คนบังคับวิทยุ

เรือใบ กับ ในหลวง
ประวัติเรือใบ
เรือใบบังคับวิทยุ
Webboard RC4U
General discussion พูดคุยเรื่องทั่วไป
คุยกับคุณ หน่อ น่านน้ำ
** ห้อง ซื้อ-ขาย Trade room
ชมรมเรือใบบังคับวิทยุโคราช
อุปกรณ์เรือ IOM (New 2010)
เรือใบ OTOP (ผลิตในไทย)
กฎในการเล่นเรือใบบังคับวิทยุที่ควรทราบ
TS-2 /3
TS-2 in Holland
TS250 และ Obsession
Link & Download
เครื่องทำน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์
Footy Class
Computer Tips
เหตุผลของ การทำประกันชีวิต
ติดต่อผู้ดูแล RC4U

ติดต่อเจ้าบ้าน
[33687]

Content

   เรือใบกับ "ในหลวง"

16 ธันวาคม 2510... ประวัติศาสตร์วงการกีฬาระดับโลกต้องจารึกไว้เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญาฯ ทรงคว้าชัยการแข่งขันเรือใบประเภทโอเค ในการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 ที่ประเทศไทย

ในครั้งนั้นพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกและพระองค์เดียวในเอเชียที่ได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันเรือใบในระดับนานาชาติ ยิ่งไปกว่านั้นยังทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยเพียงพระองค์เดียวที่ทรงให้ความสนใจกีฬาอย่างจริงจัง ตามพระราชดำรัสที่ว่า

"...การกีฬามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับชีวิตของแต่ละคนและชีวิตบ้านเมือง..." ที่แสดงให้เห็นถึงพระราชปณิธานที่ทรงใช้กีฬามาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาบุคคลและประเทศชาติ

การคว้าชัยในครั้งนั้นแสดงให้เห็นถึงความโปรดปรานและสนพระทัยในกีฬาชนิดนี้เป็นอย่างยิ่ง หากเรือใบอาจจะดูห่างไกลกับประชาชนคนฐานะธรรมดามากเกินไป พระองค์จึงทรงทดลองต่อเรือใบพระที่นั่งด้วยพระองค์เองตามหลักสากล โดยศึกษาแบบแปลนและข้อบังคับของเรือแต่ละประเภทจากตำราทั่วโลกอย่างถี่ถ้วน และทรงทดลองแล่นเรือในสระภายในสวนจิตรลดา

หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ได้ทรงเล่าถึงพระราชดำรัสของพระองค์ท่านในหนังสือ อสท.เรื่องทรงเรือใบ ฉบับวันที่ 5 ธันวาคม 2534 ไว้ว่า...ปีใหม่คนอื่นๆ เขาไปฉลองกันเสียเงินมาก แต่เราเสีย 147 บาทเท่านั้น เป็นค่าไม้ยมหอม และค่าเบียร์ฉลองปีใหม่ แต่เรายังสนุกกว่าเขาอีก แล้วยังเป็นประโยชน์ด้วย...

เรือฝีพระหัตถ์ลำแรกถูกต่อขึ้นตามแบบสากลในรูปแบบที่เรียกว่า

เอ็นเตอร์ไพรส์ (International Enterprise Class) ชื่อ "เรือราชปะแตน" ในวันที่ 7 ธันวาคม 2507 ต่อด้วย "เรือเอจี"

และเรือราชปะแตนนี้เองที่ทรงใช้เรือราชปะแตนแข่งขันกับ ดุ๊ก ออฟ เอดินเบอระ (The Duke of Edinburgh) พระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ ในเส้นทางไปกลับ พัทยา-เกาะล้าน เมื่อปี 2508 จากนั้นเรือใบฝีพระหัตถ์ประเภทโอเค (International OK Class) จึงสำเร็จขึ้นอีกหลายลำ ทั้งเรือนวฤกษ์, เรือเวคา 1, เรือเวคา 2, เรือเวคา 3

ซึ่งเรือเวคานี้ทรงใช้เรือลำนี้เสด็จฯข้ามอ่าวไทยจากพระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน ไปขึ้นฝั่งที่หาดเตยงามในหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ.2509 และการเสด็จฯข้ามอ่าวไทยในครั้งนั้นเอง ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทาน "หางเสือเรือเวคา" เป็นรางวัลนิรันดรสำหรับการแข่งขันเรือใบระยะทางไกลของประเทศไทยในเวลาต่อมา

ไม่เพียงเท่านั้น พระองค์ยังทรงต่อเรือประเภท "ม็อธ" (International Moth Class) อีกหลายลำ ซึ่งเรือใบ "ม็อธ" นี่เอง ที่เป็นที่มาของเรือใบฝีพระหัตถ์อันโด่งดังที่พระราชทานนามว่า "เรือมด"

ทรงมีรับสั่งว่า "ที่ชื่อมดนั้นเพราะมันกัดเจ็บๆ คันๆ ดี"

เรือใบมดได้ทรงพัฒนาแบบขึ้นมาใหม่กลายเป็น "ซุปเปอร์มด" และ "ไมโครมด"

โดยเฉพาะ "ซุปเปอร์มด" เรือใบขนาดเล็กที่ทรงออกแบบมาให้เหมาะกับคนไทย ด้วยตัวเรือยาว 11 ฟุต กว้าง 4 ฟุต 11 นิ้ว เสาเดี่ยว เนื้อที่ใบ 72 ตารางฟุต ท้องแบนน้ำหนักเบาประมาณ 34 กิโลกรัม สะดวกในการเคลื่อนย้ายเก็บ รักษาง่าย มีคุณสมบัติว่องไว ทรงตัวได้ดี แล่นได้เร็วมากขึ้น สู้คลื่นลมได้ดี มีความปลอดภัยสูง และราคาถูก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนำเรือ "มด" ไปจดลิขสิทธิ์เป็น สากลประเภท International Moth Class ที่ประเทศอังกฤษ เรือใบ ซุปเปอร์มดเคยเข้าร่วมแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 13 เมื่อปี พ.ศ.2541 มาแล้ว

ถึงวันนี้เรือใบซุปเปอร์มดยังคงโลดแล่นอยู่ในท้องทะเลในการแข่งขันที่มีขึ้นอยู่เสมอ และด้วยวโรกาสที่ยิ่งใหญ่ในการครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. จึงร่วมเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ด้วยการมอบเงินสนับสนุน 3 ล้านบาท ในการซ่อมและสร้างเรือใบซุปเปอร์มดรวม 61 ลำ ให้แก่สมาคมแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

และสำหรับผู้ที่สนใจในการเล่นเรือใบซุปเปอร์มด ทางสมาคมแข่งเรือใบแห่งประเทศไทยฯ ยังได้จัดหลักสูตรฝึกสอนเรือใบประเภทซุปเปอร์มดให้กับผู้ที่สนใจโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น (ติดต่อเพิ่มเติม 0-2475-5455)

และในการแข่งขันเรือใบ "หัวหิน-รีกัตต้า 2006" ที่จะมีขึ้นในวันที่ 2-6 สิงหาคมนี้ ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ "ซุปเปอร์มด 61 ลำ" จะโลดแล่นออกกลางทะเลอีกครั้ง



สปิริตของพระองค์ท่าน....
ณ สนามแข่งขันหน้าพระราชวังไกลกังวล หัวหิน มีการแข่งขันเที่ยวหนึ่งที่สำคัญที่สุด ใน การแข่งขันเรือใบประเภท โอ.เค. นักกีฬาทุกคนนำเรือใบมารออยู่บริเวณใกล้ๆ เส้นเริ่มต้น (Start Line) เสียงปืน Start ดังขึ้น ! โดยประธาน บนเรือกรรมการ ฯ ปรากฏว่านักกีฬาทุก คนเตรียมพร้อมที่ออกแล่นได้ (สำหรับการแข่งขันที่พระองค์ทรงร่วมเข้าแข่งขันด้วยทุกครั้ง พระองค์ถือเสมือนหนึ่งเป็นนักแข่งขันเหมือนนักกีฬาคนอื่นๆ มีใช่เป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว หรือเป็นในหลวง) ปรากฏว่าเรือใบของพระองค์ท่าน "ล้ำหน้า" เส้นเริ่มต้น (Start Line) เรือลำอื่นๆ เป็นการได้เปรียบ ประธานกรรมการฯ ทำสัญญาณ "ยกเลิก" การปล่อยตัวครั้งนี้ พระองค์ทรงชักใบเรือ โอ.เค. TH 27 หันพระเนตรมายัง "กรรมการบนเรือ" แล้ว "กลับลำ" ไปเข้าเส้นเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ! เรือใบในขบวนรวนนิดหน่อย จากนั้น เหตุการณ์ก็เป็นปกติ เริ่มต้นครั้งใหม่ ผมตกใจมาก เพราะในหลวงทรงออกได้เปรียบ ทำไม ! ทำสัญญาณยกเลิก พยายามทำใจให้เป็นปกติ เพราะฝ่ายเราเป็นกรรมการพระองค์ท่านเป็นนักกีฬาท่านก็ต้อง ยอมเราส่วนทำไมดีใจ ? ภายหลังการแข่งขันแล้วพระองค์ "มิได้ตรัสว่าอย่างไรเลย" "เราจะ ครองแผ่นดินโดยธรรม"...แสดงถึงสปิริต (น้ำใจ) ของพระองค์ท่านอย่างแท้จริง การแข่งขันทุก ครั้ง นักแข่งทุกคนพยายามเอาชนะในหลวง ไม่มีใครลดหย่อนฝีมือเลย นี่! คือข้อเท็จจริงการ แข่งขันเรือใบกับในหลวงของเรา สมแล้วที่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดิน (ปรากฏว่าเที่ยว นั้นไม่ได้เป็นที่ ๑ ) รู้แพ้ ! รู้ชนะ ! รู้อภัย ! ร่วมมือร่วมใจกันทั่วไชโย ! การแข่งขันประเภท โอ.เค. ปรากฏว่า นายเกริก วณิชกุล ชนะเลิศ ในตอนเย็นพระองค์ท่านก็พระราชทานเลี้ยง อาหารเย็นแก่นักกีฬาเรือใบทุกนายพร้อมญาติ นักกีฬาบางนาย รวมทั้งกรรมการฯ ได้เข้าร่วม โต็ะเสวยกับพระองค์ด้วย นี่คือ ในหลวงของเรา

ในการทรงกีฬาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ไม่ทรงโปรดซื้ออุปกรณ์ที่แพง โดยเฉพาะกีฬาเรือใบ
ซึ่งเป็นกีฬาที่ทรงโปรดเป็นพิเศษ แต่เป็นกีฬาที่มีอุปกรณ์ที่แพง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงโปรดต่อเรือใบ
ด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง และทรงประดิษฐ์อย่างถูกต้องตามหลักการสากล โดยศึกษาแบบแปลนข้อบังคับของเรือ
แต่ละประเภทจากตำราต่าง ๆ ทั่วโลก จนรู้จริงอย่างถี่ถ้วน และทรงประดิษฐ์ด้วยความละเอียดอ่อนถี่ถ้วน ชนิดที่เรียกว่า
วัดเป็นมิลลิเมตร เรือที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงต่อด้วยฝีพระหัตถ์เป็นลำแรก คือ เรือเอนเตอร์ไพรส์
ลำที่ 2 เป็นเรือเอนเตอร์ไพรส์ที่เล่นได้ 2 คน ทรงตั้งชื่อเรือลำนี้ว่า "ราชประแตน" ลำที่ 3 เป็นเรือ โอ.เค. ทรงตั้งชื่อว่า "เมฆา" เรือ "เมฆา" นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดมาก เรือทุกลำที่ทรงต่อขึ้นพระองค์จะทรงทดลอง
ปฏิบัติด้วยพระองค์เอง

ทั้งหมดเพื่อดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ที่ทรงอยากให้คนไทยมีกีฬาอยู่ในหัวใจ

เรือใบพระที่นั่ง....
--------------------------------
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสนพระราชหฤทัยในงานช่างตั้งแต่ยังทรงศึกษาอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ทรงประดิษฐ์ของเล่นด้วยพระองค์เอง เช่น เครื่องร่อน และเรือรบจำลอง เป็นต้น หลังจากที่ได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้ว ทรงมีพระราชภารกิจต่างๆ มากมาย เพราะทรงตระหนักว่า ประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยามต้องมีความสำคัญก่อนเสมอ จึงทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงงานช่างเพียงเล็กน้อย


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดกีฬาเรือใบเป็นอย่างยิ่งและเนื่องจากสนพระราชหฤทัยในทางช่างมาแต่เดิมแล้วจึงโปรดที่จะต่อเรือใบพระที่นั่งด้วยพระองค์เองและทรงทดลองแล่นเรือในสระภายในสวนจิตรลดา เรือใบฝีพระหัตถ์ที่สำคัญมี ๓ ประเภท ได้แก่ เรือใบประเภทเอ็นเตอร์ไพรส์ ( International Enterprise Class ), เรือใบประเภทโอเค ( International OK Class ) และเรือใบประเภทม็อธ ( International Moth Class )


เรือใบลำแรกที่ทรงต่อเองเมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๐๗ เป็นเรือใบประเภทเอ็นเตอร์ไพรส์ ( International Enterprise Class ) ชื่อ “เรือราช -
ปะแตน” และลำต่อมาชื่อ “เรือเอจี” โดยทรงต่อตามแบบสากล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแข่งขันแล่นใบหลายครั้ง ทั้งในละนอกประเทศ เช่น ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๘ ทรงใช้เรือราชปะแตนแข่งขันกับดุ๊ค ออฟ เอดิน เบอระ ( The Duke of Edinburgh ) พระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์โดยใช้เส้นทางไปกลับ พัทยา-เกาะล้าน


ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๘ นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงต่อเรือใบประเภทโอเค ( International OK Class ) ตามแบบสากลลำแรกที่ทรงต่อชื่อ “เรือนวฤกษ์” หลังจากนั้นทรงต่อเรือใบประเภทนี้อีกหลายลำ เช่น เรือเวคา ๑, เรือเวคา ๒, และเรือเวคา ๓ เป็นต้น


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงออกแบบแต่ละเรือใบประเภทม็อธจำนวนหลายลำ เรือประเภทนี้เป็นเรือที่กำหนดความยาวของตัวเรือไม่เกิน ๑๑ ฟุต เนื้อที่ใบไม่เกิน ๗๕ ตารางฟุต ส่วนความกว้างของเรือ รูปร่างลักษณะของเรือ ความสูงของเสา ออกแบบได้โดยไม่จำกัด วัสดุที่ใช้สร้างเรืออาจทำด้วยโลหะ ไฟเบอร์กลาส หรือไม้ก็ได้ เรือม็อธที่ทรงออกแบบและทรงต่อด้วยพระองค์เองในระหว่างปีพุทธศักราช ๒๕๐๙-๒๕๑๐ มีอยู่ ๓ แบบ ซึ่งได้พระราชทานชื่อดังนี้ เรือมด, เรือซูเปอร์มด และเรือไมโครมด


- เรือใบมด มีขนาดตัวเรือยาว ๑๑ ฟุต กว้าง ๔ ฟุต ๗ นิ้ว เสาเดี่ยว เนื้อที่ใบ ๗๒ ตารางฟุต เป็นเรือใบขนาดเล็กเหมาะกับคนไทย น้ำหนักเบาสะดวกในการ
เคลื่อนย้ายเก็บรักษาง่าย มีคุณสมบัติว่องไว แล่นได้เร็ว และมีราคาถูก ข้อดีต่างๆ
นี้ทำให้เรือใบมดที่ทรงออกแบบได้มาตราฐาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง
จดลิขสิทธิ์เป็นสากลประเภท International Moth Class ที่ประเทศอังกฤษ


- เรือซูเปอร์มด เป็นเรือมดที่ทรงปรับปรุงแบบใหม่ ทรงออกแบบตัวเรือยาว ๑๑ ฟุต เท่าเรือมดแต่ความกว้างมากขึ้น คือกว้าง ๔ ฟุต ๑๑ นิ้ว ท้องแบน น้ำหนักประมาณ ๓๕ กิโลกรัม เนื้อที่ใบโตเท่าเดิม การทรงตัวดี ความเร็วมีมากขึ้น ตัวเรือคงทนแข็งแรง สู้คลื่นลมได้ดี และมีความปลอดภัยสูง เรือใบซูเปอร์มดนี้ใช้แข่งขันกีฬานานาชาติเป็นครั้งแรกในกีฬาแหลมทองครั้งที่ ๔ ณ ประเทศไทย เมื่อเดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๐ และใช้ในการแข่งขันกีฬานานาชาติทุกๆ ครั้งที่แข่งในประเทศไทย ครั้งหลังสุดใช้ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ ๑๓ ณ ประเทศไทย พุทธศักราช ๒๕๒๘


- เรือใบไมโครมด เป็นเรือใบที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงออกแบบโดยให้มีขนาดเล็กกว่าเรือมด คือตัวเรือยาว ๗ ฟุต ๙ นิ้ว กว้าง ๓ ฟุต ๔ นิ้ว เป็นเรือขนาดเล็กมาก เหมาะสำหรับเด็กและคนร่างเล็ก


วิธีการสร้างเรือใบมดตามแบบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีวิธีการสร้างที่่ง่าย ประหยัด และสะดวกใช้เครื่องมือช่างไม้ธรรมดาๆ ก็สามารถทำได้ วัสดุที่ใช้ล้วนหาได้ในประเทศทั้งสิ้น ขั้นตอนการสร้างเรือใบมดตามแบบของพระองค์ท่าน มีขั้นตอน ๔ ขั้นตอน


ขั้นที่ ๑ เปลือกเรือทำด้วยไม้ยมหอมหนา ๔ มิลลิเมตร จัดทำข้างขวา ๑ แผ่น ข้างซ้าย ๑ แผ่น รูปแบบและขนาดกำหนดไว้ในแบบแปลน ก็จะได้เปลือกเรือตามต้องการ ส่วนนี้ทรงเรียกว่า “ปลาแห้ง”


ขั้นที่ ๒ ประกอบเปลือกเรือหรือปลาแห้งเข้ากับแผ่นปิดท้ายเรือ ขอบด้านล่างของปลาแห้งผูกติดกันด้วยลวดตามที่รูเจาะไว้ ปลาแห้งก็จะห่อตัวเป็นรูปตัวเรือ แล้วทากาวหยอดทิ้งไว้กาวจะแห้งและติดแน่นแล้วตัดลวดที่ผูกไว้ชั่วคราวออก เสริมผ้าใยแก้วทับแนวให้แข็งขึ้น ไม่ต้องสร้างกงเรือ วิธีนี้เป็นวิธีใหม่ที่พระองค์ทรงคิดค้น เพื่อให้เรือแข็งแรงและมีน้ำหนักเบา


ขั้นที่ ๓ ประกอบชิ้นส่วนต่างๆ เช่น ไม้กระดูกงู ทวนหัวเรือ อะเส ฝักมะขาม เต้ารองรับเสา ฝากั้นภายใน ขอบที่นั่ง แล้วทาสีภายในให้ทั่ว ทา ๒ ถึง ๓ เที่ยว เพื่อรักษาเนื้อไม้ไม่ให้น้ำดูดซึมได้ ซึ่งจะทำให้เรือมีน้ำหนักมากขึ้น


ขั้นที่ ๔ ปิดแผ่นดาดฟ้าเรือ แล้วขัดแต่งผิวเรือภายนอกให้เรียบ แล้วจึงพ่นสีเรือตามต้องการ เมื่อสีแห้งดีแล้วจึงเริ่มประกอบอุปกรณ์แล่นใบ เช่น พุกผูกเชือก รอกต่างๆ เชือก เสา เพลา ใบ และชุดหางเสือเรือ เป็นอันเสร็จพิธี


เรือใบลำสุดท้ายที่ทรงออกแบบและต่อด้วยพระองค์เองเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๑๐ คือ “เรือไม้โม้ก” ( Moke ) เป็นเรือที่ทรงสร้างโดยออกแบบให้มีลักษณะผสมระหว่างเรือโอเคและเรือซูเปอร์มด คือทรงออกแบบให้มีขนาดของลำเรือใหญ่กว่าเรือซูเปอร์มด โดยให้มีขนาดใกล้เคียงเรือโอเคและใช้อุปกรณ์เสาและใบของเรือโอเค หลังจากทรงออกแบบเรือโม้กแล้ว พระองค์ก็มิได้ทรงออกแบบเรือใบอีก เนื่องจากมีพระราชภารกิจอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก


นอกจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงออกแบบและทรงต่อเรือใบแล้ว ยังทรงพระปรีชาสามารถในด้านกีฬาเรือใบเป็นอย่างยิ่ง เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๐๙ พระองค์ได้ทรงเรือใบเวคา ๑ แล่นข้ามอ่าวจากพระราชวังไกลกังวล หัวหิน ถึงอ่าวสัตหีบ ระยะทาง ๖๐ ไมล์ทะเล ทรงใช้เวลาประมาณ ๑๔ ชั่วโมง นับว่าทรงมีพระวิริยะอุตสาหะอย่างสูง นอกจากนี้ ในการแข่งขันกีฬานานาชาติ พระองค์ทรงเป็นนักกีฬาเรือใบทีมชาติเข้าร่วมแข่งขันในกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ ๔ ณ ประเทศไทย เมื่อเดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๐ ด้วยพระองค์หนึ่ง ในการแข่งขันครั้งนี้ทรงใช้เรือใบประเภทโอเค ซึ่งทรงต่อขึ้นด้วยพระองค์เองและทรงเป็นผู้ชนะเลิศ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเหรียญทองในวันที่ ๑๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๐ ต่อมารัฐบาลได้กำหนดวันนี้ของทุกปีเป็นวันกีฬาแห่งชาติ นอกจากความสนพระราชหฤทัยส่วนพระองค์แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงสนับสนุนให้กีฬาเรือใบเป็นที่นิยมแพร่หลาย โดยพระราชทานพระบรมราชนุญาตให้สโมสรกรมอู่ทหารเรือสร้างเรือใบมด และเรือใบซูเปอร์มด ตามแบบของพระองค์จำหน่ายแก่มวลสมาชิกในราคาถูก และทรงตั้งสโมสรเรือใบส่วนพระองค์ชื่อ "สโมสรหมวดเรือใบหลวงจิตรลดา " ในสวนจิตรลดา และมีสโมสรอื่นๆ ในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระองค์ ได้แก่ สมาคมแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย, สโมสรเรือใบราชวรุณ ที่เมืองพัทยา เป็นต้น


จากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสนพระราชหฤทัยในกีฬาเรือใบเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับทรงมีพระปรีชาสามารถทางการช่าง จึงทำให้ทรงมีผลงานการออกแบบและต่อเรือใบที่ดีเลิศ อีกทั้งทรงพิชิตเหรียญทองในการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ ๔ ณ ประเทศไทย พุทธศักราช ๒๕๑๐ ด้วยเรือที่ทรงต่อขึ้นด้วยพระองค์เอง ดังนั้นจึงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นอัจฉริยะทางการช่างอย่างแท้จริง