เขาบอกว่าเครือข่ายฯ ไม่ทันเกม
   ฤๅแพทยสภาจะไร้เดียงสาทางเกมธุรกิจ
โดย : ธงชัย สันติวงษ์
ที่มา
https://www.thaiclinic.com/cgi-bin/wb_xp/YaBB.pl?board=doctorroom;action=display;num=1265151137


ผมได้เคยเขียนเรื่อง “โรงงานยาสูบที่รัก” นานแล้ว และต่อมาไม่นานมานี้ ได้เขียนเรื่อง “ระวังเขาจะแปรรูป รพ.โรงงานยาสูบ” ด้วย

เพราะ ก่อนหน้านี้ผมได้เคยชี้แนะการทำแผนวิสาหกิจให้โรงงานยาสูบนานมาแล้ว โดยมีแผนเรื่องโรงพยาบาลอยู่ด้วย

โดยตามแผน จะให้มีการประสานร่วมมือกันกับ มศว ที่จะมีโครงการตั้งโรงเรียนแพทย์ ซึ่งต่างจะประสานกันได้ทั้ง การรักษาพยาบาลและการฝึกแพทย์ จึงเสนอให้ย้ายมาจากที่เดิม ที่ถนนสาทร ให้มาอยู่ที่โรงงานยาสูบ ถนนพระรามสี่ ในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ใกล้กันกับ มศว

แต่ต่อมาแผนการนี้เปลี่ยนไป โดยที่ไม่ทราบว่ามีอะไรเป็นเบื้องหลังหรือไม่ นอกจากข่าวว่า ร.พ.บำรุงราษฎร์ จะร่วมมือกับ มศว แล้วเรื่องก็เงียบหายไป ทั้งนี้ เหตุผลมีอะไรหรือไม่ไม่อาจทราบได้ แล้วต่อมา มศว ได้เปลี่ยนแผนโดยได้สร้างโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลขึ้นที่นครนายก โรงพยาบาลยาสูบจึงคิดและติดต่อประสานความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่คือ รพ.จุฬาฯ ที่จะสนับสนุนไปมาได้อย่างดีและสะดวก ซึ่งจะทำให้ทั้งสองหน่วยขยายเพิ่มการรักษาพยาบาลได้ในขอบเขตที่ดีขึ้น

แต่ที่ไม่น่าจะเกี่ยวกันแต่ก็แยกกันไม่ออก ก็คือ เมื่อวันที่ 27 ม.ค.53 ข่าวไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่า คณาจารย์คณะแพทยศาสตร์ ม.ศรีนครินทร์วิโรจน์ (มศว) ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง “บทบาทของแพทยสภากับการผลิตบัณฑิตแพทย์เพื่อคนไทย” โดย “จวกแพทยสภาอนุมัติหลักสูตรคนรวย” คัดค้านการเร่งรัดหลักสูตรแพทยศาสตร์นานาชาติ ซึ่งเสนอโดยคณบดีคณะแพทย์ ม.ศ.ว.นั่นเอง โดยแพทย์สภาได้มีมติอนุมัติอย่างเงียบๆ ไปเมื่อ 14 ม.ค.และจะมีการรับรองมติในช่วงต้นก.พ. ซึ่งการเร่งรัดอนุมัติหลักสูตร เป็นการกระทำที่ไม่ตอบสนองต่อการขาดแคลนแพทย์ของประเทศ แม้ว่าจะมีการระบุให้ต้องใช้ทุนก็ตาม

ทั้งนี้ การใช้ทุนไม่ใช่ทางแก้ และไม่เป็นปัญหาสำหรับคนรวย โดยแพทย์จะหลั่งไหลเข้าไปในระบบเอกชนที่ต่างชาตินิยมมารักษาในไทย เพราะการเอาเงินมาใช้ทุนนั้นง่ายมากสำหรับคนรวย ดังนั้น การหวังให้ไปรักษาคนในชนบทคงไม่เกิดขึ้นแน่ ทำให้สงสัยว่า การเร่งรัดดังกล่าวอาจมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เอื้อต่อโรงพยาบาลเอกชนหรือเอื้อต่อโรงเรียนแพทย์ที่ต้องการเปิดหลักสูตร นานาชาติแห่งต่อไป

กลุ่มคณาจารย์แพทย์จึงได้ยื่นเรื่องให้ รมต.คนใหม่และปลัด กท.สาธารณสุข ซึ่งเป็นกรรมการแพทยสภาด้วย โดยขอให้ทบทวนเรื่องดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

เรื่องนี้บางคนอาจคิดว่าไม่น่าเป็นประเด็นใหญ่โตหรือถือเป็นธรรมดาของ กลไกตลาด แต่ขออย่าได้ประมาท เพราะ หากอ่านกลเกมต่อไปจะรู้ว่า มีเรื่องใหญ่ที่มีผลสภาพ “เหนือคำบรรยาย” เพราะ โดยมตินี้จะมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังนี้

1. เป็นการเปิดเสรีการผลิตแพทย์โดยทางอ้อม แล้วระบบแพทย์จะกลายเป็นระบบแพทย์พาณิชย์ ที่จะทำลายระบบแพทย์ปัจจุบันโดยปริยาย กล่าวคือ การเรียนแพทย์ตามหลักสูตรนานาชาตินี้ คนรวยจะได้เปรียบและเข้าได้ง่าย เพียงการใช้ "ระบบรับตรง" โดยจัดสอบเองกับเอาภาษาเป็นตัวคัด จึงไม่ยุติธรรมในชิงความเท่าเทียมของโอกาสและการแข่งขัน

2. เกิดระบบแพทย์พาณิชย์ เพราะ ระบบการผลิตแพทย์จะถูกแยกเป็น 2 ระบบ คือ “แพทย์อุดมการณ์” กับ “แพทย์พาณิชย์” โดยกลุ่มแรก จะต้องใช้ทุนและออกให้บริการรักษาผู้ป่วยในท้องถิ่นห่างไกล กับ “แพทย์พาณิชย์” ที่จะเข้าสู่เส้นทางการหาเงินจากโอกาสที่เปิดขึ้นตามนโยบาย Medical Hub ที่เป็นธุรกิจการรักษาพยาบาลเพื่อกำไรล้วนๆ

3. ปัญหาการขาดแคลนแพทย์จะหนักขึ้น จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติ ที่จะกระทบทำให้ระบบและคุณภาพการรักษาพยาบาลเกิดการเหลื่อมล้ำ และทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการยากขึ้น โดยมาตรฐานการรักษาต่ำลง ซ้ำเติมปัญหาสังคมให้หนักขึ้น

เพียงแค่นี้ก็สะท้อนว่า การอนุมัติหลักสูตรนานาชาตินั้นเป็นวิธีการที่เป็น “กลยุทธ์มาแบบเหนือเมฆ” เสมือนเป็นการเปิดเสรีการผลิตแพทย์ในประเทศ เพราะสามารถเดินไปตามระบบ "อุดมศึกษาที่ออกนอกระบบ" ไม่ต้องโยงใยหรือต้องผูกมัดทำอะไรให้รัฐในทางไหนบ้าง อะไร เท่าใดบ้าง อยู่แล้ว

ดังนี้การผลิตแพทย์จึงเป็นการใช้ทรัพยากรภาษีรัฐเพื่อประโยชน์แก่เอกชน หรือ คนบางกลุ่ม ด้วยนโยบายเปิดข้างต้น กลุ่มเอกชน “ทุนใหญ่” ทั้งไทย-เทศในไทยก็จะสามารถดำเนินการด้านจัดทำ “ธุรกิจการศึกษาทางการแพทย์” โดยผลิตตามเกณฑ์หลักสูตรใหม่ของแพทย์สภาที่ออกมานี้ได้อย่างเต็มรูปแบบได้ ไม่ยาก

การอนุมัติหลักสูตรนานาชาติครั้งนี้จึงทำให้ นโยบายการผล ิตแพทย์เบี่ยงเบนไป และจะทำให้มีการแบ่งแยกชั้นฐานะแพทย์ไทยจนเกิดช่องว่างใหญ่ทาง “จิตสำนึกแพทย์” ได้

ด้วยเหตุเพราะยุคโลกาภิวัตน์นั้น “พลังทุน” เติบใหญ่ทำให้เงินมีอิทธิพลเข้ามาละลายอุดมการณ์ทางการแพทย์ได้อย่างไม่ต้อง สงสัย

4. เหนือกว่านั้นยังอาจเป็น “กลเกมการแสวงหาประโยชน์แอบแฝง” เพราะ พลังทุนและนักผูกขาดรายใหญ่ ที่หัวใจพองโต ยังคงชูหัว ส่ายไป-มาเพื่อการหารูปแบบการหาประโยชน์แบบไม่อั้น โดยไม่จำต้องแคร์ต่อจิตสำนึกด้าน CSR ซึ่งมักทำโดยให้ลูกน้องสร้างภาพไว้ประกอบเรื่องเท่านั้นก็พอ

และด้วย “ตลาดทุน” ที่โยงกับพลังกิเลส กับนโยบายการนำรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหุ้นนั้น เอง ไม่ช้าไม่นานก็จะเปิดโอกาสให้ “ธุรกิจการเมือง” เข้ามาดำเนินการรุกขยายและยึดครองอุตสาหกรรมการรักษาพยาบาลของไทย โดยวิธีการจะง่ายมาก คือ การให้โรงพยาบาลของรัฐวิสาหกิจ เช่น รพ.ยาสูบ รพ.รถไฟ รพ.ท่าเรือ รพ. การไฟฟ้า รพ.การประปา และอื่นๆ เปลี่ยนสภาพเป็น “นิติบุคคล” บริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจ แล้วให้ไปเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น จากนั้นก็จะมีการหย่อนมือของทุนใหญ่ให้เข้ามาประสานการขยายงานให้บริการให้ กว้างขึ้น แล้วตามด้วยการผลิตนักบริหารโรงพยาบาลเป็นอันดับต่อไป โดยเป้าหมายที่ใหญ่กว่าคืออะไรนั้น คงต้องขอขยายความต่อเรื่อง “กลยุทธ์ขอมดำดิน” ที่จะเล่าต่อไปในคราวหน้า
โดย: อยากรู้ว่า..ไม่ทันเกมอย่างไร [3 ก.พ. 53 23:16] ( IP A:58.9.224.226 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   หมายถึงพลังเครือญาติ หรือพวกพ้อง
และคุณธรรม ด้วยใช่หรือไม่
โดย: เด็กอภิบาลไม่รู้เรื่อง [4 ก.พ. 53 12:14] ( IP A:115.67.76.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   สภาแพทยโจรก๊กนี้

ดำน้ำทุจริตเชิงนโยบาย เอื้อประโยชน์อย่างฉ้อฉลก่อการเติบโตบริการแพทย์เชิงพานิชย์แบบทุนสามานเมดิคอลฮับประเทศไทย

เลียนแบบระบบทักษิณ เฮ้อ
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง (เรื่องหมอ) [9 ก.พ. 53 10:29] ( IP A:58.8.106.94 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   เฮ้อ
โดย: นะโม [10 ก.พ. 53] ( IP A:115.67.15.102 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน