ใครๆก็ไม่รักผม
   ผมว่าแปลกมากนะ คำพูดผมมันแสลงหูคน แม้แต่สื่อยังเซ็นเซ่อร์ผม
สื่อแสบ ผู้จัดการ อ่านซะ https://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9530000135033
สื่อเดลินิวส์ พวกของหมอล้วงน้ำแข็งกิน
https://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=561&contentId=94193
โดย: แม้แต่พัดลมยังส่ายหน้าเลย [26 ก.ย. 53 16:52] ( IP A:58.8.215.158 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ผมพูดเสมอว่าการสู้กับคนเลวต้องอาศัยสื่อ
บ้านเราที่พัฒนาไม่ได้ไม่ใช่นักการเมืองมันเลว สื่อมันเลว
พูดกี่ทีก็ถูกอีก ฝากด่าไว้ที่นี่เลย ทั้งเดลินิวส์และผู้จัดการ
นี่ของมติชน แบบนี้
วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553 เวลา 21:38:36 น. มติชนออนไลน์


เดือด! เวทีชำแหละ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหาย อัดแหลก"แพทยสภา" ล็อบบี้ จัดเวทีปลุกระดมหมอต้าน


เวทีชำแหละ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหาย เดือด! ปธ.เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ อัด"แพทยสภา" ล็อบบี้ จัดเวทีปลุกระดมหมอต้าน หวังทำขาวเป็นดำ ด้าน นพ.แท้จริง หนุน พ.ร.บ.ดังกล่าว ระบุช่วยเยียวยาผู้เดือดร้อน เปรียบเหมือน พ.ร.บ.ผู้ประสบภัยจากรถยนต์



สมาคมพัฒนาผู้บริโภคไทย (สพบ.) และเครือข่าย จัดประชาพิจารณ์สาธารณะเรื่อง "ชำแหละ (ร่าง) พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจาการบริการสาธารณสุข พ.ศ.... ในประเด็น สาธารณชนจะได้ประโยชน์จาก พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจริงหรือ? " ที่โรงแรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 25 กันยายน โดยมี รศ.นพ.ประเสริฐ ศัลย์วิวรรธน์ เลขาธิการแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย นพ.แท้จริง ศิริพานิช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นพ.สุรินทร์ ทองมา ฝ่ายกฎหมายแพทยสภา และ นพ.เทพ เวชวิสิฐ ที่ปรึกษาเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ร่วมเสวนา พร้อมทั้งตัวแทนจากผู้ที่ได้รับความเสียหายจากแพทย์ ร่วมรับฟังและเสนอความเห็น





นพ.เทพกล่าวว่า ปัจจุบันความผิดพลาดทางการแพทย์ค่อนข้างมากและต้องได้รับการแก้ไข ประชาชนต้องได้รับความยุติธรรม ทั้งนี้ประมาณ 15-20 ปีที่แล้วหากดูกราฟความเสียหายที่แพทย์ถูกฟ้องเพิ่มขึ้นทุกปี ยกตัวอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ.1989 มีผู้เสียชีวิตในโรงพยาบาลปีละ 44,000-98,000 ราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี ค.ศ.1999 มีผู้เสียชีวิตจากความเสียหายจากการบริการทางสาธารณสุขมากกว่าผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางท้องถนน ดังนั้นความพยายามในการตั้ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายขึ้นมา ซึ่งเป็นเงินภาษีของคนไข้ ดังนั้นในเมื่อมีผู้เสียหายก็ต้องชดเชยไปตามที่ได้รับความเสียหาย


นพ.เทพกล่าวว่า ขณะนี้มี พ.ร.บ.คุ้มครองมีการอ้างว่าสามารถใช้ได้ระหว่างการรอการทบทวน พ.ร.บ.คุ้มครองนั้น เห็นว่าไม่มีความชัดเจนเพราะดูแล้วกฎหมายใช้ไม่ได้ เนื่องจากใช้คำว่า "ผลกระทบ" ไม่ได้ใช้คำว่า "เสียหาย " คำถามก็คือ ที่แพทย์ต่อต้าน พ.ร.บ.คุ้มครองอยู่ทุกวันนี้เพราะรับคำว่า "เสียหาย " ไม่ได้ใช่หรือไม่ ดังนั้นแพทย์ต้องเปิดใจกว้าง เพราะเงินที่ชดเชยก็เป็นเงินของประชาชน ประเด็นก็คือ เรื่องการฟ้องร้องไม่มีใครอยากไปศาลเพราะลำบากและยุ่งยาก แต่ถึงไม่มี พ.ร.บ.คุ้มครองก็ฟ้องร้องได้





" ที่จริงแล้วคำว่า ผลกระทบ ใน พ.ร.บ.ที่หมอสนับสนุนแปลว่า 1.ต้องตาย 2.ต้องพิการ และ 3.ต้องเสียสมรรถภาพทางร่างกาย จึงจะได้เงินชดเชย แต่ถ้ามีคนไข้ผ่าตัดถูกลืมกรรไกรไว้ในท้องแล้วยังเดินได้ ใช้ชีวิตได้ คนไข้จะไม่ได้เงินชดเชยใช่หรือไม่ คำตอบก็คือใช่ เพราะไม่เข้าเกณฑ์ 3 ข้อ และไม่ได้รับการเยียวยาเพราะไม่เข้านิยามข้างต้น" นพ.เทพกล่าว





รศ.นพ.ประเสริฐกล่าวว่า สังคมปัจจุบันมีความคิดที่จะเอาตัวเองรอดเป็นพื้นฐาน ยกตัวอย่างมีบริษัทน้ำดื่มยี่ห้อหนึ่งขายน้ำ ผู้บริโภคซื้อมายังไม่เปิดขวดแต่เห็นว่ามีหนอนอยู่ในขวด ผู้บริโภคก็จะใช้สิทธิที่ต้องได้ตามสิทธิ คือโทรศัพท์ไปหาบริษัทผู้ผลิตและบอกว่าจะฟ้องร้อง ที่ยกตัวอย่างไม่ได้บอกว่าใครผิดใครถูก ดังนั้นเรื่องการบริการสาธารณสุขก็เหมือนกัน เพราะเวลาแพทย์ถูกฟ้องก็จะเป็นทุกข์มาก ในช่วงปีแรกกินไม่ได้นอนไม่หลับ เจอใครก็ปรึกษา ปีที่ 2-3 ก็เริ่มสงบลง จะกระวนกระวายอีกก็เริ่มมีหมายศาลมาที่บ้าน หลังจากนั้น 4-5 ปีก็เตรียมเอกสารชี้แจงต่อศาลอีก ส่วนตัวมองว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ได้ลดการฟ้องร้องและไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ของคนไข้กับแพทย์ดีขึ้นเลย





รศ.นพ.ประเสริฐกล่าวว่า ในระยะแรกคนไข้อาจจะได้ประโยชน์ แต่ระยะยาวไม่ได้มีผลดีกับคนไข้เลย เพราะการชดเชยความเสียหายนั้นจะทำให้พ่อแม่ไม่ดูแลลูก ลูกไม่ดูแลพ่อแม่ ปล่อยให้ฟ้องชดเชยความเสียหายกันไป เหมือนกับมีช่องทางให้ผู้เสียหายดำเนินการฟ้องร้องค่าเสียหายได้มากขึ้น ด้วยเหตุนี้แพทย์ถึงได้ไม่สบายใจว่า ไม่ได้ลดการฟ้องร้องอย่างแท้จริง ซึ่งระยะยาวไม่ได้ส่งผลดีต่อใครเลย



"ผมเป็นหมอธรรมดา และไม่ได้เป็นหมอในอุดมคติ อยากบอกกับประชาชนว่า หมอธรรมดานั้นก็เป็นหมอที่ให้บริการคนไข้ โดยไม่ได้มีผลประโยชน์ต่างตอบแทน ดังนั้นผู้เสียหายก็ขอให้ทำใจเป็นกลางด้วย แนวทางเห็นว่าผู้รับบริการควรที่จะถอยมาคุยกับหมอ เพราะหมอส่วนใหญ่เป็นคนดี ไม่อยากคนที่รักษาคนไข้ต้องลำบาก " นพ.ประเสริฐกล่าว





ด้าน นพ.แท้จริงกล่าวว่า กฎหมายมักไล่ตามปัญหาเสมอ เรื่องนี้ก็มีปัญหา เมื่อก่อนรถชนพาคนไข้ไปโรงพยาบาล โรงพยาบาลก็ไม่ได้รักษา เพราะไม่แน่ใจ จึงเกิด พ.ร.บ.ผู้ประสบภัยจากรถเพื่อช่วยคนที่ไม่ได้รับการรักษา พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายก็เหมือนกัน ซึ่งเริ่มมีปัญหา จะมากเท่าไหร่ตายเท่าไหร่ไม่รู้ แต่ส่วนตัวคิดว่าไม่มากจนน่ากลัว เพราะเมืองไทยไม่มีใครเคยทำสถิติไว้ อย่างไรก็ตามเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ออกมาเพื่อช่วยคนที่เดือดร้อน ใครไม่เดือดร้อนไม่รู้หรอกว่า มันเดือดร้อนแล้วมันเจ็บปวดขนาดไหน




