เห็นด้วยกับ พรบ.ครับ
   เห็นด้วยกับ พรบ.นะครับเพราะหมอโง่ๆหรือหมอที่ไม่อยากรักษาคนไข้มีเยอะครับ เจอมากับตัวเลยครับ คือแม่ผบป่วยเป็นมะเร็งและสลบไปเพราะเกร็ดเลือดต่ำและลิ่มเลือดไปอุดตันที่ก้านสมองต้องให้เกร็ดเลือดแต่นักศึกษาแพทย์มันไม่ยอมให้บอกว่าให้ไปก็ไม่ดีขึ้นมันเลยไม่ให้จนแม่ต้องเลือดออกในสมองและเสียชีวิต ตอนนี้กำลังคิดว่าจะฟ้องหมออยู่ครับ
โดย: เห็นด้วย [29 ก.ค. 53 17:10] ( IP A:124.121.91.73 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   งง อะ
โดย: ไม่เข้าใจข้างบน [29 ก.ค. 53 17:39] ( IP A:58.147.28.135 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   ความเท็จและความจริงเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 กรกฎาคม 2553 11:04 น.

https://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9530000104421

คงจะเป็นเพราะใกล้จะถึงฤดูการหาเสียงเลือกตั้งกรรมการแพทยสภา ทำให้มีแพทย์กลุ่มหนึ่งออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ซึ่งกำลังจะถึงคิวเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยเหตุผลสำคัญที่มีการหยิบยกขึ้นมาคัดค้าน คือ 1) กฎหมายนี้จะทำให้มีการฟ้องร้องแพทย์ และบุคลากรสาธารณสุขมากขึ้น 2) รัฐและคนไข้ทั่วไปจะเสียเงินมากมายเพื่อไปจ่ายเป็นค่าเสียหายให้แก่คนไข้ที่ฉวยโอกาสจากกฏหมายฉบับนี้ 3) คนไข้โดยเฉพาะที่ใกล้ตายจะพากันเข้าโรงพยาบาลเพื่อหาประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ ทำให้โรงพยาบาลต้องรับภาระมากขึ้นและคนไข้ที่จำเป็นต้องอยู่ในโรงพยาบาลจะหาเตียงนอนในโรงพยาบาลยากลำบากขึ้น

ที่น่าสงสัยว่าการเคลื่อนไหวเรื่องนี้จะเกี่ยวโยงกับฤดูการหาเสียงเลือกตั้งกรรมการแพทยสภา เพราะร่างกฎหมายฉบับนี้ของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้เสนอต่อประธานรัฐสภาตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2552 หลังจากนั้นมีร่างฉบับอื่นอีก 3 ฉบับ เสนอเข้าไปประกบตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2552 และมี 2 ฉบับ คือ ของนายเจริญ จรรย์โกมล กับคณะ เสนอไปตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2551 และฉบับของนายประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ กับคณะ เสนอตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ร่างพระราชบัญญัติเหล่านี้คณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีการตรวจพิจารณาต่อเนื่องกันมาเป็นเวลากว่าครึ่งปีแล้ว โดยแพทยสภาได้ส่งตัวแทนเป็นคณะเข้าไปติดตามให้ความเห็นร่วมกับคณะกรรมการกฤษฎีกามาโดยตลอด การที่มีการออกมาคัดค้านในช่วงนี้ แม้จะมีเหตุผลเพื่อสกัดมิให้กฏหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็มีเหตุชวนสงสัยว่าน่าจะเกี่ยวโยงกับฤดูการหาเสียงเลือกตั้งกรรมการแพทยสภาเป็นสำคัญด้วย

ที่น่าเสียใจก็คือ เหตุผลสำคัญที่มีการหยิบยกขึ้นมาคัดค้านร่างกฏหมายฉบับนี้ทั้ง 3 ข้อ โดยเฉพาะข้อแรกเรื่องที่จะทำให้แพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขถูกฟ้องร้องมากขึ้นนั้น เป็นความเท็จทั้งสิ้น เพราะแท้ที่จริงแล้วกฎหมายฉบับนี้ นอกจากจะให้ความเป็นธรรมและบรรเทาความเดือดร้อนแก่คนไข้ที่ได้รับความเสียหายแล้ว ยังมีหลักการสำคัญเพื่อลดคดีการฟ้องร้องแพทย์และโรงพยาบาลลงด้วย

กฎหมายฉบับนี้รัฐบาลได้เสนอร่างเข้าประกบด้วย ซึ่งปรากฏในบันทึกหลักการและเหตุผลชัดเจนของร่างกฎหมายฉบับนี้ของรัฐบาลว่า

“โดยที่ปัจจุบันความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขยังไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยาอย่างเป็นระบบให้ทันท่วงที ทำให้มีการฟ้องร้องผู้ให้บริการทั้งทางแพ่งและอาญา และทำให้ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้รับและผู้ให้บริการสาธารณสุขเปลี่ยนไปจากเดิม อันส่งผลร้ายมายังผู้รับและผู้ให้บริการสาธารณสุข ตลอดจนกระทบถึงการประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงระบบบริการสาธารณสุขด้วย สมควรจะได้แก้ปัญหาดังกล่าวเพื่อให้ผู้ได้รับความเสียหายจากบริการสาธารณสุขได้รับการแก้ไขเยียวยาโดยรวดเร็วและเป็นธรรม โดยการจัดตั้งกองทุนเพื่อชดเชยความเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย ส่งเสริมให้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้รับและผู้ให้บริการสาธารณสุข จัดให้มีการพัฒนาระบบความปลอดภัย และป้องกันความเสียหายจากบริการสาธารณสุข ทั้งให้ศาลอาจใช้ดุลยพินิจในการลดโทษและไม่ลงโทษผู้ให้บริการสาธารณสุขในกรณีที่ถูกฟ้องคดีอาญาข้อหากระทำการโดยประมาทด้วย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้”

อันที่จริง กฎหมายนี้มิใช่กฎหมายใหม่ถอดด้ามในประเทศไทย แต่เป็นการขยายการคุ้มครองผู้เสียหายจากกฎหมายเดิม 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และ มาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 กฏหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ ได้ให้ความคุ้มครองแก่ผู้ได้รับความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขอยู่แล้ว แต่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ

พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 คุ้มครองเฉพาะเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลของรัฐเท่านั้น ไม่คุ้มครองกรณีเข้ารับบริการโรงพยาบาลเอกชน โดยกฎหมายกำหนดให้โรงพยาบาลเป็นผู้รับผิดชอบต่อค่าเสียหายแทนเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเฉพาะกรณีเป็นการจงใจทำให้เกิดความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ส่วนมาตรา 41 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติคุ้มครองเฉพาะผู้มีสิทธิบัตรทองซึ่งมีอยู่ราว 47-48 ล้านคน เท่ากับร้อยละ 75 ของประชากรทั้งประเทศเท่านั้น ไม่คุ้มครองกรณีเป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายประกันสังคมและข้าราชการกับพนักงานรัฐวิสาหกิจ

หลักการสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ นอกจากมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายการครอบคลุมประชากรให้ทั่วถึงทั้ง 100% แล้ว ยังยึดหลักการสำคัญของมาตรา 41 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คือ การช่วยเหลือและชดเชย “โดยไม่ต้องพิสูจน์ความรับผิด” ซึ่งเป็นไปตามหลักที่หลายประเทศใช้คือหลัก “No fault compensation” เพราะถ้าต้องรอพิสูจน์ถูกผิด นอกจากจะเกิดความล่าช้าเสียเวลาไปมากมายแล้ว ยังจะเพิ่มความบาดหมางระหว่างคนไข้กับหมอและโรงพยาบาลโดยไม่สมควรด้วย

คงจำกันได้ว่า ตอนออก พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็มีกรรมการแพทยสภาหน้าเก่าๆ หลายคนออกมาคัดค้านมาตรา 41 นี้กันอย่างครึกโครม มีการใช้ลูกเล่น “ไว้ทุกข์” และใช้วิธีการข่มขู่หลอกลวงว่า กฎหมายมาตรานี้จะทำให้มีการฟ้องร้องหมอฟ้องร้องโรงพยาบาลกันมากขึ้น และจะทำให้ต้องจ่ายเงินชดเชยความเสียหายกันมากมายโดยใช่เหตุ

แต่หลังจาก พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพออกมาแล้ว 8 ปี การณ์ก็หาได้เป็นไปตามที่คนเหล่านี้ข่มขู่หลอกลวงไม่ เงินค่าเสียหายที่ตั้งไว้ตามการคาดคะเน เหลืออยู่มากมาย ตลอด 6 ปี นับตั้งแต่กฎหมายมาตรานี้เริ่มมีผลบังคับใช้ มีการจ่ายชดเชยไปเพียง 2,600 กว่าราย และจ่ายเงินไปไม่ถึงร้อยละ 0.05 ของเงินกองทุน จากที่ตั้งไว้ร้อยละ 1.0 คดีฟ้องร้องที่กลัวว่าจะเพิ่มขึ้น กลับลดลง มีน้อยรายมากที่ได้รับเงินชดเชยแล้วยังไปฟ้องร้อง ตรงกันข้ามกฎหมายมาตรานี้กลับสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง หมอ-โรงพยาบาล และคนไข้ด้วย

กรณีตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ กรณีคนไข้ผ่าตัดตาที่โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น ซึ่งมีคนไข้ได้รับความเสียหายถึงขั้นตาบอดไปถึง 10 ราย มาตรา 41 ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้ช่วยให้โรงพยาบาลสามารถช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้นแก่ผู้เสียหายได้เป็นอย่างดี ซึ่งนอกจากจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของคนไข้แล้ว ยังเอื้อต่อการเจรจาขอความเห็นใจจากคนไข้และทำให้สถานการณ์ร้ายแรงครั้งนั้นคลี่คลายลงด้วยดี นอกจากคนไข้และญาติจะไม่เอาความกับหมอและโรงพยาบาลแล้ว ยังเห็นใจหมอและโรงพยาบาลอย่างมากด้วย

เรื่องการฟ้องร้องแพทย์ กฎหมายฉบับนี้ก็ไม่มีมาตราใดที่จะเปิดช่องให้ฟ้องแพทย์หรือโรงพยาบาล หรือเจ้าหน้าที่อื่นในโรงพยาบาลเลย ตรงกันข้ามกลับจะช่วยแพทย์และโรงพยาบาลอย่างมาก เพราะร่างมาตรา 34 ฉบับของรัฐบาล กำหนดว่า “หากผู้เสียหายหรือญาติไม่ตกลงยินยอมรับเงินชดเชยและได้ฟ้องร้องผู้ให้บริการสาธารณสุขหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายเป็นคดีต่อศาล ให้สำนักงานยุติการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้ผู้เสียหายหรือทายาทไม่มีสิทธิ์ที่จะยื่นคำขอตามพระราชบัญญัตินี้อีก”

นอกจากนี้ยังมีมาตรา 45 ที่เป็นประโยชน์ต่อแพทย์และโรงพยาบาลกรณีมีการฟ้องร้องคดีอาญากับแพทย์หรือโรงพยาบาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 หรือมาตรา 300 ซึ่งไม่เกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้เลย ร่างมาตรา 45 ฉบับของรัฐบาล กำหนดว่า “ในกรณีที่ผู้ให้บริการสาธารณสุขถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาฐานกระทำการโดยประมาทเกี่ยวเนื่องกับการให้บริการสาธารณสุข หากศาลเห็นว่าจำเลยกระทำความผิด ให้ศาลนำข้อเท็จจริงต่างๆ ของจำเลยเกี่ยวกับประวัติ พฤติการณ์แห่งคดี มาตรฐานทางวิชาชีพ การบรรเทาผลร้ายแห่งคดี การรู้สำนึกในความผิด การที่ได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 33 หรือ มาตรา 39 การชดใช้เยียวยาความเสียหาย และการที่ผู้เสียหายไม่ติดใจให้จำเลยได้รับโทษตลอดจนเหตุผลอื่นอันสมควร มาพิจารณาประกอบด้วย ในการนี้ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับความผิดนั้นเพียงใด หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้”

กฎหมายฉบับนี้จึงเป็นกฎหมายที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งที่จะช่วยเยียวยาความเสียหายให้แก่ประชาชน และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนไข้กับหมอ โดยเป็นประโยชน์ต่อแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่อื่นๆ และต่อโรงพยาบาลทั้งในโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน ใครที่จะออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านขอให้ศึกษาให้ดี ไม่เช่นนั้นจะถูกจูงจมูกโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยบุคคลที่ไร้หิริโอตตัปปะ และมุ่งหาเสียงโดยวิธีน้ำเน่าโดยแท้

โดย: ด้วยความนับถืออย่างสูง [29 ก.ค. 53 19:40] ( IP A:58.9.191.186 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   สธ.วุ่น! แพทยสภาเตรียมร่อน จม.“มาร์ค” เบรก พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหาย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 กรกฎาคม 2553 17:26 น.

https://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9530000104768





ศึก พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหาย วุ่น เอ็นจีโอยืน จุดเทียน พร้อมยื่น จม.ต่อแพทยสภา วอนช่วยพูดความจริงต่อประชาชน ด้านแพทยสมาคมเตรียมร่อน จดหมายถึง “มาร์ค” ให้เบรก พ.ร.บ.พร้อมตั้งกรรมการขึ้นใหม่ เพื่อความสมานฉันท์ ฝั่งหมอ เตรียมแต่งชุดดำประท้วงอีกรอบ หลังวันนี้ผิดหวังมีผู้เข้าร่วมประท้วงที่ รพ.พระนั่งเกล้าเพียง 100 คน

วันนี้ (29 ก.ค.) เครือข่ายภาคประชาชน ประกอบด้วย เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ เครือข่ายผู้ติดเชื้อ เครือข่ายผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อแพทยสภา เพื่อขอให้พูดความจริง กรณี (ร่าง) พ.ร.บ. คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ....โดยมีนายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เป็นประธานในการยืนจดหมายดังกล่าว

นายนิมิตร์ กล่าวว่า ตนได้ติดตามความเคลื่อนไหวของการออกมาคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากแพทยสภานั้น พบว่า เป็นการให้ข้อมูลด้านเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมีอคติ ที่แสดงเจตนารมณ์ให้ร้ายร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ส่งผลให้เกิดความไม่เข้าใจกันระหว่างแพทย์ที่ทำการรักษากับผู้เข้ารับการรักษา วันนี้จึงได้นำจดหมายเปิดผนึกพร้อมด้วย การจุดเทียนพรรษาเพื่อต้องการจะส่องแสงให้แพทยสภาเห็นในสิ่งที่ถูกที่ควร และเข้าใจในศีลธรรม และที่สำคัญอยากขอวอนให้แพทยสภาหยุดให้ข้อมูลอันแสดงถึงการให้ร้ายภาคประชาชน และ พ.ร.บ.ดังกล่าวเสียที

“จริงๆ แล้วส่วนที่ขัดแย้งกัน คือ ในเรื่องของมาตรา 6 ที่แสดงถึงลักษณะความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ และ มาตรา 45 ที่อธิบายถึงเรื่องการ
ฟ้องในคดีอาญา ซึ่งทั้ง 2 มาตรา ต่างก็เป็นประเด็นที่ แพทยสภาและภาคประชาชน ร่วมกันทำงานทั้งสิ้น และกว่าจะเป็นร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ขึ้นมาทุกฝ่ายรับรู้ดีกว่ามันเกิดจากการ
ระดมความคิดที่ร่วมกันร่างเอาไว้ จึงอยากให้แพทยสภาได้มีความชัดเจน และกล้าที่จะยอมรับความจริงในเรื่องงนี้ด้วย” นายนิมิตร์ กล่าว

ด้าน นพ.อำนาจ กุสลานันท์ อุปนายกแพทยสภา ออกมารับจดหมาย กล่าวว่า แพทยสภามีเจตนารมณ์ที่จะดูแลประชาชน และเพื่อนร่วมวิชาชีพแพทย์ ให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยในส่วนของคณะกรรมการของแพทยสภานั้น ที่คัดค้าน พ.ร.บ.ดังกล่าว เนื่องจากที่ประชุมมีมติร่วมกัน 5 ด้าน ได้แก่ 1.แพทยสภาได้พิจารณาเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ. พบว่า สาระสำคัญไม่สอดคล้องกับหลักการและเหตุผลที่กล่าวไว้ หากประกาศบังคับใช้จะไม่สามารถความลดความขัดแย้งในระบบบริการสาธารณสุขได้จริง แม้ว่าแพทยสภาจะเห็นด้วยในเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.นี้ 2.หน่วยงานที่มีส่วนได้ส่วนของเสียของร่าง พ.ร.บ.ส่วนใหญ่ยังไม่ทราบรายละเอียด และมีส่วนร่วม 3.เนื้อหาของ พ.ร.บ.จะมีผลกระทบรุนแรงต่อเนื่องต่อระบบการเงินการคลัง และบริการสาธารณสุขของประเทศ 4.แพทยสภาเสนอให้มีการขยายการเยียวยาความเสียหายทางการแพทย์ให้ครอบคลุมประชากรทั้งประเทศ ผ่านระบบประกันสุขภาพที่มีอยู่แล้ว 5.ควรถอนร่าง พ.ร.บ.นี้มาทบทวนให้รอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ในการประชุมร่วมกันระหว่างภาคประชาชน และแพทย์ ในสัปดาห์หน้า แพทยสภาจะนำเสนอประเด็นเหล่านี้นำเสนอด้วย

“แพทยสภาไม่ได้มีเจตนาจะเสนอให้ล้ม ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เพียงแต่เสนอให้มีการทบทวนและนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีสิทธิในการวิพากษ์
แก้ไขก่อน จากนั้นจึงส่งกลับเข้ากระบวนการพิจารณาของสภาใหม่อีกครั้ง โดยเห็นว่า ต้องมีการปรับเปลี่ยนในเรื่องของคณะกรรมการที่ควรมีตัวแทนจากสภาวิชาชีพ ในสัดส่วนเท่ากัน และควรจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญลงความเห็น ที่สำคัญ ในเรื่องของการที่สามารถเรียกร้องค่าชดเชยจากความเสียหายโดยไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิดนั้น อยากให้มีรายละเอียดที่ชัดเจนกว่านี้” นพ.อำนาจ กล่าว

ขณะที่พล.ตท.จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างฝ่ายบุคลากรทางการแพทย์และบุคลากรทางสาธารสุข กับฝ่ายภาคประชาชน ต่อเรื่องการออกร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหาย นั้น สะท้อนให้เห็นว่า ประเด็นดังกล่าวนำมาสู่ความขัดแย้งกันมากขึ้น ดังนั้น ทางแพทยสมาคมจึงได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อให้หาข้อยุติสำหรับความขัดแย้งดังกล่าว โดยเสนอแนะต่อนายกฯ ว่า ควรที่จะชะลอเวลาการนำร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหาย เข้าสู่ที่พิจารณาของสภาอย่างน้อย 1 เดือน แล้วจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 3 ฝ่าย ได้แก่ 1.คณะกรรมการภาครัฐบาล 2.คณะกรรมการภาคประชาชนผู้เข้ารับบริการ และ 3.คณะกรรมการฝ่ายบุคลากร หรือผู้ให้บริการด้านสาธารณสุข แล้วให้ทุกฝ่ายร่วมเจรจากันเพื่อให้ได้ข้อยุติในเรื่องการกำหนดหลักการในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว โดยเชื่อว่า หากจัดตั้งสำเร็จนั้นจะช่วยให้เกิดความสมานฉันท์มากขึ้น ทั้งนี้ จดหมายเปิดผนึกดังกล่าวจะมีเจ้าหน้าที่จากแพทยสมาคมนำไปยื่นต่อรัฐมนตรี ในช่วงเช้าของวันพรุ่งนี้ (30 ก.ค.)


ศ.นพ.วิรัติ พาณิชย์พงษ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามและตรวจสอบกระบวนการพัฒนาวิชาชีพเวชกรรม (อนุ กมธ.) ในคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อแพทย์ และผู้ป่วยที่รับบริการ โดยเฉพาะแพทย์ซึ่งเป็นผู้ทำการรักษาอาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีทางแพ่ง และอาจถูกคณะกรรมการพิเศษตัดสินความผิดได้ ในส่วนของผู้ป่วยที่เป็นผู้รับบริการก็อาจได้รับผลกระทบจากการที่โรงพยาบาล ขึ้นค่ารักษาพยาบาลเพื่อนำเงินมาส่งเข้ากองทุนที่ตั้งขึ้นโดยรัฐบาลและโรง พยาบาลซึ่งถือว่าเป็นการผลักภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้บริโภค

“คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นพิเศษ เป็นที่ไม่มีความรู้เรื่องทางการแพทย์เปรียบเสมือนคณะลูกขุนที่มาตัดสินเรื่อง แพทย์ ซึ่งมีกฎหมายแพ่งที่สามารถใช้ในทางปฏิบัติยู่แล้ว ทั้งนี้ ตนเชื่อว่า ยังมีแพทย์อีกจำนวนมากที่ยังไม่ทราบรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแพทย์ตื่นตัวกับเรื่องดังกล่าวมาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยด้วย เนื่องจากแพทย์จะระมัดระวังในการรักษามากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยที่อยู่ตามชุมชนจะต้องเดินทางไปโรงพยาบาลที่มีความพร้อม อย่างไรก็ตาม อยากให้รัฐบาลพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้รอบคอบ โดยคำถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย ส่วนอนุ กมธ.ก็จะนำผลสรุปที่ได้จากการสัมมนาเสนอวุฒิสภาเพื่อพิจารณาต่อไป” ศ.นพ.วิรัตน์ กล่าว

นพ.ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ จักษุแพทย์ประจำโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี เปิดเผยว่า ในวันนี้มีแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข (สธ.) เข้าร่วมแต่งชุดดำประท้วงร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวประมาณ 100 คน ที่บริเวณหน้าเสาธงโรงพยาบาล ทั้งนี้ ยอมรับว่ามีจำนวนไม่มากอย่างที่คิด เนื่องจากหลายคนติดภารกิจ

ด้าน พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา ประธานสมาพันธ์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมแห่งประเทศไทย และปรึกษาสมาพันธ์แพทย์ โรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลทั่วไป (รพศ./รพท.) และที่ปรึกษาสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กล่าวว่า วันนี้ (29 ก.ค.) มีทีมแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขทั่วประเทศจากโรงพยาบาลในสังกัด รพศ.รพท.กว่า 10 แห่งทั่วประเทศ ร่วมแต่งชุดดำ แล้วยืนไว้อาลัยหน้าเสาธงของโรงพยาบาลที่ตนสังกัด อาทิ จ.บุรีรัมย์ ชลบุรี ราชบุรี สุรินทร์ ซึ่งระหว่างการยืนไว้อาลัยอยู่นั้น มีรายงานจากทางเจ้าหน้าที่บุคลากรผู้ของหลายจังหวัด แจ้งว่า ผู้ตรวจราชการที่อยู่ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ได้ออกมาเกลี้ยกล่อมให้หยุดการกระทำดังกล่าว

พญ.เชิดชู กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้ (30 ก.ค.) เวลาประมาณ 07.00 น.จะร่วมแต่งชุดดำเดินทางมายังกระทรวงสาธารณสุข เพื่อไว้อาลัยแก่การกระทำของกระทรวงสาธารณสุข ที่เห็นชอบกับการออกร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหาย ซึ่งคาดว่า จะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 1,000 คน
ขณะที่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีแพทย์พยาบาลแต่งชุดดำ เพื่อคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ว่า เรื่องดังกล่าวหากไม่ไปละเมิดสิทธิผู้อื่น ก็กระทำได้แต่ขอให้พิจารณาตามความเหมาะสม ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานรับหน้าที่ไกล่เกลี่ยสร้างความสมานฉันท์ในกลุ่มแพทย์ พยาบาลที่คัดค้าน และภาคประชาชนที่ให้การสนับสนุนส่วนเรื่องการขยายมาตรา 41 ใน พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพในการจ่ายเงินชดเชยความเสียหายทางการแพทย์ ให้ครอบคลุมสิทธิประกันสังคมและสวัสดิการข้าราชการ นั้นขอปฏิเสธตอบข้อซักถามในเรื่องนี้เนื่องจากต้องการให้บรรยากาศการไกล่เกลี่ยเป็นไปด้วยดี

ต่อมาเมื่อเวลา 15.00 น.ของวันนี้ เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์และ เครือข่ายผู้บริโภค ประมาณ 30 คน เข้าพบ นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง ปลัด สธ.เพื่อขอให้ สธ.ได้ดำเนินการชี้แจงข้อมูลแก่แพทยสภา ตลอดจนบุคลากรสาธารณสุขทุกท่าน ทั้งนี้ ทางเครือข่ายได้ร่วมหารือประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงระหว่างกลุ่มผู้บริโภคและกลุ่มแพทย์ในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย ซึ่ง นพ.ไพจิตร์ สรุปในตอนท้ายว่า ตนรับทราบดีว่า ทั้ง 2 ฝ่ายนั้นเห็นด้วยใน 2 หลักการ ว่า ประชาชนที่ได้รับความเสียหายต้องได้รับการดูแล และบุคลากรแพทย์ พยาบาล จะต้องทำงานด้วยความสบายใจ ดังนั้น จึงรับปากว่า จะหาช่วงเวลาที่เหมาะสมให้ทั้ง 2 ฝ่าย ได้พูดคุยเพื่อทำความเข้าใจ ตลอดจนหาจุดยืนร่วมกัน แต่ยังไม่ขอเปิดเผยถึงวันและเวลาที่แน่นอน
โดย: วุ่น [29 ก.ค. 53 20:05] ( IP A:58.9.191.186 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   จวกยับหมอต้านร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ
วันพุธ ที่ 28 กรกฎาคม 2553 เวลา 23:33 น
https://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=8&contentID=81431

“หมอวิชัย” ออกโรงจวกยับหมอต้านร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ด้านแพทยสมาคมวอน 2 ฝ่าย หันหน้าเข้าหากัน

เมื่อวันที่ 28 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.วิชัย โชควิวัฒน กรรมการปฏิรูปประเทศไทย ได้จัดทำเอกสารเรื่อง “ความเท็จ และความจริงเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข” โดยได้ตั้งข้อสังเกตการเครื่องไหวในเรื่องนี้ว่า น่าจะเกี่ยวโยงกับฤดูการหาเสียงเลือกตั้งกรรมการแพทยสภา จึงเป็นเหตุให้แพทย์กลุ่มหนึ่งออกมาคัดค้าน ทั้ง ๆ ที่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ได้เสนอต่อรัฐสภาตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย.2552 อีกทั้ง เหตุผลที่นำมาคัดค้านที่ระบุว่า จะทำให้มีการฟ้องร้องมากขึ้น รัฐ และคนไข้ทั่วไปจะเสียเงินเป็นค่าเสียหายให้กับคนไข้ที่ฉวยโอกาสจากกองทุน และคนไข้ที่ใกล้ตายจะมาโรงพยาบาลเพื่อหาประโยชน์ ล้วนแต่เป็นความเท็จทั้งสิ้น ทั้ง ๆ ที่กฎหมายฉบับนี้จะช่วยเยียวยาผู้ป่วย ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทปัญหาระหว่างแพทย์ และผู้ป่วยได้

“คงจำกันได้ว่า ตอนออก พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็มีกรรมการแพทยสภาหน้าเก่า ๆ หลายคน ออกมาคัดค้านมาตรา 41 กันอย่างครึกโครม มีการใช้ลูกเล่นไว้ทุกข์ และใช้วิธีการข่มขู่หลอกลวงว่า กฎหมายมาตรานี้จะทำให้มีการฟ้องร้องหมอมากขึ้น และจะทำให้ต้องจ่ายเงินชดเชยมากมาย แต่หลังจากบังคับใช้กฎหมาย 8 ปี ก็ไม่ได้เป็นตามที่มีการข่มขู่ ซ้ำยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างหมอกับคนไข้ด้วย” นพ.วิชัย ระบุ

พญ.ประชุมพร บูรณ์เจริญ รองประธานสมาพันธ์แพทย์ รพ.ศูนย์ / รพ.ทั่วไป กล่าวว่า วันที่ 29 ก.ค. แพทย์ รพ.ศูนย์ / รพ.ทั่วไป ยืนยันจะแต่งกายชุดดำ เพื่อแสดงเจตนารมณ์คัดค้านร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข โดยพื้นที่ กทม.จะมีโรงพยาบาลใหญ่ ๆ อาทิ รพ.ราชวิถี รพ.พระมงกุฏเกล้า ส่วนพื้นที่ต่างจังหวัดก็จะดำเนินการควบคู่กันไป ทั้งนี้ เวลาประมาณ 12.00 น. แต่ละโรงพยาบาลจะอ่านแถลงการณ์โดยพร้อมเพรียง

พล.ต.ท.จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ นายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ในฐานะนายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จะแถลงข่าวในวันที่ 29 ก.ค. เพื่อแสดงจุดยืนของแพทยสมาคม โดยทางแพทยสมาคมไม่ได้คัดค้าน หรือไม่ได้เห็นด้วยกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม เราเห็นด้วยกับทั้งสองฝ่าย แต่แทนที่จะออกมาประท้วงกัน ควรที่จะหัวหน้าเข้าหากัน เพื่อหาแนวทางออกร่วมกัน ไม่ใช่เหมือนตอนนี้ที่ดูเหมือนมีฝ่ายหนึ่งชนะฝ่ายหนึ่งแพ้.
โดย: เดลินิวส์ [29 ก.ค. 53 20:17] ( IP A:58.9.191.186 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   ฮ่วย นักศึกษาแพทย์สั่งการรักษาเองไม่ได้ครับ ถ้าจะไปบอก ไปบอก staff ครับ ถึงเหตุึผลที่จะให้หรือไม่ให้ แล้วรู้ได้ไงว่าสลบไปเพราะเกล็ดเลือดต่ำ
โดย: งง [29 ก.ค. 53 22:41] ( IP A:114.128.131.220 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   มะเร็งและสลบไปเพราะเกร็ดเลือดต่ำและลิ่มเลือดไปอุดตันที่ก้านสมองต้องให้เกร็ดเลือด
=====================================
สลบไปเพราะเส้นเลือดสมองอุดตันหรือว่าเลือดออกในก้านสมองครับ ??
โดย: Dr.K [30 ก.ค. 53 21:55] ( IP A:58.64.31.242 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน