ตายแล้วไปไหน.....
   เอามาให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ อ่านเพลินๆ จ้า ยาวไปนิ๊ดส์...
เหตุผลและหลักฐานทางคัมภีร์พระพุทธศาสนา
เรื่อง "ตายแล้วไปไหน" เป็นปัญหาที่น่าคิดและน่าสนใจมากเรื่องหนึ่ง ที่มนุษย์ทุกชาติทุกภาษาค้นคิดกันมานานแล้วตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน ว่าคนเราตายแล้วไปไหน ? ตายแล้วเกิดอีกหรือเปล่า ? นรกสวรรค์มีจริงหรือไม่ ? วิญญาณหรือจิตมีจริงหรือเปล่า ? ผีมีหรือไม่ ? คำตอบต่อปัญหาเหล่านี้ คือสิ่งที่จะนำมาชี้แจงให้ทราบในที่นี้
เดิมทีเดียว แม้ผู้เขียนเองก็ไม่ค่อยเชื่อว่า ตายแล้วจะมีการเกิดอีก แม้เมื่อบวชเข้ามาแล้วก็ยังสงสัยอยู่ แต่เมื่อได้ศึกษาค้นคว้าตามหลักพระพุทธศาสนาแล้วก็ปรากฏว่า พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้มีจริง แต่ก็ยังไม่เชื่อสนิทใจอยู่นั่นเอง เพราะเป็นเพียงพบหลักฐานในตำราเท่านั้น เมื่อได้ปฏิบัติกรรมฐาน และได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มขึ้นพร้อมทั้งได้เดินทางรอนแรมไปทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศหลายแห่ง ได้พบเห็นสิ่งต่างๆ เพิ่มขึ้น ในที่สุด ก็ต้องยอมรับตามที่พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันไว้ว่า คนเราตายแล้วต้องไปตามกรรมของตน แต่ที่ว่าไปไหนนั้น ยังให้คำตอบชี้ชัดลงไปแน่นอนยังไม่ได้ เพราะแล้วแต่กรรมที่ทำไว้จะเสกสรรให้เป็นไปพระพุทธศาสนาเชื่อถือในสังสารวัฏ - การเวียนว่ายตายเกิด และถือว่าคนเราทุกคนล้วนเกิดมาแล้วทั้งสิ้น นับชาติไม่ถ้วน และเกิดในภพภูมิที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ตามกฏแห่งกรรมที่ได้ทำไว้ทั้งดีและชั่ว ถ้ายังมีกิเลส อันเปรียบเหมือนยางเหนียวในพืชอยู่ตราบใด ก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ตราบนั้น จิตที่ได้รับการอบรมแล้ว ถ้ายังไม่สิ้นกิเลส ก็ย่อมนำไปเกิดในภพภูมิที่ประณีต มีความสุข ประเสริฐ และสูงขึ้น แต่ถ้าจิตไม่ได้รับการฝึกอบรม ปล่อยไว้ตามสภาพที่มันเป็น ปล่อยให้สกปรกเศร้าหมองเพราะถูกกิเลสจับ นอกจากจะก่อความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและสังคมในชาตินี้แล้ว ยังจะให้ภพชาติต่ำทรามลงไป ต้องประสบความทุกข์ ความเดือดร้อนมากในชาติต่อ ๆ ไปอีกด้วย
หากจะมีใครถามว่า "ที่ว่าคนเราตายนั้น ร่างกายตาย หรือจิตตาย หรือว่าตายทั้งสองอย่าง" ขอตอบว่า "ตายเฉพาะร่างกายเท่านั้น จิตหาได้ตายไปเหมือนกับร่างกายนั้นไม่ แต่ไปเกิดในภพใหม่ชาติใหม่ ตามแรงเหวี่ยงของกรรม ซึ่งส่งบุคคลเราไปเกิดในภพชาตินั้น ๆ เปรียบเหมือนเรือนที่ถูกไฟไหม้ โดยที่เจ้าของไม่ได้เป็นอันตราย อยากจะถามว่า "เมื่อเรือนถูกไฟไหม้เสียแล้ว เจ้าของเรือนจะไปอยู่ที่ไหน" ขอตอบว่า "เขาจะต้องหาที่แห่งใหม่อยู่ ตามที่เขาจะสามารถหาอยู่ได้ กล่าวคือ ถ้าผู้นั้นเป็นคนมีความสามารถดี หรือเป็นคนมีเงินทองอยู่มาก หรือมีญาติพี่น้องคอยให้ความช่วยเหลืออยุ่ เขาก็อาจสร้างบ้านใหม่ได้ดี หรือไปอาศัยญาติพี่น้องอยู่ แต่ถ้าผู้นั้นไร้ความสามารถ ยากจน หมดเนื้อประดาตัว ซ้ำไร้ญาติขาดมิตร เขาก็ย่อมไปหาที่อยู่ตามยถากรรมของเขา ข้อนี้ฉันใด คนเราที่ตายไปจากโลกนี้แล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อร่างกายเดิมใช้การมิได้แล้ว ก็ย่อมไปเกิดในภพใหม่ชาติใหม่ ตามพลังแห่งกรรมที่ตนได้ทำเอาไว้ ถ้าเขาทำกรรมดีไว้มาก คือพัฒนาอบรมจิตตนเองได้มากแล้ว ก็ย่อมไปบังเกิดในที่ดี มีความสุข ถ้าเขาทำความดีไว้น้อย แต่ทำความชั่วไว้มาก คือยังด้อยในด้านพัฒนาจิตใจของตนอยู่ เขาก็ย่อมไปเกิดในที่มีความทุกข์ตามยถากรรมของตน.
จิตเป็นตัวสั่งสมบุญและบาป
ลักษณะที่สำคัญประการหนึ่งของจิต ก็คือ เป็นตัวสั่งสมบุญบาป กรรม และกิเลสเอาไว้ ก็เมื่อจิตมีหน้าที่รับอารมณ์ จึงเก็บอารมณ์ทุกชนิดทั้งที่เป็นบุญ ทั้งที่เป็นบาป ทั้งที่ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาปเอาไว้ แล้วเก็บไว้ในภวังค์ที่เรียกว่า ภวังคจิต เก็บไว้ได้หมดสิ้นอย่างละเอียด และสามารถนำติดตัวข้ามภพช้ามชาติไปได้ด้วย
ลักษณะที่จิตเก็บบุญและบาปเอาไว้นั้น เหมือนกระดาษซับ ที่สามารถซับน้ำเอาไว้คือ ตามปกติเมื่อมีน้ำหกราดลงบนโต๊ะหรือบนพื้นห้อง ถ้ามีกระดาษซับ เรามักจะใช้กระดาษนี้ซับน้ำที่หกราดนั้นให้แห้งไปได้ กระดาษซับสามารถเก็บน้ำได้หมด ฉันใด จิตก็เหมือนกัน เมื่อคนเราทำบุญหรือบาปลงไป จิตก็ซับเก็บไว้ได้หมด ฉันนั้น จิตจึงเป็นสภาพพิเศษที่น่าศึกษาจริง ๆ และเราทุกคนก็ได้ใช้จิตสั่งงานอยู่เกือบตลอดเวลา คนฉลาดจึงเห็นคุณค่าในการพัฒนาจิต อบรมจิตของตน
ในเรื่องที่จิตสามารถเก็บบุญและบาปเอาไว้จนถึงนำข้ามภพข้ามชาติไปได้นี้ บางคนอาจจะสงสัยและคัดค้านว่า "ถ้าหากว่าจิตมีลักษณะเกิดดับอยู่ตลอดเวลาแล้ว เมื่อจิตดวงที่ทำบุญและบาปเอาไว้ดับไปแล้ว บุญและบาปจะติดตามจิตต่อไปได้อย่างไร เพราะบุญและบาปได้ดับไปพร้อมจิตดวงนั้นเสียแล้ว"
ข้อนี้ขอเฉลยว่า ธรรมชาติของจิตเกิดดับอยู่ตลอดเวลาก็จริง แต่ก็ได้เกิดดับสืบต่อกันไปไม่ขาดสาย เหมือนกระแสไฟฟ้าที่เกิดดับอยู่ตลอดเวลา ทำให้แสงสว่างติดต่อกันตลอด เพราะเกิดดับไวมาก อันธรรมชาติของจิตนั้น ก่อนที่มันจะดับไป ได้ถ่ายทอดทิ้งเชื้อ คือ บุญ บาป กรรม กิเลส ไว้ให้จิตดวงต่อไป เก็บไว้นำต่อไป แล้วแสดงผลออกมาเป็นระยะ ตามพลังแห่งกรรมคือบุญและบา
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 1
ปที่ได้สั่งสมไว้ บุญบาป มิได้สูญหายไปพร้อมกับความตายของร่างกาย หรือพร้อมกับความดับของจิต แต่ได้ถ่ายทอดสืบเนื่องไปตลอดเวลา เหมือนกับพันธุกรรมของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายที่ถ่ายทอดสืบต่อมาจากพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ทวด แม้ท่านจะตายล่วงลับไปแล้ว แต่ตัวท่านก็ยังมีอยู่ เพราะยีน (Gene) ซึ่งถ่ายมาจากสเปอร์ม และไข่ อันเป็นเชื้อในพันธุกรรมของท่าน ซึ่งเปรียบเสมือนบุญและบาป ยังสืบต่ออยู่ในบุตรหลานของท่าน เพราะฉะนั้น บุญ บาป จึงมิได้หายไปตราบเท่าที่คนนั้นยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ แม้จิตจะเป็นธรรมชาติเกิดดับอยู่ตลอดเวลาก็ตาม คนที่เคยพัฒนาตนไว้ดีเมื่อชาติก่อน ๆ เมื่อมาสู่ชาตินี้ จิตก็ยังมีคุณภาพสูงอยู่ ดังที่เราได้พบเห็นท่านผู้ที่บุญมากที่มาเกิด ซึ่งเป็นคนมีรูปร่างดี ปัญญาเฉียบแหลม จิตใจเข้มแข็ง ประกอบด้วยเมตตากรุณา เป็นต้น แต่ถ้าผู้นั้นจะกินแต่บุญเก่าอย่างเดียว ไม่ยอมพัฒนาตนเองในปัจจุบัน พลังของบุญหรือพลังแห่งการพัฒนาตนไว้เมื่อชาติก่อนนั้น ย่อมหมดไปได้ ฉะนั้น คนที่ฉลาดจึงไม่หวังแต่กินบุญเก่าอย่างเดียว แต่ได้พยายามเพิ่มบุญใหม่ด้วยการพัฒนาตน อบรมตนในปัจจุบันด้วย
ลักษณะของบุญและบาป
เนื่องจากจิตเป็นตัวรับหรือเก็บเอาบุญบาปเอาไว้ ฉะนั้น การศึกษาให้เข้าใจเรื่องบุญบาปตามหลักพระพุทธศาสนา จึงมีความจำเป็นประการหนึ่งในการอบรมจิต เพราะจิตของคนที่สั่งสมบุญไว้มาก เป็นจิตที่มีคุณภาพสูง เนื่องจากเป็นจิตที่ได้รับการพัฒนา ส่วนจิตของคนที่สั่งสมบาป หรือทำบาปไว้มาก เป็นจิตที่มีคุณภาพต่ำ เพราะขาดการพัฒนา ฉะนั้น จิตของคนที่มีบุญมากกับมีบาปมาก จึงต่างกันมาก เหมือนกับสภาพของประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศที่ด้อยพัฒนา เราจะเห็นได้ว่า ในปัจจุบันประชาชนในหมู่ประเทศทั้ง ๒ มีความเป็นอยู่แตกต่างกันมาก
เพื่อประโยชน์ในการฝึกอบรมจิต เราจึงควรทราบลักษณะของบุญและลักษณะของบาปตามหลักพระพุทธศาสนา ดังต่อไปนี้บุญมีลักษณะที่จะเข้าใจได้ง่าย ๆ อยู่ ๓ ประการ คือ
ก. เมื่อกล่าวถึงเหตุของบุญ ได้แก่ การทำความดีทุกอย่าง
ข. เมื่อกล่าวถึงผลของบุญ ได้แก่ ความสุขกายสุขใจทั้งในชาตินี้และในชาติต่อไป
ค. เมื่อกล่าวถึงสภาพของจิต ได้แก่ จิตใจที่สะอาดผ่องใส
เพราะฉะนั้น บุญก็คือการทำความดี อันเป็นเหตุทำจิตของตนให้ผ่องใสสะอาด แล้วก่อผลส่งผลให้เกิดความสุขความเจริญทั้งร่างกายและจิตใจให้แก่คนที่ทำบุญไว้ หรือคนที่อบรมจิตของตน หรือจะพูดอย่างย่อก็คือ บุญคือความสุขนั่นเอง ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า "ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่ากลัวต่อบุญเลย คำว่าบุญนี้เป็นชื่อแห่งความสุข" (องฺ.* สตฺตก. ๒๓/๙๕/๙๐)
* การยกหลักฐานจากพระไตรปิฎกมาอ้างอิงไว้ด้วย ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า ที่เขียนมานี้ ไม่ใช่พูดขึ้นมาเองโดยไม่มีหลักฐาน และเพื่อให้ท่านผู้สนใจได้ค้นเพิ่มเติมจากพระไตรปิฎกโดยตรง
พระไตรปิฎกที่ยกมาอ้างอิงนี้ เป็นฉบับภาษาบาลี อักษรย่อตัวแรก หมายถึงชื่อคัมภีร์ ตัวที่ ๒ หมายถึงหมวดของคัมภีร์นั้น ตัวเลขอันดับแรก หมายถึงเล่มของพระไตรปิฎก. อันดับสองหมายถึงข้อ. อันดับสาม หมายถึงหน้าของพระไตรปิฎกเล่มนั้น เช่น องฺ. สัตฺตก. ๒๓/๙๕/๙๐
องฺ. หมายถึงคัมภีร์อังคุตตรนิกาย. สตฺตก. หมายถึง สัตตกนิบาต. ๒๓ หมายถึงเล่มที่ ๒๓. เลขอันดับกลาง คือ ๙๕ หมายถึง ข้อที่ ๙๕ ส่วน ๙๐ หมายถึงหน้า ๙๐.
ลักษณะของบาป

ส่วนบาปนั้น มีลักษณะตรงกันข้ามกับบุญ ซึ่งมีลักษณะ ๓ อย่าง เช่นเดียวกัน คือ
ก. เมื่อกล่าวถึงเหตุของบาป ได้แก่ การทำชั่วทุกอย่าง
ข. เมื่อกล่าวถึงผลของบาป ได้แก่ ความทุกข์กายทุกข์ใจทั้งในชาตินี้และในชาติหน้า
ค. เมื่อกล่าวถึงสภาพของจิตใจ ได้แก่ ความสกปรกเศร้าหมองของจิตใจ
ฉะนั้น บาปคือการทำชั่ว อันเป็นเหตุทำจิตใจของตนให้สกปรกเศร้าหมอง แล้วส่งผลเป็นความทุกข์ความเดือดร้อน พระพุทธเจ้าจึงตรัสเตือนไว้ว่า "ความชั่วไม่ทำเสีบเลยดีกว่า เพราะว่าความชั่วย่อมตามตามเผาผลาญในภายหลังได้" (ขุ. ธ. ๒๕/๓๒/๕๖)
ปัญหาเรื่องนรกสวรรค์
ปัญหาเรื่องนรกสวรรค์ ผีสาง เทวดา มีจริงหรือไม่ ถ้ามี มีอยู่อย่างไร ? เป็นปัญหาที่น่าสนใจของคนทั่วไปในโลก ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก เป็นปัญหาที่ขบคิดกันมานานตั้งแต่โบราณจนกระทั่งปัจจุบัน
ผู้ที่สอนศีลธรรมในโรงเรียน ไม่ว่าระดับไหน มักจะได้รับคำถามเรื่อง ผี เทวดา นรก สวรรค์ อยู่เสมอ รวมทั้งพระสงฆ์ และอนุศาสนาจารย์ ก็ได้รับคำถามเช่นนี้ด้วย
ในฐานะที่เรานับถือพระพุทธศาสนา จึงควรศึกษาให้เข้าใจเรื่องเหล่านี้ให้ถ่องแท้ เพราะเป็นปัญหาที่มีความสัมพันธ์กับพระพุทธศาสนาอย่างแยกไม่ออก ฉะนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับชาวพุทธที่จะต้องค้นคว้าศึกษาให้ทราบว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงสิ่งเหล่านี้ไว้อย่างไรบ้าง ถ้าตรัสไว้ ปรากฏอยู่ในคัมภีร์อะไรบ้าง ใจความว่าอย่างไร เพื่อเราจะรับสิ่งเหล่านี้อย่างมีหลักฐาน ไม่ใช่พูดขึ้นมาลอย ๆ โดยไม่
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 2
มีหลักฐานอ้างอิง
เรื่องนรกสวรรค์ มีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออกกับเรื่องกรรม และเรื่องหลักสังสารวัฏตามหลักพระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนายืนยันว่าคนเราตายแล้วเกิดจริง
พระพุทธสาสนายืนยันว่า การเวียนว่ายตายเกิดมีอยู่จริง ซึ่งมีหลักฐานปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาจำนวนมาก เช่นในคัมภีร์ชาดก เปตวัตถุ วิมานวัตถุ และพระสูตรต่าง ๆ ดังเช่นที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ใน ปาปวรรคแห่งคัมภีร์ธรรมบทว่า
"คพฺภเมเก อุปปชฺชนฺติ นิรยํ ปาปกมฺมิโน
สคฺคํ สุคติโน ยนฺติ ปรินิพฺพนฺติ อนาสวา."
แปลว่า
"คนบางพวกเกิดในครรภ์ คนบางพวกที่ทำกรรมชั่วไว้ไปนรก คนบางพวกที่ทำกรรมดีไว้ไปสู่สวรรค์ ส่วนท่านที่หมดกิเลสแล้วทั้งหลายย่อมนิพพาน"
คำอ่าน
"คัพ-ภะ-เม-เก-อุป-ปัช-ชัน-ติ-นิ-ระ-ยัง-ปา-ปะ-กัม-มิ-โน-สัค-คัง-สุ-คะ-ติ-โน-ยัน-ติ-ปะ-ริ-นิพ-พัน-ติ-อะ-นา-สะ-วา."
นี้เป็นตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ในบรรดาพุทธภาษิตเป็นจำนวนมาก ที่ยืนยันการเวียนว่ายตายเกิด พระบาลีข้างต้นนี้คือพระดำรัสยืนยันของพระพุทธเจ้า
จากพระบาลีนั้จะเห็นได้ว่า คนเราตายแล้วเกิดก็มี ไม่เกิดก็มี ผู้ที่ตายแล้วไม่เกิดอีกนั้น คือ พระอรหันต์ ทำไม พระอรหันต์จึงไม่เกิดอีก ทั้งนี้ก็เพราะท่านหมดกิเลสอันเป็นเหมือนยางเหนียวในพืชแล้ว คือ ถ้าเป็นพืชก็ปลูกไม่ขึ้นเพราะหมดยางเหนียวแล้ว จิตของพระอรหันต์หมดกิเลสแล้ว จึงไม่เกิดอีก แต่สำหรับเราทั้งหลาย เมื่อตายแล้ว แม้เราไม่อยากเกิดก็ค้องเกิดอีก เพราะเรายังมีกิเลสอันเป็นเหมือนยางเหนียวในพืชอยู่
กำเนิด ๔
สัตว์โลกที่ไปเกิดอยู่ในภูมิทั้ง ๓๑ ภูมินั้น ย่อมเกิดในกำเนิดทั้ง ๔ คือ
* คำว่า "สัตว์ หรือ สัตว์โลก" แปลว่า "ผู้ที่ยังข้องอยู่" คือยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิต่าง ๆ ฉะนั้น จึงหมายรวมถึงมนุษย์ เทวดา พรหม ในทุกภพทุกภูมิและสัตว์ในอบายภูมิทั้ง ๔ มิได้หมายเอาเฉพาะสัตว์ดิรัจฉานประเภทเดียว

๑. ชลาพุชะ เกิดในครรภ์
๒. อัณฑชะ เกิดในไข่
๓. สังเสทชะ เกิดในเถ้าไคล
๔. โอปปาติกะ เกิดผุดขึ้น
(ม. มู. ๑๒/๑๖๙/๑๔๗)
ชลาพุชะกำเนิด ได้แก่สัตว์ที่เกิดในมดลูก คือ มนุษย์และสัตว์ดิรัจฉานที่คลอดออกมาเป็นตัวและเลี้ยงลูกด้วยนม เช่น โค กระบือ แมว เป็นต้น
อัณฑชะกำเนิด ได้แก่สัตว์ดิรัจฉานที่ออกมาเป็นไข่ก่อนแล้วจึงฟักออกมาเป็นตัว เช่น เป็ด ไก่ นก ปลา เป็นต้น
ชลาพุชะกำเนิดและอัณฑชะกำเนิดนี้ รวมเรียกว่า คัพภเสยยกะกำเนิด เพราะเกิดอยู่ในครรภ์ของมารดาก่อนภายหลังจึงออกจากครรภ์
สังเสทชะกำเนิด ได้แก่สัตว์ทั้งหลายที่เกิดโดยไม่ต้องอาศัยท้องพ่อแม่ แต่อาศักเกิดจากต้นไม้ ผลไม้ ดอกไม้ หรือของโสโครก หรือที่ชุ่มชื้น เช่น เชื้อโรค และสัตว์เซลเดียว มี อมีบ้า พลามีเซี่ยม เป็นต้น
โอปปาติกะกำเนิด ได้แก่สัตว์โลกที่เกิดมาโดยไม่ได้อาศัยพ่อแม่และของโสโครก หรือที่ชุ่มชื้น แต่อาศัยอดีตกรรมอย่างเดียว และเมื่อเกิดก็เติบโตขึ้นทันที เช่น พวกสัตว์นรก เปรต เทวดา พรหม มนุษย์ในสมัยต้นกัป* เป็นต้น
* ตามหลักพระพุทธศาสนาถือว่า มนุษย์ที่มีขึ้นในยุคแรกในโลกนี้ เรียกว่า "มนุษยืในสมัยต้นกัป" และมนุาย์ในยุคแรกนี้จุติมาจากพรหมโลกชั้นอาภัสสรา ซึ่งได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีในตัวเอง สัญจรไปมาในอากาศ เมื่อมาอาศัยโลกนี้นานเข้า ร่างกายก็วิวัฒนาการขึ้นมาเรื่อย ๆ จนเป็นมนุษย์หญิงชายสืบเชื้อสายกันมาจนถึงปัจจุบัน
อัคคัญญสูตร ที. ปา. ๑๑/๕๖/๙๒-๙๓
องค์ประกอบในการเกิดมนุษย์
ในมหาตัณหาสังขยสูตร พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงการที่มนุษย์ได้ก่อกำเนิดขึ้นในครรภ์มารดาว่า ต้องมีองค์ประกอบ ๓ ประการ คือ
๑. มาตา อุตุนี โหติ มารดามีระดู
๒. มาตาปิตโร สนฺนิปติตา โหนฺติ มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน
๓. คนฺธพฺโพ ปจฺจุปฏฺฐิโต โหติ มีสัตว์มาเกิด
(ม. มู. ๑๒/๔๕๒/๔๘๗)
เมื่อมีองค์ประกอบ ๓ อย่างนี้ครบถ้วนแล้ว การตั้งครรภ์ก็ย่อมมีขึ้นได้ แต่ถ้าไม่พร้อมทั้ง ๓ อย่างนี้แล้ว การตั้งครรภ์ก็มีไม่ได้
คำว่า "มารดามีระดู" นั้น หมายถึงมีจุติจิต หรือ จุติวิญญาณ เคลื่อนมาปฏิสนธิ จึงเกิดเป็นปฏิสนธิวิญญาณขึ้น และปฏิสนธิวิญญาณนี้เองเป็นจิตดวงแรกที่เกิดในชาติใหม่ และจัดเป็นส่วนนามที่สืบต่อมาจากภพชาติก่อน ๆ โดยนำเอาบุญ บาป กรรม กิเลสติดมาด้วย
ฉะนั้น เมื่อกล่าวโดยย่อแล้ว ผู้ที่เกิดมาก็มีแต่นามกับรูป ๒ อย่างนี้เท่านั้นลำดับแห่งการพัฒนาการของทารกในครรภ์
ในอินทกสูตร ยักขสังยุต พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงการก่อกำเนิดมนุษย์ที่เจริญเติบโตอยู่ในครรภ์มารดาไว้อย่างน่าสนใจยิ่งว่า
ปฐมํ กลล
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 3
ํ โหติ กลลา โหติ อพฺพุทํ
อพฺพุทา ชายเต เปสิ เปสิ นิพพตฺตตี ฆโน
ฆนา ปสาขา ชายนฺติ เกสา โลมา นขาปิ จ
ยญฺจสฺส ภุญชติ มาตา อนฺนํ ปานญฺจ โภชนํ
เตน โส ตตฺถ ยาเปติ มาตุกุจฺฉิคฺคโต นโร.
แปลความว่า
"รูปนี้เป็นกลละก่อน จากกลละเกิดเป็นอัพพุทะ จากอัพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิเกิดเป็นฆนะ จากฆนะเกิดเป็น ๕ ปุ่ม (ปัญจสาขา) ต่อจากนั้นก็มีผม ขน และเล็บ (เป็นต้น) เกิดขึ้น มารดาของทารกในครรภ์นั้นบริโภคน้ำข้าว โภชนาหารอันใด ทารกที่อยู่ในครรภ์นั้น ย่อมมีชีวิตอยู่ได้ด้วยอาหารนั้น ในครรภ์มารดานั้น"
(สํ. ส. ๑๕/๘๐๓/๓๐๓)
คำอ่าน
ปะ-ฐะ-มัง-กะ-ละ-ลัง-โห-ติ กะ-ละ-ลา-โห-ติ-อัพ-พุ-ทัง
อัพ-พุ-ทา-ชา-ยะ-เต-เป-สิ เป-สิ-นิพ-พัต-ตะ-ตี-ฆะ-โน
ฆะ-นา-ปะ-สา-ขา-ชา-ยัน-ติ เก-สา-โล-มา-นะ-ขา-ปิ-จะ
ยัญ-จัส-สะ-ภุญ-ชะ-ติ-มา-ตา อัน-นัง-ปา-นัญ-จะ-โภ-ชะ-นัง
เต-นะ-โส-ตัต-ถะ-ยา-เป-ติ มา-ตุ-กุจ-ฉิค-คะ-โต-นะ-โร

กลละนี้เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของร่างกายที่ก่อกำเนิดขึ้นมา อันเป็นกรรมพันธุ์ที่มาจากพ่อแม่โดยตรง ในอรรถกถาพระวินัย* (* สมันตปาสาทิกา ภาค ๑ หน้า ๕๓๕) ท่านกล่าวถึงรูปลักษณะของกลละไว้ว่า "กลลรูปของหญิงชายมีขนาดเท่าหยาดน้ามันงาที่ยกขึ้นมาด้วยปลายขนทรายข้างหนึ่ง (ติดปลายขนทรายขึ้นมา) ใสแจ๋ว" ฉะนั้น กลละก็คือ Germ Cell ตามหลักชีววิทยานั่นเอง
ในอรรถกถาสารัตถัปปกาสินี ท่านอธิบายถึงการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์มารดา ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระสูตรข้าต้นนั้น โดยท่านกล่าวขยายความคาถาจากพระสูตรข้างต้นนั้นไว้ว่า
"ในสัปดาห์แรกแห่งการปฏิสนธินั้น เกิดเป็นกลลรูป คือเป็นหยาดน้ำใสเหมือนน้ำมันงา ในสัปดาห์ที่ ๒ หลังจากกลลรูปได้เกิดเป็นอัพพุทรูปขึ้น มีลักษณะเป็นฟอง สีเหมือนน้ำล้างเนื้อ ในสัปดาห์ที่ ๓ หลังจากอัพพุทรูป ก็ได้เกิดเปสิรูป ซึ่งมีลักษณะเหมือนชิ้นเนื้อที่เหลว ๆ สีแดง ในสัปดาห์ที่ ๔ หลังจากเปสิรูป ก็ได้เกิดฆนรูปขึ้น ซึ่งมีลักษณะเป็นก้อน มีสัณฐานเหมือนไข่ไก่ ในสัปดาห์ที่ ๕ หลังจากฆนรูป จึงได้เกิดปัญจสาขาคือ รูปนั้นงอกออกเป็น ๕ ปุ่ม คือ เป็นศีรษะ ๑ มือ ๒ เท้า ๒ ต่อจากนั้น คือ ในระหว่างสัปดาห์ที่ ๑๒ ถึงสัปดาห์ที่ ๔๒ ผม ขน เล็บ ก็ปรากฏขึ้น" (สารัตถัปปกาสินี ภาค ๑ หน้า ๓๕๑-๓๕๒)
การที่พระพุทธเจ้าทรงทราบถึงพัฒนาการของทารกที่อยู่ในครรภ์อย่างละเอียด เริ่มตั้งแต่เป็น Germ Cell เป็นต้นมา จนถึงเป็นตัวทารกอย่างสมบูรณ์ นี้ก่อให้เกิดความทึ่งและความประหลาดใจให้แก่วงการแพทย์ในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง เพราะเมื่อสมัยเมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีมาแล้วนั้น ไม่มีเครื่องมือทันสมัย เช่น กล้องจุลทัศน์ หรือเอ็กซเรย์อันใดเลย แต่พระพุทธองค์ก็ทรงหยั่งทราบได้ชัดเจน เหมือนกับมีเครื่องมือเหล่านี้ และยังทรงรู้ซึ้งไปกว่านี้อีกมาก ข้อนี้เกิดจากพระปัญญาตรัสรู้ของพระองค์โดยแท้ อันไม่ใช่วิสัยที่ใครอื่นจะพึงรู้ได้ด้วยตนเอง.
อบาย ๔
พระพุทธศาสนายืนยันว่า อบายนั้นมีอยู่จริง และคนที่ทำชั่วย่อมไปเกิดในอบายจริง ดังที่พุทธเจ้าตรัสไว้ใน อิติวุตตกะ ติกนิบาต แห่งคัมภีร์ขุททกนิกายว่า
ตโยเม ภิกฺขเว อคฺคี, กตเม ตโย, ราคคฺคิ โทสคฺคิ โมหคฺคิ. อิเม โข ภิกฺขเว ตโย อคฺคีติ.
ราคคฺคิ ทหติ มจฺเจ รตฺเต กาเมสุ มุจฺฉิเต
โทสคฺคิ ปน พฺยาปนฺเน นเร ปาณาติปาติโน
โมหคฺคิ ปน สมฺมุฬฺเห อริยธมฺเม อโกวิเท.
เอเต อคฺคี อชานนฺตา สกฺกายาภิรตา ปชา
เต วฑฺฒยนฺติ นิรยํ ติรจฺฉานญฺจ โยนิโย
อสุรํ ปิตฺติวิสยญฺจ อมุตฺตา มารพนฺธนา.
ความว่า
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฟ ๓ กองนี้ คือ ไฟคือราคะ ๑ ไฟคือโทสะ ๑ ไฟคือโมหะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฟ ๓ กองนี้แล (ย่อมเผาผลาญสัตว์ทั้งหลาย).
ไฟคือราคะ ย่อมเผาสัตว์ทั้งหลาย ผู้กำหนัดแล้ว ผู้มกหมุ่นอยู่แล้วในกามทั้งหลาย แต่ไฟคือโทสะ ย่อมเผาผลาญนรชนทั้งหลาย ผู้พยาบาท ซึ่งชอบฆ่าสัตว์ ส่วนไฟคือโมหะ ย่อมเผานรชนทั้งหลาย ผู้หลงงมงาย ซึ่งไม่ฉลาดในอริยธรรม. ไฟทั้ง ๓ กองนี้ ย่อมเผาหมู่สัตว์ผู้ไม่รู้สึกว่าเป็นไฟ ผู้ยินดียิ่งในกายของตน สัว์เหล่านั้นพอกพูนนรก กำเนิดสัตว์เดรัจฉาน อสุรกาย และปิตติวิสัยอยู่ (ทำผู้ที่เกิดในอบายทั้งสี่ให้มีปริมาณมากขึ้น) จึงไม่พ้นจากบ่วงแห่งมาร (กิเลส) ไปได้"
(อิติ. ขุ. ๒๕/๒๗๓/๓๐๑)

คำอ่านภาษาบาลีข้างบน
ตะ-โย-เม-ภิก-ขะ-เว-อัค-คี-กะ-ตะ-เม-ตะ-โย-รา-คัค-คิ-โท-สัค-คิ-โม-หัค-คิ-อิ-เม-โข-ภิก-ขะ-เว-ตะ-โย-อัค-คี-ติ.
รา-คัค-คิ-ทะ-หะ-ติ-มัจ-เจ รัต-เต-กา-เม-สุ-มุจ-ฉิ-เต
โท-สัค-คิ-ปะ-นะ-พะ-ยา-ปัน-เน นะ-เร-ปา-ณา-ติ-ปา-ติ-โน
โม-หัค-คิ-ปะ-นะ-สัม-มุฬ-เห อะ-ริ-ยะ-ธัม-เม-อะ-โก-วิ-เท
เอ-เต-อัค-คี-อะ-ชา-นัน-ตา สัก-กา-ยา-ภิ-ระ-ตา-ปะ-ชา
เต-วัฑ-ฒะ-ยัน-ติ-นิ-ระ-ยัง ติ-รัจ-ฉา-นัญ-จะ-โย-นิ-โย
อะ-สุ-รัง-ปิต-ติ-วิ-สะ-ยัญ-จะ อะ-มุต-ตา-มา-ระ-พัน-ธะ-น
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 4


พระพุทธศาสนายืนยันว่าโลกหน้ามีจริง
ผู้ไม่เชื่อเรื่องบุญ บาป เรื่องนรก สวรรค์ และไม่เชื่อเรื่อง โอปปาติกะกำเนิด เป็นต้น พระพุทธเจ้าทรงถือว่าเป็นคนมิจฉาทิฏฐิ ดังข้อความที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อปัณณกสูตร คัมภีร์มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ว่า
"สนฺติ คหปติโย เอเต สมณพฺราหฺมณา เอวํ วาทิโน เอวํ ทิฏฐิโน, (๑) นตฺถิ ทินฺนํ (๒) นตฺถิ ยิฏฐํ (๓) นตฺถิ หุตํ (๔) นตฺถิ สุกฏทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก (๕) นตฺถิ อยํ โลโก (๖) นตฺถิ ปโร โลโก (๗) นตฺถิ มาตา (๘) นตฺถิ ปิตา (๙) นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา (๑๐) นตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญิจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ."
ความว่า " ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์บางพวกซึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า (๑) การให้ทานไม่มีผล (๒) การบูชาไม่มีผล (๓) การเคารพบูชาไม่มีผล (๔) ผลของกรรมดีกรรมชั่วไม่มี (๕) โลกนี้ไม่มี (คือสัตว์จากโลกอื่นที่จะมาเกิดในโลกนี้ไม่มี) (๖) โลกอื่นไม่มี (คือสัตว์จากโลกนี้ที่จะไปเกิดในโลกอื่นไม่มี) (๗) คุณมารดาไม่มี (๘) คุณบิดาไม่มี (๙) สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะไม่มี (๑๐) สมณพราหมณ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ทราบชัดถึงโลกนี้และโลกอื่นด้วยปัญญาได้เอง และสามารถทำให้ผู้อื่นรู้ได้ด้วยไม่มี (รวมเป็น มิจฉาทิฏฐิ ๑๐ ประการ)"
พระพุทธองค์ตรัสต่อไปอีกว่า
"สมณพราหมณ์ผู้มีวาทะอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ จะต้องเบื่อหน่ายในการประพฤติกุศลธรรม ๓ ประการ คือ กายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต (แต่) กลับไปยึดมั่นในการประพฤติอกุศ,ธรรม ๓ ประการ คือ กายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต เพราะเหตุที่ว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมไม่เห็นโทษของกุศลธรรม และไม่เห็นอานิสงส์ของกุศลธรรม ปรโลก (โลกหน้า) มีอยู่แท้ ๆ (สนฺตํเยว โข ปน ปรํ โลกํ =คำอ่าน=>สัน-ตัง-เย-วะ-โข-ปะ-นะ-ปะ-รัง-โล-กัง) เขากลับเห็นว่าไม่มี ความเห็นของเขาจึงเป็นมิจฉาสังกัปปะ ปรโลกมีอยู่แท้ ๆ แต่เขากลับพูดว่าไม่มี คำพูดของเขาจึงเป็นมิจฉาวาจา ปรโลกนี้มีอยู่แท้ ๆ เขากล่าวว่าไม่มี คนเช่นนี้ชื่อว่าคัดค้านต่อพระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้กล่าวยืนยันว่าปรโลกมีอยู่........"ภพภูมิที่สัตว์โลกไปเกิด
ก่อนที่จะตอบว่า ตายแล้วไปไหน จะขอพูดเรื่องนรกสวรรค์ว่ามันอยู่ที่ไหน เพราะเมื่อตายแล้ว บางคนไปตกนรก บางคนไปเกิดใรสวรรค์ เรื่องนรกสวรรค์อยู่ที่ไหนนี้ เป็นปัญหาทางปรัชญาที่ขบคิดกันมานานตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบันเช่นกัน แต่ทางพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ยุติแล้ว ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่เขา เรื่องนี้พระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้ว วางลงไปอย่างแน่นอนแล้วว่า คนเมื่อตายแล้ว ถ้ามีกิเลสก็ต้องเกิดอีก ถ้าไม่มีกิเลสก็ไม่เกิดอีก สำหรับผู้ที่หมดกิเลสนั้น หมดปัญหาไปแล้ว ส่วนผู้ที่ยังมีกิเลส ที่ตายแล้วต้องไปเกิดอีกนั้น จะไปเกิดที่ไหน ข้อนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องชี้แจงให้เข้าใจ
ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น ภพภูมิที่สัตว์โลกไปเกิด มี ๓๑ ภูมิ คือ
(๑) สวรรค์ชั้นกามาพจร ๖ ชั้น เป็นสวรรค์ที่มีเพศหญิงเพศชาย ยังเสวยกามคุณอยู่ อันได้แก่ ชั้นจาตุมหาราช, ชั้นดาวดึงศ์, ชั้นยามา, ชั้นดุสิต, ชั้นนิมมานรดี และชั้นปรนิมมิตวสวัดดี
(๒) สวรรค์ชั้นรูปพรหม (พรหมที่มีรูป ๑๖ ชั้น
(๓) สวรรค์ชั้นอรูปพรหม (พรหมที่ไม่มีรูป) ๔ ชั้น
(๔) อบายภูมิ ๔ คือ กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน, ภูมิของเปรต, อสุรกาย (ผี) และนรก
(๕) นมุษย์โลก โลกมนุษย์
ในอบายภูมิทั้ง ๔ นั้น สัตว์ดิรัจฉาน เปรตและอสุรกาย เกิดอยู่ในมนุษย์โลกนี้เอง ส่วนนรกและสวรรค์อยู่ที่ไหน เรื่องนี้เป็นปัญหาที่จะต้องทำความเข้าใจให้ชัด
สวรรค์และนรกอยู่ที่ไหน
ตามหลักพระพุทธศาสนานั้นยืนยันว่า นรกสวรรค์นั้นมีแน่ แต่จะอยู่ที่ใดนั้น ข้อนี้เป็นเรื่องที่นักปราชญ์ทั้งหลายอธิบายกันในหลายแง่หลายมุม แต่ในที่นี้จะชี้ให้เห็นตามที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยเรา เชื่อถือกันมาตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน คือนรกสวรรค์มีอยู่ ๓ ประเภท คือ
๑. สวรรค์ในอกนรกในใจ
๒. สวรรค์และนรกในโลกมนุษย์
๓. สวรรค์และนรกในโลกอื่น
๑. สวรรค์ในอกนรกในใจ คำว่า "สวรรค์" หมายถึง ที่บันเทิง ที่รื่นเริง มีความสุข ส่วน "นรก" หมายถึงที่ตกต่ำ ที่เสื่อม ที่ไร้ความเจริญ มีแต่ความทุกข์ ความเดือดร้อน ฉะนั้น เมื่อใดก็ตาม ที่เรามีความสุข มีความเบิกบานใจ มีความสงบ มีความเยือกเย็น นั้นแหละคือสวรรค์ แต่เมื่อใดเราวุ่นวายจัด โกรธจัด หรือเดือดร้อน เพราะอำนาจของกิเลส เมื่อนั้นแหละไฟนรกคือกิเลส ก็เข้าไปจี้ใจเราให้เร่าร้อนกระวนกระวาย เพราะฉะนั้น บางคนตกนรกทั้งวัน เพราะจิตใจวุ่นวายเดือดร้อนตลอดเ
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 5
วลา เช่นบางคนโกรธจัด ก็ถูกไฟนรกคือความโกรธเผาไหม้ จนหน้าตาเ *** ่ยวแห้ง บางคนถึงกับเป็นโรคลำไส้ บางคนนอนไม่หลับเพราะไฟนรกเผาไหม้มาก บางคนเผาไหม้ตัวเองไม่พอ กลับไปเผาไหม้ผู้อื่นอีก แต่บางคนตกนรกไม่นาน คือโกรธคนอื่นไม่นาน ประเดี๋ยวก็หาย เพราะระงับหรือข่มไว้ได้ แต่บางคนใจดีมีเมตตาเข้ามาแทนที่ จึงทำให้พ้นจากนรกขึ้นสวรรค์ บางคนขึ้นไปอยู่บนสวรรค์เป็นเวลานาน เป็นวันก็มี เช่นคนที่มีจิตใจสงบเบิกบานด้วยอำนาจการประพฤติธรรม ดังนั้น ถ้าใครมี โลภ โกรธ หลง มากจนใจเร่าร้อนกระวนกระวาย นั้นแหละมีนรกในใจแล้ว ถ้าใครมีเมตตากรุณา มีจิตใจสงบเยือกเย็น นั้นแหละคือสวรรค์ ในวันหนึ่งๆ เราอาจตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ วันละหลายๆ ครั้ง คนขึ้นสวรรค์เราก็เห็นได้แล้ว คนตกนรกเราก็เห็นได้แล้ว
๒. สวรรค์และนรกในโลกมนุษย์ คนที่ขึ้นสวรรค์หรือตกนรกก็ย่อมเป็นไปตามกรรมที่ตนทำไว้ กรรมนี้เองเป็นตัวบันดาลให้เราไปเกิดในสวรรค์หรือนรก และในโลกนี้ก็มีสวรรค์และนรกซ้อนกันอยู่ คือใครก็ตาม ถ้าเกิดมายากจนข้นแค้น เดือดร้อน เช่น บางคนตาบอด บางคนหูหนวก บางคนอวัยวะพิการ หรือเกิดในแหล่งสลัม ในที่มีความทุกข์เดือดร้อน นั้นคือนรกของเขา เมื่อเกิดแล้ว บางคนไปติดคุกติดตะรางเพราะทำกรรมชั่ว บางคนก็ถูกยิงถูกฆ่าตาย แม้ในคุกก็มีแดนต่าง ๆ เช่นแดนของนักโทษประหาร แดนขังเดี่ยว แดนขังมืด นั้นคือนรกเป็นแดน ๆ บางคนตายอย่างทรมาน มีความทุกข์แสนสาหัส สภาพอย่างนี้ คือนรกในโลกปัจจุบัน เราเห็นกันอยู่ในโลกเรานี้
ส่วนสวรรค์ในโลกมนุษย์นั้นคือที่เช่นไร คือบางคนเกิดมามีแต่ความสุข เช่นเกิดมาเป็นลูกเศรษฐี เป็นใหญ่เป็นโต หรือเป็นพระมหากษัตริย์ หรือเป็นคนมีฐานะร่ำรวย ร่างกายก็สวยงาม เครื่องบำรุงความสุข เช่นเสื้อผ้าอาภรณ์และเครื่องใช้ก็มีมาก สติปัญญาก็เฉียบแหลม น้ำเสียงก็ไพเราะน่าฟัง แวดล้อมไปด้วยญาติพี่น้องและบริวาร บ้านก็เหมือนกับวัง กรือเป็นปราสาทราชวังทีเดียว สภาพเช่นนี้คือสวรรค์ ผู้ที่เกิดมาเช่นนี้คือขาวสวรรค์ในโลกมนุษย์ ส่วนใจของเขาจะขึ้นสวรรค์หรือไม่แล้วแต่ใจของเขา แต่เขาได้เกิดอยู่ในสวรรค์แล้ว และการที่เขาเกิดมาได้รับสิ่งเหล่านี้ก็เพราะบุญที่เขาทำไว้นั่นเอง
ผู้เขียนได้คุ้นเคยกับพระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นโรคตา จะไปไหนมาไหนต้องใส่แว่นเป็นประจำ จึงเรียนถามท่านว่า "หากไม่ใส่แว่นจะมองเห็นหรือเปล่า"
ท่านตอบว่า "มองไม่ค่อยเห็น จะเห็นแต่เพียงรางๆ" ข้าพเจ้าเรียนถามท่านว่า "ท่านพอจะนึกออกไหมว่า มันมีกรรมเก่าอะไรบ้างในชาตินี้ที่ทำให้ท่านต้องเป็นเช่นนี้"
ท่านตอบว่า "ผมนึกได้"
ข้าพเจ้าถามว่า "ท่านทำอะไรผิด"
ท่านตอบว่า "ตอนผมเป็นเด็ก ๆ ผมจับตั๊กแตนได้ แล้วบีบตามันให้บุ๋มเข้าไปข้างในเบ้าตาของมัน แล้วก็ปล่อยให้มันบินไป มันก็บินไปชนอะไรต่ออะไร ทำความสนุกชอบใจให้แก่ผมมาก และผมได้บีบตาตั๊กแนไปมากต่อมาก ส่วนแมลงปอนั้น ผมจะเด็ดหางของมันออกแล้ว ใส่หญ้าเข้าไปในปลายหางของมัน แล้วปล่อยให้มันบินไป มองดูสนุก นี่แหละกรรมที่ผมทำไว้"
แล้วท่านพูดต่อไปว่า "ก่อนที่ผมจะมาบวช ผมถูกไม้ทิ่มตาข้างหนึ่ง ทำให้ตาข้างนั้นแตก เหลืออีกข้างที่ใช้การได้ก็มาเกิดเป็นต้อขึ้นมาอีก"
อย่างนี้แหละที่เขาเรียกว่ากรรมทันตาเห็น กรรมนี้มีทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว เป็นทั้งกรรมในอดีตและปัจจุบันที่เราทำไว้ สลับซับซ้อนกันอยู่ ทำให้เราได้ผลของกรรมเหล่านั้น บางคนผ่าตัดแล้วผ่าตัดอีกหลายครั้งหลายหน บางคนถึงกับพิการ และบางคนถึงตายไปเลยก็มี คนป่วยบางคนเจ็บปวดมากและร้องครวญครางอย่างน่าสงสาร ทั้งนี้ก็เนื่องจากกรรมชั่วที่ตนทำไว้ ที่ชี้แจงมาให้เห็นนี้คือสวรรค์นรกในโลกมนุษย์
๓. สวรรค์และนรกในโลกอื่น ทางพระพุทธศาสนาถือว่า โลกนั้นไม่ใช่จะมีแต่เพียงโลกนี้เท่านั้น แต่ยังมีโลกอื่น ๆ อีกมาก คือ ยังมีดวงดาวในกาแล็กซี่ (Galaxy) หรือในจักวาลอื่น ๆ อีกมากมายเหลือจะคณนานับ เช่น ดังกล่าวไว้ในพระบาลี ในตอนท้ายของธัมมจักกัปปวัตตนสูตรว่า
"ทสสหสฺสี โลกธาตุ สงฺกมฺปิ สมฺปกมฺปิ สมฺปเวธิ แปลว่า (เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมจักรจบลง) หมื่นโลกธาตุสะท้านสะเทือน หวั่นไหว"
หลักทางพระพุทธศาสนาแสดงว่า ยังมีดวงดาวในจักวาลอื่น ๆ อีกมาก นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันเพิ่งจะเห็น และก็ยังมีอีกมากที่นักวิทยาศาสตร์ยังค้นไปไม่ถึง แล้วเราจะยึดมั่นว่า "ดาวดวงนี้เท่านั้นมีมนุษย์หรือสัตว์โลกอยู่ ดาวดวงอื่นๆ ไม่มีสัตว์โลก" เพราะยังไม่มีการพิสูจน์ว่ามีหรือไม่มี จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะพูดอย่างนั้น เพราะในดาวอื่น ๆ ถ้ามันมีอุณหภูมิหรือสิ่งต่างๆ เหมาะสมแล้ว ก็ต้องมีสัตว์โลกที่เกิดอยู่บนโลกหรือบนดวงดาวเหล่านั้น
อาจารย์เสถียร โพธินันทะ อดีตอาจารย์ในสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย ซึ่
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 6
งเป็นผู้มีความชำนาญมากทางพระพุทธศาสนาผู้หนึ่ง และเป็นเป็นอาจารย์ของผู้เขียน ได้กล่าวไว้ว่า "การหมุนรอบตัวเองของดวงดาวแต่ละดวงมีความเร็วไม่เหมือนกัน ถ้าหมุนช้าก็ทำให้วันคืนของดวงดาวนั้นช้า ถ้าหมุนเร็วก็ทำให้วันคืนของดวงดาวนั้นเร็วไปด้วย อย่างดาวพฤหัสหมุนรอบตัวเอง ๑ รอบ ใช้เวลาถึง ๑ ปี ถ้าสัตว์โลกอยู่บนดาวดวงนั้นก็เท่ากับ ๑ วัน ของดาวพฤหัสเท่านั้นเอง ดาวบางดวงอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์จึงร้อนแรงมาก ถ้าสัตว์โลกที่เกิดอยู่บนดวงดาวนั้นก็เท่าเกิดอยู่ในอเวจีมหานรก หรือดาวบางดวงอยู่ไกลดวงอาทิตย์มาก อากาศก็หนาวมาก สัตว์โลกที่เกิดในที่นั้นก็เหมือนเกิดในโลกันตริยนรก แล้วทำไมสัตว์นรกเหล่านั้นจึงไม่ตาย ทนอยู่ได้อย่างไร, ข้อนี้ก็เช่นเดียวกับหนอนเกิดในพริก มันไท่ตาย ก็เพราะกรรมเลี้ยงเอาไว้ให้มีชีวิตอยู่ได้ เป็นธรรมชาติของมันเอง"
ปายาสิราชัญญสูตร
เพื่อจะอธิบายเรื่องตายแล้วเกิดใหม่ และเรื่องนรกสวรรค์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จะได้นำเอาข้อความใน ปายาสิราชัญญสูตร อันเป็นการโต้ตอบปัญหาเรื่องนรกสวรรค์และวิญญาณกัน ระหว่างพระกุมารกัสสปเถระ ซึ่งเป็นพระอรหันต์ที่มีความสามารถมากองค์หนึ่งในครั้งพุทธกาล กับ พระเจ้าปายาสิ ซึ่งเป็นเจ้าครองนครที่ไม่ยอมเชื่อเรื่องบาปบุญนรกสวรรค์ พระสูตรนี้ปรากฏอยู่คัมภีร์ทีฆนิกาย มหาวรรค ใจความของพระสูตรนี้มีว่า
ในสมัยหลังจากที่พระผู้มีพระภาคเจ้านิพพานไปแล้วไม่นาน เจ้าครองนครองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระเจ้าปายาสิ เป็นผู้ครองเสตัพยนคร เจ้าครองนครผู้นี้มีความเชื่อมั่นว่า ตายแล้วสูญ ผลของกรรมดีกรรมชั่วไม่มี พระองค์ได้เคยเสด็จไปโต้ตอบปัญหาเรื่องนี้กับสมณพราหมณ์ต่างๆ มามากต่อมาก จนทำให้สมณพราหมณ์ทั้งหลายในสมัยนั้นเกิดครั่นคร้ามไม่อยากจะโต้ตอบด้วย เพราะพระองค์ทรงจัดเจนในการโต้คารมเป็นอย่างยิ่ง. วันหนึ่ง พระกุมารกัสสปเถระ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เป็นจำนวนมาก ได้จาริกไปในแคว้นโกศล และได้แวะพักสั่งสอนประชาชนอยู่ ณ ป่าไม้สีเสียด อันตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเสตัพยนคร มีประชาชนพากันไปฟังธรรมเป็นจำนวนมาก. พระเจ้าปายาสิเมื่อทรงทราบเข้าเช่นนั้น จึงได้เสด็จไปโต้คารมในหัวข้อที่ว่า ตายแล้วเกิดหรือไม่
เมื่อพระกุมารกัสสปเถระให้โอกาสแล้ว พระเจ้าปายาสิจึงได้ตรัสแสดงความเห็นของพระองค์ประเด็นแรกขึ้นว่า
"มีแต่โลกนี้เท่านั้น โลกหน้าไม่มี โลกอื่นไม่มี"
พระเถระถามว่า "ก็ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวอื่นๆ ที่เห็นอยู่ เป็นโลกนี้ หรือเป็นโลกอื่นเล่า"
พระเจ้าปายาสิตรัสตอบว่า "เป็นโลกอื่น"
แล้วพระเถระจึงได้ตอบว่า "เมื่อเห็นอยู่เช่นนี้ ไฉนจึงตรัสว่า โลกอื่นไม่มีเล่า"
พระเจ้าปายาสิยังไม่ทรงเชื่อ แล้วตรัสต่อไปว่า "ข้อนั้น จงยกไว้ก่อน, แต่มีปัญหาอยู่ว่า ถ้าโลกหน้ามีจริง ไฉนญาติมิตรของข้าพเจ้าทำกรรมชั่วเอาไว้ เมื่อเขาจวนจะตาย ข้าพเจ้าได้สั่งพวกเขาว่า ถ้าพวกท่านไปตกนรกแล้ว จงรีบกลับมาส่งข่าวให้ข้ารู้ด้วยว่า นรกมีจริงนะ แต่ข้าพเจ้าก็คอยปีแล้วปีเล่า ไม่เห็นมีผู้ใดมาส่งข่าวเลย นี้ก็แสดงว่านรกไม่มีอยู่จริง คนเราตายแล้วก็สูญเท่านั้น"
พระเถระยกอุปมาเปรียบเทียบแถลงให้ทรงฟังว่า "เปรียบเหมือนโจรที่ทำผิดถูกตำรวจจับได้ แล้วนำตระเวนไปสู่ที่ประหารชีวิต โจรนั้นจะขอร้องผ่อนผันต่อเจ้าหน้าที่ว่าขอให้ปล่อยเขาไปบอกพวกพ้องเสียก่อนจะได้หรือไม่"
ตรัสตอบว่า "ไม่ได้"
พระเถระก็กล่าวว่า "อุปมานี้ฉันใด สัตว์ที่ตกนรกแล้วก็เหมือนกัน ถูกความทุกข์ในนรกแผดเผาอยู่ และย่อมไม่ได้รับอนุญาตจากนายนิรยบาลให้กลับมาเล่าให้พระองค์ทรงทราบได้เลย"
พระเจ้าปายาสิยังไม่ทรงเชื่อ ตรัสต่อไปว่า "มีปัญหาอยู่ว่า สมณพราหมณ์ที่ประพฤติสุจริต บำเพ็ญความดี เมื่อท่านเหล่านั้นจวนจะตาย ข้าพเจ้าได้สั่งไว้ว่า ถ้าท่านไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์แล้ว จงกลับมาบอกแก่ข้าพเจ้าด้วยว่า สวรรค์มีจริง แต่ก็คอยกันเป็นปีๆ หามีใครมาบอกไม่ นี้ก็แสดงว่าสวรรค์ไม่มีอยู่จริง คนเราตายแล้วก็สูญเท่านั้น"
พระเถระยกอุปมาเปรียบเทียบให้ทรงทราบอีกว่า "เปรียบเหมือนบุรุษคนหนึ่งตกจมลงไปในหลุมอุจจาระจนมิดศีรษะ แล้วมีผู้ช่วยให้พ้นขึ้นมาได้ ให้อาบน้ำชำระกายให้สะอาดแล้วให้เสวยกามสุขอยู่บนปราสาท อยากถามว่าบุรุษผู้นั้นยังจะพอใจตกลงไปในหลุมคูถนั้นหรือไม่"
พระเจ้าปายาสิตรัสตอบว่า "ไม่มีใครต้องการทำเช่นนั้นอีก"
พระเถระอธิบายต่อไปว่า "พวกที่ไปเกิดในสวรรค์ก็เหมือนกัน ย่อมเพลิดเพลินด้วยความสุขในสวรรค์ เสวยกามคุณทั้ง ๕ อันเป็นทิพย์อยู่ โลกมนุษย์จึงปรากฏแก่เทวดาดุจหลุมคูถ ที่ไหนเขาจะกลับมาทูลให้พระองค์ทรงทราบได้. อนึ่งเล่า วันเวลาในสวรรค์ก็นานกว่าวันเวลาในโลกมนุษย์ เช่น ร้อยปีในโลกมนุษย์ เท่ากับวันหนึ
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 7
่งกับคืนหนึ่ง ของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พันปีทิพย์เป็นประมาณอายุของเทพชั้นดาวดึงส์ ท่านผู้ทำความดีเหล่านั้นไปเกิดในที่นั้นแล้ว คิดว่าอีก ๒ - ๓ วันจะมาทูลให้พระองค์ทรงทราบ จะมาทูลได้หรือไม่"
พระเจ้าปายาสิตรัสว่า "ไม่ได้ เพราะข้าพเจ้าก็คงตายไปเสียแล้ว"
พระเจ้าปายาสิตรัสท้วงว่า "ใครนะช่างรู้ว่าวันเวลาในสวรรค์กับมนุษย์ต่างกัน และสามารถรู้ว่า เทพชั้นดาวดึงส์มีอายุยืนขนาดนั้น ข้าพเจ้าไม่เชื่อเลย"
พระเถระทูลว่า "เปรียบเหมือนคนตาบอดแต่กำเนิด มองอะไรไม่เห็นเลย จึงกล่าวว่า สีดำ สีขาว และสีเหลืองเป็นต้นไม่มี คนที่เห็นสีเช่นนั้นก็ไม่มี ดวงดาว พระจันทร์และพระอาทิตย์ไม่มี ผู้เห็นดวงดาวเป็นต้นนั้นก็ไม่มี เพราะข้าพเจ้าไม่รู้ไม่เห็น สิ่งนั้นจึงไม่มี ผู้นั้นจะชื่อว่ากล่าวชอบหรือไม่"
ตรัสตอบว่า "กล่าวไม่ชอบ"
พระเถระจึงทูลว่า "พระองค์ปฏิเสธเรื่องเทพชั้นดาวดึงส์ ก็เช่นกัน เพราะสมณพราหมณ์บางพวกที่อยู่ในป่าอันเงียบสงัด ไม่ประมาท ทำความเพียรฝึกจิตของตนอยู่จนได้ทิพยจักษู สามารถมองเห็นโลกอื่น และเห็นสัตว์จำพวกโอปปาติกะ (คือสัตว์จำพวกที่เกิดผุดขึ้นเป็นตัวตนทีเดียว เช่น เทวดา และสัตว์นรกเป็นต้น) ด้วยจักษุอันเป็นทิพย์ เหนือจักษุของมนุษย์ก็มีอยู่ เรื่องของโลกหน้าพึงเห็นได้ด้วยวิธีอย่างนี้ จึงไม่ควรเข้าใจว่าพึงเห็นได้ด้วยตาเนื้อนี้เลย"
พระเจ้าปายาสิทรงแย้งว่า "ถ้าอย่างนั้น ทำไม พวกสมณพราหมณ์ผู้มีศีล ผู้ประพฤติธรรมยังไม่อยากตาย อยากมีชีวิตอยู่ ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าเมื่อตายไปแล้วก็จะไปบังเกิดในสวรรค์ มีความสุขดีกว่าอยู่ในชาตินี้ ซึ่งควรจะฆ่าตัวตายเสีย แต่เพราะไม่รู้ว่าตายแล้วจะดีกว่าชาตินี้ แต่กลับรักตัวกลัวตายกันทุกคน ไม่เห็นใครอยากตาย ข้อนี้เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าโลกหน้ามีจริง สัตว์จำพวกโอปปาติกะมี และผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วมี"
พระเถระทูลเปรียบเทียบถวายว่า "เปรียบเหมือนพราหมณ์คนหนึ่งมีภริยา ๒ คน คนหนึ่งมีบุตรชาย อายุ ๑๐ หรือ ๑๒ ปี อีกคนหนึ่งมีครรภ์จวนคลอด พราหมณ์นั้นได้ถึงแก่กรรมลง มาณพผู้เป็นบุตรจึงพูดกับมารดาเลี้ยงว่า ทรัพย์สมบัติทั้งปวงตกเป็นของข้าพเจ้าหมด ของท่านไม่มีเลย" นางพราหมณีผู้เป็นมารดาเลี้ยงตอบว่า "จงรอก่อนจนกว่าฉันจะคลอด ถ้าคลอดเป็นชายก็จะได้ส่วนแบ่งส่วนหนึ่ง ถ้าเป็นหญิง แม้น้องหญิงนั้นก็ตกเป็นสมบัติของเจ้า" (วัฒนธรรมเกี่ยวกับการจัดมรดกของพวกพราหมณ์นั้น หญิงไม่มีสิทธิ์อะไรในทรัพย์ของบิดาเลย สุดแต่ชายผู้เป็นพี่จะจัด เพราะตัวเองก็ตกอยู่ในฐานะที่พี่ชายจะใช้สอย หรือเอาเป็นภริยาได้ ถ้าเป็นน้องต่างมารดา) แต่มาณพนั้นก็เซ้าซี้อยู่อย่างเดิม จนนางพราหมณีนั้นถือเอามีดเข้าไปในห้อง ผ่าท้องเพื่อจะดูว่าเด็กในท้องเป็นชายหรือหญิง จึงเป็นการทำลายชีวิตของตนเอง ทำลายเด็กในครรภ์ และทำลาบทรัพย์สมบัติ เพราะเป็นผู้โง่เขลา แสวงหาทรัพย์สมบัติโดยไม่ใช่ปัญญาจึงถึงความพินาศ แต่สมณพราหมณ์ผู้มีศีล มีธรรมอันดี ย่อมไม่เป็นเช่นนั้น คือ ย่อมไม่ชิงสุกก่อนห่าม ย่อมรอจนกว่าจะสุก สมณพราหมณ์เหล่านี้มีชีวิตอยู่นานเพียงใด ผู้อื่นก็ได้ประสบบุญมากเพียงนั้น และท่านก็ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ และความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เหมือนหญิงผู้ฉลาดรักษาครรภ์ของตนให้ครบ ๑๐ เดือน ฉะนั้น"
พระเจ้าปายาสิก็ยังไม่ทรงเชื่อ แล้วพระองค์ก็ได้นำข้อมูลที่พระองค์ได้ทรงทำการค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องนี้มาค้านว่า "พระองค์เคยตรัสสั่งให้ลงโทษโจรที่จับได้ โดยให้ใส่ลงไปในหม้อทั้งเป็น ปิดฝาแล้วเอาหนังสดรัด เอาดินเหนียวที่เปียกยาให้แน่น แล้วเอาตั้งบนเตาไฟ เมื่อรู้ว่าตายแล้วก็ให้ยกหม้อลงมา กะเทาะดินที่ยาออก เปิดฝา ค่อยๆมองดูเพื่อจะดูวิญญาณของโจรนั้นออกไป ก็ไม่เห็นเลย จึงไม่เชื่อว่าวิญญาณมีจริง ไม่เชื่อว่าคนเราตายแล้วเกิดจริง" พระเถระทูลถามว่า "พระองค์ทรงระลึกได้หรือไม่ว่า เคยบรรทมหลับกลางวันแล้วทรงฝันเห็นสวน ป่า ภูมิสถาน และสระอันน่ารื่นรมย์"
ตรัสว่า "ระลึกได้"
พระเถระทูลถามว่า "ก็ในสมัยนั้นพวกคนที่คอยเฝ้าพระองค์มีอยู่หรือไม่"
ตรัสตอบว่า "มี"
พระเถระทูลถามว่า "พวกคนเหล่านั้นเห็นชีวะ หรือวิญญาณของพระองค์ออกมาจากร่างของพระองค์หรือไม่"
ตรัสตอบว่า "ไม่เห็น"
พระเถระจึงทูลว่า "คนมีชีวิตอยู่ไม่อาจเห็นวิญญาณของพระองค์ผู้ทรงพระชนม์ชีพอยู่ ไฉนพระองค์จะเห็นวิญญาณของคนตายเข้าออกได้"
พระเจ้าปายาสิตรัสแย้งว่า "พระองค์เคยรับสั่งให้ลงโทษโจรที่จับได้ ให้ชั่งน้ำหนักดูเมื่อเป็น แล้วเอาเชือกรัดคอให้ตายแล้วชั่งดูอีก ก็ปรากฏว่า ในขณะที่ยังเป็นอยู่ มีน้ำหนักเบากว่า อ่อนกว่า ใช้งานได้ดีกว่าเมื่อตายแล้ว
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 8
ก็เมื่อวิญญาณออกจากร่างไปแล้ว เหตุไฉนจึงกลับหนักกว่าเมื่อวิญญาณยังอยู่ เหตุนี้ จึงไม่เชื่อเรื่องตายแล้วเกิดใหม่"
พระเถระทูลเปรียบเทียบให้ฟังว่า "เหมือนท่อนเหล็กที่เผาไฟแล้ว ความร้อนยังระอุอยู่ ย่อมมีน้ำหนักเบากว่า อ่อนกว่า ใช้การงานได้ดีกว่าท่อนเหล็กท่อนเดียวกันนั้นที่ยังเย็นอยู่ ฉันใด คนตายเมื่อร่างกายภายใน พร้อมทั้งวิญญาณ พรากจากกันแล้ว ก็ย่อมมีน้ำหนักมากกว่าเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ฉันนั้น"
พระเจ้าปายาสิก็ไม่ทรงเชื่อ ตรัสต่อไปอีกว่า "ข้อนี้ยกไว้ก่อน, พระองค์เคยรับสั่งให้จับโจรฆ่าให้ตาย โดยไม่ทำร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งให้บอบช้ำ และเมื่อโจรนั้นจวนจะตายแน่แล้ว ก็สั่งจับให้นอนหงาย เพื่อจะดูวิญญาณออกจากร่าง ก็ไม่เห็นวิญญาณออกไป และสั่งให้พลิกโจรนั้นไปในอิริยาบถต่างๆ เช่นให้เอาศีรษะลง เป็นต้นอีก ก็ไม่เห็นวิญญาณออกมาเลย จึงไม่เชื่อว่าวิญญาณมี"
ในข้อนี้ พระเถระทูลเปรียบเทียบถวายว่า "เปรียบเหมือนคนเป่าสังข์ เดินทางไปในขนบทชายแดนแห่งหนึ่ง เป่าสังข์ขึ้น ๓ ครั้ง แล้ววางสังข์ไว้บนดิน ชาวบ้านได้ยินเสียงสังข์ก็ชอบใจ แล้วพากันมารุมล้อม ถามว่าเสียงอะไร เขาตอบว่าเสียงสังข์ ชาวบ้านก็จับสังข์หงายขึ้น พร้อมกับพูดว่า "สังข์เอ๋ยจงเปล่งเสียง" แต่สังข์ก็ไม่เปล่งเสียง จึงจับคว่ำ จับตะแคง ยกขึ้น เอาหัวลง เอาฝ่ามือ,ก้อนดิน,ท่อนไม้และศัสตราเคาะ ดึงเข้ามา ผลักออกไป จับพลิกไปมา เพื่อจะให้สังข์นั้นเปล่งเสียง สังข์นั้นก็ไม่เปล่งเสียง คนเป่าสังข์เห็นว่า คนเหล่านั้นเป็นคนบ้านนอก เป็นคนเขลา หาเสียงสังข์โดยวิธีไม่แยบคาย จึงหยิบสังข์ขึ้นมาเป่าให้ดู ๓ ครั้ง แล้วหลีกไป คนเหล่านั้นจึงรู้ว่าสังข์ต้องประกอบด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ คน ๑ ความพยายาม ๑ ลม ๑ จึงมีเสียงได้ ถ้าไม่ประกอบด้วยสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็มีเสียงไม่ได้ กายก็เช่นเดียวกัน ต้องประกอบด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ อายุ ๑ ไออุ่น ๑ วิญญาณ ๑ จึงสามารถยืน เดิน นั่ง นอน เป็นต้นได้ และสามารถรู้สิ่งต่างๆ ได้ ถ้าไม่ประกอบด้วยสิ่งเหล่านี้ ก็ทำอะไรไม่ได้ คนที่ค้นหาวิญญาณด้วยวิธีอันไม่ถูกต้อง ก็เป็นเหมือนคนป่า ขอร้องให้สังข์เปล่งเสียงฉะนั้น"
พระเจ้าปายาสิตรัสว่า "พระองค์เคยสั่งให้ลงโทษโจรที่จับได้ โดยให้ตัดอวัยวะต่างๆ ออก เพื่อค้นหาวิญญาณก็ไม่พบ จึงไม่เชื่อว่า คนเราตายแล้วเกิดจริง" พระเถระทูลเปรียบเทียบถวายว่า "เหมือนเด็กน้อยคนหนึ่ง อยู่กับฤาษีผู้เป็นอาจารย์ในป่า ฤาษีต้องการให้เด็กนั้นเฝ้าอาศรมแต่ผู้เดียว ส่วนตนเองเดินทางไปในชนบท แต่ก่อนไปได้สั่งเด็กน้อยนั้นว่า เจ้าอย่าประมาทในการบูชาไฟ คือ คอยเอาฟืนใส่ในกองไฟอย่าให้ไฟดับได้ ถ้าไฟดับ นี่มีด นี่ไม้ นี่ไม้สีไฟ เจ้าจงเอาสิ่งเหล่านี้ทำให้ไฟติดขึ้น จงบูชาไฟต่อไป เมื่อฤาษีจากไปแล้ว เด็กมัวเล่นเพลินไป ไฟก็ดับ เด็กคิดถึงคำสั่งขึ้นมาได้ จึงเอามีดมาถากไม้สีไฟ ด้วยหวังจะให้ไฟเกิดขึ้น ก็ไม่ได้ จึงผ่าไม้สีไฟออกเป็น ๒ ซีก ๓ ซีก จนถึง ๒๐ ซีก ก็ยังไม่ได้ไฟ จึงทำออกเป็นชิ้นๆ ใส่ครกตำ แล้วเอามาโรยที่ลม ด้วยหวังจะได้ไฟ แต่ก็ไม่ได้ ฤาษีกลับมาเห็นเช่นนั้น ถามทราบความแล้ว จึงคิดว่าเด็กนี้ยังอ่อน ไม่ฉลาด หาไฟอยู่โดยวิธีไม่ถูกต้อง จะได้ไฟอย่างไร จึงเอาไม้มาสีไฟให้เด็กดูถึงวิธีทำให้ไฟเกดิขึ้น พระองค์ก็เช่นเดียวกัน ปรารถนาจะค้นหาวิญญาณ แต่หาโดยวิธีไม่ถูกต้อง จึงไม่สามารถพบหลักความจริงข้อนี้ได้"
ในที่สุด พระเจ้าปายาสิต้องยอมจำนนต่อเหตุผล และความจริงที่พระเถระนำมาแสดง และพระองค์ได้เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทรงสละความเห็นผิดเสียได้
จากเนื้อความในพระสูตรนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่า คนในครั้งก่อนมีการค้นคิดเรื่องตายแล้วเกิดใหม่กันมากเพียงไร ทั้งเป็นเครื่องแสดงถึงความสามารถของพระกุมารกัสสปเถระผู้เป็นมหาสาวกองค์หนึ่งของพระบรมศาสดา ในการโต้ตอบปัญหาเกี่ยวกับการเกิดใหม่ตามหลักพระพุทธศาสนา ซึ่งเราในฐานะที่นับถือพุทธศาสนาควรทราบเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง
ปรากฏการณ์ทางจิตเมื่อจวนเจียนจะตาย
ทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย ไม่มีใครหลีกเลี่ยงพ้นความตายไปได้เลย นี้คือกฏธรรมชาติของทุกชีวิตที่เกิดมา และเมื่อมนุษย์หรือสัตว์โลกทั้งหลายใกล้จะตาย หรือจวนเจียนจะสิ้นใจนั้น กรรมดีหรือกรรมชั่วที่เขาได้เคยทำไว้ จะแสดงปรากฏการณ์ทางจิตออกมาให้ทราบ และบางครั้งก็แสดงออกมาให้ปรากฏทางกายหรือทางวาจา อาการที่ปรากฏเมื่อจวนเจียนจะตายเช่นนี้ ท่านเรียกว่า "มรณาสันนการ" และวิถีจิต (จิตที่ออกรับอารมณ์ทางทวารทั้งหก ทวารใดทวารหนึ่ง) ของผู้ที่จวนเจียนจะตายนี้ ท่านเรียกในคัมภีร์อภิธรรมว่า "มรณาสันนวิถี" ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าศึกษาและน่าสนใจมากเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิดในพระพุทธศาสนา เพราะในคัมภีร์อภิธรรมอธิบายเรื่องนี้ไว้ละเอียดถี่ถ้วนดีมาก ซึ่งจะถอดใจความนำมากล่าวไว้ในที่นี้ เพื่อความเ
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 9
ข้าใจดีขึ้นในการค้นคว้าศึกษาเรื่องการเกิดใหม่ ดังต่อไปนี้
มรณาสันนวิถี
มรณาสันนวิถี เป็นวิถีจิตใกล้จะตาย คือ เมื่อมรณาสันนวิถีเกิดขึ้นแล้ว จุติจิตย่อมเกิดขึ้นในลำดับที่ใกล้เคียงกัน จะไม่มีวิถีจิตที่มีอารมณ์เป็นอย่างอื่นเกิดคั่นระหว่างจุติจิตเลย
ในมรณาสันนวิถีนี้ มีชวนจิต* (* ชวนจิต คือจิตที่ทำหน้าที่เสพหรือเสวยอารมณ์ ในวิถีจิตหนึ่งมีชวนจิตได้ ๗ ขณะ บุญและบาป หรือความสำรวม และความไม่สำรวม จะเกิดขึ้นในชวนจิตนี้เอง คำอ่าน=>ชะ-วะ-นะ-จิต)เกิดขึ้นเพียง ๕ ขณะเท่านั้น เพราะเหตุที่จิตมีกำลังอ่อน เนื่องจากอำนาจของกรรมที่ส่งมานั้นใกล้จะหมดอำนาจอยู่แล้ว และอีกประการหนึ่ง หทัยวัตถุอันเป็นที่ตั้งของจิตมีแต่เสื่อมกำลังไปเรื่อยๆ กำลังของจิตก็อ่อน เมื่อสุดมรณาสันนวิถีแล้ว ต่อจากนั้นจุติจิตก็เกิดขึ้น ๑ ขณะเท่านั้น ซึ่งเรียกว่า "สัตว์ถึงความตาย"
ในทันทีที่จุติจิตดับลง ปฏิสนธิจิตต้องเกิดอย่างแน่นอน โดยไม่มีจิตอื่นมาคั่นในระหว่างเลย นี้หมายถึงจิตของสัตว์ทั่วไป แต่ถ้าเป็นจิตของพระอรหันต์แล้ว เมื่อจุติจิตหรือจิตดวงสุดท้ายดับลงแล้วก็เข้าสู่นิพพาน ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป
มรณาสันนวิถีของปุถุชนและบุคคลทั้งหลายเมื่อใกล้จะตาย ก่อนที่จุติจิตจะเกิดขึ้น ถ้ามีรูป เสียง กลิ่น รส หรือสัมผัส เป็นอารมณ์มรณาสันนวิถีเช่นนี้ เรียกว่า มรณาสันนวิถีทางปัญจทวาร แต่ถ้าเป็นความรู้สึกนึกคิดทางใจ มรณาสันนวิถีนั้น เรียกว่า มรณาสันนวิถีทางมโนทวาร
อารมณ์ของจิตเมื่อจวนเจียนจะตาย

ธรรมดาว่า สัตว์ทั้งหลายที่ยังไม่สำเร็จพระอรหันต์ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน เทวดา หรือพรหม ก็ตาม เมื่อใกล้จะตาย จะมีอารมณ์ ๓ ประการเกิดขึ้น คือ กรรม กรรมนิมิต และคตินิมิต อย่างใดอย่างหนึ่ง ในอารมณ์ทั้ง ๓ อย่างนี้ โดยมีอารมณ์ทั้ง ๓ อย่างนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง มาปรากฏทางทวารใดทวารหนึ่งในจำนวนทวารทั้ง ๖ คือ
๑. กรรม
๒. กรรมนิมิต
๓. คตินิมิต
ก. กรรม ได้แก่กรรมอารมณ์ (อารมณ์คือกรรม) ที่เกี่ยวกับกุศล อกุศล
กรรมอารมณ์ที่เกี่ยวกับกุศลนั้น ได้แก่บุญกุศลที่ตนได้กระทำมาแล้ว เช่น การให้ทาน การรักษาศีล การฟังธรรม หรือการเจริญภาวนา ในสมัยเมื่อตนได้สร้างบุญกุศลเหล่านี้ ตนปีติโสมนัสอย่างไร เมื่อจวนจะใกล้ตาย ก็จะเป็นเหตุให้นึกถึงบุญกุศลนั้น มีปีติโสมนัสเกิดขึ้น คือมีจิตใจหน้าตาแช่มชื่นเบิกบาน คล้ายกับว่าตนกำลังทำบุญให้ทาน รักษาศีล ฟังธรรม หรือเจริญภาวนาอยู่ในขณะนั้น จึงมักตายจากไปอย่างสงบ ไม่หลงตาย
ส่วนกรรมารมณ์ที่เป็นอกุศลนั้น คือ ตนเคยทำบาปอกุศลอย่างใดมา เช่น เคยฆ่าคน ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เคยถูกจองจำเพราะทำทุจริต หรือเคยโกรธแค้นพยาบาทเป็นต้น ก็ให้นึกถึงบาปที่ตนเคยทำไว้ ทำให้มีความเสียใจ มีความเศร้าหมอง หรือมีความโกรธขึ้น คล้ายๆ กับว่าตนกำลังทำกรรมชั่วเหล่านั้น หรือกรรมเหล่านั้นกำลังเกิดขึ้นแก่ตนอยู่ในขณะเมื่อจวนจะตายนั้น จึงมักตายจากไปอย่างกระสับกระส่าย หรือหลงตาย
กรรมารมณ์เป็นความรู้สึกทางใจ จึงปรากฏได้ทางใจหรือทางมโนทวารอย่างเดียว ถ้ากรรมารมณ์ฝ่ายกุศลมาปรากฏก็นำไปสู่สุคติ แต่ถ้ากรรมารมณ์ฝ่ายอกุศลมาปรากฏก็นำไปสู่ทุคติ
ข. กรรมนิมิต คือ เครื่องหมาย หรืออุปกรณ์ในการทำกรรม ได้แก่อารมณ์ ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย หรือสภาพที่รู้ทางใจ ที่เกี่ยวกับการทำกรรมของตนแต่ละบุคคลที่ตนเคยทำไว้แล้ว ทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ ย่อมแสดงนิมิตเครื่องหมายออกมาให้ปรากฏเมื่อจวนจะตาย
ถ้าเป็นฝ่ายบุญกุศล ก็ทำให้รู้เห็นเครื่องหมายแห่งบุญกุศลที่ตนเคยทำมา เช่น โบสถ์ วิหาร โรงเรียน โรงพยาบาลที่ตนเคยสร้าง เห็นภาพพระภิกษุที่ตนเคยบวช หรือบวชลูกหลาน เห็นพระพุทธรูปที่ตนเองเคยสร้าง เห็นขันข้าวหรือทัพพีที่ตนเคยตักบาตรเป็นต้น หรือภาพนิมิตแห่งกิริยาอาการที่ตนเคยทำบุญกุศลนั้นๆ มาปรากฏแก่ตนในเมื่อเวลาจวนจะตาย เมื่อจิตได้หน่วงเอาภาพนิมิตนั้นมาเป็นอารมณ์ ให้เห็นเป็นนิมิตเครื่องหมาย หรืออุปกรณ์ในการทำบุญกุศลต่างๆ เหล่านั้นที่ตนเคยทำมา ก็ย่อมนำไปเกิดในสุขคติ เพราะมีจิตใจเบิกบานไม่เศร้าหมอง
แต่ถ้ากรรมนิมิตที่เป็นอกุศลกรรม เช่น เคยฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์มาปรากฏ ก็ทำให้เห็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการทำกรรม เช่น เห็น หอก ดาบ อวน เห็นเครื่องประหารเบียดเบียนสัตว์ที่เคยใช้ในการทำบาปมาแล้ว บางคนทำให้สะดุ้งหวาดเสียว ร้องให้เสียงลั่น คิดว่าจะมีคนมาทำร้ายตน บางคนเคยฆ่าหมู ก็ร้องเสียงเหมือนหมู ฆ่าวัวก็ร้องเสียงเหมือนวัว ถ้าเคยชนไก่ก็เอาหัวแม่มือทั้ง ๒ ของตนชนกัน แล้วร้องเหมือนเสียงไก่ชน ถ้ากรรมนิมิตฝ่ายบาปอกุศลมาปรากฏเป็นอารมณ์เมื่อจวนตายเช่นนี้ ก็ย่อมนำไปเกิดในทุคติ
กรรมนิมิตทั้งฝ่ายกุศลและอกุศลดังกล่าวมาแล้ว ถ้า
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 10
เป็นเพียงคิดถึงสิ่งต่างๆ ดังกล่าวมาแล้วนั้น นิมิตนั้นๆ จะปรากฏทางมโนทวาร เป็นอตีตารมณ์ (อารมณ์อดีต) แต่ถ้าเห็นด้วยตาจริงๆ ได้ยินด้วยหูจริงๆ ได้กลิ่น รู้รส ถูกต้องสัมผัสทางกายจริงๆ ก็เป็นนิมิตที่ปรากฏทางปัญจทวาร และเป็นอารมณ์ในปัจจุบัน
ค. คตินิมิต คือ นิมิต หรือเครื่องหมายที่บ่งบอกให้ทราบถึงคติ หรือภพที่จะไปเกิด จะไปเกิดในสุคติภพก็มีนิมิตบ่งบอกให้ทราบ จะไปเกิดในทุคติภพก็มีนิมิตบ่งบอกให้ทราบ
ถ้าเป็นคตินิมิตที่จะนำไปสู่สุคติ ก็จะปรากฏเป็นปราสาทราชวัง วิมาน ทิพยสมบัติ เทพบุตร เทพธิดา เห็นครรภ์มารดา เห็นวัดวาอาราม เห็นบ้านเรือนผู้คน หรือพระภิกษุสามเณร ซึ่งล้วนแต่เห็นสิ่งที่ดีๆ อย่างเช่น ธัมมิกอุบาสก เห็นรถทิพย์ ๖ คันมาจากสวรรค์ทั้ง ๖ ในขณะที่ตนจวนจะตาย ซึ่งกล่าวไว้ในอรรถกถาธรรมบท
ถ้าเป็นคตินิมิตที่จะนำไปสู่ทุคติ ก็มีสิ่งที่อยู่ในภพชาติที่จะไปเกิดใหม่นั้นมาปรากฏให้เห็น ถ้าจะไปเกิดในนรก ก็ปรากฏเห็นเป็นเปลวไฟนรก เห็นนายนิรยบาล เห็นสุนัข เห็นแร้ง กา เป็นต้น ที่กำลังจะเข้าทำร้ายตน ถ้าจะเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ก็จะเห็น เหว ถ้ำ ป่าทึบ หรือทุ่งหญ้า หนองน้ำ เป็นต้น ที่ตนจะต้องไปเกิด
คตินิมิตจะปรากฏได้ในทวารทั้ง ๖ แต่ที่ปรากฏส่วนมากทางจักษุทวารและมโนทวาร คือ เห็นทางตา และทางใจเป็นส่วนมาก และจัดเป็นอารมณ์ในปัจจุบัน
อารมณ์ของมรณาสันนวิถีนี้ ย่อมเป็นกรรม กรรมนิมิต หรือคตินิมิต อย่างใดอย่างหนึ่งมาปรากฏแก่วิถีจิตที่ใกล้ชิดกับจุติจิตที่สุด หรือจะเรียกว่า "เป็นการฝันครั้งสุดท้ายในชีวิตก็ได้" ถ้าฝันไม่ดี คือ เห็นอารมณ์นิมิตไม่ดี ก็ไปเกิดในทุคติ ถ้าฝันดี คือเห็นอารมณ์ที่ดีก็ไปเกิดในสุคติ
กรรมที่ให้ผลตามลำดับ ๔ ประการ

นิมิตทั้ง ๓ ประการที่เป็นอารมณ์ ปรากฏในมรณาสันนวิถีนี้ ย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจกรรม ๔ ประการ ที่ให้ผลตามลำดับ คือ
๑. ครุกรรม กรรมหนัก กรรมอื่นไม่อาจจะห้ามหรือขัดขวางผลของกรรมประเภทนี้ และครุกรรมนี้ มีทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล
ครุกรรมฝ่ายกุศล ได้แก่มหัคคตกุศลจิต ๙ ดวง คือ รูปาวจรกุศล ๕ อรูปาวจรกุศล ๔ ที่จะนำไปเกิดเป็นรูปพรหม หรืออรูปพรหม
ส่วนครุกรรมฝ่ายอกุศล ได้แก่อนันตริยกรรม ๕ คือ ฆ่าบิดา ฆ่ามารดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำโลหิตพระพุทธเจ้าให้ห้อ และทำสังฆเภท คือทำสงฆ์ให้แตกกัน
๒. อาสันนกรรม กรรมที่ได้กระทำหรือระลึกได้เมื่อใกล้จะตาย คือก่อนที่มรณาสันนวิถีเกิด มีได้ทั้งกุศลอาสันนกรรม หรืออกุศลอาสันนกรรม ถ้าไม่มีครุกรรมแล้ว อาสันนกรรมย่อมให้ผล คือย่อมกระทำนิมิตที่เป็นกรรม กรรมนิมิต หรือคตินิมิตให้ปรากฏในมรณาสันนวิถีได้
ถ้าเป็นกุศลอาสันนกรรม ก็นำไปเกิดในสุคติภูมิ แต่ถ้าเป็นอกุศลอาสันนกรรม ก็นำไปเกิดในทุคติภูมิ
๓. อาจิณณกรรม กรรมที่ทำจนเคยชิน หรือทำเป็นประจำ มีทั้งกุศลอาจิณณกรรมและอกุศลอาจิณณกรรม อาจิณณกรรมนี้ ถ้าไม่มีครุกรรมและอาสันนกรรมแล้ว ก็ย่อมให้ผล โดยทำให้เป็นอารมย์แก่มรณาสันนวิถี ถ้าเป็นกุศลอาจิณณกรรม ก็นำไปสู่สุคติ แต่ถ้าเป็นอกุศลอาจิณณกรรม ก็นำไปสู่ทุคติ
อาจิณณกรรม คือ กุศลกรรมหรืออกุศลกรรมที่ได้ทำมาเป็นประจำ หรือที่ระลึกถึงบ่อยๆ เช่น ทำบุญตักบาตรทุกวัน ฆ่าสัตว์ทุกวัน หรือคิดถึงกรรมดีหรือกรรมชั่วที่ตนเองกระทำอยู่เสมอ ถ้าไม่มีครุกรรมหรืออาสันนกรรมแล้ว อาจิณณกรรมก็ย่อมปรากฏผล โดยทำอารมณ์แก่มรณาสันนวิถี ถ้าเป็นกุศลอาจิณณกรรม ก็นำไปสู่สุคติ แต่ถ้าเป็นอกุศลอาจิณณกรรม ก็นำไปสู่ทุคติ
๔. กตัตตากรรม คือ กุศลกรรมหรืออกุศลกรรมที่ได้กระทำไปโดยไม่ตั้งใจไว้ก่อน หรือกุศล อกุศลกรรมที่ทำด้วยเจตนาอันอ่อน กรรมนี้จัดเป็นกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในคัมภีร์อภิธัมมัตถวิภาวินี ท่านกล่าวว่า "กรรมที่นอกไปจากกรรม ๓ อย่างข้างต้น คือ ครุกรรม อาสันนกรรมและอาจิณณกรรม เป็นกรรมสักว่าทำเท่านั้น ชื่อ กตัตตากรรม*"(* อภิธัมมัตถวิภาวินี หน้า ๑๖๔)
ถ้าไม่มีครุกรรม อาสันนกรรม และอาจิณณกรรมแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของกตัตตากรรม ถ้าเป็นกุศลกตัตตากรรม ก็นำไปสู่สุคติ แต่ถ้าเป็นอกุศลกตัตตากรรม ก็นำไปสู่ทุคติ
พระมหาโมคคัลลานะสัมภาษณ์นางเทพธิดา
เรื่องนี้ผู้เขียนถอดความจากเรื่อง ทีปวิมาน วิมานวัตถุ คัมภีร์ขุททกนิกาย และจากอรรถกถาวิมานวัตถุ คัมภีร์ปรมัตถทีปนี)
"ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีรูปงาม มีรัศมีรุ่งเรือง ส่องสว่างไสวไปทั่วทิศ ปานกับดาวประกายพฤกษ์ ท่านมีผิวพรรณงามเช่นนี้ เพราะทำบุญอะไรไว้"
เนื้อความข้างต้นนี้ เป็นคำถามตอนหนึ่งของพระมหาโมคคัลลานะ ผู้มีโอกาสไปเยือนชาวสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และได้ถามนางเทพธิดาองค์หนึ่ง ซึ่งท่านได้พบในสวรรค์ชั้นนั้น
พระมหาโมคคัลลนะ เป็นพระมหาสาวกองค์หนึ่งของพระพุทธเจ้าในจำนวนพระมหาสาวก ๘๐ องค์ ท่านเป็นอัครสาวกฝ่ายซ้ายของพระพุทธเจ้า และไ
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 11
ด้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า เลิศกว่าพระสาวกทั้งหลายในทางมีฤทธิ์ ท่านเป็นกำลังมากในการช่วยเผยแผ่พระศาสนาในสมัยพุทธกาล เพราะท่านสามารถปราบพวกคนที่ดุร้าย และพวกมิจฉาทิฏฐิให้กลับมาเป็นคนดี และนับถือพระพุทธศาสนาในที่สุด ความสามารถพิเศษอีกประการหนึ่งของท่านก็คือ ท่านสามารถไปเยี่ยมสวรรค์และแดนนรก ถามบุญกรรมที่เทพยดาและสัตว์นรกทำไว้ แล้วกลับมาเล่าให้พวกมนุษย์ได้ทราบ จนความสามารถในด้านนี้ของท่านก่อให้เกิดความริษยา และความอาฆาตขึ้นในหมู่ชนที่นับถือลัทธิศาสนาอื่นในสมัยนั้น และคิดกำจัดท่านเสีย เพราะพระมหาโมคคัลลานะเป็นกำลังสำคัญมากองค์หนึ่ง ที่ทำพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองมากเหนือลัทธิศาสนาอื่นๆ ในสมัยนั้น จนลัทธิอื่นต้องอับแสงลง เหมือนแสงหิ่งห้อยในเวลาพระอาทิตย์ขึ้นฉะนั้น
เล่ากันมาว่า สมัยหนึ่ง เมื่อพระมหาโมคคัลลานะอยู่ในที่เงียบสงัด วันหนึ่งท่านได้มาคำนึงว่า "บัดนี้ พวกมนุษย์ทั้งหลายได้ทำบุญไว้แล้วไปเกิดในสวรรค์ เสวยสมบัติอันเป็นทิพย์ก็มีอยู่มาก เราควรจะไปเที่ยวเทวโลก (สวรรค์) เอาเทวดาเป็นพยานในการทำความดี โดยให้เทวดาทั้งหลายแสดงบุญตามที่ตนทำไว้ และตามที่ตนได้รับแล้วนำมากราบทูลพระพุทธองค์ เมื่อพระองค์แสดงผลกรรมแก่มนุษย์ทั้งหลาย ก็จักทำให้ผู้ฟังเข้าใจดียิ่งขึ้น เหมือนกับชูดวงจันทร์ขึ้นในท้องฟ้าฉะนั้น ผลบุญที่บุคคลทำด้วยศรัทธา แม้จะทำด้วยของน้อย แต่ก็มีผลมาก เมื่อพระองค์ทรงแสดงผลบุญนั้น ก็จะได้นำเรื่องเทวดาผู้ได้วิมานมาปรารภเรื่อง แล้วทรงแสดงเทศนาให้เป็นประโยชน์แก่ชุมนุมชนมาก"
เมื่อพระมหาโมคคัลลานะคิดดังนี้แล้ว ท่านก็ลุกจากที่นั่ง นุ่งห่มสบงจีวรเรียบร้อยเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า กราบทูลความประสงค์ของตนให้ทรงทราบ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตแล้ว ท่านก็ลาออกมาแล้วเข้าจตุตถฌาน (เข้าสมาธิจนถึงฌานที่ ๔ ) โดยมีอภิญญาเป็นพื้นฐาน (คือ ทำให้จิตมีอำนาจเป็นพิเศษ เช่น สามารถแสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้เป็นต้น) เมื่อออกจากจตุตถฌานแล้ว ก็ไปถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้มีโอกาสเที่ยวไปตามวิมานต่างๆ และได้ไต่ถามถึงบุญกรรมที่เทวดานั้นๆ ได้ทำไว้ เทวดานั้นๆ ก็ได้แจ้งแก่พระเถระ เมื่อท่านกลับมาสู่มนุษย์ดลกแล้ว ก็ไปกราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ ตามที่ตนได้สนทนากับเทวดาทั้งหลาย พระพุทธองค์ทรงเห็นดีด้วย จึงทรงยกเรื่องนั้นๆ ให้เป็นต้นเหตุ แล้วตรัสเทศนาแก่ประชุมชน
ดังนั้น วันหนึ่ง พระมหาโมคคัลลานะได้ไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และได้พบกับนางเทพธิดาองค์หนึ่งซึ่งเกิดอยู่ในวิมานทอง ท่านได้ถามนางเทพธิดานั้นว่า "ดูก่อนนางเทพธิดา ท่านมีรูปงาม มีรัศมีรุ่งเรือง ส่องสว่างไสวไปทั่วทิศ ปานกับดาวประกายพฤกษ์ ท่านมีผิวพรรณงามเช่นนี้ เพราะทำบุญอะไรไว้ ผลที่น่าพอใจสำเร็จในวิมานนี้เพราะบุญอะไร อนึ่งโภคะอันเป็นที่น่ารักน่าพอใจทุกอย่าง ย่อมเกิดขึ้นแก่ท่าน เพราะทำบุญอะไรไว้ ดูก่อนนางเทพธิดา ผู้มีรัศมีสุกใสไพโรจน์ล่วงเทพธิดาทั้งหลาย เพราะท่านทำบุญอะไรไว้ ท่านจึงมีอวัยวะทุกส่วนส่องสว่างไปทั่วทุกทิศ ดูก่อนเทพธิดา ผู้มีอานุภาพยิ่งใหญ่ อาตมาขอถามท่าน ท่านมีอานุภาพรุ่งเรืองถึงเช่นนี้ และรัศมีกายของท่านส่องสว่างไปทั่วทิศ เพราะทำบุญอะไรไว้"
เมื่อพระมหาโมคคัลลานะได้ถามเช่นนี้ นางเทพธิดานั้น ก็ได้ตอบพระเถระไปด้วยความยินดีว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ในชาติก่อน ครั้งเมื่อดิฉันยังเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ในนมุษย์โลก เมื่อถึงคืนเดือนมืดมาก ได้เวลาตามประทีป ดิฉันได้ให้ดวงประทีปอันเป็นอุปกรณ์กำจัดความมืดให้เป็นทาน อันผู้ใดก็ตาม เมื่อเวลาเดือนมืดมาก ได้ให้ประทีปเป็นทาน วิมานอันมีแสงสว่างเป็นผล ประดับด้วยดอกไม้จันท์และดอกบัวขาวเป็นจำนวนมากย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้นั้น อนึ่ง โภคทรัพย์ทั้งหลายอันเป็นที่เจริญใจทุกอย่าง เกิดแก่ดิฉัน เพราะการให้ประทีปนั้น และเพราะการให้ประทีปนั่นเอง ดิฉันจึงมีรัศมีสุกใสไพโรจน์มากกว่าเทวดาทั้งหลายผู้มีสรีระร่างทุกส่วนสว่างไสวไปทั่วทิศ"
เมื่อพระมหาโมคคัลลานะได้ฟังคำตอบของเทพธิดาองค์นั้นแล้ว ก็ได้แสดงธรรมให้ฟัง เมื่อแสดงธรรมจบลง นางเทพธิดานั้น พร้อมทั้งบริวารก็ได้สำเร็จโสดาปัตติผล.
สามเณรสนทนากับเปรต
เรื่องนี้ ส่วนใหญ่ผู้เขียนถอดใจความจากเรื่องนาคเปรต เปตวัตถุ คัมภีร์ขุททกนิกาย และจากอรรถกถาเปตวัตถุ คัมภีร์ปรมัตถทีปนี)
"ท่านทั้งสองมือถือค้อน เดินร้องไห้มีน้ำตานองหน้า มีตัวเป็นแผลแตกพัง เมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ท่านทำบาปอะไรไว้ ท่านทั้งสองดื่มโลหิตของกันและกัน เพราะท่านได้ทำกรรมอะไรไว้"
นี้คือคำถามตอนหนึ่ง ซึ่งสามเณรผู้เป็นศิษย์ของพระสังกิจจเถระ ผู้ได้เห็นเปรตสองตน ซึ่งมีอาการแปลกประหลาด แล้วได้ถามขึ้นด้วยความอยากรู้
เล่ากันมาว่า สังกิจจสามเณร ผู้มีอายุ ๗ ขวบ ผู้เป็นศิษย์พระสารีบุตรเถระ ได้สำเร็จพระอรหันต์ในเวลาที่ปลงผม ต่อมา สามเณรได้ไปอยู่ป่าแห่งหนึ่งกับภิกษุ ๓๐ รูป แ
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 12
ละได้ใช้อำนาจฌานสมาบัติของตนป้องกันพระเถระ ๓๐ รูป ไม่ให้ถูกพวกโจรฆ่า ซ้ำยังสั่งสอนพวกโจรเหล่านั้นให้เลื่อมใส ให้บวชเป็นสามเณรทั้งหมด แล้วนำไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมให้สามเณรที่บวชใหม่ทั้งหมดนั้นสำเร็จพระอรหันต์ และให้บวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา ต่อมา เมื่อสังกิจจสามเณรได้อุปสมบทแล้ว ก็ได้ไปอยู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี พร้อมด้วยภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ผู้เป็นศิษย์ของท่าน
ในกรุงพาราณสีนั้น มีบุตรของพราหมณ์คนหนึ่ง ได้ฟังธรรมของพระสังกิจจเถระแล้วเกิดความสลดใจ ได้ออกบวชเป็นสามเณร แล้วได้ไปฉันที่เรือนลุงของตนเป็นนิตย์ แต่มารดาต้องการให้สามเณรสึกออกมาครองเรือน จึงได้พูดประโลมให้สามเณรนั้นพอใจกับหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งเป็นธิดาพี่ชายของตน สามเณรนั้นก็อยากจะสึก จึงไปหาพระสังกิจจเถระผู้เป็นอุปัชฌาย์เพื่อขอลาสึก พระอุปัชฌาย์ยังไม่ต้องการให้สึก เพราะเห็นว่าสามเณรมีอุปนิสัยที่จะบวชในพระพุทธศาสนาได้ผลอยู่ จึงพูดว่า "สามเณร จงรอสักเดือนหนึ่งก่อน" สามเณรก็เชื่อฟัง แต่เมื่อครบหนึ่งเดือนแล้ว จึงไปขอลาสึกอีก พระเถระให้รอไปอีกกึ่งเดือน เมื่อเลยกึ่งเดือนไปแล้ว ก็ให้รอไปอีก ๗ วัน ในภายใน ๗ วันนั้น ได้เกิดพายุพัดใหญ่ขึ้นในเมืองพาราณสี ทำให้เรือนลุงของสามเณรล้มพังลง ลุงกับป้าพร้อมบุตรชาย ๒ คน และบุตรหญิง ๑ คน ถูกเรือนทับตาย ลุงกับป้าได้ไปเกิดเป็นเปรต บุตรกับธิดาได้ไปเกิดเป็นรุกขเทวดา อยู่มนุษย์โลกนี้เอง บุตรคนโตมีช้างเป็นพาหนะ บุตรคนเล็กมีรถม้าเป็นพาหนะ ธิดามีวอทองเป็นพาหนะ ส่วนลุงกับป้า คือพราหมณ์กับนางพราหมณีได้ถือเอาค้อนเหล็กใหญ่ทุบตีกัน ร่างกายที่ถูกทุบตีกันด้วยค้อนเหล็กใหญ่นั้นก็บวมขึ้นแล้วแตกในทันที เปรตทั้งสองนั้น ก็ได้ดื่มกินน้ำเหลืองและโลหิตของกันและกันเป็นอาหาร
ครั้งนั้น สามเณรนั้นก็ได้เข้าไปลาพระอุปัชฌาย์อีก โดยกราบเรียนว่า "พ้นวันที่กำหนดไว้แล้ว ผมจะกลับบ้าน ขออนุญาตให้ผมกลับบ้านเถิดครับ" พระสังกิจจเถระซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ ผู้สามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าด้วยอำนาจอภิญญาจิต จึงได้พูดกับสามเณรว่า "เธอไปได้ แต่จงกลับมาในเวลาสิ้นแสงตะวันของสิ้นเดือน แล้วจงไปยืนอยู่ที่ข้างวิหารแห่งหนึ่ง"
สามเณรก็ได้ทำตามที่พระอุปัชฌาย์สั่ง ครั้งนั้น รุกขเทวดา ๒ องค์ พร้อมกับน้องสาวได้ผ่านไปทางนั้น เพื่อจะไปที่สมาคมของเหล่าเทพยดา ส่วนมารดากับบิดาของรุกขเทวดานั้น ซึ่งตายไปเกิดเป็นเปรต ในวันนั้นก็ได้เดินผ่านไปทางนั้น เปรตสองตนได้ถือค้อนเหล็กอันใหญ่ต่างได้กล่าวคำหยาบช้าต่อกัน แล้วก็ทุบตีกันเอง เมื่อสามเณรเดินผ่านไปทางนั้น พอดีเป็นเวลาสิ้นแสงพระอาทิตย์ พระสังกิจจเถระผู้เป็นพระอรหันต์ ก็บันดาลให้สามเณรได้เห็นรุกขเทวดาและเปรตทั้งสองด้วยอำนาจฤทธิ์ของท่าน ด้วยต้องการจะให้สามเณรเกิดความสลดใจ แล้วจึงถามสามเณรว่า "เจ้าเห็นพวกที่ผ่านไปทางนี้หรือไม่" สามเณรตอบว่า "ผมเห็นครับ" "ถ้าอย่างนั้น เธอลองถามกรรมของเขาดูว่า พวกเขาได้ทำกรรมอะไรไว้" พระเถระกล่าวแนะนำขึ้น
เมื่อได้รับคำแนะนำจากอุปัชฌาย์เช่นนั้น สามเณรจึงถามว่า "คนหนึ่งขี่ช้างเผือกไปข้างหน้า คนหนึ่งขี่รถเทียมด้วยม้าอัสดรไปท่ามกลาง สาวน้อยขึ้นวอไปข้างหลัง เปล่งรัศมีสว่างไสวไปทั่วทิศ ส่วนท่านทั้งสองมือถือค้อน เดินร้องไห้มีน้ำตานองหน้า มีตัวเป็นแผลแตกพัง ท่านเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบาปอะไรไว้ ท่านทั้งสองดื่มกินโลหิตของกันและกัน เพราะทำกรรมอะไรไว้"
เปรตทั้งสองฟังสามเณรถามแล้ว จึงตอบว่า "ผู้ที่ขี่ช้างเผือกชาติกุญชรไปข้างหน้าเป็นบุตรหัวปีของข้าพเจ้าทั้งสอง เมื่อเป็นมนุษย์เขาได้ถวายทานแก่พระสงฆ์ จึงได้รับความสุขบันเทิงใจ ผู้ที่ขี่รถเทียมด้วยม้าอัสดร ๔ ตัว แล่นเรียบไปในท่ามกลางเป็นบุตรคนกลางของข้าพเจ้าทั้งสอง เมื่อเขาเป็นมนุษย์ เป็นคนไม่ตระหนี่ เป็นทานบดี (เป็นใหญ่ในการให้ทาน) รุ่งโรจน์อยู่ ส่วนนารีที่มีปัญญา ซึ่งมีดวงเนตรกลมงามแวววาวดุจตาเนื้อทราย ขึ้นวอทองไปข้างหลังนั้น นางเป็นธิดาสุดท้องของข้าพเจ้าทั้งสอง นางมีความสุขเบิกบานใจเพราะผลแห่งทาน เมื่อก่อนเขาทั้งสามมีใจเลื่อมใส ได้ถวายทานแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เขาทั้งสามถวายทานแล้ว จึงอิ่มเอิบอยู่ด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ ส่วนข้าพเจ้าทั้งสองเป็นคนตระหนี่ ได้ด่าสมณพราหมณ์ทั้งหลาย จึงมีร่างกายซูบซีด ดุจไม้ออ้ที่ถูกไฟไหม้"
สามเณรถามว่า "อะไรเป็นอาหารของท่าน อะไรเป็นที่นอนของท่าน และท่านผู้มีบาปมากยิ่งนักเลี้ยงอัตภาพให้เป็นอยู่ได้อย่างไร เมื่อโภคะเป็นอันมากมีอยู่ แต่ท่านก็ไม่ได้รับความสุข เสวยแต่ความทุกข์อยู่ในวันนี้"
เปรตทั้งสองตอบว่า "ข้าพเจ้าทั้งสองตีซึ่งกันและกัน แล้วกินเลือดและหนองของกันและกัน ได้ดื่มเลือดและหนองเป็นอันมากก็ยังไม่หายอยาก มีความหิวอยู่เป็นนิตย์ ชนทั้งหลายผู้ไม่ให้ทาน เมื่อต
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 13
ายไปแล้วก็เกิดในยมโลก ร่ำให้อยู่ เหมือนข้าพเจ้าทั้งสอง ใครก็ตามได้โภคทรัพย์ต่างๆ แล้วตนเองก็ไม่ใช้ ทั้งไม่ยอมทำบุญ ผู้นั้นจะต้องหิวกระหายในปรโลก ภายหลัง ถูกความหิวแผดเผาไหม้อยู่สิ้นกาลนาน เมื่อได้ทำกรรมชั่วที่มีผลเผ็ดร้อน มีทุกข์เป็นผล ย่อมประสบความทุกข์ ทรัพย์สมบัติจัดว่าเป็นของเล็กน้อย ผู้มีปัญญารู้อย่างนี้แล้วควรทำที่พึ่งให้แก่ตน บุคคลเหล่าใดเข้าใจทางธรรม เพราะได้ฟังธรรมของพระอรหันต์ทั้งหลาย บุคคลเหล่านั้นย่อมไม่ประมาทในการให้ทาน ข้าพเจ้าทั้งสองนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นลุงและป้าของสามเณรเอง"
เมื่อสามเณรได้ฟังอย่างนี้แล้ว ก็เกิดความสลดใจ จึงระงับความอยากสึกไว้ได้ แล้วเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์ หมอบกราบลงแล้วเรียนว่า "ท่านได้ทำประโยชน์แก่กระผมโดยแท้ ได้ปลดเปลื้องกระผมออกจากความทุกข์ได้แล้ว บัดนี้ กระผมไม่ต้องการที่จะเป็นฆราวาสแล้ว กระผมยินดีต่อการประพฤติพรหมจรรย์"
ลำดับนั้น พระสังกิจจเถระ ได้บอกพระกรรมฐานที่เหมาะสมกับอุปนิสัยของสามเณร เมื่อสามเณรนั้นเจริญกรรมฐาน ก็ได้สำเร็จพระอรหันต์ พระสังกิจจเถระได้นำเรื่องนี้ไปกราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ พระพุทธองค์ก็ทรงถือเอาเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ แล้วตรัสเทศนาให้เป็นประโยชน์แก่มหาชน.
ข้อพิสูจน์เรื่องตายแล้วเกิดใหม่
ในเรื่องตายแล้วเกิดใหม่นี้ ผู้เขียนมีข้อพิสูจน์อยู่ ๗ อย่าง ว่าตายแล้วเกิดจริง ซึ่งมีหลักฐานปรากกอยู่จริงในปัจจุบัน โดยไม่ต้องอ้างคัมภีร์หรือตำรา หรือโดยไม่ต้องอ้างว่าพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ทั้งหลายตรัสไว้อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ก็สามารถยอมรับเหตุผลตามความเป็นจริงได้ เพราะการเวียนว่ายตายเกิดและภพภูมิต่างๆ ที่ยืนยันไว้ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น เป็นกฏของธรรมชาติ และเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติของมัน เราจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม กฏธรรมชาติแห่งการเวียนว่ายตายเกิดนี้ก็มีอยู่แล้วอย่างนี้ หรือพระพุทธเจ้าจะได้ตรัสรู้หรือไม่ก็ตาม สิ่งเหล่านี้ก็มีอยู่แล้วตามธรรมชาติของมัน แต่ว่าพระพุทธเจ้าเมื่อทรงเห็นแล้วก็ได้ตรัสยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้มรอยู่จริง
ข้อพิสูจน์เรื่องตายแล้วเกิด เท่าที่ค้นพบและมีหลักฐานยืนยันให้เชื่อถือได้ในปัจจุบัน มีอยู่ ๗ อย่าง คือ
๑. คนระลึกชาติได้ ซึ่งข้อพิสูจน์นี้มีตัวอย่างนับเป็นพันๆ เรื่อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
๒. คนผีเข้า ซึ่งมีตัวอย่างปรากฏอยู่มากในปัจจุบัน ถ้าวิญญาณไม่มีแล้ว ผีจะมาเข้าคนได้อย่างไร
๓. เทวดาเข้าทรง มีเรื่องเทวดาที่มาปรากฏแก่คนคนอยู่มากในปัจจุบัน และที่เข้าทรงในมนุษย์ก็มีอยู่มาก อันเป็นเครื่องยืนยันว่า โอปปาติกะกำเนิด อันอยู่ในภพภูมิหรือสวรรค์นั้นมีอยู่จริง
๔. การสะกดจิต ข้อนี้ในวงการแพทย์ปัจจุบันใช้กันมาก ถ้าจิตหรือวิญญาณไม่มีแล้ว จะมีการสะกดจิตได้อย่างไร
๕. การสะกดจิตย้อนภพ ซึ่งกรณีเช่นนี้ค้นพบครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา ทำให้สืบประวัติย้อนหลังไปถึงชาติก่อนได้เป็นอย่างดี
๖. เด็กอัจฉริยะ ซึ่งมีตัวอย่างมาก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่นเด็กที่อายุยังน้อย สามารถคำนวณเลขที่ยากๆ ได้อย่างอัศจรรย์ สามารถแต่งกาพย์ กลอน หรือเล่นดนตรีได้ไพเราะอย่างน่าพิศวง และบางคนก็สามารถพูดภาษาอันตนไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก่อน หรือเรียนมาแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่มีความสามารถเหนือเด็กทั่วไปในวัยเดียวกันเป็นอย่างมากในเรื่องนั้นๆ อันแสดงให้เห็นว่า สิ่งเหล่านี้ตนได้เคยเรียนมาแล้วเมื่อชาติก่อน เมื่อมาเกิดในชาติใหม่จึงมีความสามารถติดมาอย่างอัศจรรย์
๗. เด็กฝาแฝด คือเด็กฝาแฝดนี้ แม้จะเกิดมาเหมือนกันทั้งด้านร่างกาย กรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม แต่คู่แฝดมักจะมีอุปนิสัยใจคอ ความเฉลียวฉลาดและชะตาชีวิตแตกต่างกัน อันแสดงให้เห็นว่าเขาเคยเกิดมาแล้วเมื่อชาติก่อน ได้เคยสร้างกรรมมาไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน ผลที่แสดงออกมาในชาตินี้จึงไม่เหมือนกัน ทั้งๆ ที่มีกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อมเหมือนกัน
เพื่อจะให้เข้าใจเรื่องตายแล้วเกิดชัดเจนยิ่งขึ้น จึงได้นำเรื่องจริงที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันมาแสดงไว้เท่าที่สามารถรวบรวมมาได้ ขอให้ท่านผู้สนใจได้อ่าน พร้อมด้วยการใช้วิจารณญาณประกอบ ดังต่อไปนี้
การระลึกชาติได้

เรื่องนี้ มาจากการสอบถามและสอบสวนความเป็นมา โดย ดร.สตีเวนสัน เกิดขึ้นในประเทศศรีลังกา การระลึกชาตินี้ เป็นชีวิตของเด็กชายผู้หนึ่งมีนามว่า เอช เอ วิชรัตนี เกิดที่ตำบลอุคคัลโตตะ ลังกา เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นบุตรของนาย เอช เอ ติเลรัตนี ฮามี และนางรัตรัน ฮามี
ตั้งแต่แรกเกิด ปรากฏว่ามีรอยเหมือนแผลเป็นอยู่ที่หน้าอกเบื้องขวา ใต้กระดูกไหปลาร้า เป็นรอยบุ๋มลงไปประมาณ ๒ นิ้ว และแขนขวาของเด็กผู้นี้ลีบพิการ แขนข้างขวาสั้นกว่าแขนข้างซ้ายซึ่งเป็นแขนดี แขนขวาลีบเล็กกว่าธรรมดาครึ่งหนึ่ง และนิ้วมือของมือขวาพิการอีกด้วย คือทุกๆ นิ้วของมือข้างขวาสั้นกุด มีข้อเพียงข้อเด
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 14
ียว นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนางติดกันด้วย มีหนังยึดไว้ ส่วนนิ้วหัวแม่มือและนิ้วก้อยแยกออกได้ นายวิชรัตนี ใช้มือข้างขวาเพียงจับปากกาหรือดินสอเขียนหนังสือได้เท่านั้น แต่จะใช้งานหนักกว่านี้ไม่ไหว เป็นว่ามือข้างขวาแทบจะใช้การอะไรไม่ได้เลย ดร.สตีเวนสัน สอบถามเรื่องนี้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ เด็กชายวิชรัตนี อายุได้ ๑๔ ปีแล้ว
รอยคล้ายแผลเป็นที่อกข้างขวา และมือขวาพิการของนายวิชรัตนีนี้ มีมูลเหตุดังจะได้เล่าต่อไปนี้
พอเด็กชายวิชรัตนีอายุได้ ๒ ขวบเศษเดินได้ ก็มักจะพูดกับตัวเองอยู่บ่อยๆ มารดาเห็นผิดสังเกตก็ฟังดู ได้ยินแสียงบ่นว่าที่แขนขวาพิการก็เพราะเมื่อชาติก่อนได้ฆ่าเมียไว้ เด็กก็ได้กล่าวถึงเรื่องราวที่ได้ฆ่าภรรยาไว้มากมาย ซึ่งนางไม่เคยรู้เรื่องเลย จึงได้ถามสามีดู
นายเอช เอ ติเลรัตนี จึงได้บอกว่า เด็กคงจะเล่าถึงชาติก่อน เรื่องนายรัตรัน ฮามี ผู้เป็นน้องชายของนายเอช เอ ติเลรัตนี ได้ฆ่าภรรยาของตน ต้องโทษประหารชีวิต เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๑ แล้วมาเกิดเป็นเด็กนี้
นายติเลรัตนี เล่าว่า แกได้เคยบอกภรรยาตั้งแต่ลูกยังเล็กๆ ว่า น้องชายมาเกิดเป็นลูก เพราะสังเกตเห็นว่า เด็กคนนี้หน้าตาเหมือนนายรัตรัน และผิวคล้ำเหมือนนายรัตรัน ส่วนบุตรคนอื่นๆ นั้น ผิวค่อนข้างขาว แต่นางไม่สนใจ มาได้ยินเด็กเล่าถึงชาติก่อนจึงได้ถามสามีขึ้น ภริยานายติเลรัตนี ไม่เคยรู้เรื่องน้องชายสามีฆ่าคนและถูกประหารชีวิตมาก่อนเลย เพราะนางแต่งงานกับนายติเลรัตนี เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๗ หลังจากเรื่องฆ่ากัน ๘-๙ ปี ที่เกิดเหตุก็ห่างไกลจากบ้านนางมาก นางไม่เคยได้ยินเรื่องราวเลย ทั้งสามีก็ไม่เคยเล่าให้ฟังทาก่อนเลย
เด็กชายวิชรัตนี ชอบพูดเรื่องชาติก่อนมาก บิดาห้ามไม่ให้พูดก็ไม่ใคร่ฟัง บางทีก็พูดคนเดียว แต่ชอบพุโเมื่อคนมาทักเรื่องแขนพิการ เด็กเล่าได้ละเอียดลออกับมารดาของแก มักจะเล่าเป็นตอนๆ วันนี้พูดถึงเรื่องตอนหนึ่ง วันต่อๆ ไปก็พูดถึงตอนอื่นๆ แม้มารดาได้คะยั้ยคะยอเธอไม่ให้พูด เด็กก็ชอบพูด
เมื่อเด็กอายุได้ ๕ ขวบ ความทราบถึงพระภิกษุอนันท์เมตไตรยะ ศาสตราจารย์ฝ่ายพุทธปรัชญาวิทยาลัยลังกาปริเวณะ เมืองโคลัมโบ ได้มาสอบถามเรื่องราวประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๔-๒๔๙๕ ต่อจากนั้นเมื่อเด็กอายุได้ ๕ ขวบเศษก็ค่อยๆ เลิกพูดถึงชาติก่อน เว้นแต่เมื่อใครทักถามขึ้นจึงจะเล่าให้ฟัง
ได้กล่าวแล้วว่า ดร.สตีเวนสัน ได้สอบถามเรื่องนี้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๔ เด็กชายวิชรัตนี ก็ยังระลึกได้อยู่ ดร.สตีเวนสันได้ตรวจสอบหลักฐานทางคดีตลอดถึงบุคคลอื่นๆ ที่รู้เห็นชาติก่อนของเด็กชายวิชรัตนี เป็นด้งนี้
ชาติก่อนเด็กชายวิชรัตนี เป็นน้องชายนายติเลรัตนี ซึ่งเป็นบิดาของ ด.ช.วิชรัตนี ชื่อนายรัตรัน ฮามี เป็นชาวนาอยู่ที่ตำบลอุคคัลโตตะ มีภรรยาแล้ว ภรรยาตาย ตกเป็นพุ่มหม้าย เด็กชายวิชรัตนีจำชื่อภรรยาคนที่ตายไม่ได้
ต่อมา เขาได้เข้าสู่พิธีแต่งงานกับหญิงสาวคนหนึ่ง ชื่อ โพธิมณิเก อยู่ตำบลนาวเนลิยะ พิธีแต่งงานกระทำ ณ บ้านเจ้าสาว แล้วได้เกิดฆาตกรรมที่บ้านเจ้าสาวนี้
เด็กชายวิชรัตนี บอกกับบิดา ตนได้ฆ่าภรรยาด้วยมือของเขาเอง
ความจริงจะใช้คำว่า ภรรยา ไม่ถูกนัก เพราะพิธีแต่งงานยังไม่สำเร็จสมบูรณ์ ด้วยยังไม่ได้ส่งตัวเจ้าสาว ฝ่ายเจ้าสาวขออยู่ที่บ้านเดิม ไม่ไปอยู่กับเจ้าบ่าว
ใกล้จะถึงเวลาส่งตัว เจ้าบ่าวได้ไปยังบ้านเจ้าสาว อ้อนวอนให้เจ้าสาวไปอยู่กับเขาที่บ้าน ฝ่ายเจ้าสาวไม่ยอม จะไปอยู่ที่บ้านของตน
เจ้าบ่าวสงสัยอยู่แล้วว่า เจ้าสาวคงมีคู่รักติดพัน เป็นชายอยู่ในบ้านของนางเอง ชื่อโมหัตติ ฮามี และสงสัยว่าชายผู้นี้คงจะยุแหย่ไม่ให้นางไปอยู่กับเขา
เมื่อนางปฏิเสธ เขาก็เดินกลับบ้าน ซึ่งอยู่ห่างประมาณ ๘ กิโลเมตร มาถึงบ้าน เขาก็เอากริชไปลับที่หลังบ้านใต้ต้นส้ม แล้วกลับไปยังบ้านนาง
เด็กชายวิชรัตนี ยังชี้ที่ที่ตนลับกริชให้มารดาดู
ก่อนจะไปฆ่าเจ้าสาว เขายังขอยืมเงินพี่ชายจำนวน ๕๐ รูปี ไปใช้หนี้สร้างบ้าน ซึ่งเขาเป็นหนี้อยู่ให้เสร็จสิ้นไป
มาถึงบ้านเจ้าสาวมองเห็นชายซึ่งเขาคิดว่าเป็นคนรักของเจ้าสาว เขาคิดว่าเพราะเจ้าคนนี้นี่เอง เจ้าสาวจึงไม่ไปอยู่กับเขา เขาจึงตรงเข้าไปแทงเจ้าสาวที่เหนือหน้าอกข้างขวา
เขาถูกชายผู้นั้นทุบตีด้วย
ในการต่อสู้คดี เขาสู้ว่า ได้เกิดทะเลาะวิวาทต่อสู้กันขึ้น โดยฝ่ายเจ้าสาวเป็นผู้ก่อเหตุก่อน เพื่อนของเจ้าสาวเป็นผู้จับตัวเขาไว้ไม่ให้หนี เขาจึงเกิดโทสะแทงนางโดยมิได้ตั้งใจจะฆ่านางเลย
ฝ่ายพวกเจ้าสาวให้การว่า เขาเป็นผู้แทงนางก่อน แล้วพวกของนางจึงเข้าตีเขา
ศาลรับฟังฝ่ายโจทก์ พิพากษาให้ประหารชีวิต ให้ตายตกไปตามกัน
พอศาลพิพาหษาแล้ว นายติแลรัตนีก็ไปเยี่ยมน้องชายของเขา เขาบอกว่า เขาไม่กลัวตายหรอก เขารู้แล้วว่าเขาจะต้องตาย เขาเป็นห่วงแต่พี่ชายเท่านั้น นายติแลรัตนีบอกว่าน้องชายเป็นคนว่าง่าย<
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 15
br> เรื่องที่ฆ่าเจ้าสาวของตนนั้น ด.ช.วิชรัตนี บอกว่า ตอนนั้นเคืองมาก อดใจไว้ไม่ไหว ไม่คิดเลยถึงโทษทัณฑ์ที่จะได้รับ เด็กบอก ดร.สตีเวนสันว่า ที่ถูกแขวนคอนั้น ศาลตัดสินถูกต้องแล้ว ส่วนเรื่องเหตุผลที่ฆ่าภรรยาเป็นการถูกต้องสมควรหรือไม่ แม้ชาตินี้เขาก็คิดว่าที่ฆ่าผู้หญิงผู้ไม่ตามสามีไป เป็นการถูกต้องแล้ว
เด็กเล่าว่า ก่อนเขาจะถูกแขวนคอตามคำพิพากษา ๕ วัน พี่ชายของเขาคือ นายเอช เอ ติเลรัตนี ได้ทำบุญให้แก่เขา เด็กจำได้ว่า มีการเลี้ยงพระจำนวน ๑๐ องค์
ตอนที่ทำบุญเลี้ยงพระให้เขานี้เอง เขาได้บอกกับพี่ชายว่า เขาจะกลับมาเกิดอีก เด็กบอก ดร.สตีเวนสันว่า เขาพูดกับพี่ชายว่า จะมาเกิดเป็นลูกชายของพี่
ตอนถูกประหารชีวิต เด็กเล่าดังนี้
ก่อนการแขวนคอเขาตอนหนึ่งว่า มีการถ่วงกระสอบทราย ณ ที่ตะแลงแกง ซึ่งเรื่องนี้เป็นความจริง ก่อนประหารชีวิต ๑ วัน จะต้องมีการทดสอบความเหนียวของเชือกและความแข็งแรงของขื่อ โดยวิธีเอาทราย ๑ กระสอบแขวนขึ้นถ่วงทดลองก่อน
ก่อนการแขวนคอ มีพระภิกษุ ๑ รูป มาภาวนาให้เขา ก่อนจะกระตุกเชือกประหาร เจ้าหน้าที่เอาถุงผ้าสีดำมาครอบศีรษะ
ตอนกระตุกเชือกรัดคอ เขาคิดถึงพี่ชายของเขาคนเดียวเท่านั้น แล้วรู้สึกว่าคอของเขาถูกรัดแน่น แล้วรู้สึกตัวว่าตัวของเขาตกลงไปกลางหลุมเพลิง
ต่อจากนั้นเขาก็จำอะไรไม่ได้อีก จนมารู้สึกตัวเมื่ออายุได้ ๒ ขวบกว่า พ่อของเขาชาตินี้ก็คือพี่ชายของเขาในชาติก่อนนั่นเอง
เขาบอกด้วยว่า ตอนเขาถูกประหารแขวนคอ เขาอายุได้ ๒๓ หรือ ๒๔ ปี
เรื่องการจดจำสิ่งของได้ ของเด็กชายวิชรัตนี มีอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งควรจะเล่าก่อนจบ คือก่อนจะเกิดเรื่องฆ่าเจ้าสาว นายรัตรัน ฮามี ได้เอาเข็มขัดหนังไปฝากไว้กับน้า ดูเป็นลางชอบกล เมื่อนายรัตรันตายแล้ว น้าก็เอาเข็มขัดหนังนั้นให้แก่บุตรชายของตัวใช้คาดเอว พอเด็กชายวิชรัตนี อายุได้ ๖-๗ ขวบ พบลูกพี่ลูกน้องคนนี้ เห็นเข็มขัดเข้าก็จำได้ได้ว่าเป็นของตัวเอง
เด็กชายวิชรัตนี บอกกับ ดร.สตีเวนสันว่า ความจดจำชีวิตในชาติก่อนของเขาแม้เมื่ออายุได้ ๑๔ ปี จะเลือนลางไปบ้าง แต่เขาจดจำเรื่องราวในปีชีวิตสุดท้ายก่อนของเขาได้ชัดเจนกว่าชีวิตในปัจจุบันของเขาเมื่อ ๑๐ ปีก่อนนั้นเสียอีก
เรื่องราวทั้งหมดนี้ เป็นการรายงานผลการวิจัยเกี่ยวกับการระลึกชาติได้ของ ดร.สตีเวนสัน ผู้ที่สนใจในการวิจัยสรุปผลในการระลึกชาติได้จากหลายชีวิตมาเสนอท่านผู้อ่าน ๑ เรื่องในจำนวนอีกหลายเรื่องการระลึกชาติ*
ของ
ด.ช.ชนัย ชูมาลัยวงศ์

เรื่องนี้ เป็นการค้นคว้ารวบรวมของศาสตราจารย์ ดร.คลุ้ม วัชโลบล จากหนังสือระลึกชาติของท่าน)
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับที่ ๗๔๒๓ วันศุกร์ที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๑ ได้ลงข่าวว่า ได้พบเด็กระลึกชาติรายใหม่ อายุเพียง ๓ ขวบ หนียายออกจากบ้านไปหาครอบครัวเมื่อชาติก่อน เผยความหลังชาติก่อนเป็นครู ถูกคนร้ายยิงตาย มีลูก ๕ คน เมียเก่าและลูกได้ยินเรื่องราวถึงกับตะลึง เพราะรู้เรื่องชาติก่อนได้ถูกต้อง เพื่อนเก่าเป็นตำรวจก็อัศจรรย์ใจ เมื่อเด็ก ๓ ขวบทักทายว่า จำได้ไหม แล้วเล่าความหลังให้ฟัง
เด็กระลึกชาติรายใหม่ที่จำความชาติปางก่อนได้ถูกต้อง คือ ด.ช. ชนัย ชูมาลัยวงศ์ เดี๋ยวนี้อายุ ๑๐ ขวบ (พ.ศ.๒๕๒๑) บุตรของนายเบิ้ม หรือคำรณ นางสมคิด อยู่บ้านเลขที่ ๑๘๙ หมู่ที่ ๑ กิ่งอำเภอวังทรายพูน จังวัดพิจิตร นายเบิ้มผู้เป็นพ่อมีอาชีพเป็นช่างตัดผม แม่ตัดเย็บเสื้อผ้า ปัจจุบันได้ย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ พักอยู่ที่บ้านเลขที่ ๒๐ ฎ ซอยโลหิตสุข ถนนดินแดง แขวงห้วยขวาง เขตพญาไท กทม. แต่ ด.ช. ชนัย อาศัยอยู่กับยายที่พิจิตร ชื่อนางพรม เบ็ญทอง อายุ ๖๗ ปี พักอยู่ที่ ๖๐๘ หมู่ที่ ๑ ตำบลทัพคล้อ อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร กำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ร.ร.วัดเขาทราย อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร
นางพรม เบ็ญทอง ผู้เป็นยาย ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวไทยรัฐว่า มารู้ว่า ด.ช. ระลึกชาติได้ ก็เพราะ ด.ช. ชนัย ได้เล่าเรื่องแต่ชาติปางก่อนให้ยายฟังว่า เมื่อชาติก่อนตัวเองเป็นครูชื่อ "บัวไข หล่อนาค" สอนประจำอยู่ที่โรงเรียนท่าบ่อ ตำบลบางหว้า อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร จากนั้น ด.ช. ชนัย ยังได้เล่าว่า แต่เดิมตนมีพ่อชื่อนายเขียน แม่ชื่อนางยวง แล้วยังมีภรรยาชื่อนางสวน มีลูกกับนางสวน ๕ คนด้วยกัน เป็นหญิงสามชายสอง คนโตชื่อ น.ส. บรรจง หรือติ๋ม คนที่สองชื่อ น.ส. เบญจา หรือต๋อย ทั้งสองคนนี้เป็นฝาแฝด คนที่สามชื่อ นายณรงค์ คนที่สี่ชื่อ นายบุญเทียม และคนสุดท้องชื่อ น.ส. น้ำค้าง
ด.ช. ชนัย ชูมาลัยวงศ์ หรือนายบัวไข หล่อนาค เมื่อชาติก่อน ได้เล่าเหตุการณ์ที่ตนต้องตายว่า ขณะนั้นภรรยาในชาติก่อน คือนางสวน ได้ตั้งท้องลูกสาวคนเล็ก คือ น.ส.น้ำค้างได้ ๓ เดือน นายบัวไขได้ขี่รถจักรยานจะไปสอนหนังสือที่โรงเรียน ได้ถูกคนร้ายไม่ทราบว่าเป็นใครลอบยิงข้างหลัง ซึ่ง
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 16
แผลเป็นรอยกระสุนยังติดตัวมาถึงชาตินี้ โดยถูกลอบยิงจากท้ายทอยทะลุหน้าผาก
ฝ่ายผู้เป็นยายคือนางพรม เมื่อรับฟังเรื่องราวจากหลานชายวัย ๓ ขวบ ในตอนแรกก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง อยู่มาวันหนึ่ง ด.ช. ชนัย ได้พยายามหนีออกจากบ้านขึ้นรถประจำทางจากตำบลทับคล้อ อำเภอตะพานหิน ไปที่อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร เพื่อเยี่ยมครอบครัวของนางสวนภรรยาในชาติก่อน นางพรมจึงต้องตามไปด้วย เมื่อพบกันและเล่าความหลังให้ฟัง ก็ปรากฏว่าฝ่ายครอบครัวของนางสวนเชื่อสนิทว่า ด.ช. ชนัย คือนายบัวไขในชาติก่อน นอกจากนี้ ด.ช. ชนัย ยังสอบถามนางสวนว่า ของมีค่าที่ให้เก็บไว้ในชาติก่อนนั้นยังอยู่ดีหรือ ซึ่ง ด.ช. ชนัย หมายถึงปืนสองกระบอกพร้อมกับบอกที่ซ่อนของ ซึ่งสมาชิกในครอบครัวเมื่อได้รับคำบอกเล่า ถึงกับตะลึง
ผู้สื่อข่าวไทยรัฐรายงานว่า เมื่อ ด.ช. ชนัยได้พยหน้ากับ จ.ส.ต. สนาน เจ้าหน้าที่ตำรวจแห่ง ส.ภ.อ.เมืองพิจิตร ซึ่งเดิม จ.ส.ต. สนาน เป็นเพื่อนสนิทของนายบัวไข ทันทีที่พบหน้า ด.ช. ชนัยก็เอ่ยปากทักว่า
"เฮ้ย หนานยังอยู่สบายดีหรือ จำเราได้ไหม เราบัวไขเพื่อนเก่าของนายไงล่ะ"
จ.ส.ต. สนานถึงกับตะลึงไปเช่นกัน นึกไม่ถึงว่าเด็กอายุ ๓ ขวบจะเป็นเพื่อนของตน เมื่อสอบถามเรื่องความหลังซึ่งกันและกัน ด.ช. ชนัย ก็เล่าความหลังได้ถูกต้องทุกอย่าง และเมื่อถามถึงอาหารการกินที่ชอบ ด.ช. ชนัย ก็บอกว่า
"ชอบไข่ดาวกับข้าวหลาม"
ซึ่งทุกคนยอมรับว่านายบัวไขเมื่อชาติก่อนชอบอาหารเช่นนั้นจริงๆ และแม้ในชาตินี้ ด.ช. ชนัย ก็ยังชอบอาหารชนิดนี้ นอกจากนี้ จ.ส.ต. สนาน รวมทั้งสมาชิกในครอบครัวของนางสวนทุกคน รวมทั้งลูก ๆ ทุกคนของนายบัวไขในชาติก่อน ต่างก็ยอมรับว่า ด.ช. ชนัยผู้นี้คือพ่อของตนในชาติก่อนจริง และปัจจุบัน ด.ช. ชนัย ยังไปมาหาสู่กับครอบครัวนี้โดยสนิทสนม
ผู้สื่อข่าวไทยรัฐ ถาม ด.ช. ชนัย ซึ่งปัจจุบันอายุ ๑๐ ขวบ ในทำนองกระเซ้าว่า
"ถ้ามีคนมาสู่ขอนางสวนภรรยาเก่าในชาติก่อนของ ด.ช. ขนัย จะว่ายังไง"
ด.ช. ชนัย ไม่ตอบ แต่แสดงอาการหึงหวงเห็นได้ชัด และไม่พอใจต่อคำถามนี้มาก แต่ได้หัวเราะกลบเกลื่อนความรู้สึกไว้
เรื่องที่เล่ามาข้างบนนี้ ถึงแม้ว่าข้าพเจ้ามิได้มีโอกาสไปสอบสวนพบปะกับครอบครัวของ ด.ช. ชนัย ชูมาลัยวงศ์ ทั้งในปัจจุบันและชาติก่อนด้วยตนเองก็ดี แต่บังเอิญมีสมาชิกของชมรมกฏแห่งกรรม คือ คุณประสิทธิ์ การุณยวณิช ผู้จัดการสหธนาคาร จำกัด สาขาจังหวัดชลบุรี และคุณสงบ แจ่มพัฒน์ หรือ "อนามิส" แห่งหนังสือ รายสัปดาห์ "บางกอก" ทั้งสองท่านนี้ได้เดินทางไปจังหวัดพิจิตรด้วยรถยนต์ส่วนตัวของคุณประสิทธิ์ พร้อมด้วยคนขับ เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ได้ไปพบนาวพรม เบ็ญทอง ยาย และ ด.ช. ชนัย พบพ่อ-แม่-นายเขียนและนางยวง และภรรยา-นางสวนและลูกๆ ในชาติก่อน ได้สัมภาษณ์อย่างละเอียดลออได้ความตรงกัน และยังได้ข้อมูลเพิ่มเติมยืนยันอีกหลายอย่าง แสดงว่า ด.ช. ขนัย ชูมาลัยวงศ์ นั้นเป็นคุณครูบัวไข หล่อนาค มาเกิดใหม่แน่นอน
ต่อไปนี้จะขอนำข้อความที่น่าสนใจ ที่คุณประสิทธิ์ การุณยวณิช ได้ไปสัมภาษณ์ ยาย, พ่อ, แม่, และภรรยาในชาติก่อน มาเพิ่มเติมอีกสักหน่อย
ตอนที่นางพรม เบ็ญทอง-ยาย ได้พาเด็กชายชนัยไปพบ พ่อ-แม่ ในชาติก่อน ด.ช. ชนัยเป็นผู้บอกนำทาง เมื่อไปทางถนนใหญ่แล้ว ก็ชี้ให้เข้าตรอกซอยจากถนนใหญ่อีกไกลกว่าจะถึงบ้านพ่อแม่เขา เมื่อไปถึงเขาก็เดินนำเข้าไปในบ้านซึ่งมีคนนั่งอยู่หลายคน ทั้งคนอายุมากและเด็กๆ ด.ช. ชนัยก็ตรงเข้าไปกราบชายอายุมากคนหนึ่งและหญิงอีกคนหนึ่งแล้วก็ร้องไห้ พูดว่า
"พ่อจ๋า แม่จ๋า ลูกมาหา ลูกคิดถึงพ่อ คิดถึงแม่มาก"
ชายหญิงมีอายุทั้งสองที่เด็กอ้างว่าเป็นพ่อแม่ในชาติก่อนก็ตกตะลึงงง และสงสัย เพราะจู่ๆ ไม่ทันรู้ตัวก็มีเด็กเข้ามากราบแล้วร้องไห้เรียก พ่อ แม่ ทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็นเด็กและยายมาก่อน ส่วนยายเองก็ตื่นเต้น เพราะว่าที่นั่นมีผู้ใหญ่อยู่บนเรือนหลายคน ทำไมเด็กอายุแค่นั้น (๓ ขวบ) จึงไปเจาะจงว่าคนนั้นคนนี้เป็นพ่อเป็นแม่มาแต่ชาตอก่อน เด็กบอกว่าเป็นครูบัวไขมาเกิด ผู้ใหญ่ทั้งสองไม่แน่ใจว่าจะเป็นครูบัวไขลูกของตัวมาเกิด แต่เมื่อเห็น แผลเป็น เหมือนครูบัวไขลูกชาย ที่ถูกยิงจากท้ายทอยทะลุออกหน้าผาก ก็ชักจะมีน้ำหนักพอที่จะเชื่อ
ตอนที่ยายพา ด.ช. ชนัยไปพบพ่อแม่อีกครั้งหนึ่งตามนัด มีผู้คนทั้งหญิงชายเด็กผู้ใหญ่ คนเฒ่าคนแก่ พ่อแม่ นั่งคอยอยู่ในบ้านก่อนแล้ว เพื่อเป็นพยานช่วยกันพิสูจน์เรื่องครูบัวไขกลับชาติมาเกิดจริงหรือไม่ ญาติผู้หนึ่งได้ถามขึ้นว่า
"เราอ้างว่าเป็นครูบัวไขน่ะ จำเมียของเราได้ไหมว่าชื่ออะไร"
ด.ช. ชนัยก็หันไปมองเมียแล้วตอบทันทีว่า
"ชื่อสวนนะซิ"
เสียงพึมพำพึงเกิดขึ้น ต่วก็แปลกใจที่เด็กบอกได
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 17
้ถูกต้อง ต่อมาแม่เขาก็นำของใช้ของธรรมดาหลายอย่างปนกันมาให้ดูแล้วบอกว่า
"อะไรเป็นของลูกเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ ยังจำได้ไหมหยิบให้แม่ดูซิ"
เด็กก็หยิบดูแล้วว่า "นี่เป็นของผม นี่ไม่ใช่ของผม โน่นก็เป็นของผม"
เสร็จแล้วเขาก็จูงมือแม่เขาเดินดูในบ้าน แล้วก็ชี้ว่า
อ้ายตรงนี้ของๆ ผมตั้งอยู่ที่นี่มันหายไปไหน ตรงโน้นของผมตั้งอยู่หายไปไหน หนังสือของผมอยู่ในตู้มันหายไปไหนหมด"
เมียในชาติก่อนเขาก็ตอบว่า "เมื่อเจ้าของไม่อยู่ฉันก็ให้เขาไปซิ จะได้เป็นประโยชน์กับผู่อื่นต่อไป"
เมื่อ ด.ช. ชนัยได้ยินเช่นนั้นก็พูดว่า
"เมื่อให้ไปแล้วก็แล้วไปนะ"
ต่อมาแม่เขาก็ถามขึ้นอีกว่า
"แล้วอะไรของลูกที่นึกออว่ายังมีอะไรบ้าง"
เด็กก็บอกว่า "พระของผมยังมีอยู่พวงหนึ่ง"
แม่ถามว่า "พระของลูกมีกี่องค์"
เด็กบอกว่า "พระของผมมีอยู่ ๓ องค์ เป็นพระเครื่องนางพญา"
คราวนี้พวกที่ไม่รู้เรื่องมาก่อนแอบกระซิบถามเมียเมื่อชาติก่อน ว่าจริงไหมที่เขาพูด เมียเขาก็บอกว่าเป็นความจริงทุกอย่าง
คราวนี้มีผู้ถามว่า "ก่อนที่ครูจะถูกยิงตายวันนั้น ครูทำอะไรบ้าง พอจะนึกออกไหม"
ด.ช. ชนัย บอกว่า
"เช้าวันนั้นผมก็ซักผ้าก่อน แล้วผมก็ถอดพระที่ห้อยคอไว้ที่โต๊ะ แล้วก็ไปอาบน้ำ เสร็จแล้วก็มากินข้าวแล้วก็แต่งตัวถีบจักรยานไปโรงเรียน วันนั้นผมลืมพระไว้ ไม่ได้ห้อยคอติดตัวไปด้วย ปืนสั้นที่เคยพกก็ไม่ได้พกไป วันที่ผมถูกยิงไม่ได้เอาติดตัวไปเลย ถ้าผมไม่ลืมเอาไปด้วย เมื่อถูกยิงตายก็คงไม่มีอะไรเหลือ
พ่อในชาติก่อนของเด็กได้ถามขึ้นว่า
"ปืนอะไรที่ลูกมี"
เด็กก็ตอบว่า "ก็ปืนสั้น ปืนยาวอย่างละกระบอก"
พ่อแม่และเมียต่างก็รับว่าจริง ตอนนั้นทั้งพ่อแม่และเมียและญาติต่างก็เช็ดน้ำตา บางคนก้มหน้าสะอึกสะอื้น
ญาติที่สนใจถามว่า
"ที่หนูอ้างว่าเป็นครูบัวไขถูกยิงตายกลับชาติมาเกิดคงจะรู้เรื่องวันที่ถูกยิงได้ดี ถูกยิงเวลาเช้าไปโรงเรียน หรือบ่ายกลับจากโรงเรียน"
เด็กตอบว่า "เขายิงเวลาที่ฉันถีบจักรยานที่จะไปโรงเรียน"
แล้วมีผู้ถามต่อไปว่า "เมื่อครูตายแล้วเขาเอาศพครูไปเผาที่วัดไหน"
เด็กตอบว่า "เขาก็เอาไปเผาที่วัดตะพานหินนะซิ"
ต่อจากนั้นแม่เขาก็ไปหยิบเข็มขัดที่เป็นช่องสำหรับใส่ลูกปืนคาดเอว ๕-๖ สาย ทำเหมือนจะเสี่ยงทายแล้วพูดว่า
"เข็มขัดกระสุนเหล่านี้ หากลูกจำได้ว่าอันไหนเป็นของลูกก็หยิบขึ้นมา ถ้าหยิบไม่ถูกจำไม่ได้ก็เป็นอันว่าไม่ใช่ลูกของแม่"
ตอนนั้นยายของเด็กรู้สึกตื่นเต้นใจคอไม่สบาย เพราะกลัวว่าหลานชายจะหยิบผิดจำไม่ได้ และกลัวเขาจะหาว่ายายพาหลานมาหลอกลวงเขา ทำให้คิดวุ่นวาย ใจเต้น คอยจ้องตาดูว่าเด็กจะหยิบถูกหรือผิด เป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ แต่เมื่อเด็กมองดูแล้วก็ไม่ได้ชักช้าเสียเวลา หยิบเข็มขัดสายหนึ่งยังมีลูกกระสุนเสียบอยู่ ๓ ลูก ออกมาชูขึ้นบอกว่า
"แม่ เข็มขัดลูกปืนเส้นนี้เป็นของฉัน"
เมื่อผู้เป็นแม่ในชาติก่อนเห็นเช่นนั้นก็ร้องไห้โฮ และพวกญาติที่นั่นก็ร้องไห้ตามไปด้วยหลายคน ส่วนยายที่ใจกำลังเต้นตุกตักอยู่นั้นก็ค่อยโล่งอกหายใจทั่วท้อง เมื่อพ่อแม่เขารับว่าถูกต้องแล้ว เป็นครูบัวไขมาเกิดแน่ แล้วแม่ก็ร่ำครวญว่า
"พุทโธ่เอ๋ย ลูกของแม่ ญาติของเราก็มีถมเถไป ทำไมลูกจึงไม่มาเกิดในสายญาติของเราละลูก ทำไมต้องไปเกิดทางไกลอย่างนี้"
ด.ช. ชนัย ได้ตอยว่า "เราจะเลือกเกิดไม่ได้หรอกแม่ แล้วแต่ผู้จัดการบันดาลให้เราเกิด เราขัดคำสั่งเขาไม่ได้ เขาสั่งให้เราเกิดที่ไหน เราก็ต้องเกิดที่นั่น ถ้าหลบไปเกิดที่อื่น ไม่ช้าเขาก็เอาตัวกลับไปอีก เราก็ต้องรับโทษ"
ต่อจากนั้นก็ได้ยินเสียงเมียในชาติก่อนเขาพูดอย่างเยาะๆ ว่า
"เกิดมาชาตินี้จะเจ้าชู้มีเมียมากอีกไหม"
เด็กได้ตอบว่า "ฉันเข็ดแล้วไม่เอาอีก" แล้วเล่าให้เมียฟังว่า
"เขาบังคับทำโทษให้ฉันแก้ผ้าหมด เหลือแต่ตัวเปล่าล่อนจ้อน เขาพาไปที่สระบัวกว้างใหญ่ เขาให้ฉันเดินลัดบุกฝ่าดงบัวเหมือนทำโทษที่ฉันเจ้าชู้มีเมียมาก ฉันได้รับความลำบากมาก กว่าจะเดินฝ่าดงบัวออกมาได้ เมื่อพ้นแล้วเขาก็ให้ใส่เสื้อผ้า มีคนมาประกบคุมตัวอยู่สิงข้าง พาฉันให้เดินมาพักหนึ่งแล้ว เขาก็บอกว่า ให้ไปเกิดได้ เขาส่งได้แค่นี้ ฉันก็มาเกิดตามที่เขาสั่งที่เขาเกณฑ์ให้เกิด แล้วฉันก็หมดความรู้สึก"
อีกตอนหนึ่งที่นับว่าสำคัญเกี่ยวกับเรื่อง วิญญาณ คือการที่ คุณประสิทธิ์ การุณยวณิช ได้สัมภาษณ์ ด
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 18
.ช. ชนัย ซึ่งข้าพเจ้าได้คัดเอามาบางตอน
ประสิทธิ์ "วันที่หนูก่อนจะถูกยิงนั้น มีความรู้สึกอย่างไรบ้างที่ผิดปกติกว่าวันธรรมดา"
ชนัย "วันที่ผมตาย ผมลืมไม่ได้แขวนพระติดตัวไปด้วย ธรรมดาผมไม่เคยลืม ปืนสั้นที่ผมเคยพกก็ไม่ได้พก เมื่ออาบน้ำกินข้าวเสร็จก็รีบแต่งตัว คว้าจักรยานถีบออกจากบ้าน เคราะห์ดีครับที่ผมไม่ได้ห้อยพระและพกปืนไป ไม่เช่นนั้นเมื่อผมถูกยิงตาย มันคงเก็บเอาไปหมด"
ประสิทธิ์ "แล้วหนูรู้จักชื่อเสียงตัวคนร้ายที่ยิงหนูไหม แล้วเวลาตายรู้สึกอย่างไรบ้าง ใจวูบไปเลยหรือเจ็บปวดสาหัสก่อนตาย หรือเหมือนหลับไปเฉยๆ"
ชนัย "ไม่หรอกครับ คนยิงไม่รู้จักว่าเป็นใคร เพราะเขายิงผมข้างหลัง ไม่รู้ตัวเวลาตาย รู้สึกวิญญาณผมออกจากร่างแล้ว ผมยังมองเห็นตัวเองนอนอยู่บนถนน ขายังสั่นกระดิกๆ เลือดออกทางแผล ถูกยิงตรงหัวไหลนองถนน"
ประสิทธิ์ "เมื่อวิญญาณออกจากร่างแล้วล่องลอยไปอยู่ที่ไหน พบปะอะไรบ้าง หนูยังจำได้ไหม ก่อนจะกลับมาเกิดใหม่ มีความรู้สึกอย่างไรบ้าง"
ชนัย "วิญญาณผมเร่ร่อนไปในที่ต่างๆ สนเวียนไปหลายแห่ง จะไปไหนบ้างเวลานี้ผมจำไม่ได้ ผมลืมไปหมดแล้วครับ"
ตามที่ ด.ช. ชนัย อ้างว่าเมื่อถูกยิงตายอยู่บนถนน วิญญาณได้ออกจากร่างแล้ว ยังมองเห็นตัวเองนอนอยู่บนถนน ขายังสั่นกระดิดๆ เลือดออกทางแผลที่ถูกยิงตรงหัวไหลนองถนน นี้ตรงกับการศึกษาค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เกี่ยวกับการตายแล้วรู้สึกอย่างไรกับผู้ที่ได้ตายไปแล้ว โดยแพทย์รับรองว่าตายแน่ เพราะ หัวใจหยุดเต้น ไม่หายใจ และ กระแสคลื่นสมองก็ไม่มี และภายหลังได้ฟื้นขึ้นมาอีก กลับมีชีวิตต่อไปได้ แล้วได้เล่าเรื่องต่างๆ ที่ได้ปรากฏและพบเห็นขณะที่วิญญาณได้ออกจากร่างไปนั้น นักวิทยาศาสตร์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนายแพทย์ที่ควรจะกล่าวชื่อ คือ แพทย์หญิงเอลิซาเบธ คืบเลอร์-รอสส์ (Dr. Elisabeth Kubler-Ross) ซึ่งได้เขียนลงในหนังสือเรื่อง ความตายและกำลังตาย (On Death and Dying) และอีกคนหนึ่ง คือ ดร. เรย์มอนด์ เอ มูดี (Dr. Raymond A Moody Jr.) ท่านผู้นี้เป็น ดร. ทางปรัชญา และภายหลังได้เรียนต่อทางแพทย์ จนได้รับ M.D. จากมหาวิทยาลัย เวอร์จิเนัย สหรัฐอเมริกา. ท่านผู้นี้ได้กล่าวถึง ชีวิตภายหลังการมีชีวิตอยู่ (Life After Life) ในหนังสือเรื่อง การคำนึงถึงเรื่องชีวิตภายหลังการมีชีวิตอยู่ (Reflections on Life After Life) ได้ศึกษามานานถึง ๑๒ ปี ทั้งสองท่านนี้ได้พบว่ามีหลายต่อหลายรายด้วยกัน มีความรู้สึกว่าได้ล่องลอยออกจากร่าง และมองเห็นตัวเอง ทั้งได้ยินผู้คนที่มาแวดล้อมพูดจากันทุกอย่าง กระทำการแก้ไขเพื่อให้ฟื้น บางรายลอยไปในอุโมงค์มืดตื้อแล้วไปสู่ที่สว่างสวยงาม พบเพื่อนฝูงผู้คนที่ได้ตายไปแล้วมาต้อนรับ และชวนอยู่ด้วย บางรายเล่าว่า ความตายเป็นความสุขและความหวัง และไม่มีสักรายเดียวที่จะกลัวว่าจะตายอีก
นอกจากท่านทั้งสองนี้ ยังมีอีกท่านหนึ่งชื่อ คาร์ลิส โอซิส (Karlis Osis) เป็นนักจิตวิทยา สมาชิกของสมาคมค้นคว้าทางจิตของอเมริกา ในกรุงนิวยอร์ค. ท่านผู้นี้ได้สัมภาษณ์นายแพทย์จำนวน ๘๗๗ คน ซึ่งเป็นผู้ที่ทำการรักษาพยาบาลดูแลคนป่วยหนักที่กำลังจะสิ้นชีวิต. คนป่วยเหล่านี้มีมากต่อมากที่เล่าว่า มีคนมาคอยรับจะเอาชีวิตไป ทั้งนี้ตรงกับของเราที่ว่ามียมทู๖มาคอยรับเอาวิญญาณไป. นี่เฉพาะผู้ที่จะสิ้นชีวิตโดยสิ้นอายุขัย ไม่เกี่ยวกับผู้ที่ตายโดยยังไม่ถึงอายุขัย เช่นพวกตายโหง อย่างครูบัวไข หล่อนาค เป็นต้น. ทางพุทธศาสนาเราก็กล่าวว่า เมื่อสิ้นใจก็เกิดใหม่ทันที เป็นโอปปาติกะ ซึ่งจะไปสู่อบายภูมิหรือสวรรค์ภูมิ ขึ้นอยู่กับกรรมของตนที่ได้สร้างไว้
การระลึกชาติของ ด.ช. ชนัย ชูมาลัยวงศ์ นับว่าเป็นการพิสูจน์เรื่อง "การเวียนตายเวียนเกิด" ค่อนข้างจะสมบูรณ์ดีมาก เพราะได้รับการยืนยันจากหลายแหล่งด้วยกัน คือ
๑) จากปากคำของ ด.ช. ชนัย ชูมาลัยวงศ์ เอง
๒) จากนางพรม เบ็ญทอง ยายของเด็ก
๓) จากนายเขียน และนางยวง หล่อนาค และพ่อแม่ของเด็กในชาติก่อน
๔) จากนางสวน หล่อนาค ภรรยาครูบัวไข
๕) จาก จ.ส.ต. สนาน เพื่อนสนิทของครูบัวไข
๖) จาก น.ส. ติ๋ม และต๋อย หรือ น.ส. บรรจง และ น.ส. เบ็ญจา หล่อนาค บุตรสาวฝาแฝดของครูบัวไข ๗) จากทรัพย์สินของใช้ของครูบัวไขหลายอย่าง ซึ่ง ด.ช. ชนัย จำได้อย่างแม่นยำ
๘) จากแผลเป็นที่ถูกยิงตายจากท้ายทอยทะลุออกทางหน้าผาก ซึ่งติดตัว ด.ช. ชนัย มาในชาตินี้ด้วย
๙) จากปากคำของ นายคำรณ หรือ "เบิ้ม" และนางสมคิด ชูมาลัยวงศ์ พ่อและแม่ของ ด.ช. ชนัย ในปัจจุบันนี้
วิญญาณพยาบาท
ณ หมู่บ้านตำบลหนึ่ง อันตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของทะเลสาบ ในท้องที่อำเภอสทิงพระ จ.สงขลา เมื่อประมาณ ๔๕ ปีล่วงมาแล้ว ได้มีเหตุการณ์ซึ่งไม่น่าคาดฝันบังเกิดขึ้นกับครอบครัว
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 19
หนึ่ง ณ หมู่บ้านแห่งนี้
เรื่องมีอยู่ว่า นายขวัญแก้ว สุบินรัตน์ ซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัว วันหนึ่งได้ล้มป่วยลง และได้ป่วยมาหลายวันมีอาการค่อนค้างน่าวิตก มีแต่ลูกเท่านั้นคอยพยาบาลอยู่ เพราะเมียของนายขวัญแก้ว คือ นางสั้นเนี่ยว ไปอยู่ ณ ที่อื่น ดังนั้นลูกจึงไห้จดหมายไปถึงแม่ เพื่อมาช่วยพยาบาลพ่อ แต่นางสั้นเนี่ยงก็หามาไม่ คงมีเรื่องไม่พอใจกับสามีอยู่จึงไม่ยอมมา จนในที่สุด เมื่อนายขวัญแก้วป่วยหนักถึงแก่กรรมลง แม้กระนั้นนางสั้นเนี่ยวก็ไม่ยอมมาในงานศพ แม้แต่วันเผาก็ไม่มา แต่เมื่อถึงวันทำบุญตักบาตร นางสั้นเนี่ยวจึงมาในงาน
ในวันทำบุญตักบาตร ซึ่งจัดทำบุญกันขึ้นที่บ้านของผู้ตายนั่นเอง เมื่อพระสงฆ์ที่นิมนต์มาในงานกำลังสวดมนต์ถึงบทพาหุง ญาติพี่น้องและชาวบ้านซึ่งมาร่วมทำบุญในงาน ก็กำลังเตรียมตัวใส่บาตรตามธรรมเนียมที่นิยมกันว่า เมื่อพระสวดถึงบทพาหุงก็ให้เจ้าภาพหรือผู้มาร่วมในงานใส่บาตร แต่ในวันนั้น ทุกคนต่างก็รอให้นางสั้นเนี่ยวซึ่งเป็นเจ้าภาพใส่บาตรก่อน ทันใดนั้นเอง เหตุการณ์อันไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น นางลัดเนี่ยว ซึ่งเป็นลูกสาวของนายขวัญแก้วและนางสั้นเนี่ยว ได้ลุกขึ้นทำผ้านุ่งถกเขมรหยักรั้งเข้ามา ทำท่าทางเหมือนผู้ชาย แล้วร้องขึ้นว่า "อี่สั้นเนี่ยว มึงอย่าใส่บาตรให้กู กูไม่กินของมึง มึงอย่าใส่ อย่าใส่" แต่คนที่มาในงานซึ่งไม่รู้ต้นสายปลายเหตุก็บอกว่าใส่เถิด ครั้รนางสั้นเนี่ยวตรงเข้าจะใส่บาตรอีก นางลัดเนี่ยวก็ตรงเข้าไปหานางสั้นเนี่ยวเงื้อมือจะตบ พร้อมร้องสำทับขึ้นว่า "อี่สั้นเนี่ยว มึงอย่าใส่บาตร ถ้าใส่กูตบ" นางสั้นเนี่ยวจึงชะงักมือยืนงง
ในขณะนั้น นางดวม พานิช ซึ่งเป็นญาติของผู้ตาย เห็นเหตุการณ์ผิดปกตอเช่นนั้น คิดว่า คงเป็นวิญญาณของผู้ตายมาสิง จึงร้องปลอบไปว่า "อย่าทำอย่างนั้นเลยพี่ อายคนเขา" " เออ อี่สั้นเนี่ยวกูไม่ให้ใส่บาตร กูไม่กินของมัน ยังขืนใส่ กูตบจริง กูเสียใจ น้องดวม" นางลัดเนี่ยวซึ่งถูกวิญญาณของพ่อมาสิง พูดพลางร้องให้พรางเพราะความน้อยใจ
นางดวมผู้เป็นญาติลูกพี่ลูกน้องกับผู้ตายก็สลดใจไปด้วย จึงพูดขึ้นว่า "ไม่กินของพี่สาวก็กินของลูกหลานเสีย"
เออ ของลูกหลานกูกิน แต่ของอี่สั้นเนี่ยว อย่าใส่บาตรนะ กูไม่กินของมัน" นางลัดเนี่ยวตอบ
เมื่อนางสั้นเนี่ยวงดใส่บาตร เหตุการณ์ก็สงบ ทั้งชาวบ้านและพระสงฆ์ต่างก็งงงันในเหตุการณ์นั้นไปตามๆ กัน
ต่อมา หลังจากวันเกิดเหตุการณ์แปลกนั้นมาราว ๒ ปี นางสั้นเนี่ยวก็ล้มป่วยลงด้วยโรคอย่างหนึ่ง อาการก็ทรุดหนักลงๆ และเหตุการณ์ซึ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นอีก คือนางลัดเนี่ยว ซึ่งกำลังพยาบาลแม่อยู่กลับหัวเราะพร้อมกับพูดขึ้นด้วยความเย้ยหยันว่า "เป็นไร อี่สั้นเนี่ยว มึงตายเหมือนกัน ไม่ใช่ตายแต่กู มึงก็ต้องตาย สมกับที่มึงละทิ้งกู มึงต้องตาย ต้องตาย อี่สั้นเนี่ยว กูยังเจ็บใจมึงอยู่ไม่หาย" และนอกจากนี้แล้ว ก็ยังพูดจาถากถางต่างๆ นานา ใครจะพูดจาขอร้องอย่างไรก็ไม่ฟังเสียง จนกระทั่งมีคนไปตามนางดวมผู้เป็นญาติสนิทมาพูดจาขอร้อง เหตุการณ์จึงสงบลง
เรื่องนี้ เป็นเรื่องจริงที่โยมบิดาของผู้เขียนเล่าให้ฟัง โดยบันทึกเหตุการณ์เอาไว้ เพราะผู้ตายก็เป็นญาติกับโยมบิดาของผู้เขียน และเป็นเรื่องค่อนข้างสะเทือนใจ แม้จะเป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ ๔๕ ปีมาแล้วก็ตาม และผู้เขียนยังได้ไปถามนางดวมซึ่งเป็นอาของผู้เขียนเพิ่มเติม ก็ได้รับยืนยันตรงกับที่โยมบิดาของผู้เขียนได้เล่าให้ทราบ
คนเราทุกคน เมื่อตายแล้วก็ต้องเกิดในทันทีทันใด เหมือนหลับแล้วตื่น แต่จะไปเกิดอยู่ในภูมิใด ก็ขึ้นอยู่กับกรรมของตนที่ทำเอาไว้ อย่างในกรณีของนายขวัญแก้วนี้ สันนิษฐานว่า อาจจะไปเกิดในภูมิของเทวดา หรือภูมิของอสุรกาย (ผี) ภูมิใดภูมิหนึ่ง ซึ่งเป็นภูมิที่เป็นอทิสสมานกาย คือกายไม่ปรากฏให้เห็นได้ด้วยตาธรรมดา และเป็นผู้ที่สามารถเข้าสิงในร่างกายของมนุษย์ได้
อนึ่ง เรื่องนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ตายไปแล้ว ย่อมสามารถรู้เห็นและสามารถรับกุศลผลทานที่ญาติทำและอุทิศให้จากโลกนี้ และข้อที่ที่เราจะพึงสังวรอีกประการหนึ่ง เกี่ยวกับคนที่เจ็บใกล้จะตายก็คือ อย่าทำสิ่งใดให้เป็นที่ขัดใจของผู้นั้น เพราะจะทำให้วิญญาณของผู้นั้นเกิดความไม่พอใจ และผูกพยาบาทขึ้นได้ แม้จะไปเกิดในภพใหม่แล้วก็ตาม
วิญญาณห่วงหลาน
เรื่องนี้ เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ณ บ้านชะแล้ ต.ชะแล้ อ.เมือง จ.สงขลา เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๒๒ ซึ่งเล่าอัดเทป โดยพระภิกษุผู้อยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งอยู่วัดภูตบรรพต (เขาผี) ต.ชะแล้ อ.เมือง จ.สงขลา และพระครูสัมพิพัฒนวิริยาจารย์ (พัลลภ วลฺลโภ) แห่งวัดราชผาติการาม กรุงเทพฯ ได้เอื้อเฟื้อส่งเทปเรื่องนี้ให้ผู้เขียน เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๒๒ )
"เณร, แม่เฒ่าได้ตายไปแล้ว แต่แม่เฒ่ายังมีความกังวลใจอยู่ จะไปไหนก็ไม่ได้ ยังมีความห่
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 20
วงใยในอี่สาวกุหลาบอยู่ จะไปเกิด (ในภพอื่น) ก็ไม่ได้ จึงได้ไปพาเณรมาปรึกษา เรื่องสมบัติที่แม่เฒ่าแบ่งไว้ให้ เพราะแม่เฒ่าได้แบ่งไว้ให้ลูกแล้วทั้ง ๔ คน คนละส่วน แต่อีกส่วนหนึ่งแม่เฒ่าได้ยกให้อี่สาวกุหลาบมัน เพราะเป็นเด็กที่กำพร้าแม่มาแต่เล็ก...."
เรื่องมันแปลก ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ แต่เป็นเรื่องจริง ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๒๒ เรื่องมีอยู่ว่า
นางขุ้ย (ไม่ทราบนามสกุล) อยู่บ้านชะแล้ หมู่ที่ ๕ ต.ชะแล้ อ.เมือง จ.สงขลา อายุประมาณ ๗๕ ปี ได้ถึงแก่กรรมลงด้วยโรคอะไรไม่ปรากฏ เมื่อต้นเดือนธันวาคม ๒๕๒๒ ซึ่งเป็นเดือนที่ฝนกำลังตกชุกในภาคใต้ น้ำก็กำลังท่วม ณ บริเวณหมู่บ้านแห่งนั้น ซึ่งอยู่ใกล้ฝั่งทะเลสาบสงขลา ครั้รจะเก็บศพไว้บำเพ็ญกุศลที่บ้านตามประเพณีที่นิยมกันในถิ่นนั้นก็ไม่สะดวก เพราะน้ำท่วม เรือแพก็ขัดข้อง จะนิมนต์พระไปสวดพระอภิธรรมก็ไม่อาจจะไปได้ ลูกหลานและญาติพี่น้องจึงได้ตกลงกันให้เคลื่อนศพไปบำเพ็ญกุศลที่วัดชะแล้ อันเป็นวัดประจำหมู่บ้านแห่งนั้น
เมื่อลงมติเห็นพร้อมกันแล้ว ก็ได้เคลื่อนศพไปบำเพ็ญกุศลที่วัดชะแล้ ทำพิธีสวดอยู่ ๕ คืน จนกระทั่งถึงวันกำหนดเผา ญาติพี่น้องก็มาเผาศพนางขุ้ยครั้งนี้โดยพร้อมหน้าพร้อมตากัน โดยทำพิธีเผาที่ป่าช้าประจำหมู่บ้านแห่งนั้น
เนื่องจากนางขุ้ยเป็นคนที่เกิดที่บ้านชะแล้นี้เอง และมีพี่น้องร่วมท้องด้วยกันถึง ๑๒ คน แต่ได้ถึงแก่กรรมไปแล้ว ๑๑ คน รวมทั้งนางขุ้ยนี้ด้วย ที่ยังมีชีวิตอยู่เพียง ๑ คน นางขุ้ยจึงมีลูกหลานมาก เมื่อลูกหลานและญาติพี่น้องทั้งที่อยู่ใกล้และไกลมาพร้อมเพรียงกันแล้ว จึงทำให้งานศพนางขุ้ยเป็นงานที่ใหญ่มากงานหนึ่งในตำบลนี้
ในงานนี้ ญาติพี่น้องได้รวมความเห็นกันว่า จะให้หลานชายนางขุ้ย ผู้เป็นลูกของลูกสาวคนสุดท้องของนางขุ้ยเองบวชหน้าศพ เพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้นางขุ้ยผู้เป็นแม่เฒ่า (ยาย) ดังนั้น ญาติพี่น้องจึงได้ให้นายจีน อายุ ๑๘ ปี ซึ่งเป็นบุตรของนางเป็ดได้บวชหน้าศพ
เมื่อตกลงกันแล้ว ญาติพี่น้องก็ไปจัดซื้อเครื่องบวชมาพร้อม แล้วนิมนต์พระอุปัชฌาย์มาบวชที่วัดชะแล้ โดยบวชเป็นสามเณร เมื่อบวชแล้ว รุ่งขึ้นก็เคลื่อนศพไปป่าช้าเพื่อเผาตามธรรมเนียมในชนบท โดยได้นิมนต์พระจากวัดต่างๆ มาสวดมาติกาบังสุกุลด้วย งานฌาปนกิจศพก็เป็นไปโดยเรียบร้อย ไม่มีอะไรพิเศษเกิดขึ้น
แต่หลังจากที่เผาศพแล้ว ก็มีเรื่องซึ่งไม่น่าคาดฝันเกิดขึ้นกับสามเณรบวชใหม่ เพราะมีต้นเหตุมาจากพินัยกรรมของนางขุ้ยเอง คือ
เมื่อประมาณ ๘ ปีที่ล่วงมานี้ นางขุ้ยได้เอาหลานสาวมาเลี้ยงไว้คนหนึ่ง ชื่อ กุหลาบ ซึ่งเป็นลูกของลูกชายคนโตของนางขุ้ย โดยเอามาเลี้ยงไว้ตั้งแต่อายุ ๘ ขวบ จนเดี๋ยวนี้มีอายุได้ ๑๕ ปี นางขุ้ยเรียกหลานคนนี้ว่า "อี่สาว" ตามประเพณีการเรียกชื่อหลานของคนในถิ่นนี้ แต่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า กุหลาบ ตามชื่อจริง
กุหลาบเป็นเด็กดี มีความกตัญญูกตเวที แต่เป็นเด็กกำพร้าแม่มาตั้งแต่อายุ ๓ ขวบ เพราะแม่ของเธอได้ตายไปเมื่อเธออายุได้ ๓ ขวบแล้ว นายหิ้มผู้เป็นพ่อก็มีเมียใหม่ ครั้นจะให้อยู่ที่บ้านด้วยกันก็เกรงว่าจะเกิดขัดใจกับแม่เลี้ยง นายหิ้มจึงตัดสินใจเอากุหลาบมาฝากไว้กับนางขุ้ยผู้เป็นแม่ ตั้งแต่กุหลาบอายุได้ ๘ ขวบ เพราะนางขุ้ยขณะนั้นก็ไม่มีใครจะอยู่ด้วย เนื่องจากลูกๆ ได้แต่งงานและแยกครอบครัวไปอยู่ต่างหากกันหมดแล้ว
นางขุ้ยมีลูกอยู่ ๔ คน คือ
คนที่หนึ่งชื่อ นายหิ้ม บิดาของกุหลาบ
คนที่สองชื่อ นายผิน ปัจจุบันอยู่ ต.ประดู่ อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง
คนที่สามชื่อ นายส้อง มีภรรยาแล้ว อยู่ที่ ต.ชะแล้ หมู่ ๓
คนที่สี่เป็นหญิงชื่อ นางเป็ด ไปมีสามีอยู่ที่จังหวัดตรัง
ต่อมา นางขุ้ยป่วย มีอาการค่อนข้างหนัก และรู้สึกตัวว่าจะไปไม่รอดแล้ว จึงให้เรียกลูกทั้ง ๔ คน มาพร้อมกันแล้ว พูดขึ้นว่า "มาพร้อมกันทุกคนแล้วนะลูก แม่นี้รู้ตัวว่าจะไม่รอดแล้ว แม่จึงอยากจะแบ่งสมบัติให้แก่ลูกทั้ง ๔ คน ในขณะที่แม่ยังมีชีวิตอยู่และยังมีสติดีอยู่ สมบัติของแม่ก็มีไม่มาก แต่พอจะแบ่งให้ลูกๆ ได้ ตามที่แม่มี"
ลูกทั้ง ๔ คน เมื่อแม่พูดขึ้นเช่นนั้นแล้ว ต่างก็ไม่สบายใจที่แม่ผู้บังเกิดเกล้าจะจากไป แต่ก็รู้สึกยินดีที่แม่จะได้แบ่งสมบัติให้เรียบร้อย จะได้ไม่ต้องยุ่งยากในภายหลัง จึงได้พูดขึ้นว่า "แบ่งเสียให้เรียบร้อยให้สมบูรณ์ ดีแล้วแม่ จะไม่ยุ่งยากในภายหลังเมื่อไม่มีแม่แล้ว"
นางขุ้ยจึงพูดขึ้นว่า "ที่นา แม่จะแบ่งให้ แปลงไหนจะให้ลูกคนไหนแม่จะบอกไว้ แบ่งให้เท่าๆ กันทั้ง ๔ คน เพื่อไม่ให้ทะเลาะกันในภายหลัง แม่จะทำไว้ให้ถูกต้อง แต่แม่จะแบ่งสมบัติออกเป็น ๕ ส่วน คือ ลูกทุกคนแบ่งให้เท่ากัน ส่วนที่ ๕ นั้นเป็นส่วนผี คือส่วนที่ ๕ เมื่อแม่ตายไปแล้ว แม่จะให้กับกุหลาบมัน เพราะอี่สาวกุหลาบ แม่นำมาเลี้ยงไว้ตั้งแต่อายุยัง
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 21
น้อย ลูกทุกคนจะเห็นด้วยหรือไม่ กุหลาบนี้เมื่อโตขึ้นแล้วก็ได้เลี้ยงดูช่วยเหลือแม่ ได้หุงข้าวหุงปลา ปฏบัติแม่เจ็บเมื่อไข้ไม่สบาย รวมทั้งอาหารการกินต่างๆ กุหลาบก็เป็นผู้จัดทำ ฉะนั้น นาแปลงนี้ แม่จะให้กับอี่สาวกุหลาบมัน" ลูกทั้ง ๔ คนก็ยินยอมเห็นด้วย
เมื่อตกลงกันเช่นนี้แล้ว ต่อมา นางขุ้ยก็ได้ถึงแก่กรรมลง ลูกหลานญาติพี่น้องได้จัดการศพเรียบร้อยดังกล่าวแล้ว
เมื่อเผาศพนางขุ้ยเสร็จแล้ว ล่วงมาได้ ๓ คืน พวกลูกๆ ทั้ง ๓ คน (เว้นคนพี่ผู้เป็นพ่อของกุหลาบ) มาปรึกษาเห็นต้องกันว่า "นาแปลงที่เป็นส่วนผีที่จะให้กุหลาบนั้น จะแบ่งให้อีกทำไม ในเมื่อพ่อของกุหลาบก็ได้ส่วนแบ่งแล้ว พวกเรา ๓ คน มาแบ่งกันเองดีกว่า แล้วก็เอามาแบ่งกันเสียเอง ๓ คน
ส่วนนายหิ้มก็พูดไม่ออก และก็ไม่สนใจ เพราะไม่อยากทะเลาะกับน้องๆ ในฐานะที่เป็นพี่ กุหลาบจึงไม่ได้อะไรเลย ทั้งๆ ที่ได้เลี้ยงดูปฏิบัติย่ามา และย่าก็ได้แบ่งสมบัติไว้ให้ก่อนตาย จึงทำให้ร้อนถึงผีนางขุ้ยผู้ตายไปแล้ว
หลังจากเผาศพนางขุ้ยแล้วได้ ๓ วัน สามเณรจีนซึ่งบาชหน้าไฟคุณยาย ได้ตั้งใจว่าจะสึกมาก่อนหน้านี้ แต่ยังหาวันดีไม่ได้ ก็ทำให้ไม่สบายใจ ข้าวก็ไม่ยอมฉัน และไม่ยอมสังคมกับภิกษุสามเณรอื่นๆ ด้วย
ในกุฏิที่สามเณรจีนอยู่นั้นมีพระเณรอื่นอยู่ด้วย แต่อยู่คนละห้อง ในคืนวันนั้นพระเณรได้ยินประตูห้องสามเณรจีนปิดดังโครม ต่างเข้าใจว่าสามเณรจีนเข้านอน และต่างก็รู้อยู่ด้วยว่าสามเณรจีนไม่ค่อยสบายใจ จึงไม่อยากเข้าไปรบกวนคุยด้วย แต่เพียงครู่เดียวหลังจากนั้น พระเณรก็ได้ยินเสียงสามเณรจีนเปิดประตูออกจากห้อง ก็พากันสงสัยและเปิดประตูออกมาดู และเข้าไปดูในห้องสามเณรจีนก็ไม่พบ พากันเอาไฟฉายไปค้นหาทั่ววัดก็ไม่พบ ก็สงสัยว่าสามเณรจีนจะไปผูกคอตาย พระเณรจึงพากันนั่งปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรกัน
หลังจากนั้นประมาณ ๑ ชั่วโมง สามเณรจีนก็ขึ้นไปบนวัด เพราะวัดชะแล้ตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ ซึ่งมีบันไดขึ้นมาทางด้านศาลาการเปรียญ (โรงธรรม) และเมื่อสามเณรจีนไปถึงวัดแล้ว พระเณรในวัดได้ยินเสียงหมาเห่าหอน ไล่ตามไปประมาณ ๒๐ วา พระเณรก็สงสัย แต่พอเงียบเสียงหมา สามเณรจีนก็ถึงห้อง พระจึงเจ้ามาถามว่า "เณรไปไหนมา"
เมื่อถูกสอบถาม สามเณรจีนก็ได้สติขึ้นมาทันที จึงบอกว่า แม่เฒ่า (ยาย) มาพาไปที่เปลว (ป่าช้า) ก็เดินตามหลังแม่เฒ่าและคุยกันไป ผมสำคัญว่าแม่เฒ่ายังมีชีวิตอยู่ ผมใจลอยนึกไปว่าแม่เฒ่ายังไม่ตาย พอไปถึงป่าช้า แม่เฒ่าบอกว่า "เณร นิมนต์นั่งลง แม่เฒ่าจะพูดให้ฟัง" ก็เลยนั่งคุยกับแม่เฒ่า โดยหันหน้าไปทางทิศใต้ นั่งใกล้กับแม่เฒ่า แม่เฒ่าได้พูดว่า "เณร, แม่เฒ่าได้ตายไปแล้ว แต่แม่เฒ่ายังมีความกังวลใจ จะไปไหนก็ไม่ได้ ยังมีความห่วงใยในอี่สาวกุหลาบอยู่ จะไปเกิด (ในภพอื่น) ก็ไม่ได้ ก็เลยพาเณรมาปรึกษาเรื่องสมบัติที่แม่เฒ่าแบ่งไว้ให้นั้น เพราะแม่เฒ่าได้แบ่งไว้ให้ลูกทั้ง ๔ คนแล้ว คนละส่วน แต่อีกส่วนหนึ่งแม่เฒ่าบอกแล้วว่ายกให้แก่อี่สาวกุหลาบมัน เพราะเป็นเด็กที่กำพร้าแม่มาแต่เล็ก (ทั้งๆ ที่ตกลงกันแล้ว) แต่เมื่อแม่เฒ่าตายแล้ว ทำไมลูกทั้ง ๓ คน เอาส่วนของกุหลาบมาแบ่งกันเสียเอง ไม่ยอมให้กุหลาบ ทำไมลูกทั้ง ๓ คน จึงมาคิดทรยศโกงของหลาน เรื่องนี้แหละที่แม่เฒ่าต้องเรียกเณรมาปรึกษา ขอให้เณรช่วยไปตามแม่ของเณรมาเร็วๆ ให้เณรไปตามแม่เณรที่จังหวัดตรัง แล้วคืนสมบัติส่วนนี้ให้กุหลาบเสีย มิฉะนั้นแล้วแม่เฒ่าจะมีความกังวลใจอยู่อย่างนี้ ไม่ได้ไปเกิด (ในภพอื่น) แม่เฒ่าจะเฝ้าสมบัติอยู่นี่ พรุ่งนี้ ขอให้เณรรีบไปตามโยมแม่มา"
"เมื่อพูดตกลงกันแล้ว แม่เฒ่าก็มาส่งผม และเดินกันมาถึงวัดนี้แหละครับ แม่เฒ่ามาพาผมไปป่าช้าและเดินมาส่งผมถึงวัด ผมก็ยังรู้สึกว่าแม่เฒ่ายังไม่ตาย แต่พอแม่เฒ่ากลับไปแล้วผมกลับได้สติทันที และจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ดังที่เล่ามานี่แหละ" สามเณรจีนพูดในที่สุด
เนื่องจากขณะนั้นเป็นเวลากลางคืน เมื่อพระเณรได้ฟังดังนั้น ต่างก็พากันขนหัวลุกด้วยความกลัว แล้วพูดว่า "ป้าขุ้ยเป็นผีมีศีลธรรม มีธรรมะ แกแบ่งสมบัติไว้ให้ลูกทุกคนถูกต้องแล้ว"
ในคืนต่อจากนั้น หมาในวัดพากันเห่าหอนอยู่ที่บันใดทางขึ้นสู่วัดชะแล้อย่างหวาดกลัว (เพราะเสียงหมาเห่าหอนในยามค่ำคืนเช่นนี้ เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนไทยชนบทว่า หมามันเห็นผี มันจึงเห่าหอน และในชนบทแถบนั้นก็ไม่มีไฟฟ้าด้วย) พระเณรต่างพากันกลัวไม่กล้านอน ด้วยคิดว่าผีป้าขุ้ยมาอีกแล้ว สามเณรจีนก็กลัวเช่นกัน จนกระทั่งหมามันหอนเสียงโหยหวนต่อกันลงไปทางเบื้องล่าง อันเป็นทางมุ่งไปยังป่าช้าประจำหมู่บ้าน แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในคืนนั้น
แต่ในคืนต่อมาหลังจากคืนนั้น ผีนางขุ้ยก็มาสิงสามเณรจีนผู้เป็นหลานของตน จึงเกิดเรื่องโกลาหลหนักขึ้น คือ สามเณรจีนร้องไห้บ้าง หัวเราะบ้าง พูดบ้าง พระเณรจึงเข้าไปในห้องสามเณรจีนแล้วถามว่า &quo
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 22
t;ทำไมจึงเป็นอย่างนี้"
สามเณรก็พูดขึ้นว่า "ฉันห่วงสมบัติ เพราะกุหลาบมันไม่ได้ส่วนแบ่ง และฉันอยากจะรู้ว่า ที่ให้เณรไปตามโยมแม่ที่ จ.ตรังนั้น เณรไปแล้วหรือยัง"
พระเณรได้บอกว่า ฎเณรได้ไปตามแล้ว ป้ากลับเสียเถิด เมื่อเณรได้บวชแล้ว และได้แผ่ส่วนกุศลไปให้แล้ว มาทำไมอีก"
ผีนางขุ้ยในร่างของเณรตอบว่า ฉันไม่ไปก่อนละต้น เดี๋ยวก่อน ไปตามลูกฉันมาก่อน ยกเว้นเณรผินเพราะมันอยู่ไกล และขอให้หาหมอผีมาด้วย เพื่อมาไล่ผี เพราะเกรงว่าจะมีผีอื่นมาหลอกหลอนเอาได้" (คำว่า "ต้น" เป็นคำที่ชาวปักษ์ใต้เรียกพระสงฆ์บวชใหม่หรือที่พรรษาน้อยทั่วไป ย่อมาจากคำไทยโบราณว่า "ชีต้น" ส่วนคำว่า "เณร" เป็นคำภาษาใต้ของไทย นอกจากจะหมายถึงสามเณรทั่วไปแล้ว ยังใช้เรียกทิดทุกคนว่า "เณร" อีกด้วย ดังนั้นคำว่า "เณรผิน" ในที่นี้ จึงหมายถึงนายผิน ผู้เป็นลูกชายคนที่ ๒ ของนางขุ้ย ซึ่งอยู่ไกลถึงจังหวัดพัทลุงนั่นเอง)
ก็ในหมู่บ้านชะแล้นั้น ได้มีผู้ที่เข้าใจเรื่องการไล่ผีอยู่คนหนึ่ง คือ นายเฉี้ยง และนายเฉี้ยงคนนี้เป็นหลานของนางขุ้ยเอง บ้านอยู่ใกล้วัดชะแล้ จึงได้ถูกตามตัวเชิญมาได้สะดวก และผู้ที่มาในครั้งนี้ นอกจากนายเฉี้ยงแล้ว ก็มีคนใกล้เคียงพากันมาดูเหตุการณ์ด้วยจำนวนหลายคน
นายเฉี้ยง เมื่อมาถึงก็พิจารณาดูแล้วรู้ว่า สามเณรถูกผีเข้าแน่ จึงถามขึ้นว่า "ใครมาหยอกเณร ตายไปแล้วก็ไปสู่ที่สุขเสียซิ อย่ามาพัวพันเกี่ยวข้องอยู่กับพระเณร ไป ไปเสีย"
ผีนางขุ้ยจึงพูดขึ้นว่า "อ๋อ เณรเฉี้ยง มึงอย่าไล่กู มึงเป็นลูกพี่สาวกู นี่สมบัติกูแบ่งปันให้ถูกต้องแล้ว ภายหลังน้อง ๓ คน มันมายักยอกเอาไป ไม่ให้หลานสาวมัน จะเอาแต่พวกมัน ๓ คน เณรส้องอยู่ไหน มาหรือเปล่า (หมายถึงนายส้อง ลูกชายคนที่ ๒ ของนางขุ้ย)"
นายเฉี้ยงตอบว่า "นั่งอยู่ข้างนอก" (หมายถึงนั่งอยู่ข้างนอกห้อง)
"บอกให้เข้ามา กูจะถามเณรส้องมัน" ผีนางขุ้ยกล่าวขึ้น
เมื่อนายส้องเข้าไปในห้องแล้ว ผีนางขุ้ยในร่างของสามเณรก็พูดขึ้นว่า "บ้านมึงมีอะไรดีนะ กูไปแล้ว กูตั้งใจไปบ้านมึง ไปถึงแล้วได้แต่วนเวียนอยู่ที่ประตูบ้าน กูเข้าไปไม่ได้"
แล้วนายส้องจึงพูดขึ้นว่า "แล้วทำไม แม่ไม่ไปพูดกับฉันล่ะ"
ก็กูตั้งใจจะไปพูดกับมึงนั้นแหละลูก แต่กูเข้าไปไม่ได้ มึงใจดำนา แม่แบ่งไว้ถูกต้อง แต่สูไปแบ่งปันกันแต่พวกสู" ผีนางขุ้ยพูด (สู เป็นคำไทยเดิมซึ่งยังใช้พูดกันโดยทั่วไปในชนบทภาคใต้)
นายส้องพูดว่า "แม่อยากให้ลูกเกิดมามาก สมบัตินิดเดียวจึงปันกันไม่พอ"
เมื่อได้ฟังดังนั้น ผีนางขุ้ยจึงพูดขึ้นว่า "กูปันให้ลูกแล้ว แต่พวกสูจะเอาเหลือ (เอาเกิน) สูจะเอาให้มาก เมื่อก่อนกูตายก็ได้ถามลูกๆ กันทุกคน เห็นด้วยกันแล้ว" แล้วจึงหันไปถามนายหิ้ม พ่อของกุหลาบซึ่งนั่งอยู่ในที่นั้นด้วยว่า" "เณรหิ้ม มึงจะว่าอย่างไร ลูกมึงที่แม่พามาเลี้ยงไว้ ไม่ได้สมบัติอะไรเลย"
แต่นายหิ้มไม่ยอมตอบ คงจะพูดไม่ออกในฐานะที่เป็นพี่ และกุหลาบก็เป็นลูกของตนด้วย แล้วผีนางขุ้ยจึงพูดว่า "ถ้ามึงไม่ตอบ กูจะไม่ไปไหน กูจะอยู่ที่นี่"
เมื่อได้ฟังดังนั้น นายหิ้มก็ได้พูดขึ้นว่า "แม่ไปอยู่ที่ที่สุขเถิดแม่ เขาค่อยแบ่งกันเอง อย่ามาเกี่ยวข้องอยู่เลย"
ต่อจากนั้น นายเฉี้ยงได้พูดแทรกขึ้นว่า "ถ้าไม่ไป จะเอาดินสอพองมาสัก มันเป็นผีอื่นมาแทรก" (การเอาดินสอพองมาสักหรือขีด เช่น สักหรือขีดรอบข้อมือข้อเท้าของคนที่ถูกผีเข้า พร้อมกับบริกรรมคาถาสำทับลงไป เป็นวิธีการอย่างหนึ่งของหมอผีในการไล่ผี)
"อย่าสักกูเลย เณรเฉี้ยง กูเป็นน้าสาวมึง มึงอย่าไล่กู" พอพูดเพียงเท่านี้ ผีนางขุ้ยก็ออกจากร่างของสามเณร แล้วสามเณรจีนก็ได้สติ รู้สึกตัวทันที และทุกคนในที่นั้นต่างก็รู้สึกโล่งใจ
ในที่สุด ได้ทราบว่า ลูกๆ ของนางขุ้ยทั้ง ๓ คนที่ไม่ยอม ก็ต้องแบ่งที่ดินอันเป็นส่วนของกุหลาบให้แก่กุหลาบไปตามคำสั่งของแม่ เพราะเชื่อในเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งเห็นประจักษ์ได้ด้วยตนเองและบุคคลอื่นเป็นอันมาก ทั้งไม่ต้องการให้แม่ของตนซึ่งตายไปแล้วมีความกังวลห่วงใยในเรื่องนี้ จะได้ไปเกิดในสุคติตามความปรารถนาของทุกคน
เรื่องนี้ เป็นการพิสูจน์การตายแล้วเกิดใหม่ได้ชัดเจนอีกเรื่องหนึ่ง ที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน.
สัมภเวสี

สัมภเวสี เป็นเรื่องที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งในพระพุทธศาสนา เพราะเป็นหลักยืนยันว่า คนเราตายแล้วเกิดใหม่จริง แต่มีชาวพุทธจำนวนไม่น้อย ไม่เข้าใจสภาพอันแท้จริงของสัมภเวสี และยังมีความเข้าใจแตกต่างกันในกลุ่มชาวพุทธบางนิกาย ฉะนั้น เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าศึกษาเรื่องหนึ่ง เพราะเกิดขึ้นกับทุกชีวิต
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 23

สัมภเวสี หมายถึงสัตว์โลกที่ยังแสวงหาที่เกิด คือยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในภพน้อยใหญ่อยู่ เมื่อยังไม่สำเร็จพระอรหันต์ตราบใด ก็ยังเป็นสัมภเวสีอยู่ตราบนั้น แต่สัมภเวสีนี้ ยังมีชาวพุทธอยู่จำนวนไม่น้อยที่เข้าใจว่า ได้แก่สัตว์ที่ยังท่องเที่ยวแสวงหาที่เกิดอยู่ คือ ยังไม่ทันเกิดในภพใดภพหนึ่ง หลังจากที่ตายไปแล้ว โดยเฉพาะชาวพุทธฝ่ายมหายานบางนิกาย เชื่อว่าผู้ที่ตายแล้วจะต้องอยู่ในอันตรภพ (ระหว่างภพ) เป็นเวลา ๗ วันบ้าง ๑๕ วันบ้าง ๑ เดือนบ้าง เพื่อรอคอยปฏิสนธิ จึงจะไปเกิดในกำเนิดทั้ง ๔ กำเนิดใดกำเนิดหนึ่งได้ สัตว์ที่อยู่ในอันตรภพนี้ คือสัมภเวสี เพราะยังแสวงหาภพที่เกิดอยู่ ความเชื่อเรื่องอันตรภพนี้ก็ยังมีอยู่ แม้ในหมู่ชาวพุทธไทยบางท่าน ทั้งนี้เพราะได้รับอิทธิพลจากพระพุทธศาสนามหายานนิกายมนตรยาน ซึ่งเคยรุ่งเรืองอยู่ในประเทศไทย ในระหว่างพุทธศตวาาษที่ ๑๒ ถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๗
แต่ตามหลักความจริงในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทแล้ว สัตว์ที่อยู่ในอันตรภพนี้ไม่มีเลย เพราะเมื่อความตายบังเกิดขึ้น จิตเคลื่อนไปปฏิสนธิจิตก็ปรากฏในทันที จิตหรือวิญญาณจะเที่ยวเร่ร่อนอยู่โดยไม่มีรูปร่างหรือไม่มีภพที่เกิดนั้น ไม่มีเลย เพราะจิต*นั้นจะต้องอาศัยร่างเป็นที่อยู่ ( * นี้หมายถึงจิตของผู้ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกามภพ และรูปภพเท่านั้น ส่วนผู้ที่ไปเกิดในอรูปภพหรืออรูปพรหมนั้น ไม่มีรูป มีแต่นามคือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) ดังคำบาลีว่า "คูหาสยํ จิตนี้มีถ้ำคือกายเป็นที่อาศัย" เช่นเดียวกับกระแสไฟฟ้า ซึ่งจะต้องอาศัยวัตถุอันเป็นแหล่งที่อยู่ที่เกิดของมัน จะอยู่โดยตัวของมันเองโดยไม่อาศัยสสารชนิดใดชนิดหนึ่งไม่ได้ ถ้าหากว่าผู้ตายแล้วจะต้องไปรออยู่ในอันตรภพ ก็เท่ากับว่าภพหรือภูมิที่เกิดของสัตว์ มีเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่ง ซึ่งเดิมมีอยู่ ๓๑ ภูมิ ก็จะต้องเป็น ๓๒ ภูมิ แต่ความจริงไม่เป็นอย่างนั้น ภูมิที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้มี ๓๑ คือ อบาย ๔ สวรรค์ชั้นกามาพจร ๖ รูปพรหม ๑๖ อรูปพรหม ๔ และมนุษย์โลก ๑ เท่านั้น ฉะนั้น ผู้ที่ตายแล้ว ถ้ายังมีกิเลสก็ต้องเกิดในภูมิใดภูมิหนึ่งทันที ดังพระบาลีว่า "สุตฺตปฺปพุทฺโธ วิย เหมือนหลับแล้วตื่นขึ้น" ไม่มีการรอหาที่เกิด แต่การที่จะไปเกิดในภพใดในที่ใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับแรงเหวี่ยงของกรรมที่ส่งไป ฉะนั้น การที่คนบางคนพบเห็นว่า ญาติคนนั้นคนนี้ตายไปแล้ว มาปรากฏตัวให้เห็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็หมายถึงว่า เขาได้ไปเกิดแล้วในภพใหม่ แต่เป็นกำเนิดของโอปปาติกะ คือ อาจจะเกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกาย หรือเป็นเทวดาจำพวกใดจำพวกหนึ่งก็ได้ ซึ่งกำเนิดพวกนี้เป็นอทิสสมานกาย มองดูด้วยตาเนื้อไม่เห็น จะปรากฏแก่เราได้ ก็เมื่อเขาทำกายให้หยาบด้วยประสงค์จะแสดงหรือบอกให้ผู้ที่เขาต้องการจะให้รู้ได้ทราบเท่านั้น
เพื่อความเข้าใจในเรื่องนี้ จะขอนำเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ เรื่องหนึ่งมาเป็นหลักฐานยืนยันประกอบ เพื่อสนับสนุนหลักธรรมในพระพุทธศาสนาข้อนี้
เรื่องมีอยู่ว่า ได้มีหญิงสาวคนหนึ่งอายุประมาณ ๒๑ ปี ขอสมมติชื่อว่า ชุลีนาถ บ้านอยู่กรุงเทพฯ ได้ไปทำงานที่โรงงานแห่งหนึ่งที่อ้อมน้อย สมุทรปราการ วันหนึ่งในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ขณะที่เธอทำงานอยู่ที่โรงงานแห่งนั้น เวลาพักกลางวัน เธอได้ออกจากโรงงานไปทานอาหาร ได้เดินข้ามถนนสายหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับโรงงาน และได้ถูกรถยนต์ชนขณะข้ามถนน มีอาการสาหัส แล้วมีคนนำส่งโรงพยาบาลศิริราช แต่เธอได้ขาดใจตายที่โรงพยาบาลศิริราชนั่นเอง เพราะมีอาการสาหัสมาก แต่ทางบ้านก็ยังไม่ทราบถึงการจากไปของเธอ
ในวันนั้น พอตกตอนเย็นครั้นสิ้นแสงตะวัน วิญญาณของเธอก็กลับมาที่บ้าน อาจจะเป็นเพราะห่วงแม่ โดยมาปรากฏในรูปร่างเดิมของนางสาวชุลีนาถนั่นเองและได้ไปนั่งถ่ายปัสสาวะอยู่ในที่ไม่สมควรจะถ่ายปัสสาวะ อาหญิงของเธอเห็นเข้าจึงได้ดุว่า ที่นั้นไม่สมควรถ่ายปัสสาวะ วิญญาณนี้ก็ไม่พูดอะไร เมื่อลุกขึ้นแล้วก็เดินขึ้นบนบ้าน เดินสวนกับมารดาของเธอเอง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร แล้วผ่านเข้าห้องนอน มารดาเข้าใจว่าเธอเข้าไปเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว หลังจากกลับมาจากที่ทำงาน แล้วมารดาของเธอก็ได้ลงมาข้างล่าง
อีกสักครู่หนึ่งต่อมา ก็มีคนจากโรงพยาบาลศิริราชมาบอกข่าวเรื่องการตายของนางสาวชุลีนาถให้มารดาของเธอทราบ แต่มารดาของเธอไม่เชื่อ และได้กล่าวยืนยันว่าลูกสาวของตนได้กลับมาบ้านแล้ว อาหญิงเขาก็ดุเอาเมื่อก่อนจะขึ้นบ้าน และได้เดินสวนทางกับตนไปเข้าห้องเมื่อครู่นี้เอง เข้าใจว่ามาเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวในห้อง ชายผู้มากับข่าวก็กล่าวยืนยันเช่นกันว่า "ผมมาจากโรงพยาบาลศิริราชที่เก็บศพของนางสาวชุลีนาถ เพื่อมาบอกข่าวให้ทางบ้านทราบ"
มารดาของนางสาวชุลีนาถก็ยังไม่เชื่อ แต่เพื่อให้แน่ใจจึงได้ตามขึ้นไปดูในห้อง และได้เห็น น.ส.ชุลีนาถลูกสาวนอนคลุมโปงอยู่ในห้อง โดยที่ยังไม่ได้เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเลย ด้วยความแปลกใจนางจึงได้เรียกลูกสาวออกมา
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 24
และเมื่อ น.ส. ชุลีนาถลุกขึ้นออกมายืนอยู่ตรงหน้ามารดาก็ไม่พูดอะไร แต่ปรากฏว่ามีเลือดไหลอาบหน้า และเปื้อนไปทั่วทั้งร่าง เมื่อมารดาของเธอเห็นเข้าเช่นนั้น ก็ตกใจเป็นลมล้มลงสลบไป ภาพนั้นก็หายไปทันที
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งอาหญิงของนางสาวชุลีนาถได้เล่าให้ท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง ในวัดโสมนัสวิหารทราบ และขณะนี้กระดูกของนางสาวชุลีนาถ ก็ถูกนำมาบรรจุไว้ที่พระวิหารวัดโสมนัสวิหาร แม้ในวันทำบุญบรรจุกระดูกนั้น มารดาของเธอก็ยังเศร้าโศกเสียใจถึงกับเป็นลมไปอีก เพราะมีความรักและอาลัยในลูกสาวของตนคนนี้มาก
เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่ตายไปแล้วและสามารถมาปรากฏตัวให้ทราบเช่นนี้ คนโดยทั่วไปเรียกกันว่า สัมภเวสี แท้ที่จริงเขาเกิดในภพใหม่แล้ว แต่เกิดในกำเนิดแห่งโอปปาติกะ คือ เกิดผุดขึ้น มีรูปร่างสมบูรณ์ในทันที ถึงจะเกิดอยู่ไม่นานแล้วต้องเคลื่อนไปเกิดในภูมิใหม่อีกต่อไป ก็ชื่อว่าเกิดแล้ว และเขาสามารถแสดงร่างเก่าให้ปรากฏแก่ญาติพี่น้องมิตรสหายเป็นต้นได้ เรื่องทำนองเดียวกันนี้ หรือมีลักษณะคล้ายเรื่องนี้ ปรากฏว่ามีเกิดขึ้นบ่อยในประเทศไทย แม้ในประเทศตะวันตกก็มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นเหมือนกัน แต่รูปร่างที่แท้จริงของเขาเป็น อทิสสมานกาย คือ มีร่างกายไม่ปรากฏให้เห็นได้ด้วยตาเนื้อ ท่านผู้ได้ทิพยจักษุเท่านั้นจึงสามารถมองเห็นกายของผู้ที่เกิดอยู่ในโอปปาติกะกำเนิดได้ แต่บางคนไปเกิดในโอปปาติกะกำเนิดไม่นานเพียง ๗ วันเท่านั้น แล้วก็เคลื่อนไปเกิดในภูมิใหม่อีก เช่น ไปเกิดเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์หรือเทวดาชั้นสูง เป็นไปตามอำนาจพลังของกรรมที่ตนได้ทำเองไว้ส่งให้ไปเกิด
เพื่อความเข้าใจชัดในเรื่องสัมภเวสีตามหลักพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท จึงขอนำคำอธิบายของพระอรรถกถาจารย์มากล่าวไว้ในที่นี้ คือ พระอรรถกถาจารย์ได้อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างสัตว์ที่มีชื่อว่า สัมภเวสี และสัตว์ที่ชื่อว่า ภูตะ ไว้ในอรรถกถาคัมภีร์ขุททกนิกาย ชื่อปรมัตถโชติกา หน้า ๒๗๗ ตอนอธิบายบาลี เมตตสูตร ข้อที่ว่า ภูตา วา สมฺภเวสี วา สพฺเพ สตฺตา ภวนฺตุ สุขิตตฺตา ขอสัตว์ทุกจำพวกทั้งที่เป็นภูตะ ทั้งที่เป็นสัมภเวสี จงถึงความสุขเถิด" โดยแยกอธิบายออกเป็น ๓ นัย ดังนี้
๑. คำว่า ภูตะ หมายถึงสัตว์ที่เกิดแล้ว คือเกิดเสร็จเรียบร้อยแล้ว คำว่า ภูตะ นี้ เป็นชื่อของพระขีณาสพทั้งหลาย ผู้ที่เกิดเสร็จแล้วนั่นเอง จึงไม่มีการนับว่าจักเกิดต่อไปอีก ส่วนเหล่าสัตว์ที่ยังแสวงหาภพอยู่ชื่อว่า สัมภเวสี คำว่า สัภเวสี นี้ เป็นชื่อของพระเสขะและปุถุชนทั้งหลาย ผู้ยังแสวงหาภพที่เกิดอยู่อีกต่อไป (คือผู้ที่ต้องเกิดอีกต่อไป)
๒. อีกประการหนึ่ง ในบรรดากำเนิดทั้ง ๔ (คือพวกที่เกิดในไข่หนึ่ง พวกที่เกิดในครรภ์หนึ่ง พวกที่เกิดในเถ้าไคลหนึ่ง พวกที่เกิดผุดขึ้นหนึ่ง) พวกสัตว์ที่เกิดในไข่และสัตว์ที่เกิดในครรภ์ชื่อว่า สัมภเวสี ตราบเท่าที่ยังไม่ทำลายกระเปาะไข่และยังไม่ทำลายรกออกมา ต่อเมื่อสัตว์เหล่านั้นทำลายกระเปาะไข่หรือทำลายรกออกมาข้างนอกได้แล้ว จึงชื่อว่า ภูตะ ส่วนพวกสัตว์ที่เกิดในเถ้าไคลและพวกสัตว์ที่เกิดผุดขึ้น (โอปปาติกะ) ชื่อว่า สัมภเวสี ในขณะแห่งปฐมจิต (คือจิตดวงแรกที่มาปรากฏในภพนั้น) ชื่อว่า ภูตะ นับตั้งแต่จิตดวงที่ ๒ เป็นต้นไป
๓. อีกประการหนึ่ง จำพวกสังเสทชสัตว์ (สัตว์ที่เกิดในเถ้าไคล) และจำพวกโอปปาติกสัตว์ (พวกที่เกิดผุดขึ้น) ก็ชื่อว่า สัมภเวสี ตราบเท่าที่ตนยังไม่เคลื่อนไปจากอิริยาบทที่ตนเกิดสู่อิริยาบทอื่น ต่อจากนั้นไป (คือเมื่อเปลี่ยนไปสู่อิริยาบทอื่นแล้ว) จึงชื่อ ภูตะ
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ผู้ที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ จัดเป็นสัมภเวสีทั้งสิ้น และเป็นเครื่องยืนยันว่า คนเราตายแล้วเกิดใหม่จริง.
ผีผ่าตัด*
เรื่องนี้คัดมาจากหนังสือพิมพ์รายวัน "แนวหน้า" ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๑๐๖๗ วันอาทิตย์ที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๐๐)
จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง วิญญาณของศัลยแพทย์ที่ตายไปแล้วเมื่อ ๖๙ ปีก่อน ได้กลับมาสิงในร่างของหมอคนหนึ่งที่ประเทศบราซิล ช่วยผ่าตัดรักษาคนไข้ฟรีๆ
เป็นเรื่องวิญญาณของศัลยแพทย์คนหนึ่งที่ตายไปแล้ว ๖๙ ปีก่อน แต่ยังคงปรารถนาจะรับใช้ประชาชน ด้วยการเข้าสิงร่างของหมอคนหนึ่ง แล้วทำการผ่าตัดรักษาคนไข้
หมอคนที่ว่านี้ชื่อ ดร. อดอล์ฟฟริตซ์ เป็นศัลยแพทย์ชาวเยอรมัน ซึ่งมีความสามารถในการผ่าตัดอย่างสูง แต่ถึงแก่กรรมเมื่อปี ๒๔๕๗ ที่เอสโทเนีย ในยุโรป
ตอนแรกวิญญาณของหมอฟริตซ์ ได้เข้าสิงในร่างของชาวนาบราซิลคนหนึ่งชื่อ โฮ่เซ่ เดอ ไฟรตัส เมื่อปี ๒๔๙๓ ทำให้นายไฟรตัสแปรสภาพจากชาวนาธรรมดาๆ เป็นหมอที่สามารถรักษาโรคต่างๆ ได้อย่างมหัศจรรย์ แต่นายไฟรตัสก็ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ไปเมื่อปี ๒๕๑๔
มาบัดนี้ วิญญาณของหมอฟริตซ์ ได้เข้าไปสิงอยู่ในร่างของ ดร. เอ็ด สัน เออ ไควโรซ แห่งโรงพยาบาลเมือง เรซิเฟ่ ประเทศบราซิ
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 25

หมอไควโรซ เลยกลายสภาพเป็นหมอสองร่างในร่างกายเดียวกัน กล่าวคือ แทบตลอดทั้งวันเขาจะเป็นสูตินารีแพทย์ธรรมดาๆ ของบราซิล แต่แล้วในวันหนึ่งของสัปดาห์ ร่างของเขาจะถูกหมอฟริตซ์ยืมไปใช้ และกลายเป็นศัลยแพทย์ที่สามารถผ่าตัดได้รวดเร็วเป็นสายฟ้าแลบ
คือ สามารถผ่าตัดรักษาคนไข้ได้ถึง ๖๐ คน ในชั่วเวลาเพียงไม่ถึง ๕ ชั่วโมง และยังสามารถทำงานผ่าตัดที่ยังต้องใช้ความละเอียดลอออย่างสูง เช่น การผ่าตัดตาหรือกระดูกสันหลัง โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาสลบ หรือยาระงับปวด ไม่จำเป็นต้องใช้ห้องผ่าตัดที่ฆ่าเชื้อ และไม่ต้องใช้อุปกรณ์ผ่าตัดที่พิเศษใดๆ
แต่คนไข้ของเขาทั้งหมดไม่เคยเกิดโรคแทรกซ้อน และบอกว่าระหว่างการผ่าตัดรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อยหรือไม่เจ็บเลย แถมผลการรักษาก็สำเร็จในอัตราที่สูงมาก
เรื่องเหล่านี้ยืนยันโดย ดร. อมิลคาร์ เลโอ ศาสตราจารย์แผนกพยาธิวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยของรัฐของบราซิล ที่เมืองพาไรบา ซึ่งได้บอกว่า การผ่าตัดของ ดร. ฟริตซ์ ในร่างของไควโรซ ได้รับความสำเร็จระหว่างร้อยละ ๙๕ - ๑๐๐ %
ดร. โฮเซ่ ซานโตส ศาสตราจารย์แผนกรังสีวิทยาของวิทยาลัยแห่งรัฐเมืองเซกิเป ซึ่งเป็นหัวหน้าแผนกรังสีของโรงพยาบาล ซานตาอิซาเบล ในเมืองอะราคาจู เป็นผู้ที่คอยเฝ้าดูรายการผีผ่าตัดที่ว่านี้เป็นประจำ
ดร. ซานโตส บอกว่า "ผมได้เฝ้าดูการผ่าตัด ๒ ราย รายแรก ชายแก่อายุ ๙๐ ปี คนหนึ่ง ได้รับการผ่าตัดเนื้อในตา และเพื่อนของชายชราผู้นี้อีกคนหนึ่งก็ได้รับการผ่าตัดรักษาโรคเข่าอักเสบเรื้อรัง ผมยืนยันได้ว่า มันเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เล่นกล" และกล่าวเสริมอีกว่า "คนที่มือผ่าตัดคือวิญญาณของหมอฟริตซ์"
การผ่าตัดเนื้อในตานั้น ตามปกติแล้ว จะต้องใช้เวลาประมาณ ๑๐ นาที และจะต้องใช้ยาระงับปวด แต่หมอฟริตซ์ในร่างของหมอไควโรซ ใช้เวลาเพียง ๒๘ - ๓๐ วินาทีเท่านั้นเอง ก็สามารถตัดเอาเนื้อเยื่อออกไปได้ แถมยังไม่ต้องใช้ยาระงับปวดด้วย
หมอไควโรซเล่าว่า วิญญาณของหมอฟริตซ์เริ่มติดต่อพูดจากับเขาครั้งแรกตอนก่อนที่เขาจะตัดสินใจเรียนหมอ หลังจากนั้นอีกสามปีต่อมา ก็เร่มเข้าสิงในร่างของเขา และทำการผ่าตัด
หมอฟริตซ์จะขอยืมร่างกายของหมอไควโรซทุกๆ วันพุธ ระหว่างเวลา ๙ โมงเช้าถึง ๒ โมงเย็น
การรักษาจะเริ่มโดย หมอไควโรซจะเข้าทรง ตาค่อยๆ ลอย พร้อมกับบุคลิกต่างๆ ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เสียงที่เคยนุ่มนวลกลับกระด้างแบบสำเนียงชาวเยอรมัน
จากนั้นก็ลงมือตรวจและรักษาคนไข้อย่างรวดเร็ว คนไข้แต่ละคนจะใช้เวลาเพียง ๕ วินาที ถึง ๕ นาที ก็เสร็จเรียบร้อย
คนไข้ส่วนใหญ่ที่ไปให้ผีรักษาดังว่านี้ ส่วนใหญ่เป็นคนยากจน และเขาก็ไม่เก็บเงินค่ารักษาจากใคร
ตัวอย่างการรักษาที่มีพยานรู้เห็นก็คือผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อ รูซ เบเรีย เดินกะโผลกกะเผลกเข้าไปหา โดยใช้ไม้เท้าพยุง ผีหมอฟริตซ์ จับปุ๊บก็บอกปั๊บว่า เป็นเนื้องอกในกระดูก แล้วก็จัดการนวดขาข้างขวาของเธอก่อนจะเอาเข็มเล่มยาวเฟื้อยแทงเข้าไป
เวลานานถึง ๔ นาทีเต็มๆ ที่เลือดผสมน้ำหนองไหลออกมาตามรูเข็ม
พอผีหมอฟริตซ์ถอนเข็ม ผู้หญิงคนนั้นก็ลุกขึ้นยืน และก็เดินออกไปอย่างปกติ ไม่แสดงอาการเจ็บปวดอะไรอีกต่อไปเลย
เธอบอกว่า "รู้สึกจั๊กจี้นิดหน่อยระหว่างการรักษาค่ะ โอ้ สบายเหลือเกิน"
คนไข้อีกคนหนึ่งเป็นผู้หญิงเหมือนกัน ชื่อ มาการิดา ซานโตส เข้าไปรักษา หมอบอกให้ถอดผ้าออกนอนคว่ำ ตรวจอาการแล้วบอกว่า ข้อต่อกระดูกสันหลังห่างผิดปกติ และเริ่มจะเป็นมะเร็ง จากนั้นก็ใช้มีดทำครัวธรรมดาและผ่าตัดทันที
คนที่ยืนดูถามว่า รู้สึกอย่างไร เธอบอกว่า "ไม่รู้สึกอะไรเลย และก็ไม่กลัวด้วย"
คนไข้รายที่สาม ชื่อนาง เซนี ธาเวธ หมอผีฟริตซ์ตรวจแล้วบอกว่าเป็นเนื้องอกกำลังอักเสบ ในรูจมูกข้างขวา จากนั้นก็เอากรรไกรผ่าตัดแหย่เข้าไปในรูจมูกสุดด้าม แล้วก็หมุนกรรไกรไปรอบๆ เสร็จแล้วก็ถอนกรรไกรออกมาพันด้วยผ้าก๊อซ แล้วแหย่เข้าไปใหม่ ก็มีเลือดเต็มผ้าก๊อซผืนนั้น
แต่เหลือเชื่อจริงๆ นางเซนีบอกว่า "ไม่เห็นเจ็บอะไรเลย และรู้สึกสบายที่สุด"
หมอเปาโล แรงเกล ซึ่งประจำอยู่ที่โรงพยาบาลเรซิเฟ่ บอกนักข่าวว่า เขาได้ไปดูการผ่าตัดของผีหมอฟริตซ์เป็นแระจำ
"ตอนแรกรู้สึกตกใจจนบอกไม่ถูก ที่มีการผ่าตัดโดยไม่ใช้ยานอนหลับหรือยาระงับปวด และก็ไม่มีเครื่องมืพิเศษ หรือมีใครเป็นผู้ช่วย ยิ่งไปกว่านั้น ที่น่าประหลาดที่สุดคือ คนไข้กลับไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลย เลือดที่ออกจากการผ่าก็มีเพียงนิดเดียว หลังจากการผ่าตัดแล้ว คนไข้ก็ไม่มีโรคแทรกซ้อนเลย เออ แปลกจริงๆ" หมอเปาโลกล่าว
นักข่าวได้ขอสัมภาษณ์ผีหมอฟริตซ์ถึงกรรมวิธีในการรักษาว่ามีใครช่วยหรือเปล่า
ผีได้ตอบผ่านปากหมอไควโรซว่า.....
"มีคนช่วย เวลาหมอต
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 26
รวจคนไข้ก็จะมีผีของหมอคนอื่นๆ มาช่วยตรวจ หมอเลยสามารถรู้อาการของคนไข้ โดยแทบจะไม่ต้องเอ่ยปากถามไงล่ะ"
ผีเอลวิสกลับบ้าน*
เรื่องนี้คัดมาจากหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๒๖ ซึ่งแปลมาจากนิตยสาร เอ็นไควเรอร์)
เรื่องผีๆ สางๆ วิญญาณเจ้าป่าหรือผู้วิเศษ ใช่จะเชื่อเถือกันเฉพาะประเทศด้อยพัฒนาทางแถบเอเซียเท่านั้น
ประเทศที่เจริญทางด้านวัตถุมีเทคโนโลยีสูงส่งไร้เทียมทาน ชนิดคอมพิวเตอร์จะครองโลกแล้ว อย่างประเทศอเมริกาก็เชื่อถือกันอย่างมาก
เรื่องวิญญาณประหลาดที่จะเล่าให้ฟังนี้ เป็นวิญญาณที่มาปรากฏตัวของอดีตนักร้อง ราชา ร็อค แอนด์ โรล เอลวิส เพรสลี่ย์ ผู้โด่งดังในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ที่จะต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์วงการเพลง โดยที่ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าใดชื่อเสียงของเขาจะเลือนหายไปจากความทรางจำของแฟนเพลง
วิญญาณของเอลวิส ได้ปรากฏร่างขึ้นที่คฤหาสน์เกรซแลนด์ ต่อหน้าอดีตภรรยา ลูกสาว น้าสาว และบรรดานักท่องเที่ยวที่ตีตั๋วเข้าไปชมความโอฬารในบริเวณคฤหาสน์ของอดีตนักร้องก้องโลกคนนี้
เอลวิส ได้ปรากฏในร่างชุดขาวมีแสงเรืองๆ รอบตัว สีขาวเป็นสีที่เขาโปรดปรานและมีลักษณะอ่อนโยน ยิ้มแย้มด้วยความรักและเป็นมิตร
บรรดาญาติมิตรสหาย ผู้คนที่ได้เห็นวิญญาณของอดีตราชาร็อค ยืนยันเป็นเสียงเดียวกัน วิญญาณเอลวิสจะปรากฏให้ผู้คนเห็นแทบทุกอาทิตย์ที่คฤหาสน์เกรซแลนด์ หลังจากที่เริ่มทำการเปิดคฤหาสน์ให้คนเข้าชม พนักงานภายในคฤหาสน์เล่าให้ฟังและเล่าต่อไปว่า
"วิญญาณของเขาปรากฏร่างบ่อยและถี่ยิบยิ่งขึ้น เมื่อลูกสาวเพียงคนเดียวที่เขารักมากที่สุดคือ ลิซ่า มารี เพรสลี่ย์ กลับมาพักที่คฤหาสน์เกรซแลนด์
ว่ากันว่าในด้านส่วนตัวของเอลวิสเอง เมื่อขณะที่มีชีวิตอยู่นั้น ก็เป็นคนที่ค่อนข้างจะเชื่อถือในเรื่องของวิญญาณ และการตายแล้วเกิด สามารถกลับมาได้อยู่
"ฉันยังจำได้ดี เอลวิสเคยบอกไว้ว่า ถ้าเขาตายจากโลกนี้ไปแล้ว เขาจะทำหน้าที่เป็นเทวดาคอยคุ้มครองลูกรัก ลิซ่า มารี ตลอดไป" แม่เลี้ยงของเอลวิส เล่าเรื่องราวให้ฟัง
พริสซิล่า ม่ายสาวอดีตภรรยาของเอลวิส ก็เล่าให้บรรดาเพื่อนฝูงฟังว่า ตัวเองก็เคยประสบกับวิญญาณเอลวิสอย่างจังเบอร์ ในขณะที่นอนหลับสนิทในเที่ยงคืนวันหนึ่ง เธอแว่วเสียงม้าในคอกร้อง เมื่อสะดุ้งตื่นมองไปนอกหน้าต่าง ก็เห็นเอลวิสในชุดขาวเรืองๆ ที่คอกม้า ซึ่งเป็นสถานที่เอลวิสโปรดปรานมาก สมัยที่ยังมีชีวิตอยู่
ทางด้าน ลิซ่า มารี ลูกสาวคนเดียวซึ่งเป็นลูกรักสุดสวาทขาดใจ และเป็นทายาทสาวที่รับมรดกมหาศาลแทบจะนับค่าไม่ถ้วนมาจากเอลวิส ก็เล่าเรื่องวิญญาณของพ่อให้กับเพื่อนๆ ที่โรงเรียนฟัง
"ทุกครั้งที่ไปเยี่ยมบ้านที่เกรซแลนด์ ลิซ่ามีความรู้สึกว่า เอลวิสได้เฝ้าดูแลใกล้ตัวตลอดเวลา และบางครั้งก็เห็นพ่ออยู่ในชุดขาวยิ้มแย้ม และบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงอะไรทั้งสิ้น พ่ออยู่กับหนูตลอดไปทีนี้"
โดยเฉพาะคืนวันหนึ่ง ลิซ่าตื่นขึ้นมากลางดึก เห็นเอลวิสยืนอยู่ปลายเท้าข้างเตียง มองมายังเธอด้วยใบหน้าอันยิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมกับบอกว่า
"ไม่ต้องกลัวลูกรัก..... พ่ออยู่ที่นี้ ..... พ่ออยู่ที่บ้าน"
การพูดของเอลวิสที่บอกต่อเธอนั้น เหมือนกับเนื้อเพลง "แดดดี้-โฮม" อันเคยโด่งดังเพลงหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อร้อง "Don't be afraid baby..... daddy's home daddy's home..... ด้อนทฺ บี อะเฟร็ด เบบี้..... แดดดี้' โฮม แดดดี้'โฮม....."
นอกจากนี้ยังมีผู้ที่พบกับวิญญาณเอลวิสมากมาย ซึ่งล้วนแต่ผู้ที่บอกเล่าที่เชื่อถือได้ทั้งสิ้น อาทิ เดลต้า เมล์ บิกก์ น้าสาวเอลวิส ซึ่งปัจจุบันนี้ เป็นผู้ดูแลคฤหาสน์เกรซแลนด์ หรือนัยหนึ่งยังคงทำหน้าที่เป็นแม่บ้านดูแลรักษาผลประโยชน์ของคฤหาสน์แห่งนี้
เดลต้า เมล์ บิกก์ เล่าว่า เคยเห็นวิญญาณเอลวิสด้วยตนเองสองครั้ง ครั้งแรกเห็นเอลวิสในชุดขาวที่สวนข้างๆ รูปปั้นพระเยซูหินอ่อนโบกมือไปมา หันหน้ามาทางคฤหาสน์
ส่วนครั้งที่สอง เอลวิสปรากฏตัวในชุดขาวสวยงามเช่นเคย แต่คราวนี้เขารูปร่าง หนุ่ม หล่อ แข็งแรงและยิ้มแป้น หนนี้เธอได้ยินเสียงพูดด้วย โดยเอลวิสพูดว่า
"ขอให้ทุกคนไม่ต้องห่วง ข้าพเจ้ากลับมาเกรซแลนด์ เพื่อดูแลสถานที่อันเป็นที่รักของพวกเรา ข้าพเจ้ารักพวกเราทุกคนที่นี้ และต้องการให้พวกเราทุกคนรับรู้ไว้ว่า ข้าพเจ้าจากพวกเรามาด้วยความสงบและสันติสุข"
แม้กระทั่งบรรดาทัวริสต์ (นักท่องเที่ยว) หลายต่อหลายคน ซึ่งได้มีโอกาสเยี่ยมชมคฤหาสน์แห่งนี้ ต่างก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ได้พบเห็นวิญญาณอดีตราชาร็อค แอนด์ โรล บ่อยครั้ง
เพนนี่ ลีวิทท์ จากคานาดา เล่าให้ฟังอย่างตื่นเต้นว่า ขณะที่เขาเดินชมสมบัติในคฤหาสน์ ซึ่งเป็นเวลาเย็นมากแล้ว เขาเหลือบตาขึ้นมองเพดาน ก็ปร
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 27
ากฏเงารางๆ ในชุดขาวของเอลวิส ส่งยิ้มให้ พร้อมทั้งเสียงแผ่วๆ แว่วมาว่า
"ข้าพเจ้าอยู่นี้ ทุกอย่างเป็นปกติดี"
ส่วนพนักงานในคฤหาสน์ไม่ต้องพูดถึง ทุกคนได้พบเห็นสิ่งแปลกๆ ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเสียงหรือแสงเรืองประหลาด แต่ทุกคนก็หามีความกลัวไม่ เพราะทราบดีว่า เอลวิสมีแต่ความรัก ปรารถนาดีกับทุกคน.
กรรมบันดาล
เขาผู้นั้น ขณะนี้กำลังถูกกักขังอยู่ในนรก ถ้าท่านไม่เชื่อ เชิญไปดูได้" เด็กหญิงผู้หนึ่ง ในร่างโอปปาติกะ กล่าวยืนยันกับนายแพทย์ ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ
ข้อความข้างต้นนี้ เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ข้าพเจ้า (ผู้เขียน) ได้รับการบอกเล่าเรื่องนี้จากท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง โดยที่นายแพทย์ผู้นี้ซึ่งข้าพเจ้าขอสงวนนามไว้ในที่นี้ เป็นผู้รู้จักคุ้นเคยกับท่านเจ้าคุณ และได้เล่าเรื่องที่บังเกิดขึ้นกับตนเองให้ท่านเจ้าคุณนั้นฟัง ข้าพเจ้าเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากเรื่องหนึ่ง และเป็นการยืนยันสนับสนุนคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้บันทึกจากคำบอกเล่าของท่านเจ้าคุณไว้ แล้วนำมาเขียนไว้ในที่นี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่า กรรมดีและกรรมชั่วที่บุคคลทำไว้นั้นหาได้สูญหายไปพร้อมกับความตายไม่ ข้าพเจ้าขอถือโอกาสนี้ ขออนุญาตต่อท่านผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ทุกท่านด้วย ในการที่ได้นำเรื่องนี้มาพิมพ์เผยแพร่ ทั้งนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า หลักคำสอนในพระพุทธศาสนานั้นเป็นสัจธรรม สามารถพิสูจน์ได้ แม้กระทั่งยุคปัจจุบัน
เรื่องมีอยู่ว่า นายแพทย์ผู้นี้ได้เป็นโรคปวดศีรษะมาเป็นเวลา ๒๐ กว่าปี ตั้งแต่ก่อนเป็นนักเรียนแพทย์ แม้เป็นถึงรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลแล้ว โรคนี้ก็ยังไม่หาย แต่อาการปวดศีรษะของนายแพทย์ผู้นี้แปลกกว่าอาการปวดของคนอื่นๆ ทั่วไป คือปวดประมาณ ๔ ชั่วโมงแล้วก็หาย อยู่มาก็ปวดอีก เป็นอยู่อย่างนี้เสมอ จนกระทั่งนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคนี้ประชุมกันจะผ่าตัดมาหลายครั้ง แต่ก็หาสาเหตุไม่พบ จึงต้องล้มเลิกการผ่าตัดไปทุกคราว ครั้งหนึ่งเมื่อคุณหมอผู้นี้ยังเป็นนักเรียนแพทย์อยู่ในต่างประเทศ ก็ได้ปวดศีรษะขึ้นมาอย่างมากเหมือนอย่างที่เคยเป็นมาเช่นทุกคราว จนคณะอาจารย์และนักเรียนแพทย์ในโรงเรียนแพทย์แห่งนั้นได้ประชุมกันว่าจะผ่าตัด แต่เมื่อตรวจอีกครั้งหลังจากหายปวดแล้ว ก็หาสาเหตุไม่พบ จึงต้องล้มเลิกการผ่าตัด
เมื่อเรียนจบวิชาแพทย์แล้วก็เดินทางกลับเมืองไทย และโรคปวดหัวก็ยังไม่หาย แต่ก็สามารถเข้ารับราชการและปฏิบัติงานในฐานะเป็นแพทย์ได้เป็นอย่างดีอยู่ ต่อมานายแพทย์ผู้นี้ได้มีโอกาสบวชในพระพุทธศาสนา ๑ พรรษา โดยบวชที่วัดราชาธิวาส กรุงเทพฯ ตามประเพณีของกุลบุตรไทยผู้นับถือพระพุทธศาสนา เพราะคุณแม่ของคุณหมอก็เป็นอุบาสิกาที่มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามากผู้หนึ่ง ในปีที่บวชนั้น คุณหมอได้มีโอกาสเรียนและฝึกกรรมฐานกับท่านเจ้าอาวาสในสมัยนั้น และทำกรรมฐานได้ผลดีมาก เมื่อปวดศีรษะขึ้นมาทีไร ก็เข้ากรรมฐานระงับปวดได้ทุกครั้งไป จนกระทั่งลาสิกขาออกมารับราชการตามเดิมแล้ว คุณหมอก็ยังทำกรรมฐานอยู่เสมอ เพราะนอกจากจะทำให้จิตใจสงบแล้ว ยังระงับปวดศีรษะได้อย่างชะงัดอีกด้วย ดีกว่ายากินยาฉีดที่เคยรับประทานมาแล้วทุกอย่าง เพราะยานั้นไม่อาจจะทำให้หายปวดศีรษะได้ เมื่อทำกรรมฐานบ่อยและนานปีเข้า จิตก็ได้รับฝึกฝนจนมีความชำนาญ จนถึงกับหลายครั้งที่พวกเพื่อนๆ ขอร้องให้คุณหมอเข้ากรรมฐานดูเลขท้ายล็อตเตอรี่ และปรากฏว่าดูได้ถูกเป็นส่วนมาก ในจำนวน ๑๐ ครั้ง จะดูได้ถูกถึง ๘ ครั้ง นับว่าเป็นสิ่งแปลกมาก จนทุกคนในบ้านกระทั่งลูกๆ และภรรยารู้กันว่า คุณหมอสามารถหลับตาและมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ เช่น วันหนึ่งลูกชายต้องการจะทดลองคุณพ่อของตน จึงได้เอานาฬิกาข้อมือไปซ่อนไว้ใต้หิ้งพระชั้นบนของบ้าน แล้วลงมาบอกคุณพ่อซึ่งนั่งอยู่ที่ห้องชั้นล่างว่า "นาฬิกาหายเสียแล้ว หาไม่พบ" คุณหมอก็หลับตาดู แล้วบอกลูกชายได้ทันทีว่า "ยังไม่หาย อยู่ใต้หิ้งพระนั่นเอง" จึงทำให้คนในบ้านเชื่อถือคุณหมอมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ตั้งแต่นั้นมา แต่สำหรับการทำกรรมฐานดูเลขล็อตเตอรี่นั้น ทราบว่าภายหลังท่านเจ้าคุณอาจารย์ของคุณหมอขอร้องให้หยุดเสีย เพราะไม่ใช่แนวทางแห่งความเจริญ และเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่สนับสนุน
ต่อมานายแพทย์ผู้นี้ ได้รับเลื่อนเป็นรองผู้อำนวยการโรงพยาบาล และต่อมาโรคปวดศีรษะของคุณหมอก็กำเริบหนักขึ้นมาอีก จนไม่สามารถปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลตามปกติได้ และได้เข้าไปพักรักษาตัวแยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช จนคณะแพทย์ที่โรงพยาบาลศิริราชได้ประชุมกันว่าจะผ่าตัดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวด แต่เมื่อหายปวดแล้วก็ตรวจละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ก็ไม่พบว่ามีอะไรผิดปกติในร่างกายเลย จึงไม่ได้ผ่าตัดอีก เมื่อปวดหัวหนักเข้าทีไร คุณหมอก็ต้องใช้กรรมฐานเข้าระงับปวด ปรากฏว่าอาการปวดหายไปในขณะใช้กรรมฐานนั้น แต่ก็ไม่สามารถทำให้หายปวดได้เด็ดขาดตลอดไ
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 28
ป เมื่อถึงกำหนดก็ต้องปวดอยู่บ่อยๆ
วันหนึ่ง ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๐๕ ขณะที่คุณหมอนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชนั้น ก็นั่งทำกรรมฐาน ส่งจิตไปในอารมณ์กรรมฐาน เพื่อต้องการระงับปวดหัวเช่นเคย ขณะที่กำลังส่งจิตไปนั้น ก็ไปเจอวิญญาณของเด็กหญิงคนหนึ่ง อายุประทาณ ๑๑ ขวบ ซึ่งตายไปแล้วปีกว่า คุณหมอก็ได้สอบถามถึงชื่อ พ่อ แม่ นามสกุล บ้านที่อยู่และอื่นๆ วิญญาณของเด็กหญิงผู้นี้ก็ได้บอกให้ทราบทุกอย่างที่ถาม แต่เป็นการสนทนากันในทางจิต เมื่อออกจากกรรมฐานแล้ว ด้วยความประหลาดใจและอยากทราบข้อเท็จจริง คุณหมอก็ส่งคนให้ไปสืบ และคนที่ไปนั้นได้ไปพบบ้านตำบลที่อยู่ของเด็กหญิงคนนี้ และเมื่อเข้าไปในบ้านก็ได้พบกับแม่ของเธอ เมื่อสืบถามก็ได้ความจริงทุกอย่างตรงตามที่เด็กหญิงคนนี้บอก เด็กหญิงคนนี้ชื่อ พิมพวดี เกิดเมื่อปี ๒๔๙๓ ในกรุงเทพมหานครนี้เอง เป็นลูกของคนมีอันจะกินครอบครัวหนึ่ง ครอบครัวนี้มีลูก ๒ คนเท่านั้น* (* เมื่อยังเด็กอยู่ หมอดูเคยบอกคุณแม่ของเธอว่า เด็กคนนี้เป็นเด็กมีบุญมาเกิด ไม่คู่ควรที่จะเป็นลูกของท่านอยู่นาน ขอให้ท่านยกให้คนอื่นเสีย แต่คุณแม่ของเธอไม่ยอม เพราะพิมพวดีเป็นเด็กน่ารักน่าเอ็นดูมาก) ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เด็กคนนี้ได้เสียชีวิตด้วยไข้รากสาด เนื่องจากเป็นผู้มีหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู และเป็นที่รักใคร่ของคุณแม่อย่างยิ่ง เมื่อเสียชีวิตพ่อแม่ก็ยังไม่ยอมเผา เพราะยังเป็นห่วงอยู่มาก แต่ก็ได้เอาไปเก็บไว้ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม กรุงเทพฯ โดยสร้างศาลาหลังหนึ่งอุทิศไว้เฉพาะเด็กหญิงผู้นี้ พร้อมกับติดรูปภาพของเธอลงบนหินอ่อน ที่ตั้งรูปทำเป็นรูปปราสาทสวยงามมาก ศาลานี้ใช้สำหรับบะเพ็ญกุศลต่างๆ ในงานศพของวัด เขาจึงเรียกศาลานี้ว่า "พิมพวดี" เป็นศาลาที่สดุดตาแขกที่มาในวัด เพราะมีรูปติดอยู่ในลักษณะที่สวยงามและแปลกกว่าที่อื่นใดนั่นเอง และศพของเด็กหญิงคนนี้ก็ยังเก็บอยู่ในศาลานี้ ผู้สนใจย่อมสามารถไปชมได้แม้ปัจจุบัน
เมื่อคุณแม่ของเธอทราบว่าคุณหมอสามารถสนทนากับลูกสาวของตน ซึ่งตายไปแล้วปีกว่าได้ ก็มีความสนใจเป็นอย่างมาก จึงได้ไปถามความจริงกับคุณหมอ และได้เล่าถึงความพิเศษของเด็กหญิงคนนี้ให้คุณหมอฟังเพิ่มเติมถึงเรื่องที่ไปนิมนต์พระมารับสังฆทาน ในวันครบรอบวันตายของตน คือ วันหนึ่งขณะที่พระวัดเทพศิรินทร์กำลังสนทนากันอยู่ ๓-๔ รูป (หลังจากที่ไหว้พระสวดมนต์ทำวัตรที่พระอุโบสถเสร็จแล้วตอนเย็น) ก็ได้มีเด็กหญิงคนหนึ่ง อายุ ๑๐-๑๑ ปี แต่งชุดนักเรียนได้เดินเข้ามาหา แล้วนิมนต์ให้ไปรับสังฆทานที่บ้านในวันรุ่งขึ้น แล้วก็เดินไป พระท่านเรียกถามว่าไปที่ไหน ก็ไม่ยอมกลับมา เดินพ้นเขตวัดไป วันรุ่งขึ้นพระ ๓-๔ รูปนั้นก็ไม่ได้เตรียมไปรับสังฆทาน เพราะไม่ทราบว่าไปบ้านไหน แต่ก็ได้ออกบิณฑบาตตามปกติ ในจำนวนพระ ๓-๔ รูปนั้น พระรูปหนึ่งพอเดินไปถึงบ้านนี้ เขาก็นิมนต์รับสังฆทาน เมื่อขึ้นไปบนบ้านเห็นรูปเด็กหญิงคนนี้เข้าก็จำได้ จึงได้พูดว่า "เมื่อเย็นวานนี้ หนูคนนี้ไปนิมนต์พวกอาตมามารับสังฆทาน ยังไม่ทันถามรายละเอียดก็เดินเลยไปเสีย"
คุณแม่ของเธอก็บอกว่า "ท่านคะ เด็กคนนี้จะไปนิมนต์ท่านอย่างไรได้ เธอเสียชีวิตไป ๑ ปีแล้ว ที่ทำบุญสังฆทานในวันนี้ ก็เพื่ออุทิศส่วนบุญให้เธอ เนื่องในวันครบรอบวันตาย ๑ ปีของเธอ"
เมื่อทราบเข้าดังนี้ พระรูปนั้นก็พิศวงงงงวยในเรื่องที่เกิดขึ้น จะไม่เชื่อสายตาของตนก็ใช่ที่ เพราะที่เห็นนั้น ไม่ใช่เห็นคนเดียว นี้คือความแปลกเรื่องหนึ่งสำหรับเด็กหญิงคนนี้ ที่คุณแม่ของเธอเล่าให้หมอฟัง
ในขณะที่คุณหมอยังไม่ออกจากโรงพยาบาล เพราะอาการปวดศีรษะยังไม่ทุเลา ทั้งต้องการที่จะค้นหาสาเหตุและรักษาให้หายขาดเสียสักครั้งหนึ่ง และยังสนใจเรื่องของเด็กหญิงผู้นี้อยู่มาก วันหนึ่ง คุณหมอจึงให้เอาเก้าอี้มาตั้งไว้ข้างหน้าตน แล้วเข้ากรรมฐานเชิญวิญญาณของเด็กหญิงคนนี้มาคุย เมื่อคุยกันไปเรื่อยๆ เด็กหญิงผู้นี้ก็บอกว่า เมื่อชาติก่อนเธอเคยเป็นลูกของคุณหมอ เมื่อคุณหมอทราบว่าเด็กคนนี้ระลึกชาติหนหลังได้ จึงได้ถามถึงสาเหตุของการเจ็บป่วยของตน เธอก็บอกว่า "โรคนี้เกิดจากกรรม ไม่ใช่มีสาเหตุมาจากผิดปกติของร่างกาย จึงรักษาไม่หาย ถ้าไม่เชื่อก็พิสูจน์ดูได้" แล้วบอกวิธีพิสูจน์ว่า "ถ้ามียากินหรือยาฉีดที่ระงับปวดในโรงพยาบาลนี้ เมื่อเริ่มปวดศีรษะแล้วให้กินหรือฉีด ถ้าเป็นโรคทางกายก็จะระงับได้ แต่ถ้าเป็นโรคกรรมก็ระงับไม่ได้ แต่อาการปวดนี้ ปวดอยู่เพียง ๔ ชั่วโมงแล้วก็หยุดหากไม่เชื่อแล้วก็ให้ตั้งนาฬิกาดู" คุณหมอก็พิสูจน์ตามนี้ และปรากฏว่าเป็นจริงตามที่เด็กหญิงนี้บอกทุกอย่าง
ต่อมา คุณหมอก็เข้ากรรมฐานอีกและเชิญวิญญาณนี้มาอีก แล้วถามว่า "การปวดศีรษะของข้าพเจ้านี้เป็นเพราะกรรมอะไร" เธอตอบว่า "เมื่อชาติก่อนที่ท่านเกิดในสมัยรัชกาลที่ ๓ ท่านรับราชการในตำแหน่งราชมัล มีหน้าที่ลงโทษคนผิดให้ยอมรับผิด เช่น ตอกเล็บ บีบขมับ เป็น
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 29
ต้น และท่านได้บีบขมับนักโทษใจแข็งผู้หนึ่งจนตายคามือ เพราะไม่ยอมรับผิด และเขาผู้นั้นขณะนี้ กำลังถูกกักขังอยู่ในนรก ถ้าท่านไม่เชื่อเชิญไปดูได้"
"เชื่อแล้ว ไม่อยากไปดู" คุณหมอกล่าวขึ้น
"ด้วยผลกรรมแห่งนี้ คือกรรมที่บีบขมับนักโทษจนตายคามือ ท่านจึงเกิดโรคปวดหัว" เธอกล่าวสรุป และคุณหมอได้ถามขึ้นต่อไปว่า "กรรมนี้ให้ผลมา ๒๐ ปีกว่าแล้ว เมื่อไรจะหมด " "ต่อจากนี้ไป ๗ เดือน ท่านจะหมดกรรมนี้ และโรคปวดศีรษะก็จะหายไปพร้อมกับการหมดของกรรมนี้" วิญญาณในร่างของเด็กหญิงพิมพวดี กล่าวในที่สุด
ในเดือนที่คุณหมอนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล และสนทนากับเด็กหญิงคนนี้อยู่นั้น เป็นเดือนกุมภาพันธ์ พอถึงเดือนสิงหาคม อันเป็นเวลาครบ ๗ เดือนพอดีตามที่เด็กบอกไว้ โรคปวดศีรษะของคุณหมอหายดังปลิดทิ้ง ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลยจนกระทั่งปัจจุบัน นับเป็นเรื่องที่แปลกแต่จริง ซึ่งได้เกิดขึ้นแล้ว
คุณหมอผู้นี้ ขณะที่ปวดศีรษะอย่างหนักจนถึงกับต้องเข้านอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชนั้น ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่นายแพทย์ ในฐานะรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลได้ จึงได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนี้เสีย และในเดือนสิงหาคมอันเป็นเดือนกำหนดที่คุณหมอหายจากโรคกรรมนี้นั้น คุณหมอได้สร้างพระพุทธรูปขึ้น ๑ องค์ และได้นิมนต์พระไปทำพิธีพุทธาภิเษกที่วัดราชาธิวาส ท่านเจ้าคุณผู้เล่าเรื่องนี้ก็ได้รับนิมนต์ไปทำพิธีพุทธาภิเษกอยู่ในงานนี้ด้วย ทำพิธีอยู่จนเกือบสว่างจึงได้รียกลับวัด และในวันต่อมาท่านจึงได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณหมอให้ผู้เขียนฟัง เมื่อคุณหมอหายจากโรคนี้แล้วก็ได้ออกไปประกอบอาชีพส่วนตัว ตั้งคลีนิคอยู่ที่เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร และยังประกอบอาชีพนี้อยู่จนกระทั่งปัจจุบัน
เรื่องที่เกิดกับตนเองนี้ ทำให้คุณหมอเชื่อคำสอนทางพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก โดยเฉพาะเรื่องกฏของกรรม และการเกิดใหม่ เพราะการเจ็บป่วยที่คุณหมอได้ประสบมาและสิ้นสุดลงแล้วนั้น เป็นเรื่องของกรรมบันดาล คือ การบันดาลของกรรมที่ตนทำไว้เอง หาใช่การบันดาลของอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ หรือของเหตุภายนอกอย่างอื่นไม่.
ขอกลับมาเกิด
เรื่องนี้ ท. เลียงพิบูลย์ ได้เขียนไว้ในกฏแห่งกรรม เห็นว่ามีประโยชน์ในการพิสูจน์เรื่องตายแล้วเกิดใหม่ จึงขออนุญาตจากนายแพทย์ดำรงศักดิ์ เลียงพิบูลย์ ผู้เป็นบุตรของท่าน เอามาลงพิมพ์ไว้ในหนังสือนี้ )
เรื่องต่อไปนี้ นับเป็นเรื่องประหลาดมหัศจรรย์ที่ได้เกิดขึ้น ผู้เล่าชื่อ คุณบรรจง ชาญทนานนท์ อยู่แขวงคลองสาน ธนบุรี คุณบรรจงก็เริ่มเล่าสาเหตุที่บุตรสาวของตนถึงแก่กรรมให้ฟังว่า
บุตรสาวผมชื่อว่า ด.ญ. มิ่งขวัญ อายุ ๑๐ ขวบ มีพี่เลี้ยงชื่อ นางละม่อม อายุ ๕๐ กว่า ด.ญ. มิ่งขวัญ มีชื่อเล่นว่า ปัง ตามปกติเด็กหญิงมิ่งขวัญแกรักนางละม่อมมาก เพราะเลี้ยงมาตั้งแต่เล็กๆ ลับหลังผมและภรรยา เด็กหญิงมิ่งขวัญจะเรียกนางละม่อมว่าแม่ และชอบเคล้าเคลียกับนางละม่อม รักใคร่อย่างสนิทสนม ตามปกติผมกับภรรยาออกจากบ้านไปทำงานแต่เช้ากลับตอนเย็น ปล่อยให้ลูกอยู่กับพี่เลี้ยง
เหตุเกิดขึ้น วันนั้นผมยังจำได้ดีว่าเป็นวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ เวลานั้นโรงเรียนใกล้จะเปิดอยู่แล้ว นางละม่อมได้พาลูกสาวผมไปด้วย จะไปฝากลูกชายแกเข้าโรงเรียนที่วัดแจงร้อน ส่วนลูกสาวผมได้เรียนอยู่ที่วัดใกล้บ้าน
หลังจากฝากเรียนเรียบร้อยแล้ว นางละม่อมกับลูกสาวผม ก็ยืนรอรถประจำทางที่ราษฎร์บูรณะ เพื่อขึ้นรถพาลูกสาวผมกลับบ้าน ในขณะยืนรอรถอยู่นั้น ก็พอดีมีรถบรรทุกสิบล้อกับรถห้องเย็นได้สวนมาชนกันอย่างแรง รถถอยหลังมาชนเอานางละม่อมกับลูกสาวผมที่ยืนอยู่อย่างไม่ทันรู้ตัว เพราะชนกันรถกระแทกจึงถอยอย่างแรง ทำให้ลูกผมและคนเลี้ยงได้ตกไปอยู่ข้างทาง จมอยู่ในน้ำตายทั้งคู่ เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครรู้ว่าชะตากรรมของลูกผมกับพี่เลี้ยงจะจบอย่างนี้
ผมกับภรรยาพอรู้เรื่องใจหายลมจะจับ ทำอะไรไม่ถูก มือเท้าอ่อนหมดแรง เพราะลูกอยู่ในบ้านเดียวกัน เมื่อผมกลับจากทำงานก็เห็นหน้าลูกเช้าเย็น เมื่อมาบ้านไม่เห็นหน้าลูกนึกถึงแล้วใจหาย ลูกสาวผมเป็นคนฉลาดน่ารัก อ่อนหวาน เป็นที่รักของคนในหมู่บ้านที่รู้จัก
เมื่อลูกผมตายจากไปแล้ว บางคนในหมู่บ้านรู้ข่าวก็เสียใจร้องไห้เลย ป่วยเป็นไข้ก็มี เรื่องนี้คุณประสิทธิ์และคุณประวัติ ได้สัมภาษณ์ผู้อยู่ใกล้บ้านมาแล้ว
คุณบรรจงบอกว่า ผมคิดว่าตัวผมเป็นพ่อบ้านหัวหน้าครอบครัว ถ้าจะทำใจอ่อนแอเศร้าโศกเสียใจ ก็จะทำให้คนในครอบครัวอ่อนแอไปด้วย ผมจึงตัดสินใจคิดว่า คนเรามีกรรมเป็นของตัวเอง เมื่อตายไปแล้วจะเสียอกเสียใจปานใดเด็กก็ไม่ฟื้น ผมก็หักใจได้ จึงปลอบคนในบ้านให้หายความเศร้าลงบ้าง
หลังจากวันตายของลูกสาวผมกับนางละม่อมพี่เลี้ยง ได้ผ่านไปแล้วประมาณ ๑ เดือน
คืนหนึ่งผมรู้สึกว่าผมฝันไป แต่คล้ายกับเป็นความจริง ในความฝัน
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 30
รู้สึกว่าผมตื่นขึ้นมานั่งเวลาประมาณตีหนึ่ง มองเห็นนางละม่อมเดินเข้ามา ผมก็เข้าไปทักว่า
"น้าม่อม ตั้งแต่เสียไปแล้วยังไม่เคยพบเลย"
เวลานั้น ผมรู้ว่าแกตายไปแล้ว ผมเดินไปจับมือ นางละม่อมนั่งคอยหลีกเลี่ยง ที่สุดผมก็จับมือได้ ทำให้ผมสะดุ้ง เพราะมือนางละม่อมเย็นยังกับแช่แข็ง จึงคิดว่าคนตายตัวเย็นอย่างนี้เอง และเมื่อนางละม่อมลุกขึ้น ผมก็บอกว่า
"น้าม่อม อย่าเพิ่งไปซี ยังไม่ได้ถามอะไรเลย"
แกตอบว่า "ยังไม่ไปไหนหรอก เพราะขออนุญาตเขามา มีเวลาชั่วโมงหนึ่ง"
ผมก็บอกว่า "ดีแล้ว เราจะได้มีเวลาคุยกันมากหน่อย" นางละม่อมบอกว่า "การที่พาลูกสาวคุณไปตายในครั้งนี้ขออย่าโทษฉันเลย"
ผมก็บอกว่า "ผมไม่โทษหรอก เพราะเรื่องเหล่านี้แล้วแต่เป็นเรื่องของกรรมแต่ละคน โทษกันไม่ได้ เพราะเกิดอุบัติเหตุไม่มีทางป้องกัน"
นางละม่อมก็บอกว่า "ดีแล้วฉันก็จะได้สบายใจ"
ผมก็บอกว่า "ที่ผมทำบุญสังฆทานอุทิศส่วนกุศลไปให้น้าม่อม ได้รับหรือเปล่า"
แกก็บอกว่า "ได้รับ"
ผมก็บอกว่าได้เรียกร้องเงินจากเจ้าของรถมาได้เท่าไร ผมก็มอบให้ครอบครัวน้าม่อมหมด ส่วนค่าทำศพซื้อโลง และทำบุญเลี้ยงพระ ผมเป็นคนออกให้ทั้งสิ้น จากนั้นผมยังให้ลูกชายนางละม่อมบวชเณรหน้าไฟเมื่อเวลาเผาศพ ผมเป็นเจ้าภาพตลอดงาน เป็นเงินส่วนตัว และได้พูดถึงสามีแกเขาจะทำบุญบ้าน จะช่วยอะไรได้บ้างไหม
แกบอกว่า "อย่าไปยุ่งกับเขาเลย ให้เขาทำตามเรื่องราวของเขา"
ผมก็บอกว่า "ผมถือว่าน้าม่อมก็เหมือนเป็นสมาชิกในครอบครัวเราผู้หนึ่ง มีอะไรต้องช่วยกันเท่าที่จะช่วยได้ การเสียเงินเสียทองไม่เป็นไร"
เสียงนางละม่อมพูดว่า "ถ้าคิดอย่างนั้นก็ตามใจ" แล้วแกก็พูดอย่างหนักแน่นว่า
"การที่ฉันพาปังไปตายคราวนี้อย่าเสียใจเลย ปีหน้าฉันจะพามาส่งคืน คราวนี้คุณจะได้ลูกสาวอันแท้จริงมาเกิด"
ผมก็ถามอย่างตื่นเต้นว่า "ที่น้าม่อมพูดมานี้เป็นความจริงหรือ ฉันจะได้ลูกคืน"
นางละม่อมพูดอย่างหนักแน่นว่า "จริงๆ"
แต่แล้วในความรู้สึกของผมว่าเป็นเวลาประมาณตี ๒ กว่า ผมก็ล้มตัวลงนอนหลับไป คิดว่าเป็นเวลาพอดีหนึ่งชั่วโมงที่นางละม่อมได้รับอนุญาตให้มาได้
รุ่งเช้าผมตื่นนอนแล้ว มาคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผมฝัน จะว่าเป็นความฝันก็ไม่ได้ เพราะมันแจ่มแจ้งชัดเจน หรือจะพูดว่าครึ่งหลับครึ่งตื่นก็ไม่ใช่ เหมือนรู้สึกตัวว่าตื่นมากกว่าหลับ ถ้อยคำทุกตอนผมยังจำได้แม่นยำ น้ำเสียงของนางละม่อมที่พูดก็ยังก้องหูไม่จาง ผิดกว่าความฝันธรรมดา ซึ่งตื่นขึ้นกลับจับต้นชนปลายไม่ถูก ผมได้เล่าความฝันให้แม่บ้าน และคนในบ้านฟังด้วยความตื่นเต้น ทำให้ผมยังคิดสงสัยไปว่า จะเป็นความจริงได้หรือ เพราะระยะที่ภรรยาผมคลอดเด็กหญิงมิ่งขวัญผ่านมาสิบปี ไม่มีวี่แววจะเกิดบุตรอีก แม้ ๓ ปีแรกจะคุมกำเนิด
ทำให้ผมอยากจะไปหาคนที่ทรงเจ้าเข้าผี จะได้สอบถามให้รู้เรื่องว่าจะตรงกับความฝันไหม ที่สุดผมก็ได้ข่าวว่าที่ฝั่งธนฯ มีคนทรงเป็นจีน ผมกับภรรยาก็เดินทางไปหา พบกับคนทรง ดูท่าทางคนทรงอายุประมาณ ๓๐ กว่า จึงบอกความประสงค์ เขาถามว่า จะต้องการทรงวิญญาณชื่ออะไร ผมก็บอกว่า อยากพบกับวิญญาณของนางละม่อม เมื่อทางคนเข้าทรงทราบความประสงค์ก็มีการท่องชื่อนางละม่อม ให้สำเนียงเรียกชื่อให้ถูกต้องแล้วท่องบ่นเป็นภาษาจีน ฟังเสียงคล้องจอง เป็นคำอัญเชิญวิญญาณของนางละม่อม เพราะได้กล่าวชื่อนางละม่อมทุกระยะ สักครู่หนึ่งก็รู้สึกว่าคนทรงมีกิริยาท่าทางเปลี่ยนไป รู้สึกว่าวิญญาณกำลังจะเข้าสิงในร่างคนทรง แต่แล้วก็ไม่แน่ใจว่าเป็นวิญญาณของนางละม่อม ก่อนจะพูดเรื่องอะไรก็มีเสียงถามผมว่า "อยู่สบายดีหรือ"
ผมก็บอกว่าสบายดี แล้วก็ถามถึงเด็กที่บ้าน ผมก็บอกว่าทุกคนสบายดี แล้วนางละม่อมก็ถามถึงคนโน้นคนนี้ ที่แกเคยรู้จักชอบพอเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ ทุกคนที่นางละม่อมถามถึง ผมก็บอกว่าอยู่สบายดี และถามถึงบุตรชายของผมว่าทำไมไม่พามาด้วย ผมก็บอกว่ามาไม่ได้เพราะกำลังเรียนหนังสือ แล้วผมถามว่า น้าม่อมเป็นอย่างไรสบายดีหรือ แกก็บอกว่าสบายดี ผมถามว่า น้าม่อมได้รับผลบุญที่ใส่บาตรและทำสังฆกรรมกรวดน้ำไปให้ ได้รับหรือเปล่า แกก็บอกว่าได้รับแล้ว ไม่รู้จะว่าอย่างไร ขอขอบใจมากๆ นะ กิริยาท่าทางเหมือนเมื่อนางละม่อมครั้งมีชีวิตอยู่ ผมถามว่า เมื่ออาทิตย์ที่แล้วน้าม่อมได้ไปเข้าฝันฉันที่บ้าน น้าม่อมต้องการอะไรที่ขาดเหลืออะไรบ้าง ฉันจะได้ทำบุญอุทิศมาให้ นางละม่อมพูดว่าวันนั้นฉันบอกว่าการทำบุญให้ฉันก็ขอบใจแล้ว ไปเยี่ยมบอกข่าวเรื่องลูกสาวเท่านั้น วันนี้ฉันก็อยู่นานไม่ได้ต้องลาไปก่อน ขอบใจมากนะอุตส่าห์มาเยี่ยมฉัน ขอให้โชคดีนะ
เมื่อพูดเสร็จก็รู้สึกว่
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 31
า วิญญาณของนางละม่อมออกจากร่างคนทรงไป กิริยาท่าทางเหมือนเมื่อนางละม่อมครั้งยังมีชีวิตอยู่ เมื่อคนทรงรู้สึกตัวแล้ว ผมก็ขอร้องให้ชาวจีนคนทรง ขอให้เรียกวิญญาณลูกสาวผม บอกชื่อเล่นว่าปัง แต่แล้วก็ได้ยินเสียงคนเหล่านั้นพูดเป็นกลอนภาษาจีนแบบเดิม นอกจากเปลี่ยนชื่อเป็นอาปังหลายครั้ง เพื่อเรียกวิญญาณของลูกสาวผมมาเข้าร่าง สักครู่หนึ่งเขาก็หยุด ดูกิริยาท่าทางของคนทรงกำลังจะมีวิญญาณเข้ามาในร่าง อีกสักครู่หนึ่งก็พูดอ้อแอ้เป็นภาษาไทย ผมก็ถามว่า ปังลูกพ่อใช่ไหม เสียงตอบว่า "ใช่จ้ะ"
ผมก็ถามต่อไปว่า "ปัง ลูกสบายดีหรือ"
เสียงตอบว่า "ปังสบายดีอยู่กับน้าม่อม พี่ใหญ่ไม่เห็นมา และพี่รองก็ไม่เห็นมาเลย พวกที่บ้านเขาสบายดีหรือ"
ผมก็บอกว่า "สบายดี ทุกคนเขาก็เป็นห่วงปัง คิดถึงปัง ปังเป็นห่วงพ่อแม่พี่น้องบ้างหรือเปล่า"
เสียงออกจากคนทรงว่า "ปังเป็นห่วง ปังคิดถึงพ่อแม่ ปังมีพี่น้อง ๔ คน เดี๋ยวนี้เหลือ ๓ คนเท่านั้น"
ผมรู้สึกแปลกๆ ที่วิญญาณลูกผมรู้จักว่ามีพี่น้อง ๔ คน เวลานี้เหลือ ๓ คน ซึ่งสิ่งเหล่านี้พวกคนทรงไม่มีใครรู้เรื่อง ผมจึงถามปังว่า "ลูกต้องการอะไรที่ขาดเหลือ พ่อจะหามาทำบุญ อุทิศส่วนกุศลมาให้"
เสียงปังพูดว่า "ไม่ต้องหรอก เพราะลูกจะเกิดใหม่ ลูกจะเกิดเป็นลูกพ่อลูกแม่ในปีหน้านี้แล้ว"
ผมถามว่า "ลูกมาเกิดเป็นลูกแล้ว จะมีอะไรเป็นเครื่องหมายให้พ่อแม่รู้ว่าลูกกลับมาเกิดแน่"
ปังบอกว่า "ถ้าหนูมาเกิดคราวนี้ ก็จะให้ลาภกับพ่อแม่นะ และมีเครื่องหมายที่แขนและที่ตัว"
ผมจึงบอกว่า "ถ้าลูกมาเกิดคราวนี้ ขอให้มีอายุยืนยาวอยู่นานๆ นะ"
เสียงแม่บ้านผมเขาถามว่า "แม่อุทิศเสื้อผ้าไปให้ลูกนั้นได้รับหรือเปล่า แล้วใส่ได้ไหม"
แกตอบว่า "ได้รับและใส่ได้ ลูกจะไปละนะ อยู่นานไม่ได้ ลูกจะต้องลาก่อนละนะ เมื่อลูกมาเกิดจะให้ลาภพ่อแม่นะ"
หลังจากวันเข้าทรงแล้ว เมื่อลูกผมบอกว่าจะกลับมาเกิดใหม่ ตรงกับนางละม่อมบอกในฝันครั้งแรก ผมจึงแน่ใจ ก็บอกกับหมู่ญาติและเพื่อนบ้านใกล้เคียง ปังลูกสาวผมจะกลับมาเกิดใหม่ในปีหน้า
คุณประสิทธิ์ ถามว่า เหตุใดคุณบรรจงจึงแน่ใจว่าลูกสาวคุณต้องกลับมาเกิดใหม่ มีอะไรทำให้แน่ใจ คุณบรรจงบอกว่า ที่ผมแน่ใจครั้งแรกผมฝันถึงนางละม่อมมาบอกว่า จะนำลูกอันแท้จริงมาคืนให้ในปีหน้า เมื่อไปเข้าทรงลูกสาวผมก็บอกจะกลับมาเกิดเป็นลูกผม นี่เหตุผล เพราะมันตรงกันไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ ผมจึงไปบอกเพื่อนบ้านและญาติเพื่อให้รับรู้ไว้ก่อน ต่อมาภรรยาผมก็ตั้งครรภ์ ผมก็ดีใจ เพราะในระยะหลังจากเด็กหญิงปัง หรือเด็กหญิงมิ่งขวัญเกิดแล้ว ภรรยาผมก็ไม่เคยมีลูกอีกเลย
ต่อจากนั้น วันเวลาผ่านไปครรภ์ก็ค่อยๆ เติบโต จนถึงวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๒๒ พอดีครบรอบปีตรงกับวันตายของลูกสาวผม เช้ามืดวันนั้นภาายาผมตื่นขึ้นมาจัดการทำบุญใส่บาตรพระตอนเช้า แต่ทำบุญเสร็จก็บ่นว่าชักจะเจ็บท้อง เวลานั้นเป็นเวลาย่ำรุ่งกว่าๆ ผมก็เลยบอกให้รีบอาบน้ำแล้วไปกราบพระพุทธ เสร็จแล้วผมก็รีบนำแกขึ้นรถไปส่งที่โรงพยาบาลหัวเฉียว ถึงโรงพยาบาลประมาณ ๘ โงเช้า ภรรยาผมก็คลอดบุตรออกมาเป็นหญิง เมื่อคุณบรรจงเล่า ปล้วก็ชี้ให้เราดูเด็กหญิงเล็กๆ กำลังหลับสนิทอยู่ในเปลผ้า พี่เลี้ยงกำลังแกว่งไกวไปมา
ข้าพเจ้ามองดูแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า เด็กหญิงเล็กๆ ผู้เพิ่งจะลืมตาดูโลก มีอายุเพียง ๓ เดือนกว่า มีประวัติลึกลับซับซ้อนเป็นเรื่องมหัศจรรย์ คิดว่าเราจะต้องติดตามเป็นระยะกว่าแกจะเติบโตพอที่จะพูดได้ เกิดความรู้สึกว่า อาจมีสิ่งลี้ลับแฝงอยู่ในตัวเด็กหญิงผู้นี้ เมื่อโตพอจะพูดเรื่องอดีตชาติ คงจะเกิดประโยชน์แก่สังคมที่สนใจ ที่ได้เริ่มปะติดปะต่อไว้ก่อน ถ้าหากไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็เหมือนเด็กธรรมดาทั่วไป
วันนั้น เราได้ข้อความมาจากคุณบรรจงบันทึกไว้ พอเรียบเรียงเริ่มแรกชั้นต้น ก่อนที่จะลาออกจากบ้าน คุณบรรจงบอกว่า เมื่อวันที่เด็กหญิงคลอดออกมาแล้ว คืนนั้นผมได้ฝันว่า จำได้ว่าคืนนั้นผมตื่นขึ้นรู้สึกกระหายน้ำ ลุกขึ้นมาดื่มน้ำเวลาประมาณตี ๑ กว่าๆ แล้วกลับไปนอน คราวนี้ ผมก็ฝันเห็นนางละม่อมเข้ามาหาผม แต่งตัวนุ่งขาวห่มขาวแล้วพูดกับผมว่า "โยม ได้เอาลูกที่แท้จริงมาส่งคืนให้แล้วนะ"
ผมก็บอกว่ารับไว้แล้วเมื่อเช้านี้ แต่ทำไม น้าม่อมต้องนุ่งขาวด้วยล่ะ
แกบอกผมว่า เวลานี้แกไปถือศีลอยู่กับเจ้าแม่ขุนด่าน มีความสงบสบายแล้ว
ผมก็เลยถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวผมครั้งนี้เป็นเรื่องราวมหัศจรรย์ ผมจะนำออกเผยแพร่ให้รู้กันทั่วไป จะมีอะไรผิดหรือมีข้อห้ามหรือเปล่า
นางละม่อมบอกว่า เรื่องนี้พูดไปเถิดไม่เป็นไร เพราะคนสมัยนี้เขาไม่เชื่อบุญเชื่อบาป จิตใจมันถึงเลวทรามต่ำช้า สร้างกรรมชั่
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 32
ว เห็นแก่ตัว เมื่อได้เผยแพร่เรื่องนี้ ก็คงจะทำให้คนเกิดกลัวบาปขึ้นมาบ้าง จิตใจจะได้ดีขึ้น รู้จักศีลธรรม บ้านเมืองก็จะอยู่กันด้วยความสงบสุข ผู้คนจะไม่เห็นแก่ตัวเกินไป
คืนนั้น ผมฝันเห็นนางละม่อมครั้งสุดท้าย แล้วผมก็ไม่ฝันเห็นนางละม่อมตลอดมาจนบัดนี้
เมื่อต้นเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๒๓ คุณประสิทธิ์ การุญญวณิช ได้ไปหาคุณบรรจงที่บ้าน เพื่อจะได้สังเกตุเด็กหญิงเล็กๆ ผู้นั้นว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง วันนั้นจำได้ว่าเป็นวันอาทิตย์ คิดว่าคุณบรรจงกับภรรยาอยู่บ้าน คุณประสิทธิ์ไม่ได้โทรศัพท์นัดไว้ก่อน เมื่อคุณประสิทธิ์ไป ก็ปรากฏว่าคุณบรรจงกับภรรยาไม่อยู่บ้าน คุณประสิทธิ์เดินกลับออกมา พอมาถึง ห่างจากหน้าบ้านไม่ไกลนัก ก็มองเห็นหญิงสาวกำลังอุ้มเด็กเล็กยืนอยู่ข้างทาง พอเด็กหญิงเล็กๆ ผู้นั้น มองเห็นข้าพเจ้าก็หัวเราะ ดิ้นรนแสดงความดีใจอยู่ในอ้อมอกของพี่เลี้ยง สะบัดมือสะบัดเท้าแสดงท่าทางอยากจะโผมาให้ข้าพเจ้าอุ้ม จึงนึกสงสัย ถามผู้ที่กำลังอุ้มอยู่ว่า นี้ลูกคุณบรรจงที่ตายแล้วกลับมาเกิดใช่ไหม พี่เลี้ยงบอกว่า ใช่ เมื่อข้าพเจ้าอ้ามือออกไปทำท่าจะอุ้ม เด็กก็โผจากพี่เลี้ยงมาหาข้าพเจ้าทันที เหมือนเป็นคนคุ้นเคยสนิทชิดเชื้อมานาน เด็กเอาหัวตะแคงพาดบนไหล่ข้าพเจ้า แล้วก็หัวเราะแสดงท่าทางดีใจร่าเริง ข้าพเจ้าก็นึกแปลกใจ
คุณประสิทธิ์ มองเห็นแล้วก็ร้องออกมาอย่างประหลาดใจว่า ไม่น่าเชื่อเด็กหญิงเล็กๆ จะโผเข้ามาให้คนแปลกหน้าอุ้มอย่างดีอกดีใจเช่นนี้ ทั้งเป็นผู้สูงอายุด้วย คงหายาก เป็นเรื่องแปลกมาก
เมื่อกลับมาถึงบ้านคืนนั้น ข้าพเจ้าได้โทรศัพท์ไปถามคุณบรรจงว่า ลูกสาวคุณตามปกติให้คนอุ้มง่ายๆ ไม่แปลกหน้าใช่ไหม ได้ยินคุณบรรจงบอกว่า ปกติแกไม่ยอมให้ใครอุ้มง่ายๆ ถ้าไม่คุ้นเคยใกล้ชิดกันจริงๆ ก็ไม่ยอมให้อุ้ม มักจะหันหน้าหนีพยายามกอดคอพี่เลี้ยงไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยให้ใครดึงไปจากพี่เลี้ยง
ข้าพเจ้าบอกคุณบรรจงว่า วันนี้ผมไปที่บ้านคุณ แต่คุณไม่อยู่ ลูกสาวคุณโผมาทำท่าจะให้ผมรับมาอุ้ม นับเป็นเรื่องแปลก ทั้งๆ ที่แกก็ไม่เคยเห็นหน้าผมมาก่อน เพราะครั้งแรกผมไปแกก็นอนหลับ เวลาผมกลับก็ยังไม่ตื่น คุณบรรจงบอกว่า ผมทราบจากพี่เลี้ยงของลูกสาวผมแล้ว ก็นึกแปลกใจเหมือนกัน
ข้าพเจ้าบอกว่า ผมจะเยี่ยมหนูคนนี้ เมื่อเวลาอายุ ๑ ขวบ และ ๒ ขวบ กว่าแกจะพูดได้ ผมแน่ใจว่าคงได้เรื่องที่แปลกประหลาดที่เป็นประโยชน์ เพื่อบันทึกไว้เป็นตอนๆ คงจะได้ข้อคิดเห็นอีกไม่มากก็น้อย ท่านที่สนใจคงจะได้อ่านต่อไป
บังเอิญเช้าวันอาทิตย์ที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๒๓ ข้าพเจ้าได้รับข่าวความเคลื่อนไหวทางโทรศัพท์เพิ่มเติมจากคุณบรรจง ชาญทนานนท์ ผู้เป็นบิดาว่า เด็กหญิงเล็กๆ กลับชาติมาเกิดเป็นบุตรสาว บัดนี้อายุประมาณ ๙ เดือน รู้สึกว่ามีกิริยาท่าทางเฉลียวฉลาด ผิดกว่าเด็กธรรมดารุ่นเดียวกัน ซึ่งบัดนี้เดินได้แข็งแรงแล้ว แม้จะพูดจาคำสั้นๆ แต่สำเนียงชัดถ้อยชัดคำฟังได้ชัดเจน
ข้อคิดเห็นสำหรับเรื่องนี้ว่า โลกมนุษย์ในยุคนี้แม้เจริญเพียงใด แต่ก็ยังมีสิ่งลี้ลับแฝงอยู่ทั่วไป กระผมคิดเปรียบเทียบไม่ได้ว่า วิทยาศาสตร์เหมือนเวลากลางวัน ส่วนความลี้ลับมหัศจรรย์เหมือนเวลากลางคืน เหมือนของคู่กัน.
เทพเจ้าชักนำ
พระพุทธศาสนายอมรับว่าเทวดาหรือเทพเจ้ามีอยู่จริง แต่ไม่ยอมรับอำนาจของเทพเจ้าที่มีอำนาจสร้างสรรพสิ่งต่าง ๆ อย่างที่ศาสนาประเภทเทวนิยมเชื่อกัน พระพุทธศาสนาถือว่าการเกิดเป็นเทวดาหรือเป็นเทพเจ้า ก็ด้วยอำนาจบุญกุศลที่ตนได้ทำไว้ แต่เมื่อหมดบุญแล้ว เทพเจ้าเหล่านั้นก็ต้องจุติไปเกิดในกำเนิดใดกำเนิดหนึ่ง ซึ่งอาจจะมาเกิดเป็นมนุษย์ก็ได้ แม้มนุษย์หรือสัตว์ดิรัจฉานที่ทำกรรมดีไว้ เมื่อตายไปก็อาจจะไปเกิดเป็นเทพเจ้าในสวรรค์ชั้นใดชั้นหนึ่งก็ได้ ตามอำนาจกรรมดีและกรรมชั่วที่ตนได้ทำไว้ แม้พระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายก่อนที่จะมาอุบัติในพระชาติสุดท้ายนี้ ในชาติก่อน ๆ จากนี้ พระองค์ทรงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพน้อยภพใหญ่จนนับครั้งไม่ถ้วน บางชาติก็เกิดมาเป็นมนุษย์ บางชาติก็เกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน บางครั้งก็เกิดในนรก บางชาติก็เป็นเทวดา หรือเป็นพระพรหมอยู่บนสวรรค์ ซึ่งผู้ที่ศึกษาพระพุทธศาสนาทั่วถึงแล้ว ย่อมทราบได้โดยไม่ยากเลย
เรื่องเทพเจ้าหรือเทวดา ก็เป็นส่วนหนึ่งในคำสอนของพุทธศาสนา เพราะเป็นการยืนยันถึงการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ที่ยังท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ ดังหลักฐานยืนยันจากเรื่อง ๓ เรื่อง อันเกี่ยวกับเทวดาผู้ชักนำมนุษย์มานับถือพระพุทธศาสนา มีทั้งเรื่องในอดีตและเรื่องในปัจจุบัน ซึ่งข้าพเจ้าจะได้นำมากล่าวแต่โดยย่อ ดังต่อไปนี้
พระพาหิยะ ผู้ตรัสรู้เร็ว
เรื่องนี้ปรากฏในอรรถกถาธรรมบท ภาค ๔ โดยใจความว่า ในกาลครั้งหนึ่ง พวกมนุษย์เป็นจำนวนมากได้เดินเรือในมหาสมุทรอินเดีย เมื่อเรือที่โดยสารไปเกิดอับปางลงในทะเลหลวง ก็ตกเป็นเหยื่อของสัตว์น้ำในท้องทะเลหลวงนั้นหมดทุกคน เว้นไว้แต่ชายคนหนึ่งผู้มีนามว่า พาหิยะ ที่ร
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 33
อดชีวิตมาได้ เขาได้เกาะแผ่นกระดานแผ่นหนึ่ง พยายามว่ายน้ำจนรอดชีวิตมาขึ้นฝั่งที่ท่า สุปปารกะ แต่อนิจจา เขาไม่มีเครื่องนุ่งห่มติดกายอยู่เลยแม้แต่ชิ้นเดียว เมื่อขึ้นฝั่งแล้ว เนื่องจากเขาไม่ได้เครื่องนุ่งห่มอะไรอื่น จึงได้ใช้เปลือกปอพันไม้แห้งเข้าแล้วทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม ได้หยิบกระเบื้องจากเทวาลัยแห่งหนึ่งมาทำเป็นภาชนะสำหรับขอทาน แล้วเดินทางไปถึงท่าสุปปารกะ
พวกประชาชนที่ท่าเรือแห่งนั้นเห็นเขาแล้ว ก็ได้ให้ข้าวต้มและข้าวสวยเป็นต้น แก่เขา ต่างก็พากันพูดยกย่องว่า "ชายผู้นี้เป็นพระอรหันต์ไกลจากกิเลสผู้หนึ่ง" เมื่อประชาชนนำผ้ามาให้ เขาก็ไม่ยอมรับ ด้วยคิดเห็นว่า "ถ้าเรานุ่งหรือห่มผ้าแล้ว ลาภสักการะของเราก็จะเสื่อม การที่คนมานับถือเราก็เพราะเขาเห็นเราไม่นุ่งผ้านั่นเอง" เขาจึงนุ่งแต่เปลือกไม้ คนทั้งหลายจึงเรียกชื่อเขาว่า "ทารุจีริยะ" แปลว่า "ผู้นุ่งห่มเปลือกไม้"
ต่อมา เมื่อคนเป็นจำนวนมากเรียกเขาว่าเป็นพระอรหันต์ เขาก็เกิดเข้าใจว่าตนเองเป็นพระอรหันต์จริง ๆ แต่ภายหลังเทวดาองค์หนึ่ง ซึ่งเคยเป็นเพื่อนกันมาเมื่อชาติก่อนโน้น มาเตือนเขา ทำให้เขาคิดได้ แล้วเขาได้เดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า จนได้สำเร็จพระอรหันต์ในที่สุด
เขามีความสัมพันธ์กับเทวดาองค์นี้อย่างไร เทพเจ้าองค์นี้จึงมาช่วยเขา เชิญผู้สนใจติดตามต่อไป
เล่ากันมาว่า เมื่อศาสนาของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า กัสสปะ เสื่อมถอยลง (พระกัสสปะพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ในบรรดาพระพุทธเจ้า ๕ องค์ ซึ่งมาตรัสรู้ในกัปนี้ และได้ตรัสรู้ก่อนพระพุทธเจ้าของเรา) ณ กาลครั้งนั้น มีภิกษุ ๗ รูป เห็นพวกภิกษุสามเณร ประพฤติย่อหย่อนต่อพระธรรมวินัย ก็เกิดความสลดใจ ได้ปรึกษาตกลงกันว่า "ตราบใคที่พระศาสนายังไม่เสื่อมสูญไป ตราบนั้นพวกเราจะทำที่พึ่งให้แก่ตนให้ได้" ปรึกษาตกลงกันแล้ว จึงไปไหว้เจดีย์ทอง อันเป็นพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระกัสสปะพุทธเจ้า แล้วพากันเข้าสู่ป่า พบภูเขาลูกหนึ่ง จึงพูดกันว่า "ผู้ที่มีความอาลัยในชีวิตอยู่ ก็จงพากันกลับไป ส่วนผู้ที่ไม่มีความห่วงใยในชีวิตแล้ว จงพากันขึ้นภูเขาลูกนี้" พูดเสร็จก็ได้พาดบันไดขึ้น แล้วทั้ง ๗ รูป จึงได้ปีนขึ้นไปยังภูเขานั้นทางบันไดที่พาดนั้น เมื่อขึ้นเรียบร้อยแล้ว ก็ให้ผลักบันไดลงเสีย แล้วตั้งหน้าปฏิบัติสมณธรรมกันอย่างจริงจัง เพื่อหวังบรรลุมรรคผลอันเป็นจุดหมายสูงสุดของแต่ละท่าน
พอผ่านไปได้คืนเดียวเท่านั้น ในจำนวนพระทั้ง ๗ รูป พระสังฆเถระ (คือผู้ที่มีพรรษาแก่กว่าทุกรูป) ก็ได้สำเร็จพระอรหันต์เป็นรูปแรก และท่านสามารถไปนำบิณฑบาตรจากที่ไกลมาถวายพระภิกษุ ๖ รูป แต่ทุกรูปปฏิเสธไม่ยอมฉันโดยกราบเรียนว่า "ท่านครับ ก็พวกผมได้ทำกติกากันไว้หรือว่า ถ้าผู้ใดสำเร็จพระอรหันต์ก่อน รูปที่ยังไม่สำเร็จจะฉันบิณฑบาตรที่ผู้สำเร็จอรหันต์นั้นนำมา"
"ไม่ได้ทำกันไว้ดอกคุณ" พระสังฆเถระตอบ
"ถ้าอย่างนั้น แม้พวกกระผมก็จะทำคุณวิเศษให้เกิดขึ้นเหมือนอย่างท่าน แล้วจะไปนำบิณฑบาตรมาฉันด้วยตนเอง" ภิกษุอีก ๖ รูป กล่าวอย่างหนักแน่น และไม่ยอมฉันบิณฑบาตร ที่พระสังฆเถระนำมาถวาย
พอถึงวันที่สอง พระเถระรูปที่สองก็ได้บรรลุพระอนาคามิผล แล้วไปบิณฑบาตรมาถวายภิกษุอีก ๕ รูป แต่ทั้ง ๕ รูปก็ไม่ยอมฉัน โดนกล่าวยืนยันอยู่เหมือนเดิม
ในที่สุด พระเถระที่สำเร็จพระอรหันต์ก็ได้ปรินิพพาน ส่วนรูปที่ได้เป็นพระอนาคามีไปบังเกิดเป็นพระพรหมในพรหมโลก อันเป็นเทพเจ้าชั้นสูงตามหลักในพุทธศาสนา แต่อีก ๕ รูปที่ยังเหลือ เมื่อไม่อาจจะได้บรรลุมรรคผลอันใด ผ่ายผอมหนักเข้า พอถึงวันที่ ๗ ก็ถึงแก่มรณภาพหมดทั้ง ๕ รูป แล้วไปบังเกิดในสวรรค์ด้วยอำนาจบุญที่ตนได้ทำไว้
พอถึงสมัยพุทธกาล ทั้งห้าก็จุติจากสวรรค์ ลงมาบังเกิดในโลกมนุษย์ ในจำนวนทั้งห้าท่านนั้น คนหนึ่งได้เป็นพระราชา ทรงพระนามว่า ปุกกุสะ (และปุกกุสะนี้ ก็คือกามนิต ในเรื่องกามนิตวาสิษฐี ตามคุมภีร์ของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานนั่นเอง) คนหนึ่งเกิดมาเป็นพระกุมารกัสสปะ คนหนึ่งเกิดเป็นพระทัพพมัลลบุตร คนหนึ่งเกิดเป็นบุรุษชื่อว่าพาหิยะ (ทารุจีริยะ) อีกคนหนึ่งเกิดเป็นปริพพาชกชื่อสภิยะ
ในจำนวนทั้ง ๖ ท่านนั้น ภิกษุที่ไปเกิดเป็นพรหมในพรหมโลก วันหนึ่งมาคำนึงถึงเพื่อนของท่านว่าไปเกิดอยู่ ณ ที่ใด จึงได้ตรวจดูด้วยทิพยจักษุของตน ก็ได้พบว่า เพื่อนคนหนึ่งของท่านไปเกิดเป็นบุรุษชื่อว่า พาหิยะ บัดนี้กำลังเดินทางผิด ซึ่งท่านจะต้องลงไปช่วยชักนำให้เดินทางถูก
ดังนั้น คืนวันหนึ่ง พระพรหมนั้น จึงได้มาจากพรหมโลก เพื่อจะช่วยเพื่อนของท่าน มาถึงที่อยู่ของพาหิยะ ขณะยืนอยู่บนอากาศนั่นเอง ก็ได้พูดเตือนทารุจีริยะว่า "พาหิยะ ท่านไม่ได้เป็นอรหันต์ดอก ทั้งท่านก็ไม่ได้ปฏิบัติไปตามทางของพระอรหันต์ด้วย แม้ข้อปฏิบัติของท่าน ที่จะท
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 34
ำให้ท่านเป็นพระอรหันต์ หรือเดินไปตามทางของพระอรหันต์ก็ไม่มีเลย"
พาหิยะ มองดูท้าวมหาพรหมกำลังพูดอยู่เช่นนั้น จึงคิดว่า "น่าสลดใจแท้ เราทำกรรมหนักเสียแล้ว เราสำคัญตัวว่า เราเป็นพระอรหันต์ แต่เทพเจ้านี้บอกเราว่า เราไม่ใข่พระอรหันต์ ทั้งไม่ใช่ผู้ปฏิบัติไปตามทางของพระอรหันต์ ก็ในโลกนี้ยังมีใครอื่นที่เป็นพระอรหันต์อยู่หรือ" เขาจึงได้ถามพระพรหมนั้น และก็ได้รับคำตอบจากพระพรหมนั้นว่า "พาหิยะ ณ ชนบททางด้านทิศเหนือ มีพระนครอยู่แห่งหนึ่งชื่อว่า สาวัตถี ณ นครแห่งนั้น บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ได้ด้วยพระองค์เอง และแสดงธรรมเพื่อให้ผู้อื่นสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ด้วย"
พาหิยะเมื่อทราบดังนั้น ก็เกิดความสลดใจที่ตนเองเดินทางผิด แล้วออกเดินทางจากท่าสุปปารกะในคืนวันนั้น มุ่งตรงไปยังเมืองสาวัตถี อันอยู่ห่างจากที่นั้นถึง ๑,๙๒๐ กม. (ร้อยยี่สิบโยชน์) เมื่อไปถึงแล้วก็ได้พบพระพุทธเจ้า ขณะที่กำลังเสด็จบิณฑบาตรอยู่บนถนนสายหนึ่ง ของเมืองสาวัตถี และได้ฟังธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงแต่เพียงโดยย่อ ก็ได้สำเร็จพระอรหันต์ในขณะที่ยืนอยู่บนถนนในเมืองนั่นเอง
เนื่องจากพระพาหิยะ ได้สำเร็จพระอรหันต์ด้วยความรวดเร็ว ในขณะที่ท่านยังไม่ได้บวช ท่านจึงได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางตรัสรู้ได้เร็ว
พระพาหิยะ ได้มาพบพระพุทธเจ้าก็เพราะเทพชักนำ และได้สำเร็จพระอรหันต์ ก็เพราะบุญบารมีที่ท่านเคยสั่งสมไว้เมื่อปางก่อนมาสนับสนุน
พระสุธรรมโม ชาวอินโดนีเซีย
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้เอง ซึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสไปพบกับพระอินโดนีเซียรูปนี้ ที่วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๒๐ และได้สัมภาษณ์สอบถามรายละเอียดกับท่าน พร้อมกับบันทึกเทปไว้ด้วย ซึ่งท่านก็ยินดีเล่าความเป็นไปต่างๆ ให้ทราบโดยละเอียด โดยเฉพาะเรื่องที่เทวดาสอนกรรมฐานแก่ท่าน แล้วชักนำให้ท่านมานับถือพระพุทธศาสนา นับว่าเป็นเรื่องแปลกที่น่าสนใจมาก
พระอินโดนีเซียรูปนี้ มีนามเดิมว่า บุษณะ บูรฮานูดิน (Busana Burahanudin) มีนามฉายาทางศาสนาว่า สุธมฺโม และคนส่วนมากเรียกท่านว่า ท่านสุธัมโม
ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๒ ณ เกาะมธุระ ประเทศอินโนีเซีย สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเทคนิคในเกาะชวา แล้วออกทำงานในบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่ง ท่านเป็นคนชอบค้นคิด และสนใจในปัญหาทางด้านศาสนามาก มีจิตใจเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ท่านมีชีวิตที่น่าศึกษามากผู้หนึ่ง ซึ่งผู้เขียนขอนำมากล่าวไว้เฉพาะบางตอนดังต่อไปนี้
ท่านนับถือศาสนาอิสลามตามมารดาบิดาของท่าน และได้ศึกษาศาสนาอิสลามจากโรงเรียนด้วย เมื่อท่านอายุได้ ๑๒ ปี ครูของท่านได้สอนประวัติของพระพุทธเจ้าให้ทราบด้วย แต่อธิบายในเชิงเหยียดหยามว่า "พระพุทธเจ้าเป็นคนขอทาน ปฏิบัติตนไปในทางสุดโต่ง คือทรมานตนอยู่ในป่า บางครั้งก็เป็นชีเปลือย บางครั้งก็นอนบนท่อนไม้ บางครั้งก็นอนบนหนาม" ทั้งๆ ที่ครูอธิบายในทำนองนี้ แต่ท่านก็เกิดความสนใจในชีวิตของพระพุทธเจ้ามาก และต้องการที่จะรู้คำสอนของพระพุทธเจ้าตั้งแต่นั้นมา
บางครั้งท่านเคยถามมารดาและบิดาของท่านว่า ใครสร้างโลกและสัตว์โลกขึ้นมา ก็ได้รับคำตอบว่า พระเจ้าคือพระอาหล่า เป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง จึงทำให้ท่านสนใจต่อพระอาหล่าและอยากจะพบพระเจ้า แต่ก็ยังคิดใคร่ครวญอยู่มาว่า ใครกันแน่สร้างโลก รวมทั้งมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย คิดมากจนบางครั้งเกิดความวุ่นวายขึ้นในใจ จนนอนไม่หลับ บางครั้งก็นั่งคิดเรื่องนี้อยู่คนเดียวในห้อง จนคืนวันหนึ่ง ขณะที่ท่านนั่งคิดอยู่ในห้องคนเดียวนั้น ก็มีลมพัดมาอย่างแรงทางหน้าต่างห้อง แล้วอมนุษย์รูปร่างใหญ่โตเข้ามาปรากฏแก่ท่าน ท่านตกใจมากจึงได้วิ่งไปหาพ่อของท่าน ขณะวิ่งไป ได้ชนเอาประตูห้อง ถึงคิ้วแตก ท่านยังได้ชี้รอยแผลเป็นที่หางคิ้วให้ผู้เขียนดูด้วย จนพ่อแม่ของท่านต้องห้ามไม่ให้ท่านไปนั่งอยู่คนเดียวในห้องเช่นนั้น เพราะกลัวท่านจะเป็นบ้า บางครั้งท่านเคยถามครูเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ครูก็ไม่อาจที่จะให้คำตอบที่พอใจได้
คืนวันหนึ่ง เมื่อท่านอายุได้ ๑๒ ปี ท่านนอนแหงนดูดวงดาวต่างๆ ในท้องฟ้าอยู่ที่บริเวณทุ่งนาแห่งหนึ่งห่างจากบ้านของท่าน มองดูด้วยความเพลิดเพลินและสนใจยิ่ง พร้อมกับคิดไตร่ตรองอยู่ว่า ใครสร้างดวงดาวเหล่านี้ขึ้นมา ขณะนั้นจิตใจจดจ่อดูเฉพาะดวงดาวเหล่านั้น จนเกิดสมาธิขึ้นอย่างแน่วแน่ เห็นดวงดาวในท้องฟ้าต่างๆ มารวมเป็นจุดเดียวกัน จิตเกิดความสว่างไสวขึ้น มันเป็นประสบการณ์ที่มหัศจรรย์ครั้งแรกในชีวิตของท่าน ทั้งนี้คงเป็นเพราะมีบารมีที่เคยได้สั่งสมมาในเรื่องนี้เมื่อชาติปางก่อน
เมื่ออายุได้ ๑๔ ปี น้องสาวที่รักของท่านได้ตายจากไป ทำให้ท่านเศร้ามาก ถึงกับนอนไม่หลับในบางครั้ง ได้เฝ้าถามตัวเองอยู่ว่า ชีวิตคืออะไรกันแน่ ทำไมคนจึงต้องตาย ใครนำวิญญาณน้อ
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 35
งสาวไป เมื่อตายแล้วน้องสาวจะไปเป็นอะไรอยู่ที่ไหน ทำไมพระเจ้าสร้างมนุษย์และสัตว์ขึ้นมาแล้ว มาทำให้เขาเหล่านั้นต้องตายอีก ไม่มีใครสามารถให้คำตอบเหล่านี้แก่ท่านได้ ท่านได้เฝ้าคิดเรื่องนี้อยู่เรื่อยมา
ต่อมา ท่านได้เดินทางเข้าไปศึกษาต่อที่เกาะชวา อันอยู่ห่างจากเกาะ มธุระ บ้านเกิดของท่านประมาณ ๒๕๐ ก.ม. ณ ที่นั้น ท่านได้พยายามพบอาจารย์ทางไสยศาสตร์ ซึ่งบางคนก็เป็นหมอผี บางคนก็เป็นพวกเข้าทรง บางคนก็มีความชำนาญทางสมาธิ เมื่อท่านขอร้องให้อาจารย์เหล่านั้นสอนวิธีทำสมาธิให้ แต่ไม่มีใครยอมสอนให้ โดยอ้างว่า อายุยังน้อยเกรงว่า อาจจะทำให้เสียสติได้ ทั้งไม่มีอาจารย์ท่านใดสามารถตอบคำถามที่ท่านกำลังหาคำตอบอยู่ ให้เป็นที่พอใจได้เลย
ในที่สุด เมื่ออายุได้ ๒๓ ปี ท่านจึงได้ตัดสินใจเข้าไปอยู่ในป่าลึกแต่ผู้เดียว อันเป็นป่าที่ไกลจากหมู่บ้านมาก ไม่มีมนุษย์อยู่อาศัย มีแต่สัตว์ป่า และเป็นป่าใหญ่อยู่ทางภาคกลางของเกาะชวา โดยมีจุดมุ่งหมายจะค้นหาความจริงแห่งชีวิต และเพื่อจะหาคำตอบต่อคำถามที่ตนกำลังค้นหาอยู่
เมื่อเข้าไปถึงป่าแห่งนั้นใหม่ๆ หาอาหารอะไรกินไม่ได้ เพราะป่าบริเวณนั้นเป็นป่าต้นกะถินและป่าไม้สัก จึงต้องอดอาหารถึง ๓ วัน ในที่สุดก็ต้องกินใบไม้เป็นอาหาร และกินใบไม้เป็นอาหารอยู่เป็นเวลา ๔ ปีครึ่ง ตลอดเวลาที่อยู่ในป่าลึกแห่งนั้น
ในระยะ ๖ เดือนแรกที่เข้าไปอยู่ในป่า ได้พยายามสวดมนต์อ้อนวอนพระเจ้า ให้มาช่วยและให้คำตอบข้อที่ตนสงสัยอยู่ แต่ไม่ได้ผลอันใดเลย ท่านจึงเลิกเชื่อถือในพระเจ้าอาหล่า แล้วหันมาสนใจตัวเอง ตรึกตรองว่า ทำไมตัวเองบางครั้งจึงโกรธ ทำไมต้องหิว ทำไมต้องง่วง ใครเป็นตัวทำให้โกรธ ใครทำให้หิว และใครทำให้ง่วง
เมื่อ ๖ เดือนผ่านไปแล้ว ได้มีเทพยดา ๒ องค์มาปรากฏแก่ท่าน ซึ่งหน้าตาก็คล้ายมนุษย์ มายืนอยู่ตรงหน้า เท้าไม่จรดพื้น โดยลอยอยู่ในอากาศเหนือพื้นดิน รูปร่างใหญ่โตและสูงมาก แต่เทพทั้ง ๒ องค์นี้มาต่างวาระกัน โดยมาสอนวิธีทำกรรมฐานแก่ท่าน ท่านก็ปฏิบัติตาม เมื่อท่านเลิกปฏิบัติตามวิธีขององค์แรกเพราะไม่ได้ผล องค์ที่สองก็เข้ามาปรากฏสอนให้ท่านเพ่งกสิณ โดยไม่ให้เคลื่อนไหวดวงตา ท่านปฏิบัติวิธีนี้อยู่ถึง ๖ เดือน จนตาพร่าตาลาย เมื่อไม่ได้ผลก็เลิกไปที่สุด
เมื่อ ๑ ปีผ่านไป ก็มีเทพธิดา ๒ องค์มาปรากฏแก่ท่าน บอกชื่อตนเองแก่ท่านว่า ตนเองชื่อว่า สการสารี ผู้เป็นพี่ ส่วนน้องสาวนั้นชื่อว่า สการอารัม ครั้งแรกก็มาในฐานะมิตร แต่ภายหลังท่านทราบว่านี้คือมาร หาใช่มิตรไม่ ท่านก็เลิกคบ ธิดามารทั้งสองก็ตั้งตนเป็นศัตรู และส่งปีศาจพรรคพวกมาก่อกวนหลอกหลอนต่างๆ ทำเสียงน่ากลัวมากในกลางคืน จนท่านนอนไม่หลับ ในที่สุดท่านตั้งจิตอธิษฐานนั่งสมาธิตั้งแต่ตอนเที่ยงคืนว่า "ถ้าอมนุษย์เหล่านี้ไม่หายไปแล้ว ท่านจะไม่ยอมลุกขึ้น" จนถึงรุ่งเช้า อมนุษย์เหล่านั้นก็หายไปสิ้น และใจของท่านสงบและมีพลังมาก จากการนั่งสมาธิในคืนวันนั้น
ต่อมาวันหนึ่ง เวลาประมาณ ๔ โมงเย็น ขณะที่ท่านนั่งอยู่ในป่าแห่งนั้น ก็มีลมพัดเข้ามาปะทะตัวท่านอย่างแรง แล้วลมนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นแสงคล้ายแสงฟ้าแลบ แล้วปรากฏมีชายคนหนึ่งมายืนอยู่ข้างหน้าท่าน แต่ยืนอยู่ในอากาศ เท้าไม่จรดพื้นดิน ห่างจากพื้นประมาณ ๑ ศอก ท่านบอกว่ามีรูปร่างสวยงามน่าดูมาก และมีแสงสุกใสออกจากตัว สักครู่หนึ่งรูปนั้นก็หายไป กลับได้ยินแต่เสียงออกมาเป็นภาษาชวาว่า "เราจะมาสอนท่านให้ปฏิบัติสมาธิ โดยจะสอนแนวที่ถูกต้องให้" แล้วสั่งให้ท่านนั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เพราะทิศตะวันออกเป็นที่มาของความสว่าง และบอกว่าการทำสมาธิที่ถูกต้องนั้น จะต้องมีคุณธรรม ๓ ประการ คือ ความเพียร ความอดทน และสติ ถ้าได้ ๓ อย่างนี้ จะสามารถทำให้เกิดทิพยจักษุ (ตาทิพย์) ได้ แต่ท่านไม่ยอมเชื่อ เพราะเคยมีประสบการณ์ที่ถูกธิดามารหลอกมาแล้ว
ท่านจึงบอกไปทางเสียงนั้นว่า "ข้าพเจ้าไม่เชื่อท่านดอก" แล้วก็มีเสียงตอบมาว่า "ทำไมไม่เชื่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีความเอ็นดูสงสารท่าน ท่านได้รับความลำบากเพราะการรบกวนของมารมาแล้ว ข้าพเจ้าจะมาช่วยท่านและสอนท่านในทางที่ถูก"
แม้เสียงจะกล่าวยืนยันออกมาเช่นนั้น ท่านก็ยังไม่ยอมเชื่อ เพราะท่านถือว่าท่านเองก็มีอำนาจวิเศษอยู่ในตัวเหมือนกัน ซึ่งใช้ได้ผลมาแล้วในคราวผจญธิดามาร ท่านจึงได้พูดออกมาว่า "ถ้าท่านสามารถโจมตีข้าพเจ้าด้วยอำนาจของท่านได้แล้ว ข้าพเจ้าจะยอมเชื่อ"
ในทันใดนั้นเอง ก็มีลมพัดมาอย่างแรง ปะทะตัวท่านลอยขึ้นไปกระแทกกับต้นไม้ถึง ๓ ครั้ง จนมีเลือดออกมาจากหลังของท่าน และท่านก็ไม่อาจเคลื่อนไหวตัวได้เพราะความเจ็บปวด จึงต้องยอมแพ้ แล้วบอกไปยังเสียงนั้นว่า "ข้าพเจ้ายอมเชื่อท่าน"
ต่อจากนั้น เทพเจ้าผู้มีอำนาจนั้น ก็กล่าวกับท่านว่า "ผู้เริ่มปฏิบัติสมาธิจะต้องไม่ปฏิบัติต่อสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อใจของตน ในการมาอยู่ที่น
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 36
ี้ ท่านจะต้องได้รับอนุญาต และได้รับพรจากมารดาบิดาของท่านเสียก่อน เพราะท่านมาที่นี้ยังไม่ได้รับอนุญาตมาจากมารดาบิดาของท่าน และท่านจะต้องเคารพมารดาบิดาของท่าน เพราะท่านทั้งสองเป็นผู้ให้กำเนิดเลี้ยงดูตัวท่านมาตั้งแต่เล็ก" ท่านก็ตอบไปว่า "เป็นไปไม่ได้ เพราะมารดาบิดาของข้าพเจ้าอยู่ไกลจากที่นี้ ถึงประมาณ ๑,๐๐๐ กม."
มีเสียงตอบว่า "ไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าท่านไปแต่เพียงกายอย่างเดียว ก็ยังไม่ชื่อว่าเคารพมารดาบิดาที่ถูกต้อง เพราะความสำคัญในการเคารพอยู่ที่ใจ"
ท่านพูดว่า "ข้าพเจ้ายังเชื่อท่านไม่ได้" เทพเจ้าตอบมาว่า "ถ้าไม่เชื่อจงนั่งลง" และเมื่อท่านนั่งลง มารดาบิดาของท่านก็มาปรากฏอยู่ต่อหน้าท่านด้วยอำนาจเทพเจ้าบันดาล และตัวท่านก็ลุกขึ้นไปกราบท่านทั้งสองด้วยความเคารพ โดยกราบถึง ๓ ครั้ง แบบชาวพุทธกราบ การทำเช่นนี้เป็นไปโดยอัตโนมัติ เพราะท่านเองก็ไม่รู้จักวิธีกราบแบบชาวพุทธมาก่อนเลย หลังจากนั้นใจของท่านก็แจ่มใสมาก
ต่อจากนั้น เทพเจ้าก็เริ่มสอนวิธีทำสมาธิแก่ท่าน โดยในครั้งแรก นิรมิตดวงเทียนให้ท่านเพ่งดวงเทียนนั้น (เตโชกสิณ) จนจิตของท่านสงบเป็นเอกัคคตารมณ์ และสามารถขยายดวงเทียนนั้นให้มีแสงสว่างเหมือนดวงดาว ดวงจันทร์ และเหมือนดวงอาทิตย์ นับว่าแปลกมาก
เมื่อท่านสำเร็จการทำเตโชกสิณแล้ว เทพเจ้าก็สอนให้ทำอาโปกสิณ (เพ่งน้ำ) ปฐวีกสิณ (เพ่งดิน) วาโยกสิณ (เพ่งลม) และพิจารณาร่างกระดูก (อัฏฐิกรรมฐาน) ตามลำดับ โดยนิรมิตสิ่งเหล่านี้มาให้ปรากฏแก่ท่าน แต่กรรมฐานทั้ง ๕ ประเภทนี้ แต่ละอย่างท่านต้องใช้เวลาฝึกนานถึง ๖ เดือนเต็ม รวมแล้วท่านฝึกกรรมฐาน ๕ อย่างนี้อยู่ถึง ๒ ปีครึ่ง แล้วในที่สุดเทพเจ้าองค์นั้นสรุปให้ฟังว่า "ร่างกายของท่านมาจากธาตุทั้ง ๔ อย่าง คือ มาจาก ดิน น้ำ ไฟ ลม และท่านควรสนใจในร่างกระดูก"
เมื่อท่านมาคิดไตร่ตรองดูก็ทราบชัดว่า ร่างกายของท่านเป็นเช่นนี้ และมาพิจารณาร่างกระดูกอย่างลึกซึ้ง จนกระทั่งว่ามันหลุดออกเป็นชิ้นๆ แล้วในที่สุดก็กลายเป็นธาตุทั้ง ๔
ต่อจากนั้น ก็มีเสียงดังออกมาว่า "ขณะนี้ท่านมีความชำนาญในการทำสมาธิแล้ว ถ้าท่านต้องการมีความก้าวหน้าในการทำสมาธิเพิ่มขึ้น ก็ขอให้ท่านจงออกจากป่าแห่งนี้ไป พยายามสืบหาคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะข้าพเจ้าสามารถสอนท่านได้แค่นี้ ไม่อาจจะสอนท่านให้ก้าวหน้ายิ่งไปกว่านี้"
พอได้ฟังดังนั้น ท่านก็ตั้งใจที่จะออกจากป่า แต่ใจของท่านยังมีความลังเลอยู่ แล้วมีเสียงดังออกมาว่า "ท่านจงไปสืบคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เมืองสุราบายา ณ ที่นั้น ท่านจะพบกับชาวจีนผู้รู้คำสอนของพระพุทธเจ้า"
แต่ท่านก็ยังสงสัยอีกว่า "ในเมืองสุราบายามีคนพูดเรื่องสุญญตากันมาก ฉันไม่เข้าใจเรื่องสุญญตาเลย คงตายเสียดีกว่า" ก็มีเสียงดังออกมาอีกว่า "ถ้าท่านอยากทราบเรื่องสุญญตา ก็ให้นั่งลงทำสมาธิ แต่จงอย่าหลับ เริ่มตั้งแต่ ๖ โมงเย็นไปจนถึงเที่ยงคืน" ท่านนึกกระหยิ่มอยู่ในใจว่า เรื่องนั่งชั่วระยะเวลาเพียงเท่านั้นนะรึ ง่ายมาก เพราัท่านเคยนั่งมานานกว่านี้เสียอีก แต่พอเริ่มนั่งเข้าจริงๆ ประมาณ ๑๐ นาทีเท่านั้น ท่านก็หลับผล็อยไปเลย ไปตื่นเอาตอนเช้าของวันใหม่ แล้วก็ถูกต่อว่าจากเทพเจ้าว่า "ก็ไหนท่านว่าต้องการรู้จักสุญญตา แต่ทำไมมานั่งหลับเสียละ" ท่านรู้สึกละอายมาก ไม่รู้มันหลับไปได้อย่างไร แล้วคืนต่อไปเทพเจ้าสั่งให้ท่านทำใหม่ โดยบอกว่า "คราวนี้เริ่ม ๖ โมงเย็นไปจนถึงตี ๑ อย่าได้หลับ" ท่านก็ตั้งใจนั่ง แต่พอนั่งไปประมาณ ๕ นาทีเท่านั้น ก็หลับผล็อยไปเช่นเดิม มาตื่นเอารุ่งเช้าของวันใหม่อีก ท่านรู้สึกละอายและขัดใจตัวเอง พูดกับตนเองว่า "ถ้าไม่รู้จักสุญญตา ก็จะนั่งทำสมาธิให้ตายอยู่ในป่าแห่งนี้" แล้วเทพเจ้าก็พูดให้กำลังใจขึ้นว่า "ท่านมีโอกาสอีกครั้งหนึ่งในคืนนี้ แต่ต้องนั่งตั้งแต่ ๖ โมงเย็นไปจนถึงตี ๒" คราวนี้ท่านระวังตัวมาก เพราะเกรงว่าจะหลับอีก จึงได้ตัดไม้เรียวมาอันหนึ่ง ตั้งไว้ข้างๆ ตัว พอทำท่าจะหลับ ท่านก็เอาไม้เรียวนั้นฟาดเข้าที่หัวของท่าน บางทีก็ลำตัว บางทีก็ตามขา ง่วงทีไรก็ฟาดทุกที จนรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วร่าง จึงสามารถทรงตัวอยู่ได้ไม่หลับจนถึงตี ๒ แล้วก็มีเสียงดังออกมาว่า "ท่านนี้ฉลาดมาก" "ใช่แล้ว ข้าพเจ้าต้องการจะเอาชนะความคิดของท่าน" ท่านพูดขึ้น
ต่อจากนั้น เทพเจ้าก็สั่งให้ท่านนั่งติดต่อกันไป จนกระทั่งรุ่งเช้าของวันใหม่ ในการนั่งช่วงสุดท้ายนี้ ท่านได้เห็นสิ่งแปลกมากที่สุดในชีวิต คือสามารถมองเห็นวิญญาณมาปฏิสนธิในครรภ์มารดาของท่าน แล้ววิญญาณนั้นเมื่อผสมกับไข่และสเปอร์ม แล้วก็ค่อยเติบโตขึ้นมาจนเป็นตัวของท่านเอง แล้วเทพเจ้าก็พูดขึ้นว่า "การที่คนต้องเกิดๆ แล้วตายๆ แล้วเกิดอยู่นี้แหละ คือ สุญญตา แต่ข้าพเจ้าไม่สามารถสอนท่านให้มากไปกว่านี
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 37
้ ขอให้ท่านจงพยายามไปแสวงหาคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วจงนับถือพระพุทธศาสนา"
ท่านได้พูดกับผู้เขียนในตอนหนึ่งว่า "เทพเจ้าที่เป็นครูของผมนั้น อย่างน้อยน่าจะเป็นพระโสดาบัน เพราะเข้าใจพระพุทธศาสนามาก"
ในที่สุด ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ท่านก็ได้เดินทางออกจากป่าแห่งนั้น หลังจากที่ได้อยู่มาเป็นเวลา ๔ ปีครึ่ง และได้ไปพบชาวจีน ที่เมืองสุราบายาตามคำสั่งของเทพเจ้า ชาวจีนผู้นั้นก็ได้ให้ใบกำหนดการทำวิสาขบูชาที่เมืองสุราบายาแก่ท่านใบหนึ่ง ท่านก็ได้ไปร่วมพิธีวิสาขบูชากับเขาด้วย
ในพิธีวิสาขบูชาครั้งนั้น ท่านได้พบกับพระในพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก คือท่าน ชินรักขิโต จากเกาะบาหลี ซึ่งได้รับอุปสมบทมาจากประเทศไทย คือบวชที่วัดเบญจมบพิตร เมื่อ ๑๐ ปีก่อน จากนั้น ในวันนั้น ท่านชินรักขิโต อธิบายธรรมะน่าสนใจมาก จึงทำให้ท่านอยากเป็นเหมือนกับพระรูปนี้ ได้พยายามเข้าพบท่านเพื่อขออุปสมบท แต่ท่านชินรักขิโตบอกว่า การบวชนั้นยาก เช่นต้องรับประทานอาหารเพียงเช้าชั่วเที่ยงเป็นต้น ท่านคิดว่าเรื่องนี้ง่ายสำหรับท่าน เพราะท่านเคยลำบากมามากเมื่ออยู่ในป่าคนเดียว และท่านรักขิโต ก็ไม่ยอมให้ท่านบวช ท่านจึงได้พยายามหาทางที่จะบวชอยู่เป็นเวลา ๔ ปีเต็ม ในที่สุดท่านจึงมีโอกาสได้บวชเป็นสามเณร เมื่อวันที่ ๔ มิ.ย. ๒๕๑๕ โดยมีท่านชินปิยะ ชาวอินโดนีเซีย เป็นพระอุปัชฌาย์
ท่านกล่าวว่า ในระหว่างที่กำลังหาโอกาสที่จะได้อุปสมบทอยู่นั้น ครั้งหนึ่งได้นั่งสมาธิติดต่อกันเป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน โดยไม่ทานอาหาร ไม่ได้ดื่มอะไรและไม่ได้หลับเลย ที่เมืองสุราบายา เพราะไม่มีใครสามารถให้ท่านได้บวชเป็นพระได้ ท่านตรึกตรองไปในขณะนั่งสมาธิว่า "ฉันจะมีโอกาสได้บวชเป็นพระไหม" เพื่อหาคำตอบจากใจของท่าน ท่านนั่งมาจนกระทั่งถึงตอนเช้าของวันที่สาม ท่านก็ได้เห็นวัดบวรนิเวศวิหารในเมืองไทยอย่างชัดเจน ทั้ง ๆ ที่อยู่ไกลกันมาก เห็นได้ชัดเจนด้วยตาที่กำลังลืมอยู่ พร้อมด้วยเห็นพระกำลังออกบิณฑบาต เหมือนกับที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันทุกอย่าง นับว่าแปลกมาก ถึงกับพูดกับตัวเองว่า "ใจของเราวิเศษมาก ฉันคงจะได้บวชเป็นพระแน่แล้ว" ทั้ง ๆ ที่ท่านไม่เคยทราบเกี่ยวกับวัดบวรนิเวศวิหาร และเกี่ยวกับพระธรรมทูตจากประเทศไทยในขณะนั้นมาก่อนเลย แล้วท่านก็พูดกับใครต่อใครหลายคนว่า ท่านจะได้บวชเป็นพระแน่ แต่ไม่มีใครเชื่อท่าน
อีกตอนหนึ่งท่านเล่าว่า ในระหว่างที่ท่านกำลังหาทางบวชพระอยู่นั้น ท่านได้ไปสวดมนต์และปฏิบัติธรรมที่วัดเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในเมืองสุราบายา ต่อจากนั้นไม่นานท่านก็ได้รับหนังสือธรรมบทเล่มหนึ่ง ซึ่งแปลเป็นภาษอังกฤษ โดยท่านญาณโปนิกะ พระเถระชาวลังกา โดยได้รับแจกจากชาวจีนผู้หนึ่ง เมื่อได้รับแล้วท่านก็ได้อ่านด้วยความสนใจต่อข้อธรรมในพระธรรมบทนั้น ตั้งแต่ตอนเช้าของวันหนึ่งจนกระทั่งถึงตอน ๒ โมงของวันใหม่โดยไม่หยุดพักเลย เพราะข้อความต่าง ๆ ในพระธรรมบทนั้น ตรงกับที่ท่านเคยปฏิบัติและเคยคิดมา และเป็นการตอบปัญหาต่อความข้องใจของท่านด้วย
หลังจากที่ได้บรรพชาแล้ว ท่านก็ได้เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสถานที่ต่าง ๆ ในอินโดนีเซีย มีคนเลื่อมใสและสนใจในคำสอนของท่านมาก เป็นอิสลามก็มี ท่านเดินทางท่องเที่ยวสอนพระพุทธศาสนาอยู่ ๒ ปี มีคนหันมานับถือพระพุทธศาสนาเพราะท่านประมาณ ๑๕,๐๐๐ คน นับว่าท่านทำงานพระศาสนาด้านนี้ได้ผลมาก
ต่อมา ท่านได้เข้าไปหาพระชินปิยะ ผู้เป็นอุปัชฌาย์ของท่าน เพื่อขอให้อุปัชฌาย์จัดการอุปสมบทให้ แต่อุปัชฌาย์ของท่านปฏิเสธ เพราะมีความลำบากในการหาพระสงฆ์มาให้การอุปสมบท และอีกอย่างหนึ่ง ถ้าอุปสมบทแล้ว อุปัชฌาย์ก็ต้องติดตามคอยดูแลอยู่เสมอ เพระอุปัชฌาย์กว่าจะได้พบกับท่านก็นาน ๆ สักครั้ง แล้วพระชินปิยะก็แนะนำให้ไปหาพระอื่น ๆ บางทีอาจจะมีใครสามารถส่งท่านไปทำการอุปสมบทในต่างประเทศได้
ในที่สุด ท่านก็ไปพบท่านเจ้าคุณวิธูรธรรมาภรณ์ (วิญญ์ วิชาโน) พระธรรมทูตไทยจากวัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งทางการส่งไปปฏิบัติงานในอินโดนีเซีย ตั้งแต่ ๒๕๑๒ โดยเข้าพบท่านที่เมืองมาลังที่ชวาภาคกลาง เพื่อขอให้ท่านจัดการอุปสมบทให้ ท่านเจ้าคุณวิธูรธรรมาภรณ์ ก็ยินดีรับเป็นภาระจัดการส่งท่านมาอุปสมบทในเมืองไทย แล้วท่านก็ได้เดินทางมาเมืองไทยพร้อมกับท่านเจ้าคุณพระปรยัติกวี (อัมพร อมฺพโร ป.ธ. ๖, ศน.บ., M.A.) พระธรรมทูตไทยจากวัดราชบพิธ ซึ่งเดินทางจากออสเตรเลียกลับเมืองไทย และได้แวะที่อินโดนีเซีย เมื่อปี ๒๕๑๗
ที่เมืองไทย ท่านได้รับการอุปสมบทที่วัดบวรนิเวศวิหาร โดนมี เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร เป็นอุปัชฌาย์ ในวันที่ ๒๐ มิ.ย. ๒๕๑๗ สมความตั้งใจของท่าน ท่านมีความรู้สึกว่าการบวชในพระพุทธศาสนาเป็นโอกาศให้ได้ศึกษาการเจริญภาวนา เพื่อหาคำตอบต่อคำถามที่ข้องอยู่ในใจนั้นง่ายขึ้น ในปี ๒๕๑๘ ท่านได้ไปฝึกกรรมฐานกับท่านอาจารย์เทสก์ เทสรังสี คือ พระนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาจารย์ ที่วัดหินหมากเป้ง จังหวัดหนองคาย และ
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 38
ได้อยู่กับท่านอาจารย์เทสก์เป็นเวลา ๑ ปี มีความพอใจในวิธีการฝึกอบรม และรู้สึกว่าการปฏิบัติธรรมได้ก้าวหน้าไปไกลมากยิ่งขึ้น
ขณะที่อยู่วัดหินหมากเป้งนั้น ท่านได้เรียนถามแนวปฏิบัติบางประการกับท่านอาจารย์เทศก์ โดยมี พระสติเวนสัน ปัญโญภาโศ พระภิกษุชาวอังกฤษ เป็นผู้แปลคำถามคำตอบ ซึ่งผู้เขียนขอตัดตอนมาจากหนังสือ ปฏิบัติธรรม-สนทนาธรรม ระหว่างอาจารย์กับศิษย์ ซึ่งท่านอาจารย์เทสก์เป็นผู้รวบรวมไว้ แต่นำมาเฉพาะบางตอนเพื่อประกอบเรื่องท่านสุธัมโมให้เข้าใจชัดยิ่งขึ้น
เริ่มต้นด้วยท่านสุธัมโม กราบเรียนท่านอาจารย์เทสก์ เป็นทำนองเล่าประสบการณ์ของท่านให้ฟังว่า
"ประสบการณ์ในการภาวนาของผม ได้รับความอัศจรรย์ใจมาก ตอนที่ได้มารับการฝึกอบรมที่วัดหินหมากเป้งและที่วัดวังน้ำมอกนี้ โดยมีท่านอาจารย์เป็นผู้แนะนำแนวทาง ก่อนหน้าที่ผมจะมาวัดหินหมากเป้งนี้ผมอยู่ที่วัดบวรฯ รู้สึกว่ายังไม่มีพลังใจมากเหมือนกับอยู่ที่วัดหินหมากเป้ง เมื่อมาอยู่วัดหินหมากเป้ง การนั่งก็นั่งได้ตัวตรงดิ่งแล้วก็มีพลังใจมาก ก่อนที่ผมจะมาประเทศไทย ผมอยู่ที่อินโดนีเซีย เรื่องเกี่ยวกับสมถะผมก็ได้ฝึกอบรมมานานพอสมควร แต่ว่าพูดถึงเรื่องวิปัสสนาแล้ว เคยมีพระอยู่ที่อินโดนีเซียแนะนำให้ผมเอาสติเข้าตั้งเกี่ยวกับการเดิน การนั่ง การนอน ทุก ๆ อิริยาบท แต่นั่นก็ไม่ใช่เป็นหลักในการที่จะเจริญวิปัสสนาเลย หลังจากผมได้ฝึกอบรมกับพระที่อยู่อินโดนีเซีย แล้วผมก็มาอยู่เมืองไทยมาบวชที่วัดบวร ฯ กับสมเด็จพระญาณสังวร แล้วผมได้ขออนุญาตสมเด็จ ฯ มาอยู่กับท่านอาจารย์ สมเด็จฯ ก็อนุญาต ผมดีใจมาก พอได้รับคำอนุญาตผมรีบมาทันทีเลย ถ้าไม่อนุญาตผมจะกลับไปอินโดนีเซียทันที ไม่อยากจะอยู่
ในระหว่างที่ผมอยู่ที่วัดหินหมากเป้ง และได้รับการอบรมจากท่านอาจารย์ วันหนึ่งเมื่อผมนั่งภาวนา ศีรษะของผมเกิดหลุดออกไปจากตัวมาอยู่ตรงหน้า แล้วผมก็จ้องพิจารณามันจนเหลือแต่กระดูกเหลือแต่ฟัน บางทีก็มีลิ้นห้อยออกมาด้วย ผมจ้องอยู่อย่างนี้ราวสัก ๒-๓ วัน พวกกระดูก พวกเนื้อหนังมังสาทุกอย่าง มันก็กลายเป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ไปในที่สุดได้ ต่อมาผมได้มาศึกษากับท่านอาจารย์ต่อ ว่าจะทำอย่างไรเกี่ยวกับการภาวนา ท่านอาจารย์ได้ให้การแนะนำว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นจากใจ คือว่าถ้ามันเกิดขึ้นมาเรียกว่าอาการของใจ ส่วนใจมันก็อยู่ของมันเฉย ๆ เป็นใจต่างหาก ถ้ามีความนึกคิดเกิดขึ้นก็เรียกว่าอาการของใจ ผมก็พยายามไปจดจ้องอาการของใจกับใจ ผมเร่งทำความเพียรอย่างหนัก พยายามนอนให้น้อยที่สุด อาจจะเป็น ๒-๓ ชั่วโมงหรือ ๔ ชั่วโมงต่อวันอย่างนี้เป็นต้น แต่แล้วผมก็ไม่สามารถจะทำให้การภาวนาดีขึ้นมาได้
วันหนึ่ง ฟันของผมปวดไปหมด ผมก็เอาความปวดมาเป็นเครื่องกำหนด แล้วเอาใจไปรู้ต่างหาก คือให้ใจไปรับรู้กับความเจ็บปวดนั้น ผมพยายามจะแยกออก ในที่สุดผมก็แยกได้ ทุกข์มันก็ทุกข์อยู่ในสภาพของมันาเอง แต่ใจมันก็ไม่ได้ทุกข์ไปด้วยเลย ผมไม่ได้รับความเจ็บปวด แต่ความเจ็บปวดเป็นเรื่องของมันเอง นี้ก็เป็นความก้าวหน้าอีกอย่างหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากท่านอาจารย์มา
ท่านอาจารย์เทสก์ได้ตอบให้เข้าใจว่า
"คืออย่างที่ท่านพูดมาในตอนต้น มีพระสอนให้เจริญวิปัสสนา โดยเอาสติเข้าไปตั้งทุกอิริยาบถ อันนั้นยังไม่ใช่อบรมวิปัสสนา อันนั้นเป็นการอบรมสติ คือตัวสมถะนั่นเอง มาตอนนี้ท่านมาใช้การแยก คือให้รู้จักจิตและอาการของจิต เมื่อรู้จักจิต มากำหนดจิต และอาการของจิต พอตอนนี้วางอาการของจิตเหลือแต่จิตอันเดียว ที่มันวางอาการของจิต มันเกิดปฏิภาค ที่ปรากฏเห็นหัวขาดออกไป หรือหัวตกออกไปอะไรต่าง ๆ เหลือกระดูกและฟันนั้น มันเป็นเรื่องของปฏิภาค มันก็อยู่ในขั้นของสมถะไม่ใช่วิปัสสนาก่อน มาตอนนี้ท่านมากำหนดเวทนาตอนที่เจ็บฟันนี้ มันเป็นเรื่องของการเดินมรรค คราวนี้คือจิตจดจ่อแต่เรื่องเวทนา มันเข้าเรื่องปัญญา ตอนนี้เรียกว่ามรรค เบื้องต้นเป็นเรื่องฌาน ถ้าจะพูดตามหลักอันนี้เป็นเรื่องของการเดินมรรคหรือวิปัสสนา จะหยาบหรือละเอียดแล้วแต่ภูมิของมรรคนั้น ๆ "
ท่านสุธัมโม เรียนถามว่า
ขอกราบเรียนท่านอาจารย์ว่า ตอนที่ผมอยู่ประเทศอินโดนีเซีย อยู่ในป่ามีเหตุการณืในการภาวนาของผมครั้งหนึ่ง คือว่าเลือดเริ่มเดินจากปลายเท้าขึ้นและพุ่งขึ้นมาเป็นลำดับ แต่ว่าผมก็ตั้งสติบอกว่า คนเกิดมาทุก ๆ คนในโลกนี้ต้องตายทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่จะไม่ตาย ร่างกายนี้ก็เป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ จนจิตได้พุ่งออกไปจากกาย และเห็นร่างกายนี้เป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ผมได้นั่งจากตอนเช้าของวันหนึ่งไปจนถึงเช้าอีกวันหนึ่ง ตอนที่จิตของผมออกจากกายนั้น ผมร฿้สึกว่าผมได้ตายไปเสียแล้ว แต่ว่าเวลาจิตกลับเข้ากายอีกครั้งหนึ่ง ผมเริ่มมีความรู้สึกเริ่มตั้งแต่หน้าผากลงไป แล้วก็ตา จมูก ปาก จนไปทั่วทุกส่วนของร่าง แรก ๆ ก็ไม่สามารถจะเคลื่อนไหวได้ เวลาจะพูดก็รู้สึกพูดได้ยากมาก เหตุการณ์ที่เป็นอย่างนี้ เป็นเพราะ
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 39
เหตุอะไรครับ ท่านอาจารย์"
ท่านอาจารย์เทสก์ ตอบว่า
"ลักษณะที่เป็นนั้น ก็อยู่ในจำพวกจิตเข้าภวังค์ มันมีลักษณะเดียวกันกับที่ท่านเข้านิโรธสมาบัติ แต่ที่ท่านเข้านิโรธสมาบัติ ท่านเข้าตามลำดับชั้น คือ เข้าตั้งแต่ปฐมฌาน ทุตินฌาน จนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน แล้วจึงเข้านิโรธสมาบัติ ตอนที่ท่านเข้านิโรธสมาบัตินั้น ท่านต้องอธิษฐานในใจ โดยกำหนดเท่านั้นเท่านี้วันค่อยออก มีลักษณะอาการคล้าย ๆ กัน แต่นี่มันไม่เป็นอย่างนั้น มันไม่รู้จักชั้นไม่รู้จักภูมิ ไม่รู้จักขั้นไม่รู้จักตอน จิตมันรวมวูบเข้าไปหายเงียบเลย เรียกว่าจิตเข้าภวังค์อย่างที่เราเป็น ๆ กันส่วนมาก นักปฏิบัติทั้งหลายที่ว่าหายวับเข้าไปเงียบเลย แต่อันนี้ด้วยอำนาจพลังจิตของท่านกล้าหาญ ท่านจึงอยู่ได้นาน โดยมากไม่นาน ครู่หนึ่ง ขณะหนึ่งแล้วก็ถอนออกมา เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ก็เข้าลักษณะของภวังค์ คืออยู่ในฌานนั่นเอง ฌานนั้นถึงแม้จิตจะละเอียด แต่ไม่มีปัญญาที่จะพิจารณาเห็นพระไตรลักษณญาณ เพราะเมื่อจิตถอดออกจากภวังค์แล้ว มีความรู้สึกขึ้นมาจึงกลัวตาย"
ท่านสุธัมโม เรียนถามต่อไปว่า
"หลังจากนั้นอีก ๓ เดือน ผมได้รับประสบการณ์อีกอย่างหนึ่ง คือผมนั่งไปไม่รู้กี่วียกี่คืนกันแน่ เพราะตอนนั้นผมก็ไม่ได้ไปสนใจเกี่ยวกับวันและเวลา หลังจากที่ผมมารู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่ง ตัวผมสกปรกเกรอะกรังด้วยคราบน้ำไปหมดทั้งตัว และมีเศษไม้ต่าง ๆ อยู่รอบบริเวณที่ผมนั่ง แสดงว่าต้องมีน้ำท่วมขึ้นมา มันถึงได้มีปรากฏการณ์อย่างนั้น แล้วหลังจากนั้นผมก็ได้รับประสบการณ์อีกอย่างหนึ่ง คือผมสามารถเห็นโยมพ่อ โยมแม่ของผมกำลังสังวาสกันอยู่ มีเชื้ออสุจิประสมกัน แล้วมีแสงปรากฏขึ้นมา ในความรู้สึกนั้นว่า นั่นคือปฏิสนธิวิญญาณของผมเอง รวมเข้าด้วยกันแล้วหมุนอยู่กับที่ แล้วปรากฏเป็นร่างขึ้นมาเล็ก ๆ แล้วเจริญเติบโตขึ้นมาเรื่อย ๆ จนเป็นสภาพของผมขึ้นมาครับ"
ท่านอาจารย์เทสก์ ตอบว่า
"แปลกมาก คือว่าเรื่องที่แสดงภาพนิมิตให้ปรากฏ เพื่อจะให้เราพิจารณาชาติคือความเกิด ปฏิสนธิมีลักษณะอาการอย่างนี้ ๆ คือต้องการให้เราพิจารณานั่นเอง เพื่อให้เห็นชัดตามความเป็นจริงว่ามีลักษณะอย่างนี้ ๆ ก็เท่านั้น ไม่มีอะไรหรอก ตอนที่น้ำท่วมแล้วแห้งจึงมารู้สึกตัวนั่นซี น่าเห็นใจมาก ไม่ทราบว่านานกี่มากน้อยสักเท่าไร อาจเป็นเวลาหลาย ๆ ชั่วโมง หรือหลายวันก็ได้ เพราะไม่มีอะไรเป็นเครื่องวัด"
จากการสนทนาระหว่างอาจารย์เทสก์กับท่านสุธัมโมนี้ นับว่าเป็นเรื่องแปลก และน่าสนใจของนักปฏิบัติกรรมฐานมาก
เมื่อปี ๒๕๑๙ ท่านกลับไปอินโดนีเซีย เพื่อช่วยงานพระศาสนาในประเทศของท่านถึง ๘ เดือน ในปี ๒๕๒๐ ท่านมาจำพรรษาอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร โดยพักอยู่ที่ตึก ส.ว. และมีคนที่สนใจด้านกรรมฐานทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ไปปฏิบัติกรรมฐานอยู่กับท่านหลายคน ส่วนมากเป็นผู้มีการศึกษาสูง ท่านยินดีต้อนรับทุกคนที่มาศึกษาและปฏิบัติธรรมกับท่าน
เรื่องของท่านสุธัมโม มีพิสดารกว่านี้มาก ผู้สนใจจะไปกราบเรียนถามท่านได้ โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องปฏิบัติธรรมแล้วท่านยินดีอธิบายให้ และให้ความช่วยเหลือตามความสามารถด้วยความเต็มใจยิ่ง แต่เดี๋ยวนี้ท่านไปสร้างสำนักกรรมฐานอยู่ในเกาะชวาภาคกลาง
ทั้งเรื่องพระพาหิยะ และเรื่องพระสุธัมโม ที่ยกมาเป็นตัวอย่างในที่นี้ ย่อมเป็นเครื่องยืนยันให้เห็นว่า เทวดาหรือเทพเจ้านั้นมีจริง และสามารถช่วยมนุษย์ที่ควรช่วยได้จริง และท่านที่เคยทำบุญไว้เมื่อชาติก่อน ย่อมสามารถได้รับผลจริง อันเป็นเครื่องยืนยันว่า คนเราตายแล้วเกิดจริง ผู้ทำกรรมใดไว้ย่อมได้รับผลที่ตนกระทำไว้นั้นจริง กรรมดีและกรรมชั่วจึงมิได้สูญไปพร้อมกับความตายดังที่บางคนเข้าใจ คำสอนในพระพุทธศาสนาจึงคงทนต่อการพิสูจน์ของคนทุกยุคทุกสมัย.
เทพเจ้าชักนำสตรีชาวคริสต์
มานับถือพระพุทธศาสนา เรื่องนี้เกิดขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี ๒๕๑๕ ต้นเหตุของเรื่องนี้มีอยู่ว่า ในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ทางคณะสงฆ์ร่วมกับรัฐบาลไทยได้จัดส่งพระธรรมทูตไป ๔ รูป ซึ่งสำเร็จการศึกษาหลักสูตร ๒ ปี จากสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ให้เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอินโดนีเซีย ในจำนวนพระธรรมทูต ๔ รูปนี้มี พระวิธูรธรรมาภรณ์ (วิญญ์ วิชาโน) แห่งวัดบวรนิเวศวิหารอยู่รูปหนึ่ง ที่ทำงานได้ผลดีมาก และยังทำงานพระศาสนาอยู่ในประเทศอินโดนีเซียตั้งแต่ปี ๒๕๑๒ จนถึงปัจจุบัน มีชาวอินโดนีเซียหันมาสนใจนับถือพระพุทธศาสนามากขึ้น ที่ได้บวชเป็นภิกษุสามเณรก็มากรูป ทำให้เกิดมีวัดทางพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทขึ้นในอินโดนีเซียถึง ๑๕ วัดในปัจจุบัน นับเป็นผลงานที่ควรแก่การสรรเสริญ และควรแก่การอนุโมทนาอย่างยิ่ง ในวงการพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน
ในปี ๒๕๑๙ ท่านเจ้าคุณพระวิธูรธรรมาภรณ์ ซึ่งเป็นผู้คุ้นเคยมากกับผู้เขียน ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่ง ให้ชื่อว่า งานพระธรรมทูตและประสบการณ์ทางวิญญาณที่
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 40
อินโดนีเซีย
เฉพาะประสบการณ์ทางวิญญาณที่อินโดนีเซีย นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก มีทั้งหมด ๘ เรื่อง ซึ่งท่านได้ประสบมาด้วยตนเอง และมีอยู่หลายเรื่องในจำนวน ๘ เรื่องนี้ ที่ท่านได้เล่าเพิ่มให้ผู้เขียนฟังเป็นพิเศษอีก เนื่องจากผู้เขียนกำลังค้นคว้าเรื่องเหล่านี้อยู่ และมีอยู่เรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเทพเจ้า โดยท่านเล่าให้ฟังว่า
"ในขณะที่ข้าพเจ้าทำงานธรรมทูตอยู่ที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซียนั้น เมื่อประมาณปลายเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้มีชาวคาธอลิคผู้หนึ่ง นำหลานสาวชื่อ ลีบียอง อายุประมาณ ๓๐ ปี นับถือศาสนาคาธอลิคมาตั้งแต่เล็ก ๆ มีความเข้าใจศาสนาคาธอลิคเป็นอย่างดี มาพบข้าพเจ้า น้าของ น.ส. ลีบียอง บอกว่า "หลานสาวของเขาเป็นคนทรงมา ๒ ปี แต่ใจจริงแล้วไม่อยากเป็นเลย แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เคยเชิญบาทหลวงมาทำพิธีที่บ้าน ก็ไม่ได้ผล และเวลา น.ส. ลีบียอง ไปโบสถ์ ก็ขอให้บาทหลวงประกอบพิธีบ่อย ๆ ก็ไม่ได้ผล บางครั้งในขณะที่บาทหลวงกำลังประกอบพิธีอยู่ ก็เกิดเข้าทรงขึ้นมาก็มี ทำให้ น.ส. ลีบียอง รู้สึกละอาย ในขณะที่น้าของ น.ส. ลีบียอง กำลังเล่าให้ฟัง มาถึงตอนนี้ น.ส. ลีบียอง ก็แสดงอาการเข้าทรงขึ้น แต่ไม่มีอาการสั่น เพียงแต่ว่าสีหน้าและลักษณะเปลี่ยนไปเท่านั้น ข้าพเจ้าก็สอบถามเหมือนกับรายอื่น ๆ ดีงที่เคยปฏิบัติมาแล้วในอินโดนีเซีย แต่ในรายนี้ เขาตอบเป็นภาษาอินโดนีเซียไม่ได้ ตอบเป็นภาษาอะไรก็ไม่รู้ ฟังคล้ายอินเดียโบราณ คือสำเนียงเหมือนบาลีปนสันสกฤต ไม่ว่าใครจะถามเป็นภาษาอินโดนีเซีย หรือภาษาอังกฤษ ผู้มาเข้าทรงฟังออกทั้งนั้น และเวลาจะตอบก็ตอบเป็นภาษาดังที่กล่าวมาแล้ว ผู้ถามจึงต้องใช้วิธีถาม ตอบรับ ปฏิเสธเอง แต่เขา (น.ส. ลีบียอง) จะบอกว่าใช่ หรือไม่ใช่ ถูก หรือไม่ถูก โดยพยักหน้าบ้าง ใช้มือบ้าง สั่นศีระษะบ้าง จนผู้ถามทุกคนได้รับความเข้าใจ
หลังจากที่ได้นั่งสนทนากันนานพอสมควร ก็ได้ความว่า ผู้มาเข้าทรงซึ่งเป็นเทพเจ้าชื่อ........ (ฟังไม่ชัด) เกิดในสมัยพระพุทธเจ้า ได้เคยเห็นพระพุทธเจ้า และเคยเรียนกรรมฐานมาด้วย เมื่อถามว่า พระพุทธเจ้ามีลักษณะอย่างไร เขาก็ขอกระดาษแล้วเขียนเป็นรูปพระห่มจีวรเฉวียงบ่า โกนศีรษะคล้ายพระภิกษุให้ดู และเมื่อถามว่า "ทำไมจึงมาเข้าสู่ร่างของคนผู้นี้" ก็บอกและชี้ให้ดูว่า "กระดูกของคนผู้นี้เหมาะสมที่จะขอยืมใช้ก่อน และบอกด้วยว่า ประสงค์จะให้ผู้นี้หันมานับถือพระพุทธศาสนา เพราะเหมาะกับเขา ศาสนาคาธอลิคไม่เหมาะ"
ร่างทรงทำนิ้วเป็นไม้กางเขนแล้ว ก็ทำมือให้ทราบว่า "คน ๆ นี้ใจแข็ง" (ความจริงก็เป็นเช่นนั้น คือเป็นผู้ที่เคร่งครัดศาสนาผู้หนึ่ง ไปโบสถ์ไม่เคยขาด แต่มาในระยะหลังไม่ค่อยกล้าไป เพราะไปทีไรเป็นถูกเข้าทรงทุกที ในเวลาที่อยู่บ้านบางครั้งในขณะที่ทำงานอยู่ดี ๆ ก็มาเข้าทรง เลยทำให้รำคาญใจ ไม่อยากจะเป็นคนทรง) พอผู้มาเข้าทรงออกแล้ว หน้าตาก็เป็นปกติ
ข้าพเจ้าตึงถามว่า "ในขณะที่กำลังเข้าทรงนั้น รู้สึกอย่างไรบ้าง" น.ส. ลีบียองบอกว่า "ได้ยินคำพูดที่พูดออกมาหมด แต่ไม่รู้ว่าพูดอะไร จะกดปากไว้ก็ไม่อยู่ เมื่อออกแล้วก็รู้สึกธรรมดา"
ครั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้บอก น.ส. ลีบียองว่า "ข้าพเจ้าได้ขอร้องผู้มาเข้าทรง ขออย่ามาเข้าทรงบ่อย ๆ แต่เขาไม่ยอม ขอให้คุณต้อนรับเขาด้วยดีเถิด อะไรที่เขาไม่ชอบ อย่าไปขัดขืนเขา ขอให้ยอมรับความจริงเสีย คือหันมานับถือพระพุทธศาสนานั่นเอง นาน ๆ จะค่อยหายไปเอง" ดู น.ส. ลีบียอง ค่อยสบายใจขึ้น
รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง เวลาประมาณ ๑๐ นาฬิกา ได้มีหลานของ น.ส. ลีบียอง มาบอกข้าพเจ้าว่า ลีบียองกำลังเข้าทรงและบอกให้ไปตามพระมา ข้าพเจ้าพร้อมด้วยลูกศิษย์ก็ตามเขาไป พอไปถึงเห็นพี่น้องเขานั่งอยู่หลายคน น.ส. ลีบียองซึ่งกำลังเข้าทรงอยู่ ก็เริ่มจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูป ที่ห้องบูชาพระในบ้านของอาเขา ซึ่งเป็นบิดาของ นายสุรันต์ กัลยาณะ แล้วสวดมนต์ ฟังดูคล้าย ๆ ภาษาบาลีบ้าง ภาษาสันสกฤตบ้าง ส่วนมากไม่รู้เรื่อง เสร็จแล้วก็พูดให้ฟังพร้อมกับทำไม้ทำมือว่า ที่นิมนต์มานี้ก็เพื่อว่าขออย่าได้สงสัยอะไรเลย เขามาจากข้างบนนี้ (ซึ่งหมายถึงเทพเจ้า) ก็เพื่ออนุเคราะห์มนุษย์ เพื่อสั่งสมความดีเท่านั้น
ข้าพเจ้าจึงได้ลองถามอีกว่า ศีลในพระพุทธศาสนามีกี่ประเภท เขาก็ตอบเป็นคำพูด พร้อมกับยกมือขึ้นแสดง ศีล ๕ ครั้งหนึ่ง ศีล ๘ ครั้งหนึ่ง ศีล ๑๐ ครั้งหนึ่ง พอมาถึงศีล ๒๒๗ ก็ยกมือมาที่ข้าพเจ้าพร้อมกับพูดและทำไม้ทำมือ แสดงว่ามีมาก แล้วยกหัวแม่มือขึ้น ซึ่งแสดงว่า "ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ ก็จะดีมาก"
ข้าพเจ้าได้ถามต่อไปว่า "ท่านเคยพบพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะบ้างไหม" เขาพูดพร้อมแสดง คือแสดงว่า "พระพุทธเจ้าทรงประทับนั่งกลาง พระสารีบุตรนั่งขวา พระโมคคัลลานะนั่งซ้าย" ได้ถามต่อไปว่า "รู้จ
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 41
ักพระเจ้าพิมพิสารและนางวิสาขาหรือไม่" เขาก็พยักหน้า แต่พอถามว่า "เคยพบพระเจ้าปเสนทิโกศลหรือไม่" เขาก็พูดและทำมือกางออกสุดแล้วสั่นศีรษะ น่าจะแสดงว่าประเทศอินเดียเป็นประเทศกว้างขวาง ไม่อาจจะรู้เห็นได้ทั่วถึงอะไรทำนองนั้น
ตอนที่แปลกใจอีกตอนหนึ่ง ก็คือเขาพูดและทำมือบอกว่า ขอให้ทำพิธีพุทธมามกะ และสอนพระพุทธศาสนาให้ น.ส. ลีบียองด้วย ข้าพเจ้าจึงได้ขอร้องว่า "ขออย่าได้รบกวน น.ส. ลีบียองมากนัก" เขาก็พยักหน้า ได้กำหนดวันทำพิธีพุทธมามกะในวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๑๕ เวลา ๑๖ นาฬิกา และข้าพเจ้าได้มอบเหรียญพระพุทธรูปให้ และหนังสือต่าง ๆ ให้ไปอ่าน ในบางโอกาสได้มาเรียนธรรมที่ข้าพเจ้าพร้อม ๆ กับชาวพุทธบ่อย ๆ
ต่อมา ราวกลางเดือนตุลาคม ญาติ ๆ ของ น.ส. ลีบียอง ได้นำข้าพเจ้าไปที่บ้าน น.ส. ลีบียอง พร้อมกับเล่าให้ฟังว่า หมู่นี้นาน ๆ จึงจะมีสักครั้ง และมีบ่อยที่เวลาจะนอน เธอมองเห็นคนหลายคนแต่งตัวด้วยผ้าขาวเข้าไปในห้อง มองเห็นชัด แล้วก็หายไปบางครั้งในเวลากลางคืน คนใช้เคยมองเห็นคนร่างใหญ่ยืนอยู่หลังบ้าน พวกญาติของเขาจึงขอให้ช่วยทำพิธีสวดมนต์ให้ ข้าพเจ้าพร้อมด้วยสามเณรวิชัย จากวัดบวรนิเวศวิหาร ก็ได้ทำพิธีให้ โดยได้ปฏิบัติเหมือนดังในประเทศไทย
ครั้นต่อมา ประมาณเดือนพฤศจิกายน ๒๕๑๕ เขาจะทำบุญบ้านสักครั้ง ข้าพเจ้าจึงบอกว่า "ขอให้รออาจารย์ก่อน จะได้มีพระหลาย ๆ รูป คือในต้นเดือนธันวาคม ท่านเจ้าคุณพระญาณวิริยาจารย์ วัดธรรมมงคลจะมา" เมื่อท่านเจ้าคุณ ฯ ไปถึงอินโดนัเซีย จึงได้ประกอบพิธีทำบุญบ้าน (จำวันไม่ได้) และมีพระเจริญพระพุทธมนต์ ๓ รูป และสามเณร ๑ รูป คือท่านเจ้าคุณพระญาณวิริยาจารย์ พระสุภาโต สามเณรวิชัย และข้าพเจ้า
หลังจากอนุโมทนาแล้ว ข้าพเจ้าได้เล่าเรื่อง น.ส. ลีบียอง ให้ท่านเจ้าคุณวิริยาจารย์ฟัง พร้อมกับขอให้ท่านอนุเคราะห์ ท่านก็รับว่า "ได้" ข้าพเจ้าจึงหันไปบอกแก่ น.ส. ลีบียองว่า ท่านอาจารย์องค์นี้จะช่วย ดูเธอรู้สึกดีใจมากและกล่าวคำขอบคุณ ในทันใดนั้นเองก็ถูกเข้าทรงแล้วพูดอะไรไม่ทราบ ท่านเจ้าคุณก็บอกว่า "จะขอรับไปกรุงเทพ ฯ ด้วยกัน จะไปไหม" ก็พยักหน้าบอกว่า "ไป" แต่ได้ยกมือขึ้น ๕ นิ้ว แล้วทำให้เข้าใจว่า ยังมีอีก ๕ คน ที่คอยติดตาม น.ส. ลีบียองอยู่ ก็ขอให้รับไปด้วย" ท่านเจ้าคุณวิริยาจารย์ก็รับว่า "ได้" แล้วบอกว่า "ขอให้เตรียมตัว จะนำไปเดี๋ยวนี้" ตอนนี้ น.ส. ลีบียองหันไปทางโต๊ะบูชาพระแล้วกราบ ๓ ครั้ง แล้วท่านเจ้าคุณ ฯ ก็หลับตาครู่หนึ่งแล้วบอกว่า "เสร็จแล้ว" ต่อจากนั้น ท่านจึงประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้ทั้งครอบครัว
ภายหลังจากนั้นมานับเป็นเวลา ๑ ปีเต็ม ๆ ที่ น.ส. ลีบียองไม่ถูกเข้าทรงอีก แต่ภายหลังจาก ๑ ปี คือตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๗ เป็นต้นมา น.ส. ลีบียอง ได้ถูกเข้าทรงอีกแต่ไม่บ่อยนัก และยังคงเป็นอยู่จนถึงปัจจุบัน
ในปี ๒๕๒๓ ข้าพเจ้า (ผู้เขียน) ได้เดินทางไปดูงานพระศาสนาในประเทศอินโดนีเซีย ก็ได้ทราบว่า ขณะนี้ น.ส. ลีบียอง หันมานับถือพระพุทธศาสนา และปฏิบัติเคร่งครัดมาก โดยรักษาศีล ๘ เป็นประจำ
จากเรื่องนี้ชี้ให้เห็นชัดว่า เทวดานั้นมีจริงแน่นอน และสามารถจะดลบันดาลชักนำคนให้มานับถือพระพุทธศาสนาได้จริง ดังเรื่องพระสุธัมโม ภิกษุชาวอินโดนีเซีย และเรื่องของ น.ส. ลีบียอง นี้เป็นตัวอย่าง เพราะฉะนั้น ท่านเจ้าคุณวิธูรธรรมาภรณ์ จึงกล่าวกับผู้เขียนในตอนหนึ่งว่า "ขอให้พวกเรามาช่วยกันทำงานพระพุทธศาสนากันเถิด ในปัจจุบันอย่าว่าแต่มนุษย์เลย ที่ช่วยทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา แม้แต่เทวดาก็ยังมาช่วย"
ประจักษ์พยาน*
เรื่องกรรมและตายแล้วเกิด
( เรื่องนี้ ไดรับความเอื้อเฟื้อจากท่านเจ้าคุณพระศรีกิตติโสภณ (เกียรติ สุกิตฺติ) วัดจักรวรรดิราชาวาส โดยท่านได้แปลถอดความเรื่องนี้มาจากเรื่อง Evidence For Karma And Rebirth ของ Amarasiri Weeraratne ในนิตยสารมหาโพธิ ฉบับเดือนกันยายน ๒๕๑๖.)

มร. เอดการ์ เคซี่ แห่งมลรัฐเคนทักกี้ อเมริกา ผู้ได้ถึงแก่กรรมไปแล้วเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๕๖ (พ.ศ. ๒๔๙๙) เป็นมนุษย์ผู้มีญาณพิเศษ หรือตาทิพย์แห่งยุคปัจจุบัน ซึ่งได้ใช้ความสามารถในด้านนี้ของตน เพื่อบรรเทาและปลดเปลื้องความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์
เคชี่ ได้รับสมญาว่า "หมอหลับแห่งอเมริกา" และได้มีคนไข้ทุกประเภทไปขอให้ช่วยรักษา หลังจากที่การรักษาทางอื่นทุก ๆ อย่างบรรดามี ไม่สามารถบำบัดความเจ็บไข้ของตนได้แล้ว
"หมอเคซี่" ไม่เหมือนแพทย์ทั่วไปทั้งหลาย ตรงที่มีการศึกษาเพียงขั้นมัธยมเท่านั้น และไม่เคยได้รับการศึกษาทางแพทย์จากสำนักศึกษาแห่งใดเลย
เมื่ออายุ ๒๑ ปี เคซี่ได้จากบ้านเกิดเข้าไปหางานทำในเมือง และได้งานทำทางด้านธุรกิ๗ประกันภัย แต่หลังจากนั้นสองสามปีก็ประสบโชคร้าย
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 42
ถูกโรคหลอดเสียงในคออักเสบเล่นงานอย่างรุนแรง เป็นผลให้พูดไม่มีเสียง จนต้องทิ้งงานที่ทำอยู่ ไปทำงานอย่างอื่น ซึ่งไม่ต้องใช้เสียงมาก ขณะเดียวกันก็พยายามทุกวิถีทาง เพื่อจะรักษาให้หลอดเสียงที่เสียของตนกลับคืนดีขึ้นมา แต่ก็ปรากฏอีกว่า ไม่มีการรักษาโดยวิธีใดช่วยทำให้ดีได้
ขณะที่เคซี่อยู่ด้วยความสิ้นหวัง ไม่มีทางรักษาอย่างใดอีกดังกล่าว ก็พอดีมีผู้ชำนาญการสะกดจิตคนหนึ่ง เดินทางไปเผยแพร่วิชาการด้านนี้ ณ เมืองที่เคซี่อยู่ เคซี่จึงได้ไปหาและขอให้ลองใช้วิชาสะกดจิตช่วยรักษาอาการที่ตัวเป็น
ปรากฏว่า เมื่ออยู่ในภาวะถูกสะกดจิต เคซี่สามารถพูดมีเสียงออกมาเช่นปกติ แต่พอพ้นจากถูกสะกดจิตก็กลับพูดไม่มีเสียงอีกตามเดิม ผู้ชำนาญการสะกดจิตได้พยายามแล้วพยายามอีกเพื่อจะแก้ให้ได้ แต่ก็ไร้ผล
เพื่อนของเคซี่คนหนึ่งชื่อ เลน ซึ่งเป็นนักสะกดจิตสมัครเล่นและสนใจติดตามเรื่องนี้อยู่ด้วย คิดว่าเมื่อเคซี่สามารถพูดได้ในขณะถูกสะกดจิต เมื่อกลับสู่ภาวะตื่นเป็นปกติแล้วก็น่าจะพูดได้ด้วย จึงตั้งใจที่จะทดลองเรื่องนี้ดูด้วยตนเองอีกที
เลนจึงดำเนินการสะกดจิตเคซี่ เสร็จแล้วก็ตั้งคำถาม "นี่แกบอกฉันได้ไหม ว่าอะไรเป็นเหตุให้เกิดการตีบตันในลำคอของแก และบอกด้วยว่าจะรักษาเจ้าโรคที่เป็นนี้ได้อย่างไร"
มหัศจรรย์เกินจะกล่าวได้เกิดขึ้น เลนได้รับคำตอบว่า อาการดังกล่าวเป็นภาวะสัมพันธ์ระหว่างจิตและร่างกาย เลือดไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อบางส่วนในลำคอไม่พอ ให้เลนออกคำสั่งเสียในขณะที่ตนยังอยู่ในภาวะถูกสะกดจิต ว่าให้ก่รอุดตันทางเดินของเลือดหายเสีย ให้เลือดเดินได้สะดวก แล้วเมื่อนั้นการรักษาก็จะได้ผล
เลน ทำตามคำแนะนำ ผลปรากฏว่าชั่วขณะที่เลนจ้องสังเกตุอยู่นั่นเอง ลำคอของเคซี่ก็เปลี่ยนสีเป็นชมพู แล้วก็เป็นแดงอย่างอมเลือดฝาดเต็มที่ เคซี่สามารถพูดได้ด้วยเสียงปกติของตัว และเมื่อตื่นจากการถูกสะกดจิตแล้ว ก็สามารถเรียกสมรรถนะในการพูดกลับมาได้ตามเดิม แล้วหลังจากนั้นได้มีการทำเพิ่มเติมอีกครั้งสองครั้ง ทุกอย่างก็สมบูรณ์เป็นปกติ
คราวนี้ มาถึงครอบครัวของตัวเลนบ้าง โดยตัวเขาก็มีอาการป่วยเรื้อรังเกี่ยวกับท้องอยู่ ได้ทดลองรักษามาแล้วทุกตำหรับ แต่ก็ไม่ได้ผลเด็ดขาด เลนตั้งใจที่จะปรึกษาเคซี่ระหว่างถูกสะกดจิตดูว่า จะสามารถบำบัดอาการป่วยเจ็บของตนได้ไหม
เมื่อเลนทดลองทำตามที่คิด ก็ปรากฏว่าเคซี่สามารถบอกวิธีรักษาให้ได้ โดยแนะนำให้บริหารร่างกายอย่างนั้น ๆ ให้รับอาหารพิเศษอย่างนั้น ๆ และใช้ยาประกอบอย่างนั้น ๆ ซึ่งเมื่อเลนทำตามคำแนะนำดังกล่าวก็พบว่าเป็นไปตามคำของเคซี่ คือภายในเวลาเพียงสามสัปดาห์ก็หายขาดจากอาการโรคที่เป็นมาอย่างเรื้อรังนั้น
คราวนี้เลนได้ประจักษ์ว่า ขณะที่ถูกสะกดจิตเคซี่มีความสามารถมหัศจรรย์ในการรักษา และโดยที่ทราบอยู่ว่า เคซี่เป็นคริสเตียนผู้เคร่งครัดและใจบุญ มีศรัทธาอ่านใบเบิ้ลจากปกหน้าถึงปกหลังทุกปี จึงได้พูดหว่านล้อมขอให้เคซี่เห็นแก่เพื่อนมนุษย์จำนวนมาก ซึ่งได้รับทุกข์ทรมานเพราะโรคร้ายนานาชนิด และไม่สามารถหาวิธีรักษาอย่างใดอย่างหนึ่งบำบัดได้ โดยขอให้เคซี่รับแนะวิธีรักษาให้แก่คนเหล่านั้น ขั้นแรกเคซี่ไม่ตกลงเนื่องจากไม่เชื่อว่าตนจะมีความสามารถทำเช่นนั้นได้ แต่เมื่อถูกวิงวอนขอร้องหลายครั้งหลายหนเข้า ก็ตกลงรับการทดลองรักษาในรายหนัก ๆ ซึ่งไม่สามารถหาทางรักษาได้แล้วจริง ๆ
แม้เคซี่จะไม่เคยได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องยาหรือการแพทย์เลย แต่ก็ปรากฏว่าเมื่ออยู่ในระหว่างสะกดจิต เขาสามารถตรวจวิเคราะห์โรคได้อย่างแม่นยำ และใช้ศัพท์เทคนิคต่าง ๆ ที่ในเวลาปกติแล้วเขาไม่เคยรู้เลย
กล่าวได้ว่า คนไข้ที่เคซี่รักษาหายหมดทุกราย ไม่ปรากฏมีรายใดทรุดลงกว่าเดิมเลย ในบางรายเคซี่จะบอกว่า ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากความเจ็บป่วยนั้นเป็นผลมาจากกรรมแต่ชาติก่อน (หมายเหตุของผู้จัดทำเว็บไซท์ => เรื่องนี้ตรงกับหลวงพ่อวัดปากน้ำและหลวงพ่อปาน ที่ก่อนจะรักษาจะดูเรื่องกรรมเก่าก่อน)เขาสามารถเพียงแต่จะบอกยา ซึ่งอาจช่วยให้บรรเทาลงได้บ้างเมื่อเป็นขึ้นมา เคซี่ไม่รู้เรื่องศาสนาพุทธหรือฮินดูเลย และยิ่งไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับทฤษฎีเรื่องกรรมและเรื่องตายแล้วเกิด เมื่อมีผู้เล่าเรื่องให้ฟัง เคซี่ถึงกับตกใจและคิดจะเลิกการรักษาที่ทำอยู่นั้นเสีย ด้วยเห็นว่าการกระทำของตนเป็นเรื่องแอนตี้คริสเตียน แต่เพื่อนฝูงก็สามารถชี้แจงทำความเข้าใจและอ้อนวอนให้เคซี่ให้การรักษาต่อไปจนได้
ในช่วงเวลา ๔๐ ปี เคซี่รักษาคนไข้หายได้รวมจำนวนประมาณ ๓๐,๐๐๐ คน
มีข้อแตกต่างอย่างมากอยู่ประการหนึ่ง ระหว่างเคซี่กับแพทย์ทั้งหลายทั่วไป คือเคซี่ไม่จำเป็นจะต้องได้เห็นคนไข้ โดยคนไข้อาจจะอยู่ห่างออกไปเป็นระยะทางตั้งร้อยไมล์ก็ได้ ที่จำเป็นมีเฉพาะชื่อกับที่อยู่อันถูกต้องของคนไข้ (หมายเหตุของผู้จัดทำเว็บไซท์ =&
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 43
gt; เรื่องนี้ตรงกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ การรักษาคนไข้ของหลวงพ่อ คนไข้ไม่ต้องมาก็ได้ ให้ญาติเขียนชื่อ อายุ ที่อยู่ และโรคที่เป็นใส่กระดาษให้หลวงพ่อ) ซึ่งจะต้องบอกให้เคซี่ทราบ ในเมื่อได้อยู่ในภาวะสะกดจิตแล้ว หากปรากฏว่าคนไข้ไม่อยู่เขาก็จะพักรายนั้นไว้แค่นั้น แล้วตรวจรายอื่นต่อไป
ตอนจะตรวจรักษา เคซี่ไม่ต้องทำอะไรมาก เขาเพียงแต่เข้าไปในห้อง ถอดรองเท้าและผ้าพันคอออก แล้วเอนตัวลงนอนบนที่นอน หลับตา เอามือประสานกันวางที่หน้าผาก หายใจลึก ๗ ครั้ง แล้วชั่วประเดี๋ยวตาของเขาก็จะรู้สึกว่าสว่าง
หลังจากนั้นชั่วครู่ ภรรยาหรือเลขานุการของเขาก็จะบอกว่า คราวนี้เขาจะได้เห็นคนชื่อนั้น ๆ อยู่ที่นั้น ๆ ให้เขาตรวจวิเคราะห์โรค และบอกวิธีรักษาที่จำเป็น จากนั้นสองสามนาทีเคซี่ก็จะพูด
บ่อยครั้งที่เคซี่จะพรรณาสภาพแวดล้อมของที่ ที่เขาพบคนไข้ เช่น เขาจะบอกว่า มีสุนัขสีขาวตัวหนึ่งอยู่ที่มุมห้อง แม่ของตนไข้กำลังสวด (มนต์) อยู่ คนไข้กำลังขึ้นบันไดมา เป็นต้น ข้อระบุของเคซี่ทำนองนี้ พบว่าตรงกับที่เป็นจริงทุกครั้ง จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ถึงความเป็นจริงแห่งพลังตาทิพย์ของเขา
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ปรากกเลยว่าการตรวจวิเคราะห์โรค และการสั่งการรักษาของเคซี่ไม่ได้ผล แม้แต่เหล่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เมื่อไม่สามารถจะตรวจวิเคราะห์โรคให้ทราบแน่นอนได้ ก็ต้องมาขอพึ่งพลังตาทิพย์ของเคซี่ ที่สถาบันเคซี่ มีประกาศนียบัตรที่นายแพทย์ดังกล่าวออกให้เป็นหลักฐานอยู่เป็นจำนวนมาก
คนไข้ส่วนใหญ่ของเคซี่ เป็นผู้ได้รับการรักษาอย่างดีที่สุดทางวิทยาศาสตร์มาแล้วต่ไม่ได้ผลเด็ดขาด เคซี่รักษาลมบ้าหมูของพระโรมันคาธอลิครูปหนึ่งให้หายขาดได้ บันทึกรายงานและเอกสารการรักษาสำหรับรายที่อยู่ในลักษณะพิเศษกว่าปกติเช่นนี้ มีอยู่เป็นจำนวนมากที่สถาบันเคซี่
งานของเคซี่ มีความสำคัญพิเศษสำหรับเราชาวพุทธ โดยที่จะได้พบประจักษ์พยานเกี่ยวกับเรื่องกรรม และตายแล้วเกิดอย่างมากมาย ในการดูด้วยใจหรือตรวจทางในของเคซี่ บางครั้ง เขาบอกว่าความป่วยไข้ของคนไข้บางคนนั้น เนื่องมาจากผลของกรรมในชาติก่อน ดังนั้น จึงไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ การรักษาของเขาเพียงแต่จะช่วยให้อาการบรรเทาลงได้บ้างเท่านั้น บางครั้ง เคซี่ก็ระบุถึงชาติอดีตของคนไข้บางรายด้วย ซึ่งในชาตินั้น คนไข้เหล่านั้นได้ทำกรรมชั่วไว้ อันได้ส่งผลให้พวกเขาประสบทุกข์ทรมานในสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (หมายเหตุของผู้จัดทำเว็บไซท์ => เรื่องนี้ตรงกับหลวงพ่อวัดปากน้ำและหลวงพ่อปาน ที่ก่อนจะรักษาจะดูเรื่องกรรมเก่าก่อน)
คนไข้รายหนึ่งป่วยด้วยโรคหืด เคซี่บอกว่าเมื่อชาติก่อนเคยโยนลูกแมวให้จมน้ำตาย ชาตินี้จึงต้องได้รับทุกข์ทรมานจากอาการของโรคหืด หายใจไม่ออก
สามีภรรยาคู่หนึ่ง ประสบปัญหาเกี่ยวกับชีวิตคู่ เคซี่บอกว่าทั้งสองเคยเป็นพระและแม่ชีโรมันคาธอลิคอยู่ที่เกาะอังกฤษ ในชาติดังกล่าวทะ้งสองได้ล่วงละเมิดศีลและคำปฏิญาณ ชาตินี้จึงได้รับความเดือดร้อนยุ่งยากเช่นที่เป็นอยู่
คนไข้เสียตารายหนึ่งได้รับการบอกว่า เมื่อชาติก่อนเขาเป็นสมาชิกชาวป่าเปอร์เซียเผ่าหนึ่ง คนป่าเผ่านี้จะควักลูกตาของเชลยทุกคนที่จับได้ในการสู้รบออก และหน้าที่ควักลูกตาของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายออกดังกล่าวนั้น เป็นของคนไข้รายที่พูดถึงอยู่นี้ ดังนั้นในชาตินี้ เขาจึงได้รับผลกรรมเป็นคนตาบอด
คนไข้อีกรายหนึ่ง ได้รับการบอกว่าเป็นเพราะเมื่อชาติก่อนเขาได้มีความยินดีปรีดา ในความทุกข์ทรมานของเพื่อนมนุษย์ผู้ต้องตกเป็นเหยื่อ ณ สนามโรมันสเตเดี้ยม ซึ่ง ณ ที่นั้น ผู้ถูกจองจำบางพวกถูกโยนลงไปให้เป็นเหยื่อของสิงโต ในบันทึกของเคซี่ มีกรณีทำนองดังกล่าวนี้อยู่มากมาย
เคซี่ จะตรวจดูชาติอดีตของเด็ก ๆ แล้วบอกให้พ่อแม่ของเด็กเหล่านั้นทราบว่า เด็กเคยได้มีความชำนาญมาแล้วทางไหน พร้อมกันนั้นก็จะแนะว่า เมื่อโตขึ้นเด็กควรประกอบอาชีพในแนวที่ตนเคยมีความชำนาญมาแล้ว ผลปรากฏว่า ทุกรายที่ทำตามคำแนะนำของเคซี่ ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม
จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏนี้ ย่อมเป็นที่แจ้งชัดว่า เรื่องกฏแห่งกรรม และเรื่องตายแล้วเกิด เป็นหลักคำสอนที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริง ทั้งประจักษ์พยานสนับสนุนเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องจริง นอกจากที่มีกล่าวในพระคัมภีร์ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเชื่อด้วยศรัทธา
บันทึกและเอกสารเกี่ยวกับงานของเคซี่ ยังคงได้รับการเก็บรักษาไว้ ณ สถาบันเคซี่ เวอร์จิเนียบีช อเมริกา นักค้นคว้าทางจิตและผู้ศึกษาเรื่องกรรมกับตายแล้วเกิด พากันไปที่นั่นบ่อย ๆ เพื่อศึกษาบันทึกเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ โมเรย์ เบเรนสไตน์ สนใจเรื่องกรรมและเรื่องตายแล้วเกิด ก็เพราะได้ศึกษาบันทึกของเคซี่ เรื่องนี้ได้กระตุ้นให้เขาพิสูจน์ความจริงของการตายแล้วเกิด ด้วยการสะกดจิตหญิงคนหนึ่ง แล้วให้เธอย้อนระลึกไปถึงชาติในอดีตของเธอ
ผลข
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 44
องการทดลองดังกล่าวของเบเรนสไตน์ ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันทั่วโลก และได้รับการจัดพิมพ์เป็นหนังสือให้ชื่อว่า "The Search for Bridey Murphy" ซึ่งเป็นหนังสือขายดีที่สุดของอเมริกาในปี ค.ศ. ๑๙๕๖ งานดังกล่าวรับรองความจริงเรื่องตายแล้วเกิดว่า เป็นภาวะที่อาจทดลองพิสูจน์ได้โดยวิธีให้ระลึกชาติด้วยการสะกดจิต จินา เซรามินารา ผู้เขียนเรื่อง "Many MansionsW และ "The World Within" ก็เป็นอีกคนหนึ่ง ซึ่งได้ศึกษาบันทึกงานของเคซี่อย่างละเอียด และในหนังสือสองเล่มของเธอ ซึ่งเป็นงานขั้นมาตรฐานเกี่ยวกับเรื่องกรรมและตายแล้วเกิด เธอก็ได้อ้างถึงกรณีของเคซี่บ่อย ๆ
จำเป็นต้องกล่าวถึงด้วยว่า เคซี่ใช้พลังจิตของเขาเพื่อประโยชน์สุขของเพื่อนมนุษย์แต่อย่างเดียว โดยไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียวที่จะใช้ในทางร้ายหรือผิดศีลธรรม เขาไม่เคยช่วยนักการพนันหรือบอกใบ้ให้พวกนักเลงเล่นม้า เคซี่ไม่ยอมให้เอาเรื่องของตนไปโฆษณาเลยโดยประการทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นทางหนังสือพิมพ์ ทางวิทยุ หรือทางโทรทัศน์ แต่แม้กระนั้นก็เป็นความจำเป็นที่คนไข้จะต้องเข้าคิวรอเป็นเวลาหลาย ๆ เดือน และระยะหลังถึงร่วมปีกว่าจะสามารถกำหนดวันนัดหมายกับเคซี่ได้
การรักษาของเคซี่ มิได้ใช้ตำรับยาและวิธีการรักษาแบบของตะวันตกเสมอไป ยาของเขาบางขนานพบว่าตรงกับที่มีในตำรับการแพทย์ของยียิปต์โบราณ ทั้งนี้โดนที่ชาติหนึ่งในอดีตเขาเคยเกิดเป็นหมอใหญ่มีชื่อเสียงที่นั่น
การอ่านชีวประวัติและงานของเคซี่อย่างพินิจพิเคราะห์ สามารถทำให้เราเชื่อได้ในความจริงที่สำคัญยิ่งประการหนึ่ง คือข้อที่ว่า ไม่มีใครมาสู่โลกนี้แบบ "มือเปล่า" อย่างแท้จริง โดยไม่มีทรัพย์สมบัติหรือหนี้สินอะไรติดตัวมาด้วย แต่ละคนนำเอากรรม ทั้งที่เป็นส่วนดีและชั่วของตนติดตัวมา และกรรมนั้นเป็นผู้จำแนกรูปร่าง ลักษณะ อุปนิสัยใจคอ ความชำนาญพิเศษ และอะไรต่ออะไรอื่น ซึ่งเป็นเรื่องลี้ลับเกินกว่าจะอธิบายได้ ไม่ว่าใครจะเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือทั้งสุขทั้งทุกข์ สุดแต่กรณีในชาตินี้ ส่วนใหญ่กำหนดโดยกรรมในอดีตของตน
พระพุทธดำรัสว่า.... สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของของตน มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นที่พึ่งพำนัก...... ได้รับการยืนยันโดยผลงานของมนุษย์ตาทิพย์ยุคปัจจุบัน คือ เอดการ์ เคซี่ ผู้นี้..... ผู้ซึ่งมิใช่ชาวพุทธ ทั้งไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องพุทธศาสนาหรือพระพุทธองค์ ตรงกันข้าม กลับเป้นคริสเตียนผู้เคร่งครัดในศาสนาของตนด้วยซ้ำ.
เด็กอัจฉริยะ
เด็กอัจฉริยะ คือเด็กที่มีความรู้ความสามารถเกินเด็กทั่วไปในวัยเดียวกัน และยังมีความสามารถเกินผู้ใหญ่ส่วนมากอีกด้วย เด็กประเภทนี้ นักวิทยาศาสตร์ถือว่ามีไอคิวสูง มีสมองดีเลิศ แต่ทำไมจึงแตกต่างจากเด็กทั่วไปมากถึงเพียงนั้น ก็ไม่อาจจะอธิบายได้ชัดเจน จับได้แต่เพียงสาเหตุใกล้ว่าสมองมีไอคิวสูง ไม่อาจจะค้นหาสาเหตุไกลออกไปกว่านี้ แต่ถ้าจะเอาหลักพระพุทธศาสนาเข้ามาอธิบายความเป็นอัจฉริยะของคนเราแล้ว ก็จะทราบได้ทันทีว่า เพราะผู้นั้นเคยศึกษาเล่าเรียนหรือมีความชำนาญในวิชาที่ตนถนัดเหล่านี้มาในชาติก่อนแล้ว เมื่อเขาตายจากชาติที่แล้วมาเกิดเป็นมนุษย์อีกในชาตินี้ทันที โดยไม่มีการไปเกิดในภพอื่นใดคั่นระหว่าง ความรู้ความสามารถที่จิตของเขาได้เก็บไว้เมื่อชาติก่อน ยังใหม่อยู่ไม่เลือนหายไป พอฟื้นฟูเข้านิดหน่อยก็คล่องแคล่วขึ้นเหมือนเดิมอีก เพราะเคยสั่งสมมาและคล่องแคล่วอยู่แล้วเมื่อชาติก่อน เช่นสมมติว่า เมื่อชาติก่อนผู้นั้นเป็นศาสตราจารย์หรือเป็นอาจารย์ผู้มีความชำนาญพิเศษอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เมื่อเขาตายไปและมาเกิดในชาติปัจจุบัน ความรู้และความชำนาญจึงยังมีอยู่ แต่ที่ต้องลืมไปบ้างก็เพราะภพชาติปิดไว้ แต่เมื่อได้รับทบทวนหรือกระตุ้นเข้านิดหน่อยก็เกิดขึ้นมาได้อีกอย่างรวดเร็ว แถมบางคนยังสามารถพูดภาษาต่างประเทศที่ตนยังไม่เคยเรียนมาก่อนในชาตินี้ได้อีกด้วย หากไม่เป็นอย่างนี้แล้วย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะฉลาดเกินมนุษย์ทั่วไปมากถึงขนาดนั้น
พระพุทธศาสนายอมรับเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด จึงยอมรับเรื่องเช่นนี้โดยสนิทใจ และถือว่านี้คือกฏธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์เท่านั้นเอง และการเกิดของคนเรานั้น อาจจะเปลี่ยนจากชนชาติหนึ่งมายังชาติหนึ่งได้ เช่นเมื่อชาติก่อนเคยเกิดในประเทศยุโรป แต่มาชาตินี้กลับมาเกิดในเอเซีย หรือชาติก่อนเกิดในเอเซีย มาชาตินี้ไปเกิดในยุโรป หรืออเมริกาก็ได้ หรืออาจจะไปเกิดในภพภูมิอื่น ๆ นอกจากมนุษย์โลกก็ได้ แล้วแต่กรรมดลบันดาลส่งให้ไปเกิด
แต่ปัญหามีอยู่ว่า ถ้าหากอุปนิสัย รวมทั้งความรู้ความสามารถในชาติก่อน สามารถติดตามมายังชาติปัจจุบันได้จริง แล้วทำไม จึงมีเด็กอัจฉริยะเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำไมคนทั่วไป ความรู้ความสามารถเมื่อชาติก่อนไม่ติดมาด้วย ต้องมาหาเอาใหม่ เรียนเอาใหม่ในปัจจุบันทั้งสิ้น
ข้อนี้ขอตอบว่า อุปนิสัยและความรู้ความสามาร
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 45
ถในชาติก่อนของคนเราติดมาในชาตินี้ด้วยกันทุกคน แต่มีมากบ้างน้อยบ้างตามบุญกรรม หรือตามอุปนิสัยที่เคยสั่งสมมาในชาติก่อน ดังเราจะเห็นว่า คนเราเกิดมามีอุปนิสัยใจคอไม่เหมือนกัน มีความถนัดไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน เช่น บางคนถนัดทางดนตรี บางคนถนัดทางวาดเขียน แต่บางคนถนัดในทางด้านคณิตศาสตร์ บางคนชอบความสงบ แต่บางคนชอบต่อสู้ชกต่อย แม้สติปัญญาก็ไม่เท่ากัน คือบางคนโง่ บางคนฉลาด เป็นเพียงแต่ว่าจะฉลาดน้อยฉลาดมาก หรือโง่น้อยโง่มากเท่านั้นเอง แต่การที่คนเกิดมาเป็นอัจฉริยะมีน้อย ก็เพราะว่าอัจฉริยะบุคคลในโลกนี้มีไม่มากนัก และเมื่อตายแล้วไม่มาเกิดเป็นมนุษย์ในทันทีทันใด ไปเกิดในภพอื่นที่คั่นอยู่ในระหว่าง จึงทำให้ลืมความรู้ความสามารถที่เคยมีมาเมื่อชาติก่อนเสียเกือบหมด หรือแม้เมื่อมาเกิดในชาติปัจจุบันแล้ว บางคนไม่ได้สิ่งแวดล้อมที่ดีที่เหมาะสม จึงไม่อาจจะแสดงความอัจฉริยะออกมา หรือแม้จะแสดงออกมาได้บ้าง แต่ไม่อาจอสดงออกมาเต็มที่ได้ เช่นไปเกิดในหมู่คนป่าคนดอย หรือในประเทศที่ไร้ความเจริญ แต่ถ้าหากอัจฉริยะบุคคลนั้นมาเกิดในทันทีทันใด ไม่มีภพอื่นมาคั่นระหว่าง และมาเกิดในตระกูล ประเทศที่มีสิ่งแวดล้อมดี เหมาะสมแล้ว เขาก็ย่อมแสดงความอัจฉริยะออกมาให้ปรากฏอย่างแน่นอน อย่างที่เกิดขึ้นในปัจจุบันในหลายประเทศ ดังตัวอย่างที่นำมาแสดงไว้ในที่นี้ ดังต่อไปนี้
ยู ยอง มิน ยอดเด็กอัจฉริยะชาวเกาหลีเหนือ
เรื่องนี้ ได้จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๖ ในข้อแนะนำของธิติพงษ์ ซึ่งขอนำมากล่าวไว้ในที่นี้แต่โดยย่อ ดังนี้
เด็กยอดอัจฉริยะผู้นี้คือ เด็กชายยู ยอง มิน ชาวเกาหลีเหนือ ครอบครัวของหนูน้อยคนนี้ เป็นกรรมาชนอยู่หมู่บ้านชางชอน เมืองวอนซาน อันเป็นเมืองท่าและศูนย์กลางการผักผ่อนและตากอากาศของจังหวัดกังวอน บ้านที่ ยู ยอง มิน กับพ่อแม่อยู่นั้น แม้ไม่ได้อยู่ในตัวเมือง แต่ก็มองเห็นทัศนียภาพของเมืองวอนซานชัดเจน
ยู ยอง มิน ลืมตามองดูโลกคอมมิวนิสต์ และสังคมที่ทุกอย่างถูกปิดกั้นอย่างเกาหลีเหนือ แต่สังคมและลัทธิการเมืองไม่อาจห้ามสมองเธอได้ แววฉลาดฉายออกมาขณะที่ ยู ยอง มิน อายุไม่กี่มากน้อย จนกระทั่งนายยู ดอง ชอล ผู้บิดาวัย ๓๗ ปี และนางโช บอง ชอน มารดา อายุ ๓๓ ปี ก็พลอยได้รับการกล่าวขวัญสรรเสริญอยู่เสมอ
ความน่ารักน่าเอ็นดู ทำให้เจ้าหนูได้รับของขวัญหลายอย่างในวันเกิดครบรอบปีแรก เมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๒๑ แล้วแค่วัยขวบเศษ เพื่อนบ้านใกล้เคียงก็รู้ว่าพวกเขามองคนไม่ผิด และเกินคาดด้วยซ้ำ เพราะชื่อเสียงอัจฉริยะภาพของเด็กชาย ยู ยอง มิน กระฉ่อนไปทั่ว ไม่เฉพาะเขตอำเภอละแวกบ้านเท่านั้น หากกระจายไปทั่วประเทศ
นอกจากจะเหลือเชื่อแล้ว แต่ยังความประหลาดใจแก่พ่อแม่เป็นอย่างยิ่ง ในเรื่องที่เกิดขึ้นแก่บุตรชายของตน คือ เมื่อวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๒๑ อายุยังไม่ครบขวบอยู่ ๒ วัน หลังจากรับประทานอาหารค่ำแล้วทั้งครอบครัว พ่อ แม่ ลูก ก็พักผ่อนเล่นหัวกันตามปกติ ทันใดนั้น เจ้าหนูน้อยก็ใช้มือน้อย ๆ เกาะไหล่บิดา แล้วท่องบทอาขยานที่ได้ยินพี่สาวอ่าน และท่องจากหนังสือเรียนเป็นประจำไม่ใช่ท่องได้ ๒-๓ ประโยคเท่านั้น หากท่องได้ถึง ๔๐ วรรคอย่างแม่นยำ ซึ่งเด็กวัยแค่ไม่ครบขวบดีอย่างนั้นทั่วไปแล้ว อย่าว่าแต่ท่องบทอาขยานเลย แม้จะพูดเป็นประโยค เรียกชื่อพ่อแม่ก็ยาก
พออายุครบ ๒ ขวบ ผู้ปกครองก็พาเด็กชาย ยู ยอง มิน ไปฝากเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาลชางชอน พอได้เรียนเพิ่มเติมเข้าเท่านั้น เจ้าหนูน้อยคนนี้ก็เรียนเร็ว ราวกะว่าสมองติดเครื่องคอมพิวเตอร์ คือ หลังจากเรียนอนุบาลแค่ ๒ อาทิตย์ เจ้าหนูก็เรียนหลักสูตรชั้นประถมปีที่หนึ่ง แล้วก็เรียนจบหลักสูตรชั้นประถมปีที่สอง ภายใน ๑ เดือน ประถมปีที่สามภายใน ๔๐ วัน และต่อมาอีก ๔๐ วัน ก็จบชั้นประถมปีที่สี่ สรุปแล้ว ภายใน ๔ เดือน ๕ วัน หนูน้อยมหัศจรรย์ ยู ยอง มิน ก็สามารถสอบผ่านหลักสูตรชั้นประถมปีที่สี่ จึงได้รับประกาศนียบัตรชั้นประถมศึกษาเมื่ออายุ ๔ ขวบ
จากนั้น ก็เข้าเรียนต่อในชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น หลักสูตร ๒ ปี ผ่านไปด้วยดี แล้วเข้าเรียนต่อในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายอีก ๒ ปี จึงสำเร็จชั้นมัธยมปลาย เมื่ออายุแค่ ๕ ขวบ ย่างเข้า ๖ ขวบเท่านั้น
หากมีใครพูดว่า เด็กอายุ ๖ ขวบ สามารถทำคณิตศาสตร์ระดับมหาวิทยาลัยได้คล่องแคล่ว โดยทั่วไปก็จะไม่มีใครเชื่อ แต่สำหรับเด็กชาย ยู ยอง มิน ผู้นี้ ตอนอายุ ๕ ขวบเท่านั้น แกทำได้จริง ๆ แกสามารถพูดภาษาต่างประเทศได้อีก ๕ ภาษา แม้ไม่ถึงกับเก่งคล่องเปรี๊ยะ ก็จัดเข้าขั้นเรียนรู้ได้เร็วมาก เนื่องจากสิ่งแวดล้อมทางภาษาต่างประเทศไม่อำนวยเอาเลย แต่แกก็ยังสามารถพูดได้ถึง ๕ ภาษา นับว่าอัจฉริยะอัศจรรย์เอามากทีเดียว
ความอัจฉริยะพิเศษสุดที่ธรรมชาติบันดาลให้เจ้าหนูน้อย ยู ยอง มิน ลือลั่นไปทั่ว ทำให้ดึงดูดความสนใจเหล่านักวิชาการ นักศึกษา และบรรดาปัญญาชนชาวโสมแดงยิ่งนัก ทั้ง
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 46
ศาสตราจารย์และนักวิชาการระดับดอกเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิชาคณิตศาสตร์ และฟิสิกส์ ให้ความสนใจเป็นพิเศษ
แล้ววันหนึ่ง ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๒๕ ศาสตราจารย์คนหนึ่งของมหาวิทยาลัยการประมงเมืองวอนชาน ก็ไปเยี่ยมถึงโรงเรียนที่เด็กชาย ยู ยอง มิน กำลังเรียนอยู่ ท่านศาสตราจารย์ส่งปากกาหมึกซึมใส่ในมือเจ้าหนูน้อยมหัศจรรย์พร้อมกับกระดาษแผ่นหนึ่ง แล้วการลองภูมิก็เกิดขึ้น
ศาสตราจารย์ตั้งโจทย์คณิตศาสตร์ขึ้นว่า "ฟังนะ พระเอกของชาวเกาหลี, ล้อจักรยานล้อหนึ่ง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓๗ เซ็นติเมตร จะต้องเคลื่อนที่หมุนไปกี่รอบบนเส้นทางยาว ๓๗,๙๓๕ เมตร"
หนูน้อย ยู ยอง มิน ฟังโจทย์ไปพลาง มือขวาถือปากกา ส่วนมือซ้ายเล่นของเล่นไปพลางตามประสาเด็ก แต่ทั้งที่มือเล่นของเล่น มือขวาทำโจทย์คณิตศาสตร์ ภายใน ๒-๓ นาทีเท่านั้น หนูน้อย ยู ยอง มิน แล้วกอดอย่างชื่นชม ก่อนทดสอบคณิตศาสตร์อีกหลายข้อจนพอใจ
ไม่ใช่เพียงคณิตศาสตร์ ภาษาศาสตร์และฟิสิกส์ เท่านั้น ที่เจ้าหนูน้อย ยู ยอง มิน มีความชำนาญ แม้แต่วิทยาศาสตร์และวรรณกรรมก็ไม่ย่อย ดังเช่นกลอนบทหนึ่ง ยู ยอง มิน ประพันธ์ขึ้น ซึ่งถอดความเป็นภาษาไทยว่า
กรุงเปียงยางสวยสดไซร้ ฉันใด
คงเพราะ คิม อิล ซัง จอมไผท สถิตอยู่
ตัวข้า ฯ ใคร่คลาไคล ไปพิศดู
งามไม่งามคงรู้ เมื่อโตวัย.
ประวัติย่อเด็กอัจฉริยะในประเทศต่าง ๆ
ต่อไปนี้ เป็นประวัติโดยย่อของเด็กอัจฉริยะในประเทศต่าง ๆ เท่าที่รวบรวมได้ ซึ่งท่านเจ้าคุณพระธรรมธัชมุนี (ประยูร สนฺตงฺกุโร ป.ธ. ๙) วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ รองประธานสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย และเป็นอาจารย์ของผู้เขียนเอง ได้รวบรวมไว้และได้เมตตาเอื้อเฟื้อมอบให้ผู้เขียน จึงได้นำมาลงไว้ในที่นี้ เพื่อเป็นเครื่องสนับสนุนกฏแห่งกรรม และการเวียนว่ายตายเกิดตามหลักพระพุทธศาสนา
เรื่องที่หนึ่ง
เด็กชายลูเซียตัน หนูน้อยผู้นี้เป็นชาวบราซิล อันเป็นประเทศที่อยู่ในทวีปอเมริกาใต้ พออายุ ๒ ขวบ อ่านและเขียนหนังสือได้เอง อายุ ๔ ขวบ แต่งหนังสือเรื่อง "เชื้อโรคในท่อประปา" พิมพ์เป็นเล่มแรก พ่อแม่มีฐานะดีและมีความรู้ดี
(จากหนังสือพิมพ์เดลอไทม์ ฉบับวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๒๓)
เรื่องที่สอง
เด็กหญิงเจีย บาร์เชต แม่หนูน้อยผู้นี้ เป็นชาวเมืองแชมเปี้ยน รัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา อายุ ๓ เดือนเริ่มพูด อายุ ๖ เดือนพูดได้ อายุ ๗ เดือน เดินได้และเริ่มเรียนหนังสือ พออายุ ๘ เดือนอ่านออกเขียนได้ อายุ ๒ ขวบกำลังอ่านเอ็นไซโคปีเดีย ทั้งสามารถพูดได้ถึง ๒ ภาษา คือภาษาอังกฤษและภาษาเซอร์เบีย
(จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๒๔)
เรื่องที่สาม
เด็กชายดำเนิน คงคดี เจ้าหนูน้อยผู้นี้ เป็นเด็กไทย บุตรนายสยาม นางเพ็กเฮี้ยง อยู่บ้านเอราวัณ ตำบลผาอินแปลง อำเภอวังสพุง จังหวัดเลย อายุ ๕ ขวบ อ่านหนังสือไม่ออก แต่สามารถบวกเลขในใจทุกหลักได้เร็วกว่าครูใหญ่ที่โรงเรียนนั้น
(จากหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๒๔)
เรื่องที่สี่
เด็กหญิงทิพย์สุดา สุนทรเวช แม่หนูน้อยคนนี้ เป็นลูกหมอจุฑา กับคุณหมอพวงแก้ว อายุ ๑๗ เดือน สามารถอ่านภาษาไทย-หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ได้คล่อง อายุ ๒ ขวบ เรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ ๓ ที่สาธิตจุฬา ฯ
เรื่องที่ห้า
เด็กชายเงา เจ้าหนูคนนี้ เป็นบุตรนายสาย ชาวเกาะอ่างทอง อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี อายุ ๖ ขวบ สามารถบวกลบเลขทุกหลักได้ เมื่อมีผู้ตั้งโจทย์แล้ว แกจะพูดทวนแล้วตอบทันที
เรื่องที่หก
เด็กชายมิเชล โดโช เจ้าหนูน้อยผู้นี้ เป็นชาวเมืองอูนาโปลิส ประเทศบราซิล มารดาชื่อซีโมน เทเรซ่า โดโช อายุ ๒ ขวบ สามารถเล่นเปียโน เพลงคลาสสิค เช่นเพลงของโชคอฟกี้ เป็นต้น และเพลงพื้นเมืองได้อย่างคล่องแคล่ว อ่านโนตก็ไม่ออก เล่นได้โดยไม่เคยเรียนเลย เล่นเป็นเอง นั่งครั้งเดียวก็เล่นได้ หรือเล่นตามโดยไม่ฟังมาก่อนก็ได้ (เรื่องนี้ย่อมแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ความรู้ความสามารถนั้น ได้ติดมาจากชาติก่อนอย่างแน่นอน เพราะไม่เคยเรียนมาก่อนก็ทำได้ ทั้งที่อายุเพียง ๒ ขวบเท่านั้น แม้โนตเพลงก็อ่านไม่ออก)
(จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๒๔)
เรื่องที่เจ็ด
เด็กชายชารอน สโตน เจ้าหนูผู้นี้ เป็นชาวเมืองแซกเกอร์ทรวน์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเด็กมรไอคิวสูงมาก คือมีไอคิว ๑๖๕ ถึง ๑๗๔ (คนทั่วไปมีไอคิว ๙๐ ถึง ๑๐๙ เท่านั้น) เมื่ออายุ ๔ ขวบทำเลขบวก ลบ คูณ อ่าน-เขียนหนังสือได้หมด)
(จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๒๗)
เรื่องที่แปด
เด็กหญิงชนิดา ศรีเกษม แม่หนูน้อยผู้นี้ เป็นบุตรสาวของนายวันชัยกับนางนพพร ศรีเกษม อยู่บ้านเลขที่ ๔๗ หมู่ ๒ แขวงคลองขวาง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร อายุ ๑๒ ปี กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่หนึ่ง แต่สามาร
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 47
ถเรียนระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้คะแนนยอดเยี่ยม
ดร. วิจิตร ศรีสะอ้าน อธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชกล่าวว่า เป็นเด็กสมองดีเป็นเยี่ยม แม้ผู้ใหญ่อายุ ๗๑ ปี เรียนชุดวิชาเดียวกันกับเด็กหญิงชนิดานี้ ก็ยังไม่สามารถสอบผ่านเหมือนแม่หนูน้อยคนนี้
(จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๒๗)
เรื่องที่เก้า
เด็กชายจิจิง เจ้าหนูน้อยผู้นี้ เป็นชาวเมืองวูฮั่น ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ บิดาเป็นนักค้นคว้าทางการพัฒนากรรมพันธุ์วิทยา มารดาเป็นคนธรรมดา เมื่ออายุได้ ๑ ขวบเพิ่งสอนเดิน สามารถพูดภาษาอังกฤษได้เก่งเท่าคนจบจากมหาวิทยาลัย มีความสามารถรู้ส่วนสัด รูปทรงทางคณิตศาสตร์ได้ยิ่งกว่าผู้ใหญ่ อายุ ๒ ขวบ มีความเชี่ยวชาญทางคณิตศาสตร์อย่างหาตัวจับยาก อายุ ๔ ขวบ สามารถท่องจำโคลงภาษาจีนโบราณนับร้อย ๆ โคลงได้ สามารถรู้วิชาคำนวนชั้นสูง ดังนั้นมหาวิทยาลัยวูฮั่นจึงมีมติรับเข้าเรียนชั้นปริญญา สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
(จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๘)@
เด็กฝาแฝด
ข้อพิสูจน์เรื่องตายแล้วเกิดใหม่ข้อสุดท้าย คือ ข้อที่แตกต่างกันในเด็กฝาแฝด
เด็กฝาแฝด คือ เด็กที่เกิดจากท้องแม่เดียวกัน ในคราวเดียวกัน ในเวลาห่างกันประมาณ ๕ นาที เป็นคู่แฝดบ้าง ๓ คนบ้าง ๔ คนบ้าง ส่วนมากเป็นแฝดคู่ ถ้าเป็นชายก็มักเป็นชายคู่ ถ้าเป็นหญิงก็มักเป็นหญิงทั้งคู่ แต่ฝาแฝดบางคู่เป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่งก็มี ฝาแฝดบางรายในปัจจุบัน แพทย์ต้องผ่าท้องแม่แล้วนำเด็กออกมาก็มี และเด็กฝาแฝดนี้มีอยู่มากทุกประเทศในโลก
ตามกฏทางวิชาชีววิทยา วิชาจิตวิทยา และวิชาสังคมวิทยา ถือว่า การที่คนเราจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร มีปัญญาดีหรือไม่ดี มีความเสื่อมหรือมีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัย ๒ ประการ คือ ๑. กรรมพันธุ์ (Heredity) ๒. สิ่งแวดล้อม (Environment)
กรรมพันธุ์นั้น หมายถึงสิ่งที่ได้รับถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ คือจากสายเลือดของพ่อแม่ ซึ่งเรียกในทางชีววิทยาว่า ยีน (Gene) อันประกอบด้วยเชื้อ ๒ ชนิด คือสเปอร์ม หรือเรียกชื่อเต็มว่า สเปอร์มาโตซัว (Spermatozoa) อันเป็นเชื้อที่มาจากบิดา และไข่ (Ova) อันเป็นเชื้อที่มาจากมารดา เพราะกรรมพันธุ์ที่ได้ มาจากพ่อแม่นี้เอง คนเราจึงมีรูปร่างหน้าตาบางส่วนเหมือนพ่อ มีรูปร่างหน้าตาบางส่วนเหมือนแม่ ไม่ใช่เพียงรูปร่างหน้าตาอย่างเดียวที่ได้รับถ่ายทอดมาทางกรรมพันธุ์ของพ่อแม่ แม้แต่สติปัญญา กิริยาท่าทาง อุปนิสัยใจคอ ก็ได้รับถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ด้วย กล่าวคือ ถ้าเด็กเกิดมาจากพ่อแม่ที่ดี เช่นพ่อแม่สติปัญญาดี มีสุขภาพดี และมีอัธยาศัยดี ลูกที่เกิดมานั้นก็มีกรรมพันธุ์เหมือนพ่อแม่ไปด้วย อย่างนี้เรียกว่ามีกรรมพันธุ์ดี แต่ถ้าเด็กเกิดมาจากพ่อแม่ที่รูปร่างหน้าตาไม่ดี หรือเป็นคนโง่เขลา หรือมีสุขภาพไม่สมบูรณ์ ไม่สมประกอบ หรือมีโรคภัยไข้เจ็บมาก หรือมีอัธยาศัยไม่ดี ลูกที่เกิดมาก็พลอยได้รับสิ่งที่ไม่ดีเหมือนพ่อแม่ไปด้วย อย่างดีเรียกว่ามีกรรมพันธุ์ไม่ดี แม้สุภาษิตไทยก็ยืนยันความจริงในข้อนี้ว่า "ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น" ด้วยเหตุนี้เอง คนไทยเราตั้งแต่โบราณมาจนกระทั่งปัจจุบัน จึงเลือกคู่ครองให้แก่บุตรหลานของตน โดยหวังจะได้กรรมพันธุ์ที่ดีไว้ สำหรับสืบตระกูลของตน เพราะถ้าเลือกไม่ดีแล้ว ก็จะก่อให้เกิดคนไม่ดีคนไม่สมประกอบขึ้นในวงศ์ตระกูลของตน อันเป็นการทำลายวงศ์ตระกูลและก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายแก่ตนเอง ครอบครัวและลูกหลานในที่สุด
อันยีน หรือ กรรมพันธุ์ ที่ได้รับถ่ายทอดมาจากพ่อแม่นี้ เป็นกรรมพันธุ์ที่ถ่ายทอดสืบเนื่องมาแต่บรรพบุรุษอันนานไกล ซึ่งบางรายกรรมพันธุ์ไม่ปรากฏหรือปรากฏไม่ชัดในลูกของตน แต่ไปปรากฏชัดในรุ่นหลานหรือรุ่นเหลนก็เคยมีเช่นตา ผิวดำแดง แต่ยาย ผิวขาว พ่อแม่ผิวดำแดง ลูกเกิดมาผิวขาว การที่ลูกเกิดมาผิวขาวไม่เหมือนพ่อแม่ ก็เพราะได้พันธุกรรมในด้านผิวมาจากยายนั่นเอง ในกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่ก็เคยมี หรือปู่มีหัวทางการช่างหรือทางศิลปะ พ่อและแม่ไม่มีหัวทางนี้เลย แต่ลูกมีหัวทางศิลปะเหมือนปู่ ในกรณีอย่างนี้มีพบบ่อยที่สุด ไทยเราก็ยอมรับความจริงในข้อนี้ ดังสุภาษิตไทยที่ว่า "ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่ ถ้าจะดูให้แน่ ต้องดูถึงยาย"
อีกอย่างหนึ่ง กรรมพันธุ์ที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่นั้น บางรายไม่ปรากฏเด่นชัดในรุ่นลูก แต่ได้ปรากฏเป็นลูกผสมหรือพันทางขึ้น ที่เรียกในวิชาชีววิทยาว่า "ไฮบริด (Hybrid)" เช่นพ่อผิวขาว แม่ผิวดำ ลูกเกิดมาเป็นคนผิวเนื้อดำแดง หรือแม่เป็นคนสูง พ่อเป็นคนเตี้ย แต่ลูกที่เกิดมาเป็นคนขนาดปานกลาง ไม่สูงไม่เตี้ย หรือพ่อเป็นฝรั่ง แม่เป็นคนเอเซีย ลูกที่เกิดเป็นลูกครึ่ง คือรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนฝรั่งทีเดียว และก็ไม่เหมือนคนเอเซียทีเดียว ลูกพันธุ์ผสมหรือลูกครึ่งนี้ แม้ในหมู่สัตว์ดิรัจฉานและพืชก็มีนัยเดียวกัน
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 48
ฉะนั้น ในปัจจุบันจึงมีการผสมพันธุ์สัตว์ และพันธุ์ต้นไม้ โดยวิธีการตามธรรมชาติและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ขึ้น และความจริงทางพันธุกรรมหรือกรรมพันธุ์นี้ยอมรับกันทั่วไป ทั้งในหมู่นักวิทยาศาสตร์และคนทั่วไป
แต่มีตัวแปรอีกอย่างหนึ่ง ที่ทำกรรมพันธุ์นั้นให้อ่อนลงหรือเปลี่ยนไป คือ สิ่งแวดล้อม @
https://sangdham.8m.com/deadwhere24.html





เหตุผลและหลักฐานทางคัมภีร์พระพุทธศาสนา
เรื่อง "ตายแล้วไปไหน" เป็นปัญหาที่น่าคิดและน่าสนใจมากเรื่องหนึ่ง ที่มนุษย์ทุกชาติทุกภาษาค้นคิดกันมานานแล้วตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน ว่าคนเราตายแล้วไปไหน ? ตายแล้วเกิดอีกหรือเปล่า ? นรกสวรรค์มีจริงหรือไม่ ? วิญญาณหรือจิตมีจริงหรือเปล่า ? ผีมีหรือไม่ ? คำตอบต่อปัญหาเหล่านี้ คือสิ่งที่จะนำมาชี้แจงให้ทราบในที่นี้
เดิมทีเดียว แม้ผู้เขียนเองก็ไม่ค่อยเชื่อว่า ตายแล้วจะมีการเกิดอีก แม้เมื่อบวชเข้ามาแล้วก็ยังสงสัยอยู่ แต่เมื่อได้ศึกษาค้นคว้าตามหลักพระพุทธศาสนาแล้วก็ปรากฏว่า พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้มีจริง แต่ก็ยังไม่เชื่อสนิทใจอยู่นั่นเอง เพราะเป็นเพียงพบหลักฐานในตำราเท่านั้น เมื่อได้ปฏิบัติกรรมฐาน และได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มขึ้นพร้อมทั้งได้เดินทางรอนแรมไปทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศหลายแห่ง ได้พบเห็นสิ่งต่างๆ เพิ่มขึ้น ในที่สุด ก็ต้องยอมรับตามที่พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันไว้ว่า คนเราตายแล้วต้องไปตามกรรมของตน แต่ที่ว่าไปไหนนั้น ยังให้คำตอบชี้ชัดลงไปแน่นอนยังไม่ได้ เพราะแล้วแต่กรรมที่ทำไว้จะเสกสรรให้เป็นไปพระพุทธศาสนาเชื่อถือในสังสารวัฏ - การเวียนว่ายตายเกิด และถือว่าคนเราทุกคนล้วนเกิดมาแล้วทั้งสิ้น นับชาติไม่ถ้วน และเกิดในภพภูมิที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ตามกฏแห่งกรรมที่ได้ทำไว้ทั้งดีและชั่ว ถ้ายังมีกิเลส อันเปรียบเหมือนยางเหนียวในพืชอยู่ตราบใด ก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ตราบนั้น จิตที่ได้รับการอบรมแล้ว ถ้ายังไม่สิ้นกิเลส ก็ย่อมนำไปเกิดในภพภูมิที่ประณีต มีความสุข ประเสริฐ และสูงขึ้น แต่ถ้าจิตไม่ได้รับการฝึกอบรม ปล่อยไว้ตามสภาพที่มันเป็น ปล่อยให้สกปรกเศร้าหมองเพราะถูกกิเลสจับ นอกจากจะก่อความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและสังคมในชาตินี้แล้ว ยังจะให้ภพชาติต่ำทรามลงไป ต้องประสบความทุกข์ ความเดือดร้อนมากในชาติต่อ ๆ ไปอีกด้วย
โดย: โจ [26 ต.ค. 51 20:38> ( IP A:61.91.163.31 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 49
แล้วก็เอวังลงด้วย ประการละฉะนี้แล...จริงๆ แล้วจะค้นหาเรื่องของเอดการ์ เคซี่ ไหง๋มาตรงนี้ได้ไม่รู้อ่ะค่ะ...ว่างๆ ก็ลองอ่านดูเน๊อะ..ไปนอนแระ จุ๊บๆ จ้า
โดย: โจ [26 ต.ค. 51 20:45> ( IP A:61.91.163.31 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 50
สวัสดีค่ะคุรโจที่คิดถึง เราก๊อบไว้แล้ว(หลายแผ่นเลย กระดาษเอ4) คืนนี้จะนั่งอ่าน แต่คุ้นๆยังกับเคยอ่านมาแล้วนะ ไม่เป็นไร อ่านต่ออีกรอบก็ได้ ชอบอะจ๊ะ ขอบคุณมากๆจ๊ะ
โดย: ชมพู่ [27 ต.ค. 51> ( IP A:213.114.231.192 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 51
Thank you ka, Khun Jo

Sawasdee ka, Khun Sa
โดย: new [27 ต.ค. 51 1:28> ( IP A:84.177.60.227 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 52
สวัดดีทุกท่านค่ะ แวะมาทักทายค่ะ
โดย: ตุ่ม [27 ต.ค. 51 2:39> ( IP A:90.224.191.43 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 53



โดย: new [27 ต.ค. 51 2:41> ( IP A:84.177.99.35 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 54
คุณโจจ๋าเจ้าตุ้ยต้องค่อยๆๆอ่าน ขอบพระคุณหลายๆๆเจ๊าที่เอามาฝากหมู่เฮา
โดย: เจ้าตุ้ย [27 ต.ค. 51 9:30> ( IP A:72.178.81.79 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 55
อื่ม...โจ เราพึ่งหายไข้แล้วมานั่งอ่านทู้ตะเองน่ะ อ่านเสร็จ อื่มๆๆๆ กับไปนอนต่อเลย ยาวๆๆๆๆ มากๆๆๆ แต่ก็อ่านจบแล้ว เอวังด้วยประการชะนี้เหมือนกันจ้า สาธุๆๆ
โดย: ฟร้อน [27 ต.ค. 51 11:11> ( IP A:118.100.199.68 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 56
แวะมาบอกคุณโจว่า มะคืนอ่านไป 5หน้า แล้วหลับเลย เป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่เคยอ่านจ๊ะ เน็ตล่มอาจจะหายไปหน่อยนะ จนกว่าเน็ตจะหายดีจ๊ะที่ร๊ากก
โดย: ชมพู่ [27 ต.ค. 51 11:59> ( IP A:213.114.231.192 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 57
อ่ะจึ๋ย...เอ คนบางคนเนี่ยฟอนต์ไทยหายอ๊ะเป่าคุณนิว อิอิอิ หวัดดีเจ้า เจ้าตุ้ย คุณสา ฟร้อนศรี คุณตุ่ม โจยังเมื่อยตาอยู่เลย อ่านในคอมไม่สะใจเลยปริ้นออกมาอ่าน นอนอ่านเพลินๆ กลัวๆ โฮ๊ะๆๆ...เดี๋ยวว่างๆ จะเอามาให้อ่านอีกนะค๊ะ..จุ๊บๆ
โดย: โจ [27 ต.ค. 51 14:26> ( IP A:58.10.6.12 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 58
...สวัสดีทุกท่านครับ แวะเข้ามาทักทายครับ โอ้โฮ ไม่ใช่ยาวนิดนึงครับ
มันยาวววววมากกกก
โดย: จินจง [27 ต.ค. 51 16:00> ( IP A:125.24.150.39 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 59
แวะมาบอกว่ายาวมากๆ ปริ้นออกมา มากกว่า 50 แผ่นอะจ๊ะ คงอีกหลายวันกว่าจะอ่านหมดนะจ๊ะ แท้งยูจ๊ะ
โดย: ชมพู่ [28 ต.ค. 51 3:54> ( IP A:213.114.231.194 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 60
กร๊ากกกกกกกก...ตั้ง 50 หน้า...ตายแย๊ว เหงื่อตกเลย...อ่า สงสัยจะยาวแบบคุณจิณจงว่าแล้วล่ะ..โฮ๊ะๆๆ ....โจเลือกปริ้นเรื่องที่อยากอ่านที่สุดก่อน...ทีละเรื่อง..เพราะบางเรื่องอ่านกลางคืนไม่ได้ ไม่ใช่ง่วงหรือปวดตาหรอก แต่ กัวง่ะ..
โดย: โจ [28 ต.ค. 51 9:12> ( IP A:58.10.6.211 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 61
เจ้าตุ้ยชอบอ่านเรื่องมันมี่ เดี๋ยวต้องค่อยๆๆอ่านๆไป ขอบพระคุณหลายๆๆเจ๊าคุณโจ
โดย: เจ้าตุ้ย [28 ต.ค. 51 10:20> ( IP A:72.178.81.79 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 62
หวัดดีจ๊ะป้าตุ้ย และคุณโจที่ร๊าก

แวะมาบอกว่า เมื่อคืนมาอ่านต่อ ได้ ราว 10 หน้ากระดาษมั้ง(ยั้งไม่ถึง เศษ 1 ส่วน 4 เลย) อ่านเสร็จเกือบ ตี 1 ตื่นมา ขอบตาเป็นหมีแพนด้าเลย อ่านแล้วไม่อยากวางอะจ๊ะ กระดาษเอ4ที่ก๊อบไว้นะ ร่วม 100 แผ่นมั้ง หนามากๆจ๊ะ ลาละ จะไปทำงานแล้ว ดึกๆจะแวะมานะจ๊ะ
โดย: ชมพู่ (เจ้าบ้าน ) [29 ต.ค. 51 13:28> ( IP A:213.114.231.163 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 63
อย่าว่าแต่คุณสา กะเจ้าตุ้ยเลย โจเองยังอ่านไม่ถึงไหนเหมือนกัน...คุณสาอย่าหักโหมเน้อ...เป็นห่วง
โดย: โจ [29 ต.ค. 51 19:17> ( IP A:61.91.193.124 X: )

--------------------------------------------------------------------------------

ดำ ขาว น้ำเงิน แดง เขียว เหลือง ส้ม น้ำตาล ม่วง ฟ้า เขียวมะนาว

รายละเอียด :
ชื่อ / e-mail : แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
รูปประกอบ :
.jpg .bmp .gif < 100K
จัดตำแหน่งรูป :

ชิดซ้าย กึ่งกลาง ชิดขวา

เสียงประกอบ : .wav .mp3 .wma .ogg < 300K
โดย: เจ้าบ้าน [22 ส.ค. 52 21:03] ( IP A:81.227.34.24 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน