สารสนเทศข้อมูลจังหวัดหนองคายครับ
   ข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับจังหวัดหนองคายที่ค้นมาได้..บางส่วน
อ่านพอได้เป็นข้อมูลเบื้องต้น...สำหรับการสอบ..นะครับ

คำขวัญประจำจังหวัดหนองคาย

" วีรกรรมปราบฮ่อ หลวงพ่อพระใส สะพานไทยลาว "

ตราประจำจังหวัดหนองคาย


ความหมายตราจังหวัด
เมื่อเจ้าอนุวงค์เวียงจันทน์แข็งเมืองต่อกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระ นั่งเกล้าฯโปรดให้พระยาราชสุภาวดีคุมทัพไปตีกรุงศรีสัตนาคนหุตกลับคืนมา ได้ พระยาราชสุภาวดีบำเหน็จรางวัลให้แก่ทหารทั้งปวง และให้ท้าวสุวอ (บุญมา) เลือกตำบลในแถบนั้นตั้งขึ้นเป็นเมืองใหม่ ท้าวสุวอเห็นตำบลบ้าน ไผ่มีไผ่อยู่ทั่วไปเหมาะสม และมีหนองน้ำใหญ่ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าหนองคาย อยู่แห่งหนึ่ง ท้าวสุวอได้เป็นปทุมเทวาภิบาล เจ้าเมืองหนองคายในปี พ.ศ. 2370 กอไผ่และหนองน้ำจึงกลายมาเป็นดวงตราของจังหวัด
หนองคาย อาณาเขตทิศเหนือติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว ทิศใต้ติดต่อกับอุดรธานีและสกลนคร ทิศตะวันออกติดต่อ นครพนม ทิศตะวันตกติดต่อจังหวัดเลย ห่างจาก กรุงเทพฯ 616 กม. พื้นที่ 7,182.654 ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น 13 อำเภอ 4 กิ่งอำเภอ คือ อ. เมืองหนองคาย อ. ท่าบ่อ อ. บึงกาฬ อ. โพนพิสัย อ. โซ่พิสัย อ. ปากคาด อ. ศรีเชียงใหม่ อ. สังคม อ. เซกา อ. พรเจริญ อ. บึงโขงหลง กิ่ง อ.รัตนวาปี กิ่ง อ.เฝ้าไร่ กิ่ง อ.สระใคร
เกลือหิน ,ทำนา, ทำสวน, ทำไร่, เลี้ยงสัตว์

แหล่งที่มา :ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวและสิ่งอำนวยความสะดวกทางการท่องเที่ยว.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย.

ประวัติเมืองหนองคาย
เมืองหนองคายสมัยก่อนกบฏเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์
เมื่อกองทัพสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ซึ่งมีสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และเจ้าพระยาสุรสีย์เป็นแม่ทัพ ได้ชัยชนะเมืองเวียงจันทน์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๒ ประชาชนจำนวนมากของเมืองเวียงจันทน์ หนีสงครามแตกฉานซ่านเซ็น บางพวกก็ถูกกวาดต้อนเข้ามาตั้งหลักแหล่งในหัวเมืองชั้นใน อันได้แก่หัวเมืองภาคกลาง เช่น จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดราชบุรี จังหวัดสระบุรี และจังหวัดลพบุรี เป็นต้น ส่วนที่เหลือก็ตั้งชุมชนอยู่บริเวณเมืองพานพร้าว เมืองเวียงคุก เมืองปะโค และเมืองโพนพิสัย (ในสมัยก่อนเรียกว่า เมืองโพนแพน ซึ่งปัจจุบันออกเสียงว่า โพนแพง) ครั้นเมื่อผู้คนหายตื่นตระหนกกับศึกสงครามแล้ว ชาวเมืองเวียงจันทน์ก็อพยพกลับภูมิลำเนาเดิม เมื่อสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งเชื้อพระวงศ์อาณาจักรล้านช้าง ไปปกครองเมืองเวียงจันทน์เหมือนเดิม

ส่วนชุมชนชายฝั่งแม่น้ำโขงตะวันตก (เขตจังหวัดหนองคาย) ไม่พบหลักฐานว่าได้ทรงตั้งเป็นเมือง หรือให้อยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์เวียงจันทน์ (เมืองเวียงจันทน์มีฐานะปกครองประเทศราช) แต่กระนั้นก็ตามเมืองโพนแพน (อำเภอโพนพิสัย) หรือเมืองปากห้วยหลวงนั้นเป็นชุมชนใหญ่มีผู้คนอาศัยอยู่จำนวนมาก ได้พบหลักฐานว่า มีเจ้าเมืองปกครองอยู่ในตำแหน่ง"พระละครเมืองแพน" เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯตั้งเมืองหนองคาย และโปรดเกล้าฯ ให้ท้าวสุวอเป็นพระประทุมเทวาภิบาล เจ้าเมืองในสมัยรัชการที่ ๓ นั้นดูเหมือนจะมีอำนาจครอบคลุมเมืองโพนแพนด้วย ดังในประวัติ "ท้าวสุวอเจ้าเมืองหนองคาย" ว่า "แต่เดิมเพี้ยเมืองเป็นพระละครเจ้าเมืองท้าวจันทโสภา หลานพระละคร เป็นราชวงศ์ ท้าวคำยวง บุตรพระละครเมืองแพน เป็นราชบุตร รักษาบ้านเมืองมาได้ ๑๑ ปี พระละครเมืองแพนก็ถึงแก่กรรม" ฉะนั้นลำดับเจ้าเมืองหนองคายและเมืองโพนแพน (โพนพิสัย) ได้ดังนี้
๑. พระละครเมืองแพน (เพี้ยเมือง)
สมัยพระละครเมืองแพนเป็นเจ้าเมืองนั้น ไม่ได้กำหนดศักราชไว้ และไม่ได้กล่าวไว้ว่าพระละครเมืองแพนนั้นทำราชการขึ้นตรงกับกรุงธนบุรีและกรุงเทพฯ หรือทำราชการขึ้นตรงกับราชธานีไทยแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๒๒พระละครเมืองแพนเป็นเจ้าเมืองได้เพียง ๑๑ ปีก็ถึงแก่กรรม ดังกล่าวแล้ว กรมการเมืองสมัยนั้นมีดังนี้
อุปฮาด ไม่ปรากฏ
ราชวงศ์ ท้าวจันทโสภา (หลานพระละครเมืองแพน)
ราชบุตร ท้าวคำยวง (บุตรพระละครเมืองแพน)
เมื่อสิ้นสมัยพระละครเมืองแพน (เพี้ยเมือง) แล้ว ท้าวคำบุงบุตรพระละครเมืองแพน (เพี้ยเมือง) ได้ดำรงตำแหน่งพระละครเมืองแพนแทนบิดา
๒. พระละครเมืองแพน (ท้าวคำบุง)
ท้าวคำบุง บุตรพระละครเมืองแพน (เพี้ยเมือง) คนหนึ่ง ไม่ทราบว่าสมัยพระละครเมืองแพน (เพี้ยเมือง) เป็นเจ้าเมืองนั้น ท้าวคำบุงได้ดำรงตำแหน่งกรมการเมืองใด เมื่อบิดาถึงแก่อนิจกรรมก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองสืบแทน ส่วนตำแหน่งราชวงศ์และราชบุตรนั้นคงเดิม คือ
อุปฮาด ไม่ปรากฏ
ราชวงศ ท้าวจันทโสภาหลานพระละครเมืองแพน (เพี้ยเมือง)
ราชบุตร ท้าวคำยวง ซึ่งเป็นบุตรของพระละครเมืองแพน
พระละครเมืองแพน (ท้าวคำบุง) เป็นเจ้าเมืองได้ ๒๑ ปี (ไม่ทราบ พ.ศ.ใด)
ก็ถึงแก่อนิจกรรมราชบุตรคือท้าวคำยวง ซึ่งเป็นบุตรของพระละครเมืองแพน (เพี้ยเมือง) เหมือนกันได้ดำรงตำแหน่งสืบต่อแทนพี่ชาย (หรือน้องชายไม่ปรากฏชัด)
๓. พระละครเมืองแพน (ท้าวคำยวง)
ท้าวคำยวงเป็นบุตรพระละครเมืองแพน (เพี้ยเมือง) คนแรก และได้ดำรงตำแหน่งราชบุตรทั้งสองสมัย คือสมัยบิดาเป็นเจ้าเมือง และพี่ชายเป็นเจ้าเมืองอีกสมัยหนึ่ง และได้แต่งตั้งบุตรหลานเป็นกรรมการเมือง ดังนี้
อุปฮาด ท้าวสุวรรณ (บุครพระละครเมืองแพน (ท้าวคำบุง) เป็นหลานชายเจ้าเมือง)
ราชวงค์ ท้าวบุญจันทร์ (บุตรพระละครเมืองแพน (ท้าวคำยวง) เป็นบุตรเจ้าเมือง)
ราชบุตร ท้าวคำพาง (บุตรพระละครเมืองแพน (ท้าวคำยวง) เป็นบุตรเจ้าเมือง)

เรื่องราวของเมืองหนองคาย หรือเมืองโพนแพน (โพนพิสัย) มีหลักฐานเพียงเล็กน้อยดังกล่าวข้างต้น และไม่ทราบว่าเมืองหนองคาย หรือเมืองโพนพิสัยนั้นทำราชการขึ้นกับเมืองเวียงจันทน์หรือขึ้นตรงต่อกรุงรัตนโกสินทร์ (ไม่พบหลักฐานที่เป็นรายละเอียดกว่านี้ อีกประการหนึ่งเอกสารดังกล่าวก็ไม่ได้ให้ศักราชว่าเป็นเหตุการณ์ในปี พ.ศ.ใดอีกด้วย) ครั้นเมื่อสมัยปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์เรียบร้อยแล้ว ราชธานีไทย คือ กรุงรัตนโกสินทร์มีเหตุการณ์เกี่ยวพันกับหัวเมืองในภาคอิสานมากขึ้น จึงพบเอกสารกล่าวถึงเมืองหนองคายชัดเจนยิ่งขึ้นแต่ก็ไม่มากนัก ดังนี้
เมืองหนองคายสมัยหลังกบฏเจ้าอนุวงศ์
เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์โอรสเจ้าสิริบุญสารแห่งเมือเวียงจันทร์เติบโตและเล่าเรียนสรรพวิทยาการที่กรุงเทพฯ ครั้นเจริญวัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชการที่ ๑ โปรดเกล้าฯ ให้ปกครองเมืองเวียงจันทน์แทนเจ้านันทแสน (พี่ชาย) ตอนปลายรัชการที่ ๑ เจ้าอนุวงศ์มีความใกล้ชิดและคุ้นเคยกับเชื้อพระวงศ์ในกรุงเทพฯและขุนนาง เสนาบดีผู้ใหญ่จำนวนมากเจ้าอนุวงศ์มีความคิดที่จะกอบกู้หัวเมืองอีสานที่ตกอยู่ในฐานะเมืองขึ้นของกรุงเทพฯ (สมัยรัชกาลที่ ๑ - รัชกาลที่ ๕ ไทยปกครองหัวเมืองอีสานในฐานะประเทศราชเกือนทุกเมือง คือส่งส่วยอากรและเกณฑ์แรงงานมาช่วยราชธานีรวมทั้งเกณฑ์กองทัพช่วยรบศึกพม่า) เจ้าอนุวงศ์ได้ติดต่อกับเจ้าเมืองในภาคอีสาน ประกอบกับเจ้าราชบุตร (โย้) บุตรเจ้าอนุวงศ์ ได้เป็นเจ้าเมืองนครจำปาศักดิ์อีกด้วย ฉะนั้นเจ้าอนุวงศ์จึงคิดการใหญ่ยกทัพเข้ามายึดเมืองนครราชสีมา ดังที่ทราบกันแล้วนั้น
พระยาราชสุภาวดี (สิงห์ สิงหเสนีย์) ภายหลังได้ดำรงตำแหน่งเจ้าพระยาบดินทรเดชาสมุหนายก ได้เป็นแม่ทัพไปปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ครั้งนั้น และเป็นกองทัพสำคัญที่มีบทบาทในการปราบกบฏครั้งนั้น เมื่อปราบเมืองเวียงจันทน์และจับตัวเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ได้ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๐จึงจัดราชการบ้านเมือง โดยยุบเมืองเวียงจันทน์เป็นเมืองร้าง ให้ผู้คนอพยพมาตั้งบ้านเมืองอยู่บริเวณเมืองหนองคาย จึงกราบบังคมทูลขอพระกรุณาแต่งตั้งท้าวสุวอ หรือ ท้าวสุวอธรรมาซึ่งเป็นเชื้อสายพระวอพระตาเจ้าเมืองอุบลราชธานี คือบุตรของอัครราชธานีเมืองยโสธร ท้าวสุวอเป็นกำลังรบสำคัญของกองทัพพระยาราชสุภาวดี (ภายหลังได้ดำรงตำแหน่งเจ้าพระยาบดินทรเดชา) ได้ความดีความชอบในการศึกปราบเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์มาก จึงมีใบบอกกราบบังคมทูลขอตั้งบ้านไผ่หรือบ้านหนองไผ่เป็นเมืองหนองคาย และขอพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งท้าวสุวอเป็น พระปทุมเทวาภิบาล เจ้าเมืองหนองคาย เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๐
๑. พระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวสุวอ) พ.ศ. ๒๓๗๐-๒๓๘๗
เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกบ้านไผ่ หรือบ้านหนองไผ่เป็นเมืองหนองคายแล้ว เมืองพานพร้าว เมืองเวียงคุก เมืองปะโค ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของเมืองหนองคาย ส่วนเมืองโพนแพนหรือปากห้วยหลวงนั้น โปรดเกล้าฯตั้งเป็นเมือง "โพนพิสัย" อีกประการหนึ่งในช่วงสมัยดังกล่าวประชาชนยังตื่นตระหนกในศึกสงครามอพยพหลบหนีจำนวนมาก ฉะนั้นเมื่อตั้งบ้านหนองไผ่เป็นเมืองหนองคายแล้ว ชุมชนก็เริ่มเจริญเติบโตมากขึ้นตามลำดับคณะกรรมการเมืองหนองคายมีดังนี้
๑) พระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวสุวอ) ตำแหน่งเจ้าเมืองท้าวสุวอเป็นบุตรอัครราชเมืองยโสธร เป็นหลานพระวิชัยราชสุริยวงศ์ขัตติยราช (ท้าวหน้า) ซึ่งพระบามสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้าเมืองนครจำปาศักดิ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๔(ท้าวหน้าเป็นบุตรพระตา เดิมเป็นหัวหน้าบ้านสิงห์ท่าชุมชนเมืองยโสธร ได้ความดีความชอบในการปราบจลาจลกบฏอ้ายเชียงแก้วเขาโอง) ส่วนสมัยปรายกบฏเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ครั้งนั้น กองทัพเมืองยโสธรและเมืองอุบลราชธานีเป็นกำลังทัพสำคัญของเจ้าพระยาบดินทรเดชา ท้าวสุวอจึงได้ปูนบำเหน็จเป็นเจ้าเมืองหนองคาย และเป็นต้นตระกูล "ณ หนองคาย"
๒) อุปฮาด ให้ราชบุตรเมืองยโสธร (ท้าวเคน) เป็นอุปฮาดเมืองหนองคาย
๓) ราชวงศ์ ท้าวพิมพ์ น้องพระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวสุวอ)
๔) ราชบุตร ท้าวบิตาหลานพระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวสุวอ)
ในสมัยที่พระปทุมเทวาภิบาลเป็นเจ้าเมืองหนองคายนั้น บ้านเมืองอยู่ในยุคสร้างบ้านแปงเมืองใหม่ นั่นคือชุมชนบ้านหนองไผ่ หรือบ้านไผ่นั้นยังเป็นชุมชนเล็ก ๆ ภายหลังประชาชนที่อพยพหนีศึกสงคราม ทราบว่าบ้านเมืองสงบร่มเย็นเป็นปกติแล้วต่างก็มาตั้งบ้านเรือนในเมืองหนองคายมากขึ้น
พระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวสุวอ) ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองหนองคายมาจนถึง พ.ศ. ๒๓๘๑ก็ถึงแก่อนิจกรรม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อุปฮาด (ท้าวเคน) ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองเป็น พระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวเคน) สืบต่อไป (อุปฮาดเคนนี้ ประวัติศาสตร์อีสานของเติม วิภาคย์พจนกิจ กล่าวว่าเป็นบุตรท้าวสุวอ แต่ "ในประวัติท้าวสุวอเจ้าเมืองหนองคาย" ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๗๐ เรื่อง เมืองนครจำปาศักดิ์ ว่า "เจ้าคุณพระยาบดินทรเดชาฯ ยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทร์ เอาท้าวสุวอไปด้วย แล้วตั้งท้าวสุวอเป็นที่พระปทุมเทวาฯ เจ้าเมืองหนองคาย แล้วเอาราชบุตรเมืองยโสธร เป็นอุปฮาดเมืองหนองคายท้าวพิมพ์น้องชายพระปทุมฯ เป็นที่ราชวงศ์ท้าวบิตา หลานพระปทุมฯ เป็นราชบุตร")

๒. พระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวเคน) พ.ศ. ๒๓๘๑
พระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวเคน) ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งพระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวเคน) เป็นเจ้าเมืองหนองคายสืบต่อจากท้าวสุวอในสมัยพระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวเคน) นั้น เกิดศึกฮ่อที่ชายแดนติดต่อกับประเทศญวน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๐ขณะนั้นพระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวเคน) ไปต้อนรับพระยามหาอำมาตย์ (ชื่น) ซึ่งมาตั้งกองสักเลกและเร่งรัดเงินส่วยอยู่ที่เมืองอุบลราชธานี เมื่อทราบข่าวศึกฮ่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ รัชการที่ ๕ จึงโปรดเกล้าฯ สั่งให้พระยามหาอำมาตย์ (ชื่น) ซึ่งไปตรวจราชการอยู่ที่หัวเมืองอีสาน ให้เกณฑ์กองทัพใหญ่จากหัวเมืองอีสานไปปราบศึกฮ่อ ครั้นเมื่อกองทัพของพระยามหาอำมาตย์ (ชื่น) ยกขึ้นไปถึงเมืองหนองคาย เมืองโพนพิสัย (โพนแพน) ทราบว่าผู้คนแตกตื่นหนีศึกฮ่อที่ยกมาตีเมืองเวียงจันทน์และตั้งมั่นอยู่ที่เวียงจันทน์ แม้แต่กรมการเมืองก็อพยพหนีพาครอบครัวเข้าป่าเข้าดงด้วย พระยามหาอำมาตย์ จึงให้หากรมการเมือง ในครั้งนั้นได้สั่งประหารชีวิตท้าวศรีสุราชตำแหน่งราชบุตรเมืองหนองคาย ที่รักษาการบ้านเมืองขณะที่เจ้าเมืองไปราชการ และพระพิสัยสรเดช (ท้าวหนู) เจ้าเมืองโพนพิสัยที่ไม่อยู่รักษาบ้านเมืองแตกตื่นข่าวศึก ในครั้งนั้นพระยามหาอำมาตย์ ได้ตีศึกฮ่อจนถอยไปทางทุ่งเชียงคำ (ทุ่งไหหิน) บ้านเมืองก็สงบสุข แต่กระนั้นก็ตามใน พ.ศ ๒๔๒๘เกิดศึกฮ่อครั้งที่ ๒ คราวนี้พวกฮ่อกำเริบเสิบสานได้เข้ายึดทุ่งเชียงคำและเข้าโจมตีเมืองเวียงจันทน์อีกจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม (พระยศขณะนั้น) เป็นแม่ทัพเสด็จไปปราบฮ่อ เสร็จศึกฮ่อในครั้งนั้นได้สร้างอนุสาวรีย์ปราบฮ่อเพื่อบรรจุอัฐิผู้เสียชีวิตในการทำศึกปราบฮ่อครั้งนั้นไว้ที่เมืองหนองคาย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๙

ครั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๔ฝรั่งเศสเริ่มปฏิบัติการขยายดินแดนในประเทศลาว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม มาดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่สำเร็จราชการหัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ (ภายหลังเปลี่ยนเป็นมณฑลลาวพวน และมณฑลอุดรธานี ตามลำดับ) ตั้งกองบัญชาการข้าหลวงใหญ่ที่เมืองหนองคาย และย้ายไปตั้งที่บ้านเดื่อหมากแข้งใน พ.ศ. ๒๔๓๖ และยกบ้านเดื่อหมากแข้งเป็นเมืองอุดรธานีใน พ.ศ. ๒๔๕๐
เมืองหนองคายสมัยหลังปฏิรูปการปกครองหัวเมืองอีสาน
เมื่อข้าหลวงใหญ่สำเร็จราชการหัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ มาตั้งกองบัญชาการที่เมืองหนองคายนั้น เจ้าเมืองหนองคายเดิมมีบทบาทน้อยลง อีกประการหนึ่งการบริหารบ้านเมืองของเมืองหนองคายในสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้น หมิ่นเหม่ต่อการกระทบกระทั่งกับกองทหารฝรั่งเศส ซึ่งมีแนวโน้มที่จะขยายอำนาจลงมายังหัวเมืองภาคอีสานตลอดเวลา ฉะนั้นรัฐบาลของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ จึงต้องใส่ใจหัวเมืองชายแดนภาคอีสานเป็นกรณีพิเศษ โดยปฏิรูปการปกครองหัวเมืองอีสาน จัดเป็นมณฑลลาวพรวน มณฑลลาวกาว และมณฑลลาวกลาง และได้ส่งพระเจ้าน้องยาเธอมาเป็นข้าหลวงใหญ่กำกับราชการถึงสามพระองค์ ดังทราบกันแล้วนั้น
เมื่อย้ายกองบัญชาการข้าหลวงใหญ่สำเร็จราชการมณฑลลาวพรวนมาตั้งที่บ้านเดื่อหมากแข้ง เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๖ แล้วนั้น เมืองหนองคายก็เป็นเมืองหนึ่งของมณฑลลาวพรวน (มณฑลอุดรธานีสมัยต่อมา) แต่ไม่มีหลักฐานว่าพระปทุมเทวาภิบาล ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อใด แต่ทำเนียบกองบัญชาการมณฑลลาวพรวน ตามข้อบังคับการปกครองท้องที่ ร.ศ. ๑๑๗(พ.ศ.๒๔๔๑ ) ที่ยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์ ราชบุตร ในหัวเมืองภาคอีสานมาเป็นตำแหน่งผู้ว่าราชการเมือง ปลัดเมือง ยกกระบัตรเมือง ผู้ช่วยราชการเมือง มหาดไทยเมือง คลังเมือง โยธาเมือง นครบาลเมือง ศาลเมือง เหมือนกันทั่วพระราชอาณาจักร ได้ปรากฏชื่อ พระยาปทุมเทวาภิบาล (ท้าวเสือ ณ หนองคาย) เป็นผู้ว่าราชการเมืองหนองคาย
พระยาปทุมเทวาภิบาล (เสือ ณ หนองคาย)
พระยาปทุมเทวาภิบาล (เสือ ณ หนองคาย) ได้เป็นเจ้าเมืองสืบแทน พระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวเคน) ไม่ทราบว่าสมัย ปี พ.ศ. ใด แต่ปรากฏหลักฐานในข้อบังคับการปกครองท้องที่ ร.ศ. ๑๑๗ (พ.ศ. ๒๔๔๑) ท้าวเสือ ณ หนองคาย ได้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองหนองคาย และมีกรมการเมืองดังนี้ ข้าหลวงประจำเมือง พระยาเพชรรัตนราชสงคราม (จรัญ) ผู้ว่าราชการเมือง พระยาปทุมเทวาภิบาล (เสือ ณ หนองคาย) ปลัดเมือง พระยาบริหารราชอาณาเขต (กุแก้ว)
ผู้ช่วยราชการเมือง พระวิเศษรักษากิจ (ปาน) ศาลเมือง พระพิเนตรกิจพิทักษ์ นครบาลเมือง พระบริบาลภูมิเขต (เถื่อน) ฯลฯ

เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้เสด็จตรวจราชการมณฑลอุดร มณฑลนครราชสีมา และมณฑลอีสาน เมื่อ ร.ศ. ๑๒๕(พ.ศ.๒๔๔๙) นั้น ได้ถึงเมืองหนองคายเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ร.ศ.๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙) บันทึกว่าอากาศหนาว ๓๘ องศาฟาเรนต์ไฮต์ (๓.๓ องศาเซลเซียส) และลงเรือกลไฟไปเมืองนครพนมเมื่อ วันที่ ๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๙ ได้แวะตรวจราชการเมืองโพนพิสัย เมืองบึงกาฬ เมืองชัยบุรี (ตำบลชัยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม) และเมืองท่าอุเทนถึงเมืองนครพนม เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ.๒๔๔๙ ดังนี้

ถึงห้วยหลวงซึ่งเป็นที่เขตอำเภอหมากแข้งกับเมืองหนองคายต่อกัน พระยาปทุมเทวาภิบาล (เสือ ณ หนองคาย) ล่วงหน้ามาคอยรับ แล้วผ่านบ้านดงลิง ทุ่งบ้านพันเหมือน เดินตามทางโทรเลขมาตั้งแต่บ้านหมากแข้งถึงบ้านขาว เวลาเช้า ๓ โมงครึ่ง ระยะทาง ๓๘๐ เส้น พักกินข้าวเช้าแล้ว เวลาเช้า ๔โมงครึ่งเดินทางต่อไปผ่านหนองนกเขียน บ้านจูนบาน มีที่พักอีกแห่งหนึ่ง เวลาบ่ายโมงถึงริมลำน้ำซวย ระยะทาง ๓๕๘ เส้น มีที่พักแรม รวมระยะทางวันนี้ ๗๓๘เส้น เวลาค่ำวันนี้ปรอทลงถึง ๓๘ ดีกรีฟาเรนไฮต์ หนาวกว่าวันอื่นที่ได้พบในคราวนี้

วันที่ ๕ มกราคม เวลาย่ำรุ่งขึ้นพระยาปทุมเทวาภิบาล ขอให้เปิดสะพานข้ามน้ำซวย ซึ่งสร้างใหม่ กว้าง ๒ วา ยาว ๒๒ วา ๒ ศอก เสาไม้จริง พื้นปูกระดาน และได้ทำศาลาที่พักไว้ใกล้เชิงสะพานด้วย เปิดสะพานแล้วข้ามสะพานผ่านทุ่งบ้านนาไหม ห้วยดานบ้านโพนตาล มาพักกินข้าวเช้าที่บ้านผักหวาน (ค่ายบกหวาน) ระยะทาง ๒๕๘ เส้น ถึงเวลาเช้าโมงครึ่ง ที่ตำบลนี้ยังมีรอยดินเป็นสนามเพลาะค่ายเจ้าพระยาบดินเดชา ครั้งรบกับราชวงศ์เวียงจันทน์เหลืออยู่พอสังเกตได้ เวลาเช้า ๓ โมงเดินทางไปข้ามห้วยตาด ห้วยยาง ห้วยกงสี ขึ้นโคกสร้างหิน ลงทุ่งคำแค้ ทุ่งห้วยแกถึงทุ่งระนาม แล้วถึงเมืองหนองคายเวลา ๕ โมงเช้า ที่พักแรมตั้งอยู่คนละฟากถนนกับวัดหายโศก ซึ่งอยู่ริมลำน้ำโขง พระยาบริหารราชอาณาเขต (กุแก้ว) ปลัดเมืองหนองคาย และพระบริบาลภูมิเขต (เถื่อน) นายอำเภอเมืองหรือนครบาลเมือง พร้อมด้วยกรมการผู้ใหญ่ผู้น้อยและราษฎรชาวเมืองมาคอยรับ ราษฎรที่มาวันนี้มากต่อมากทั้งที่อยู่ใกล้และที่มาไกลทางตั้งวันหนึ่งสองวันมีเครื่องสักการะมาให้ ขอเฝ้าขอเห็นตัวเรื่อยกันไปเกือบวันยังค่ำเพราะตั้งแต่กรมหลวงประจักษ์เสด็จกลับไปได้ถึง ๑๓ ปี พึ่งมีเจ้านายเสด็จขึ้นไปในคราวนี้ ในวันนี้นาย พันตรี โนลัง ข้าราชการฝรั่งเศสที่เมืองเวียงจันทน์มาหา บอกว่าเคาเวอเนอเยเนราล ให้นำเรือกลไฟชื่อลาแครนเดียลำ ๑ เรือไฟเล็กอีกลำ ๑ รวม ๒ ลำ มาให้ใช้ในการเดินทางต่อไป และได้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานข้างฝั่งซ้ายต้อนรับให้ทุกแห่ง ได้สั่งให้ขอบใจ เคาเวอเนอเยเนราลและขอบใจตัวเขาตามสมควร เวลาบ่ายสามโมงเศษลงเรือชะล่ายาวเขียนลายทองมีเก๋งของพระยาปทุมเทวาภิบาล ล่องตามลำน้ำโขงมาข้างใต้ ขึ้นที่ท้ายบ้านพวกจีนดูร้านพ่อค้าจีนขายของต่าง ๆ ซึ่งนำมาจากกรุงเทพฯ และตลาดขายของสด แล้วเดินดูเมือง กลับมาที่พัก เวลาค่ำได้เชิญนายพันตรีโนลัง ฝรั่งเศสซึ่งนำเรือมารับมากินอาหารด้วย วันที่ ๖ มกราคม เวลาเช้า ๒ โมงเศษ ไปวัดมีไชย ซึ่งพระครูพุทธพจนประกาศ เจ้าคณะรองเมืองหนองคาย เป็นเจ้าอาวาส เวลาเช้า 4 โมง พวกชาวเมืองแห่บายศรีขวัญ ตีฆ้องและแห่บายศรีขวัญ ตีฆ้องและโห่ร้องเป็นกระบวนมาประชุมพร้อมกันที่ปะรำใหญ่ข้างที่พัก พวกจีนพ่อค้ามีกิมฮวยอั้งติ๋วเข้ากระบวนแห่มาด้วย ท้าวเกษน้องพระยาปทุมเทวาภิบาลอ่านคำอำนวยพรทำขวัญ แล้วผู้เฒ่าผูกมือตามประเพณี

เวลาบ่าย ๓ โมงเศษ ไปเปิดสะพานข้ามลำห้วยหายโศก ริมลำห้วยหายโศก ฝั่งแม่น้ำโขง สะพานนี้ข้าราชการและราษฎรได้เรี่ยไรเงินสร้างขึ้น ยาว ๑๔ วา ๓ ศอก ๕ นิ้ว กว้าง ๑ วา ๑ คืบ ๕ นิ้ว ปูกระดาน เสาไม้จริง กับสร้างศาลาหลังหนึ่ง ๒ ห้อง มีเฉลียงด้านหนึ่ง หลังคามุงกระเบื้อง แล้วไปดูแข่งเรือยาว ๒ คู่ เสร็จแล้วไปวัดศรีสะเกษ วัดหอก่อง และวัดโพธิ์ชัยซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูป เรียกว่า พระใส อันเป็นพระชุดเดียวกับพระเสริม พระสุก ซึ่งเดิมอยู่เมืองเวียงจันทน์ พระเสริมนั้นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เชิญลงมากรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้อยู่ในพระวิหารวัดปทุมวนาราม แต่พระสุกนั้นกล่าวกันว่า เจ้าอนุพาล่องแม่น้ำโขงลงไปเรือล่มจมอยู่ในแม่น้ำโขงของใต้เมืองหนองคาย ตรงที่ซึ่งเรียกว่า เวินพระสุก บัดนี้ ที่วัดโพธิ์ชัยนี้มีพระเจดีย์ลาวองค์ ๑ ฝีมือทำงามนักเวลาค่ำให้เชิญเจ้าเมืองกรมการ มีพระยาปทุมเทวาภิบาลและพระบริบาลและพระบริบาลภูมิเขต เป็นต้น มากินอาหารด้วย

เมืองหนองคายนี้พึ่งตั้งเมื่อในรัชกาลที่ ๓ เมื่อตีได้เมืองเวียงจันทน์คราวเป็นกบฏ กวาดชาวเมืองเวียงจันทน์เป็นเชลยลงไป แล้วโปรดให้แบ่งคนเมืองยโสธรมาตั้งบ้านหนองคายขึ้นเป็นเมือง แต่เป็นทำเลดี กล่าวกันว่าเดี๋ยวนี้ใหญ่โตกว่าเมืองอื่น ๆ บรรดาที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงทุกเมือง มีหมู่บ้าน ๔๒๑หมู่ มีเรือน ๖๐,๐๔๔ หลังคาเรือน ราษฎรชาย ๓๐,๓๑๑ หญิง ๒๙,๗๓๓รวม ๖๐,๔๔๔คน
สินค้าออกส่งไปขายทางเมืองนครราชสีมาและกรุงเทพฯ มีเร่ว ครั่ง กำยาน ยางกะตังกะติ้ว ยาสูบ และเขาหนัง ครั่งและกำยาน และยางกะตังกะติ้วรับมาจากหลวงพระบางโดยมาก สินค้าจากหนองคายมีเกลือ ส่งไปขายเมืองเชียงขวางและหลวงพระบางปีละมาก ๆสินค้าที่มาจากกรุงเทพฯ พ่อค้าได้ส่งไปขายฝั่งซ้าย ฝรั่งเศสยังไม่เก็บภาษีอะไรเว้นแต่ไม้ขีดไฟต้องเสียภาษีแรง วันที่ ๗ มกราคม เป็นกำหนดจะล่องเรือจากเมืองหนองคายแต่ฤดูนี้เวลาเช้าหมอกลงจัด คนอยู่ห่างกันเพียง ๖ ศอก ก็แลไม่เห็นกัน ต้องรอจนเวลาเช้าโมง ๔๐ นาที พอหมอกในลำแม่น้ำโขงจางจึงได้ลงเรือแครนเดีย เป็นเรือสำหรับข้าราชการผู้ใหญของฝรั่งเศสตั้งแต่เครเวอเนอเยเนราล เป็นต้นไปมาทางลำแม่น้ำโขง
ในวันที่ 1 เมษายน 2458 กระทรวงมหาดไทยจึงได้มีคำสั่งสถาปนาเมืองหนองคาย ให้เป็น "เมืองหนองคาย" พ.ศ. 2459 เปลี่ยนคำเรียกชื่อเมืองมาเป็นจังหวัด มีข้าหลวงปกครอง ซึ่งต่อมาเรียกผู้ว่าราชการจังหวัด และในปี พ.ศ.2476 ได้มีการจัดระเบียบบริหารส่วนภูมิภาคเป็นจังหวัด และอำเภอ
รายพระนามและรายนามผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย
๑. พระยาสมุทศักดารักษ์ (เจิม วิเศษรัตน์) พ.ศ. ๒๔๕๘ - ๒๔๖๒
๒. หม่อมเจ้าโสตถิผล ชมพูนุช พ.ศ. ๒๔๖๒ - ๒๔๖๓
๓. พระยาบริหารราชอาณาเขต (ยิ้ม นิลโยธิน) พ.ศ. ๒๔๖๓ - ๒๔๗๐
๔. พระปทุมเทวาภิบาล (เยี่ยม เอกสิทธิ์) พ.ศ. ๒๔๗๐ - ๒๔๗๙
๕. หลวงบริบาลนิคมเขตร์ (ชวน ทรัพย์สาร) พ.ศ. ๒๔๗๙ - ๒๔๘๐
๖. หลวงพำนักนิกรชน (อุณท์ สมิตามร) พ.ศ. ๒๔๘๐ - ๒๔๘๑
๗. พระบริรักษ์ภูธร (เพิ่ม ทนิฐายน) พ.ศ. ๒๔๘๑ - ๒๔๘๒
๘ พอ.พระศรีราชสงคราม (ศรี สุขะวาที) พ.ศ. ๒๔๘๒ - ๒๔๘๓
๙. พอ.หลวงยุทธสารประสิทธิ์ (แม้น โรหิตเศรนี) พ.ศ. ๒๔๘๓ - ๒๔๘๔
๑๐. พระบรรณศาสารสาทร (สง่า คุปตารักษ์) พ.ศ. ๒๔๘๔ - ๒๔๖๘
๑๑. นายปกรณ์ อังคศุสิงห์ พ.ศ. ๒๔๘๖ - ๒๔๙๐
๑๒. ร.ท.ถวิล ระวังภัย พ.ศ. ๒๔๙๐ - ๒๔๙๐
๑๓. นายชาญ จารุวัสตร์ พ.ศ. ๒๔๙๐ - ๒๔๙๒
๑๔. นายแสวง รุจิรัต พ.ศ. ๒๔๙๒ - ๒๔๙๔
๑๕. นายชุณห์ นกแก้ว พ.ศ. ๒๔๙๔ - ๒๔๙๕
๑๖. นายอรรถ วิสูตรโยธาภิบาล พ.ศ. ๒๔๙๕ - ๒๔๙๗
๑๗. นายกำจัด ผาติสุวัณณ พ.ศ. ๒๔๙๗ - ๒๕๐๒
๑๘. นายสมอาจ กุยยถานนท์ พ.ศ. ๒๕๐๒ - ๒๕๐๓
๑๙. พล.ต.ต.สามารถ วายวานนท์ พ.ศ. ๒๕๐๓ - ๒๕๐๕
๒๐. นายเจริญ ปานทอง พ.ศ. ๒๕๐๕ - ๒๕๑๐
๒๑. พลตรีวิทย์ นิ่มนวล พ.ศ. ๒๕๑๐ - ๒๕๑๔
๒๒. พลตรีชาย อุบลเดชประชารักษ์ พ.ศ. ๒๕๑๔ - ๒๕๑๗
๒๓. นายกัมพล กลิ่นสุคนธ์ พ.ศ. ๒๕๑๗ - ๒๕๑๙
๒๔. นายชำนาญ พจนา พ.ศ. ๒๕๑๙ - ๒๕๒๑
๒๕. นายกุศล ศานติธรรม พ.ศ. ๒๕๒๑ - ๒๕๒๕
๒๖. นายศักดา อ้อพงศ์ พ.ศ. ๒๕๒๕ - ๒๕๒๙
๒๗. นายสันติ มณีกาญจน์ พ.ศ. ๒๕๒๙ - ๒๕๓๒
๒๘. ร.ต.สนั่น ชานีรัตน์ พ.ศ. ๒๕๓๒ - ๒๕๓๔
๒๙. ร.ต.ไมตรี ในยะกุล พ.ศ. ๒๕๓๔ - ๒๕๓๕
๓๐. นายอนันต์ แจ้งกลีบ พ.ศ. ๒๕๓๕ - ๒๕๓๘
๓๑. นายสนิทวงศ์ อุเทศนันท์ พ.ศ. ๒๕๓๘ - ๒๕๔๑
๓๒. นายสันติ เกรียงไกรชุน พ.ศ. ๒๕๔๑ - ๒๕๔๑
๓๓. นายบรรทัด สิงหบุตร พ.ศ. ๒๕๔๑ - ๒๕๔๓
๓๔. นายบุณยรงค์ นิลวงศ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ - ๒๕๔๔
๓๕. นายธวัช เสถียรนาม พ.ศ. ๒๕๔๔ - ๒๕๔๕
๓๖. นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๔๕ - ๒๕๔๘
๓๗. นายสุพจน์ เลาวัณย์ศิริ พ.ศ. ๒๕๔๘ - ๒๕๕๐
๓๘. นายเจด็จ มุสิกวงศ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ปัจจุบัน


วีรกรรมปราบฮ่อ หลวงพระใส สะพานไทยลาว

หนองคาย เมืองชายแดนริมฝั่งแม่น้ำโขง เป็นประตูสู่เมืองเวียงจันทน์ เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) โดยมีสะพานมิตรภาพไทย-ลาวเชื่อมระหว่างสองประเทศ
จังหวัดหนองคายอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ 615 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 7,332 ตารางกิโลเมตร เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ติดแม่น้ำโขงมากที่สุดเป็นระยะทาง 320 กิโลเมตร เหมาะแก่การทำเกษตรกรรมและประมงน้ำจืด ทั้งยังเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ สามารถเดินทางข้ามไปเที่ยวยังฝั่งลาวได้โดยสะดวก มีวัดวาอารามและวัฒนธรรมวิถีชีวิตชาวบ้านที่น่าสนใจ โรงแรมที่พักที่สะดวกสบาย หลากหลายไปด้วยอาหารและสินค้าของฝาก ล้วนเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้ผู้คนเดินทางมาเยือนเมืองริมโขงแห่งนี้

ภูมิอากาศ
เนื่องจากจังหวัดหนองคายมีภูมิประเทศติดกับแม่น้ำโขง ทำให้มีฝนตกชุกในฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม ในฤดูหนาวราวเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์จะมีอากาศหนาวเย็นเนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่สูง อุณหภูมิต่ำสุดประมาณ 11 องศาเซลเซียส ส่วนในฤดูร้อนตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเมษายนอากาศจะร้อนจัด อุณหภูมิสูงสุดประมาณ 35 องศาเซลเซียส

ประวัติเมืองหนองคาย
ประวัติศาสตร์ของเมืองหนองคายเริ่มต้นเมื่อกว่า 200 ปีเศษ พื้นที่บริเวณริมฝั่งโขงนี้เดิมเคยเป็นที่ตั้งของเมืองเล็ก ๆ 4 เมือง คือ เมืองพรานพร้าว เมืองเวียงคุก เมืองปะโค เมืองไผ่ (บ้านบึงค่าย) ปัจจุบันยังพบซากโบราณสถานอยู่ตามวัดต่าง ๆ ริมแม่น้ำโขงบนเส้นทางท่าบ่อ-ศรีเชียงใหม่
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าอนุวงศ์ กษัตริย์ผู้ครองนครเวียงจันทน์ได้ตั้งตนเป็นกบฎ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าให้เจ้าพระยาราชเทวี ยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์ โดยมีท้าวสุวอธรรมา (บุญมา) เจ้าเมืองยโสธร และพระยาเชียงสา เป็นกำลังสำคัญในการช่วยทำศึกจนได้รับชัยชนะ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯให้ท้าวสุวอขึ้นเป็นเจ้าเมือง โดยจัดตั้งเมืองใหญ่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขงคอยควบคุมพื้นที่และเลือกสร้างเมืองที่บ้านไผ่ แล้วตั้งชื่อเมืองว่า หนองคาย ตามชื่อหนองน้ำใหญ่ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง

อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดกับแม่น้ำโขงอันเป็นเส้นกั้นพรมแดนระหว่าง
ประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ทิศใต้ ติดกับจังหวัดอุดรธานี, สกลนคร
ทิศตะวันออก ติดกับจังหวัดนครพนม
ทิศตะวันตก ติดกับจังหวัดเลย

แหล่งเศรษฐกิจ
แห่งหนึ่งของจังหวัดหนองคายอีกแห่งหนึ่ง คือ "ท่าเสด็จ" เป็นท่าเทียบเรือข้ามฟากแม่น้ำโขง คือ ด่านตรวจคนเข้าเมือง และด่านศุลกากร ระดับสากลสำหรับใช้ในการเดินทางเข้าออก ไปมาระหว่างคนไทย และลาว หรือต่างชาติ ที่จะไปสาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งมีท่าเทียบเทียบเรือฝั่งตรงข้าม คือ ท่าเดื่อ ท่าเสด็จตั้งอยู่บริเวณคุ้มวัดนาค (วัดศรีษะเกศ) เขตเทศบาลเมืองหนองคาย แต่เดิมชาวบ้านเรียกขานกันอย่างติดปากทั่วไปว่า ท่าด่าน แต่เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2511 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินมาสู่จังหวัดหนองคาย โดยเสด็จฯลงท่าน้ำโขง ณ ด่านศุลกากร อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย เพื่อประทับเรือพระที่นั่งไปยังแพพลับพลา กลางลำน้ำโขง ตรงบริเวณบ้านหนองบัว ตำบลมีชัย อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ทรงประกอบพิธีพระราชทานกระแสไฟฟ้าจากประเทศไทยไปยังประเทศลาว เพื่อใช้ในการก่อสร้างเขื่อนน้ำงึมแด่สมเด็จเจ้ามหาชีวิต ศรีสว่างวัฒนา พระมหากษัตริย์ แห่งราชอาณาจักรลาว เมื่อเสร็จพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯแห่งราชอาณาจักรไทย ได้เสด็จกลับประทับเรือพระที่นั่งขึ้นยังท่าด่านศุลกากรอีกครั้ง
นับตั้งแต่นั้นมาประชาชนชาวหนองคาย จึงพร้อมใจกันกล่าวขานนาม "ท่าด่าน" แห่งนี้ให้เป็นศิริมงคล และได้จารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์สืบไปว่า "ท่าเสด็จ"หลังจากที่ประเทศลาวได้เปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น สาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว การค้าขายและการเดินทางสัญจรไปมาตามเส้นทางดังกล่าวก็ลดน้อยลง การค้าอยู่ในสภาพซบเซา และชงักงัน จนต่อมารัฐบาลไทยได้เปลี่ยนนโยบายจากความแข็งตรึง มาสู่การผ่อนปรนเปิดสนามรบเป็นสนามการค้า และมีแนวทางอย่างชัดเจนที่จะให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นประตูสู่อินโดจีน โดยเฉพาะการปัดฝุ่นทบทวนโครงการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงระหว่างไทย-ลาว ขึ้นมาอีกครั้ง ก็ทำให้จังหวัดหนองคายมีการค้าขายและการท่องเที่ยวกลับเริ่มมีชีวิตชีวา คึกคักขึ้นอีกครั้งโดยเฉพาะการค้าขายบริเวณชุมชนท่าเสด็จจนกระทั่งเปลี่ยนมาเป็นตลาดท่าเสด็จ หรือตลาดสินค้าอินโดจีนท่าเสด็จ ปัจจุบันตลาดสินค้าอินโดจีนท่าเสด็จ เป็นแหล่งการค้าขายสินค้าที่มาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน , สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม, สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, และยุโรปตะวันออกอีกหลายประเทศ รวมทั้งสินค้าของไทยเอง ซึ่งมีสินค้าที่จะน่าซื้อคือ
1. ประเภทข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เครื่องใช้ไฟฟ้าและของเด็กเล่นที่ผลิตในประเทศจีน ราคาถูก ไม่ต้องข้ามไปซื้อถึงตลาดท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า ให้เสียเวลา
2. อาหารการกิน เช่น อาหารปลาน้ำโขง เมี่ยงปลาเผา หมูยอ ของขบเคี้ยวทั้งคาวหวาน ของฝากทั้งของพื้นเมืองและ สินค้า Otop ส่วนของขบเคี้ยวจากต่างประเทศ ซึ่งราคาไม่แตกต่างจากตลาดสันติสุข ที่หาดใหญ่
3. เครื่องแก้วเจียระ ไน และเครื่องประดับจากยุโรปที่แปลกตาและราคาไม่แพงอีกด้วย
4. เสื้อผ้าจากประเทศเกาหลี และผ้าไหมพื้นเมือง ส่วนใหญ่เป็นผ้าทอมือ ท้องถิ่น
ทุกวันนี้ตลาดท่าเสด็จเปิดเป็นตลาดไนท์พลาซ่า จำหน่ายสินค้าทุกวัน โดยเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ หรือในช่วงเทศกาลงานสำคัญของจังหวัดหนองคาย จะปิดตลาดในช่วงเวลา 22.00 น. ซึ่งมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเดินทางมาเลือกซื้อสินค้ากันมากมาย เป็นประจำ

แผนยุทธศาสตร์ของจังหวัดหนองคาย พ.ศ. 2550-2551
วิสัยทัศน์ของจังหวัด (Vision) “เมืองน่าอยู่อันดับหนึ่งของภาคอีสาน”
ประเด็นยุทธศาสตร์ของจังหวัด (Strategies Issues)
1. การสร้างความเข้มแข็งของคน เศรษฐกิจชุมชน และคุณภาพชีวิต
2. การสร้างคุณค่าและยกระดับ มาตรฐาน สินค้าเกษตร
3. การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
4. อุตสาหกรรม การค้า และการลงทุน
5. ความมั่นคงชายแดน
เป้าประสงค์ของจังหวัด (Goals)
1. เพื่อพัฒนาให้ประชาชนพึ่งตนเองได้ ให้คนมีคุณภาพทั้งสติปัญญา ร่างกาย และจิตใจ มีคุณธรรม จริยธรรม และระเบียบวินัย มีค่านิยมที่เหมาะสมในการดำเนินชีวิต สามารถนำความรู้สมัยใหม่ผสานเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น พัฒนาวิสาหกิจชุมชนและผลิตภัณฑ์ของชุมชน (OTOP) ได้อย่างมีมาตรฐาน นำไปสู่การมีสังคมสงบสุข มีครอบครัวอบอุ่นและมีคุณภาพชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
2. เพื่อส่งเสริมพัฒนาสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพปลอดภัย ได้มาตรฐานและเกษตรกรมีความมั่นคงในอาชีพ
3. เพื่อบริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชน
4. เพื่อปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม การผลิต การบริการ การค้า การกระจายสินค้า และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
5. เพื่อความมั่นคงและความปลอดภัย บริเวณตามชายแดน
กลยุทธ์ของจังหวัด (Strategies)
1. ยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งของคน เศรษฐกิจชุมชน และคุณภาพชีวิต
ประกอบด้วย 12 กลยุทธ์ คือ
กลยุทธ์ 1.1 ส่งเสริมให้ประชาชน ชุมชน ตระหนักถึงความสำคัญ ของการมีสุขภาพดีมีส่วนร่วมในการ พัฒนาประชาคมสุขภาพให้เข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเองได้โดยใช้กลยุทธ์เมืองไทยแข็งแรง
กลยุทธ์ 1.2 ส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและการพึ่งพา ตนเองอย่างยั่งยืน
กลยุทธ์ 1.3 สร้างคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ OTOP โดยพัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้าและบริการ ด้วยการปรับปรุงกรรมวิธีการผลิรูปแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์
กลยุทธ์ 1.4 สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาสินค้า OTOPและวิสาหกิจชุมชนการสร้างตราสัญลักษณ์ การรวมกลุ่มเป็นธุรกิจชุมชนเพื่อให้กลุ่มOTOP และวิสาหกิจชุมชนมีศักยภาพมากขึ้น และส่งเสริมการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา
กลยุทธ์ 1.5 ส่งเสริมการตลาดสินค้า OTOP และวิสาหกิจชุมชน โดยการประชาสัมพันธ์ให้ เห็นคุณค่าและคุณประโยชน์ในด้านต่างๆของการใช้สินค้าจัดหาสถานที่จำหน่ายหรือออกร้าน และเชื่อมโยงการตลาดเข้ากับธุรกิจห้างร้านขนาดใหญ่ ทั้งในและต่างประเทศ
กลยุทธ์ 1.6 สนับสนุนให้ประชากรทุกกลุ่มเข้าถึงระบบการศึกษา การบริการทางสังคมและข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกและการดำรงชีพโดยเฉพาะประชากรวัยเรียน การศึกษาขั้นพื้นฐาน
กลยุทธ์ 1.7 ส่งเสริมบทบาทหน้าที่ และความรับผิดชอบของครอบครัว องค์กรศาสนาโรงเรียน ท้องถิ่นและชุมชนให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาและกำหนดบรรทัดฐานของสังคมทั้งระเบียบวินัยคุณธรรม และจริยธรรมต่างๆ
กลยุทธ์ 1.8 ส่งเสริมการมีงานทำโดยภาครัฐร่วมมือกับภาคเอกชนพัฒนาและฝึกอบรม ทักษะฝีมือแรงงาน ให้กับผู้ด้อยโอกาสให้มีความรู้ความสามารถตรงและเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน
กลยุทธ์ 1.9 ส่งเสริมให้แรงงานทั้งในระบบและนอกระบบได้รับการคุ้มครองด้านประกันความมั่นคงในการทำงานอย่างทั่วถึง
กลยุทธ์ 1.10 เพิ่มศักยภาพในด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โรคระบาดตามแนวชายแดนและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินโดยให้ประชาชนในหมู่บ้าน / ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังปัญหา
กลยุทธ์ 1.11 ส่งเสริมประชาชนทุกภาคส่วนให้สามารถนำหลักธรรมของศาสนามาเป็นกรอบในการดำเนินชีวิตและการทำงานเพื่อเพิ่มศักยภาพของตนเองชุมชนและองค์กร
กลยุทธ์ 1.12 สร้างโอกาสให้ผู้สูงอายุนำความรู้และประสบการณ์มาทำประโยชน์เพื่อสังคมและขยายโอกาสในการเข้าถึงหลักประกันทางสังคม เพื่อให้ผู้สูงอายุเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม
2. ยุทธศาสตร์การสร้างคุณค่าและยกระดับ มาตรฐาน สินค้าเกษตร
ประกอบด้วย 7 กลยุทธ์ คือ
กลยุทธ์ 2.1 ปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตรให้มีความหลากหลายมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยง สร้างรายได้และความมั่นคงในอาชีพให้แก่เกษตรกร
กลยุทธ์ 2.2 เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยสนับสนุนเทคโนโลยีการผลิตที่ประหยัด เหมาะสมและทันสมัย และสนับสนุนให้ทำการผลิตโดยใช้ปุ๋ยชีวภาพหรือเกษตรอินทรีย์เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
กลยุทธ์ 2.3 ส่งเสริมการผลิตสินค้าให้ปลอดภัยต่อผู้บริโภคให้ได้มาตรฐานการผลิต GAP
กลยุทธ์ 2.4 สร้างคุณค่า (value creation) / การสร้างมูลค่าและความแตกต่าง (differentiate) ให้กับสินค้าเกษตรโดยการปรับปรุงรูปแบบ เน้นคุณภาพสินค้า สร้างเอกลักษณ์และตราสินค้าของตนเอง (Branding)
กลยุทธ์ 2.5 ส่งเสริมการปลูกพืชเพื่อแปรรูปเป็นพลังงานทดแทน
กลยุทธ์ 2.6 สร้างความเข้มแข็งให้สถาบันเกษตรกร
กลยุทธ์ 2.7 พัฒนาระบบการตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ เช่น ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า การส่งเสริมตลาดกลางสินค้าเกษตร

3. ยุทธศาสตร์การสร้างการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ประกอบด้วย 6 กลยุทธ์ คือ
กลยุทธ์ 3.1 อนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้เดิมให้คงสภาพไว้ และฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมให้กลับมีสภาพสมบูรณ์ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน
กลยุทธ์ 3.2 เพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยส่งเสริมการปลูกป่าในพื้นที่ของรัฐและเอกชน การปลูกป่าชุมชน วนเกษตร การปลูกไม้เอนกประสงค์ และปลูกพืชพลังงานทดแทน เพื่อลดการพึ่งพิงป่าธรรมชาติให้น้อยลง
กลยุทธ์ 3.3 อนุรักษ์ดินและน้ำ โดยการจัดทำฝายต้นน้ำ จัดทำแนวป้องกันตลิ่งในพื้นที่ ที่มีปัญหาการกัดเซาะรุนแรง และการปลูกพืช เพื่อชะลอการไหลของน้ำลดการพังทลายของดิน และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน
กลยุทธ์ 3.4 ส่งเสริมการเฝ้าระวัง ตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม และแหล่งกำเนิดมลพิษ ขยะมูลฝอย น้ำเสีย และแก้ไข ฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน
กลยุทธ์ 3.5 เสริมสร้างการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับทุกภาคส่วน
กลยุทธ์ 3.6 บริหารจัดการลุ่มน้ำ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน พัฒนาแหล่งน้ำใหม่และฟื้นฟูแหล่งน้ำเดิมวางระบบกระจายน้ำเพื่อการเกษตรอย่างเพียงพอทั่วถึง และเหมาะสม พร้อมทั้งพัฒนาและฟื้นฟูระบบประปาบาดาลและประปาผิวดิน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค

4. ยุทธศาสตร์การสร้างอุตสาหกรรม การค้า และการลงทุน
ประกอบด้วย 11 กลยุทธ์ คือ
กลยุทธ์ 4.1 สนับสนุนให้มีการพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดน (Border Economic Zone) ที่สามารถดำเนินธุรกิจ การค้าและการลงทุน โดยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร
กลยุทธ์ 4.2 พัฒนาความร่วมมือ ด้านการค้า การท่องเที่ยว การลงทุน กับประเทศเพื่อนบ้านในอนุภาคลุ่มน้ำโขง
กลยุทธ์ 4.3 เพิ่มศักยภาพและคุณค่าแหล่งท่องเที่ยวเดิม ควบคู่กับการสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ โดยการฟื้นฟูและพัฒนาให้ได้มาตรฐานทั้งสถานที่ โครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย กิจกรรมและการบริการ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการท่องเที่ยว
กลยุทธ์ 4.4 พัฒนาบุคลากรการท่องเที่ยวให้มีทักษะการให้บริการได้มาตรฐาน และเร่งประชาสัมพันธ์ แหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ให้เป็นที่รู้จัก
กลยุทธ์ 4.5 พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของกลุ่มจังหวัดให้เพิ่มมากขึ้น
กลยุทธ์ 4.6 พัฒนาโครงข่ายการสื่อสารและคมนาคมระหว่างกลุ่มจังหวัด ให้สามารถเข้าถึงการท่องเที่ยวต่างๆได้อย่างสะดวก รวดเร็วและปลอดภัย พร้อมทั้งพัฒนาบริการพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกในแหล่งท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐาน
กลยุทธ์ 4.7 พัฒนาความร่วมมือทางด้านการค้า การท่องเที่ยว การลงทุน กับกลุ่มจังหวัดและกับประเทศเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยการใช้เวทีความร่วมมือระดับท้องถิ่นของสามประเทศในการเจรจาตกลงความร่วมมือด้านการค้า การท่องเที่ยวและการกีฬาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ต่างๆ
กลยุทธ์ 4.8 สนับสนุนการทำการผลิตการเกษตรแบบมีสัญญา (contract farming) กับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ เพื่อการแปรรูปใช้ภายในประเทศและส่งออก
กลยุทธ์ 4.9 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบริเวณเมืองชายแดนและด่านชายแดนให้เอื้อต่อการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว เพื่อสนับสนุนโครงข่ายระบบคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงภูมิภาคกับประเทศเพื่อนบ้านในอนาคต
กลยุทธ์ 4.10 พัฒนาระบบข้อมูลเศรษฐกิจเชิงลึกระดับพื้นที่ทั้งของไทยและประเทศเพื่อนบ้านให้สามารถเอื้อต่อการค้าและการลงทุนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กลยุทธ์ 4.11 พัฒนาการรวมกลุ่มอุตสาหกรรม (Cluster) และส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคอุตสาหกรรม

5. ยุทธศาสตร์การสร้างความมั่นคงชายแดน
ประกอบด้วย 2 กลยุทธ์ คือ
กลยุทธ์ 5.1 จัดระเบียบพื้นที่ตามแนวชายแดนให้มีความพร้อมต่อการเผชิญสถานการณ์ และปัญหา
กลยุทธ์ 5.2 พัฒนาความร่วมมือในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน


นโยบายผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย

1.ให้ทุกส่วนราชการ นำนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลทั้ง 8 ด้าน (พ.ศ. 2548-2551) ซึ่งประกอบด้วย
1.ด้านขจัดความยากจน
2.ด้านพัฒนาคนและสังคมที่มีคุณภาพ
3.ด้านปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุลและแข่งขันได้
4.ด้านบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
5.ด้านการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
6.ด้านพัฒนากฎหมายและส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
7.ด้านส่งเสริมประชาธิปไตยและกระบวนการประชาสังคม
8.ด้านความมั่นคงของรัฐ

2.โครงการเรารักหนองคาย ต้องร่วมกันทำให้เป็นไปตามตัวชี้วัด 12 ตัว

3. สงครามยาเสพติด และการแก้ไขความยากจน เป็นวาระแห่งชาติ ต้องมาอันดับหนึ่ง การทำงานอาจทำงานนอกรูปแบบได้เพื่อความคล่องตัวในการทำงาน

4. ปัญหาทุกอย่างต้องมีทางออก และให้เรียงลำดับความสำคัญของปัญหา ที่ต้องได้รับการแก้ไขเร่งด่วนต้องเร่งดำเนินงาน

5.ความสามัคคีเป็นหัวใจของข้าราชการ ร่วมมือร่วมใจ ร่วมคิด ร่วมทำ ผนึกกำลังเป็นหนึ่งเดียว ประสานเกลียวกันเข้มแข็ง ร่วมแรงกันสร้างเมืองหนองคาย

6.หัวหน้าส่วนราชการต้องลงพื้นที่ ผู้ว่าจะลงพื้นที่จะไปให้ทั่วถึง ขอย้ำไว้ว่าในพื้นที่ใครคนนั้นรับผิดชอบ ทั้งฝ่ายอำเภอและฝ่ายตำรวจ ให้นายอำเภอและผู้กำกับ จับมือกันเป็นคู่แฝดมหัศจรรย์ เช่นเดียวกับผู้ว่าฯกับผู้บังคับการตำรวจ ปัญหาบ่อนการพนัน หรือเรื่องเกี่ยวกับปัญหาของเยาวชน ห้ามปล่อยปะละเลย

7.การให้บริการประชาชนเป็นหัวใจของการทำงาน มีวิธีการตรวจสอบ โดย เปิดตู้ ปณ. 101 ผมจะอ่านเอง เพื่อดูแลความผาสุขของประชาชน

8.ให้ความสำคัญกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล เมื่อได้รับเลือกตั้งจากประชาชน ต้องทำหน้าที่ให้สมศักดิ์ศรี มีระเบียบ กฎเกณฑ์ ต้องยึดถือปฏิบัติ ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอจะเป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนในการดำเนินการ ทั้ง สว. สส. และท้องถิ่นต้องเข้ามามีส่วนร่วมให้มาก เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ในการพัฒนาหนองคาย

9.เรื่องสำคัญ วินัยเป็นหัวใจของข้าราชการ ผมถือว่าวินัยเป็นศักดิ์ศรีของข้าราชการ ฉะนั้นการปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาต้องควบคุมเอาใจใส่ เข้มงวดกวดขันอย่าปล่อยปะละเลย

10. การอยู่เวรยามของราชการ ไม่อยู่เวรยามที่กำหนด ถือว่าผิดวินัยอย่างร้ายแรง ต้องย้ำเตือน เพราะเราเป็นจังหวัดชายแดน ในวันหยุดราชการถ้าหัวหน้าส่วนไม่อยู่ต้องให้หัวหน้าฝ่ายอยู่แทน

11.การรายงาน ถือเป็นหัวใจสำคัญของราชการ ผมถือเรื่องรายงานเป็นเรื่องสำคัญ ในกรณีเกิดเหตุด่วนเหตุร้ายต้องรายงานให้ผู้ว่าทราบทันที

12.ให้ป้องกันจังหวัดไปตั้งcall center ตลอด 24 ชั่วโมง ให้ อส.ไปอยู่ประจำ 24 ชั่วโมง

13. การประชาสัมพันธ์ เป็นหัวใจเช่นกัน ให้ประชาสัมพันธ์ จังหวัด ประสานสื่อมวลชน โดยผู้ว่าฯจะร่วมรับประทานอาหารและแถลงข่าวเดือนละ 2 ครั้ง ตามโอกาสอำนวย เพื่อสร้างความเข้าใจจะลดเงื่อนไขของปัญหา มอบหัวหน้าส่วนราชการสามารถให้ข่าวงานในหน้าที่ได้เต็มที่ ยกเว้น 2 เรื่อง คือ เรื่องเกี่ยวกับความลับของทางราชการ ที่เป็นนโยบายสำคัญมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงและความสัมพันธ์กับต่างประเทศ
14. ตั้งใจทำงานให้ประสบผลสำเร็จ ไม่ใช่ทำงานให้แล้วเสร็จ

รายละเอียดที่มาของคำว่า หนองคายเมืองน่าอยู่อันดับ 7 ของโลก
จังหวัดหนองคาย ได้รับการคัดเลือกจากนิตยสาร Moderm Maturity ว่าเป็นแหล่งพักผ่อนที่สองติดอันดับสถานที่ดีที่สุดในโลก สำหรับผู้สูงอายุชาวอเมริกัน คลิกดูรายละเอียด

จังหวัดหนองคาย ตั้งอยู่บริเวณชายแดนติดต่อกับประเทศ สปป.ลาว โดยห่างจากเมืองหลวงของ สปป.ลาว คือ กรุงเวียงจันทน์ เพียง 30 ก.ม. ซึ่งได้รับการจัดอันดับในลำดับที่ 7 จากเมืองที่ได้รับการจัดอันดับทั้งหมด 15 แห่ง ที่แนะนำให้ผู้อ่านพิจารณาเป็นแหล่งพักผ่อนที่สองนอกจากบ้านตนเอง
จากการสำรวจแหล่งพักผ่อนทั้งหมด 40 แห่ง โดยพิจารณาจากตัวชี้วัด 12 ตัว ได้แก่ลักษณะภูมิอากาศ, ค่าครองชีพ, วัฒนธรรม, สาธารณูปโภค,สถานที่พัก, ระบบการขนส่ง, การบริการด้านสาธารณสุข,สภาพแวดล้อม, กิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจ, ความปลอดภัย, ความมั่นคงทางการเมือง และเทคโนโลยี
สำหรับเมืองที่ได้รับการจัดอันดับ 10 เมืองแรก มีดังนี้ค่ะ
1. เมืองคอสตาเดลโซล ประเทศสเปน
2. เมืองแซงค์เทียร์ ประเทศอิตาลี
3. เมืองโพรวองซ์ ประเทศฝรั่งเศส
4. เมืองบูแกต ประเทศปานามา
5. เมืองวิเซนต์ เกรนาดีน
6. เมืองเคาร์ตี้แคร์ ประเทศไอร์แลนด์
7. จังหวัดหนองคาย ประเทศไทย
8. เมืองครีท ประเทศกรีซ
9. เมืองแอมแบร์กริส เคร์ ประเทสเบลิตซ์
10. เมืองตูนิส ประเทศตูนีเซีย
การจัดอันดับข้างต้นถูกตีพิมพ์อย่างเป็นทางการในแมกกาซีน Moderm Maturityฉบับเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน
นายภราเดช พยัคฆ์วิเชียร ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เห็นว่าการสำรวจของนิตยสารดังกล่าว นับว่าเป็นการสร้างชื่อเสียงอย่างมาก ให้แก่จังหวัดหนองคายและประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะดำเนินการประชาสัมพันธ์จังหวัดหนองคายผ่านสำนักงานสาขาในต่างประเทศ และร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชนและภาครัฐในจังหวัด เพื่อรักษาความโดดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด และคงไว้ซึ่งการเป็นแหล่งพักผ่อนที่ดีที่สุดสำหรับพลเมืองผู้สูงอายุ
แมกกาซีน Moderm Maturity เป็นหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งจัดพิมพ์โดยสมาคมชาวอเมริกันผู้เกษียณอายุ อันเป็นสมาคมที่มิได้หวังผลกำไร แต่มุ่งเสริมสร้างความรู้และประสบการณ์ให้แก่พลเมืองอเมริกัน อายุ 50 ปี ขึ้นไป
คลิกดูรายละเอียดของนิตยสารที่จัดอันดับให้ "หนองคายเป็นเมืองน่าอยู่อัน 7 ของโลก"


แหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดหนองคาย


วัดโพธิ์ชัย
วัดโพธิ์ชัย เป็นที่พระอารามหลวงและเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระใส ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดหนองคาย ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองหนองคาย อ.เมือง จ.หนองคาย

วัดพระธาตุบังพวน
เป็นเจดีย์เก่าแก่ ตัวองค์พระธาตุมีรูปทรงสถาปัตยกรรมแบบท้องถิ่น ลักษณะเจดีย์เป็นรูปสถูปแบบอินเดียรุ่นเดียวกับองค์พระปฐมเจดีย์ เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ภายในบริเวณนี้ยังมีสิ่งที่น่าสนใจ คือ สัตมหาสถาน ซึ่งเป็นโบราณสถาน 7 อย่าง สร้างตามคติพระพุทธศาสนา จำลองมาจากพุทธคยาในอินเดีย สันนิษฐานว่า พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชทรงสร้างเมื่อครั้งครองเมืองเชียงใหม่ และวัดสัตมหาสถานที่วัดพระบังพวนขึ้นคู่กัน







วัดหินหมากเป้ง
ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านไทยเจริญ ต.พระพุทธบาท อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย โดยหลวงปู่เทสก์ เทสก์รังสี ได้ริเริ่มสร้างให้เป็นสถานปฏิบัติธรรม และติดกับลำน้ำโขง มีทัศนียภาพที่สวยงาม



วัดสว่างอารมณ์ (วัดถ้ำศรีธน)
ตั้งอยู่ที่เขตสุขาภิบาลปากคาด ภายในวัดมีโขดหิน หน้าผาลานหิน ร่มรื่น มีลำธารเล็ก ๆ ไหลผ่าน พระอุโบสถเป็นรูประฆังคว่ำ และเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์


วัดเจติยาศรีวิหาร (วัดภูทอก)
ตั้งอยู่บ้านคำแคนพัฒนา ต.นาสะแบง อ.ศรีวิไล ซึ่ง พระอาจารย์จวน กุลเชษโฐ ได้เริ่มเข้ามาจัดตั้งเป็นแหล่งบำเพ็ญเพียรและ
พระอาจารย์จวนได้ก่อสร้างบันไดไม้สำหรับขึ้นภูทอกในปี พ.ศ. 2512 มีทั้งหมด 7 ชั้น ใช้เวลาในการก่อสร้าง 5 ปี โดยฝีมือมนุษย์
มีหน้าผาที่สวยงามมาก และมีสะพานหินธรรมชาติทอดตัวสู่พระวิหาร อันเป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

วัดศรีชมภูองค์ตื้อ
เป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ ตั้งอยู่ บ้านน้ำโมง ต.น้ำโมง อ.ท่าบ่อ เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่หล่อด้วยทองฝีมือฝ่ายเหนือและล้านช้าง มีลักษณะที่งดงามมาก และทางจังหวัดได้จัดงานนมัสการเป็นประจำทุกปี ในวันขึ้น15 ค่ำ เดือน 4

อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ
สร้างขึ้นเมื่อ ร.ศ. 105 (พ.ศ.2459) เสด็จในกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม รับสั่งให้สร้างอนุสาวรีย์ไว้ในจังหวัดหนองคายเพื่อบรรจุอัฐิของผู้ที่เสียชีวิตในการปราบกบฏฮ่อ เดิมตั้งอยู่ที่หลังสถานีตำรวจภูธร อำเภอเมืองจังหวัดหนองคาย ต่อมาในปี พ.ศ. 2492 ทางจังหวัดได้ก่อสร้างอนุสาวรีย์ปราบฮ่อให้สง่างามยิ่งขึ้น และได้จัดงานบวงสรวงและฉลองอนุสาวรีย์เป็นประจำทุกวันที่ 5 มีนาคม ของทุกปี


ศาลาแก้วกู่
เป็นสถานที่รวบรวมรูปปั้นเทวรูปและพระพุทธรูปต่างๆ ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2521 ตามความทางหลักคำสอนทางศาสนา ทั้งฮินดูและพุทธ รูปปั้นที่สูงใหญ่และเป็นลักษณะของศาลาแก้วกู่ คือ รูปพญานาค 7 เศียร ซึ่งได้รับความสนใจจากชาวไทยและชาวต่างประเทศ

สะพานมิตรภาพไทย-ลาว
ตั้งอยู่ที่หาดจอมมณี ต. มีชัย อ.เมือง เป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงไปยังท่านาแล้ง แขวงเวียงจันทน์ ของ สปป.ลาว เป็นสะพานแห่งแรกที่สร้างขึ้นด้วยความร่วมมือของ 3 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย ไทย และ ลาว

หาดจอมมณี
ตั้งอยู่ที่บ้านจอมมณี ต.มีชัย อ.เมือง เป็นส่วนหนึ่งของลำน้ำโขง มีความยาวประมาณ 200 เมตร ซึ่งเหมาะที่จะเที่ยวในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งมีนักท่องเที่ยวในจังหวัดหนองคายและจังหวัดใกล้เคียงเดินทางไปเที่ยวจำนวนมาก ซึ่งได้รับการขนานนามว่า "พัทยาอีสาน"

ตลาดสินค่าอินโดจีนหรือท่าเสด็จ
ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงเขตเทศบาลเมืองหนองคาย เป็นท่าเรือโดยสารข้ามแม่น้ำโขงไปยังฝั่งลาว มีด่านตรวจคนเข้าเมืองและร้านค้า

โดย: chaw202 [19 ก.ย. 50 2:15] ( IP A:125.24.49.184 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   เฮลโล่ ๆ ๆ ได้ยินแล้วตอบด้วย

คุณครูครับ....ถ้าเข้ามาอ่านแล้วตอบด้วยครับ

โดย: chaw202 [19 ก.ย. 50 2:32] ( IP A:125.24.49.184 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   ขอบคุณค่ะ
โดย: T [19 ก.ย. 50 14:32] ( IP A:203.113.17.149 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   เรียนผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย และเจ้าหน้าที่ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
เนื่องในขณะนี้มีคนลาวปลอมบวชมาอาศัยเรียนอยู่ตามวัดต่าง ๆ จำนวนมากโดยการปลอมชื่อลงในใบสุทธิ เพราะใบสุทธิใครก็เขียนได้เพราะไม่ต้องอาศัยของเอกสารอ้างอิง หลังจากนั้นก็อาศัยช่องว่างปลอมบัตรประจำตัวประชาชน โดยมีข้าราชการรับสินบน เดินทางไปประเทศที่สาม ระหว่างที่บวชอยู่ก็มักคบกับฝรั่งต่างชาติ แนะนำให้ไปหาความสุขทางฝั่งลาวในด้านยาเสพติด และขอเงินชาวต่างชาติใช้ ซึ่งชาวต่างชาติบางท่านก็หลงเชื่อ และพระลาวพวกนี้จะเป็นสายลับหรือเป็นขบวนการกู้ชาติหรือเปล่ามีใครตรวจสอบบ้าง แต่ที่แน่ ๆ มีการแอบขายยาเสพติดให้ชาวต่างชาติในบางวัด บางจุด เช่นวัดศรีสุมังค์ (อันตรายยิ่งกว่าม้งเสียอีก)
โดย: sks_2009@hotmali.com [30 ม.ค. 53 11:47] ( IP A:125.26.154.20 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   กลุ่มเพื่อน 5.63 โรงเรียนอุตรดิตถ์ ขอแสดงความยินดีกับชาวบึงกาฬ ที่อำเภอบึงกาฬได้รับการยกฐานะเป็นจังหวัดบึงกาฬ จังหวัดที่ 77 ของไทย จังหวัดบึงกาฬ 8 อำเภอ คือ อ.บึงกาฬ อ.เซกา อ.โซ่พิสัย อ.พรเจริญ อ.ปากคาด อ.บึงโขงหลง อ.ศรีวิไล และ อ.บุ่งคล้า

โดย: กลุ่มเพื่อน 5.63 โรงเรียนอุตรดิตถ์ [7 ส.ค. 53 7:04] ( IP A:210.246.186.9 X: )


คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน