จริงและไม่จริง ตอบข้อสงสัยใน พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข
   จริงและไม่จริง

ตอบข้อสงสัยใน พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข

· เมื่อมีพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขจะทำให้เกิดการฟ้องร้องแพทย์มากขึ้นมาก

ไม่จริง ความจริงก็คือ พรบ.นี้ใช้หลักการเดียวกับมาตรา 41 ใน พรบ.หลักประกันสุขภาพซึ่งพิสูจน์มาเป็นเวลากว่า 6 ปีแล้วว่าสามารถลดการฟ้องร้องแพทย์และบุคคลากรการแพทย์ และช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของผู้เสียหาย เพียงแต่ว่ามาตรา 41 เยียวยาเฉพาะผู้เสียหายที่ใช้บัตรทองที่มีอยู่ประมาณ 47 ล้านคน ฉะนั้น พรบ.ฉบับนี้จึงจะขยายการคุ้มครองเยียวยาไปให้ครบ 65 ล้านคนที่เหลือที่ใช้สิทธิประกันสังคม, สวัสดิการข้าราชการ และคนที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลด้วยตัวเอง

· แพทย์และบุคลากรสาธารณสุขจำนวนมากพึงพอใจกับขบวนการเยียวยาตามมาตรา 41 ที่ให้กับผู้ป่วยที่ใช้บัตรทอง

จริง หลังจากที่มาตรา 41 ใน พรบ.หลักประกันสุขภาพประกาศใช้มากว่า 6 ปี แพทย์ที่ทำการรักษาคนไข้บัตรทอง สามารถวางใจได้ว่า หากเกิดความผิดพลาดเสียหาย คนป่วยจะได้รับการชดเชยเยียวยาอย่างทันท่วงที ในขณะที่ตัวแพทย์และบุคคลากรการแพทย์ไม่จำเป็นต้องอยู่ในขบวนการหาคนผิดมาลงโทษ หรือเสี่ยงต่อการถูกสอบสวนดำเนินคดี แต่ที่ผ่านมา เป็นเฉพาะกรณีผู้ป่วยที่ใช้บัตรทองเท่านั้น หากเป็นผู้ป่วยที่อยู่นอกระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ยังไม่มีกลไกเยียวยาใดๆอย่างเป็นระบบ

· พรบ.นี้จะทำให้มีผู้ฉวยโอกาสมาขอเงินชดเชยเยียวยามากมาย ขณะที่สถานบริการสาธารณสุขต้องหาเงินมาเข้ากองทุน

ไม่จริง ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ผู้เสียหายต้องเอาชีวิตของตนเอง ความพิการ และการเป็นโรคที่ไม่ต้องการมาแลกกับเงินชดเชย การฉวยโอกาสนั้นเป็นไปไม่ได้ แม้ประสบการณ์ในประเทศสวีเดน และฟินแลนด์ที่มีการนำ No Fault Liability law มาใช้ จะพบว่า มีผู้มาขอรับการเยียวยาชดใช้จริง แต่ก็เป็นกรณีที่มีความเสียหายจริงๆ การชดเชยเยียวยาจึงเป็นสิ่งที่เป็นธรรมต่อผู้เสียหาย โดยไม่ต้องไปฟ้องร้องเอาที่ศาล ไม่สร้างความร้าวฉานในความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และผู้ป่วย ส่วนประสบการณ์ของไทยเอง การใช้มาตรา 41 ของ พรบ.หลักประกันสุขภาพพบว่า มีผู้ได้รับเยียวยาชดเชยเพียง ประมาณ 2,719 คน และกองทุนนี้นอกจากจะไม่ล้มละลายแล้วยังมีเงินเหลือสะสมมากกว่าที่คาดไว้

· ผู้ป่วยที่เกิดความเสียหายจากการรับบริการทางการแพทย์ ส่วนใหญ่ไม่ต้องการฟ้องแพทย์หากมีกระบวนการเยียวยาที่น่าพึงพอใจ

จริง กรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า กระบวนการเยียวยาชดเชยต่อความเสียหายในการรับบริการทางการแพทย์สร้างความพีงพอใจให้แก่ผู้เสียหาย คือเหตุการณ์ที่ผู้เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกจำนวน 10 ราย ที่ต้องสูญเสียการมองเห็นจากการติดเชื้อในการรับบริการครั้งนั้น แต่เมื่อผู้เสียหายได้รับการเยียวยาทันท่วงที จึงไม่มีผู้เสียหายรายใดคิดที่จะฟ้องร้องแพทย์และโรงพยาบาล และท้ายที่สุดก็ยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อแพทย์และโรงพยาบาลที่ทำการรักษา

· กองทุนนี้สร้างความเป็นธรรมในสังคมให้มากขึ้น

จริง เพราะอุบัติการณ์ความผิดพลาดทางการแพทย์ เป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ว่าเกิดขึ้นได้ แม้แพทย์จะพยายามรักษาผู้ป่วยอย่างเต็มความสามารถก็ตาม และเมื่อเกิดความเสียหาย ไม่ใช้วิธีเพ่งโทษ เพราะไม่ใช่ความตั้งใจของผู้รักษาที่จะทำให้เกิดความเสียหาย ที่ผู้ป่วยที่ได้รับความเสียหายทุกคนก็ได้รับการเยียวยาด้วยการชดเชย เพราะกองทุนนี้จะดูแลประชาชนทั้ง 65 ล้านคน แต่หากไม่มีกองทุนจาก พรบ.นี้ จะมีคนกว่า 17 ล้านคนไม่ได้รับการดูแลเพราะไม่ได้อยู่ในระบบบัตรทอง

· ไม่มีความจำเป็นที่จะออก พรบ.นี้ เพราะกฎหมายเดิมที่มีอยู่ก็เพียงพอที่จะให้ความเป็นธรรมต่อผู้ได้รับความเสียหายจากการบริการทางการแพทย์

ไม่จริง การเสนอ พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ นี้เกิดจากความล้มเหลวในระบบการให้ความเป็นธรรมในการให้บริการสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องคดีตามกฎหมายแพ่ง หรือการใช้ พรบ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ผู้เสียหายต้องประสบกับอุปสรรคมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพิสูจน์ความผิดพลาดในการบริการสาธารณสุข ทำให้คดีที่ผู้เสียหายฟ้องร้องในศาล แทบไม่เคยได้รับความเป็นธรรมเลย ถึงแม้ปัจจุบันจะมี พรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2550 ช่วยให้การฟ้องคดีได้ง่ายขึ้น เช่น ไม่ต้องใช้ทนาย ไม่ต้องจ่ายค่าวางศาล ผู้เสียหายไม่ต้องพิสูจน์เอง แต่ก็มีผลต่อความสัมพันธ์แพทย์กับผู้ป่วย

ดังที่กล่าวไปแล้ว ทั้งจากประสบการณ์ของไทยและต่างประเทศ แสดงให้เห็นว่า หากผู้เสียหายได้รับการเยียวยา จะทำให้การฟ้องร้องลดน้อยลง หาก พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุขโดนคว่ำ วงการแพทย์และสาธารณสุขจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาฟ้องร้อง ที่สร้างความทุกข์ต่อผู้ปฏิบัติงาน แล้วยังมีการเรียกร้องมูลค่าเงินชดเชยที่สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ขณะที่ผู้ป่วยก็ต้องทนทุกข์ทั้งกายและใจ ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ คือ การมีกลไกเยียวยาที่สร้างความเป็นธรรมให้กับทั้งสองฝ่าย มารองรับอย่างเป็นระบบ ตามหลักการที่ปรากฏในร่าง พรบ.

· พรบ.นี้จะไปเบียดบังงบประมาณตามสถานพยาบาลทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานพยาบาลสำหรับประชาชน ทำให้ยาในโรงพยาบาลขาดแคลนหรือไม่มีคุณภาพ

ไม่จริง ความจริงคืองบประมาณกองทุนที่ได้มานั้น มาจากกองทุนในมาตรา 41 และเงินสมทบจากสถานพยาบาลเอกชนเป็นเบี้ยสมทบ เป็นหลักการเดียวกับการประกันความเสี่ยง ดีกว่าการจ่ายความเสียหายเป็นรายกรณี ส่วนโรงพยาบาลรัฐ กองทุนจะขอสมทบปีต่อปีจากรัฐบาล ดังนั้น โรงพยาบาลแต่ละแห่งจะไม่ต้องเสียซ้ำเสียซ้อน

· มีตัวแทน NGO มากกว่าตัวแทนแพทย์ในคณะกรรมการพิจารณาเยียวยาช่วยเหลือ

ไม่จริง ในมาตรา 7 กำหนดว่ามีตัวแทนภาคประชาชนเพียง 3 คน กรรมการที่เหลือ ส่วนมากมีอาชีพเดิมและอาชีพปัจจุบันเป็นแพทย์ประมาณ 5 คน คือ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (ซึ่งเป็นแพทย์มาตลอด) อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสาธารณสุข (ซึ่งก็เป็นแพทย์) ตัวแทนสถานพยาบาล (ซึ่งน่าจะเป็นแพทย์ที่จะมาเป็นตัวแทน) จึงเห็นได้ว่าผู้มีความเชี่ยวชาญทางสาธารณสุขมีจำนวนมากกว่ากลุ่มประชาชนในทุกคณะกรรมการและอนุกรรมการ หากต้องการให้มีตัวแทนสภาวิชาชีพในคณะกรรมการก็สามารถเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงได้ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมธิการในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยไม่จำเป็นต้องล้ม พรบ.ทั้งฉบับ ดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้

· คนไข้ได้เงินสองต่อ โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าเกิดจากความเสียหายทางการแพทย์หรือเนื่องมาจากโรคที่เป็นอยู่

ไม่จริง คนไข้ที่จะได้รับการช่วยเหลือเบื้องต้นนั้น ต้องเป็นคนไข้ที่ได้รับความเสียหายจากการบริการทางการแพทย์เท่านั้น การช่วยเหลือเบื้องต้นเป็นไปเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดความขัดแย้งโดยเร็วที่อาจนำไปสู่การฟ้องร้อง ซึ่งการชดเชยเพิ่มเติมจะมีได้ต่อเมื่อมีการพิจารณาเห็นถึงความเสียหายและความจำเป็นที่เกิดขึ้นเท่านั้น

· ได้เงินแล้ว คนไข้ยังมีสิทธิฟ้องหมอได้อีก

จริงและไม่จริง

จริง ในประเด็นที่ว่าสิทธิการฟ้องร้องเป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคนที่ไม่มีกฎหมายไหนรอนสิทธินี้ได้

ไม่จริง ทางปฎิบัติ ในประเด็นที่ว่าผู้เสียหายน่าจะนำเรื่องไปสู่ศาลอีก ประการแรก มีโอกาสน้อยมากหรือแทบจะไม่มีเพราะหลังจากรับเงินชดเชยจะต้องทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 33 ประการที่สอง ในมาตรา 34 กำหนดไว้ว่า หากผู้เสียหายนำเรื่องไปฟ้องศาลก็ไม่สามารถกลับมารับการเยียวยาตาม พรบ.นี้อีก ซึ่งทำให้ผู้เสียหายต้องเลือกระหว่างกระบวนการเยียวยาที่รวดเร็ว ไม่มีค่าใช้จ่าย กับกระบวนการศาลที่อาจใช้เวลาหลายๆ ปี กับค่าใช้จ่ายจำนวนมาก

· หมอที่ทำงานหนักเพื่อรักษาประชาชน ไม่ได้รับความเป็นธรรมจาก พรบ.นี้

ไม่จริง พรบ.นี้เป็นกฎหมายที่ไม่มีการหาคนผิด หรือ การกล่าวโทษ แต่เป็นพรบ.ที่ยอมรับว่า ความผิดพลาดทางการบริการทางการแพทย์เกิดขึ้นได้โดยไม่มีเจตนา แต่เมื่อมีความผิดพลาดก็ควรมีการเยียวยาต่อผู้เสียหายโดยให้รัฐกับสถานพยาบาลมาช่วยกันเฉลี่ยความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่อาจเกิดที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ แพทย์และบุคลากรที่ทำการรักษาไม่ต้องรับผิดต่อความเสียหาย หรือต่อวิชาชีพ จึงสามารถดูแลคนไข้อื่นๆ ต่อไปอย่างเต็มความสามารถโดยไม่ต้องกังวลต่อกรณีฟ้องร้อง หรือกรณีหาเงินมาชดเชยต่อผู้เสียหาย

ที่สำคัญก็คือในมาตรา 45 มีการกำหนดให้อำนาจศาลพิจารณาละเว้นโทษให้แก่แพทย์หรือบุคคลากรการแพทย์หากมีการนำเรื่องไปฟ้องอาญา ซึ่งการละเว้นโทษขนาดนี้ ไม่ค่อยมีปรากฏในกฎหมายอื่นๆ ซึ่งถือว่าเป็นการปกป้องและให้ประโยชน์แก่แพทย์และบุคคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานเพื่อประชาชน

· ผู้ร่วมร่าง พรบ.นี้เป็นผู้ที่เคยฟ้องร้องหมอมาก่อน ฉะนั้น พรบ.นี้ทำเพื่อการฟ้องร้องหมอ

จริงและไม่จริง


จริง ที่ผู้ร่วมร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ที่เป็นร่างของประชาชน ร่างโดยผู้ที่เคยฟ้องร้องหมอ แต่ร่าง พรบ.ของประชาชน ไม่ใช่ร่างหลักที่กำลังจะเข้าสู่สภา เพราะร่างกฎหมายที่กำลังจะเข้าเป็นร่างของ ครม. ที่ผ่านกฤษฏีกา ที่กลุ่มประชาชนได้ร่วมออกความเห็น พร้อมๆ กับตัวแทนแพทยสภา และตัวแทนองค์กรอื่นๆ

ไม่จริง ตรงที่ว่าที่บุคคลที่เคยฟ้องแพทย์มาร่าง พรบ.นี้เพื่อเพิ่มการฟ้องร้องแพทย์ ตรงกันข้าม การร่าง พรบ.นี้ ทำไปเพื่อลดการฟ้องร้องแพทย์และหาทางออกที่เป็นธรรมให้แก่ผู้เสียหาย โดยผ่านการศึกษาและวิจัย ทั้งประสบการณ์ในต่างประเทศและของไทย

ในอดีตขบวนการขึ้นสู่ศาลต่างๆ สร้างความทุกข์และมีค่าใช้จ่ายให้แก่แพทย์และผู้เสียหายอย่างมากมาย โดยแทบไม่มีใครได้ประโยชน์กับการฟ้องร้อง จึงเห็นว่า พรบ.นี้น่าจะเป็นกลไกแก้ไขปัญหานี้ได้ดีที่สุด

· กองทุนนี้ท้ายที่สุดจะทำให้ประเทศล่มจมเพราะจะมีคนเรียกร้องค่าชดเชยจนไม่มีงบเพียงพอที่จะดูแลกองทุน

ไม่จริง การกำหนดให้มีการบริหารจัดการกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ คณะกรรมการกองทุนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้มีส่วนได้เสีย ต้องกำหนดการจ่ายเงินให้เหมาะสมกับกองทุนที่มี เช่น การกำหนดเพดานการจ่ายชดเชยเยียวยาที่จะช่วยทำให้ควบคุมการใช้จ่ายของกองทุนได้ โดยมีกรณีประสบการณ์จาก ม.๔๑ ของ พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่บริหารได้มีประสิทธิภาพ

· สถานพยาบาลที่ดีมีคุณภาพไม่ควรต้องนำเงินไปช่วยสถานพยาบาลที่ด้อยคุณภาพที่มีความเสี่ยงต่อการสร้างความเสียหาย


จริงและไม่จริง

จริง แต่หลักการการเฉลี่ยความเสี่ยงทำให้ทุกสถานพยาบาลมีความมั่นใจว่า หากมีความเสียหายที่เป็นเหตุสุดวิสัย ก็ยังมีกองทุนที่มาเยียวยาช่วยเหลือทันที โดยไม่ต้องควักเงินตนเองออกมาโดยไม่จำเป็น

ไม่จริง การจ่ายเงินสมทบของสถานพยาบาลคำนึงถึงความถี่หรือความรุนแรงของการเกิดความเสียหาย ดังนั้นหากเกิดความเสียหายน้อยก็จะถูกสมทบน้อยลง

· แพทย์ พยาบาล และบุคลากรผู้ให้บริการสาธารณสุขอื่นๆ ก็ได้ประโยชน์โดยตรงจาก พรบ.นี้

จริง เนื่องจาก พรบ.นี้ชดเชยเยียวยาให้แก่ผู้ใดก็ตามที่อยู่ในกระบวนการการให้บริการสาธารณสุข ซึ่งรวมทั้งแพทย์ พยาบาล และบุคลากร ด้วย เช่น หากมีป่วยจากการติดเชื้อโรคเพราะให้การรักษาพยาบาลกับผู้ป่วย หรืออุบัติเหตุอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ก็สามารถเรียกร้องการเยียวยาจากกองทุนได้

· แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์จะค่อยๆ ทยอยลาออกจากงานเพราะแรงกดดันของ พรบ.

ไม่จริง ผลของ พรบ.จะทำให้แพทย์และพยาบาลทำงานอย่างสบายใจขึ้น เพราะหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ผู้ป่วยได้รับการเยียวยาทันที ไม่มาร้องเรียนกดดันแพทย์อย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เมื่อไม่จำเป็นต้องหาคนผิดหรือหาคนจ่ายค่าชดเชย จะทำให้แพทย์และคนไข้มีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น ไม่ต้องมาเผชิญหน้า หรือหนีหน้ากัน อย่างที่เคยเกิดขึ้น จะทำให้แพทย์และบุคลากรมีเกราะป้องกัน ในขณะที่ผู้ป่วยมีกองทุนรองรับบรรเทาความเดือดร้อน

· แพทย์สภาจะหมดความหมาย


จริงและไม่จริง

จริง ในประเด็นการรับเรื่องร้องเรียน เพราะประชาชนจะร้องเรียนกับแพทยสภาน้อยลง แต่ไม่ได้หมดความหมาย

ไม่จริง แพทยสภาจะไม่หมดความหมาย เพราะแพทยสภาคือสภาวิชาชีพ ที่มีหน้าที่หลักในการทำให้วิชาชีพมีจริยธรรม และควบคุมกำกับจรรยาบรรณผู้ประกอบวิชาชีพ เหล่านี้ยังเป็นหน้าที่หลักของแพทยสภา และแพทยสภายังมีภารกิจอีกมาก เช่น ควบคุมคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาแพทย์เป็นต้น
โดย: .. [9 ส.ค. 53 21:13] ( IP A:124.121.135.190 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ถ้าไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิด จริงดังที่ว่า ทำไม ถ้า รพ โดนร้อง และกองทุนก็จ่าย แล้วทำไมปีหน้า ต้องจ่ายเบี้ยเพิ่ม ก็ในเมื่อ หมอหรือ รพ ไม่ถูกและก็ไม่ผิด จ่ายเบี้ยเพิ่มทำไม ถ้าจ่ายเบี้ยเพิ่มก็แสดงว่าผิด ซิ

แบบนี้เค้าชี้ผิด โดย ไม่ต้องพิสูจน์มากกว่า แต่ผิดนี้ไม่ต้องรับโทษอาญา แต่เป็นโทษปรับเป็นเงินที่ รพ ต้องจ่ายเบี้ยเพิ่มนั่นเอง

สัดส่วนกรรมการ ก็ไม่ใช้บุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ แต่ใช้บุคคลากรที่แทบจะไม่มีความรู้ทางการแพทย์ (มีบุคคลากร สา'สุข เป็นส่วนน้อย ตัวแทนจาก สา'สุขก็มีตั้ง 7 สายงาน) แล้วยังมาชี้ผิดโดยการโหวต โดยไม่อิงหลักวิชาการอีกต่างหาก
โดย: พรบ ชั่วๆ [9 ส.ค. 53 21:52] ( IP A:182.52.126.191 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   พรบ มันดี แต่ก็มีคนเรียก พรบ ชั่ว พรบ โจร เราก็ไม่ว่า ก็เหมาะกับซ่องโจร
ส่วนการตัดสิน เขาใช้คนดี ไม่ใช่คนมีความรู้ เพราะความรู้สอบถามกันได้ อยากรู้เรื่องแพทย์ ก็สอบถามแพทยสภา แต่ก็ไม่ต้องเชื่อ ต้องถามอีกฝ่าย ว่ามีหมอ มีหลักฐานที่ดีกว่าไหม แล้วก็ตัดสินไปตามหลักฐานที่ดีกว่าที่มีเหตุผลกว่า ไม่ใช่แพทยสภาชี้ว่าไม่มีมูลแล้วก็ต้องเป็นไปตามนั้น การพยายามกระเสือกกระสนเข้าไปเป็นกรรมการโดยที่คนเขาไม่ต้องการเป็นเรื่องน่าละอาย และควรได้คิดว่าทำไมเขาจึงไม่เอาเรา หรือเป็นเพราะผลงานในอดีตเราไม่เข้าตาเขา ต้องคิดแล้วกลับไปปรับปรุงตัว ดีว่ามาด่าเขาว่า พรบ ชั่วๆ หรือเถียงหน้าด้านๆว่าตัดสินโดขไม่ใช้คนที่มีความเชียวชาญ ตรรกะมันก็ไม่ได้ การตัดสินเขาฟังเหตุผลสองฝ่ายโต้แย้งกัน ไม่ใช่ใช้บุคคลที่มีความเชี่ยวชาญมาตัดสินอย่างเดียว
โดย: คนชั่วก็คิดชั่วๆ พรบ มันไม่ชั่วหรอก [9 ส.ค. 53 22:02] ( IP A:58.11.88.105 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
    การพยายามกระเสือกกระสนเข้าไปเป็นกรรมการโดยที่คนเขาไม่ต้องการเป็นเรื่องน่าละอาย และควรได้คิดว่าทำไมเขาจึงไม่เอาเรา หรือเป็นเพราะผลงานในอดีตเราไม่เข้าตาเขา ต้องคิดแล้วกลับไปปรับปรุงตัว ดีว่ามาด่าเขาว่า พรบ ชั่วๆ หรือเถียงหน้าด้านๆว่าตัดสินโดขไม่ใช้คนที่มีความเชียวชาญ ตรรกะมันก็ไม่ได้ การตัดสินเขาฟังเหตุผลสองฝ่ายโต้แย้งกัน ไม่ใช่ใช้บุคคลที่มีความเชี่ยวชาญมาตัดสินอย่างเดียว

โอ๊ยยยยยยยยยยยยยย เจ็บแทนจริงเลย
โดย: เจ้าบ้าน [9 ส.ค. 53 23:35] ( IP A:124.121.135.190 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   พรบ เนื้อแท้ มิได้พิสูจน์ถูกผิด แต่แท้จริงแล้วคือ หากมีเรื่องร้องเรียน ให้ชี้ว่าแพทย์และ รพ ผิด โดยไม่ต้องพิสูจน์

แล้วใครคือคนดี คนที่เครือข่ายบอก ทุกคนคือคนดี แต่คนที่หมอบอหว่า ดี เครือข่ายบอกว่าเลวหมดงั้นสิ ตลกขั้นเทพ

บางคนในนี้ก็กำลังกระเสือกกระสนไปเป็นกรรมการกองทุนเหมือนกัน เพราะเตรียมเคสไว้รอเยอะเลย รอแต่ ได้เป็นกรรมการเมื่อไหร่ก็นำมาจ่ายให้พวกพ้องได้
โดย: พรบ โจร [10 ส.ค. 53 6:20] ( IP A:182.52.126.191 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   คนดีหรือเลว เขาวัดกันที่ผลงานในอดีต
คุณดูนายกเมืองไทยในอดีต มีตั้งหลายคน
แต่เวลามีปัญหาทีไร เขาก็เรียกหานายอานันท์ ปันยารชุน ซึ่งอาจจะดีจริงหรือไม่ ก็ต้องพิสูจน์ผลงานอีก แต่ที่ผ่านมาคนก็มองว่าโอเค
ไม่เห็นไปเรียกหานายกคนอื่นๆอีกหลายคน แม้กระทั่งบิ๊กจิ๋วที่ความจริงก็มีผลงาน 66/23 แต่ตอนนี้คนเขามองว่าไม่น่าจะโอเค
พวกสภาวิชาชีพชาวบ้านเขามองกันว่าปกป้องหมอ หลายๆครั้งรับฟังไม่ได้ แม้กระทั้งมีการมาให้ข่าวว่ามีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่ฟ้องคดีอาญาแพทย์ ที่อื่นไม่มี แบบนี้เขาก็ไม่เอาแล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 13 วงเล็บท้ายสุด และมาตรา 16
คนของเครือข่าย หรือของใครๆ ก็มิใช่ว่าจะต้องดีหมด แต่ที่เขากันสภาวิชาชีพ ก็เพราะเขาเห็นผลงานที่ผ่านมา ว่าสร้างปัญหาและความขัดแย้ง ที่ไหนในโลกก็เป็นอย่างนี้ เขาก็ด่ากันทั่วโลก และเวลาออกกฏหมายเขาก็เลยกันออกไป ซึ่งได้ผลดี แล้วถามว่าจะมายุ่งเขาทำไม ก็เงินของเขาช่วยคนของเขาเอง เสือกเรื่องเขาทำไม
ส่วนที่คุณกล่าวหาว่ามีการจะเข้าไปหาผลประโยชน์ คงยาก เพราะหน่วยงานนี้มีหลายอาชีพ หลายฝ่าย คงแดกยาก แต่พวกสภาวิชาชีพต้วดีที่ไม่มีคนนอก คุณกลับไปดูแลกันให้ดีก็แล้วกัน
โดย: พรบ โจร ใช้กับโจร ก็โอเค [10 ส.ค. 53 8:20] ( IP A:58.8.211.134 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
    บางคนในนี้ก็กำลังกระเสือกกระสนไปเป็นกรรมการกองทุนเหมือนกัน เพราะเตรียมเคสไว้รอเยอะเลย รอแต่ ได้เป็นกรรมการเมื่อไหร่ก็นำมาจ่ายให้พวกพ้อง

พูดได้น่าสนใจมาก ใครอยากเป็น "พวกพ้อง"มารับเงินบ้างยกมือขึ้น
โดย: มาไหมหมอ [10 ส.ค. 53 8:21] ( IP A:210.86.181.20 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
    จริง ที่ผู้ร่วมร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ที่เป็นร่างของประชาชน ร่างโดยผู้ที่เคยฟ้องร้องหมอ แต่ร่าง พรบ.ของประชาชน ไม่ใช่ร่างหลักที่กำลังจะเข้าสู่สภา เพราะร่างกฎหมายที่กำลังจะเข้าเป็นร่างของ ครม. ที่ผ่านกฤษฏีกา ที่กลุ่มประชาชนได้ร่วมออกความเห็น พร้อมๆ กับตัวแทนแพทยสภา และตัวแทนองค์กรอื่นๆ
********************************************
ไม่จริง ร่างพรบ.ฉบับบนี้มาจากการเรียกร้องของเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ แล้วทางกระทรวงเป็นผู้มอบหมายให้ สวรส.เป็นผู้วิจัยและจัดทำร่างต้นแบบขึ้นมา ต่อมามีการนำเข้าสุ่การพิจารณาในขั้นคณะกรรมการกฤษฎีกาแห่งชาติจนได้ข้อสรุปเป็นร่างของรัฐบาลส่งเข้าครม. ส่วนร่างที่มีการตัดแต่งในรายละเอียดเป็นอีก 6 ร่างนั้นคือเป็นการที่มีผู้เอาร่างหลักของ สวรส.ไปตัดแปลงให้เข้ากับความต้องการของกลุ่มตน แม้แต่ฉบับภาคประชาชนเองก็มิได้ร่างโดยผู้ที่เคยฟ้องร้องแพทย์ เป็นเพียงแต่เอาฉบับของสวรส.มาปรับเปลี่ยนข้อความบางมาตราเท่านั้น
โดย: เตรือข่ายฯ [10 ส.ค. 53 8:35] ( IP A:210.86.181.20 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   พรบ เนื้อแท้ มิได้พิสูจน์ถูกผิด แต่แท้จริงแล้วคือ หากมีเรื่องร้องเรียน ให้ชี้ว่าแพทย์และ รพ ผิด โดยไม่ต้องพิสูจน์ แต่ความผิดนี้มิได้เอาผิดเอายา แต่เอาเป็นเบี้ยที่เก็บเพิ่มในปีหน้า ซึ่งจริงๆแพทย์และ รพ ไม่ผิดก็ได้ แต่พอดีแพ้โหวต ไม่ได้แพหลักวิชาการ

แม้ไม่ติดคุก แต่ก็ต้องเป็นจำเลย ของสังคม จำเลยของกองทุน โดนตราหน้าว่าทำผิด ต้องไปทำรายงานชี้แจง ต้องทำแนวทางปรับปรุง ซึ่งทางวิชาการบอกว่าไม่ผิด แต่โดนโหวตให้ผิด
โดย: ความเป็นธรรมอยู่ไหน [10 ส.ค. 53 9:31] ( IP A:182.52.122.32 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   พรบ เนื้อแท้ มิได้พิสูจน์ถูกผิด แต่แท้จริงแล้วคือ หากมีเรื่องร้องเรียน ให้ชี้ว่าแพทย์และ รพ ผิด โดยไม่ต้องพิสูจน์ แต่ความผิดนี้มิได้เอาผิดอาญา แต่เอาเป็นเบี้ยที่เก็บเพิ่มในปีหน้า ซึ่งจริงๆแพทย์และ รพ ไม่ผิดก็ได้ แต่พอดีแพ้โหวต ไม่ได้แพหลักวิชาการ

แม้ ไม่ติดคุก แต่ก็ต้องเป็นจำเลย ของสังคม จำเลยของกองทุน โดนตราหน้าว่าทำผิด ต้องไปทำรายงานชี้แจง ต้องทำแนวทางปรับปรุง ซึ่งทางวิชาการบอกว่าไม่ผิด แต่โดนโหวตให้ผิด
โดย: ทำดีไม่ได้ดี [10 ส.ค. 53 9:32] ( IP A:182.52.122.32 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   "อยากรู้เรื่องแพทย์ ก็สอบถามแพทยสภา แต่ก็ไม่ต้องเชื่อ ต้องถามอีกฝ่าย ว่ามีหมอ มีหลักฐานที่ดีกว่าไหม แล้วก็ตัดสินไปตามหลักฐานที่ดีกว่าที่มีเหตุผลกว่า ไม่ใช่แพทยสภาชี้ว่าไม่มีมูลแล้วก็ต้องเป็นไปตามนั้น"

ถุย ถามได้แต่ไม่ต้องเชื่อ คือถ้าแพทยสภาเชาไม่เข้าข้างคุณ ก็ไม่ต้องเชื่อใช่ไหม ไปหาคนที่เขาเข้าช้างคุณแล้วค่อยเชื่อ ทุเรศดีวะ พูดมาได้ไม่อาขฟ้าดิน
โดย: กูเป็นประธานเครือข่ายฯ จะเอาหัวจุ่มชักโครกแล้วกดน้ำสามที [10 ส.ค. 53 11:12] ( IP A:58.8.147.159 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   ในอดีต ก็มีคดีที่แพทยสภาบอกไม่มีมูล แล้วเขาไปโต้แย้ง และฟ้องร้องในศาล ศาลเขาก็ไม่เอากับแพทยสภา คุณก็คงต้องคิดเอาเอง ว่าทำไมศาลไม่เอากับแพทยสภา
อีกคดีหนึ่ง คณะกรรมการสิทธิเขาก็วินิจฉัยว่า แพทยสภาละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
ก็หวังว่าคุณจะเข้าใจว่าแพทยสภาก็ทำผิดได้เหมือนทุกคน ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ
โดย: คุณไมใช่เทวดา [10 ส.ค. 53 12:20] ( IP A:58.8.15.171 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   สิทธิมนุษยชนไม่มีอายุความ สิบเจ็ดปีที่ยังรอคอยของ นางปรียานันท์(ดลพร) ล้อเสริมวัฒนา (อภิปรายนอกสภา)



เมื่อวันพุธ 10 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมงพิจารณารายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เกี่ยวกับกรณีวิบากกรรมอันยาวนานของนางปรียานันท์ (ดลพร) ล้อเสริมวัฒนา ผู้กระเตงลูกชายคนเดียวเรียกร้องหาสิทธิมนุษยธรรมเป็นเวลาถึง 17 ปี ตั้งแต่เป็นทารกแรกเกิดจนเป็นเด็กหนุ่มพิการอยู่ในวันนี้ แต่ถูกปฏิเสธเพราะต่อสู้มายาวนานเกินไปจนคดีขาดอายุความ

เหตุเกิดตั้งแต่ปีพ.ศ.2534 นางปรียานันท์ ล้อเสริมวัฒนา ได้ไปฝากครรภ์ท้องแรกที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง โดยได้ไปพบแพทย์ทุกครั้งตามนัดหมาย จนครบกำหนดคลอดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2534 แพทย์ผู้ทำการคลอดไม่ได้ทำการตรวจท่าทางเด็กในครรภ์ ไม่ได้ตรวจสอบน้ำหนักตัวแม่เด็กและน้ำหนักลูก ไม่ได้มีการตรวจสอบวินิจฉัยก่อนคลอดให้ละเอียด พอปากมดลูกเปิดพบว่าเด็กอยู่ในท่าผิดปกติก็พยายามใช้เครื่องดูดระบบสุญญากาศหนีบศีรษะเด็กเพื่อพยายามดึงออกมา แต่ไม่สามารถเอาเด็กออกจากช่องคลอดได้ จึงใช้วิธผ่าตัดเอาเด็กออกทางหน้าท้อง โดยไม่มีรายงานปรากฏว่า ทำไมจึงไม่ใช้วิธีผ่าตัดตั้งแต่แรก

ผลการพยายามใช้เครื่องดูดทำให้ศีรษะเด็กช้ำบวม เมื่อเด็กคลอดมาได้ 1 วันเริ่มตัวเหลืองและเหลืองเพิ่มขึ้นในวันต่อๆมา วันที่ 2 เมษายน ต้องนำเด็กเข้าฉายแสงหรือส่องไฟ วันที่ 3 เมษายน มีการเจาะเลือดนับเม็ดโลหิต วันที่ 4 เมษายน ต้องถ่ายเลือดทางสะดือ วันถัดมาสายสะดือเด็กแฉะและมีของเหลวสีเหลืองออกมา แพทย์เอาสายพลาสติกแยงสะดือออก น้ำหนักเด็กลดลงตามลำดับ มีไข้ขึ้นสูงต่อเนื่องหลายวัน วันที่ 8 เมษายน หรือหลังคลอดได้ 8 วันเด็กร้องไห้กวนเป็นพักๆต่อเนื่องถึงวันรุ่งขึ้น แพทย์ได้เจาะเลือดนับเม็ดโลหิตขาวอีกครั้ง ปรากฎว่า เม็ดโลหิตขาวมีจำนวนเพิ่มขึ้น มีไข้ต่ำลง

วันที่ 8 เมษายน 2534 รอยบวมบริเวณหัวทุยยุบลง แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ โดยบอกว่าแขนข้างซ้ายเด็กยังไม่แข็งแรงให้ทำกายภาพบำบัดและมาตรวจเช็คที่โรงพยาบาลอีก เมื่อกลับบ้านเด็กร้องไห้อย่างหนัก ผู้ร้องจึงโทรศัพท์สอบถามทางโรงพยาบาลได้รับคำตอบว่าไม่เป็นไรเด็กร้องโดลิค (ร้องปวดท้องธรรมดา) ครั้นเมื่อพาบุตรชายไปโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2534 ตามนัด ผู้ร้องบอกแพทย์ว่าขาลูกชายไม่ยอมกางและบวมแดง แพทย์ได้หิ้วเด็กให้ลองยืน แต่ขาข้างซ้ายของเด็กไม่ยอมแตะพื้น แพทย์บอกให้ไปทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลใดก็ได้ที่สะดวก

นางปรียานันท์ฯกระเตงลูกน้อยตระเวนไปขอพึ่งพาโรงพยาบาลเอกชนอีกหลายแห่ง พบรอยการใช้เครื่องสุญญากาศดูดเด็กที่ศีรษะ ขาซ้ายไม่เคลื่อนไหว แต่แขนซ้ายขยับเขยื้อนได้บ้าง X-ray พบมีหนองอยู่ในบริเวณข้อสะโพกข้างซ้าย อันเกิดจากการติดเชื้อในกระแสเลือด ต้องดูดเจาะหนองออก ผู้ร้องได้พาบุตรไปร้องขอให้โรงพยาบาลที่ทำคลอดให้ช่วยเหลือหลายครั้ง โรงพยาบาลผู้ทำคลอดปฏิเสธความรับผิดชอบ อ้างว่าการติดเชื้ออาจจะติดจากที่ไหนก็ได้ตลอดเวลาแม้กระทั่งจากทางอากาศ เดือนธันวาคมพบว่าหนองได้กัดกินกระดูกข้อสะโพกซ้ายจนหมด เป็นเหตุให้ขาข้างซ้ายเจริญเติบโตไม่เท่าขาขวา ลีบเล็กลง ต้องผ่าตัดถึง 2 ครั้งแต่ก็ไม่สามารถแก้ไขได้ ภายหลังเด็กเกิดอาการแทรกซ้อนมีความผิดปกติที่แขนขา การติดเชื้อที่กระดูกมากขึ้นอีก โดยมีหนองเป็นแอ่งที่ข้อสะโพกซ้าย กลับไปหาโรงพยาบาลที่ทำคลอดเพื่อถามสาเหตุของอาการแทรกซ้อน แพทย์กลับบ่ายเบี่ยงโดยอ้างว่าไม่มีบันทึกอาการแทรกซ้อนในส่วนนี้ตั้งแต่แรกเกิดจนเด็กมีอายุ 3 ปี 5 เดือนอาการก็ยังไม่ดีขึ้นอยู่ในสภาพพิการ ต้องรับการรักษาอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา

นางปรียนันท์ฯ เข้าร้องต่อแพทยสภา ที่ประชุมแพทยสภามีความเห็นเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2539 มีมติให้ยกข้อกล่าวโทษแพทย์ผู้ทำคลอด อีก 6 ปีต่อมาเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2545 นางปรียานันท์ฯได้ขอให้แพทยสภาพิจารณาใหม่ โดยส่งสำเนาเวชระเบียนของโรงพยาบาลและแพทย์ผู้ทำคลอดจำนวน 55 แผ่นเพื่อประกอบการพิจารณา แพทยสภายกคำร้องอ้างว่าไม่มีประเด็นใหม่ ผู้ร้องได้ร้องขอเข้าชี้แจง ข้ออ้างที่ว่าในเวชระเบียนตั้งแต่ต้น ไม่ได้บันทึกเรื่องขาไว้เลย เป็นเพราะแพทย์ไม่บันทึกไว้เอง

ผู้ร้องได้เข้าร้องต่อมูลนิธิเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค หัวหน้าศูนย์เรื่องร้องเรียนมีความเห็นว่า คนที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน เพราะต้องการบริการที่ดีและรอบคอบ จึงยอมจ่ายค่ารักษาพยาบาลแพงๆ กรณีนี้ไม่มีการวัดช่องคลอด การคะเนน้ำหนักเด็กตั้งแต่ต้น ไม่มีในใบฝากครรภ์ ไม่มีการบันทึกตรวจครรภ์ ไม่มีบันทึกน้ำหนักของแม่และเด็ก และไม่มีหลักฐานอีกหลายอย่างที่จำเป็นต้องมีตามมาตรฐานของแพทย์ ข้อมูลไม่เด่นชัดก่อนการวินิจฉัยตัดสินใจ การพบเม็ดเลือดขาวถึงสองหมื่นกว่าตัว ไม่น่าจะปล่อยให้ผู้ป่วยกลับบ้าน แต่แพทยสภาก็มีมติเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2545 ไม่รับรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่

นางปรียานันท์เข้าร้องต่อคณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ยื่นฏีกากราบถวายบังคมทูลขอพระราชทานความเป็นธรรม พยายามให้มีการเจรจากับโรงพยาบาลเอกชนผู้ทำคลอดให้รับผิดชอบช่วยเหลือ แต่ไร้ผล จึงได้ฟ้องคดีโรงพยาบาลและแพทย์ผู้ทำคลอดต่อศาลแพ่งเมื่อปี 2539 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องเพราะเหตุเกิดตั้งแต่ปี 2534 ผู้ร้องฟ้องคดีเมื่อเกิน 1 ปีนับจากวันเกิดเหตุ คดีขาดอายุความ

ผู้ร้องยื่นฟ้องอุทธรณ์และฎีกา ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกามีคำพิพากษายืนให้ยกฟ้องเพราะคดีขาดอายุความ ผู้ร้องได้ไปยกป้ายประท้วงที่หน้าโรงพยาบาลผู้ทำคลอด ผู้ร้องให้สัมภาษณ์ออกรายการวิทยุและรายการโทรทัศน์พูดถึงเหตุการณ์ความทุกข์ที่เกิดขึ้นหลายสถานที่ แต่ก็ไม่ได้รับการเหลียวแลจากทางโรงพยาบาล กลับถูกทางโรงพยาบาลฟ้องร้องเป็นจำเลยทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาฐานหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากนางปรียนันท์ผู้ร้องจำนวนหลายร้อยล้านบาท แต่ลดให้เหลือหนึ่งล้านบาท

ผลทางคดีศาลชั้นต้นยกฟ้องโรงพยาบาลผู้ทำคลอดที่ฟ้องนางปรียานันท์เป็นจำเลยทั้งสองคดี แต่ทางโรงพยาบาลยังอุทธรณ์ ขณะนี้คดียังอยู่ในการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นางปรียานันท์สู้คดีและติดตามร้องเรียนขอความเป็นธรรมในที่ต่างๆจนหมดเนื้อหมดตัว มีหนี้สินจนบ้านที่อยู่ปัจจุบันถูกยึดบังคับคดีใช้หนี้

นางปรีนานันท์ฯผู้ร้อง ได้เข้าร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2545 และติดตามเรื่องราวตลอดมาจนถึงปี 2550 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้พยายามประสานงานขอให้โรงพยาบาลผู้ทำคลอดมาตกลงประนีประนอมช่วยเหลือนางปรียานันท์ฯ แต่ทางโรงพยาบาลปฏิเสธตลอดมา จึงไม่อาจกระทำได้

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนจึงมีมติเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2550 เห็นว่าแพทย์ผู้ทำคลอดและกุมารแพทย์ของโรงพยาบาลผู้ทำคลอดประมาทเลินเล่อ รวมทั้งโรงพยาบาลไม่มีมาตรการแก้ไขเยียวยาผู้ได้รับความเสียหาย จึงก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ส่วนกระบวนการตรวจสอบของแพทยสภาไม่เป็นธรรมต่อผู้ร้อง

มาตรการแก้ไขปัญหา"ให้โรงพยาบาลช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลตั้งแต่เมื่อบุตรชายของผู้ร้องเริ่มมีอาการพิการจนถึงปัจจุบันและให้ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล รวมทั้งจัดหาอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์ให้แก่บุตรชายผู้ร้องจนกว่าจะหายจากอาการพิการ ให้แพทยสภารื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาใหม่ ให้กระทรวงสาธารณสุขวางมาตรฐานในการตรวจรักษาพยาบาลผู้ป่วย หรือผู้มารับบริการของโรงพยาบาลให้ได้มาตรฐานยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการบันทึกการตรวจรักษาของแพทย์ในเวชระเบียน ต้องมีรายละเอียดพอสมควร และต้องชัดเจนตามข้อเท็จจริงและสมุห์ฐานของอาการอย่างแท้จริง ให้สามารถตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล"

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้มีหนังสือลงวันที่ 10 เมษายน 2551 กราบเรียนนายกรัฐมนตรีเพื่อแก้ไขปัญหา แต่จนปัจจุบันยังไม่ได้รับแจ้งผลการดำเนินการฯ จากนายกรัฐมนตรี หรือจากหน่วยงานที่นายกรัฐมนตรีได้มีบัญชาแต่อย่างไร จึงรายงานเรื่องนี้มายังรัฐสภาเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

เรื่องจึงได้สู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรใช้เวลาถึงประมาณ 4ชั่วโมงดังกล่าวข้างต้น สุดท้ายก็ยังไม่มีการยืนยันความช่วยเหลือใดๆที่ชัดเจนจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขผู้มารับทราบรายงานและชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรในนามของรัฐบาล คำตอบดูเหมือนอ้อมแอ้มอยู่กับประเด็นที่ว่า เรื่องนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับโรงพยาบาลเอกชน นอกเหนือวิสัยที่รัฐบาลจะเข้าไปแทรกแซงได้

การต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมด้วยความอดทนเป็นเวลายาวนานถึง 17 ปี ของนางปรียานันท์ (ดลพร) ล้อเสริมวัฒนา มนุษยชนคนนี้ จะจบสิ้นเพียงแค่การรับทราบของสภาผู้แทนราษฎรเช่นนี้หรือ ?

เรื่องนี้แน่นอนที่สุด นางปรียานันท์ ล้อเสริมวัฒนา และบุตรพิการเป็นผู้เสียหาย

โรงพยาบาลและแพทย์เป็นผู้ต้องรับผิดต่อนางปรียานันท์ฯ ทั้งทางอาญา ทางแพ่งและทางจรรยาแพทย์

แพทยสภาเป็นผู้ต้องรับผิดต่อนางปรียานันท์ฯ ในฐานะที่เป็นผู้วางระเบียบและควบคุมจรรยาบรรณแพทย์

กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ต้องรับผิดต่อนางปรียานันท์ฯ ในฐานะเป็นผู้ให้ใบอนุญาตและควบคุมการประกอบการของโรงพยาบาลเอกชน

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นผู้รับผิดชอบต่อนางปรียานันท์ฯ ในเรื่องสิทธิมนุษยชน

รัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบต่อประชาราษฎร์ทุกคนในฐานะเป็นผู้บริหารประเทศและธรรมาภิบาล ไม่ว่าจะเป็นนิติธรรม คุณธรรม เมตตาธรรม ยุติธรรม และมนุษยธรรม

ความรับผิดทางแพ่งของโรงพยาบาลและแพทย์ผู้ทำคลอดถูกศาลยกฟ้องเพราะคดีขาดอายุความ

ความรับผิดของแพทยสภาอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จะขาดอายุความหรือไม่เป็นเรื่องที่จะปรากฏโดยคำพิพากษาภายหลัง

แต่ความรับผิดในธรรมาภิบาลของรัฐบาลผู้บริหารประเทศไม่มีอายุความ

การล่วงละเมิดในสิทธิมนุษยชนไม่มีอายุความ

การถูกล่วงละเมิดยาวนานเสียหายทุกข์ทรมานยิ่งกว่าการละเมิดในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ยังอยู่ในอายุความ

ภารกิจการต่อสู้เพื่อมนุษยธรรมของมนุษยชนทุกผู้ทุกนาม ยิ่งนานยิ่งศักดิ์สิทธิ์

รัฐบาลใดก็ตามที่จะมาบริหารประเทศต่อไปนี้จะละเลยเรื่องเช่นนี้ไม่ได้

ค่าเยียวยารักษาและชดใช้ความเสียหายให้แก่นางปรียานันท์ ล้อเสริมวัฒนา น้อยนิดเหลือเกินเมื่อเทียบกับงบประมาณที่กำลังเตรียมซื้ออาวุธให้กองทัพ

ศักดิ์สิทธิ์และสง่างามยิ่งกว่างบประมาณสร้างรัฐสภาให้ยิ่งใหญ่โอฬาร

(ผู้เขียนขออภัยที่ไม่ได้อภิปรายแสดงความเห็นใจต่อคุณปรียานันท์ ผู้ไปนั่งฟังการประชุมอยู่บนชั้นสองของสภาฯด้วย ขอแสดงความเห็นใจและชื่นชมความกล้าหาญในการต่อสู้ยาวนานถึง 17 ปีด้วย "อภิปรายนอกสภา")


"พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล"
โดย: ผลงาน [10 ส.ค. 53 12:21] ( IP A:58.8.15.171 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   ...ปุจฉา...เมื่อมีพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขจะทำให้เกิดการฟ้องร้องแพทย์มากขึ้นมาก...

...วิสัชนา...ให้คำนิยามคำจำกัดความความหมายของคำว่า"การฟ้องร้องแพทย์"...ถ้าเป็นจริง...ย้ำ...ถ้าเป็นจริง...ในคำฟ้องเพื่อเรียกร้อง"เงินช่วยเหลือเบื้องต้นและเงินชดเชยจากกองทุน" ขอความกรุณาห้ามและหรืออย่าระบุชื่อ"แพทย์"ได้ไหมครับ...เพราะจะได้ไม่เข้าใจผิดว่า"เป็นการฟ้องแพทย์"...

...ปุจฉา... แพทย์และบุคลากรสาธารณสุขจำนวนมากพึงพอใจกับขบวนการเยียวยาตามมาตรา 41 ที่ให้กับผู้ป่วยที่ใช้บัตรทอง ...
...วิสัชนา...ถ้าเป็นเยี่ยงนี้ ก็แล้วทำไม ไม่แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในมาตรา 41 ให้ครอบคลุม"คนไทยทุกคน" เสียเล่า...ที่สำคัญ...พวกแมร่งบังอาจเปลี่ยนแปลง"กฎ"โดยเฉพาะในเรื่องที่สำคัญอย่างน้อย สอง อย่าง คือ...หนึ่ง.การได้มาของเงินกองทุน...สอง.ผู้ที่เป็นกรรมการในการพิจารณา...ไม่รู้ว่า...บังอาจเจตนา"หมกเม็โหรือไม่...คนไทยกินข้าวซึ่งเป็นพืชตระกูลหญ้าเป็นอาหารหลักนะครับ...ไม่ได้กินแกลบและหรืหญ้าชนิดอื่น...

...ปุจฉา...เอาแค่ สอง ประเด็นนี้ก่อนก็แล้วกัน...ก็เหลือเฟือที่จะแสดงเหตุผลในการคัดค้านแล้ว...ยังไม่นับ...บทบัญญัติในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่บังอาจละเมิดและหรือผิดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ 2550 อี...โดยเฉพาะ มาตรา 45 ในร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว???...
โดย: pimsen/policemajor@hotmail.com [11 ส.ค. 53 10:56] ( IP A:58.10.128.246 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   หมอหมู่พวกนี้ทำเอี้ยกับชาวบ้านมามากกลัวโดนเอาคืน
โดย: 5555 [11 ส.ค. 53 20:35] ( IP A:61.90.109.177 X: )
รายละเอียด :
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)
รูปประกอบ :
.jpg .bmp .gif < 100K
จัดตำแหน่งรูป :
ชิดซ้าย
กึ่งกลาง
ชิดขวา
เสียงประกอบ : .wav .mp3 .wma .ogg < 300K
คลิปวีดีโอ (Youtube) :
ตัวอย่าง : http://www.youtube.com/watch?v=k_ufqno7NaE


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน