ประชาชนเขารู้ทันพวกเอ็งแล้ว NGO หิวเงินทั้งหลาย
   https://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9530000109458

ความคิดเห็นที่ 27 +84
เรื่องเบื้องหลัง คนที่ค้าน เค้าค้านทำไม

-หมอกลัวถูกฟ้อง
จริงๆแล้วหมอเค้าไม่ได้กลัวถูกฟ้องครับ แต่เค้ากลัวถูกฟ้องเป็นคดีอาญาครับ ต้องไปนอนคุกเหมือนข้อหาฆ่าคนตาย จริงๆระบบฟ้องแพทย์ส่วนนึงก็มีข้อดีที่ทำให้หมอชุ่ยๆระวังและตั้งใจรักษามากขึ้น แต่ที่หมอเค้ารับไม่ได้ก็คือการฟ้องอาญานี่แหละครับ มันเกินทำใจจริงๆ

-ผลประโยชน์แอบแฝง
ตอนนี้เริ่มเผยออกมาแพลมๆแล้วนะครับ ท่านที่ได้หาข้อมูลจากหลายๆแหล่ง จะสามารถจินตนาการได้เลยถึงความอู้ฟู่ของเม็ดเงินนับพันล้านในกองทุนแห่งนี้ คนที่มาเป็นกรรมการมีอำนาจเต็มในการใช้เงินเหล่านั้น

ระเบียบการ การเบิกจ่ายเงิน เบี้ยประชุม ก็ไม่ได้ระบุเอาไว้ เงินส่วนที่เหลือใช้เอาไปไหน ไม่มีใครบอก

ลองตามดูละกันครับ ใครระริกระรี้อยากมาเป็นคณะกรรมการกันนักหนา ใครที่ดันแล้วดันอีก

NGO มีวาระซ่อนเร้น และผลประโยชน์แอบแฝงแน่นอน ในการที่วางแผนเข้ามาควบคุมระบบการจ่ายเงินชดเชย ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับเงินก้อนโตมากๆ

NGO ไม่รู้ว่าเป็นใคร มาจากไหน ไม่เปิดเผยที่มา ที่ไป เป็นตัวแทนของเสียงทุกเสียงของคนในชาติหรืออย่างไร ถูกเลือกตั้งมาหรืออย่างไร รับเงิน รับคำสั่งใครมาหรือไม่

NGO ทำไมมีผลต่อการตัดสินใจของคนในรัฐบาล ทำไมคนในรัฐบาลจึงฟังเสียง NGO มากกว่าบุคคลาการทางการแพทย์ซึ่งเป็นคนที่ทำงานจริงๆ มี connection อะไรกัน

NGO ชงเอง กินเอง ตั้งแต่ร่างแนว พรบ. เป็นตัวตั้งตัวตีในการผลักดัน พรบ. มาจนถึงส่งคนเพื่อให้เข้ามาเป็นคณะกรรมการ ทำไมถึงกระสันมากเช่นนั้น

NGO จะได้อะไรถ้า พรบ.นี้ผ่าน บริษัทที่ทำงานด้านกฏหมาย น่าจะมีงานล้นมือ ซึ่ง NGO ก็มีทีมกฏหมายอยู่ในมือตั้งเยอะอยู่แล้ว

-ที่มาของเงิน
ทำไมไม่เอามาจากภาษีของคนทุกคนในประเทศ รัฐบาลกลัวฐานเสียงหายไปหรือ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคนทุกคนในชาติ ทุกคนมีส่วนร่วมรับผิดชอบเท่าๆกัน รัฐไม่มีเงิน รัฐไม่กล้าเก็บภาษีเพิ่ม ถ้าเงินไม่พอก็มาบีบเอาจากคนสาธารณะสุข ฟังดูง่ายๆ แต่โง่

-ที่ไปของเงิน
ไม่มีระเบียบออกมาให้เห็นเลยชัดๆว่า จะใช้เงินยังไง อันไหนจ่าย อันไหนไม่จ่าย ไม่ต้องพิสูจน์ถูก-ผิดก็จ่าย

แล้วจะมีใต้โต๊ะให้คนตัดสินหรือเปล่า ถ้าเธอตัดสินว่าจ่าย ฉันแบ่งให้เธอครึ่งนึง เหมือนคนกรีดยางกับเจ้าของสวน

-ที่มาของคนร่าง พรบ. มาจากพวกลัทธิเกลียดหมอ
เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ทั้งหลาย ที่เห็นเวลาป่วยไปรพ. ทำมาเป็นเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนแซ่
NGOผู้สนับสนุนการฟ้องแพทย์อย่างเป็นทางการมานานนับสิบๆปี มีทั้งทีมกฏหมาย ทีมยุยงญาติให้ฟ้อง มีเงินช่วยเหลือเรื่องคดี (พอได้ค่าไกล่เกลี่ยก็ขอแบ่ง แต่เรียกว่าค่าสินน้ำใจ)

---------------------------------------------
ไปอ่าน facebook พวกเค้าแล้วอนาจใจจริงๆ


ความคิดเห็นที่ 1 +56
แล้วถ้าค่ารักษาบ้านเราแพงเท่าอเมริกา ใครจะรับผิดชอบวะ
888

ความคิดเห็นที่ 17 +53
หมอกับคนไข้เค้าไม่เอา แต่ NGO เร่งผลักดัน
เพราะต้องการผลประโยชน์และเงิน
สังคมลองไปตรวจสอบ NGO และหมอที่ร่วมมือ
กับ NGO ดูดีๆ ก็จะทราบดีว่าทำไมถึงได้ต้องการ
ร่างฉบับนี้จนตัวสั่น ถึงขนาดขู่
ทางตรงข้าม ทางฝั่งหมอเค้าไม่ได้บอกว่าจะไม่ต้องมี
ร่างพรบ แต่ฉบับนี้มันมีแต่ทำให้สังคมเสือม
NGO หวังผลประโยชน์

ความคิดเห็นที่ 10 +43
พอสังคมเริ่มสงสัยพรบมากขึ้น ก็ต้องใช้การขู่เข็ญกันเลยหรือ แล้วที่ชอบกล่าวว่าเราเป็นคนควรหารือกันมันหายไปไหน หรือคุณกำลังแสดงธาตุแท้ของความไม่ใช่คนออกมา
กก

ความคิดเห็นที่ 50 +37
สุดยอด ตามนี้เลย
ให้พวกเครือข่าย และชมรมผู้บริโภค ไปเสนอ พรบ.จัดตั้ง โรงพยาบาล เป็นวาระเร่งด่วน ให้ผ่าน วาระ 3 รวด ไปเลย คือ
1 โรงพยาบาลเครือข่ายผู้เสียหาย
2 โรงพยาบาลคุ้มครองผู้บริโภค
มาตราฐานสากล รับรองโดย NGO โลก
รักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ระดับ NGO
ดูแลด้วยใจ พยาบาล เฉพาะทางระดับ NGO .....
เรารักประเทศไทย
โดย: คนรู้จริง รู้ทัน (เรื่องNGO) [16 ส.ค. 53 22:19] ( IP A:118.172.65.219 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   https://www.facebook.com/note.php?note_id=145971208761235&id=100001041215463&ref=mf
โดย: เจ้าบ้าน [16 ส.ค. 53 23:12] ( IP A:124.122.28.9 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   Subscribe
.ไพรัช ดำรงกิจถาวร's Notes.ReportWrite a Noteพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ กับจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพ
.by ไพรัช ดำรงกิจถาวร on Saturday, August 14, 2010 at 1:11pm.

จากกรณีที่คุณแม่ล้มก้นกระแทกพื้น ทำให้กระดูกข้อต่อสะโพกหัก ต้องเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแบบเต็มข้อ หลังผ่าตัดกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราและเสียชีวิตไปเมื่อสองปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าเป็นเวลาที่ผมได้เรียนรู้ถึงคำว่า "จรรยาบรรณ" ของผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์บางคนเป็นอย่างดี เดิมทีเดียวผมไม่เคยคิดว่าการกระทำที่เป็นการทุจริต ทำทุกอย่างเพื่อที่จะปกปิดความผิดของตนเองจะเกิดขึ้นในวิชาชีพนี้เหมือนกับสังคมอื่นๆ เมื่อเกิดเหตุขึ้นใหม่ๆ ผมเป็นคนที่อยู่ข้างหมอ อยู่ข้างโรงพยาบาล คอยรับอารมณ์ความรุนแรงจากพ่อ น้องๆ และบรรดาญาติๆทางแม่ ด้วยบุคลิกส่วนตัวผมเป็นประนีประนอม โดยให้เหตุผลว่ามันเกิดขึ้นได้ หมอเขาคงไม่ได้แกล้งหรืออยากให้แม่เป็นแบบนี้หรอก ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับคำอธิบายให้เข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุที่ไม่พึงประสงค์นี้เลย ได้รับคำอธิบายถึงโรคที่เกิดขึ้นภายหลังเท่านั้นว่าอาการหนักแค่ไหน แต่ความสงสัยในใจผมก็มีเหมือนกับทุกคน จึงคิดว่าให้ผ่านงานศพแม่ไปเสียก่อนค่อยกลับไปถามทางโรงพยาบาลและหมอที่รักษาแม่ แต่พอถึงเวลากลับได้รับคำตอบที่ทำให้ผมยิ่งคาใจขึ้นไปอีก "ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะคนไข้สมองฝ่อ" เป็นคำพูดจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่เกิดเหตุ

เมื่อผมได้รับคำชี้แจงจากทางโรงพยาบาลแล้ว ก็ไม่คิดว่าจะทำอะไรต่อ เพราะไม่มีความรู้ทางการแพทย์เลย ทั้งๆที่ยังคาใจ ทำได้อย่างเดียวคือ ทำใจรับสภาพว่าแม่ได้จากพวกเราไปก่อนเวลาอันควร แต่ก็ต้องขอบใจน้องชายผมที่ไม่ยอมแพ้ กลับเดินหน้าร้องเรียนที่กระทรวงสาธารณสุข จนกระทรวงฯรับเรื่องและส่งเรื่องต่อมาที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เมื่อถึงตอนนี้ผมก็คิดว่าจะให้น้องทำเรื่องนี้เพียงลำพังได้อย่างไร ผมเองก็พอที่จะรู้เรื่องระบบราชการและการตรวจสอบ จึงเข้ามาติดต่อโรงพยาบาลเพื่อขอเอกสารเวชระเบียนก่อน แต่ดูเหมือนว่าในการมาขอเวชระเบียนนี้กลับทำให้ผมมีพลังในการตรวจสอบเรื่องมากขึ้น เพราะไม่ได้รับความร่วมมือจากโรงพยาบาลเลย โรงพยาบาลบอกให้รอ รอ แล้วก็รอ จนเวลาผ่านไป 1 เดือน 2 เดือน ผมจึงต้องออกอุบายว่า ทางบริษัทประกันชีวิตต้องการเวชระเบียนเพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายที่จะต้องจ่ายสินไหมกรณีการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือไม่.......ได้ผล โรงพยาบาลได้สำเนาเวชระเบียนจำนวน 20 หน้าให้พร้อมคุณหมอศัลยแพทย์ออโธปิดิกส์ คุณหมอเจ้าของไข้ก็ได้ออกใบรับรองแพทย์ให้อีก 2 ฉบับ มีข้อความตรงกัน ใบหนึ่งส่งให้บริษัทประกันชีวิต อีกใบหนึ่งผมเก็บเอาไว้ เนื้อหาโดยสรุปคือ เกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด เมื่อได้เอกสารเวชระเบียนมาแล้วปัญหาต่อไปคือ อ่านไม่เป็น ไม่เข้าใจ มันบอกอะไรบ้าง ทำให้ต้องหาคนช่วยอ่านให้ จะมีใครอ่านได้นอกจากคุณหมอท่านอื่นๆที่ไม่มีส่วนได้เสียกับเหตุการณ์นี้ ผมจึงนำเอกสารที่ได้นี้ไปตามโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อขอให้คุณหมอได้ช่วยดูให้ แต่ทุกที่ที่ไป กลับไม่มีใครยินดีดูให้เลยสักที่เดียวแม้จะบอกว่ายินดีเสียค่าใช้จ่ายก็ตาม........จะยอมแพ้หรือ "ไม่" เป็นคำถามและคำตอบในใจที่เกิดขึ้นของผม มันมีอีกทางหนึ่งคือ ต้องหาคำตอบด้วยตัวเอง จากประสบการณ์ในการหาข้อมูลทางวิชาการเพื่อนำมาใช้ประกอบการสอนนักศึกษาของผม ผมเชื่อว่าคงจะหาข้อมูลทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับกรณีแม่ของผมได้จากทางอินเตอร์เนต จึงมุ่งมั่นที่จะค้นข้อมูลทุกเวลาที่ว่างจากงานสอนและทุกคืนหลังอาหารเย็น จนง่วงหลับไปกับโต๊ะทำงานที่บ้านในตอนดึก เป็นแบบนี้ทุกวัน ทุกวัน จนถึงปัจจุบัน รวมเวลาเกือบสองปีเต็ม ผมเริ่มที่จะรู้ถึงกระบวนการทางการแพทย์บ้างแล้ว ถึงจะเพียงน้อยนิด แต่ก็เริ่มที่จะรู้ถึงความไม่ชอบมาพากลของเอกสารที่มีอยู่ในมือ ประกอบกับภายหลังก็ได้เวชระเบียนใหม่อีกชุดหนึ่ง จากการติดตามทวงถามที่นานแสนนาน ถึงจะไม่แน่ใจว่าเอกสารที่ได้มาภายหลังนั้นเป็นเอกสารที่เป็นข้อมูลจริงๆจากการรักษาแม่ก็ตาม ในชุดที่สองที่ได้มามีเอกสารที่ไม่มีในชุดแรกหลายรายการซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเอกสารเวชระเบียนที่สำคัญทั้งสิ้น และก็เป็นเอกสารที่มีปัญหาจากการตรวจสอบของผมเองเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเป็นแบบนี้ผมจะทำอย่างไรดีในเมื่อทางโรงพยาบาลและหมอไม่แสดงความรับผิดชอบชีวิตแม่ ที่ต้องเสียไปจากการกระทำที่ตอนนี้ผมเชื่ออย่างเต็มเปี่ยมแล้วว่า ทั้งประมาท เลินเล่อ ไม่ใส่ใจอย่างร้ายแรง เรื่องที่ร้องเรียนไปที่หน่วยงานภาครัฐก็ไม่มีคำตอบ ตอนนั้นเวลาก็ผ่านไปแล้วปีเศษ จึงตัดสินใจฟ้องแพ่งเป็นคดีผู้บริโภค ฟ้องคดีแพ่งเดิมไม่ได้เสียแล้วเพราะหมดอายุความ

เมื่อฟ้องคดีแล้ว สิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะได้พบและผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ก็คือ คำให้การของจำเลย (หมอผ่าตัดเจ้าของไข้) กลับให้การต่อศาลว่า แม่ของผมเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัวของแม่เอง ไม่ได้เป็นผลจากภาวะแทรกซ้อนหรือโดยตรงจากการผ่าตัด วันที่ได้คำให้การนี้เป็นวันที่ศาลนัดพิจารณา ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่ทางกองการประกอบโรคศิลปะ ได้นัดให้ไปให้ข้อมูลการร้องเรียน ทำไมต้องเป็นวันเดียวกันด้วยทั้งๆที่รอมาตั้งปีกว่าแล้ว กลับมานัดตรงกับศาลนัดอีก แต่ไม่เป็นไร โชคดีที่ศาลท่านใช้เวลาไม่มาก พอเสร็จจากศาลแล้วก็รีบขับรถตรงไปที่กองการประกอบโรคศิลปะทันที โชคดีที่มาทัน เมื่อได้เวลาก็ถูกเชิญเข้าไปในห้องประชุมที่มีคณะกรรมการเต็มห้อง ผมไม่รู้ว่าใครคือใคร มารู้ภายหลังจากสื่อต่างๆที่กำลังเสนอข่าวเรื่องร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ.....และรูปของท่านเหล่านั้นในเวปไซด์หน่วยงานของท่านเอง

ในการให้ข้อมูลที่กองการประกอบโรคศิลปะนี้ เป็นไปด้วยความรวดเร็ว ถามประเด็นที่ร้องเรียน ผมตอบ หลายครั้งถูกตัดบทไปจึงไม่สามารถให้ข้อมูลได้อย่างเต็มที่ เมื่อเห็นเช่นนี้สุดท้ายผมจึงได้บอกกับคณะกรรมการว่า ผมมีเวชระเบียน 2 ชุด ได้มาคนละเวลา ในนี้มีเอกสารเท็จอยู่หลายรายการโดยเฉพาะรายงานพยาบาลที่เท็จอย่างชัดเจน แล้วผมถามผู้ดำเนินรายการว่า ผมกลับได้หรือยัง เขาตอบว่า "กลับได้" ทั้งๆที่ไม่พยายามซักผมเลยว่าตรงไหนบ้างที่ผมว่าเท็จ ซึ่งน่าจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาข้อร้องเรียน แต่ผมก็ไม่ใส่ใจแล้ว กลับบ้านด้วยความหดหู่ คิดไปว่าหน่วยงานภาครัฐควรจะดูแลประชาชนให้เต็มที่ เพราะเงินเดือนที่เขาเหล่านั้นได้ก็มาจากภาษีของประชาชนนั่นเอง

เมื่อกลับมาถึงบ้านก็เอาคำให้การของหมอ(จำเลยในคดีผู้บริโภค) มาอ่าน ก็ยิ่งมีอารมณ์โกรธยิ่งขึ้น คิดว่าใบรับรองแพทย์ที่เขาเองเคยออกให้นั้นมันไม่มีความหมายเลยหรือ เคยบอกว่าเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด พอถูกฟ้องร้องก็มาให้การใหม่ว่า ไม่ได้เกิดจากภาวะแทรกซ้อนเสียแล้ว แต่กลับไปโทษแม่ โทษคนตายไปแล้วว่าเกิดจากโรคประจำตัวของแม่เอง แล้วทำไมถึงไม่บอกและอธิบายให้ผมและญาติคนอื่นๆแบบนี้บ้างตอนเกิดเหตุ.............แล้วแบบนี้จะเชื่อข้อมูลอันไหนแน่ เมื่อคนที่ประกอบวิชาชีพที่ผมเคยนับถือมาก นับถือแบบไม่ต้องมีข้อสงสัยเลยในเรื่องจริยธรรมคุณธรรม แต่ตอนนี้กลับตรงกันข้าม เรื่องจรรยาบรรณวิชาชีพแล้วไม่ต้องพูดถึง ผมเห็นว่าการทำและประกาศใช้เรื่องจรรยาบรรณวิชาชีพไม่เห็นว่าจะมีประโยชน์ตรงไหนเลยกับกรณีของแม่ผม เพราะถ้าเขาเหล่านั้นพึงนำเอาจรรยาบรรณวิชาชีพมาเป็นวิถีปฏิบัติอย่างเคร่งครัดแล้ว ก็คงไม่มีการดึงเวลาที่จะให้เอกสารเวชระเบียนเพื่อตรวจสอบ คงไม่มีการทำเอกสารเวชระเบียนอันเป็นเท็จเพื่อปกปิดความผิดพลาดของตนเอง คงไม่มีการออกใบรับรองอันเป็นเท็จหรือการให้การต่อศาลอันเป็นเท็จ (เพราะจะต้องมีอย่างหนึ่งอย่างใดเท็จแน่)

ตอนนี้ผมมองเห็นประโยชน์ของร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ฉบับนี้อย่างเต็มที่ เสียดายครับ น่าจะมีกฏหมายดีๆฉบับนี้ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ในกรณีของแม่ผม ผมจะได้ไม่ต้องมารับรู้ถึงความพิกลพิการของหน่วยงานภาครัฐในการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากการร้องเรียน ไม่ต้องมารับรู้ถึงการกระทำที่ไม่เหมาะไม่ควรจากคนกลุ่มหนึ่งในวิชาชีพอันทรงเกียรติ เป็นเหตุให้กระทบกับความศรัทธาที่เคยมีให้แต่เดิม ผมไม่รู้ว่าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับใครบ้างในสังคมไทย แต่จากกระแสการฟ้องร้องและร้องเรียนที่เพิ่มขึ้นทุกวันๆ แบบนี้ ผมคงไม่ใช่ตัวคนเดียวหรอกที่คิดแบบนี้

ประชาชนเขารู้ทันพวกเอ็งแล้วจริงด้วย
โดย: เจ้าบ้าน [16 ส.ค. 53 23:16] ( IP A:124.122.28.9 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   นี่ ท่านจ้าวบ้าน

อีแบบนี้ เค้าเรียกกันว่า "แสบหักดิบ" กันเรอะป่าวเนี่ย
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง (เรื่องหมอ) [17 ส.ค. 53 8:27] ( IP A:58.8.116.4 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   เพื่อนเอ๋ย...พวกเราเสนอเพียงข้อเท็จจริงก็เพียงพอแล้ว

พวกต้านพรบ.ก็ให้ร้ายป้ายสี กระเสือกกระสนไปเรื่อย พยายามอย่างหนักทุกทางเพื่อให้คนเชื่อ แต่สังคมกลับมองอย่างน่าสมเพชว่าชุดขาวแต่ใจดำยิ่งกว่าอีกา ห่วงประโยชน์ส่วนตนแต่เสือกอ้างประโยชน์ของประชาชนบังหน้า..
โดย: น่าไม่อาย [17 ส.ค. 53 10:00] ( IP A:58.9.183.146 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   คห.2 สรุปคือศาลตัดสินไม่ผิดใช่ป่ะ
โดย: ฟฟ [17 ส.ค. 53 19:51] ( IP A:58.64.31.242 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   สรุปแล้ว อยากให้พิสูจน์ถูกผิดใช่ไหม ให้หมอยอมรับว่าผิด
แต่พรบ นี้ไม่เน้นพิสูจน์ถูกผิด ถ้าออกมาก่อนคุณคงจะผิดหวังมาก

หรืออยากได้ค่าชดเชยมากกว่า???

หรือว่าถึงมีพรบ ออกมาก้ฟ้องอยู่ดี เช่นนั้นพรบ ก็ไม่ช่วยลดการฟ้องร้องได้จริง
โดย: งง [18 ส.ค. 53 22:27] ( IP A:58.137.9.164 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   ปัญหาคือ ความคับข้องใจมากกว่า
ถ้าญาติผู้ป่วยไม่ได้รับข้อมูลที่ถุกต้อง หรือตรงไปตรงมา ก็คงฟ้องอยู่ดี จริงไหม

นี่เห็นได้ชัดว่า พรบ ไม่มีประโยชน์ ตราบใดที่ยังมีความคับข้องใจอยู่
โดย: งง 2 [18 ส.ค. 53 22:29] ( IP A:58.137.9.164 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด
เกิดจากโรคประจำตัวของแม่

แสดงว่า ศาลไม่สามารถชี้ได้ว่า บกพร่องตรงไหน เจตนาไหม

อันนี้เทียบได้กับ ครูสอนนักเรียน พอสอบตกอาจจะบอกว่า เวลาสอนไม่พอ วันหยุดมากไป พอถามไปจริง ก็บอกว่าเด็กโง่เอง
อย่างนี้ต้องฟ้องครู

เอารถไปอู่ รถวิ่งแปลกๆ สั่นๆ ช่างบอกว่านำมันเกียหมด เติมให้ใหม่ ขับไปซักพัก ขับทางไกล รถสั่นมากๆ เกือบเกิดอุบัติเหตุ กลายเป็นว่า แกนล้อเบี้ยว อย่างนี้ต้องฟ้องช่างด้วยใช่ไหม

เพราะมันไม่ตรงไปตรงมา มีหลายปัจจัย ผ่าตัดก็เสี่ยงระดับหนึ่ง ยิ่งมีโรคประจำตัวยิ่งเสี่ยงมากขึ้น

แล้วก็พิสูจน์สาเหตุการตายได้ยากว่าเกิดจากสาเหตุใดเป็นหลัก

ตัวอย่างของหลายปัจจัย เช่น
กินเหล้า สูบบุหรี่ กินเค็ม ไม่ออกกำลังกาย กินอาหารมันมากๆแล้วกลายเป็นโรคหัวใจ คุณคิดว่า ควรโทษที่สาเหตุใด
โดย: งง3 [18 ส.ค. 53 22:42] ( IP A:58.137.9.164 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   จริงๆ ผมว่า หมอคนนั้นไม่รู้ว่าเสียชีวิตจากสาเหตุใด
ก็ให้ความ *** นทั่วๆไป คาดว่า น่าจะ สันนิษฐานว่า
โดย: งง4 [18 ส.ค. 53 22:44] ( IP A:58.137.9.164 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   ประเด็นของเรื่องคุณไพรัชมันอยู่ที่

หมอไม่พูดตรงๆแต่แรก แต่ไปโกหกคนไข้ ไปใช้เวชระเบียน 2 เล่ม จนคนไข้เขาจับได้จากการมารู้เข้าทีหลัง

มันไม่ใช่เรื่องการสื่อสารที่ไม่เข้าใจกันเลย

แต่เป็นการโกหกกันที่ถูกจับได้คาหนังคาเขา และเป็นการโกหกที่แสดงเจตนาไม่สุดจริตตั้งแต่ขั้นตอนรักษาช่วงแรกๆที่เข้าไปรับการรักษาของแม่คนไข้

การอ้างว่า "เป็นการสื่อสารที่ไม่เข้าใจกัน" เป็นเพียงข้ออ้างที่มีเจตนาเกลี่ยให้เรื่องนี้ฟังดูเป็นเรื่องเบาๆ ไม่หนักหนาสาหัส นับเป็น "กลยุทธทีเด็ด" ที่ใช้กันได้ผลกับผู้เสียหายในเครือข่ายฯ นี้ที่ออกมาเรียกร้องความถูกต้องกันในยุคแรกๆ

ฉะนั้น บางคนที่อ้างว่ารู้ทัน และรู้จริง ก็เพียงเป็นขั้นเริ่มของการเรียนรู้ว่า เวลาใจดีมองคนในแง่ดีไว้ก่อนแต่เริ่มต้น แล้วมารู้ทีหลังว่าคนที่ดูดีเหล่านั้น มองดูเราเป็น "คนมีเขางอกที่หัว" ที่พวกเที่ยวได้ไปตอแหลไว้แบบเนียนๆนั่นแหละ

สุดท้ายเมื่อรับรู้ถึงจุดนั้น ก็จะกลายเป็น "คนรู้ทัน และ รู้จริง" โดยสมบูรณ์ ณ. เวลาหนึ่ง ก่อนที่จะเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ไปเรื่อยแล้วแต่ว่าจะถูก "สนตะพาย" ต่อไปทางไหนอีก
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง (เรื่องหมอ) [19 ส.ค. 53 11:37] ( IP A:58.8.124.50 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน