ปล่อยหมอพวกนี้ไปเถอะ
   เนื่องจากกลุ่มหมอที่คัดค้านเขาไม่มีทางออก จึงต้องมาระบายที่หน้าเวปนี้ ก็สังคมส่วนใหญ่ นักคิด นักวิชาการ ที่มีวุฒิภาวะต่างๆ ก็ออกมาสนับสนุนร่างนี้กับทุกคน ให้ทั้งความเห็นทั้งวิเคราะห์ประเด็นปัญหาที่ขัดแย้ง........สรุปก็เห็นว่าดีแล้วเหมาะสมแล้วกันทั้งนั้น ก็มีแต่หมอที่ว่างๆกลุ่มนี้เท่านั้นที่ไม่รู้จะทำอะไรก็มาวิจารณ์กันที่นี่ ส่วนหมอที่เขาที่มีใจและเอาใจใส่ต่อประชาชน...เอาเวลาพวกนี้ไปดูแลประชาชนดีกว่า

**************ระวัง ยิ่งดิ้นก็ยิ่งรัดตัวเอง ไม่มีใครทำร้ายวิชาชีพตนเองได้รุนแรงกว่าผู้ประกอบวิชาชีพนั้นเอง******************
โดย: ปล่อยผีไปเถอะ [8 ส.ค. 53 15:18] ( IP A:202.29.9.9 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   มี ทุกๆวันนี้ก็ทำอยู่ทางออกนะ

ไม่รู้ว่าตอนนี้ใครซวย แต่ที่แน่ๆไม่ใช่ผม
โดย: ตอนนี้สบายจัง อเมริกันแสตนดาร์ดนี่ดีจริงๆ [8 ส.ค. 53 15:34] ( IP A:58.8.134.194 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   แหม ตอนนี้ก็ไม่ต้านแล้วนะ
เข้าใจแล้วว่า เค้าไม่ต้องการความเห็นหมอที่เป็นคนปฏิบัติงานจริง
แต่อยากได้ความเห็นหมอที่เป็นผู้บริหารต่างหาก
พรบ.นี้มันดีแสนดีอยู่แล้ว
หมอเองนี่แหละที่ผิด ไ่ม่สามารถทำงานได้ 24 ชม.เหมือน 7-11
หมอเองนี่แหละที่ผิด ไม่อาจรักษาคนไข้ได้หายทุกคน
หมอเองนี่แหละที่ผิด ไม่สามารถดูแลคนไข้ได้เป็นอย่างดี ทั้งๆ ที่คนไข้ในรพ.มีจำนวนไม่มาก

ขอโทษจริงๆ ที่เล่นอินเตอร์เนตเป็น
ขอโทษจริงๆ ที่แสดงความคิดเห็น
ขอโทษจริงๆ ที่มีความรู้สึกแย่บ้างอะไรบ้าง
ขอโทษจริงๆ ที่เป็นคนผิดในทุกกรณี

ถ้าอย่างนั้น เชิญฝ่ายบริหารหรือใครก็ตามกำหนดพรบ.ได้ตามสะดวก
ไม่ต้องเป็นห่วง พวกเราจะรับใช้ทุกคนเท่่าที่ความสามารถและปัญญาน้อยๆ นี่จะมีได้
ไม่
โดย: ขอโทษจริงๆ ที่ตอนนี้ว่าง [8 ส.ค. 53 15:42] ( IP A:110.49.193.195 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   มีความรู้สึกว่า แพทย์กลุ่มนี้ไม่มีเหตุผล ชาวบ้านเดือดร้อนไปขอพึ่งพาก็ไม่ให้ความเป็นธรรมกับเขา พอเขาจะมีพรบ.ให้เป็นที่พึ่งใหม่ก็ขัดขวางทุกวิถีทาง

กฎหมายจะเข้าสภา ก็บอกขอตั้งกรรมการคุย
พอตั้งกรรมการคุย ก็บอกไม่พอใจมีคนมาด่า ขอคุยกันเองก่อน
พอให้คุยกันเองก่อน ก็บอกว่าให้ล้ม กฎหมายเก่าดีอยู่แล้ว

ตกลงพวกคุณไม่พอใจอะไรกันแน่ หรือที่เขาลือว่าพวกที่เคยโกงภาษีแผ่นดิน รายงานรายได้ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หรือพวกผอ.รพ.รัฐที่เคยมีนอกมีใน จะถูกตรวจสอบมากขึ้นนั้นเป็นเรื่องจริง

เพราะนั่งมอง นอนมอง ตีลังกามองกฎหมายฉบับนี้แล้ว มันมีแต่ข้อดีกับข้อดีไม่มีเสียเลย แล้วทำไมถึงร้อนตัวกันมาก ฟาดหัวฟาดหางให้ร้ายคนโน้นคนนี้ แตกประเด็นไปเรื่อย

ตกลงคือเรื่องกลัวการตรวจสอบใช่ไหม

แล้วตอนนี้ก็มาเล่นบทดราม่าแย่งซีนคนไข้อีก
เราเข้าใจว่าหมอเหนื่อย เราเห็นใจ แต่เราต้องการพรบ.เพราะไม่ต้องการฟ้องหมอไง หมอผิดพลาดเราตาย หมอทำเราพิการ แต่หมอไม่รับผิดชอบ เขาจะมีพรบ.มารับผิดชอบแทน หมอเดือดร้อนฟูมฟายอะไรฟะ

ทำตัวให้เหมือนปกติเขาบ้าง คิดให้เป็นมนุษย์บ้าง
โดย: พูดยากจังหมอพวกนี้ [8 ส.ค. 53 18:07] ( IP A:58.9.200.229 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   เนอะ พูดยากจัง เครือข่ายนี้ คนทั่วไป ชาวบ้าน ชาวช่องเขาก็เข้าใจ ว่า พรบ. มันก็แค่มีคนอยากได้ตังค์ เพราะที่ได้ตอนไปประชุมครั้งละ 6000 มันไม่พอใช้
โดย: มิน่าทั้งผลัก ทั้งดัน ทั้งเข็นตูด แทบจะกรีดเลือดประท้วงเลยมั้ง [8 ส.ค. 53 18:42] ( IP A:58.8.134.194 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   พรบ.นี้คนส่วนใหญ่สนับสนุน...
กระแสตีกลับแล้วพวก
โดย: อัพเดตมั่ง [8 ส.ค. 53 19:26] ( IP A:222.123.13.240 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   "กลุ่มคนไข้ที่เคราะห์ร้าย ผลกระทบจากความประมาทไม่เอาใจใส่ของบุคคลากรทางการแพทย์ นำมาซึ่งความตายและความพิการพลิกผันชีวิตพวกเราแบบไม่ทันตั้งตัวและไม่มีวัน เหมือนเดิมอีกต่อไป"

คุณกำลังบอกว่า ทุกๆความตายของคนไข้ ล้วนเกิดจากความประมาทของหมอเท่านั้น ไม่ได้เกิดจากตัวโรค ไม่ได้เกิดจากคนไข้ ที่ตายทั้้งหมดล้วนเกิดจากหมอเท่านั้น

คณรู้ไหม ทำไมเวลาคุณฟ้องแล้วถึงไม่ได้รับการพิจารณา เพราะว่าคนที่มีความรู้เขาได้พิจารณาโดยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และความรู้ทางการแพทย์แล้วพบว่า สาเหตุที่คนไข้ตายนั้นเกิดจากความร้ายแรงในการดำเนินโรคเอง ไม่ได้เกิดจากการประมาทของแพทย์ ทำให้การร้องเรียนย่อมเกิดความไม่เป็นธรรมกับแพทย์ ดังนั้นเรื่องร้องเรียนนั้นจึงไม่ได้รับการพิจารณา

ทุกวันนี้แพทย์ ที่ได้การร้องเรียนอย่างไม่เป็นธรรม ได้อดทน อดกลั้นมามากกับคำหมิ่นประมาทจากคนไข้ว่าแพทย์ไม่ได้ทำตามมาตรฐาน แต่แพทย์ก็ไม่ได้ทำการฟ้องร้องกลับ เนื่องจากเห็นว่าญาติคนไข้เหล่านั้นล้วนมีความทุกข์อยู่แล้วกับการที่สูญ เสียคนที่รักไป แต่ต่อไปนี้เมื่อทางญาติผู้ป่วยไม่ได้ต้องการคิดที่จะสมานฉันท์ ต้องการที่จะ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" การฟ้องร้องกลับย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะแพทย์จำเป็นต้องรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีเหมือนกัน ส่วนเรื่องที่ว่า ถ้าในศาลไม่ได้ ก็จะไปยิงแพทย์ให้ตาย ได้โปรดรับทราบว่า แพทย์ทุกคนล้วนมีปืน ส่วนที่ไม่มีก็ล้วนมีปัญญาซื้อปืนเหมือนกัน และถ้าแพทย์ท่านนั้นตาย เพื่อนแพทย์ ญาติแพทย์ หรือคนสนิทของแพทย์คนนั้นๆ ก็พร้อมที่จะไปยิงญาติคนไข้ทั้งหลายให้ตายตามคนไข้ ไปเหมือนกัน ซึ่งสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งที่พวกเราไม่อยากให้เกิด เพราะแพทย์ก็รักชีวิตตัวเอง และญาติคนไข้ทั้งหลายก็คงรักชีวิตตัวเองเหมือนกัน การแก้แค้นที่ไม่จบไม่สิ้น ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ

ดังนั้นทางออกที่ดี ก็คือฟ้องร้อง ตามกฏหมาย ตามรัฐธรรมนูญกำหนด และเคารพคำตัดสินของศาล และต้องยอมรับ ในกรณีที่จะโดนฟ้องร้องกลับ เพราะทุกๆคนล้วนมีสิทธิต่อสู้ตามหลักกระบวนการยุติธรรมเหมือนกัน

เอาใจ เขามาใส่ใจเรา การด่า การหมิ่นประมาท และการขู่ฆ่าคนอื่น ล้วนทำให้เรา โดนด่า โดนหมิ่นประมาท และขู่ฆ่าเหมือนกัน ทั้งในการพูดจาในชีวิตประจำวัน และการโพสต์กระทู้ในเว็ปบอร์ด
โดย: แพทย์ [8 ส.ค. 53 20:01] ( IP A:58.8.134.194 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   หมอที่สนับสนุนคือหมอที่ไม่ตรวจคนไข้ หมอที่คัดค้านคือหมอที่ตรวจจริง ทำจริง
โดย: หมอตัวจริง [8 ส.ค. 53 20:33] ( IP A:58.8.198.130 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   ครับ หมอที่ไม่ตรวจอะ ชอบพรบ นี้ เค้าคิดว่ามันดี
เเต่คนปฏิบัติเนี่ยเค้าเห็นว่ามันต้องปรับปรุงก่อน
พวกนายจะไม่ฟังคนทำงานบ้างเหรอ จะเอาเเต่ประโยชน์ตัวเองอะ
โดย: งิงุ [8 ส.ค. 53 21:04] ( IP A:124.157.190.4 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   แหม ก็อุตส่าห์บอกว่า ไม่ต้านแล้ว
แค่บ่นนิดหน่อย ก็บอกว่าดราม่าซะอีก
ไม่รู้จะเอาใจยังไงแล้วแฮะ
เอาเป็นว่า ตอนนี้ปลงแล้ว ใครอยากจะทำอะไรก็ทำแล้วกันนะ
โดย: ได้แต่คิดอยู่ในใจ [8 ส.ค. 53 21:58] ( IP A:110.49.193.185 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   บอกตามตรงนะ ไปร่วมร่าง ผลักดัน พรบ.ฉบับบนี้ผมเสียเวลางาน เสียเวลาทำมาหากินมาก ไม่เคยได้เงินจากหน่วยงานสธ.แม้แต่สลึงเดียว ที่ไปเพราะสนุกที่เห็นหางของแพทยสภาโผล่ในที่ประชุมกรรมาธิการกฤษฎีกาให้คุณหมอวิฑูรย์ อึ้งประพันธ์ด่าสั่งสอน ทุกวันเป็นแรงดึงดูด
โดย: เจ้าบ้าน [9 ส.ค. 53] ( IP A:124.121.142.64 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
    คณรู้ไหม ทำไมเวลาคุณฟ้องแล้วถึงไม่ได้รับการพิจารณา เพราะว่าคนที่มีความรู้เขาได้พิจารณาโดยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และความรู้ทางการแพทย์แล้วพบว่า สาเหตุที่คนไข้ตายนั้นเกิดจากความร้ายแรงในการดำเนินโรคเอง ไม่ได้เกิดจากการประมาทของแพทย์ ทำให้การร้องเรียนย่อมเกิดความไม่เป็นธรรมกับแพทย์ ดังนั้นเรื่องร้องเรียนนั้นจึงไม่ได้รับการพิจารณา
โดย: ประโยคนี้ อุบาทว์มาก [9 ส.ค. 53] ( IP A:58.8.9.118 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   มีการศึกษาที่รับรองกันมานาน ว่าสาเหตุทีคนไข้ฟ้องหมอนั้น ส่วนใหญ่เพราะทำเขาเสียหายจริง
โดย: ไปอยู่ไหนมา ยกเมฆตลอด [9 ส.ค. 53] ( IP A:58.8.9.118 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   เรื่อง ความผิดต่อชีวิต ประมาท

โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ ๒๓ ถึง ๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๕ เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งห้ากระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน กล่าวคือ เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๔๕ เวลากลางคืนหลังเที่ยง นางพรรณรายหรืออรัญญา ขวยเจริญ ผู้ตายซึ่งเป็นภรรยาชอบด้วยกฎหมายของโจทก์เจ็บป่วย ปวดศีรษะได้เข้าตรวจรักาอาการเจ็บป่วย ที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ ๕ ณ ห้อง ๑๑๐ โดยมีจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลของจำเลยที่ ๕ เป็นแพทย์เจ้าของไข้ จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่จะต้องรักษาไว้โดยการตรวจร่างกาย วินิจฉัยโรคเพื่อหาสาเหตุแห่งการเจ็บป่วย และรักษาไข้เจ็บป่วย ให้หายเป็นปกติตามหน้าที่วิชาชีพของแพทย์อันพึงมีตามวิสัยและพฤติการณ์ แต่จำเลยที่ ๑ ประมาทปราศจากความระมัดระวังอย่างเช่นผู้ประกอบวิชาชีพของแพทย์ ซึ่งจะต้องมีความระมัดระวังในภาวะเช่นนั้นตามวิสัยและพฤติการณ์ ทั้งนี้ตั้งแต่ผู้ตายเข้าพักรักษาในโรงพยาบาลของจำเลยที่ ๕ ยังเจ็บป่วยไม่หายจนถึงวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๕ เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นแพทย์ศัลยกรรมไม่ใช่แพทย์เจ้าของไข้ จำเลยที่ ๒ไม่ได้มาตรวจอาการเจ็บป่วยหรือตรวจร่างกายผู้ตายก่อนที่จะกระทำการรักษา จำเลยที่ ๒ สั่งให้จำเลยที่ ๓ ซึ่งทำหน้าที่เป็นพยาบาลประจำอยู่โรงพยาบาลของจำเลยที่ ๕ ฉีดยาที่ผิดประเภทเข้าสู่ร่างกายของผู้ตาย จนเป็นเหตุให้ผู้ตายมีอาการช็อคและชักกระตุก ตาค้างเมื่อผู้ตายมีอาการดังกล่าวได้แจ้งให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นแพทย์เจ้าของไข้มาตรวจดูอาการ แต่จำเลยที่๑ กลับเพิกเฉย จนกระทั่งในเวลาต่อมาจำเลยที่ ๒ ประมาทปราศจากความระมัดระวังอย่างเยี่ยงบุคคลประกอบวิชาชีพแพทย์ สั่งให้จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นพยาบาลประจำโรงพยาบาลของจำเลยที่ ๕ ฉีดยาวาเลี่ยมเข้าสู่ร่างกายผู้ตาย โดยที่จำเลยที่ ๒ มิได้มาตรวจดูอาการของผู้ตายก่อนแต่อย่างใดอีก จนเป็นเหตุให้ผู้ตายเกิดอาการภาวะหัวใจและหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันถึงแก่ความต าย จากการที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ เป็นแพทย์เป็นผู้มีหน้าที่รักษาผู้ตาย ต้องใช้ความระมักระวังในการรักษาอาการเจ็บป่วยของผู้ตายอย่างวิชาชีพแพทย์ แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทำการรักษาอาการเจ็บป่วยของผู้ตายโดยมิได้ทำการวินิจฉัยโรคก่อนไม่ได้มาตรวจ หรือดูอาการผู้ตายหรือละเลยไม่มาดูอาการของผู้ตายในขณะพักรักษาตัวอยู่โรงพย าบาล อันเป็นความประมาทซึ่งแพทย์จะต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ไม่กระทำเช่นนั้น การที่จำเลยนั้นประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๕ ซึ่งเป็นนายจ้างย่อมรับโทษด้วย เหตุเกิดที่...................... ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๘๓,๒๙๑,๓๐๗,๓๐๘
ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูลให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

พิเคราะห์พยานหลักฐานจำเลยโดยตลอดแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์กับผู้ตายเป็นสามีภรรยาชอบด้วยกฎหมาย ตามหลักฐานใบสำคัญการสมรสและหนังสือสำคัญการเปลี่ยนชื่อ เอกสารหมาย จ. ๑ และ จ. ๒ เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๔๕ เวลาประมาณ ๒๐ นาฬิกา ผู้ตายเจ็บป่วยปวดศีรษะอย่างมาก ในขณะที่โจทก์ไม่อยู่ ได้มีนายสนธยา ธนาวุฒิ ขับรถพาผู้ตายไปส่งโรงพยาบาลของจำเลยที่ ๕ โดยนางสาวกุหลาบ เอียดใส ไปคอยดูแลรับใช้ ในเบื้องต้นนาย.........แพทย์ผู้ตรวจรับคนไข้ไว้ วินิจฉัยโรคผู้ตายมีอาการปวดศีรษะ ให้พักที่โรงพยาบาล เพื่อดูอาการที่ห้อง ๑๑๐ ซึ่งจำเลยที่ ๑ เป็นแพทย์เจ้าของไข้ โดยจำเลยที่ ๒ เป็นแพทย์ผู้รักษาอาการเจ็บป่วยของผู้ตายนี้อีกคนหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ทำหน้าที่เป็นพยาบาลดูแลและรักษาคนไข้หรือที่เจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลของจำเลย ที่ ๕ ในการนี้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔กระทำในทางการที่เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๕ ซึ่งฐานะเป็นนิติบุคคล รายละเอียดในการตรวจรักษาอาการเจ็บป่วยของผู้ตาย จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ได้ทำเอกสารเวชระเบียนผู้ป่วยการรักษาและวิธีการรักษาพร้อมทั้งการให้ยาแต่ล ะวันหรือแต่ละครั้ง สำเนาเอกสารหมาย จ. ๑๓ และ ล. ๖ ถึง ล. ๑๖ จากการรักษาดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามหนังสือรับรองการตาย ของจำเลยที่ ๕ และใบมรณบัตร เอกสารหมาย จ. ๙ และจ. ๑๐ โจทก์ซึ่งเป็นสามีชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งห้า ประเด็นต้องวินิจฉัยมีว่าจำเลยทั้งห้ากระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่




« แก้ไขครั้งสุดท้ายเมื่อ: 01/21/08 เวลา 12:27:15 by bigbird »

--------------------------------------------------------------------------------
บัวมีสี่เหล่าก็จริง แต่ใช่ว่าบัวที่อยู่ในตม จะไม่โผล่ขึ้นเหนือน้ำ
ใช่ว่าบัวที่โผล่ขึ้นเหนือน้ำจะไม่โรยรา
ส่งโดย: bigbird
สถานะ: Executive Member
จำนวนความเห็น: 1408

210.86.181.*





« ความเห็นที่ #27 เมื่อ: 01/21/08 เวลา 12:10:00 »

การวินิจฉัยว่าวำเลยแต่ละคนกระทำผิดหรือไม่ จะต้องฟังพยานหลักฐานที่จำเลยแต่ละคนทำขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาอา การเจ็บป่วยของผู้ตาย ซึ่งพยานหลักฐานดังกล่าวได้แก่ เวชระเบียนผู้ป่วย เอกสารหมาย ล. ๖ รายงานอุณหภูมิ ชีพจร หายใจ เอกสารหมาย ล. ๗ ผลปฏิบัติการเอกสารหมาย ล. ๘ รายการรักษาหรือการให้ยาแก่ผู้ตาย เอกสารหมาย ล. ๙ รายงานตรวจรักษา เอกสารหมาย ล. ๑๑, ล. ๑๓ และใบรายงานอาการคนไข้เอกสารหมาย ล. ๑๕, ล. ๑๖ อันเป็นพยานหลักฐานสำคัญในคดี (ซึ่งตรงกับสำเนาหมาย จ. ๑๓ )
ประกอบกับคำเบิกความของจำเลยแต่ละปากแต่ละคนที่เบิกความยืนยันต่อศาลถึงวิธี การรักษาอาการเจ็บป่วยของผู้ตาย จึงจะได้ความจริงว่า จำเลยคนใดประมาท เนื่องจากพยานหลักฐานอันสำคัญแห่งคดีขึ้นอยู่กับกระทำของจำเลยอันเป็นผู้ประ กอบวิชาชีพของแพทย์ และพยาบาล ซึ่งพยานของโจทก์เป็นเพียงบุคคลธรรมดามิใช่ผู้มีวิชาชีพอย่างเช่นจำเลย ดังนั้นเพื่อความถูกต้องและเป็นธรรม จึงฟังพยานหลักฐานในทางที่เป็นกลางและ หรือเป็นพยานร่วมกันของคู่ความตามสำนวนเอกสารหมาย จ. ๑๓, ล. ๖, ล. ๗, ล. ๙, ล. ๑๑, ล. ๑๓, ล. ๑๕ และ ล. ๑๖ ในความประเด็นนี้ได้ความจากจำเลยที่ ๒ เบิกความยืนยันว่า ขณะที่พยานปฎิบัติหน้าที่แพทย์เวรในวันที่ ๒๔ เวลาประมาณ ๒๔ นาฬิกา ผู้ตายมีอาการปวดศีรษะทางพยาบาลโทรศัพท์ขอคำปรึกษา พยานจึงดูรายการรักษาทางเวชระเบียนโดยมิได้ไปดูอาการเจ็บป่วยของผู้ตาย จึงเจือสมกับทางนำสืบของโทจก์ที่นางสาวกุหลาบเบิกคววามไว้ต่อศาลและจำเลยที่ ๒ ยังให้การอีกว่า พบว่าก่อนหน้านี้จำเลยที่ ๑ ได้ใช้ยาแพทิดิน (pethidin) อันเป็นยาแก้ปวดขนิดแรง มีลักษณะเป็นยาเสพติด โดยวิธีฉีดเข้าเส้นให้แก่ผู้ตายมาแล้ว ๓ ครั้ง หรือทุก ๔ ชั่วโมง ครั้งละ ๕๐ มิลลิกรัม ซึ่งยาดังกล่าวจำเลยที่ ๒ ยังเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า มีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจ แต่โดยหลักแล้วจะกดระบบการหายใจมากกว่า และความในข้อนี้จำเลยที่ ๒ ยังเบิกความว่า เมื่อได้รับแจ้งเกี่ยวกับความวิตกกังวลเรื่องการให้ยาแก่ผู้ตายจากพยาบาลแล้ ว จึงให้ความระมัดระวังมากขึ้นไปอีก เนื่องจากเห็นว่ายาแพทิดิน (pethidin)เป็นยาเสพติด อาจมีผลข้างเคียงต่อผู้ตาย ต้องเอาใจใส่ดูแล แต่กลับได้ความว่าจำเลยที่ ๒ ไม่เคยไปดูแลอาการเจ็บป่วยของผู้ตายแต่อย่างใด อันผิดวิสัยของแพทย์ที่จะต้องกระทำเพื่อให้ผู้ป่วยหายหรือมีชีวิตรอดอยู่ จากการที่จำเลยที่ ๒ ไม่ไปดูอาการเจ็บป่วย ด้วยตนเองอันผิดหน้าที่ของแพทย์แล้ว ยังกลับสั่งยาทรามอล ซึ่งเป็นยาแก้ปวดที่ให้ความรุนแรงน้อยกว่าฉีดเข้าเส้นและเวลาต่อมาสั่งให้ฉี ดยาแวเลี่ยม อันเป็นยานอนหลับหรือยาสงบประสาทเข้าเส้นให้แก่ผู้ตายอีก จึงนับว่าจำเลยที่ ๒ กะทำผิดวิสัยของแพทย์ที่มีหน้าที่ดูแลรักษาผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลของตนจึ งเป็นการกระทำโดยประมาทจริงตามฟ้อง
ส่วนจำเลยที่ ๑ นั้นได้ความจากจำเลยที่ ๒ เบิกความยืนยันต่อศาลว่ายาแพทิดิน(pethidin) นั้นเป็นยาแก้ปวดชนิดรุนแรงและมีลักษณะเป็นยาเสพติด ออกฤทธิ์กระตุ้นหัวใจ โดยหลักแล้วจะกดระบบการหายใจ ซึ่งหากจำเลยที่ ๑ ใช้ความระวังอย่างเยี่ยงแพทย์ผู้มีวิชาชีพซึ่งมีความรู้ ความชำนาญในเรื่องยาและวิธีรักษาหรือการใช้ยาแล้ว ย่อมรู้ทันทีว่า เมื่อให้ยาครั้งแรก ๕๐ มิลิกรัม ภายใน ๔ ชั่วโมงไม่หายปวดศีรษะหรือให้ยานอนหลับ โคมิคุ่ม ๕ มิลลิกรัม โดยฉีดเข้าเส้นแล้วไม่หายปวดศีรษะหรือไม่หายเครียดแพทย์จะต้องรู้มีข้อผิดสั งเกตรู้ได้ทันทีว่า ผู้ป่วยหรือผู้ตายมิได้มีอาการปวดศีรษะอย่างธรรมดาหรือเป็นโรคเครียดแต่อย่า งใดก็ได้ จำเลยที่ ๑ ในฐานะแพทย์เจ้าของไข้จะต้องหาวิธีรักษาและวินิจฉัยโรคมากกว่าสั้งให้พยาบาล ฉีดยาหรือให้ยาแก่ผู้ตายเป็นระยะ ๆ ตามกำหนดเวลา และหรือนำยามาให้ผู้ตายรับประทานตามรายการเอกสารหมาย ล. ๙ หรือ จ. ๑๓ การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงนับว่า ประมาทมืได้ใช้ความระมัดระวังอย่างวิสัยแพทย์เจ้าของไข้ตามสมควรแก่พฤติการณ ์ ซึ่งแพทย์ทั่ว ๆ ไป ย่อมทราบเป็นอย่างดีว่าผู้ป่วยหากปวดศีรษะธรรมดา ย่อมรับประทานยาหรือฉีดยาแก้ปวดเข้าเส้น อาการดังกล่าวย่อมหายไป แต่กลับได้ความจากรายการฉีดยาเข้าเส้นหรือทางสายน้ำเกลือ หมาย ล. ๙ และการให้ยารับประทานตามหมาย ล. ๙ ดังกล่าว ปีปริมาณมากเกินพอที่ผู้ป่วยซึ่งปวดศีรษะธรรมดาจะรับได้อันเป็นพยานหลักฐานอ ันสำคัญที่ผูกมัดจำเลยและเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ อนึ่งจากคำเบิกความของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ นั้น วางแนวทางรักษาอาการปวดศีรษะเนื่องจากความเครียดของผู้ตายเพียงอย่างเดียว น่าจะขัดกับใบรายงานอาการคนไข้เอกสารหมาย ล. ๑๕ ซึ่งตรงกับสำเนาหมาย จ. ๑๓ ที่ทางฝ่ายจำเลยทำขึ้น ระบุอาการของผู้ตายตั้งแต่วันที่ ๒๓ จนกระทั่งวันที่ ๒๔ ไม่มีอาการดีขึ้น เพียงแตทุเลาอาการเจ็บปวยลงเนื่องจากฤทธิ์ยาเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มิได้หาสาเหตุแห่งการเจ็บปวยหรือเหตุแห่งการปวดศีรษะอย่างรุนแรงจากหน้าฝากท ะลุท้ายทอย จึงนับว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ มิใช้ความระมัดระวังในการรักษาผู้ป่วยอย่างวิชาชีพอันแพทย์ทั่วไปพึงมีตามวิ สัยและพฤติการณ์เช่นนั้น จำเลยที่ ๑ ที่ ๒จึงกระทำผิดตามฟ้อง ประเด็นต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เมื่อจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นเพียงพยาบาลมีหน้าที่ดูแลผู้ป่วย เป็นผู้ตรวจสภาพปกติทั่วไปและสัญญาณชีพของผู้ป่วยที่พักรักษาอยู่ในโรงพยาบา ลของจำเลยที่ ๕ เพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยรักษาอาการของแพทย์และเพื่อประโยชน์ในการรักษาพย าบาลรวมทั้งวิธีการให้ยาแก่ผู้ป่วยตามหลักวิชาการทางพยาบาลและตามคำสั่งของแ พทย์ โดยเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ ๓ นั้น จากใบรายงานอาการคนไข้เอกสารหมาย ล. ๑๕ หรือสำเนาหมาย จ. ๑๓ ประกอบกับคำพยานของโจทก์แล้ว ไม่มีพยานหลักฐานใดที่ยืนยันแน่ชัดได้ว่าจำเลยที่ ๓ มีส่วนประมาทหรือขาดความระมัดระวังในหน้าที่ คงมีแต่นางสาวกุหลาบ เบิกความยืนยันว่าเวลาประมาณ ๕ นาฬิกา ของวันที่ ๒๕ ขณะพยาบาลนอนหลับได้ยินเสียงของจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ เข้ามาที่ห้องเกิดเหตุพร้อมร้องโวยวายว่าผู้ตายถึงแก่ความตายเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ ๓ ออกเวรหรือพ้นหน้าที่ไปแล้ว เพียงเท่านี้ยังฟังไม่ได้ว่ากระทำโดยประมาท ส่วนจำเลยที่ ๔ นั้นอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความยืนยันว่าหลังจากพยานรับมอบเวรแล้ว เวลาประมาณ ๒ นาฬิกา ไปตรวจรักษาผู้ตายอีกครั้งหนึ่งโดยตรวจวัดสัญญาณชีพ ประกอบด้วยอัตราการหายใจ การเต้นของชีพจร การไหลเวียนของน้ำเกลือพบว่าปกติและในเวลา ๓ นาฬิกาก็ไปตรวจผู้ตายอีกครั้งพบว่าผู้ตายนอนหลับหันหลังให้ทางประตูออกจึงไม ่ไปตรวจชีพจร แต่ตรวจการนับหายใจอย่างเดียว ซึ่งไม่ตรงกับใบรายงานอาการคนไข้ที่ระบุว่าเวลา ๒ นาฬิกาของวันที่ ๒๕ ผู้ตายมีอาการกระสับกระส่ายนี้นางสาวกุหลาบพยานโจทก์ก็ให้การยืนยันไว้ จึงทำให้คำเบิกความของจำเลยที่ ๔ นั้นขัดกับใบรายงานอาการคนไข้ ไม่น่าเชื่อถือ เชื่อว่าใบรายงานคนไข้นั้นทำขึ้นตรงความจริงในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ ๔ เมื่อจำเลยที่ ๔พบว่าผู้ตายมีอาการกระสับกระส่าย โดยวิชาชีพพยาบาลย่อมรู้ทันทีว่าก่อนหน้านี้ผู้ตายเจ็บป่วยมีอาการเช่นไรและ ได้รับยาอะไรเข้าสู่ร่างกายไปป้าง เมื่อเห็นผิดปกติเช่นนี้ตามวิชาชีพพยาบาลจะต้องแจ้งให้แพทย์เจ้าของไข้หรือผ ู้บริหารของจำเลยที่ ๕ ทราบทันทีเพื่อหาทางรักษาหรือเยียวยาให้ถูกต้องแต่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๔ ไม่ได้แจ้งให้ผู้มีอำนาจหรือแพทย์เจ้าของไข้ทราบจึงถือได้ว่าจำเลยที่ ๔ มิได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเช่นพยาบาลผู้มีวิชาชีพอันพึงมีตามวิสัยและพฤติ การณ์จำเลยที่ ๔ จึงมีความผิดตามฟ้อง
อนึ่ง การที่ทางฝ่ายจำเลยต้องการชันสูตรพลิกศพเพื่อหาเหตุแห่งการตายก็เป็น คนละขั้นตอนกับหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ ในขณะที่ผู้ตายยังเจ็บป่วยอยู่ในความดูแลของจำเลย แม้จะหาสาเหตุแห่งการตายได้ก็ไม่อาจปฏิเสธ หน้าที่ของแพทย์และพยาบาลได้ตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่อง ๆ ไป
สำหรับจำเลยที่ ๕ นั้นเป็นนิติบุคคล โจทก์มิได้นำสืบหรือนำพยานหลักฐานใดยืนยันว่าจำเลยที่ ๕ มีส่วนประมาทเพียงใดหรือใช้วิธีการอย่างใด เพียงแต่จำเลยที่ ๕ เป็นนายจ้างของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ เท่านั้น ซึ่งเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวความผิดรับผิดในทางแพ่ง จำเลยที่ ๕ จึงไม่จำต้องรับโทษในทางอาญา
อนึ่ง ส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๐๗ล ๓๐๘ ฐานทอดทิ้งคนป่วยเจ็บจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายนั้น โจทก์จะต้องนำสืบให้ศาลเห็นว่า จำเลยมีเจตนาจงใจทอดทิ้งอย่างไร เมื่อโจทก์ไม่นำพยานมาสืบทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ในขอหานี้ไม่มีน้ำหนักรับ ฟัง คดีไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของจำเลยอีกต่อไป ทั้งความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยสภาพของการกระทำผิด ไม่อาจมีตัวการร่วมกระทำความผิดได้

พิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙๑ ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุกจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ คนละ ๔ ปี เมื่อพิเคราะห์ความรับผิดของจำเลยที่ ๔ ซึ่งน้อยกว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จึงให้จำคุกจำเลยที่ ๔ มีกำหนด ๑ ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ส่วนที่ ๓ และที่ ๕ ให้ยกฟ้อง
โดย: นี่ก็เป็นตัวอย่างทีดี [9 ส.ค. 53] ( IP A:58.8.9.118 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   ชาวบ้าน 11 ราย ที่ไปผ่าต้อกระจกที่ รพ ศูนย์ขอนแก่น แล้วเกิดการติดเชื้อตาบอด ทุกรายได้รับการชดเชยอย่างรวดเร็วโดย ม 41

ใน รอบ 3 ปี จว ผม มี 30 เคส ที่ได้รับการเยียวยา โดย ม 41 ทุกคนพึงพอใจ ไม่มีใครไปร้องเรียน หรือ ร้องสื่อ หรือฟ้องศาลต่อ

ควรนำ ม41 มาปรับปรุง เพิ่มเพดานเงิน ให้ครอบคลุม ทุกสิทธิ ดีกว่าเปิดกองใหม่ ให้ใครบางคนมาถลุงเล่น
โดย: ม 41 ไม่ดีตรงไหน [9 ส.ค. 53 7:22] ( IP A:58.8.198.130 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
   อย่างทำลูกเขาพิการนี่ มาตรา 41 ให้แปดหมื่น ไม่นับค่าช่องคลอดแม่ฉีกกระจุย ค่านม ยังไม่พอเลย
ดังนั้น คนไข้เขาลงขันช่วยกันเอง ใครเสียหายก็มาเอาไปตามจริง แบบนี้แล้วหมอเสือกอะไรก็เงินเขาเขาจ่ายค่ารักษาเพื่มอีก 1-3 % ใครเสียหายมากก็ได้มาก ใครเสียหายน้อยก็ได้น้อย ถามว่าหมอจะไปยุ่งกับการลงขันเขาทำไม เงินก็เงินเขา
โดย: บื้อเอ้ย [9 ส.ค. 53 10:09] ( IP A:58.8.9.118 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
   ชาวบ้านเขาไม่ได้พอใจเรื่องเงิน เขาโอเคที่คุณพูดจาประสาคน ไม่ใช่อยากได้ให้ไปฟ้อง
โดย: ฟฟ [9 ส.ค. 53 10:10] ( IP A:58.8.9.118 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
   หรือยกตัวอย่างให้ใกล้ตัวหน่อย เช่นว่า พขร ขสมก เมาเหล้า ขับรถเมล์ไปชนตึกที่จอดรถ รพ รามา ไฟไหม้ไป 30 คัน มีรถกระจอกชาวบ้านโตโยต้าเก่าๆ ราคา 5 แสน 10 คัน รถคนไข้ไม่รวยมากแต่ใหม่หน่อย ราคา 8 แสน 10 คัน และมีรถหมอราคา 2 ล้าน 10 คัน ขสมก ก็จ่ายตามมาตรา 41 ให้คนละสองแสนก่อนเปล่าๆ ไปเช่ารถใช้ หรือนั่งแท็กซี่ แล้วใครอยากฟ้องเอากี่ตังค์ก็ค่อยไปฟ้องเอา พวกหมอจะรับสองแสนแล้วไม่ฟ้องไหมละ ยิ่งถ้า ขสมก ปากเสียท้าตีท้ายต่อย ไม่มีมูล พขร ไม่ได้เมา ฯลฯ รับรองได้ มีปัญหาแน่
โดย: ฟฟ [9 ส.ค. 53 10:26] ( IP A:58.8.9.118 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
   ความเห็น 9 นี่คลินิกใหญ่โตอย่าแกล้งโง่(หรือโง่จริง)

แล้วมันเหมือนกันไหม กรณีขับรถไปชน รพ.รามา กับการรักษาคนไข้
กูรู้ว่ามึงเข้าใจ ไม่ต้องมาแกล้งโง่หรือโง่จริง เพราะกูไม่ฟังทั้งนั้น
โดย: เรื่องแกล้งโง่ บางคนฉลาด [9 ส.ค. 53 15:30] ( IP A:58.8.134.194 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
   ตัวอย่างเพียงแต่ทำให้เห็นว่า เวลาใช้ค่าเสียหายหลักอยู่ที่ไหน
แต่ขับรถก็ต้องไม่ประมาทเหมือนหมอรักษาคนไข้ ขืนขับซิ่งแซงไปแซงมา หรือเมาเหล้าแล้วมาขับรถ เวลาเสียหายก็ต้องใช้
ก็เหมือนหมอ เวลารักษาคนไข้ ขนาดพยาบาลตามแล้วตามอีก ดันสั่งการรักษาทางโทรศัพท์ มีปัญหาก็รับผิดชอบเอง
บางอย่างสั่งทางโทรศัพท์ได้ แต่บางอย่างไม่ได้ โดยเฉพาะหากคนไข้อาการแย่ลง ต้องมาดูเอง สั่งได้แต่เมื่อว่างแล้วต้องรีบมาดู
โดย: ไม่ได้โง่หรือ ฉลาดเกินไปหลอกไม่ได้เท่านั้นเอง [9 ส.ค. 53 16:07] ( IP A:58.11.88.105 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
   มีความรู้สึกว่า แพทย์กลุ่มนี้ไม่มีเหตุผล ชาวบ้านเดือดร้อนไปขอพึ่งพาก็ไม่ให้ความเป็นธรรมกับเขา พอเขาจะมีพรบ.ให้เป็นที่พึ่งใหม่ก็ขัดขวางทุกวิถีทาง

กฎหมายจะเข้าสภา ก็บอกขอตั้งกรรมการคุย
พอตั้งกรรมการคุย ก็บอกไม่พอใจมีคนมาด่า ขอคุยกันเองก่อน
พอให้คุยกันเองก่อน ก็บอกว่าให้ล้ม กฎหมายเก่าดีอยู่แล้ว

ตกลงพวกคุณไม่พอใจอะไรกันแน่
หรือที่เขาลือว่าพวกที่เคยโกงภาษีแผ่นดิน รายงานรายได้ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หรือพวกผอ.รพ.รัฐที่เคยมีนอกมีใน จะถูกตรวจสอบมากขึ้นนั้นเป็นเรื่องจริง

เพราะนั่งมอง นอนมอง ตีลังกามองกฎหมายฉบับนี้แล้ว มันมีแต่ข้อดีกับข้อดีไม่มีเสียเลย แล้วทำไมถึงร้อนตัวกันมาก ฟาดหัวฟาดหางให้ร้ายคนโน้นคนนี้ แตกประเด็นไปเรื่อย

ตกลงคือเรื่องกลัวการตรวจสอบใช่ไหม
โดย: พรบ.จับโจร [9 ส.ค. 53 20:41] ( IP A:58.9.201.55 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
   อย่างทำลูกเขาพิการนี่ มาตรา 41 ให้แปดหมื่น ไม่นับค่าช่องคลอดแม่ฉีกกระจุย ค่านม ยังไม่พอเลย
ดังนั้น คนไข้เขาลงขันช่วยกันเอง ใครเสียหายก็มาเอาไปตามจริง แบบนี้แล้วหมอเสือกอะไรก็เงินเขาเขาจ่ายค่ารักษาเพื่มอีก 1-3 % ใครเสียหายมากก็ได้มาก ใครเสียหายน้อยก็ได้น้อย ถามว่าหมอจะไปยุ่งกับการลงขันเขาทำไม เงินก็เงินเขา
โดย: บื้อเอ้ย [9 ส.ค. 53 10:09> ( IP A:58.8.9.118 X: )
=====================================
ก้อเค้าบอกจะเพิ่มเพดานเงินดีกว่างัย
โดย: เมิงอ่ะบื้อ [12 ส.ค. 53] ( IP A:58.64.31.242 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน