พระสุนทรโวหาร (ภู่)
   https://ecurriculum.mv.ac.th/thai/m.6/unit5/lesson1/toonbuly2/soonthornphu.html

(พ.ศ. ๒๓๒๙ - ๒๓๙๘)

ประวัติย่อ

โหรผู้ทำนายปูมชาตา บันทึกไว้ว่า " สุนทรภู่อาลักษณ์ขี้เมา " เชิญโหราจารย์พิจารณาดูเอาเถิด



กวีปัจจุบันจุบันกล่าวถึงสุนทรภู่ ด้วยความเคารพยกย่องว่า

"สวรรค์ส่งลงมาเป็นอาลักษณ์
จึงทุกอักษรศรีที่สร้างสรรค์
ร้อยประเลงเพลงมนต์ของคนธรรพ์
กำจายบรรณพิภพมิลบเลือน"

( ส. เชื้อหอม )

ส่วนกวีอีกท่านหนึ่งสดุดี เกียรติคุณว่า

"สุนทรภู่รู้ค่าภาษาศิลป์
สมเป็นจินตกวี ศรีสยาม
ท่านรู้ซึ้งถึงรสถ้อยงดงาม
จึงแทรกความคิดไว้ในร้อยกรอง
เป็น สุตกวี ผู้รู้แจ้งชัด
เป็นเอก อรรถกวี ไม่มีสอง
เป็น ปฎิภาณกวี ที่ช่ำชอง
ท่านจึงครองใจคนด้วยมนต์กลอน"

( เพชรี เพชราย ุ)

ข้อความทั้งหมดข้างต้นนี้ เท็จจริงอย่างไร ก็เป็นที่ประจักษ์
ไปทั่วโลกแล้ว เพราะองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ ( UNESCO )ได้ประกาศยกย่องเกียรติคุณให้
เป็น กวีเอกคนหนึ่งของโลก มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๙ แล้ว
คราวนี้เรารองมาฟังคนกลางดูบ้าง ว่าเขาพูดไว้อย่างไร สุนทรภู่พูดถึงตัวท่านเองไว้อย่างนี้ครับ

"อย่างหม่อมฉันอันที่ดีและชั่ว
ถึงลับตัวแต่ก็ชื่อเขาลือฉาว
เป็นอาลักษณ์นักเลง ทำเพลงยาว
เขมรลาวลือเลื่องถึงเมืองนคร"

ชัดเจนไหมครับ นั่นคือสิ่งที่สุนทรภู่พูดถึงตัวท่านเองไว้ในบทกลอนชื่อ รำพันพิลาป
ถ้าจะพูดถึงเฉพาะงานกวีนิพนธ์แล้ว ผู้เขียนประทับใจงานกวีนิพนธ์ ในลักษณะของกรมพระปรมานุชิตฯ มากกว่า แต่สิ่งที่ผู้เขียนประทับใจสุด ๆ กับ ท่านภู่ ก็คืออารมณ์ขันและความเป็นคนตรง คือรู้เห็นอะไร คิดอย่างไร ก็พูอออกมาอย่างนั้นของท่าน
เช่นในนิราศเมืองแกลง สุนทรภู่กับศิษย์ ๒ คนเดินทางฝ่าเปลวแดดอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ผ่านไปทางสวนแตงโม เห็นชาวบ้านกำลังเก็บแตงโม เกิดนึกอยากกิน แต่ไว้เชิงชาวกรุงไม่ยอมออกปากขอตรง ๆ แต่ใช้วิธีอย่างนี้

"เห็นไร่แตงแกล้งแวะเข้าริมห้าง
ทำถามทางชักชวนให้สรวลเส
พอเจ้าของแตงโมปะโลปะเล
สมคะเนกินแตงพอแรงกัน"

ส่วนในนิราศพระบาท ท่านแอบนินทาสาวชาววัง ซึ่งติดตามขบวนเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ครั้งเสด็จไปนมัสการพระบาท ขณะผนวชอยู่ที่วัดระฆัง ให้ฟังว่า

... จะปีนขึ้นกูปช้างไม่กางขา
แต่โดยผ้ากรีดกรอมทำซอมซ่อ ...

... ดูทำนองนางในไกวชิงช้า
ดังสีดาผูกคอที่โรงโขน
เถาวัลย์เปราะเคราะห์ร้ายพอสายโยน
ก็ขาดโหนลงในน้ำเสียงต้ำโครม

...ผ้าห่มเปลื้องเครื่องเล่นอล่างฉ่าง
ทั้งสองข้างผู้คนเขาฮาโหม ...

ขออีกสักตัวอย่าง เมื่อสุนทรภู่จะลาสิกขาหลังจากบวชมาได้ประมาณ ๒๐ พรรษา ตอนนั้นจำพรรษาอยู่วัดเทพธิดาราม ท่านได้รำพึงรำพันถึงความหลังที่ระทมขมขื่น พร้อมการร่ำลาอาลัยบุคคล และสิ่งเกี่ยวข้องต่าง ๆ ใน วัดด้วยความเศร้าสร้อย แต่ก็ไม่วายทิ้งทวน
ท่านพูดถึงสาวชาววังที่แวะเวียนไปมาที่กุฎิเป็นประจำ นัยว่าไปปากหวานเพื่อขอคัดลอกต้นฉบับกลอนไปอ่าน ด้วยถ้อยคำที่แสบ ๆ คัน ๆ ในรำพันพิลาปว่า

"โอ้สงสารหลานสาวเหล่าข้าหลวง
เคยมาลวงหลงเชื่อจนเหลือเหลิง
ไม่รู้เท่าเจ้าทั้งนั้นเสียชั้นเชิง
เชิญบันเทิงเถิดนะหลานปากหวานดี
ได้ฉันลมขมลิ้นเสียสิ้นแล้ว
ล้วนหลานแก้วหลอกน้าต้องลาหนี
จะนับเดือนเลื่อนลับไปนับปี
จงอยู่ดีเป็นหม่อมให้พร้อมเพรียง"

เอาละครับ เราได้รู้จักท่านภู่มาพอหอมปากหอมคอ คราวนี้มาดูเนื้อหาในส่วนที่เป็นชีวะประวัติกันบ้าง
โดยผู้เขียนจะยึดถือข้อมูล จากหนังสือชีวิตและงานของสุนทรภู่ พระนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ฉบับทำเชิงอรรถเพิ่มเติมโดยกรมศิลปากรเป็นหลัก
อนึ่ง ในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ซึ่งครบรอบ ๒๐๐ ปีเกิดของท่าน UNESCO ได้ประกาศยกย่องให้ท่านเป็นกวีเอกคนหนึ่งของโลก รัฐบาลในขณะนั้นได้จัดงานเฉลิมเป็นการใหญ่ ตลอดถึงนักวิชาการทางด้านภาษาและวรรณกรรม ได้ทำการวิจัยค้นคว้าประวัติของท่าน ทำให้ได้รายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับบิดามารดาของท่านเพิ่มขึ้น
คุณมานิต หล่อพินิจ ได้รวบรวมผลงานดังกล่าวมาพิมพ์เผยในชื่อ ประวัติชีวิตและผลงานของสุนทรภู่ (ฉบับทำรายงาน) ซึ่งผู้เขียนจะขออนุญาตนำมาอ้างอิงในที่นี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ประวัติของท่านสุนทรภู่ เท่าที่มีการเผยแพร่กันอยู่นี้ ยังมีความคลาดเคลื่อนและขัดแย้งกันอยู่ จึงใคร่ขอฝากให้ท่านผู้รู้ ศึกษาค้นคว้ากันต่อไป

ชีวิตในวัยเยาว์
พระสุนทรโวหาร (ภู่) เกิดในต้นสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายนพ.ศ. ๒๓๒๙ ก่อนสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ๔ ปี ซึ่งต่อมาท่านภู่ได้ไปพึ่งพระบารมี รัตนกวีพระองค์นี้อยู่ระยะหนึ่ง
บิดาของท่านชื่อ พลับ ภูมิลำเนาอยู่บ้านกร่ำเมืองแกลง ระยอง รับราชการเป็นนายทหารป้อมปืนพระราชวังหลัง มีบรรดาศักดิ์ว่า ขุนศรีสังหาร ส่วนมารดา ชื่อ ช้อย สันนิษฐานว่า เป็นชาวบ้านพราหมณ์เมืองเพชรบุรี ( อ้างอิง : พิพัฒน์ เพชรพันธุ์ไทย / นักเขียนประจำนิตยสารบางกอก ) ครอบครัวของท่าน อยู่นอกกำแพง วังหลังในสวนย่านธนบุรี
เมื่อท่านภู่มีอายุได้ ๑-๒ ขวบ บิดามารดาเกิดอย่าร้างกัน บิดาออกจากราชการกลับไปบวชเป็นภิกษุอยู่ที่บ้านเกิด ส่วนมารดามีสามีใหม่ มีบุตรสาวกับสามีใหม่ ๒ คน ชื่อ ฉิม กับ นิ่ม ภายหลังเสียชีวิตไปก่อนท่านภู่
ต่อมามารดาของท่าน ได้เป็นนางนมในพระธิดาของกรมพระราชวังหลัง ท่านภู่จึงไปมีชีวิตอยู่ในวังหลัง ในฐานะข้ารับใช้ตั้งแต่บัดนั้นมาซึ่งถือได้ว่าเป็นคุณต่อชิวิตของท่าน เพราะทำให้ได้รับการศึกษาเหนือกว่าสามัญชนด้วยกัน ในยุคสมัยนั้น
โดยมารดาได้นำไปฝากเป็นศิษย์ เล่าเรียนเขียนอ่านหนังสือไทย และบาลี ในสำนักวัดระฆังและวัดโมฬีโลกย์ จนเติบใหญ่

ชีวิตในวัยหนุ่ม
ท่านภู่ ศึกษาเล่าเรียนอยู่ในสำนักทั้ง ๒จนมีความรู้แตกฉาน และได้ไปเป็นครูสอนหนังสือในสำนักวัดชีปะขาว ริมคลองบางกอกน้อย อยู่ระยะหนึ่ง ครั้นอายุได้ ๑๘ ปี จึงมารับราชการเป็นเสมียนเดินสวน เรียกว่านายระวางกรมพระคลังสวน มีหน้าที่ตรวจรังวัดออกโฉนดที่ดินสวน เพื่อประโยชน์ ในการเก็บภาษีอากร
ในช่วงนี้ ท่านมีงานอดิเรกเป็นพ่อเพลงบอกบทดอกสร้อยสักวา ตามวงสักวาต่าง ๆ บางครั้งก็ไปบอกบทละคร อยู่กับคณะละครนอกนายบุญซึ่งเป็นคณะละครที่มีชื่อเสียงที่สุดในสมัยนั้น จนถึงกับไปกินนอนอยู่กับคณะละคร ซึ่งมีเค้าว่าจะเป็นนักเลงสุรา นารี ตั้งแต่ช่วงนี้
ในที่สุด หลังจากรับราชอยู่เพียง ๑ ปี ก็ลาออก หันมาเอาดีทางแต่งกาพย์กลอนและบทละคร และยังคงพักอยู่กับมารดาในพระราชวังหลังซึ่งขณะนั้นท่านอายุเพียง ๑๙ ปี ด้วยความคะนองในวัยหนุ่มจึงได้ลอบรักใคร่กับ สาวจัน นางข้าหลวงในพระราชวังหลังนั้นเอง
ความทราบถึงกรมพระราชวังหลัง ทรงกริ้วจึงให้ลงโทษโบยและจองจำไว้ทั้งสองคน อันสาวจันคนนี้ถือเป็นคู่ทุกข์คู่ยาก คู่รักคู่แค้น ที่ท่านภู่กล่าว ถึงเสมอ ๆ ในนิราศทั้ง ๗-๘ เรื่องของท่าน ตอนถูกจำอยู่นั้นสุนทรภู่ อายุราว ๒๐-๒๑ ตรงกับปี ๒๓๔๙
ครั้นปลายปีนั้นเอง สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศน์ กรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตในการบำเพ็ญพระราชกุศลถวาย มีการอภัยโทษแก่ผู้ต้องจำ ตามตันติราชประเพณี ท่านภู่และสาวจันได้รับการอภัยโทษในคราวนั้นด้วย
เมื่อพ้นโทษมานั้นท่านภู่ อายุ ๒๑ ปีแล้ว ได้เดินทางไปหาบิดาที่เมืองแกลง ในปี ๒๓๕๐ นัยว่าตั้งใจไปบวชพระตามประเพณี กับบิดาที่นั่น เมื่อไปพบบิดาแล้วเกิดเป็นไข้ป่าป่วยอยู่ ๒-๓ เดือน
ครั้นหายป่วยแล้วยังมิทันได้บวช หลานสาวสองคนที่มาเฝ้าไข้ เกิดแอบรักท่านภู่ และเกิดหึงหวงกันเอง ท่านคงเกรงจะเกิดเรื่องงามหน้าขึ้นจึงหนีกลับเมืองกรุง รายละเอียดอยู่ในนิราศเมืองแกลง ซึ่งเป็นนิราศเรื่องแรกของท่าน
ขณะนั้น พระองค์เจ้าปฐมวงศ์ พระโอรสองค์เล็ก ในกรมพระราชวังหลัง ทรงผนวชอยู่ที่วัดระฆังเมื่อท่านภู่กลับจากเมืองแกลง ได้ไปถวายตัวเป็นมหาดเล็กรับใช้อยู่ที่วัด
ในการเป็นมหาดเล็กรับใช้ครั้งนั้น ท่านภู่คงมีความดีความชอบ พระอัครชายาในกรมพระราชวังหลัง จึงทรงยกสาวจันตบแต่งประทานให้ แต่อยู่กันได้ไม่เท่าไร ก็โกรธขึ้งกัน ด้วยท่านภู่เป็นคนขี้เหล้าเจ้าชู้ ส่วนจันภรรยาเป็นคนขี้หึง รายละเอียดอยู่ในนิราศพระบาทซึ่งเป็นนิราศ เรื่องที่ ๒ ของท่าน
ท่านภู่กลับมาจากพระบาทแล้ว ก็ยังไม่สามารถคืนดีกับจันภรรยาได้ และเป็นเหตุให้ไม่สามารถเข้าหน้าผู้ใหญ่ในพระราช
วังหลังได้เช่นกัน
ในที่สุด ท่านจึงเนรเทศตัวเองไปอยู่เมืองเพชรบุรี โดยอาศัยอยู่กับหม่อมบุญนาค ในกรมพระราชวังหลัง ที่กลับไปอยู่บ้านเกิด ภายหลังกรมพระราชวังหลังทิวงคต
ท่านภู่ไปอยู่เมืองเพชร พ.ศ. ใด และนานเท่าใดไม่ปรากฏ ทราบเพียงว่ากลับเมืองหลวงในปี ๒๓๕๖ คาดว่าคงจะได้คืนดีกับภรรยาในระยะต่อมา ด้วยเยื่อใย ความรักความผูกพัน ที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา


ชีวิตช่วงเป็นกวีประจำราชสำนัก

ในช่วง ๓ ปี ที่กลับมาจากเมืองเพชรนี้ ท่านกลายเป็นกวีที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ในทางบทกลอน จนกระทั่งในปี ๒๓๕๙ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๒ จึงมีรับสั่งให้นำตัวสุนทรภู่ มาเป็นกวีประจำราชสำนัก มีบรรดาศักดิ์เป็นขุนสุนทรโวหาร(ภู่) ในตำแหน่งอาลักษณ์วังหลวง
ท่านภู่ ได้รับพระราชทานบ้านพัก อยู่ที่ท่าช้าง มีหน้าที่เข้าเฝ้าเป็นนิจ แม้เวลาเสด็จประพาส ก็โปรดฯให้ลงเรือพระที่นั่ง มีหน้าที่จดบันทึก ขณะทรงพระราชนิพนธ์บทละคร
ชีวิตของในช่วงนี้น่าจะมีความสุขดี เพราะจันภรรยาได้ให้กำเนิดบุตรชาย ชื่อพัด ขณะที่ท่านเป็นหนุ่มใหญ่วัย ๓๐ ปี เป็นกวีคนโปรดในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๒
การมีชื่อเสียง อาจทำให้ท่านต้องคบหาบุคคลมากหน้า และติดการเสพสุรามากขึ้น จนถึงขั้นโต้เถียงมารดาและทำร้ายญาติผู้ใหญ่ จนบาดเจ็บสาหัสอันเป็นเหตุให้ต้องโทษจองจำเป็นครั้งที่ ๒
อยู่มาภายหลัง ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๒ ทรงติดขัด ในการทรงนิพนธ์บทละคร และไม่มีใครช่วยได้ จึงทรงรำลึกถึงสุนทรภู่ และรับสั่งให้เบิกตัวมารับราชการตามเดิม
ในช่วงที่กลับมารับราชการครั้งหลังนี้ ท่านภู่ มีชีวิตที่รุ่งโรจน์มาก จนไปได้ภรรยาเล็ก ภรรยาน้อยอีกหลายคน แต่ที่ปรากฏอยู่กินกันออกหน้า มีชื่อ นิ่ม มีบุตรชายชื่อ ตาบ จนเป็นเหตุให้อย่าร้างกับจัน ภรรยาคนแรกไปในที่สุด
สำหรับ นิ่มนั้น มีชวิตอยู่ไม่นาน ได้เจ็บป่วยเสียชีวิตลง เจ้าครอกวังหลังจึงต้องรับบุตรทั้งสองของท่านภู่ ไปอุปการ ท่านจึงต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียว
การที่ต้องจำคุกถึง ๒ ครั้ง มีชีวิตครอบครัวล้มเหลว อาจไม่ใช่เคราะห์หนักที่สุด สำหรับท่านเพราะในชีวิตของท่าน ต้องเผชิญเคราะห์หนักขนาดไม่มีแผ่นดินอาศัย ต้องลอยเรือรับจ้างเขียนกลอนอยู่ตามเรือกสวน อันเป็นผลกรรมที่ก่อด้วยตัวเอง
ผู้เขียนคิดว่าการที่ท่านภู่ เป็นคนเสพสุราเป็นนิตย์ จึงทำให้ขาดความยั้งคิด ประกอบกับความทนงตน ในความเป็นกวีคนโปรด จึงทำให้ทำการโดยประมาทถึง ๒ ครั้ง ๒ ครา คือการหักหน้ากวีด้วยกัน ต่อหน้าพระที่นั่ง
ประวัติศาสตร์คงไม่จารึกไว้ หากกวีคนนั้นเป็นสามัญชนเช่นสุนทรภู่ ต้องถือว่าเป็นกรรม ของท่านภู่ เพราะกวีท่านนั้นเป็นพระองค์เจ้าชายทับ(กรมหมื่นเจษฏาบดินทร์) ซึ่งท่านภู่ และใคร ๆในขณะนั้นคาดคิดไม่ถึงว่า เหตุการณ์บ้านเมืองจะพลิกผัน ส่งผลให้ก้าวขึ้นครองราชย์ เป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ซึ่งทรงอำนาจสั่งตัดหัวคนได้ทั้งแผ่นดิน
เรื่องเกิดขึ้นในครั้งที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๒ ทรงประชุมกวีที่ปรึกษา ในการนิพนธ์บทละครเรื่องอิเหนา ทรงแจกจ่ายงานและกรมหมื่นเจษฏาบดินทร์พระราชโอรส ทรงนิพนธ์ตอนที่บุษบาลงเล่นธารว่า

... น้ำใสไหลเย็นเห็นตัว ปลาแหวกกอบัวอยู่ไหวไหว ...

ทรงให้สุนทรภู่ช่วยดู ท่านภู่ก็ว่าใช้ได้ ครั้นถึงเวลาอ่านถวายหน้าพระที่นั่ง ท่านภู่กลับทูลขัดว่ายังไม่ดีขอแก้เป็น

.. น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา แหวกว่ายปทุมาอยู่ไหวไหว ...

ครั้งนั้นผ่านไปเหตุการณ์ซ้ำสองได้เกิดขึ้นอีกครั้งนี้เป็นการนิพนธ์บทละครเรื่องสังข์ทอง กรมหมื่นเจษฏาบดินทร์ทรงนิพนธ์ตอนรจนาเลือกคู่ว่า

... จำจะปลูกฝังเสียยังแล้ว ให้ลูกแก้วสมมาดปรารถนา ...

ท่านภู่ทักขึ้นอีกว่าลูกปรารถนาอะไร จึงต้องทรงแก้เป็น

... จำจะปลูกฝังเสียยังแล้ว ให้ลูกแก้วมีคู่เสน่หา ...

นับแต่นั้นมาก็ทรงมึนตึงกับท่านภู่ และเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ ก็ไม่ทรงโปรดกวีที่ชื่อสุนทรภู่ ท่านภู่จึงได้ลาออกจากราชการไป



ชีวิตตอนบวชเป็นพระภิกษุ
ด้วยทราบดีว่าล้นเกล้ารัชกาลที่ ๓ ทรงมีความเคารพต่อพระสงฆ์มาก ท่านภู่จึงได้ลี้ภัยการเมืองโดยการบวชเป็นพระสงฆ์ ในปี ๒๓๖๗ ขณะมีอายุได้ ๔๑ ปี
ท่านภู่ บวชแล้วจำพรรษาอยู่วัดราชบูรณะโดยความอุปถัมภ์ของเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี พระมเหสีในรัชกาลที่ ๒ ด้วยทรงไว้วางพระทัย ให้ท่านภู่เป็นครูถวายอักษร แด่เจ้าฟ้ามหามาลา พระโอรสองค์โต มาตั้งแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ ๒
ท่านภู่ จำพรรษาอยู่วัดราชบูรณะ ๒-๓ ปี ก็มีข้อพิพาทกับพระลูกวัดด้วยกัน ท่านจึงต้องออกจากวัดไป โดยใช้เรือเดินทางขึ้นไปทางอยุธยา นัยว่าเพื่อหาวัดจำพรรษาตามหัวเมือง ท่านขึ้นไปถึงภูเขาทอง แล้วกลับพระนคร รายละเอียดอยู่ในนิราศภูเขาทอง นิราศเรื่องที่ ๓ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นนิราศเรื่องเอกของท่าน เช่น ตอนเรือผ่านพระบรมมหาราชวัง ท่านเขียนไว้ว่า

... เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตลบ
ละอองอบรสรื่นชื่นนาสา
สิ้นแผ่นดินสิ้นกลิ่นสุคนธา
วาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์ ...

ท่านภู่ กลับจากภูเขาทองแล้วมาจำพรรษาอยู่ที่วัดอรุณ ครั้นปี ๒๓๗๒ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี ได้นำโอรสอีก ๒ องค์ คือเจ้าฟ้ากลาง กับเจ้าฟ้าปิ๋วโอรสองค์เล็ก มาให้ทรงอักษร กับพระภู่ ท่านจึงมีชีวิตที่สุขสบายขึ้น
ต่อมาในปี ๒๓๗๔ พระองค์เจ้าลักขณานุคุณพระโอรสองค์หนึ่งในรัชกาลที่ ๓ เคยเป็นศิษย์ทรงอักษรกับท่านภู่มาก่อน อุปสมบทและจำพรรษาที่วัดพระเชตุพน ได้ทรงขอประทานอนุญาตต่อ สมเด็จกรมพระปรมานุชิตฯ เพื่อรับพระภู่มาจำพรรษาที่วัดพระเชตุพนด้วย
ท่านภู่ได้นำบุตรชายทั้ง ๒ คน คือพัด กับ ตาบมาดูแลที่วัดพระเชตุพนด้วย ซึ่งบุตรคนโต ได้บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ระยะหนึ่ง มีข้อความปรากฏว่าในปี ๒๓๗๕ พระภู่ได้พาลูก ๆ และคณะศิษย์เดินทางจากท่าเรือหน้าวัดพระเชตุพน ไปหายาอายุวัฒนะที่วัดเจ้าฟ้าฯ กรุงเก่า
ในครั้งนี้ท่านได้แต่งนิราศวัดเจ้าฟ้า โดยแต่งเป็นสำนวนเณรลูกชายว่า

... เณรหนูพัดหัดประดิษฐ์คิดอักษร
เป็นเรื่องความตามติดท่านบิดร ...
ข้อความที่เหลือจากนี้ ล้วนเป็นความคิด อารมณ์ ของพ่อทั้งสิ้น

ภายหลังเดินทางกลับจากวัดเจ้าฟ้าฯ มาวัดพระเชตุพนได้ระยะหนึ่ง พระองค์เจ้าลักขณานุคุณ ก็ลาผนวช ท่านจึงขาดที่พึ่งอีกครั้งหนึ่ง และคงจะไปจำพรรษาที่โน่นบ้างที่นี่บ้าง

ชีวิตตอนลาสิกขาบท
ครั้นปี ๒๓๘๒ พระองค์เจ้าวิลาศ (กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ) พระธิดาองค์หนึ่งในรัชกาลที่ ๓ ทรงสร้างวัดวัดเทพธิดาราม พระธิดาองค์นี้ทรงโปรดงานกวีของพระภู่ จึงได้ทรงอุปถัมภ์พระภู่ ให้จำพรรษาที่วัดนี้
ในปี ๒๓๘๔ ขณะจำพรรษาที่วัดเทพธิดา พระภู่ พร้อมด้วยลูกชายและคณะศิษย์ ได้พากันไปเมือง สุพรรณ นัยว่าไปหาแร่แปรธาตุ แต่ไม่ประสพผล ครั้งนี้ท่านได้แต่งนิราศสุพรรณขึ้น โดยแต่งเป็น โคลงสี่สุภาพซึ่งเป็นบทกวีที่เป็นโคลงเพียงเรื่องเดียวของท่าน
ถัดมาในปี ๒๓๘๕ พระภู่ เตรียมการจะลาสิกขาหลังจากบวชมาได้ประมาณ ๒๐ พรรษา อายุได้ ๕๕ ปี ท่านได้แต่งนิราศเรื่องรำพันพิลาป ไว้เป็นอนุสรณ์ ซึ่งเป็นนิราศเรื่องสุดท้าย ในชีวิต ความเป็นพระของท่าน

ท่านภู่เมื่อคราวตกยาก
ท่านภู่ ขณะเมื่อลาสิกขาออกมานั้น จะได้ไปพึ่งพิงใครอย่างไรไม่ปรากฏ ทราบแต่ว่าท่านตกระกำลำบากไม่มีบ้านเรือนอาศัย ใช้ชีวิตอยู่ในเรือลอยลำไปตามลำคลองและเรือกสวน อาศัยแต่งกลอนขายเลี้ยงชีวิตไปวันหนึ่ง ๆ

ท่านภู่เมื่อยามพ้นเคราะห์
เรื่องที่ท่านภู่ ตกยากความทราบถึง พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ พระอนุชา ในรัชกาลที่ ๓ ทรงพระปรานีจึงให้รับตัวไปอยู่ ภายในกำแพงพระราชวังเดิม อันเป็นที่ประทับ
นับแต่นั้นมา ชีวิตของท่านภู่ ก็หมดสิ้นเคราะห์กรรม ในช่วงนี้ท่านได้แต่งนิราศเพิ่มอีก ๒ เรื่อง คือ นิราศเพชรบุรี กับนิราศพระประธม ตราบล่วงมาถึงปี ๒๓๙๔ สิ้นแผ่นดินรัชกาลที่ ๓ เข้าสู่แผ่นดินล้นเกล้ารัชกาลที่ ๔
กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ กรมพระราชวังบวรฯทรงได้รับการบวรราชาภิเษกเป็น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งท่านภู่ เป็นเจ้ากรมอาลักษณ์พระราชวังหน้ามีบรรดาศักดิ์เป็น พระสุนทรโวหาร (ภู่)
ในช่วงนี้ท่านได้แต่งบทกวีเพิ่มขึ้นอีกมาก ทั้งนิทานคำกลอน บทละคร บทเห่กล่อม สุภาษิตคำสอนต่าง ๆ โดยเฉพาะบทเห่กล่อม ได้ใช้กล่อมพระบรรทมเจ้านายตลอดราชสำนัก
พระสุนทรโวหาร (ภู่) รับราชกาล ในพระราชวังหน้าอยู่ ๔ ปีเศษ ก็ถึงแก่อนิจกรรมนปี ๒๓๙๘ สิริรวมอายุได้ ๖๙ ปี

โดย: สมงิ [30 เม.ย. 51 17:22] ( IP A:58.64.104.23 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   สมงิโวหาร นามกระฉอน
โดย: กระต่ายขาว [7 พ.ค. 51 13:00] ( IP A:203.172.184.166 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   หมดแรงละคะ รับ
โดย: สมงิ [7 พ.ค. 51 18:55] ( IP A:58.64.125.97 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   หมดแรงข้าวต้มแล้วเหรอ? อิอิอิ ผมช่วยต่อให้ละกันครับ ท่านสมงิ

ในบรรดาบทกลอนของท่านสุนทรภู่ที่มีอยู่มากมายมหาศาลนั้น มีอยู่บทนึงที่ผมชอบมากและจำได้ไม่ลืม คือ

"ได้ดูงามตามทางที่นางอื่น
ก็หลายหมื่นเหยียบแสนไม่แม้นเหมือน
ไม่มีสู้คู่ควรกระบวนเบือน
เหมือนแม่เพื่อนชีพชายจนปลายแดน"

และยังมีหลายบทที่ชอบมาก แต่จำไม่ได้ ต้องเปิดหนังสือดู คือ

"ขอเดชะพระอุมารักษาสวาท
ให้ผุดผาดเพียงพักตร์พระลักษมี
วิมานแก้วแววฟ้าฝูงนารี
คอยพัดวีแวดล้อมอยู่พร้อมเพรียง
ขอเดชะพระอินทร์ดีดพิณแก้ว
ให้เจื้อยแจ้วจับใจแจ่มใสเสียง
สาวสุรางค์นางรำระบำเรียง
คอยขับกล่อมพร้อมเพรียงเคียงประคอง
ขอพระจันทร์กรุณารักษาศรี
ให้เหมือนมณีนพเก้าอย่าเศร้าหมอง
เหมือนหุ้นเชิดเลิศล้วนนวลละออง
ให้ผุดผ่องผิวพรรณเพียงจันทรา
ขอพระพายชายเชยรำเพยพัด
ให้ศรีสวัสดิ์สว่างจิตขนิษฐา
หอมดอกไม้ในทวีปกลีบผกา
ให้หอมรื่นชื่นวิญญานิทรารมณ์
ขอเดชะพระคงคารักษาสนอม
อย่าให้มอมมีระคายเท่าปลายผม
ให้เย็นเรื่อยเฉื่อยฉ่ำเช่นน้ำลม
กล่อมประทมโสมนัสสวัสดี"
โดย: MM [8 พ.ค. 51 17:21] ( IP A:124.120.219.106 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   ผมท้อ พิมพ์ละมันหายไปซะงั้นคะ รับ
ผมประทับใจ ท่อน หนึ่ง ฝังใจ คงเพราะต้องท่องกระมัง

.....แล้วสอนว่า อย่าไว้ ใจมนุษย์

มันแสนสุด ลึกล้ำ เหลือกำหนด

ถึงเถาวัลย์ พันเกี่ยว ที่เลี้ยวลด

ก็ไม่คด เหมือนหนึ่งใน น้ำใจคน


ทันสมัยเหลือใจคะ รับ......
โดย: สมงิ [13 พ.ค. 51 7:57] ( IP A:58.64.123.211 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   พิมพ์แล้วมันจะหายไปได้ยังไงครับ? ท่านสมงิ ถ้าั้นคราวหลังพิมพ์ใส่ Notepad แล้วค่อยก๊อปมาแปะในนี้ เวลาเน็ทล่ม ข้อความจะได้ไม่หายครับ

กลอนที่ว่าัทันสมัยนั้นความจริงยังมีต่ออีก 2 บทครับ ขอต่อเลยละกัน....

มนุษย์นี้มีที่รักอยู่สองสถาน
บิดามารดารักมักเป็นผล
ที่พึ่งหนึ่งพึ่งได้แต่กายตน
เกิดเป็นคนคิดเห็นจึงเจรจา
แม้ใครรักรักมั่งชังชังตอบ
ให้ีรอบคอบคิดอ่านนะัหลานหนา
รู้สิ่งใดไม่สู้รู้วิชา
รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
โดย: MM [13 พ.ค. 51 10:33] ( IP A:124.120.219.51 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   ผมมักง่าย คะ รับ ลืม ทุกที ร่ำไป
ตอนนี้ ไง พิมพ์ลงบนโนต แพด เสมอ ท่า ไม่ลืม

ผมนึกใบหน้า ของ ท่าน สุนทรภู่ วาดภาพในใจ ว่า เปน หน้า แบบไหน
คน อื่น ใน ยุค เดียวกัน คง มี คน เก่งกาจ สามารถ ไม่ น้อย กัล
ไผล่ไปนึกถึง....ศรีธนชัย....อีก ท่าน ปัญญา ประดุจดัง อาวุธจริงๆ คะ รับ
โดย: สมงิ [15 พ.ค. 51 7:42] ( IP A:58.64.102.108 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   เราตัดขาด ถึงเนื้อน้ำธรรมชาติไม่ปรารถนา. สุนทรภู่. นิราศพระประธม. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร
18.^ 18.0 18.1 สุนทรภู่. เพลงยาวถวายโอวาท. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร
19.^ สุนทรภู่. นิราศพระประธม. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร
20.^ สุนทรภู่. ขุนช้างขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงาม, ขุนแผนสอนพลายงาม. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร
21.^ สุนทรภู่. พระอภัยมณี, พระฤๅษีสอนสุดสาคร. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร
22.^ 22.0 22.1 22.2 22.3 22.4 22.5 22.6 22.7 นิธิ เอียวศรีวงศ์. สุนทรภู่: มหากวีกระฎุมพี. เอกสารประกอบสัมมนา ประวัติศาสตร์สังคมสมัยต้นกรุงเทพฯ ชมรมประวัติศาสตร์ศึกษา 19 มกราคม 2524. พิมพ์รวมเล่มใน "สุนทรภู่: มหากวีกระฎุมพี", ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน. กรกฎาคม 2545
23.^ ไมเคิล ไรท์. พระอภัยมณี วรรณกรรมบ่อนทำลายเพื่อสร้างสรรค์ จาก "สุนทรภู่: มหากวีกระฎุมพี", ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน. กรกฎาคม 2545
24.^ รัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
25.^ 25.0 25.1 ทศพร วงศ์รัตน์, พระอภัยมณีมาจากไหน, กรุงเทพฯ: คอนฟอร์ม, 2550. น.12-18.
26.^ ประจักษ์ ประภาพิทยากร. เบื้องหลังการแต่งพระอภัยมณี. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์. 2513.
27.^ ฉันทิชย์ กระแสสินธุ์, อนุสรณ์สุนทรภู่ 200 ปี : สุนทรภู่ดูดาว, สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย, กรุงเทพฯ: 2529
28.^ สุนทรภู่, พระอภัยมณี ตอนที่ 18 พระอภัยมณีโดยสารเรืออุศเรน, กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร.
29.^ สุจิตต์ วงศ์เทศ, พระอภัยมณี มีฉากอยู่ทะเลอันดามัน อ่างเบงกอล และมหาสมุทรอินเดีย จากหนังสือ เศรษฐกิจ-การเมือง เรื่องสุนทรภู่ มหากวีกระฎุมพี, กรุงเทพฯ: มติชน, 2545. น.225
30.^ พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ์), ประวัติสุนทรภู่ จาก หนังสืออนุสรณ์ในงานฌาปนกิจ นางจันทร์ ตาละลักษมณ์ ๒๕๓๓, พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2533, อ้างถึงต้นฉบับลายมือ พ.ศ. 2456[1>
31.^ กวี 4 จำพวก จาก Lexitron Dictionary
32.^ "ใครไม่ไปก็จงจำคำแถลง ทั้งคนฟังคนอ่านสารแสดง" สุนทรภู่. นิราศพระบาท กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร
33.^ คิดขัดขวางอย่างจะพาเลือดตากระเด็น บันดาลเป็นปลวกปล่องขึ้นห้องนอน กัดเสื่อสาดขาดปรุทะลุสมุด เสียดายสุดแสนรักเรื่องอักษร. สุนทรภู่. รำพันพิลาป. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร
34.^ เจือ สตะเวทิน, สุนทรภู่, กรุงเทพฯ: สุทธิสารการพิมพ์, 2516. น.39. อ้างจาก อนุสรณ์สุนทรภู่ 200 ปี, กรุงเทพฯ: สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย, 2529. น.202
35.^ 35.0 35.1 ภิญโญ ศรีจำลอง. ความยิ่งใหญ่แห่งวรรณคดีรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ: กราฟิกเซ็นเตอร์, 2548.
36.^ ธนิต อยู่โพธิ์, บันทึกเรื่องผู้แต่งนิราศดงรัง จากบทนำในหนังสือ ชีวิตและงานของสุนทรภู่, กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร พ.ศ. 2518
37.^ "ประวัติการพิมพ์ไทย" จาก สารานุกรมสำหรับเยาวชนฯ เล่ม 18
38.^ 38.0 38.1 ศานติ ภักดีคำ. "เป็นอาลักษณ์นักเลงทำเพลงยาว เขมรลาวลือเลื่องถึงเมืองนคร" ความสัมพันธ์วรรณกรรมสุนทรภู่กับวรรณกรรมเขมร ใน สุนทรภู่ในประวัติศาสตร์สังคมรัตนโกสินทร์มุมมองใหม่: ชีวิตและผลงาน. กทม. มติชน. 2550.
39.^ พระอภัยมณี ฉบับแปลภาษาอังกฤษ โดยพระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร บนเว็บไซต์อเมซอนดอตคอม
40.^ ผลงานละครต่าง ๆ ของภัทราวดีเธียเตอร์
41.^ แผนการแสดงปี 2552 โรงละครแห่งชาติภาคตะวันตก จ.สุพรรณบุรี
42.^ "รสตาล" จากเว็บไซต์ บ้านคนรักสุนทราภรณ์
43.^ เจ้าของตาลรักหวานขึ้นปีนต้น ระวังตนตีนมือระมัดมั่น เหมือนคบคนคำหวานรำคาญครัน ถ้าพลั้งพลันเจ็บอกเหมือนตกตาล. สุนทรภู่. นิราศพระบาท. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร
44.^ 44.0 44.1 44.2 เปลื้อง ณ นคร, ประวัติวรรณคดีไทย, กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช, 2543.
45.^ Karen Ann Hamilton, Sunthorn Phu (1786-1855) : the People’s Poet of Thailand (PDF), Fulbright-Hays Curriculum Project/Thailand & Laos 2003. (อังกฤษ)
46.^ หมุดกวีจุดที่ ๒๔ "บ้านกร่ำ"
47.^ ล้อม เพ็งแก้ว. โคตรญาติสุนทรภู่ จาก นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับพิเศษ มีนาคม 2529. พิมพ์รวมเล่มใน สุนทรภู่ - อาลักษณ์เจ้าจักรวาล โดยสำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2547
48.^ วรรณศิลป์สโมสร วัดเทพธิดาราม (กุฏิสุนทรภู่)
49.^ วันสุนทรภู่. ชุมนุมครุศาสตร์อาสา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
[แก้> แหล่งข้อมูลอื่น วิกิซอร์ซ มีเนื้อหาต้นฉบับเกี่ยวกับ:
ผลงานของสุนทรภู่

กองทุนสุนทรภู่
ประวัติพระสุนทรโวหาร
ประวัติสุนทรภู่และเรื่องเล่าพระอภัยมณีเป็นภาษาอังกฤษ แปลโดยพระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร
สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย
[แก้> ดูเพิ่มรายพระนามและรายนามบุคคลสำคัญของโลกชาวไทยโดยยูเนสโก
[แสดง>ด • พ • กกวีนิพนธ์ ของ สุนทรภู่

นิราศ นิราศเมืองแกลง • นิราศพระบาท • นิราศอิเหนา • นิราศภูเขาทอง • นิราศวัดเจ้าฟ้า • นิราศสุพรรณ • นิราศเมืองเพชร • นิราศพระประธม • รำพันพิลาป

นิทาน โคบุตร • ลักษณวงศ์ • พระอภัยมณี • สิงหไตรภพ • พระไชยสุริยา

สุภาษิต สวัสดิรักษา • เพลงยาวถวายโอวาท • สุภาษิตสอนหญิง

บทเสภา ขุนช้างขุนแผน (ตอน กำเนิดพลายงาม) • เสภาพระราชพงศาวดาร

บทละคร อภัยนุราช

บทเห่กล่อมพระบรรทม เห่เรื่องพระอภัยมณี • เห่เรื่องโคบุตร • เห่เรื่องจับระบำ • เห่เรื่องกากี

[แสดง>ด • พ • กบุคคลสำคัญของโลกชาวไทยโดยองค์การยูเนสโก

พระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย • พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว • พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว • พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

พระบรมวงศานุวงศ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ • สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ • สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส • พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ • สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก • สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี • พระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท

บุคคลสำคัญ สุนทรภู่ • พระยาอนุมานราชธน • ปรีดี พนมยงค์ • หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล • กุหลาบ สายประดิษฐ์ • พุทธทาสภิกขุ • เอื้อ สุนทรสนาน • หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช

ดูเพิ่ม: สถานีย่อย • มรดกโลกในไทย

ดึงข้อมูลจาก "https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B9%88".
หมวดหมู่: บุคคลที่เกิดในปี พ.ศ. 2329 | บุคคลที่เสียชีวิตในปี พ.ศ. 2398 | สุนทรภู่ | กวีชาวไทย | นักเขียนชาวไทย | บรรดาศักดิ์ชั้นพระ
หมวดหมู่ที่ซ่อนอยู่: บทความคัดสรรเครื่องมือส่วนตัว
ล็อกอิน / สร้างบัญชีผู้ใช้เนมสเปซ
บทความอภิปรายสิ่งที่แตกต่างดู
เนื้อหาแก้ไขประวัติการกระทำ
สืบค้น

ป้ายบอกทาง
หน้าหลักเหตุการณ์ปัจจุบันถามคำถามบทความคัดสรรบทความคุณภาพสุ่มบทความมีส่วนร่วมศาลาประชาคมปรับปรุงล่าสุดเรียนรู้การใช้งานติดต่อวิกิพีเดียบริจาคให้วิกิพีเดียวิธีใช้พิมพ์/ส่งออกสร้างหนังสือดาวน์โหลดในชื่อ PDFหน้าสำหรับพิมพ์
เครื่องมือหน้าที่ลิงก์มาปรับปรุงที่เกี่ยวโยงอัปโหลดหน้าพิเศษลิงก์ถาวรอ้างอิงบทความนี้
ภาษาอื่นDeutschEnglish日本語한국어РусскийTiếng Việtหน้านี้แก้ไขล่าสุดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2554 เวลา 17:55 น.
โดย: ่รททมมทือิ [5 มิ.ย. 54 13:23] ( IP A:110.168.126.106 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน