มิถุนายน 2551 การเมืองไทยทำอะไรกัน
   วันนี้กลางเดือนมิถุนายน 2551 แล้ว การเมืองไทยทำอะไรกันอยู่
มาฟังอีกแง่คิดหนึ่งของ รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์

“การรุกกลับขั้นแตกหัก” ของเผด็จการอำมาตยาธิปไตย
18 มิถุนายน 2551

ชัยชนะของพรรคพลังประชาชน
ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 และการจัดตั้งรัฐบาล
ที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ ได้สร้างความผิดหวังอย่างรุนแรง
แก่กลุ่มพลังอำมาตยาธิปไตย

ในอดีต ระบอบรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหารทุกครั้ง
ก็เป็นเพียงการต่อเนื่องของอำนาจรัฐจารีตนิยมในรูปแบบแฝงเร้น
ที่สวมเสื้อคลุมเป็นระบอบเลือกตั้ง มีรัฐสภา แต่มีรัฐบาลพลเรือนที่อ่อนแอ
และเป็นรัฐบาลหุ่นเชิดที่ว่านอนสอนง่ายของพวกอำมาตยาธิปไตย


แต่การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 กลับเป็นครั้งแรก
ที่เป็นการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับอำนาจนิยมที่ร่างโดยคณะรัฐประหาร
ที่นำมาซึ่งรัฐบาลที่มีพรรคแกนนำและมวลชนสนับสนุน
ที่เป็นพลังต้านรัฐประหารโดยตรง นี่จึงเป็น "ความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์"
ที่สำคัญของอำมาตยาธิปไตย สะท้อนอย่างชัดเจนว่า
นับแต่รัฐประหาร 19 กันยายน จนถึงวันเลือกตั้ง พวกเขาประสบความล้มเหลว
โดยพื้นฐานในการทำลายล้างพลังการเมืองประชาธิปไตย
ของกลุ่มทุนใหม่และขบวนมหาประชาชน


ฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตยได้เรียนรู้จากความล้มเหลว
ของรัฐประหาร 19 กันยายน ว่า พวกตนประเมินอิทธิพล
ของอดีตผู้นำพรรคไทยรักไทยในหมู่มวลชนต่ำเกินไป
ไม่เข้าใจว่า พลังความนิยมของอดีตผู้นำไทยรักไทยนั้นแผ่กว้าง
และหยั่งรากลึกในหมู่มวลชน ยิ่งกว่านั้น พวกเขารู้ตัวแล้วว่า
รัฐประหาร 19 กันยายนที่โค่นล้มรัฐบาลไทยรักไทยที่มาจากการเลือกตั้ง
กลับกลายเป็นพลังกระตุ้นให้มวลชนชนชั้นล่างทั้งในเมืองและชนบท
รวมตลอดถึงปัญญาชนและชนชั้นกลางในเมืองที่ก้าวหน้า
ได้ตื่นตัวทางการเมืองประชาธิปไตยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

รวมตัวจัดตั้ง กลายเป็นกองทัพหลวงอันเหนียวแน่นของประชาธิปไตย
ประกอบด้วยกลุ่มองค์กรมหาประชาชนหลากหลายทั้งในกรุงเทพ
และต่างจังหวัด พร้อมกับสื่อสารมวลชนทางเลือกออนไลน์ในมือ
ที่ทรงพลัง ขับเคลื่อนโดยนักรบไซเบอร์ที่ชาญฉลาด กล้าหาญ เด็ดเดี่ยว
ประกอบกันขึ้นแนวร่วมมหาประชาชนประชาธิปไตยที่ทรงพลัง


แทนที่ค่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตยจะยอมรับความจริงว่า
ประชาชนได้ตื่นขึ้นแล้ว ยุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้ว
บัดนี้ ประชาชนไม่ยินยอมให้ถูกปฏิบัติเยี่ยงไพร่ทาสธุลีได้อีกต่อไป
และสรุปบทเรียนว่า สมควรถึงเวลาคืนอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง
ให้แก่ปวงชนชาวไทยแล้ว เพื่อที่พวกเขาจะยังสามารถรักษา
“สวรรค์น้อย ๆ” ของพวกเขาไว้ได้ภายใต้กฎกติกาประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

แต่เผด็จการอำมาตยาธิปไตยกลับสรุปบทเรียนว่า
จะต้องดำเนินตีโต้กลับในขั้นแตกหัก เป้าหมายทางยุทธศาสตร์
ของพวกเขาในขณะนี้คือ การโค่นล้มรัฐบาลพรรคพลังประชาชนโดยเร็ว
เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายสองประการคือ

หนึ่ง ถอนรากถอนโคนกลุ่มการเมืองของอดีตผู้นำไทยรักไทยให้หมดสิ้น
และสอง ทำลายล้างพลังมวลมหาประชาชนอย่างถอนรากถอนโคน
ให้ประชาชนสูญเสียจิตวิญญาณ หมดสิ้นซึ่งขวัญกำลังใจ
ที่จะดิ้นรนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ยอมศิโรราบภายใต้อำนาจปกครอง
ของอำมาตยาธิปไตยต่อไป


รัฐบาลพรรคพลังประชาชนในปัจจุบันกำลังตกอยู่ในวงล้อม
ที่ถูกรุมกระหน่ำตีอย่างหนักทั้งจากในสภาคือ

พรรคการเมืองสมุนเผด็จการและสมาชิกวุฒิสภาแต่งตั้ง
ประสานกับองค์กรรัฐธรรมนูญ ประกอบกับการล้อมตีนอกสภา
จากแนวร่วมรับใช้เผด็จการที่ประกอบด้วยสื่อสารมวลชนขวาจัด
ปัญญาชนนักวิชาการและราษฎรอาวุโสสามาณย์ ร่วมกับการเคลื่อนไหว
ยั่วยุสร้างความรุนแรงบนท้องถนนของกลุ่มอันธพาลการเมืองรับจ้าง
รวมตลอดถึงการรวมตัวของกลุ่มทหารฟัสซิสต์ที่สำแดงกำลัง
กระด้างกระเดื่องข่มขู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอยู่

ค่ายอำมาตยาธิปไตยได้หันมาใช้สูตรสำเร็จรูปของพวกตน
ที่กระทำสำเร็จมาทุกครั้งในหลายสิบปีมานี้ ซึ่งก็คือ
ยุทธการพิฆาตไพรีเรื่อง
“หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” และ “โค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์”

อันเป็นสัญญาณที่แจ้งชัดว่า บัดนี้ ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย
มิได้มุ่งกำจัดรัฐบาลพรรคพลังประชาชนด้วยวิธีภายในกรอบของ
ระบอบรัฐธรรมนูญ 2550 อีกต่อไป
ดังจะเห็นได้จากบทเรียนในประวัติศาสตร์ ดังนี้



นายปรีดี พนมยงค์ และรัฐบาลธำรง นาวาสวัสดิ์
ถูกกล่าวหาทั้งในและนอกสภาว่า ปกปิดข้อเท็จจริงและมีส่วนในการ
ลอบปลงพระชนม์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
นำไปสู่รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ฉีกรัฐธรรมนูญ 2489
และกวาดล้างคณะราษฎรปีกนายปรีดีจนหมดสิ้น


รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามถูกกล่าวหาว่า หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ในหลายกรณี รวมทั้งในกรณีการเฉลิมฉลอง 25 พุทธศตวรรษ
นำไปสู่รัฐประหาร 16 กันยายน 2500 ทำลายกลุ่มนายทหารของ
คณะราษฎรอย่างถอนราก ตามมาด้วยรัฐประหาร 20 ตุลาคม 2501
ฉีกรัฐธรรมนูญ 2475 อันเป็นร่องรอยทางการเมืองชิ้นสุดท้าย
ของการปฏิวัติ 2475


ขบวนการนิสิตนักศึกษาและประชาชนถูกกล่าวหาว่า
เป็นภัยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และแสดงละครแขวนคอ
“หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” นำไปสู่การสังหารหมู่ที่นองเลือดที่สุด
และรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 ฉีกรัฐธรรมนูญ 2518


รัฐบาลพล อ.ชาติชาย ชุณหวันแม้จะถูกประณามเรื่อง
ทุจริตคอรัปชั่นมาก่อนเป็นเวลานาน แต่ท้ายสุด ในการแต่งตั้ง
มนูญ รูปขจร กลับเข้าสู่ตำแหน่งทางราชการ ก็ถูกกล่าวหาว่า
“ปกป้องบุคคลที่พัวพันกับคดีลอบสังหารบุคคลสำคัญ”
นำไปสู่รัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 ฉีกรัฐธรรมนูญ 2521


รัฐบาลทักษิณ ชินวัตรถูกกล่าวหาเรื่องทุจริตคอรัปชั่นหลายเรื่อง
แต่ท้ายสุดคือข้อกล่าวหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” หลายกรณี
ที่นำไปสู่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ยุทธการในครั้งนี้จึงยังคงเรียบง่าย สกปรก หยาบช้า และเป็นเท็จ
เหมือนเดิม โดยมีข้อกล่าวหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”
“เป็นขบวนการสาธารณรัฐ” เริ่มต้นด้วยการจับจักรภพ เพ็ญแข
ขึ้นแสดงละครแขวนคอ โดยมีแนวร่วมสื่อมวลชนขวาจัด
หลายค่ายรวมตัวกันเป็น “ดาวสยาม 2551”
ช่วยกันกระพือข้อกล่าวหาป้ายสี กระตุ้นความโกรธเกลียด
เพื่อมุ่งไปสู่ความรุนแรงอย่างเปิดเผยอีกครั้ง

เงื่อนไขสำคัญของการรุกกลับคือ โค่นล้มรัฐบาลพรรคพลังประชาชน
ให้เร็วที่สุด โดยไม่ทิ้งเงื่อนเวลาให้แก้ไขรัฐธรรมนูญได้ทันท่วงที
ประกอบด้วยยุทธการสามแนวรบ คือ ความวุ่นวายจลาจลบนท้องถนน
“ตุลาการรัฐประหาร” และรัฐประหารโดยกำลังอาวุธ

ยุทธการ “จลาจลบนท้องถนน”
ก็เช่นเดียวกับก่อนรัฐประหาร 19 กันยายนคือ ให้ท้ายสนับสนุน
ให้กลุ่มอันธพาลการเมืองเป็น “กองหน้า” ออกมาชุมนุม เคลื่อนไหว
ประท้วง ก่อให้เกิดสถานการณ์ไร้เสถียรภาพที่รัฐบาลควบคุมไม่ได้
และตกเป็นฝ่ายรับทางการเมือง สับสน ห่วงหน้าพะวงหลัง
กระทั่งก่อความรุนแรงบนถนนเพื่อเป็นทำลายความชอบธรรมของรัฐบาล

ยุทธการ “ตุลาการรัฐประหาร” สร้างวิกฤตการเมือง
ผลักดันให้ระบอบเลือกตั้งเข้าสู่จุดอับที่ไม่มีทางออก
ประกอบด้วยการดำเนินคดีการเมืองสำคัญอย่างรวดเร็ว
บีบให้นายกรัฐมนตรีต้องยุบสภาเพื่อแก้วิกฤต จากนั้น ใช้กลไก
องค์กรรัฐธรรมนูญ ขัดขวางมิให้เกิดกระบวนการเลือกตั้งครั้งใหม่
อันจะนำระบอบเลือกตั้งกลับไปสู่สถานการณ์คับขันก่อน
รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อีกครั้ง

ในสถานการณ์ดังกล่าว หากพรรคการเมืองที่เป็นสมุนรับใช้เผด็จการ
ยังคงไร้สมรรถภาพและมิสามารถจัดตั้งรัฐบาลขึ้นตาม
ระบอบรัฐธรรมนูญ 2550 ได้อยู่ดี ยุทธการ “รัฐประหารด้วยกำลังอาวุธ”
จึงเป็นคำตอบสุดท้าย

ขบวนการประชาธิปไตยจักต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการรุกกลับ
ขั้นแตกหักของเผด็จการอำมาตยาธิปไตยด้วยความเชื่อมั่น
กล้าหาญ และชาญฉลาด บัดนี้ รัฐบาลพรรคพลังประชาชนคือ
กองบัญชาการหลักที่จะต้องยืนให้มั่น กุมสภาพกองทัพให้ชัดเจน
เตรียมกำลังให้พร้อมสรรพ เพื่อตีโต้การรุกของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย
ได้ทันท่วงที บีบให้ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยที่มีกลุ่มอันธพาลการเมือง
เป็นกองหน้า เป็นฝ่ายก่อความรุนแรงบนท้องถนนและใช้กำลังอาวุธ
อย่างเปิดเผยโดยที่สถานการณ์ยังไม่สุกงอมและไม่เอื้ออำนวย
ให้พวกเขากระทำผิดพลาดทางการเมืองอย่างร้ายแรง
ประสบความล้มเหลวในการโค่นล้มรัฐบาลพรรคพลังประชาชน
หรือหากแม้นจะโค่นล้มรัฐบาลลงได้ ก็ไม่มีความชอบธรรมใด ๆ
ในการปกครองในระยะต่อไป


สำหรับฝ่ายมวลชนพลังมหาประชาชน จะต้องกุมสภาพให้ชัดเจน
หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวที่สุ่มเสี่ยง แสดงบทบาทเป็นกองหนุนรัฐบาล
พรรคพลังประชาชนอย่างเหนียวแน่น เตรียมรับภัยคุกคามจาก
อำมาตยาธิปไตยอย่างเต็มที่ ให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด
เพื่อรักษาและเตรียมกำลังตีโต้กลับ มุ่งสู่ชัยชนะในขั้นสุดท้าย
ของประชาชน

โดย: chaw202 [19 มิ.ย. 51 7:17] ( IP A:125.24.41.223 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live


คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน