สวนชวนชมพี่ต้อยแปดริ้ว
[ลูกบ้านSignIn][เจ้าบ้านSignIn]

   ประวัติที่มาของ "ชฎาเพชร" (Chadapetch) เอกลักษณ์ของไม้สวย ไม้คุณภาพ

***** Update ข้อมูล ณ วันที่ 8 พฤษภาคม 2556 *****


ก่อตั้งเว็บนี้เมื่อ: 2007-04-17 20:13:29


ประวัติที่มาของชวนชมในประเทศไทยและแหล่งกำเนิดของชวนชมในต่างประเทศ

อ้างอิงจาก รศ.ดร. สาวิตรี มาไลพันธุ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน


คนไทยรู้จักชวนชมมามากกว่า 70 ปี ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าผู้ใดนำเข้ามา มีแต่ข้อสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นไม้นำเข้าจากอินโดนีเซียหรือชวา เพราะแต่เดิมเคยเรียกว่า "ลั่นทมยะวา" ชื่อลั่นทม อาจจะเรียกตามความเข้าใจของคนในสมัยนั้น ที่คิดว่าชวนชมอยู่สกุลของลั่นทมเพราะมีดอกคล้ายกัน ส่วนคำว่ายะวาเพี้ยนจากชื่อเมืองชวา ตามความเป็นจริงแล้วชวนชมก็ไม่ใช่พื้นเมืองของชวา แต่อาจจะนำเข้ามาจากฮอลแลนด์ เพราะครั้งนั้นชวาถูกปกครองโดยชาวดัชอยู่ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นกลุ่มของนักสะสมรวบรวมพันธุ์ไม้ทั่วโลกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง เพราะถิ่นเดิมชวนชมอยู่ในอาฟริกา และต่อมาพระนางเธอลักษมีลาวัณ ในรัชกาลที่ 6 ได้เปลี่ยนชื่อโดยตามความเหมาะสม มีความรู้สึกที่ดีเป็น "ชวนชม" ต้องตามลักษณะของต้นไม้ในสมัยเดียวกันนั้นเอง


ปัจจุบันนักพฤกษศาสตร์ได้จัดให้ชวนชมอยู่ในสกุล adenium Roem & Schult (Mock Azalea, Desert Rose, Impala Lily, Kudu Lily, Sabi Star) ในวงศ์ Apocynaceae โดยพืชในวงศ์นี้มีลักษณะเด่นที่มักจะมียางขุ่นขาวและมักจะมีพิษ เกสรเพศผู้และเมียถูกปกปิดอยู่ลึกมองเห็นไม่ชัดเจนเช่นดอกไม้อื่น ๆ ไม้ในวงศ์นี้ที่เห็นรู้จักกันทั่วไปมีทั้งเป็นไม้พื้นเมืองและนำเข้าได้แก่ ยี่โถ ลั่นทม บานบุรี รำเพย พุด พังพวย โมก หิรัญญิการ์ หนามแดง ตีนเป็ดทะเล สัตบรรณ ยางน่อง ฯลฯ ชวนชมเป็นพืชอายุหลายปี ทนแล้ง มีลักษณะเด่นที่เป็นไม้เนื้ออ่อนอวบน้ำ เก็บกักตุนอาหารไว้ที่ลำต้น โขด (cordex, ส่วนต่อของลำต้นกับรากที่ขยายใหญ่ขึ้น) และราก ดอกมีห้ากลีบ สีชมพูอมแดง ส่วนกลางดอกจะเห็นระยางค์ 5 เส้นยื่นยาวชัดเจนเป็นส่วนปลายของอับเรณูอยู่ภายในกรวยดอกไว้ล่อแมลง ที่ส่วนฐานกลีบดอกเชื่อมติดรวมเป็นกรวย ฐานกรวยเป็นที่ตั้งของรังไข่ 1 คู่ ถ้าได้รับการผสมเกสรสมบูรณ์จะเจริญเป็นฝักยาวคล้ายเขากวางอิมพาลา ภายในฝักมีเมล็ดเรียงเป็นแถวจำนวนเป็นสิบจนถึงร่วมร้อย เมล็ดทรงกระบอกเรียวยาวขนาดรูปร่าง สี ใกล้เคียงเมล็ดข้าวเปลือกที่มีตอนปลายตัดทั้งสองด้านพร้อมมีพู่กระจุกขนประดับช่วยพยุงเมล็ดให้ปลิวไปตามลมได้ไกล ๆ


แหล่งกำเนิดดั้งเดิมในธรรมชาติของพืชในสกุลชวนชมมีสองแหล่งใหญ่คือ แหล่งที่หนึ่ง พบตามแนวฝั่งตะวันออกของทวีปอาฟริกาได้แก่ชนิด


1. Adenium obesum Balf. f. (Desert Rose, Mock Azalea, Impala Lily ได้แก่พันธุ์พื้นเมือง) พบตอนใต้ซาอีล แทนซาเนีย ซิมบักเวย์ และตามแนวฝั่งทะเลของเคนย่า เป็นชนิดดั้งเดิมที่นำเข้ามาครั้งแรกดังกล่าวข้างต้น จึงพบกันทั่วไปในประเทศไทย จนบางครั้งถูกเรียกเป็นพันธุ์ไทยหรือพันธุ์พื้นเมืองไป ลักษณะเด่นของชนิดนี้คือ ลำต้นส่วนใหญ่จะแตกกิ่งแขนงมาก รูปทรงคล้ายไม้ยืนต้นพวกจามจุรี โคนต้นติดกับโขดมักไม่ขยายพองกว้างใหญ่มากนัก จะเก็บสะสมอาหารและน้ำไว้ที่ส่วนรากที่มีขนาดใหญ่มาก ใบเรียบมัน ไม่มีขน สีเขียวอ่อนสดใส เส้นใบหลักและแขนงมีสีอ่อน เห็นชัดเจน ดอกสีชมพู ขอบกลีบสีเข้ม ภายในกรวยมีเส้นนำทางเข้าสู่ต่อมน้ำหวาน (nectar guide) ใต้ฐานกลีบดอก กลีบละ 1 เส้น ภายในกรวยดอกสีเหลือจะเห็นระยางค์ของอับเรณู 5 เส้นอยู่ภายในกรวยที่ไม่มีขนมากนัก ออกดอกดกเกือบทั้งปี ต่อมาไม้ชนิดนี้ได้มีการปรับปรุงและคัดสายพันธุ์ทั้งในและต่างประเทศ ไม้ที่เพาะจากเมล็ดเกิดความหลากหลาย เกิดส่วนโขดขยายพองโตมาก รากใหญ่ ดอก มักจะออกที่ปลายกิ่ง ดอกมีขนาดและสีแตกต่างกันมาก จากขาวจนถึงแดงเข้ม เกิดดอกลายมีเหลื่อมสีมากขึ้น จำนวนดอกในช่อมีมากขึ้น บางสายพันธุ์ดอกจะบานนานขึ้นกลายเป็นไม้ติดตลาดยอดนิยมอีกชนิดหนึ่ง สำหรับในประเทศไทยแรกเริ่มมากกว่าสิบปี มีผู้นำชวนชมกลุ่มที่มีโขดใหญ่เข้ามาจากแหล่งเพาะขยายพันธุ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกาแต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย แต่หลังจากนั้นมีการนำเข้ามาจากฮอลแลนด์ก็ได้รับความนิยมมากขึ้น จนเป็นที่รู้จักและเรียกกันทั่วไปว่าเป็นกลุ่มลูกผสมสายพันธุ์ "ฮอลแลนด์" และก็ยังมีการนำเข้าของสายพันธุ์เด่น ๆ จากไต้หวัน และสหรัฐอเมริกาเข้ามาเพิ่มเติม เนื่องจากสายพันธุ์ลูกผสมชนิดนี้ในประเทศไทย สีสรรมีความหลากหลายเพิ่มขึ้น จากขาวจนถึงแดงเข้มจัดในบางสายพันธุ์ เป็นที่นิยมมากมายหลายร้อยชื่อ นับเป็นประเทศชั้นแนวหน้าที่ต่างชาติกลับเข้ามาซื้อหาสายพันธุ์ และจำนวนต้นมากมายจนมีชื่อเสียงมากในโลกปัจจุบัน สำหรับต้นพื้นเมืองเดิมหรือลูกของออลแลนด์ที่มีดอกไม่สวย เมื่อมีลำต้น โขดและรากขนาดใหญ่ จะนำมาตัดแต่งรูปทรงให้สวยงามนำมาใช้เป็นต้นตอเพื่อต่อกิ่งสายพันธุ์ที่ดีลงก็จะให้ดอกสวยงามต่อไป

อ้างอิง : สวนนกตองตาล http://www.pantown.com/board.php?id=30255&area=3&name=board11&topic=2&action=view


2) A. multiflorum Klotzsch ได้แก่ แดงเอหรือแดงอาฟฯ พบที่โมแซมบิคบางครั้งจึงพบว่าจัดชนิดนี้เป็นชนิดย่อยของ obesum เพราะโครงสร้างลำต้นทั่วไปคล้ายชวนชมพื้นเมือง เจริญเติบโตเร็วแข็งแรง ลักษณะเด่นที่แยกได้ชัดคือภายในกรวยดอกมีเส้นนำทางน้ำหวานอยู่ 15 เส้น (3เส้น/กลีบดอก) สีพื้นดอกเป็นขาวขอบแดงเข้ม ขอบกลีบบิดเล็กน้อย ระยางค์ของอับเรณูยาวเลยส่วนกรวยดอก ใบแตกต่างมากเป็นสีเขียวอมเทาเป็นมัน ส่วนปลายใบมนขยายกว้างและมักเว้าลึกที่กึ่งกลาง มักทิ้งใบหมดหลังหนาวจัดแล้วจึงให้ดอกบานเต็มต้น ชวนชมชนิดนี้คาดว่านำมาในประเทศไทยใกล้เคียงกันกับชนิดแรกข้างบน หากแต่ไม่เกิดความนิยมเท่า อาจจะเป็นเพราะจัดเป็นพันธุ์หนักมีดอกยาว จะบานพร้อมกันมากเป็นบางฤดูเท่านั้น


3) A. swazicum Stapf (Impala Lily หรือกลุ่มช็อคกิ้งพิ้ง) พบที่สวาซิแลนด์ โมแซมบิค ทรานซ์วาล ของอาฟริกาใต้ เป็นไม้ที่มีลักษณะเป็นพุ่มแตกกิ่งแขนงมาก โขดไม่ขยายอยู่ใต้ดิน เก็บอาหารที่รากใบเรียวยาวไม่เป็นระเบียบ มีสีเขียวอ่อน มักพับเข้าหากันที่กึ่งกลางใบ มีขนละเอียดทั้งด้านบนและล่าง ดอกสีขาว ชมพูจนถึงม่วง เป็นสีทึบแน่นเสมอกันทั่วกลีบจนถึงกรวย ซึ่งไม่มีเส้นนำทางน้ำหวาน กลีบดอกกว้างเกยกัน ระยางค์ของอับเรณูสั้นมากซ่อนหลยอยู่ส่วนลึกในกรวย โดยมากดอกบานมากช่วงฤดูร้อน แต่บางสายพันธุ์ให้ดอกได้ตลอดทั้งปี เป็นไม้นำเข้ามาในประเทศไทยทั้งเมล็ดและกิ่งตอนมากมายหลายสายพันธุ์ช่วงสิบปีนี้ รู้จักกันในชื่อช็อคกิ้งพิ้ง รจนา ทับทิม เกล็ดไพริน เพ็ญนภา ขาวหิมะ และม่วงฮาวาย เป็นต้น


4) A. bomianum Schinz ได้แก่กลุ่มดอกผักบุ้ง ใบกระท้อน ใบฝรั่ง พบที่นามิเบียและแองโกล่า ลักษณะเด่นของชนิดนี้คือ ลำต้นตั้งตรง โขดมีขนาดเล็ก ใบมีขนละเอียดปกคลุม ขนาดกว้างใหญ่มาก ปลายใบกว้างมาก ดอกทั้งกลีบดอกและกรวยเป็นสีชมพูทึบแน่นเป็นเนื้อเสมอเดียวกัน ลักษณะกลีบค่อนข้างกลมกลีบเกยกัน ระยางค์ของอับเรณูสั้นมากซ่อนหลบอยู่ส่วนลึกของกรวย ในต่างประเทศมีดอกบานช่วงสั้นเพียงช่วง 2-3 อาทิตย์ในฤดูร้อน ได้นำเข้ามาในประเทศไทยช่วง 5-6 ปีที่แล้ว เป็นไม้ที่นำเมล็ดและกิ่งตอนเข้ามาจากแหล่งสะสมพันธุ์ไม้ของสหรัฐอเมริกา และที่ฮาไว รู้จักกันในชื่อ เจ้าเงาะ พระสังข์ ดอกสีโอวัลติน เชอร์รี่พิ้งค์ ม่วงอุษา ม่วงฮาวาย และหนึ่งฤทัย เป็นต้น


5) A. oleifolium Stapf ได้แก่กลุ่มใบเงิน พบที่บอทสวาน่า นามิเบีย ทรานซ์วาล เบคชัวนาแลนด์ และอาฟริกาเหนือและใต้ เป็นไม้พุ่มเตี้ยแตกกิ่งมากใบแคบเขียอ่อน บางครั้งเป็นสีเขียวอมเทาเป็นเงินวาว ใบมักจะแบนแคบรูปใบพาย มีขนละเอียดปกคลุมมาก เส้นแขนงใบเห็นไม่ชัดเจน การจัดวางใบไม่เป็นระเบียบ มีโขดใหญ่ มักมีสีคล้ายดินลูกรัง ชอบฝังอยู่ใต้ดิน บางต้นอาจหนักเกือบ 30 กิโลกรัม ดอกมีตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาดกลาง กลีบดอกค่อนข้างแข็งหนากว่าชนิดอื่น ๆ สีชมพูกลีบแคบไม่เกยกัน กรวยสีเหลืองทอง เส้นนำทางน้ำหวานพาดยาวจากกรวยถึงบนกลีบดอกชัดเจน ระยางค์อับเรณูยาวประมาณปากกรวยดอก อายุฝักกว่าจะแก่ใช้เวลานานเกือบหนึ่งปี เมล็ดมีขนาดใหญ่มาก ไม่พบว่ามีการติดักในบ้านเรา สายพันธุ์จึงไม่มีการพัฒนาในประเทศไทยนำเมล็ดเข้ามาปลูกกันไม่มากนัก รู้จักกันในชื่อไม้นำเข้า บลูฮาวาย ยักษ์ใบเงิน


6) A. somalense var. somalense Balf. f. ได้แก่กลุ่มยักษ์ใบยี่โถ ยักษ์ใบเรียว พบที่โซมาเลีย แทนซาเนีย และตะวันตกเฉียงเหนือของเคนย่า เป็นไม้ยืนต้นจัดว่าเป็นชวนชมยักษ์อีกชนิดหนึ่งที่มีลำต้นตรงใหญ่ชะลูดทางสูงมากกว่าการแตกกิ่งทางด้านข้าง ดังพวกพันธุ์ obesum และโขดโตมากเป็นกรวยสูงรับกับลำต้น ส่วนรากไม่ขยายรับกับความใหญ่สมกับลำต้น ที่พบในท้องถิ่นเดิมของอาฟริการายงานว่าสูงถึงสามเท่าช่วงตัวคน มีโคนใหญ่กว่าถัง 200 ลิตร ในบ้านเราโตเร็วมากปลูกได้ไม่กี่ปีก็อาจสูงกว่า 2 เมตร ใบเรียวแคบไม่มีขน สีเขียวสดใส เห็นเส้นใบขาวเด่นชัด รูปร่างคล้ายใบยี่โถมาก จะทิ้งใบหมดหากกระทบแล้ง เป็นไม้ที่ออกดอกดกมาก เป็นฤดูชอบออกดอกตามลำต้นและกิ่งหลัก ดอกมีขนาดเล็กจนถึงขนาดกลาง สีชมพูริมขอบกลีบแดง และซีดลง บริเวณส่วนกลางดอก กลีบดอกไม่เกยกัน กรวยดอกมีเส้นนำทางน้ำหวาน 15-25 เส้น ยาวเลยเข้ามาที่กลีบดอกเล็กน้อย ระยางค์อับเรณูยาวเลยปากกรวยดอก ติดฝักได้ดีพอสมควร เมล็ดมีขนาดใหญ่ เป็นไม้ที่นำเข้าในประเทศไทยมากกว่า 20 ปี จากแหล่งเพาะเลี้ยงเคคทัสในสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันจึงมีต้นชนิดนี้ที่นำเข้ารุ่นแรก ๆ สูงกว่า 3 เมตร สวยงามมาก มีการพัฒนาทั้งต้นและดอกไปมาก แต่ส่วนใหญ่มักจะเน้นให้คงสภาพลักษณะสายพันธุ์ยักษ์ดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด


7) A. somalense var. crispum ได้แก่กลุ่มยักษ์แคระ ดอกสีโกโก้ พบที่โซมาเลีย เคนย่า และแทนซาเนีย เป็นชนิดย่อยของกลุ่มยักษ์ใบยี่โถ แตกต่างกันมาก เพราะเป็นไม้พุ่มเตี้ยที่มีโขดกลมอยู่ใต้ดิน ใบเรียวแคบยาวแหลม ขอบใบหยิกเป็นคลื่น ผิวใบเป็นมัน สีเขียวเข้มอมน้ำตาลหรือเทา มักเห็นเส้นใบชัดเจน ชอบออกดอกดกมากเป็นครั้งคราว แต่ช่วงการบานนาน ดอกมีขนาดเล็กบานทน มีสีชมพูจนถึงแดง บางสายพันธุ์มีสีแดงอมน้ำตาล สีซีดเข้าสู่กึ่งกลางดอก กลีบดอกแคบเป็นแถบค่อนข้างยาว มักบิดเป็นเกลียว แต่บางชนิดปลายดอกแหลมคล้ายรูปดาว ส่วนมากจะมีเส้นนำทางน้ำหวาน 15 เส้นจากในกรวย ซึ่งอาจทอดยาวแตกแขนงยาวเลยออกมากระจายไปทั่วกลีบ ทำให้เห็นความแตกต่างจากสายพันธุ์อื่น ๆ อย่างชัดเจน ระยางค์อับเรณูหดสั้นอยู่ภายในกรวย สายพันธุ์นี้นำเข้ามาในประเทศไทยจากแหล่งเพาะพันธุ์ในสหรัฐอเมริกา ประมาณ 5 ปีหลังนี้ ปลูกเลี้ยงกันในชื่อยักษ์แคระอเมริกา เป็นที่นิยมมากในการเสียบเข้ากับตอที่แข็งแรงขนาดใหญ่ จะให้ดอกดกมาก ใช้เป็นไม้ตกแต่งยอดเยี่ยม


ชวนชมที่พบตามธรรมชาติแหล่งใหญ่แห่งที่สองนั้นอยู่แถบคาบสมุทรอาหรับมีสองชนิดคือ

1) Adenium arabicum Balf. f. ได้แก่ยักษ์อาหรับ ยักษ์ซาอุฯ ยักษ์อริโซน่า พบที่แถบตอนใต้และตะวันตกของริมคาบสมุทรอาหรับ ลำต้นสูงใหญ่ใต้ใบมีขนละเอียดนุ่ม ออกดอกดกตามลำต้นกิ่งหลักและกิ่งแขนง ดอกสีชมพูสดใส ส่วนใหญ่จะซีดลงจนถึงขาวในส่วนลึกของกรวย ซึ่งมีขนละเอียดยาวมากกว่าชนิดอื่น ๆ ฝักมักมีสีแดงเข้ม ขนาดฝักและเมล็ดอ้วนใหญ่กว่าพันธุ์ obesum มาก ชวนชมยักษ์ในชนิดนี้แบ่งลักษณะลำต้นออกเป็นสองฟอร์มคือ ฟอร์มซาอุ มีลำต้นเป็นแบบไม้ยืนต้น ลำชี้ ขึ้นตรง สูงได้ถึง 4 เมตร ถ้าพบในแถบภูเขาสูงจะเตี้ยลงแต่ขนาดโขดจะใหญ่ขึ้น ใบไม่กว้าง ดอกสีชมพูมีขนาดเล็ก (4 เซนติเมตร) ส่วนอีกฟอร์มมีลักษณะลำต้นเตี้ย แต่มีฐานโขดใหญ่กว้างถึงหนึ่งเมตร ชอบแตกกิ่งแขนง มีใบกว้างใหญ่มาก ดอกมีขนาดกลางประมาณ 8.5 เซนติเมตร ในกรวยดอกมีเส้นนำทางน้ำหวาน 5 เส้น เรียกฟอร์มเยเมน สายพันธุ์ที่รู้จักนิยมปลูกกันมีดอกขนาดใหญ่พิเศษคือ "สิงคโปร์" บางสายพันธุ์มีผิวของลำต้นออกทางขาวนวล แดงอมน้ำตาล เขียวอ่อน หรือเขียวอมเหลืองหลากหลายสี ในสายพันธุ์นี้ส่วนใหญ่ได้ทยอยนำเข้ามาทั้งต้น และเมล็ดจากผู้ที่เคยทำงานเขตตะวันออกกลางเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน จึงได้มาจากหลายแหล่ง หลายรูปแบบโครงสร้าง เจริญเติบโตได้ดี อัตราการเติบโตเร็วกว่าพวกชวนชมพื้นเมืองทั่วไป เพราะมีโขดใหญ่กว่ามาก เป็นไม้ที่นิยมกันอีกชนิดหนึ่ง ในบ้านเรานั้นมักเรียกชื่อสายพันธุ์ตามแหล่งใหญ่ที่ผู้นำเข้าได้แก่ ยักษ์อาหรับสายคุณหญิงพหลฯ สายสิงห์บุรี สายลพบุรี สายอยุธยา สายองครักษ์ และสายเมืองคง (โคราช) ซึ่งจะมีลักษณะแตกต่างกันไปจนเป็นที่น่าสังเกตได้จากสี รูปร่างใบ และลักษณะโขด แต่โดยมากที่พบมักจะเป็นประเภทมีฐานโขดกว้าง ชอบแตกหน่อหลายลำออกจากฐานโขด เป็นทรงกรวยใหญ่ชี้ตรงขึ้นฟ้า ออกดอกตกตามลำต้นและยอด จำนวนต้นยักษ์อาหรับยังมีไม่แพร่หลายมากนัก สามารถติดเมล็ดได้บ้างในบ้านเราเอง จึงเกิดพัฒนาสายพันธุ์ไปได้ สีดอกเกิดการกลายพันธุ์จากชมพูไปถึงสีขาวและแดงเป็นเอกลักษณ์ต่างจากสายพันธุ์ดั้งเดิมมาก

อ้างอิง : ชมรมผู้รักชวนชมโคราช http://www.pantown.com/board.php?id=21604&area=3&name=board7&topic=7&action=view


2) A. socotranum Vierh. ได้แก่ ยักษ์ซาอุฯ เพชรบ้านนา ยักษ์บางคล้า พบที่เกาะโซโคทร้าของเยเมน ซึ่งอยู่ในมหาสมุทรอินเดียและพบที่ตอนใต้อาหรับ ถือว่าเป็นชวนชมพันธุ์ยักษ์ที่แท้จริง ลำต้นเมื่อมีอายุมากจะมีผิวเปลือกย่นคล้ายหนังช้าง โครงสร้างเป็นกรวยตรงใหญ่สูงหลายเมตร มีรายงานว่าพบสูงถึง 6 เมตร โขดกว้างถึงเกือบ 2 เมตรครึ่ง ส่วนยอดจะแตกกิ่งมีข้อสั้นเป็นแขนงมากมาย คล้ายต้นไม้ใหญ่ที่มีรากชี้ฟ้า รูปทรงใกล้เคียงกับต้นไม้ยักษ์ที่ชื่อบาวบับ ในระยะเป็นต้นขนาดเล็กที่เกิดจากการเพาะเมล็ด จะเห็นความแตกต่างจากชนิดอื่นที่ไม่แตกกิ่งแขนง หน่อ หรือลำต้นออกจากโคนหรือโขดที่มักจะยกตัวลอยอยู่เหนือพื้นดิน เก็บอาหารไว้ที่โขดและลำต้นที่เป็นลำแท่งตรงใหญ่ และที่โคนซึ่งมีรากใหญ่ลอยตัวพ้นผิวดินบิดงอซับซ้อนมีความสวยงาม ลำต้นแม้จะมีขนาดเล็กก็ดูคล้ายบอนไซ จัดเป็นต้นชวนชมที่เด่นที่สุด ออกดอกดกตั้งแต่อายุ 2 ปี เมื่อทิ้งใบหมดต้นก็จะออกดอกเป็นสีชมพู มีขนาดเล็ก และมักบานพรูพร้อมกันทั้งต้น มีตาดอกที่กิ่งแขนงและปลายยอด ให้ช่วงฤดูการบานของดอกทนนาน บางสายพันธุ์ให้ดอก 2 ครั้งต่อปี ลักษณะใบค่อนข้างเรียวยาวกว้างที่ใกล้ส่วนปลาย ใบค่อนข้างหนาเป็นมันสีเขียวเข้ม และเห็นเส้นกลางใบสีขาวชัดเจน

อ้างอิง : สวนนกตองตาล http://www.pantown.com/board.php?id=30255&area=3&name=board11&topic=1&action=view


ชวนชมชนิดนี้เป็นพันธุ์หายากพบว่ามีที่ปลูกไว้น้อยมากในสถาบันแหล่งสะสมสายพันธุ์ของต่างประเทศ นับว่าเป็นโอกาสดีสำหรับประเทศไทยเราที่มีผู้ซึ่งไปทำงานซาอุดิอารเบียมีความรู้เรื่องต้นไม้แปลกได้นำเข้ามาเป็น กิ่งชำปลูกไว้ที่นครนายกเมื่อประมาณเกือบสิบปีที่แล้ว โดยในตอนแรกไม่ทราบว่าเป็นชนิดใด จึงเกิดเป็นชื่อสายพันธุ์ยักษ์ซาอุฯ เพชรบ้านนา และโดยบังเอิญที่เป็นสายพันธุ์ชนิดนี้ ซึ่งค่อนข้างจะหาได้ยากในเขตอาหรับตอนใต้ แต่จะพบมากที่สุดโดยเฉพาะที่บนเกาะโซโคทร้าของเยเมนเท่านั้น ทั้งลักษณะต้นนำเข้ามานี้โตมาจากกิ่งปักชำ จึงดูแตกต่างมากจากต้นที่เพาะจากเมล็ด จนกระทั่งเมื่อ 2-3 ปีที่แล้วได้ติดตามลักษณะพิเศษเฉพาะตัวของสายพันธุ์นี้ที่ยิ่งแสดงความชัดเจนมากขึ้นในรุ่นลูกที่ได้จากฝักของต้นนี้ ซึ่งให้จำนวนเมล็ดน้อยมาก แต่มีความนิ่งของสายพันธุ์ และแสดงโครงสร้างลำต้นดอกแตกต่างจากชวนชมชนิดอื่น ๆ ประกอบกับมีการนำเข้าพันธุ์แท้บางต้นจากเยเมน จึงได้แน่ใจกันว่าเป็นชนิด socotranum และหลังจากนั้นก็พบว่ามีการนำเมล็ดเข้ามาจากซาอุฯ อีกชุดหนึ่งเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว ซึ่งแต่เดิมคาดว่าเป็นเมล็ดยักษ์อาหรับธรรมดาเท่านั้น แต่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ จึงได้เพาะเจริญเติบโตอยู่ที่บางคล้า ฉะเชิงเทรา ต่อเมื่อต้นชุดนี้มีอายุหลายปี มีขนาดใหญ่ขึ้นจึงแสดงลักษณะชนิดพันธุ์ชัดเจน และในขณะนี้สายพันธุ์กลุ่มนี้ก็ได้กระจายอยู่ทั่วไปในกลุ่มนักเลี้ยงชวนชมแล้ว


เนื่องจากชวนชมชนิดนี้ติดฝักค่อนข้างยาก แต่ถ้าได้ติดเป็นฝักสมบูรณ์แล้วมักจะไม่กลายพันธุ์จึงเป็นส่วนดี จำนวนต้นกล้าจึงไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด และอาจจะกล่าวว่าชวนชมที่หายากชนิดนี้ในประเทศไทยเรา มีการเพาะปลูกมากที่สุดในโลกก็อาจเป็นได้ ชาวต่างประเทศผู้สะสมพันธุ์มักจะหาทางกว้านซื้อต้นกล้า ลักษณะที่ดีกลับไปให้ได้มากที่สุด ราคาทั้งต้นใหญ่ เล็ก ยังจัดว่าอยู่ในระดับสูงมาก


ชวนชมที่พบในประเทศไทยปัจจุบันจัดได้ว่ามีการรวบรวมไว้ครบทุกชนิด และมีความสวยงามหลากหลายมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เพราะบ้านเรามีแหล่งน้ำ ดิน อากาศพอเหมาะแก่การขยายพันธุ์เจริญเติบโตประกอบกับความรู้ความสามารถของเกษตรกรเรียนรู้ได้เร็ว รู้จักดัดแปลงปรับปรุงอยู่เสมอ ทำให้บ้านเรามีต้นและดอกชวนชมที่ถือว่าอยู่ระดับแนวหน้า มีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาศึกษาและทำธุรกิจมากมาย


ความหลากหลายของชวนชมไม่ได้จบลงที่ชนิดต่าง ๆ แต่เพราะชวนชมต่างชนิดกันนั้น หากได้ใช้ความพยายามช่วยผสมเกสรแล้วจะผสมข้ามชนิดได้ ทำให้เกิดพันธุ์ลูกผสมมากมาย ขยายพันธุ์ได้ง่าย สามารถนำมาเสียบเข้ากับตอที่มีอายุมากรูปทรงดีแล้ว ก็จะได้ไม้ดอกพุ่มตามความนิยมที่สวยงามมาก สำหรับลักษณะดอกจะคัดพันธุ์กันตามความนิยมในเรื่องของสีสด สีเข้ม สีแปลกจากสีพื้น ๆ ขนาด รูปทรงดอก ช่วงฤดูการบานนาน บานทน และความดก หากจะจำแนกสีในกลุ่มพื้นเมืองของลูกผสมฮอลแลนด์แล้ว จะมีดังนี้


กลุ่มสีแดง ได้แก่ แดงสะท้อนแสง แดงกรรณิการ์ แดงไต้หวัน ดวงตะวัน อำนวยโชค มณีนิล เพชรมณี และแดงลูกัส เป็นต้น สีแดงอมแสด ได้แก่ ส้มลายไทย แดงรุ่งโรจน์ แสดปัญจรัตน์ ฯลฯ สีแดงค่อนทางชมพู ได้แก่ มุกมณี สาวสวนแตง รัตนมงคล ศรีโสธร นิ่มนวล ฯลฯ ที่มีสีแดงเข้มผิวคล้ายกำมะหยี่ ได้แก่ แสงรัศมี และแดงอังเปา ที่เป็นไม้ล่าสุด สำหรับแดงที่มีกลีบดอกและใบหนาขนาดใหญ่พิเศษคือ แดงนับอนันท์


กลุ่มสีชมพู ได้แก่ ช่อทิพย์ ช่อผกา พวงผกา พวงชมพู เพชรชมพู ดาวชมพู ชมพูแวร์ซาย ชมพูเพชรรัตน์ ฟ้าประทาน แป๊ะยิ้ม บัวแก้ว บัวขวัญ หนึ่งเดียว ชมพูรจิตแก้ว ระฆังแก้ว และกัญจมาภรณ์ ฯลฯ ในกลุ่มนี้บางสายพันธุ์ให้สีเหลื่อมล้ำหลายสีหรือพวกสีแฟนซี จากขาวสำหรับดอกบานวันแรก วันต่อมาเป็นชมพูอ่อน เมื่อบานนานหลายวันจะเป็นชมพูเข้ม บ้างก็เปลี่ยนสีในดอกเดียวกัน หรือในช่อเดียวกันจึงมีความสวยแตกต่างจากสีพื้นเรียบธรรมดา สีดอกประเภทนี้ได้แก่ เพชรสายรุ้ง สุชาวรี ลีลาวลี พุดตาลสามสี ชมพูรจิตแก้ว แววมยุรา สามกษัตริย์ และล่าสุดคือ ชมพูสำราญ บางสายพันธุ์ให้สีชมพูที่มีโทนม่วงเข้ามาได้แก่ ขาวขอบม่วง ม่วงมาดาม หรือม่วงแคทรียา ม่วงจำปาสัก ม่วงเม็ดมะปราง ม่วงดอกมะเขือ ม่วงกรรณิการ์ ม่วงตวงทอง ม่วงมะเหมี่ยว เป็นต้น


กลุ่มสีขาว ได้แก่ ขาวประ ขาวมะลิ ขาวสไปร์ ขาวอรุณี ขาวคีรีบูร ขาวมงกุฏเพชร ขาวประภาพรรณ ขาววิรัตน์ ขาวมรกต เพชรน้ำเอก ขาวลิลี่ไวท์ ขาวศรีอโยธยา ขาวบางใหญ่ ขาวมีทรัพย์ และขาวมรดกโลก ล้วนแต่เป็นลูกไม้ที่เกิดในประเทศไทย ซึ่งได้จัดว่าเป็นกลุ่มขาวที่ดีที่สุดในโลก


หากจะจำแนกในความแปลกของดอก เช่น กลุ่มดอกหอม จะมีหลายสายพันธุ์ที่หอมมากเป็นพิเศษหอมรุนแรง ตั้งแต่สายจนบ่ายกลิ่นคล้ายกุหลาบปนน้ำหอมสุภาพบุรุษ ได้แก่ แดงหอม แก้วดอกหอม ขาวหอม ขาวมะลิคริส เตียนดิออร์ และหอมเพชรรัตน์ เป็นต้น หรือในบางชนิด มีสีด่างลายขาวและแดงเป็นไม้นำเข้าจากไต้หวันชื่อดอกลายสายน้ำตก บางชนิดมีลายด่างเป็นขอบชั้นได้แก่ เพชรสายรุ้ง เพชรเมืองกาญจน์ ดอกบางชนิดมีกลีบซ้อน เป็นสองชั้นได้แก่ เพชรบ้านสร้าง หรือบางชนิดก็อาจมีจำนวนกลีบมากน้อยแตกต่างกันจาก 3 ถึง 8 กลีบก็มี


นอกจากกลุ่มสายพันธุ์ฮอลแลนด์ที่นิยมมากคือ พวกพันธุ์ลูกผสมที่เกิดจากการผสมข้ามชนิดระหว่างพันธุ์อาหรับกับฮอลแลนด์ หรือกับกลุ่มสวาซิคัม มีที่เป็นไม้นำเข้าจากสหรัฐอเมริกาได้แก่ กลุ่มแดงมงคล คริมสันสตาร์ (แดงปักษ์ใต้) คาร์ริบโซ แดงหาดใหญ่ แดงเชียงใหม่ แดงแม่โจ้ แอสช่า และกมลทิพย์ เป็นต้น แต่เมื่อนำไปปลูกนานเข้าเกิดติดฝักโดยธรรมชาติในประเทศไทยได้รุ่นลูกของกลุ่มนี้ที่มีลักษณะที่ดีพันธุ์ล่าสุดได้แก่ พรทิพย์ ประกายดาว และแดงสิริ เป็นต้น


ความหลากหลายของใบชวนชมมีมากสี จากเขียวใสคล้ายสีตองอ่อน เขียวเข้ม เขียวอมเทา เงิน เขียวอมแดง (ได้แก่นิลมหากาฬ แดงเสนาะ) ขอบแดง สีขาวนวล ใบลายด่าวขาว (variegata) ก็เป็นที่นิยมเล่นเป็นไม้ใบได้ ซึ่งมีข้อได้เปรียบพืชอื่น ๆ ที่ยังสวยที่ดอกและโขดเป็นบอนไซได้ สายพันธุ์ประเภทด่างที่เกิดในประเทศไทยจากสายพันธุ์ฮอลแลนด์ได้แก่ ด่างชาตรี ด่างวิฑูรณ์ ด่างปรีชา ด่างจิ๋ว ด่างรจิตแก้ว ด่างนับอนันท์ และด่าวแก้วสารพัดนึก นอกจากนี้ได้เกิดการด่างกลายในชนิดสวาซิคัม ได้แก่ ช็อคกิ้งพิ้งด่าง และด่างในชนิดยักษ์ใบยี่โถอีกด้วย สำหรับลำต้นชวนชมนอกจากมีลายด่างลายแล้ว บางครั้งลูกกล้าที่เพาะใหม่ก็มีการกลายพันธุ์มีลำต้นเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสดใสก็มี หรือบางยอดเปลี่ยนเป็นแผงหรือกำแพงเกิดเป็นตาดอกมาก จึงเกิดเป็นช่อดอกขนาดใหญ่ มีจำนวนหลายสิบดอก เมื่อเพาะกล้าชวนชมจำนวนมากหลายพันต้น มักจะพบลูกหลงกลายพันธุ์แปลกออกมาเป็นพันธุ์แคระ ลำต้นย่อขนาดลงมากใบเล็กกว่าหนึ่งตารางเซนติเมตร หรือได้ลักษณะเป็นใบบิดแข็งหนามัน คล้ายพลาสติกให้ดอกที่สวยด้วยจึงนิยมนำมาปลูกเล่นเป็นบอนไซที่สวยงาม


ชวนชมจึงเป็นไม้ที่น่าหลงไหล มีความงามต่างรูปแบบ สวยทุกส่วนสัดทั้งดอก ใบ ต้น โขดและราก ทั้งการเลี้ยงดูก็แสนจะง่าย ตายก็ยาก จะเอามาตกแต่งเป็นไม้พุ่ม ไม้ดัด ไม้ใหญ่ จัดเข้าสวนบ้านไทย ก็ทันสมัยทุกเวลา



### ประวัติที่ไปที่มาของชวนชม "ชฎาเพชร" สวนพี่ต้อยแปดริ้ว ###


สวนพี่ต้อยแปดริ้ว ตั้งอยู่บนถนนสุวินทวงศ์ขาออกไปกรุงเทพมหานครหลักกิโลเมตรที่ 1 บริเวณตีนสะพานข้ามทางรถไฟฉะเชิงเทราซึ่งอยู่ห่างจากโรงพยาบาลโสธราเวชเพียง 500 เมตรเท่านั้น สวนตั้งอยู่ในซอยลึกเข้าไปเพียง 50 เมตรจากปากทางเข้า โดยปากซอยท่านสามารถมองเห็นป้ายชื่อสวนพี่ต้อยแปดริ้วสีขาวน้ำเงินแสดงได้อย่างชัดเจน บนเนื้อที่ 1 ไร่ของสวนพี่ต้อยแปดริ้วมีทั้งไม้ใหญ่อายุมากและไม้เล็กที่เน้นคุณภาพทุกต้นทุกท่านที่เข้ามาชมจะได้รับความสุขจากการชมไม้เก่าแก่จำนวนหลายต้น รวมถึงลูกไม้ใหม่ๆที่กำลังดังอยู่ในขณะนี้คือ “ ชฎาเพชร ” ไม้ที่ทางสวนได้ทำการขึ้นทะเบียนการค้ากับกรมทรัพย์สินทางปัญญาไว้แล้ว สวนพี่ต้อยแปดริ้วถือเป็นสวนชวนชมขนาดเล็กที่ผลิตไม้ขายภายในประเทศเป็นหลักและเป็นการทำภายในครอบครัวไม่ได้ผลิตเป็นจำนวนมากๆหรือผลิตทิ้งไว้หลายๆปีบนเนื้อที่มากๆเช่นสวนอื่น เลยทำให้เราเน้นเรื่องคุณภาพของต้นไม้ได้จำนวนมากและมีความคิดที่จะผลิตแต่ไม้สวยๆ ในรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองให้มากขึ้นและเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นหลัก


ในปัจจุบันสวนพี่ต้อยแปดริ้วได้ออกประชาสัมพันธ์การค้าและบริการลูกค้าที่ต้องการไม้สวยไม้คุณภาพในทุกที่เช่น สวนจตุจักร ทุกวันพุธและพฤหัส ตามงานประกวดชวนชมทั่วทั้งประเทศ อยุธยา ชลบุรี กรุงเทพมหานคร ลพบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น ระยอง อุบลราชธานี อุดรธานี พิษณุโลก ภูเก็ต ในอนาคตจะไปเปิดการค้าที่จังหวัดเชียงใหม่และสงขลา ด้วยเช่นกัน ส่วนการค้าภายนอกประเทศนั้นทางสวนเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะเร่งการเปิดตลาดภายนอกเพราะปัจจัยที่เสี่ยงหลายด้านเรื่องของคุณภาพ ต้นทุน ราคา ขั้นตอน การแกว่งตัวทางเศรษฐกิจที่ผันผวนมากทุกๆปี สิ่งเหล่านี้ทำให้ทางสวนคิดที่จะผลิตขายแต่ภายในประเทศเป็นหลักโดยถือตลาดต่างประเทศเป็นการขายเป็นครั้งคราวเท่านั้น


จากอดีตจวบจนถึงปัจจุบันมีผู้คนมากมายที่จะพยายามหาความสุขจากการเลี้ยงต้นไม้ ไม่ว่าจะสายพันธุ์อะไรก็ตามแต่ ชวนชมถือเป็นไม้มงคลอีกสายพันธุ์หนึ่งที่มีผู้นิยมหันมาเล่นและสะสมอย่างมากในปัจจุบัน หลายคนเล่นแบบสะสมไม่ได้ทำในเชิงธุรกิจจึงทำให้มีคนจำนวนมากในประเทศที่มีชวนชมสวยๆอยู่และคนเหล่านั้นก็เป็นกลุ่มบุคคลที่เก่าแก่ในวงการชวนชมของประเทศ แม้กระนั้นชวนชมก็มาถึงจุดเปลี่ยนได้มีผู้นำชวนชมเข้าจากต่างประเทศมีสายพันธุ์ต่างๆมาขยายพันธุ์ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือสายพันธุ์เพชรบ้านนา บางคล้า ถือเป็นไม้ดั้งเดิทรุ่นแรกที่เกิดในเมืองไทย ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่เวลาทำให้อะไรเปลี่ยนแปลงไป การพัฒนาสายพันธุ์โดยวิธีพันธุวิศวกรรม การพัฒนาสายพันธุ์ตัวเอง หรือการพัฒนาข้ามสายพันธุ์ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในวงการชวนชม เราเห็นชวนชมสายพันธุ์ใหม่ๆในรุ่นหลังๆ ผมขอเรียกว่ารุ่นที่ 2 ของเมืองไทย เช่น มงกุฎทอง หรืออื่นๆเกิดขึ้นมาและยังคงอยู่ต่อไปเฉดเช่นชวนชมน้องใหม่ที่ถือกำเนิดอย่างเป็นทางการและถือเป็นการพัฒนาสายพันธุ์ด้วยตัวมันเอง นั้นคือต้นกำเนิดของที่มาของชวนชมสายพันธุ์ใหม่ล่าสุด "ชฎาเพชร" ความสวยไร้พรมแดน ถือเป็นชวนชมพัฒนาการใหม่ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย


“ ชฎาเพชร ” เป็นไม้ชวนชมกลายพันธุ์ตระกูล Thai - socotranum สายพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้นในสวนของพี่ต้อยแปดริ้ว โดยเริ่มต้นที่พี่ต้อยและหลานที่ชื่อหมีได้ชวนกันเข้าไปซื้อชวนชมสายพันธุ์บางคล้าจากคุณหนุ่มหนองแหน เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2546 เดิมต้นนี้ทั้งพี่ต้อยและหมีต่างเกี่ยงกันซื้อแต่ก็ตกลงกันได้โดยพี่ต้อยให้หมีเป็นคนซื้อไปเลี้ยงก่อน ในราคาต้นละ 3,500 บาท ซึ่งหมีได้เลี้ยงชวนชมบางคล้าต้นนี้มาระยะหนึ่งและได้ทำการขายต้นนี้ให้กับพี่ต้อยมาในปี 2549 ในราคา 40,000บาท ซึ่งในปัจจุบันก็คือต้นแม่ชฎาเพชรนั่นเอง ส่วนการให้ฝักในครั้งแรกนั้นก็ประมาณปี พ.ศ. 2547 เป็นรุ่นที่1 จำนวน 2 คู่ เป็นการติดฝักเองโดยธรรมชาติ รูปทรงในรุ่นแรกอาจจะยังไม่เข้าขั้นที่แสดงให้เห็นว่ามีความโดดเด่นอะไรนัก , รุ่นที่ 2 พ.ศ. 2548 จำนวน 5 คู่ ก็เป็นเช่นเดียวกับรุ่นแรก , รุ่นที่ 3 พ.ศ. 2549 จำนวน 27 คู่ รุ่นนี้เริ่มเห็นผลที่รูปทรงที่เด่นชัดเพราะไม้มีจำนวนมากแตกก็ยังเป็นรุ่นที่ยังติดฝักตามธรรมชาติเช่นเคย , รุ่นที่ 4 พ.ศ. 2550 จำนวน 5 คู่ , รุ่นที่ 5 พ.ศ. 2551 จำนวน 200 กว่าคู่(กว่า 20000เมล็ด) ถือเป็นรุ่นที่ทางสวนได้ทำการเขี่ยเกสรทุกช่อดอกเลยทำให้ไม้ในรุ่นนี้ออกมานิ่งเกือบทุกต้นและคงเอกลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุด รุ่นที่ 6 พ.ศ.2552 จำนวน 100คู่ รุ่นที่ 7 พศ. 2553 จำนวน 50คู่ รุ่นที่8 พศ. 2554 จำนวน 180คู่ด้วยความโดดเด่นของลูกไม้ที่ปรากฏในรุ่นที่ 3 ที่ไม่เหมือนใครจึงทำให้พี่ต้อยได้แนวคิดที่ว่าไม้ชุดนี้ควรตั้งชื่อใหม่เพื่อให้เกิดความแตกต่างในสายพันธุ์ หลังจากนั้นวันที่ 21 ตุลาคม 2549 ซึ่งวันนั้นมีคุณกฤตย์ กันเหตุ(กฤตย์59) คุณรุ่งนิรันดร์ รังษี(ศรีราชาดีไลท์122) คุณรุ่งโรจน์ เลี่ยวชวลิต(RUN108) คุณกิตติภพ ก่อวัฒนากุล(ป๊อป233) ได้มาเที่ยวที่สวน พี่ต้อยเลยชวนให้ดูต้นไม้ที่ให้ลูกที่แปลกและชวนให้ตั้งชื่อ คุณกฤตย์ก็เลยตั้งชื่อขึ้นมาว่า “ชฎาเพชร” โดยทุกคนเห็นด้วยกับชื่อนี้ก็เลยตกลงใช้ชื่อนี้เลยในวันนั้น ชฎาเพชรจึงถูกตั้งชื่อและใช้ชื่อนี้ในรุ่นที่3 (พ.ศ.2549) เป็นหลักเนื่องจากว่าก่อนหน้านี้ ต้นแม่ได้ให้ฝักจำนวนน้อยและทางสวนก็คิดว่าลูกที่ออกมาก็น่าจะเหมือนแม่ซึ่งเดิมต้นแม่ก็เป็นชวนชมสายพันธุ์บางคล้านั่นเอง เลยทำให้รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 ไม่ได้ใช้ชื่อชฎาเพชรมาก่อน โดยชฎาเพชร รุ่นที่3 เมื่อนำมาเพาะแล้วกลับให้ลูกที่สวยมีเอกลักษณ์ของตนเองคือ ลักษณะใบมันวาวสีเขียวอมตะกั่ว หรือบางที่เรียกกันว่าใบฟ้า กิ่งก้านแตกฝอยเป็นระบบตั้งแต่เล็กๆ เลี้ยงง่ายโตไว ระบบรากมีรากฝอยมากเส้นเหมาะแก่การจัดรากให้ดูโดดเด่น ลำต้นเป็นลักษณะไม้คอใหญ่แสดงให้เห็นว่ายิ่งโตไม้จะยิ่งสวยมากขึ้นซึ่งลักษณะความโดดเด่นต่างๆจะแตกต่างจากต้นแม่อย่างสิ้นเชิง


ส่วนของต้นแม่ชฎาเพชรเป็นต้นไม้ที่ถูกซื้อมาในนามสายพันธุ์บางคล้าในขณะนั้น ลักษณะรูปทรงโดยทั่วไปก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากสายพันธุ์บางคล้ามากนัก เพียงมีกิ่งก้านยาวกว่าปกติเท่านั้นเองแต่ที่สังเกตุเห็นได้ด้วยตาเปล่าคงเป็นส่วนของใบที่จะมีลักษณะเขียวอ่อนและมันวาวเล็กน้อยและใบไม่ห่อ ไม่มีขอบใบแดงหรือแกนใบแดง หลังจากต้นแม่ได้ให้ลูกออกมา ลูกจึงมีความแตกต่างจากต้นแม่อย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของไม้ชฎาเพชรตัวนี้ ฉะนั้นถ้าจะหาชฎาเพชรต้นเหมือนแม่คงจะคัดได้ยาก เพราะจะมีไม่เกิน 3 เปอร์เซ็นต์ที่มีลักษณะเหมือนแม่ (หรือกลับไปทางสายพันธุ์เดิม) สำหรับท่านที่จะเลือกเล่นชฎาเพชรก็จะต้องทำความเข้าใจไม้ในตัวลูก (F1) เสียก่อน เพราะลูกที่เกิดจากแม่ทุกต้นจะแทบไม่เหมือนแม่เลย ตรงจุดนี้ถือเป็นจุดกำเนิดของชฎาเพชรอย่างแท้จริง ในอนาคตชฎาเพชร รุ่น F2 คงเป็นบทพิสูจน์ว่าชฎาเพชรจะเหมือนต้นแม่ (F1) ได้มากน้อยเพียงไร แต่สำหรับผม ผมเข้าใจดีว่าต้นไม้สามารถพัฒนาตนเองไปสู่สายพันธุ์ที่ดีขึ้นหรือสามารถกลับไปสายพันธุ์ดั้งเดิมได้อย่างไม่น่าสงสัยเลย ฉะนั้นไม้จะไปในทิศทางอย่างไรก็แล้วแต่ขอให้ทุกคนเข้าใจสัจจะธรรมที่เกิดขึ้นแล้วจะมีความสุขในการเลี้ยง อย่าเอาอะไรกับสิ่งที่เราบังคับไม่ได้ ชฎาเพชรถือเป็นลูกไม้ใหม่ในวงการที่เกิดในประเทศไทย และขอให้คิดใหม่ในทิศทางที่ผมได้นำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของลักษณะและรูปทรงของชฎาเพชรและคุณลักษณะเด่น ดังที่จะได้นำเสนอในหัวข้อถัดไปในกระทู้นี้ครับ ผมมีความตั้งใจที่จะทำให้ไม้ชฎาเพชรตัวนี้นำความสุขมาให้ทุกคนมากกว่านำความลำบากใจในการเล่นไม้มาให้แทนครับ


สวนพี่ต้อยแปดริ้วถือเป็นสวนชวนชมใหม่ในวงการชวนชมของเมืองไทยเพิ่งเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นในปี พ.ศ. 2549 ตลอดจนปัจจุบัน และนิยมเลี้ยงชวนชมในทุกสายพันธุ์แต่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือการแสวงหาชวนชมที่กลายพันธุ์ออกไปในทางที่ดี สวย เติบโตเร็ว ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่ทางสวนจะค้นพบไม้สายพันธุ์ที่เกิดการกลายพันธุ์จากสายพันธุ์เดิมอีกหลายตัวแต่ที่พบในปัจจุบันก็คือ " ชฎาเพชร " ในอนาคตอันใกล้นี้คงจะพบกับชวนชมกลายพันธุ์อีกสองตัวที่เกิดจากการกลายของสายพันธุ์เพชรบ้านนาเดิมอีกหนึ่งตัวคือ " เพชรเศรษฐี " และการกลายพันธุ์ของเอสวันเดิมอีกตัวคือ " เพชรเกล้ามณี " ที่ให้ความสวยงามและมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ดีผมคิดว่าทุกๆ 10 ปี เราจะเห็นชวนชมที่มีรูปทรงใหม่ๆออกมาและเป็นที่ยอมรับในสังคมคนเล่นชวนชมอย่างต่อเนื่องแต่ใครจะเป็นคนที่ได้ไม้ตัวใหม่นั้นไปครอบครองต้องติดตามกันต่อไป


รายชื่อผู้ที่ครอบครองชฎาเพชร รุ่นที่1 ในปัจจุบัน
การเลี้ยงต้นไม้แบบนักสะสมลำดับของรุ่นถือเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญที่จะทำให้ต้นไม้ต้นนั้นมีราคาที่สูงและความภาคภูมิใจของนักสะสมตัวจริง เมื่อเวลาผ่านไปไม้เหล่านั้นก็จะกลับทรงคุณค่าเพิ่มขึ้นจนหามูลค่าไม่ได้แต่จะกลับทำให้เกิดความภาคภูมิใจเป็นเท่าทวีคูณเมื่อคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ๆกล่าวถึง ปัจจุบันมีผู้ที่รักและสะสมชฎาเพชรรุ่นที่ 1 ถึงรุ่นที่3 อยู่จำนวนไม่มากนักเท่าที่ทราบมีรายชื่อดังนี้
1.คุณณัฐพงศ์ สุวรรณกุล มีรุ่นที่1 จำนวน 4 ต้น
2.คุณกฤตย์ กันเหตุ (กฤตย์59)
3.คุณรุ่งนิรันดร์ รังษี (ศรีราชาดีไลท์122) มีรุ่นที่ 1 จำนวน 1 ต้น
4.คุณเรืองรุชดิ์ ชีระโรจน์(Tor644)
5.คุณฐิติพงษ์ มากหมู่(clubseven206) มีรุ่นที่ 1 จำนวน 1 ต้น
6.คุณนพดล สอนแสนสุข
7.คุณนโรดม ฉันทวรางค์(na_chopper145)
8.คุณชญานิศ (34)
9.คุณเพิ่มพูน จันทร์แสง (น้อย) มีรุ่นที่1 จำนวน 3 ต้น
10.นพ.ลือเดช นารักษ์ (หมออ๊อบ) มีรุ่นที่1 จำนวน 1ต้น


ส่วนท่านอื่นๆทางสวนไม่สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้เพราะมีผู้ซื้อไปจำนวนมาก แต่ก็มีหลายท่านที่ได้รุ่นที่ 1 ไปแต่อาจจะได้ไปในนามของบางคล้า

ปัจจุบัน (1 มิถุนายน 2552 ) สวนพี่ต้อยแปดริ้วได้ทำการขยายพื้นที่ออกไปอีก 5 ไร่ ซึ่งติดกับพื้นที่เดิมเพื่อผลิตไม้คุณภาพออกสู้ตลาดจำนวนมากขึ้น เน้นของเรื่องความสวยงามโดดเด่นที่ทรงเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครทำได้ในจำนวนที่มากๆ ไม่ว่าจะเป็น " ชฎาเพชร บางคล้า เพชรบ้านนา ฉัตรทอง มรกตแปดริ้ว เพชรเศรษฐ๊ เอสวัน CS-1 เขาหินซ้อน " ซึ่งทั้งหมดเน้นคุณภาพ เน้นการสร้างลูกไม้ที่สวยครบเครื่องตั้งแต่อายุไม่เกิน ๔ เดือน พร้อมทั้งให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่สังคมผู้เลี้ยงชวนชมอีกด้วย อย่างไรก็ดีการพัฒนารูปทรงของไม้ชฎาเพชร ฉัตรทอง cs-1 และอื่นๆจะมีราคาขายเริ่มต้นที่ 300บ.ไปจนถึงหลักหมื่นทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพและความสวยงามเป็นพิเศษของต้นไม้นั้นปัจจัยที่ทำให้ต้นไม้ราคาสูงคือ ความสวยงามที่เร็วเป็นพิเศษตามเอกลักษณ์ของสายพันธุ์นั้นๆ ความโดดเด่นของสรีละที่เหนือกว่าต้นไม้อื่นในช่วงอายุเดียวกัน ความสมบูรณ์ที่พิเศษกว่า สิ่งเหล่านี้ที่ทุกคนต้องการจึงทำให้ราคาไม้ของทางสวนพี่ต้อยแปดริ้วจะราคาสูงกว่าที่อื่นๆ ลูกค้าก็จะได้ไม้สวยและไม้คุณภาพเป็นการตอบแทนนี่คือจุดเด่นของทางสวน นี่คือจุดแข็งของทางสวน ขอให้ท่านได้เข้าใจในหลักการนี้ก่อนการหาซื้อไม้จากทางสวนพี่ต้อยแปดริ้ว


ปี 2553 นี้เป็นปีเสือและเป็นปีที่ 7 ของชฎาเพชร รุ่นที่ 7 ด้วยพัฒนาการถูกตอกย้ำให้เราสร้างไม้ที่สวยงามและมีคุณภาพขึ้นในความสมดุลย์ที่ลงตัว ในรุ่นที่ 7 นี้เราไม่เน้นที่จำนวนแต่เราเน้นที่คุณภาพ รูปลักษณ์ รายละเอียด และจะมีบางส่วนที่เราเลี้ยงแบบธรรมชาติ บางส่วนเราคัดใบขนเก็บไว้ด้วยซึ่งมีจำนวนที่น้อยมากๆแต่ที่หลุดออกมากลับสวยและได้รูปทรงที่อ้วยเตี้ย จากการทดลองสูตรการเลี้ยงใหม่ๆทุกปีทำให้เราได้ลูกไม้ที่สวยกระชับขึ้นทุกรุ่นอย่างต่อเนื่องและสามารถผลิตแบบเน้นจำนวนได้ในระดับที่สูงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าโดยเฉพาะการเลี้ยงดูในช่วงเดือน มกราคมถึงพฤษภาคมของทุกปีถือเป็นช่วงที่สร้างลูกไม้ได้สวยมากสำหรับชฎาเพชร ส่วนช่วงอื่นๆของปีถือเป็นช่วงที่ต้องควบคุมดูแลเป็นพิเศษมากๆ เราภาคภูมิใจทุกครั้งที่สามารถผลิตไม้สวยป้อนให้กับลูกค้าได้ตลอดมาแม้ลูกค้าต้องการแบบใดเราก็จะหาวิธีและเทคนิคต่างๆมาเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง


ในปัจจุบัน(ปลายปี 53) ทางสวนได้เปลี่ยนแปลงการสร้างไม้สวยอีกครั้งกับระบบรากสายน้ำที่ดึงเอารากใต้ดินขึ้นมาเป็นจุดเด่นของชวนชมทำให้คุณค่าของชวนชมมีเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัวดังนั้นไม้ทุกต้นในสวนพี่ต้อยแปดริ้วจึงมีจุดเด่นชวนให้น่าชม ท่านสามารถเข้าชมสวนได้ทุกวันนอกจากนั้นสวนพี่ต้อยแปดริ้วยังเปิดสวนเป็นศูนย์การศึกษาสำหรับนักเรียน นักศึกษา ประชาชน เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้ทุกท่านได้และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองในอนาคต


ในการพัฒนาไม้อย่างต่อเนื่องทุกรุ่นของสวนพี่ต้อยแปดริ้วยังไม่ยอมหยุดที่จะคิดต่อว่าไม้ในอนาคตควรจะมีจุดเด่นด้านไหนดั่งเช่นไม้ในรุ่นที่6 เราได้ทำให้ไม้มีทรงต้นมากยิ่งขึ้นเพื่อทำให้ดูสง่างามมากขึ้นทั้งระบบของโขด รากหลัก รากสายน้ำ ตามลำดับ พร้อมกิ่งที่สมดุลย์กับขนาดลำต้นถือเป็นเอกลักษณ์ใหม่ล่าสุดที่จะนำเสนอต่อไปให้ทุกท่านได้ชมอย่างต่อเนื่อง

ในปี พศ. 2555นี้ ทางสวนได้เน้นย้ำการผลิตชวนชมในทุกสไตล์เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย แต่จะเน้นเพิ่มเติมที่ไม้ทรงต้นหรือทรงแท่งและได้เตรียมการผลิดชฎาเพชร รุ่นที่9 ทรงแท่งไว้รองรับในอนาคตด้วย ส่วนทรงแท่งของสายพันธุ์อื่นๆทางสวนได้ผลิตล่วงหน้ามาแล้วกว่า ๕สายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์มีเอกลักษณ์ของความสวยงามที่น่าหลงไหลต่างกันไป ประสบการณ์ทำให้เราพัฒนาชวนชมทุกรูปแบบอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อค้นหาอนาคตของไม้อย่างยั่งยืนครับ


ในปี พศ.2556 นีี้ ทางสวนจะผลิตชฎาเพชร รุ่น 9 ออกสู่ตลาดอีกครั้งในช่วงกลางปี จะเน้นทรงแท่งและทรงอ้วนเตี้ยเพื่อตอบโจทย์คนทุกรุ่นที่ยังคงมีความต้องการลูกไม้สวยๆ สดๆ อย่างต่อเนื่อง ผมคิดว่าไม้ที่ผลิตในปีนี้จะไม่มากเหมือนก่อนแต่จะเน้นความสวยและคุณภาพยิ่งขึ้นครับ

ขอบคุณครับ อ.บอย