เคล็ดลับวิธีป้องกันการถูกผู้ป่วยฟ้อง
   เคล็ดลับวิธีป้องกันการถูกผู้ป่วยฟ้อง

คงไม่มีแพทย์คนใดปฏิเสธว่าสิ่งที่กลัวมากที่สุดเรื่องหนึ่งในการประกอบวิชาชีพของเราคือ กลัวการถูกผู้ป่วยหรือญาติฟ้อง แพทย์จำนวนไม่น้อยหันไปประกอบอาชีพอื่น บทความนี้เป็นการนำเสนอความรู้จากการอ่านตำราจากต่างประเทศและแนวทางการบริหารจัดการสมัยใหม่รวมทั้งจากประสบการณ์ของตนเองและของเพื่อนๆพี่ๆ ซึ่งอาจถือไม่ได้ว่าเป็นสูตรสำเร็จแต่ถ้าใครปฏิบัติได้ตามแนวทางดังกล่าวเชื่อว่าในชีวิตความเป็นแพทย์คงรอดพ้นจากการฟ้องร้องเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

1) สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ป่วย / ญาติ หัวข้อนี้มีความสำคัญอย่างมาก ดังนั้นเราต้องพูดมากขึ้น และมี service mind อยู่เสมอ

2) Inform (เพื่อ consent)
- ให้ข้อมูลมากพอที่ผู้ป่วยสามารถใช้ตัดสินใจได้
- บอก major risk/complications
- อย่าให้ผู้ป่วยตั้งความหวังในผลการรักษาไว้ 100 %

3) Complete medical record
- อ่านง่าย
- รายละเอียดครบถ้วน

4) ทำในขอบเขตวิชาชีพ คือ หลีกเลี่ยงการทำในสิ่งที่เราไม่ชำนาญ เช่น เป็นรังสีแพทย์ก็ไม่ควรไปทำคลอด

5) Equipment: กรณีมีการใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือต่างๆ ต้องศึกษาเรื่องต่อไปนี้ให้ละเอียด
- วิธีใช้งาน
- complication ที่สามารถเกิดได้จากการใช้เครื่องมือหรือ
อุปกรณ์นั้น
- maintenance คือต้องรู้วิธีการบำรุงรักษาเครื่องมือนั้น

6) ให้ความร่วมมือกับ risk management program เป็นเรื่องที่แพทย์มักละเลยไม่ค่อยเห็นถึงความสำคัญ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก ไร้สาระ หรือเป็นการจ้องจับผิด ซึ่งที่จริงแล้วหากแพทย์ให้ความร่วมมือ กระบวนการของ risk management จะช่วยสร้างระบบและช่วยทำให้ผู้ป่วยได้รับความปลอดภัยมากขึ้น

7) improve&maintain quality care คือ ต้องมีการประเมินคุณภาพบริการและพัฒนาให้ดีขึ้นอยู่เสมอ เพื่อมุ่งหวังให้ผู้รับบริการพึงพอใจและปลอดภัย

8) “ระมัดระวัง รอบคอบ รู้เท่าทัน”

9) Learning organization
- continuous learning (up-to-date) หมายความว่าแพทย์จะต้องมีการศึกษาหาความรู้ในสาขาที่ตนเชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง ไม่ล้าหลัง เพราะถ้าทำการรักษาแบบเก่าอาจถือว่า “ไม่ได้มาตรฐาน” โดยวิธีการหาความรู้นอกจากการอ่าน textbook journal หรือการอบรมดูงานแล้ว การทำcase conference, peer review ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะขาดเสียไม่ได้เพราะจะเกิดการ แบ่งปัน แลกเปลี่ยนความรู้และเพิ่มพูนประสบการณ์โดยที่เราไม่รู้ตัว
- หมายเหตุ ในตำราทางการบริหารจัดการสมัยใหม่ได้ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมขององค์กรที่เป็น“องค์กรแห่งการเรียนรู้” อย่างมากเพราะจากการศึกษาองค์กรหลายแห่งที่ประสบความสำเร็จต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปี พบว่ามีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือองค์กรดังกล่าวมีการสร้างวัฒนธรรมจนเป็น “องค์กรแห่งการเรียนรู้” ส่วนองค์กรที่ไม่ใช่องค์กรแห่งการเรียนรู้นั้นแม้ว่าจะประสบความสำเร็จได้แต่มักไม่มีความยั่งยืน

10) ทำตาม standard guidelines
ปัจจุบันแผนกต่างๆมักมีการทำ clinical practice guideline ดังนั้นเมื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติในเรื่องนั้นๆขึ้นมาแล้วก็ผูกมัดให้แพทย์แผนกดังกล่าวปฏิบัติตามแนวทางที่ได้กำหนดไว้ หากกระทำการเบี่ยงเบนไปจากมาตรฐานนั้นแล้วเกิดความเสียหายต่อผู้ป่วย ก็มักถูกมองว่าทำผิดมาตรฐานไว้ก่อน

11) ศึกษา&ทบทวนระเบียบ/ข้อตกลง
เช่นเดียวกับเรื่อง practice guideline หน่วยงานต่างๆมักมีการกำหนดข้อตกลงหรือระเบียบปฏิบัติในเรื่องต่างไว้ซึ่งอาจเป็นการตกลงระหว่างหน่วยงานต่าง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความสะดวกรวดเร็วหรือเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย เช่นอาจมีการกำหนดว่าการย้ายผู้ป่วยหนักจาก ER ขึ้นICU ต้องมีแพทย์ตามไปส่ง ในกรณีนี้หากแพทย์ไม่ยอมไปส่งแล้วผู้ป่วยเกิดเสียชีวิตระหว่างอยู่ในลิฟท์ แพทย์อาจถูกฟ้องได้

12) หาความรู้กฎหมาย เพื่อว่าจะได้รู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไรในบางสถานการณ์ เช่น
“ข้อบังคับของแพทย์สภา”
“สิทธิผู้ป่วย”
“พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่”

โดย นพ.พิทูร ธรรมธรานนท์
โดย: รู้เขารู้เรา [2 มิ.ย. 53 23:31] ( IP A:58.9.193.236 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   เรียน คุณหมอพิทูร ธรรมธรานนท์ ที่นับถือ

ในฐานะประชาชนคนไทยธรรมดาคนหนึ่ง ที่เคยให้ความไว้เนื้อเชื่อใจต่อวิชาชีพแพทย์อย่างสูง แม้ว่าปัจจุบันในสภาพความเป็นไปตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ผมได้ข้อสรุปว่า ไม่สามารถให้ความวางใจได้เต็มร้อยเช่นแต่ก่อนให้กับแพทย์ทุกๆคนที่พบ เพราะพบความฉ้อฉล และเจตนาเอาประโยชน์จากความไว้เนื้อเชื่อใจดังกล่าวในทางที่ไม่ถูกต้องโดยแพทย์อาวุโสหลายๆคน ต่างกรรมต่างวาระ ทั้งพบความจริงอีกว่า สังคมแพทย์ระดับอาจารย์หรือแพทย์อาวุโสส่วนหนึ่งซึ่งใหญ่มากและมีผลประโยชน์เชิงการค้าและประโยชน์ส่วนตน ที่เอาชีวิตและสวัสดิภาพของคนไข้
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง (เรื่องหมอ) [3 มิ.ย. 53 13:12] ( IP A:58.8.105.176 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   มาเป็นเครื่องล้อเล่นซะก็มาก โดยหวังเอาวิชาความรู้และผลประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง มากกว่าที่จะคำนึงถึงจรรยาบรรณในวิชาชีพอย่างเคร่งครัด

ซ้ำร้ายยิ่งกว่า สังคมแพทย์ด้วยกันเอง ไม่ได้มีการรับรู้หรือป้องกัน หรือแม้แต่ตรวจสอบควบคุมกันเองอย่างจะแจ้งตรงไปตรงมา ในเรื่องของความผิดพลาดและความฉ้อฉลทางการแพทย์ ที่ปรากฏให้เห็นตำตามาเป็นแรมปี ทั้งๆที่ยังควบกับกรณีร้องเรียนที่ค้างคาความยุติธรรมและเห็นความขี้ฉ้อขี้โกงกันอยู่ชัดๆเป็นนับร้อยๆคดี ทั้งนี้และทั้งนั้น สังคมแพทย์ที่ออกมาแสดงตัวกันเพื่อเป็นจุดสนใจของสาธารณชน (เพื่อรักษาการยอมรับหรือสร้างภาพที่ดีๆปรากฏต่อมวลชนก็แล้วแต่) ต่างก็ไม่กล้าแตะต้องเรื่องโสมมสกปรกหลายๆกรณีดังกล่าว ซึ่งคนในอาชีพเดียวกันกับท่านทำงามหน้าทิ้งไว้ประจานอย่างน่าอดสูต่อวงวิชาชีพ ผมจึงขอเสนอความเห็นมุมกลับอย่างนี้ครับ

ผมกลับเห็นว่า วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการฟ้องร้องของคนไข้ ก็โดยที่หากมีความผิดพลาดทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการประมาทเลินเล่อ หรือเป็นการจงใจเสี่ยงชีวิตและสวัสดิภาพของคนไข้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ยังไงก็แล้วแต่ ที่เป็นการผิดหลักการทางวิชาชีพอย่างร้ายแรง ขอให้มีการตรวจสอบกันอย่างเข้มข้น จริงจัง และเปิดเผยออกมาอย่างรวดเร็วหมดจรด ตรงไปตรงมา และมีการลงโทษอย่างเหมาะสมเพื่อให้เข็ดหลาบ (ในกรณีที่ผิดร้ายแรง และมีเจตนาฉ้อฉล)

และขอให้มีการช่วยเหลือเยียวยาตามกลไกเท่าที่มีอยู่แล้วในภาครัฐและตัวกฏหมาย และกลไกผ่านกองทุนตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้เสียหายฯที่กำลังจะมีขึ้นก็ขออย่าได้หมกเม็ดหรือแกล้งหาทางเอาไปกองไว้กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งที่พวกหมอบางกลุ่มสามารถฉ้อฉลหรือเอื้อพวกเดียวกันเองในทางทุจริต อ้อ แล้วก็ขอให้พวกท่านเหล่าหมออาวุโสที่อายุสัก 4 -5 สิบขึ้นไป ได้กรุณาให้ความเคารพสิทธิผู้ป่วยกันอย่างจริงใจและจริงจัง ไม่ใช่เอาแต่พูดให้ "ดูหล่อดูดีตามแต่โอกาสอำนวย" หรือพยายามสั่งสอนหมอรุ่นหลังๆโดยที่ไม่มองดูรุ่นราวคราวเดียวกันเองว่ามีพฤติการณ์เป็นอย่างไร??

ที่ผมอยากย้ำไว้อีกอย่างก็คือ ผมเชื่อว่า ไม่มีคนไข้คนไทยคนไหนในประเทศนี้ ที่ไร้เดียงสาพอที่จะคาดหวังว่า ไปหาหมอร้อยครั้งแล้วสมใจ และ/หรือหายจากโรค หรือ รอดชีวิตได้ตลอดทั้งร้อยครั้งหรือร้อยหมอที่พบหรอกครับ คนไทยที่สติไม่ฟั่นเฟือนจนเกินไปและพอพูดภาษาคนรู้เรื่องคงเข้าใจปมเรื่องตรงนี้ดีกันแล้วครับ

พวกเราต่างรู้ดีว่า อาชีพหมอนั้น ไม่ใช่พระเจ้าหรือพ่อมดหมอผีขมังเวทย์ที่สามารถเสกคนตายให้ฟื้น เสกคนไข้ให้หายป่วยได้เสมอ

ที่สำคัญมันอยู่ตรงที่ ขอให้เหล่าท่านทั้งหลายในอาชีพนี้ ขออย่าได้ถือว่า คนไข้ไปขอให้ท่านรักษา พอพลาดแล้วฟ้องร้องไม่ได้ เอาผิดไม่ได้จนเหมือนกับท่านเป็นพระเจ้า แตะต้องไม่ได้ นั่นน่ะมันเหมือนละเมอเพ้อพก ไม่ยอมรับความจริงครับ

ความจริงก็คือ คนไข้ไทยสมัยนี้ เขาเลิกมองอาชีพหมอว่า "แตะต้องไม่ได้ ทำผิดไม่เป็น" ไปนานแล้วครับ ไอ้ส่วนที่ให้ความเคารพยำเกรงน่ะ ก็ยังมีอยู่ เพียงแต่คนไข้ไทยและโดยเฉพาะสมาชิกของเครือข่ายฯเรานี้ เขารู้จักแยกแยะ "หมอดี" น่ายำเกรง ออกจาก "หมอชั่ว" น่าาา......ได้กันตั้งนานนมกาเลแล้วครับ เข้าทำนองเจ็บแล้วจำ ไม่เชื่อท่านลองสอบถามไปที่แพทยสภา หรือกองประกอบโรคศิลปะ ของ ส.ธ. ดูที อ้อ มีข้อแม้ว่าท่านต้องเจอหมอที่เขาไม่เคยมีประวัติ์โกหก/ฉ้อฉลในตำแหน่งหน้าที่ หรือหาคนที่ท่านรู้จักแม่นแล้วว่า "ชอบแต่พูดความจริง แม้กับคนในอาชีพเดียวกันเอง" ซึ่งผมก็ยังสงสัยอยู่ว่า ท่านจะหาหมอลักษณะต้องตรงตามเงื่อนไขนี้เจอซักคนนึงหรือไม่ อาจจะสูญพันธุ์ไปแล้วหรือยังไม่ได้มาเกิด ผมก็ไม่แน่ใจ

แค่นั้นเองครับ ที่จะทำให้เรื่องความผิดพลาดทางการแพทย์ที่ ใครๆก็ตามบนโลกใบนี้ ต่างก็รู้ว่า ไม่มีทางห้ามไม่ให้เกิดขึ้นได้ แต่เราสามารถร่วมกันทำให้จบลงได้ด้วยดีกันทั้งฝ่ายหมอและคนไข้ เพื่อทำให้ชีวิตที่เหลืออยู่จากเหตุการณ์ทำนองนี้ ต่างอยู่กันต่อไปได้ตามสภาพของตนเอง ทั้งช่วยกันเอาความจริงมาศึกษาและบอกต่อๆกันไปเพื่อหาทางป้องกันและ ให้มันลดน้อยลง เหมือนอย่างที่ตำรวจจราจรบ้านเราตั้งเป้าและสำเร็จในการลดจำนวนอุบัติเหตุและคนเจ็บ/คนตายตามท้องถนนในช่วงเทศกาลมาแล้ว

แต่ถ้าคุณหมอพิทูรยังเชื่อตามเนื้อหาที่แนะนำมาอย่างนั้น ผมก็ขอบอกว่า ไม่เชื่อว่าหมอคนใดที่เพียงทำตามคำแนะนำของท่านแล้ว จะอยู่ในอาชีพได้ตลอดชีวิตโดยไม่ถูกฟ้องร้อง ผมว่านี่น่ะ ถึงจะเป็นเรื่องเพ้อฝัน เพราะคนไข้ไทยสมัยนี้เขาไม่ได้โง่เลือกกินแกลบให้พวกหมอที่ฉ้อฉลและ/หรือไม่ยอมรับความผิดพลาดหลอกเอาได้อย่างที่เคยทำอยู่ตลอดมา อย่างแย่ที่สดนะ ก็ในเมื่อมีกรณีตัวอย่างที่ฝ่ายหมอยิงคนไข้ตายและ/เจ็บอยู่ถึงสองกรณีให้เห็นทนโท่อยู่แล้ว ผมก็ว่าไม่น่าแปลกหากจะมีกรณี "ตัวอย่างมุมกลับ" เกิดขึ้นบ้าง เพียงแต่ต้องรอดูว่า "ใครจะเป็นคนแรก" เท่านั้น แต่เท่าที่ดูพฤติการณ์ซ้ำซากที่ผ่านๆมา ผมว่าคุณหมอชะราแถวๆเมืองนนท์มีโอกาสสูงมากสำหรับการนี้ เฮ้อ
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง (เรื่องหมอ) [3 มิ.ย. 53 14:04] ( IP A:58.8.105.176 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   สังคมแพทย์ด้วยกันเอง ไม่ได้มีการรับรู้หรือป้องกัน หรือแม้แต่ตรวจสอบควบคุมกันเองอย่างจะแจ้งตรงไปตรงมา ในเรื่องของความผิดพลาดและความฉ้อฉลทางการแพทย์
^
^
มี
โดย: 4897 [3 มิ.ย. 53 15:06] ( IP A:124.157.200.129 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   ไม่มีคนไข้คนไทยคนไหนในประเทศนี้ ที่ไร้เดียงสาพอที่จะคาดหวังว่า ไปหาหมอร้อยครั้งแล้วสมใจ และ/หรือหายจากโรค หรือ รอดชีวิตได้ตลอดทั้งร้อยครั้งหรือร้อยหมอที่พบหรอกครับ
^
^
มี ไม่ใช่ส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ ชีวิตนึงเจอคนเดียว ก็ทุกข์ไปเป็นปีๆ
โดย: 2945 [3 มิ.ย. 53 15:11] ( IP A:124.157.200.129 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   ^
^
^
^ แต่ไม่เปิดเผย ??
โดย: 2785 [3 มิ.ย. 53 15:14] ( IP A:210.86.181.20 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   พวกตีกินมันเยอะ
เช่นนักวิชาเกิน วิจารณ์เฉย ๆ ..ตูไม่มีวันเอานิ้วไปแหย่ขี้..
ปลอดภัยไว้ก่อน บทความก็งั้น ๆ ถ้าไม่ใช่คนลงมือทำเอง

อีกจำพวกหนึ่งก็พวกชอบจัดงาน จัดเวทีเชิญคนไปให้
ความเห็น แล้วทำสรุปทำนองว่าเป็นผลงานของตนเอง

เขาก็เรียกพวกตีกิน
กินมันทั้งสองด้าน
กินกลางตลอดตัว
โดย: เบื่อพวกตีกิน [4 มิ.ย. 53 8:48] ( IP A:61.90.86.100 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   1 เชิงพาณิชย์ เชิงธุรกิจ เป็นอย่างไร รู้กันอยู่

2 ถ้าไปในทางอาชีพอื่น ๆ 50 % ก็คงน่าคิด แต่ยังไม่ถึง

3 และรู้สึกว่าจะไปทำอาชีพอื่นกัน ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่นิยมฟ้องแพทย์ ที่ทำปัญหา
โดย: ฯลฯ [5 มิ.ย. 53 12:36] ( IP A:111.84.183.76 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   ไม่มีคนไข้คนไทยคนไหนในประเทศนี้ ที่ไร้เดียงสาพอที่จะคาดหวังว่า ไปหาหมอร้อยครั้งแล้วสมใจ และ/หรือหายจากโรค หรือ รอดชีวิตได้ตลอดทั้งร้อยครั้งหรือร้อยหมอที่พบหรอกครับ
^
^
มี ไม่ใช่ส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ ชีวิตนึงเจอคนเดียว ก็ทุกข์ไปเป็นปีๆ


นั่นน่ะซี ก็ไม่ใช่ส่วนใหญ่ แล้วทำไมเอาแต่ส่วนน้อยมาพูดเท่านั้นล่ะ แล้วไม่ลองมองมุมกลับ สำหรับชีวิตคนไข้คนนึงที่เจอหมอทำพลาดแล้วไม่รับผิดชอบ ไม่ตายก็พิการไปตลอดชีวิต ขณะที่ตัวฝ่ายหมอลอยนวลกันไปหน้าตาเฉย อย่างเช่น กรณีโรงพยาบาลพญาไท ๑ + หมอจอมโกหก สุรพงษ์ อำพันวงษ์และพวกพ้อง ทำลูกท่านประธานเครือข่ายพิการไปตลอดชีวิตแล้วได้แค่ข้อเสนอ "ส่วนลด 10 % ยกเว้นค่ายาไป ตลอดชีวิต"

อย่างนั้นเค้าแค่เรียกว่า ทุกข์เป็นปีๆ เหมือนอย่างกรณีฝ่ายหมอหรือป่าว???

แล้วที่แพทยสภาที่นั่งกันหน้าสลอนอยู่ 30 กว่าคน นั่น หลายคนนั่งกันตั้งแต่เป็นแค่รุ่นพ่อแม่ จนอายุเลยมาเป็นรุ่นตายาย ก็ยังหน้าด้านหน้าทน โกหกและทุจริตในตำแหน่งหน้าที่ ที่ถูกทั้งจับได้ทั้งประจานอย่างสาดเสียเทเสีย ก็ยัง "อย่างหนาตราสามห่วง" โคตาระด้านอยู่มาจนทุกวันนี้

ไม่รวมพวกที่อยู่ ส.ธ. ที่เป็นข้าราชการประจำ และที่อยู่ใน กทม. ที่ต้องชะนักคดีทุจริตอีกเรื่องสาหัสสากรจ์ทั้งนั้น

ทั้งหมดแค่นั้น ก็พวกกลุ่มเล็กๆเท่านั้น แต่ทำเรื่องสกปรกโสมมได้ตั้งพะเรอเกวียนให้กับวงการแพทย์ทั้งระบบ จนงามหน้าข้ามโลกเหม็นหึ่งไปทั่วประชาคมแพทย์ทั้งโลกแล้ว ไม่ยักกะพูดถึงกัน

แต่ที่คนไข้ตาย + เจ็บ + เสียเลือดเสียเนื้อ + พิการ รวมแล้วปีละระดับครึ่งแสนจากความผิดพลาดทางหมอๆโดยตรงที่ป้องกันได้รวมกับที่ฉ้อฉลโกงเลือดโกงชีวิตชาวบ้าน

กลับทำเนียนๆ ให้เป็นเรื่องเล็กน้อยกระจ้อยริด

แล้วพอบางคนในกลุ่มคนไข้เหล่านี้ ออกมาเรียกร้องหาความถูกต้อง+ความยุติธรรม

กลับทุกมั่วนิ่ม + ปลุกปั่นกัน ให้ชุมชนอาชีพหมอ (ที่ไม่ หรือ ขาดปัญญาในการสืบสาวรายเรื่องให้กระจ่าง) พากันระแวงซะเป็นวรรคเป็นเวร กลัวกับวลีที่จงใจปลุกกระแสกตื่นตูมว่า "รักษางูเห่าแล้วกลัวมาแว้งกัดทีหลัง"

ทั้งหมดนี้ พูดอย่างเนียนๆนิ่มๆ ก็เรียกกันว่า มันแปลกดีนะ (ชื่อเพลงฮิตของคุณเต๋อ (เรวัต พุฒธินันท์)

แต่ผมขอเรียกว่า เรื่องโคตรบัดซบ
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง (เรื่องหมอ) [7 มิ.ย. 53 11:17] ( IP A:58.8.108.216 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   ก็หมายถึงคนที่คิดแบบนั้น
ไม่ได้หมายถึงคนที่เจ็บจากการรักษา
ถ้าสื่อสารให้เข้าใจผิดก็ขอโทษด้วย
โดย: 111 [7 มิ.ย. 53 22:51] ( IP A:124.157.200.129 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   เอ้า เอาข้อมูล "ภาพใหญ่อีกด้าน" ของการสาธารณสุขของประเทศไทย ที่เป็นหนี้บุญคุณอันใหญ่หลวงต่อวงวิชาชีพแพทย์ของไทยแลนด์เรานี้

*** ๙ มหิดล ๙ มหิดล ๙ มหิดล ๙ มหิดล ๙ มหิดล ๙ มหิดล ***

ซึ่งเป็นแดนดินถิ่นที่องค์พ่อหลวงและองค์พระบรมราชชนกทรงพลีพระราชอุตสาหะและวิริยะมาตลอดพระชนม์ชีพ เพื่อริเริ่มและวางรากฐานการสาธารณสุขให้เป็นที่พึ่งพิงของอาณาประชาราษฎร์ทั่วหน้า และให้ "กิจของส่วนรวมมาเป็นที่ 1" และ เพื่อการสาธารณสุขมวลชนคนไทยทั้งประเทศ

*** ๙ มหิดล ๙ มหิดล ๙ มหิดล ๙ มหิดล ๙ มหิดล ๙ มหิดล ***

และมิใช่เพื่อการเป็นเมดิคอลฮับของเอเขีย ทั้งมิใช่เพื่อให้โรงพยาบาลเอกชนได้เติบโตขึ้นมาแข่งกับโรงพยาบาลของรัฐ เพื่อเข้าฮุบวงการสาธารณสุขให้เป็นธุรกิจผูกขาด แล้วกำหนดวิธีการทำมาหากิน (ที่อ้างว่าเป็นมาตรฐานการรักษา), ราคาและกำไรกันอย่างสามานไร้มนุษยธรรม เอาชีวิตคนไข้มาล้อเล่นเพื่อผลประโยชน์ตัวเงินเป็นสรณะอย่างที่เห็นๆกันอยู่

เอ้อ ขอโทษครับ อารัมภบทยาวไป แต่เพราะต้องการชี้ให้เห็นรากฐานที่พวกเราคนไทยควรมีสำนึกและควรยึดเป็นรากเหง้าแท้ๆของวงการสาธารณสุขของประเทศนี้

ตัวเลขสถิติด้านล่างนี้คือ อัตราการตายของประชากรไทยแยกตามสาเหตุการตายออกเป็น 11 กลุ่ม รวบรวมขึ้นโดยสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สธ. ข้อมูลฉบับเต็มอ่านได้ที่จุดเชื่อมโยงด้านล่างนี้

https://bps.ops.moph.go.th/2.3.4-50.pdf

ผมขอคัดเฉพาะข้อมูลล่าสุดที่ปรากฏซึ่งเป็นของปี 2550 คือ

1. มะเร็งทุกชนิด 53,434 คน
2. โรคหัวใจ 18,452 คน
3. อุบัติเหตุและการเป็นพิษ 35,661 คน
4. ความดันเลือดและหลอดเลือด 15,286 คน
5. ปอดอักเสบและโรคปอดอื่นๆ 14,179 คน
6. ฆ่าตัวตายและฆาตกรรม/ถูกทำร้าย 7,223 คน
7. ไตอักเสบ/ไตพิการ/กลุ่มอาการเดียวกัน 13,538 คน
8. โรคตับและตับอ่อน 8,761 คน
9. วัณโรคทุกชนิด 4,859 คน
10. ภูมิคุ้มกันบกพร่องจากไวรัส 5,522 คน

11. อื่นๆ 216,340 คน

ยอดรวม 393,255 คน

จากตัวเลขของกลุ่มสุดท้ายซึ่ง "ไม่ทราบสาเหตุ" น่าสังเกตุว่าสูงถึง 55% ของยอดตัวเลขการตายทั้งหมดของประเทศ และเมื่อย้อนมองที่ตารางข้อมูลตัวเต็ม พบว่ายอดการตายของกลุ่มที่ไม่ทราบสาเหตุนี้เพิ่มขึ้นทุกปีจากปี 2546 เรื่อยมา ยกเว้นปี 2549 ที่ลดลงเพียง 2.8% จากปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ยกเว้นปีแรกที่แสดงตัวเลข คือ 2546 ทุกปีตัวเลขคนตายกลุ่มนี้ ทะลุยอดสองแสนคนโดยตลอด

และเมื่อเทียบกับของอเมริกาที่มีตัวเลขยอดคนตายจากหมอทำพลาดถึงระดับหนึ่งแสนคนต่อปี (บารัค โอบาม่า ยอมรับจากปาก) ซึ่งเขสมีประชากรมากกว่าเรา 2.5 เท่า และมีจำนวนหมออยู่ราว 1.8 แสนคนจากตัวเลขเมื่อ 2548

ดังนั้น ผมพอจะอนุมานได้ว่า ตัวเลขสองแสนคนที่ตายโดยระบุสาเหตุไม่ได้ของคนไทยตามสถิติที่รวมได้นี้ คือ ตายจากความผิดพลาดทางการแพทย์เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งน่าจะเป็นกว่า 80% (โดยสมมติว่า ด้วยวิทยาการทางการแพทย์ขอไทยและความเก่งของหมอไทยยุคนี้ที่สร้างชื่อเสียงดังไปทั้งโลกในเรื่องที่ดีและเลวต่อวิชาชีพ หมอไทยระบุสาเหตุการตายของคนไทยไม่ได้จำนวนสี่หมื่นที่ตายทุกๆปี)

คิดสมมติต่อไปว่า ใน 80% นั้น ครึ่งหนึ่งเป็นเหตุสุดวิสัย อีกครึ่งหนึ่งเป็นความผิดพลาดที่ป้องกันได้ ก็ราวๆ แปดหมื่นคน

และในแปดหมื่นคนนี้ ตีให้ครึ่งหนึ่งเป็นความผิดพลาดของระบบ พูดง่ายๆคือ ไม่ใช่ความผิดพลาดของหมอโดยตรงที่ทำให้ตาย ฉะนั้น อีกครึ่งหนึ่งเป็นกรณีที่ "หมอ" ทำพลาดเป็นสาเหตุให้คนไข้ตายโดยตรง

นี่ก้อราว 40,000 คน ยังน้อยกว่าตัวเลขที่เครือข่ายฯนี้เถียงกันหน้าดำหน้าแดง เถียงกับแพทยสภา+ สธ. มาเป็นแรมปีด้วยซ้ำ

พ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย อาชีพหมอนั้นเป็นทั้งพ่อเพราะและเป็นทั้งฆาตรกรไปด้วยพร้อมกัน คำถามมีว่า พวกเราที่ไม่ใช่อยู่ในวิชาชีพนี้ พร้อมจะให้อภัย ไม่นำพากับตัวเลขคนไทยที่ตายปีละกว่าสองแสนคนโดยไมรู้ว่าตายเพราะอะไรนี้ไหม?? ทั้งๆที่หมอไทยก็แสนเก่งแล้วก็รัฐบาลไทยก็เชียร์ เมดิคอลฮับซะเป็นวรรคเป็นเวรอยู่อย่างนี้น่ะ

อ้อ ท่าน จขคห ที่ 10 และๆๆๆ หาก คห ของท่านที่แสดงด้วยบริสุทธิ์ใจและเป็นกลางจริงๆ ก็ต้องขออภัยหาก คห ของผมไปล่วงล้ำก้ำเกินท่านเข้า
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง (เรื่องหมอ) [8 มิ.ย. 53 10:40] ( IP A:58.8.220.5 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   อ้อ ขอเสริมเพิ่มเติม ว่า

หาก สธ. โดยสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์จะทำงานเพิ่มอีกหน่อยนะ เช่น คุ้ยต่อลงไปว่า

ตัวเลขที่ตายโดยจัดกลุ่มไม่ได้ ถึงปีละกว่า สองแสนศพ นั้น

ตายนอกโรงพยาบาลซักเท่าไหร่? (ส่วนนี้ไม่ใช่หมอทำแน่)

ตายในโรงพยาบาลรัฐเท่าไหร่? ตายในโรงพยาบาลเอกชนอีกเท่าไหร่ ??? ซึ่งตัวเลขสองตัวหลังนี้ หากได้เผยออกมาผมว่าสนุกจนมันหยดติ๋งๆแน่ๆเลย เพราะผมคาดว่า ตัวเลขไม่น่าต่างจากของรัฐเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนกับจำนวนเตียงผู้ป่วยใน

เว้นแต่ว่า พวกท่านที่ สธ. มีตัวเลขอยู่แล้ว แต่ไม่กล้าเผยออกมา เพราะกลัวไป "ทำให้ชื่อเหม็น" แก่โครงการเมดิคอลฮับซะเปล่าๆ

มันถึงได้จัดไว้เป็นกลุ่มที่ 11 เป็นกลุ่มที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ มาได้ตั้ง สี่ซ้าฮ้าปี โดยไม่มีอะไรคืบหน้าขยายผลให้ได้รู้กัน

แล้วผมยังคิดต่อไปว่า หากสำนักนโยบายและแผน หน่วยงานที่ชื่อที่ฟังดูขลังๆน่าเกรงขามน่าเชื่อถือ ของกระทรวงที่กุมชะตากรรมสาธารณสุขของประเทศไทยนี้ ไม่รู้ว่าคนไทยตายปีละกว่าสองแสนคนเนี่ย ตายด้วยสาเหตุอันใด เป็นเพราะอะหยังมาเป็นหลายๆปีต่อเนื่อง แล้วจะวางแผนทำงานกำหนดทิศทางรับมือแก้ปัญหาสาหัสนี้ได้ยังไงกันเอ่ย?????

แล้วเราควรมีหน่วยงานนี้ไหมน๊อ??? เพราะคนไทยกว่าครึ่งที่ตาย ไม่รู้ว่าตายเพราะอะไร??? เฮ้อ เวรกรรม
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง (เรื่องหมอ) [8 มิ.ย. 53 11:22] ( IP A:58.8.220.5 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   ตัวเลขสองแสนนี้ น่าจะเป็นจากโรคอื่นๆ (เช่น โรคสมองอักเสบ โรคเนื้องอกในสมอง ภาวะช็อกเหตุติดเชื้อ ฯลฯ) ซึ่งไม่ได้มีจำนวนมากจนจัดกลุ่มระบุโรคได้ มากกว่า ซึ่งในจำนวนนี้ก็คงมีกรณีที่ "ไม่ทราบสาเหตุ" จริงๆ ปนอยู่ด้วย แต่ข้อมูลตรงนี้ บอกไม่ได้ว่า เจ้า "ไม่ทราบสาเหตุ" นี้ มีจำนวนเท่าไร
โดย: 111 [8 มิ.ย. 53 15:57] ( IP A:124.157.200.129 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   คห ที่ 13 เนี่ย ท่านพูดแค่นี้ ก็ "เข้าเนื้อแล้วครับ"

โรคสมองอักเสบ โรคเนื้องอกในสมอง ภาวะช็อกเหตุติดเชื้อ ฯลฯ ที่ท่านว่ามานี่ จัดกลุ่มไม่ได้ ปลีกย่อยระดับเบี้ยหัวแตก ที่มีมากถึงขนาดเรือน "แสนๆคนแสนๆโรค" เลยหรือครับ

แล้วไม่ทราบว่า รวมพวกสาเหตุการตายที่มาจาก "คุณไสยเวทย์" พวกโดนของโดนเสกตะปู/กิ้งกือ/ไส้เดือน เข้าตัวด้วย อะไรทำนองนั้นหรือป่าวครับ

แล้วผมก็ตะหงิดตะหงิดว่า ปีนึงๆคนไทยตายกว่าสองแสนคนโดยที่หมอไทยตอบไม่ได้ว่า ตายเพราะเหตุใด รู้แต่ว่าตายตามธรรมชาติมั่งไม่ธรรมชาติมั่ง เอ้า อย่างน้อยก็ไปคุ้ยกันมาหน่อยเหอะว่าส่วนที่ตายตามธรรมชาตินะ มันเท่าไหร่กัน จะได้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่โดนข้อกล่าวหาของผมถ่ายเดียว เฮ้อ
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง (เรื่องหมอ) [9 มิ.ย. 53 9:19] ( IP A:58.8.95.243 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   มันเขียนว่า อื่นๆ ไม่ใช่ ไม่ทราบสาเหตุ
โดย: 222 [9 มิ.ย. 53 16:55] ( IP A:124.157.200.129 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
   ก็เขาละให้เป็นที่เข้าใจ คำว่า"อื่น ๆ "นั้นคือ
1. โรคหมอทำตาย
2. โรคถูกอุ้มถูกเก็บ
3. โรคเงินหล่นทับตาย
4. โรคตำแหน่งหน้าที่ทับตาย
5. โรคอำนาจวาสนาทับตาย
ฯลฯ
โดย: คงเป็นแบบนี้แหละ [9 มิ.ย. 53 18:59] ( IP A:58.9.200.211 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
   เป็นคนไทย เหนื่อย
ข้าราชการสู้กับชาวบ้าน
ไม่คิดหาหนทางช่วยชาวบ้าน
โดย: เหนื่อย [13 มิ.ย. 53 8:38] ( IP A:58.9.194.176 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
   โดนญาติวางยาเอาประกัน
ลงแดงตาย
ต้มเห็ดพิษกินกันเอง
ยาบ้าเกินขนาด
โดนไม้หุ้มผ้าพาดกบาล
โดย: r u ok?? [13 ก.ค. 53 16:01] ( IP A:61.7.235.230 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
   คุณ คนรู้ทัน ไม่รู้จริง ครับ ที่ว่า "โรคสมองอักเสบ โรคเนื้องอกในสมอง ภาวะช็อกเหตุติดเชื้อ ฯลฯ ที่ท่านว่ามานี่ จัดกลุ่มไม่ได้ ปลีกย่อยระดับเบี้ยหัวแตก ที่มีมากถึงขนาดเรือน 'แสนๆคนแสนๆโรค' เลยหรือครับ"

อืมได้อ่านข้อความนี้ก็รู้สึกงงเหมือนกันว่าคุณคิดว่าอื่น ๆ นี้หมายถึงไม่ทราบสาเหตุ ได้อย่างไร

ผมคิดว่ามันคงมีโรคมากกว่านี้แหละครับดัง คห ที่ 13 แต่ที่เขาไม่ได้เอามาแสดงในตารางก็เพราะมันคงไม่สามารถพิมพ์ใส่ตารางได้หมด ดังนั้นในการแสดงข้อมูลก็เลยมักแสดงแต่โรคที่สำคัญ ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นอื่น ๆ ก็อาจหมายถึงโรคที่มีจำนวนคนตายน้อยกว่าหรือไม่สำคัญ ในเมืองไทยมีโรคมากมายหลายโรคที่นอกเหนือจาก คห ที่ 13 กล่าวมานะครับ ถึงแต่ละโรคมีจำนวนไม่มากเท่ากับพวกอันดับต้น ๆ แต่เพราะมีหลายโรคพอเอามารวม ๆ กันมันก็เลยดูเยอะก็ได้นะครับ

ส่วนที่คุณว่ามันแยกย่อยซะจนจัดกลุ่มไม่ได้เลยเหรอ คือ การที่เราพยายามจัดกลุ่มก็จะทำให้ข้อมูลนั้นขาดความจำเพาะนะครับ เช่น ถ้าจะเอาโรคไข้สมองอักเสบไปใส่รวมกับโรคหลอดเลือดในสมอง ก็จะกลายเป็นโรคในสมองแทนก็อาจทำให้คนอื่นที่อ่านตีความได้ว่าโรคในกลุ่มสมองนี้คงพอ ๆ กัน ทั้ง ๆ ที่โรคหลอดเลือดในสมองเป็นสาเหตุสำคัญที่มีจำนวนมากกว่าไข้สมองอักเสบมาก ๆ หรือที่คุณบอกว่า "ความดันเลือดและหลอดเลือด 15,286 คน" ก็อาจตีความได้ว่า หลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดที่สทอง หลอดเลือดที่ส่วนอื่น ทั้งที่้ข้อมูลจริง ๆ เป็นความดันเลือดสูงและหลอดเลือดในสมอง ซึ่งที่ต้องแสดงข้อมูลให้จำเพาะก็เพื่อจะได้เน้นว่าเฉพาะในสมองนะที่สำคัญ

ส่วนความคิดเห็นต่อมาที่คุณเสนอว่าตายจาก คุณไสยเวทย์เอยหรือหมอไทยตอบไม่ได้ว่าตายเพราะเหตุใดเอย ผมไม่ขอแสดงความคิดเห็นละกันนะครับ เพราะความคิดเห็นนี้มันมาจากการที่คุณคิดว่าสาเหตุอื่น ๆ นี้มาจากไม่ทราบสาเหตุซึ่งอาจเป็นสมมุติฐานที่ผิด ดังนั้นการจะมาคุยในความคิดที่ต่อประเด็นมาจากสมมุติฐานนี้จึงไม่เกิดประโยชน์ครับ
โดย: positive thinking [4 ส.ค. 53 6:19] ( IP A:58.11.68.56 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน