“ความสำคัญของร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ....”
   “ความสำคัญของร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ....”

ไพศาล ลิ้มสถิตย์
นบ., นม. ศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ช่วงปลายปีนี้จะมีการเสนอ “ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ....” ของรัฐบาล ภาคประชาชน (ประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งเสนอร่างกฎหมายนี้ มีจำนวน 10,631 คน) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคน รวม 7 ร่าง ต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาในวาระแรก ขณะเดียวกันก็มีกระแสข่าวคัดค้านร่างกฎหมายนี้โดยอ้างว่า กฎหมายนี้จะทำให้แพทย์ถูกฟ้องร้องมากขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องนี้ บทความนี้ได้อธิบายถึงหลักการ เหตุผล และความสำคัญของร่างกฎหมายนี้

การให้บริการการรักษาพยาบาลของบุคลากรทางการแพทย์ในบางครั้ง อาจมีความเสี่ยงหรือได้ผลการรักษาที่ไม่เป็นไปตามที่แพทย์หรือผู้ป่วยคาดหวัง ความเสียหายที่เกิดขึ้นในบางกรณีมิได้เกิดจากความผิดของแพทย์ผู้ให้การรักษา แต่เกิดจากภาวะแทรกซ้อน (complication) หรือผลที่ไม่พึงประสงค์ที่มิอาจเลี่ยงได้ (unavoidable adverse outcome) บางกรณีเกิดจากความบกพร่องของระบบบริการสุขภาพ มิได้เกิดจากตัวบุคคล แต่บางกรณีความเสียหายก็เกิดจากความประมาทเลินเล่อ (negligence) ของแพทย์ที่ให้การรักษา ซึ่งไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางการแพทย์หรือแนวทางเวชปฏิบัติ

ในอดีตการฟ้องร้องดำเนินคดีทางแพ่งและทางอาญาเกิดขึ้นน้อยมาก แม้ว่าผู้ป่วยจะเสียชีวิต พิการ หรือมีความผิดปกติทางร่างกายก็ตาม เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยมีความเอื้ออาทรกัน คนไทยยังให้ความเคารพนับถือแพทย์อย่างมาก แม้ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดจากความผิดพลาดของแพทย์ แต่ผู้ป่วยและญาติก็มักจะไม่ติดใจเอาความแพทย์แต่อย่างใด
แต่ในปัจจุบันความสัมพันธ์ที่มีความสัมพันธ์แบบผู้ให้บริการกับผู้รับบริการ โรงพยาบาล คลินิกเอกชนบางแห่งดำเนินกิจการในลักษณะธุรกิจที่หวังผลกำไรเกินควรจากผู้ป่วย มีการเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่สูงมาก ทำให้ผู้ป่วยมีความคาดหวังว่าจะได้รับบริการที่ดีที่สุด ยิ่งหากผู้ป่วยไม่ได้รับการเยียวทางกายและจิตใจอย่างเหมาะสมและทันการณ์ จนรู้สึกว่าถูกเพิกเฉย ไม่ได้รับความเอาใจใส่ หรือแสดงความเสียใจอย่างจริงใจเมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ก็ทำให้เกิดคดีความฟ้องร้องในที่สุด อาจกล่าวได้ว่าในปัจจุบันสังคมไทยเริ่มจะห่างไกลจาก “บริการสุขภาพที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์” (humanized health care) นอกจากนั้นยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่สำคัญคือ ปัจจัยเกี่ยวกับระบบบริการสาธารณสุข, ปัจจัยด้านบุคลากรทางการแพทย์ เช่น ขาดทักษะในการสื่อสาร ขาดการประสานงานของทีมผู้ให้การรักษา หรือมีภาระหนักในการดูแลผู้ป่วยจำนวนมากจนทำให้เกิดข้อผิดพลาด, ปัจจัยด้านผู้ป่วยและญาติ เช่น ไม่ได้รับแจ้งข้อมูลความเสี่ยงหรือข้อจำกัดทางการแพทย์อย่างครบถ้วนก่อนการรักษา หรือผู้ป่วยต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาเพิ่มเติม ต้องขาดรายได้ ประสบปัญหาทางจิตใจ อารมณ์ ปัญหาส่วนตัว

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เคยจัดทำข้อเสนอนโยบายด้านสุขภาพเสนอต่อรัฐบาลท่านนายก ฯ อภิสิทธิ์ ในช่วงแรกที่เข้ามาบริหารประเทศ คือ เสนอให้จัดตั้งกองทุนชดเชยผู้เสียหายจากการใช้บริการสาธารณสุข เพื่อช่วยเยียวยาความเดือดร้อนของผู้ป่วยที่ได้รับความเสียหายจากบริการสาธารณสุขได้อย่างทันท่วงที ลดปัญหาการฟ้องร้องแพทย์ในปัจจุบัน ต่อมาได้พัฒนาจนกลายเป็นหลักการสำคัญในร่างพระราชบัญญัตินี้

หลักการและเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติ ฯ
ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. .... ของรัฐบาลและภาคประชาชน มีหลักการและเหตุผลที่ไม่แตกต่างกันคือ ต้องการเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้ป่วยที่รับบริการสาธารณสุขอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมโดยไม่ต้องพิสูจน์ความรับผิด ซึ่งเป็นหลักการในเรื่อง “no-fault compensation” กล่าวคือ มีการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นและเงินชดเชยจากกองทุนตามร่าง พ.ร.บ.นี้ โดยต้องฟ้องร้องดำเนินคดีละเมิดที่ใช้เวลานานหลายปี ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก อีกทั้งทำให้เกิดความทุกข์แก่ทุกฝ่าย สำหรับขั้นตอนพิจารณาจ่ายเงินเยียวยาผู้เสียหายตามร่างกฎหมายนี้ มิได้มุ่งเรื่องการหาตัวผู้ที่ต้องรับผิดชอบ เหมือนกับการฟ้องร้องคดีแพ่งทั่วไปที่ต้องพิสูจน์ว่า ผู้กระทำผิดเป็นใคร เป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ป่วยหรือไม่

หลักการสำคัญอีกประการคือ เน้นการวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้เกิดความเสียหายในเชิงระบบ เพื่อพัฒนาระบบความปลอดภัยและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วยรายอื่น หรือที่เรียกว่า “Patient Safety” ซึ่งเป็นเรื่องที่ก้าวหน้ามาก องค์การอนามัยโลก(WHO)ก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก โดยเริ่มแผนงานในเรื่องนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ.2004

หลายประเทศได้นำแนวคิดเรื่อง no-fault compensation system มาใช้เป็นเวลานาน 20-30 ปีแล้ว โดยนำมาใช้ในกิจการต่าง ๆ เช่น การประกันภัยอุบัติเหตุ การประกันภัยผู้ได้รับการบาดเจ็บจากการทำงาน ต่อมาได้ขยายไปถึงบริการทางการแพทย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดปัญหาการฟ้องร้องหรือข้อพิพาทระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์หรือสถานพยาบาล เช่น ประเทศสวีเดน นิวซีแลนด์ ฟินแลนด์ นอร์เวย์ เดนมาร์ก สหรัฐอเมริกา อังกฤษ

การจ่ายเงินชดเชยความเสียหายแก่ผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุขของไทย ได้นำแนวคิดของต่างประเทศมาใช้เป็นครั้งแรก ปรากฏในพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 มาตรา 41 โดยจะพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น ในกรณีผู้รับบริการหรือผู้ป่วยได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาลตามสิทธิในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า(บัตรทอง) ต่อมาได้ขยายความคุ้มครองไปยังผู้ให้บริการหรือบุคลากรทางการแพทย์ด้วย สำหรับร่างพระราชบัญญัตินี้ได้ขยายความคุ้มครองเพิ่มเติมให้แก่ผู้ป่วยในระบบอื่นด้วย ได้แก่ ระบบประกันสังคม ระบบสวัสดิการข้าราชการ และสถานพยาบาลเอกชน ซึ่งน่าจะช่วยลดปัญหาการฟ้องร้องและความขัดแย้งระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยในระบบเหล่านี้ด้วย

สาระสำคัญโดยสรุปของร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหาย ฯ

ในที่นี้จะขอกล่าวถึงสาระสำคัญของร่างของรัฐบาลที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา และร่างฉบับประชาชน เฉพาะในประเด็นที่มีเนื้อหาสอดคล้องกัน ดังนี้

1. เงินเยียวยาที่ผู้ป่วยที่ได้รับความเสียหายจะได้รับคือ เงินช่วยเหลือเบื้องต้นและเงินชดเชยจากกองทุนตามร่าง พ.ร.บ. ซึ่งจะมีการประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราในภายหลัง ทั้งนี้ได้กำหนดยกเว้นความเสียหายที่ไม่ต้องเยียวยาคือ ความเสียหายที่เกิดจากการดำเนินไปตามพยาธิสภาพของโรค ตามปกติธรรมดาของโรคนั้น หรือกรณีความเสียหายที่เมื่อสิ้นสุดกระบวนการรักษาแล้วไม่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตตามปกติ

2. ที่มาของกองทุนที่จะนำไปเยียวยาผู้เสียหาย มาจากเงินอุดหนุนจากรัฐบาล, เงินที่สถานพยาบาลจ่ายสมทบ, เงินค่าปรับหรือเงินเพิ่ม, เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้, ดอกผลต่าง ๆ ของกองทุน จะเห็นได้ว่าร่าง พ.ร.บ.นี้มิได้เรียกเก็บเงินโดยตรงจากบุคลากรทางการแพทย์ดังที่แพทย์บางท่านกล่าวอ้าง แต่จะจัดเก็บจากสถานพยาบาล อันได้แก่ สถานพยาบาลเอกชนตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล สถานพยาบาลของรัฐและของสภากาชาดไทย และสถานบริการสาธารณสุขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

3. มีกระบวนการพัฒนาระบบความปลอดภัยและป้องกันความเสียหายของสถานพยาบาล หรือ Patient Safety โดยจะมีการจัดส่งรายงานวิเคราะห์สาเหตุความเสียหายให้สถานพยาบาล เพื่อวางแนวทางป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต และจะมีการประเมินข้อบกพร่องในระบบบริการสาธารณสุขในภาพรวมด้วย

4. การใช้สิทธิขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นและเงินชดเชยตามร่าง พ.ร.บ.นี้ ไม่ตัดสิทธิผู้ป่วยที่จะฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากร่างกฎหมายนี้ให้เงินช่วยเหลือเยียวยาบางส่วนเท่านั้น มิใช่การเยียวยาความเสียหายทั้งหมด ผู้เสียหายจึงควรมีสิทธิที่จะฟ้องร้องทางแพ่งต่อผู้ที่ต้องรับผิดชอบได้ ซึ่งเป็นไปตามหลักกฎหมายทั่วไป แต่ผู้เสียหายจะต้องพิสูจน์พยานหลักฐานในชั้นศาลเอง

กล่าวได้ว่าร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. .... เป็นแนทางเยียวยาความเสียหายของผู้ป่วยอย่างทันการณ์ ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดปัญหาความขัดแย้ง การฟ้องร้องระหว่างบุคลากรทางการแพทย์กับฝ่ายผู้ป่วยได้ทางหนึ่ง
โดย: เสนอตีพิมพ์ในวารสาร\"คลินิก\" [21 ก.ค. 53 11:52] ( IP A:58.9.220.30 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   เป็นบทความที่น่าจะถูกเผยแพร่มาก่อนหน้านี้ และผ่านช่องทางสื่อของหมอ, NGO, และสื่อสาธารณะอื่นๆให้มากที่สุด เพื่อขยายการรับรู้และมีส่วนร่วมของสาธารณชนในวงกว้าง

ผมขอติง "สาระสำคัญในข้อ 4" ซึ่งกำหนดให้ผู้เสียหายเป็นผู้พิสูจน์พยานหลักฐานในชั้นศาลเอง

เงื่อนไขนี้จะเป็นข้อได้เปรียบให้ฝ่ายผู้ให้บริการ เนื่องจากเท่าที่ผ่านมาตลอดหลายปี เวชระเบียนและผลวิเคราะห์และฟิลม์ X-ray ต่างอยู่ในมือของผู้ให้บริการ และขอยากขอเย็นทั้งสิ้น แถมยังอาจพ่วงการแก้ไขหรือเตะถ่วง หรือให้ไม่ครบมาด้วย ทั้งๆที่เป็นสิทธิผู้ป่วย และยังมี พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ กำหนดให้ต้องส่งมอบให้คนไข้ด้วย

ทั้งนี้และทั้งนั้น ฝ่ายผู้ให้บริการโดยส่วนใหญ่เป็นฝ่ายละเมิดสิทธิและละเมิดกฎหมายเสียเองทั้งนั้น

ถ้ามีเงื่อนไขข้อนี้คงอยู่ ก็ควรแก้กฎหมายให้ฝ่ายผู้ให้บริการไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือภาคเอกชน ต้องส่งมอบเวชระเบียนให้ทันทีเมื่อคนไข้ร้องขอ พร้อมกับมีบทลงโทษทั้งปรับและ/หรือจำคุก หากมีการเตะถ่วง/แก้ไข/หน่วงเหนี่ยวบางส่วน ของผู้ให้บริการ ให้จริงจังและรุนแรงมากกว่านี้

ผมสงสัยว่า เป้าหมายของการมีเงื่อนไขข้อนี้ ก็เพื่อไปคานอำนาจของศาลคดีผู้บริโภคในการบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นผู้พิสูจน์หลักฐานเพื่อแก้ข้อกล่าวหา หรือไม่?????

อย่าลืมว่า เวชระเบียนเป็นหลักฐานชิ้น "สำคัญที่สุดในการเริ่มคดี" ที่ฝ่ายผู้ให้บริการเป็นผู้จัดทำและเก็บรักษาแต่ต้น คนไข้ไม่ได้เป็นผู้ทำและไม่มีอำนาจบังคับให้ฝ่ายผู้ให้บริการรักษาส่งมอบออกมา เงื่อนไขข้อนี้จึงยังคงความได้เปรียบในการต่อสู้ทางคดีไว้กับผู้ให้บริการ
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง (เรื่องหมอ) [21 ก.ค. 53 12:36] ( IP A:58.8.229.23 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน