงนี้ จุก เบี้ยวสกุล ทำการ์ตูนแนวครอบครัวอีกเล่มชื่อว่า หนังสือ “การ์ตูนขวัญใจ”
การ์ตูนขวัญใจและการ์ตูนเพื่อนหนู เป็นเวทีแนวใหม่ที่จุก เบี้ยวสกุล ต้องเขียนการ์ตูนตลกมากขึ้น เขียนสารคดีน่ารู้สำหรับเยาวชนด้วย เนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นแนวเดียวกับตุ๊กตา หนูจ๋า เบบี้ ซึ่งกำลังฮิตอยู่ในเวลานั้น จุก เบี้ยวสกุล ทำการ์ตูนขวัญใจยาวนานถึง ๓๒ ฉบับ ขณะที่ราช เลอสรวง สนุกกับการเป็นบรรณาธิการนิตยสารหนุ่มสแควร์
ผ่านฟ้าพิทยา จากสำนักพิมพ์ธรรมดาๆ พิมพ์การ์ตูนและนิยายเริงรมย์ หรือสมัยนั้นเรียกหนังสือยก พนมเทียน หรือฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ เขียนนิยายป่าเรื่อง “เพชรพระอุมา” ให้แก่ผ่านฟ้าพิทยา ผู้อ่านติดกันทั่วประเทศ ความนิยมนิยายป่าเรื่องนี้เรื่องเดียวยกฐานะให้ “เพชรพระอุมา” กลายเป็นหนังสือรายสัปดาห์ชื่อ “จักรวาล” ในตลาดหนังสือ และเป็นคู่แข่งสำคัญของหนังสือบางกอกรายสัปดาห์ ซึ่งมี ส. เนาวราช และ “อรชร” เป็นหัวเรือใหญ่อยู่ที่นั่น อรชร-พันธุ์บางกอก เขียนเรื่องร้อยป่าจนลือลั่นตลาดนิยายในยุคนั้น
การเจริญเติบโตของสำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยาที่ก้าวจากการเป็นเจ้ายุทธจักรการ์ตูนมาเป็นเจ้าของนิตยสารจักรวาลรายสัปดาห์ โดยแรงส่งของนิยายป่า เพชรพระอุมา ของพนมเทียน ทำให้มีการขยายกิจการมีโรงพิมพ์เป็นของตัวเองที่บริเวณถนนนครไชยศรี ใกล้สี่แยกถนนพิชัย เขตดุสิต ช่วงที่นิตยสารจักรวาลกำลังโด่งดังนี้เอง พนมเทียนก็ดึงให้จุก เบี้ยวสกุล ไปเขียนนิยายภาพลงในหนังสือจักรวาลรายสัปดาห์ ชื่อเรื่องว่า “สาวน้อยอภินิหาร” เขียน ๒ หน้าทุกสัปดาห์อย่างต่อเนื่อง เส้นสายการ์ตูนเรื่องนี้ จุก เบี้ยวสกุล พัฒาฝีมือเขียนนิยายภาพโดดเด่นที่สุด เพราะสามารถเขียนภาพในหนังสือหน้าที่โตกว่าเดิม คือขนาด ๔ หน้ายก จึงเขียนรูปได้อย่างเต็มที่
หลังจากเขียนนิยายภาพ “สนาวน้อยอภินิหาร” ลงในนิตยสาร “จักรวาล” รายสัปดาห์ ต่อมา จุก เบี้ยวสกุล ก็หมุนพู่กันไปเป็นบรรณาธิการหนังสือ “หนุ่ม 75” นิตยสารแนวเดียวกับหนุ่มสแควร์ที่ราช เลอสรวง ทำมาก่อนนั่นเอง ช่วงที่เขาเป็นบรรณาธิการ “หนุ่ม ’75” เรื่อง “เพชรพระอุมา” ของพนมเทียนก็ถูกสร้างเป็นนิยายภาพลงในจักรวาล แต่เขียนไม่จบ นอกจากนี้เขายังเคยทำงานด้านโฆษณาที่บริษัทอีสต์เอเชียติกจำกัดอยู่ระยะหนึ่งอีกด้วย
ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ตลาดหนังสือเริ่มซบเซา เมื่อหนังสือแนวก้าวหน้า หรือแนวสังคมนิยมเฟื่องฟู แล้วถูกตีโต้จากฝ่ายรัฐบาลทหารที่กลับมาล้างแค้นชัยชนะของนักศึกษาประชาชน โดยกวาดล้างหนังสือสะท้อนสังคมทุกชนิดออกไปโดยอ้างว่า เป็นหนังสือฝ่ายซ้ายอาจแทรกซึมของคอมมิวนิสต์
หลังการกวาดล้างหนังสือก้าวหน้าออกไปจากตลาดหนังสือ สังคมคนอ่านหนังสือจึงเกิดช่องว่างอย่างรุนแรง ช่วงนี้เอง ราช เลอสรวง ซึ่งเป็นบรรณาธิการหนุ่มสแควร์อยู่ในเวลานั้น เห็นช่องทางใหม่ที่จะผลิตนิตยสารเข้าไปเสริมช่องว่างของตลาดหนังสือ โดยมี ชาญกิจ (ไค้) ฉัตรเจริญสุข เป็นนายทุน หนังสือหนุ่มสแควร์จึงกลายมาเป็น หนุ่มสแควร์ฉบับ “แปลก” นำเสนอเรื่องจริงที่เหลือเชื่อในโลก แนวเดียวกับเรื่องของริปเลย์ โดยอาศัยข้อมูลจากกินเนสส์บุ๊กและเนชันแนลจีออกราฟิก
นิตยสารแปลกรายปักษ์กลายเป็นนิตยสารรายทศและรายสัปดาห์ในที่สุด จากฝีมือของบรรณาธิการ ราช เลอสรวง ผู้เคยฝากฝีมือไว้ในนิยายภาพเรื่อง “สิงห์ดำ” หนังสือแปลกได้รับความนิยมจากผู้อ่านอย่างรวดเร็ว
สำนักงานกองบรรณาธิการ “แปลก” ที่ชาญกิจ (ไค้) ฉัตรเจริญสุข เช่าให้เป็นกองบรรณาธิการในซอยไปดีมาดีนั้น ต่อมานิตยสารแปลกรายสัปดาห์ก็เจริญรุ่งเรือง มีโรงพิมพ์ของตนเอง ชื่อว่า สำนักพิมพ์จินดาสาส์น บนถนนจรัญสนิทวงศ์ ปากทางเข้าวัดเทพากร บางพลัด
แม้ราช เลอสรวง จะประสบความสำเร็จด้านบรรณาธิการหนังสือ แต่เขาก็ไม่ลืมการ์ตูนที่เขาเคยเขียน ดังนั้นในหนังสือ “แปลก” ยุคแรกจึงมีการ์ตูนหน้ากลางไว้ ๒ หน้า โดยฝีมือของเขาเอง
ราช เลอสรวง ก้าวจากนักเขียนการ์ตูน “สิงห์ดำ” กลายเป็นบรรณาธิการหนังสือขายดีชื่อ “แปลก” สร้างความร่ำรวยให้แก่เจ้าของสำนักพิมพ์จินดาสาส์นในเวลาอันรวดเร็ว ขณะที่จุก เบี้ยวสกุล ยังคงเขียนการ์ตูนที่เขารักไม่เปลี่ยนแปลง ช่วงที่เขียนการ์ตูนให้สำนักพิมพ์ ทางสำนักพิมพ์ “เทียนเทียน” ซึ่งเป็นโรงพิมพ์ข้างกำแพงวัดสระเกศ ติดต่อให้จุก เบี้ยวสกุล ไปจัดทำหนังสือแนวเดียวกับแปลก ชื่อนิตยสาร “โลกใหม่” ทำมาระยะหนึ่งก็มีอันต้องหยุดไป
ในช่วงนั้น ระย้า (จักจั่น) ได้ออกจากครูไปบวชที่สวนโมกขพลาราม และเขียนภาพฝาผนังโรงมหรสพทางวิญญาณให้ท่านพุทธทาส สึกออกมาแล้วทำงานให้บริษัทสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิชอยู่ ๗ ปี ก่อนที่จะออกมาลงทุนทำการ์ตูนเด็กสยามและหนังสือดรุณสยาม จนกระทั่งม้วนเสื่อไปรับจ้างทำหนังสือ “เร้น” รายเดือน, เร้นลับรายทศ, รักรายทศฉบับ “โลกเร้นลับ” ตามลำดับ
ราช เลอสรวง เหน็บปากกาใส่กระเป๋าออกจากบรรณาธิการ “แปลก” และ “มหัศจรรย์” ไปเป็นบรรณาธิการหนังสือเรื่องจริงรายสัปดาห์ โดยมีสุรพล (ชิวเฮฟเนอร์) เตชะธาดา เจ้าของพลพันธ์การพิมพ์เป็นนายทุน เขาสามารถทำให้หนังสือเรื่องจริงขายดีและมีโรงพิมพ์เป็นของตัวเอง เช่นเดียวกับจินดาสาส์น ที่เติบโตมาจากนิตยสารแปลกเพียงเล่มเดียว
ในขณะที่ราช เลอสรวง เป็นบรรณาธิการเรื่องจริงรายสัปดาห์อยู่นั้น จุก เบี้ยวสกุล ยังคงเขียนการ์ตูนให้สำนักพิมพ์ต่างๆ และเมื่อสำนักพิมพ์บางกอกสาส์นทำการ์ตูนเล่มละ ๑ บาท โดยมี “ดอน” เพื่อนเก่านักเขียนการ์ตูนมาเป็นบรรณาธิการการ์ตูนให้แก่ “บางกอกสาส์น” จุก เบี้ยวสกุล ก็มีงานเขียนปกหนังสือการ์ตูนเล่มละ ๑ บาท จนล้นมือ และช่วงนี้เองที่เขาเริ่มเขียนการ์ตูน “จี้เส้น” โดยมีการ์ตูนชุด “หนุงหนิง” เซ็กซี่เป็นเรื่องชูโรงและขายดี
จุก เบี้ยวสกุล เขียนการ์ตูนชุด “หนุงหนิง” อย่างมีอารมณ์ขัน และแนวทางการเขียนการ์ตูนตลกของเขาเส้นสายมีชีวิตชีวาอย่างประหลาด เส้นทุกเส้นที่เขาวาดด้วยปลายพู่กันเฉียบขาดและสวยงามไม่มีที่ติ
ราช เลอสรวง เพื่อนเก่าที่เคยเขียนการ์ตูนให้สำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยามาด้วยกัน เขาได้ติดตามผลงานเขียนของจุก เบี้ยวสกุล มาโดยตลอด และเห็นว่าน่าจะให้จุก เบี้ยวสกุล มาโชว์ฝีมือการ์ตูนในนิตยสาร “เรื่องจริง” ที่เขาเป็นบรรณาธิการ จุดนี้เองที่จุกได้เข้าไปเขียนการ์ตูนชุด “สมุนไพรให้คุณค่า”
จุก เบี้ยวสกุล เขียนการ์ตูนชุด “สมุนไพรให้คุณค่า” ยาวนานต่อเนื่องจนสามารถรวมเล่มพ็อกเกตบุ๊กได้ ๓ เล่ม โดยได้นำหนังสือชุดนี้ลงทุนถือหุ้นร่วมกับสำนักพิมพ์ธรรมชาติของคุณแว่น ปรากฏว่าขายดีและมีการพิมพ์ซ้ำมาหลายครั้งหลายคราว
ที่สำนักพิมพ์พลพันธ์การพิมพ์ของเฮียชิว หรือสุรพล เตชะธาดา จุก เบี้ยวสกุล เข้าไปเป็นบรรณาธิการอยู่ระยะหนึ่ง หลังจากนั้นเขาก็กลับออกมาเป็นนักเขียนการ์ตูนอิสระดังเดิม เขียนภาพประกอบเรื่อง เขียนปกหนังสือการ์ตูน หรือแม้แต่การแปลเรื่องสารคดีให้แก่สำนักพิมพ์ธรรมชาติ เช่นเรื่อง “น้ำ”
จุลศักดิ์ อมรเวช หรือ จุก เบี้ยวสกุล มีประสบการณ์ด้านเพลงสากล คือเพลงฝรั่งของเอลวิส เพรสลีย์ และนักร้องชั้นนำอื่นๆอีกหลายคน ข้อนี้เองที่ทำให้เขารู้เรื่องภาษาอังกฤษดี ประกอบกับการเป็นนักอ่านตัวยง จึงทำให้นักเขียนการ์ตูนผู้นี้รู้เรื่องภาษาอังกฤษดี และมีความซาบซึ้งในวรรณกรรมต่างประเทศได้ไม่น้อย ต่อมาภายหลังเขาจึงมีบทบาทในคณะกรรมการแปลเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการ
หลังการเสียชีวิตของเหม เวชกร จิตรกรภาพประกอบฝีมือเยี่ยมของไทย จุก เบี้ยวสกุล ได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในกลุ่มคนรักครูเหม เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมเป็นกรรมการอนุรักษ์งานเขียนของครูเหม เวชกร และมีโอกาสจัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติกและผลงานของครูเหมที่ศูนย์สังคีตของธนาคารกรุงเทพด้วย
ประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่กับหนังสือมานาน และประสบการณ์ด้านนักเขียนการ์ตูนผู้มีฝีมือ ชื่อเสียงของจุก เบี้ยวสกุล ปรากฏอยู่ในสารบบนักเขียนการ์ตูนไทยผู้มีชื่อเสียง เช่นเดียวกับราช เลอสรวง นิรันศักดิ์ บุญจันทร์ บรรณาธิการจุดประกายวรรณกรรมของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ติดต่อให้เขามาเขียนคอลัมน์ “ชีวิตการ์ตูน” เขาเขียนลงทุกสัปดาห์ จนกระทั่งรวมเล่มเป็นตำนานการ์ตูนไทย บันทุกประวัตินักเขียนการ์ตูนไทยตั้งแต่ยุคต้นจนถึงปัจจุบัน เป็นหนังสือปกแข็งเล่มโตเกี่ยวกับวงการการ์ตูนไทยเล่มแรกในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ซึ่งถือว่าเป็นผลงานบันทึกประวัติศาสตร์การ์ตูนและนักเขียนการ์ตูนที่น่าสนใจเล่มหนึ่ง
บทบาทของจุลศักดิ์ อมรเวช หรือ จุก เบี้ยวสกุล ในช่วงหลังปี พ.ศ. ๒๕๔๔ เขายังคงเขียนคอลัมน์ “ชีวิตการ์ตูน” ลงตีพิมพ์ในจุดประกายวรรณกรรมอย่างต่อเนื่อง แต่จะเน้นเรื่องนักเขียนและผลงานการ์ตูนต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ขณะเดียวกันกิจกรรมด้านสังคมส่วนรวมมีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานเกี่ยวกับนักเขียนไทยอย่าง ส. บุญเสนอ หรือแม้แต่เป็นกรรมการตัดสินรางวัลด้านวรรณกรรมขององค์กรรัฐและเอกชน
ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ สมาชิกของสมาคมนักเขียนการ์ตูนไทยได้เลือกให้ จุลศักดิ์ อมรเวช หรือ จุก เบี้ยวสกุล เป็นนายกสมาคมการ์ตูนไทยสืบต่อจากนายกสมาคมคนก่อน คืออาจารย์ปยุต เงากระจ่าง ในระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่งนี้ ได้ทำหน้าที่ต่างๆไว้มากมายหลายประการ พอจะสรุปย่อๆได้เป็นข้อๆดังต่อไปนี้
๑. เป็นกรรมการพิจารณารางวัลหนังสือของสำนักงานพัฒนาหนังสือแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ
๒. เป็นกรรมการพิจารณารางวัลหนังสือเซเว่นบุ๊กอะวอร์ด ของบริษัทซีพีเซเว่นอีเลฟเว่นจำกัด
๓. เป็นวิทยากร “ค่ายการ์ตูนวัฒนธรรมไทยสร้างสรรค์ยุวชน” ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
๔. เป็นวิทยากร “ค่ายการ์ตูนวาดฝัน - เติมสี ที่โรงไฟฟ้าราชบุรี ร่วมกับบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีจำกัด
๕. เป็นวิทยากร “ค่ายการ์ตูนหรรษา” ที่โรงไฟฟ้าราชบุรี ร่วมกับบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีจำกัด
๖. เป็นวิทยากรการ์ตูนรักษ์สิ่งแวดล้อม ที่จังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมกับบริษัทโอลีนจำกัด
๗. เป็นวิทยากรค่ายการ์ตูนสร้างสรรค์คติธรรม ที่วัดใหม่หนองพะอง จังหวัดสมุทรสาคร ร่วมกับบริษัทโอลีนจำกัด และ อบต. สวนหลวง อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร
๘. เป็นวิทยากร TAM CAMP 2001 ของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาซอฟต์แวร์แห่งชาติ (SIPA) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT)
๙. เป็นที่ปรึกษาสถาบันการ์ตูนไทย มูลนิธิเด็ก
๑๐. เป็นวิทยากร “งานรวมพลคนสร้างสุข” จัดโดยสำนักงานสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่อิมแพ็คเมืองทองธานี

จุลศักดิ์ อมรเวช หรือ จุก เบี้ยวสกุล ป่วยเป็นมะเร็งที่ปอดในช่วงปลายของชีวิต อายุ ๖๔ ปี เขาผ่านการฉายแสงที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ครบตามกำหนดของแพทย์ และรอดูอาการป่วยของมะเร็งขั้นที่ ๓ นางจวงจันทร์ สิทธิธรรม ภรรยาที่อุบลราชธานี แนะนำให้ขึ้นไปพักผ่อนกับลูกๆหลานๆที่อุบลฯ เตรียมการที่จะไปรักษากับนายแพทย์อารีฯที่สกลนคร
เมื่อลูกชายซึ่งมีครอบครัวและทำงานอยู่ในอเมริกา กลับมาถึงเมืองไทย เดินทางไปอุบลฯด้วยกัน คืนนั้นเขาก็เสียชีวิต สิ้นลมอย่างสงบที่บ้านอุบลราชธานี เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ศพของเขาได้ตั้งสวดพระอภิธรรม ๗ คืน ก่อนที่จะเก็บศพไว้ ๑๐๐ วัน เพื่อรอขอพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษในวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๔๗ ที่เมรุวัดพระธาตุหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
จุก เบี้ยวสกุล นักเขียนการ์ตูนไทยแห่งศตวรรษที่ ๒๐ ถึงแก่กรรมไปแล้ว แต่ชื่อเสียงและผลงานของเขายังอยู่ในตำนานนักเขียนการ์ตูนไทย และอนุชนรุ่นหลังไปอีกนานแสนนาน

สัมพันธ์ ก้องสมุทร (ระย้า, จั๊กจั่น)
บรรณาธิการ หนังสือดอกโมกข์รายตรีมาส
บรรณาธิการ หนังสือเรื่องสั้นวรรณกรรม
สำนักพิมพ์ วสี ครีเอชั่น
ผู้บันทึก
๑๙ กันยายน ๒๕๔๗