"เชื่อว่า พ.ร.บ.นี้จะมีประโยชน์กับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน เพราะผมก็คิดว่าหมอก็ได้ประโยชน์ แต่ขณะนี้ที่มีความเห็นไม่ตรงกันอยู่นั้น เพราะที่ผ่านมาเวลามีปัญหาแล้วทั้งสองฝ่ายไม่ไกล่เกลี่ยกัน ดังนั้นต้องคิดว่า ถ้าส่วนรวมไม่ได้รับการคุ้มครองสังคมนี้ก็จะไม่มีความเป็นธรรม" นพ.แท้จริงกล่าว และว่า ส่วนประเด็นเรื่องกองทุนนั้น คิดว่าต้องมีเพื่อนำเงินมาเยียวยา ให้ประชาชนที่เดือดร้อนได้รับความเป็นธรรม แต่ถ้ากองทุนทำไม่ดี ต้องโทษผู้บริหารกองทุน


นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ กล่าวว่า วันหนึ่งทุกคนอาจจะเป็นผู้เสียหายได้ เวลานี้ไปร้องแพทยสภา กองประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มักจะถูกดึงเรื่องจนคดีหมดอายุความ อีกทั้งเวชระเบียนเวลาขอทางโรงพยาบาลซึ่งเป็นหลักฐานเดียวในที่เกิดเหตุประชาชนผู้เสียหายก็ไม่เคยได้จากโรงพยาบาล


" ถามว่าทุกวันนี้หมอประท้วง เพราะแพทยสภาถูกร้องจากโรงพยาบาลเอกชนว่าไม่อยากจ่ายเงินสมทบใช่หรือไม่ นอกจากนั้นแล้วเวลาที่หมอจัดเวทีต่างจังหวัดก็จัดข้างเดียว เราก็มองตาปริบๆ ว่าทำไมทำขาวเป็นดำได้ ทุกวันนี้เราอยากเลิกเครือข่ายมาก อยากให้ผู้เสียหายทางการแพทย์ได้เข้าสู่ระบบพยายามผลักดันกันมา 3 ปี แต่หมอบางกลุ่มเมื่อสู้กันด้วยข้อเท็จจริงไม่ได้ กลับมาใส่ร้ายว่าเอ็นจีโออยากเข้าไปบริหารกองทุน ทำไมถึงใส่ร้ายกันขนาดนี้ ทั้งๆ ที่เจตนาเราเพื่อลดปัญหาการฟ้องร้อง " นางปรียนันท์กล่าว และว่า ที่ผ่านมาปลัด สธ.บอกว่า





จะเป็นตัวกลางให้ทุกฝ่ายได้มาคุยกัน แต่ปล่อยให้แพทยสภาจัดเวทีปลุกระดมแพทย์ในพื้นที่ต่างจังหวัดต่อต้าน พ.ร.บ.คุ้มครอง จนแพทย์โกรธแค้นประชาชนหมดแล้ว ซึ่งวันที่ 28 กันยายนนี้จะมีการนัดประชุมกันทุกฝ่ายที่ สธ.อีกครั้ง ภาคประชาชนก็ยืนยันตามเดิมว่ายังไงก็ต้องมี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหาย





นางปรียนันท์ยังกล่าวถึงกรณีที่รองประธานสหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย (สผพท.) ขู่จะนัดรวมพลกลุ่มแพทย์และบุคลากรทางสาธารณสุขหยุดงานในวันที่ 28 กันยายนนี้ หากรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรยังคงสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหาย ว่า ที่จะนัดหยุดงานนั้น เพราะ สผพท.ไม่เอาเหตุผล เอาแต่ใจ เครือข่ายผู้เสียหายอดทนมานานและเลือกที่จะไม่ทำแบบที่แพทย์ออกมาใช้ม็อบเรียกร้องกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่อยากเอาม็อบมาชนม็อบ ขอถามใจแพทย์ทุกคนเลยว่า จะขอกฎหมายสักฉบับที่คุ้มครองประชาชนไม่ได้เลยหรือ ขณะที่วิชาชีพแพทย์มีกฎหมายคุ้มครองอยู่แล้วมากมาย
https://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1285422112&grpid=00&catid=
โดย: บอกแล้วว่าปากผมไม่ดี แต่สมองดีไม่ได้โง่ให้หลอกง่ายๆ [26 ก.ย. 53 16:57] ( IP A:58.8.215.158 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   แม้ว่าที่ลงจะเพี้ยนบ้าง แต่ก็ดีว่าอีกสองสื่อที่ไม่เซ็นเช๋อร์
ไอ้ ห น่าเกลียดชิบหาย
จะไม่ลงก็อย่าลงข่าวเลยดีกว่า
ลงข่าวแบบนี้ ไปลงนรกได้เลย สื่อเปรต เมื่อไหร่จะพัฒนา
โดย: ฟฟ [26 ก.ย. 53 16:59] ( IP A:58.8.215.158 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   .

10ศาลจำคุก”อัยการ” ฐานไม่ฟ้อง นสพ.หมิ่นประมาทผู้พิพากษา
คดี คำพิพากษา Add comments

ที่ศาลอาญาธนบุรี ถนนเอกชัยบางบอน ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่นายประทีป ปิติสันต์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสุกรี สุจิตตกุล อัยการผู้เชี่ยวชาญสำนักงานคดีอาญาธนบุรี 4 เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวน กระทำการ หรือไม่กระทำการใดในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ ตามมาตรา 200 วรรคหนึ่ง

โดยคดีนี้ฟ้องโจทก์สรุปว่า ระหว่างปี 2544-2545 จำเลย ซึ่งเป็นอัยการเจ้าของสำนวนคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ที่มีโจทก์เป็นผู้เสียหาย และมีบริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และ นายประชา เหตระ *** ล บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เป็นผู้ต้องหา แต่ในการสั่งคดีกลับปรากฏว่าจำเลยในฐานะอัยการเจ้าของสำนวน ได้มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสอง โดยระบุว่า ไม่มีเจตนาทำให้โจทก์เสียหาย ซึ่งโจทก์เห็นว่า การสั่งไม่ฟ้องดังกล่าวไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ดังนั้น โจทก์จึงนำคดีมายื่นฟ้องต่อศาลให้พิพากษาลงโทษจำเลย ซึ่งคดีนี้ศาลอาญาธนบุรี และศาลอุทธรณ์ มีพิพากษาลงโทษให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 1 ปี แต่โทษจำคุกให้รอลงโทษไว้เป็นเวลา 1 ปี โดยจำเลยยื่นฎีกาขอให้พิพากษายกฟ้อง

ศาลฎีกาตรวจสำนวนและประชุม ปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 4 ก.ย.2540 รถยนต์ของโจทก์ ถูกนายบุญชัย สงวนความดี ขับชนท้าย ที่บริเวณสี่แยกอรุณอัมรินทร์ กทม.ซึ่งโจทก์แจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวน สน.บางยี่ขัน ว่า ถูกนายบุญชัย ทำร้ายร่างกายจนได้รับอันตราย เป็นเหตุให้บุญชัยถูกควบคุมตัวไว้ แต่ต่อมาได้รับการประกันตัวออกไป ซึ่ง นายบุญชัย แจ้งความกลับกล่าวหาว่า โจทก์ทำร้ายร่างกาย แล้วพนักงานสอบสวนลงบันทึกประจำวัน โดยที่โจทก์ไม่ได้ถูกแจ้งข้อกล่าวหา แต่วันที่ 5 ก.ย.2540 นสพ.เดลินิวส์ ที่มีบริษัท สี่พระยาการพิมพ์ เป็นเจ้าของ ได้เผยแพร่ข่าวพาดหัวว่า “ผู้พิพากษาทะเลาะกับพ่อค้าผ้า” และมีข้อความระบุว่า โจทก์ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีโดยได้ประกันตัวออกไป และกรณีที่สืบเนื่องจากการเผยแพร่ดังกล่าวโจทก์ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อ พนักงานสอบสวนบางยี่ขัน ให้ดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทกับ บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ และนายประชา บก.ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นสพ.เดลินิวส์ ซึ่งพนักงานสอบสวนแล้วมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องจึงส่งสำนวนพร้อมความเห็นส่งให้ พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญาธนบุรี 4 พิจารณา และจำเลยได้รับมอบหมายให้ตรวจสำนวนและวินิจฉัยสั่งสำนวนคดีดังกล่าว กระทั่งมีคำสั่งไม่ฟ้อง บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ และ นายประชา โดยระบุเหตุผลว่า ลักษณะการลงข่าวย่อยมีการพาดหัวข่าวสั้นๆ ส่วนเนื้อหามีลักษณะเป็นการสรุปข่าวสั้นๆ ไม่ได้ตีพิมพ์อย่างเอิกเกริกหรือพาดหัวข่าวในหน้าหนึ่งให้ผิดปกติแต่อย่างใด

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า การสั่งคดีของจำเลยเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้หรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยมีคำสั่งไม่ฟ้องบริษัท สี่พระยาการพิมพ์ และ นายประชา เพราะพิจารณาถึงเจตนาของผู้ต้องหาทั้งสองแล้วว่า ไม่มีเจตนาหมิ่นประมาทโจทก์โดยการใช้ดุลยพินิจของจำเลยเป็นไปด้วยความสุจริต ใจ ซึ่งการวินิจฉัยสั่งคดีเป็นอิสระของจำเลย การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิด ศาลฎีกาเห็นว่า อัยการมีอำนาจวินิจฉัยสั่งคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่จำเลยย่อมมีอิสระที่จะใช้อำนาจสั่งการตามความเห็นของตนได้โดยไม่มีการ อ้างได้ว่าใช้ดุลยพินิจไปในทางชอบหรือไม่ชอบ

แต่อย่างไรก็ดี ความมีอิสระของพนักงานอัยการที่จะวินิจฉัยสั่งคดีไม่ใช่ว่าจะไร้ขอบเขตเสีย ทีเดียว ซึ่งในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐการใช้ดุลยพินิจสั่งคดี อัยการทุกคนจะต้องอยู่ภายในขอบเขตของความชอบด้วยกฎหมาย และอยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผลที่วิญญูชนทั่วไปยอมรับได้ว่าไม่ใช่เป็น การใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจหรือบิดผันอำนาจ ซึ่งการวินิจฉัยสั่งไม่ฟ้องบริษัท สี่พระยาการพิมพ์ และ นายประชา พบว่า มีข้อเท็จจริงที่ปรากฏในข้อความอันเป็นเท็จใน นสพ.เดลินิวส์ ที่เสนอข่าวกรณีนี้ คือ ระบุว่า ทั้งโจทก์และนายบุญชัย ต่างแจ้งความอีกฝ่ายหนึ่งว่าแจ้งความเท็จ และมีข้อความว่า พนักงานสอบสวนบางยี่ขันดำเนินคดีกับโจทก์และต้องใช้ตำแหน่งราชการประกันตัว ออกไป ซึ่งข้อความนั้นไม่ตรงกับความจริง เพราะวันเกิดเหตุทั้งโจทก์ และนายบุญชัย ยังไม่ได้แจ้งความว่าอีกฝ่ายหนึ่งแจ้งความเท็จ และโจทก์ยังไม่ได้ถูกพนักงานสอบสวนดำเนินคดี โดยการลงข่าวในหนังสือพิมพ์อันเป็นเท็จดังกล่าวเห็นได้ชัดแจ้งว่า ไม่ถูกต้องด้วยหลักจริยธรรมทางวิชาชีพหนังสือพิมพ์ เนื่องจากมีการบิดเบือนข่าว อีกทั้งเป็นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลโดยปราศจากข้ออ้างเรื่องผลประโยชน์ สาธารณะใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์เป็นข้าราชการตุลาการชั้นผู้ใหญ่ การลงข่าวเท็จย่อมทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าโจทก์ไม่ได้ครองตัวให้สมสถานะเป็น ที่น่ายำเกรง

ดังนั้น การที่จำเลยใช้ดุลยพินิจสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 2 โดยอ้างว่า ไม่มีเจตนาหมิ่นประมาทโจทก์ถือว่าเป็นการวินิจฉัยมูลความผิดแบบด่วนวินิจฉัย คดีเสมือนเป็นการพิจาณาพิพากษาคดีของศาล ซึ่งการใช้ดุลยพินิจดังกล่าวนับเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของพนักงานอัยการผู้ สุจริตโดยทั่วไปที่วิญญูชนทั่วไปไม่สามารถยอมรับได้ และการใช้ดุลยพินิจดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เพราะไม่ได้อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผล แต่เป็นการใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจที่เกินล้ำออกนอกขอบเขตของความชอบด้วย กฎหมาย และในฐานะที่จำเลยเป็นข้าราชการอัยการชั้นสูงย่อมทราบดีถึงเกณฑ์วินิจฉัยมูล ความผิด ซึ่งการใช้ดุลยพินิจผิดกฎหมายในกรณีนี้จำเลยเห็นได้อยู่ในตัวแล้วว่าเป็นการ ไม่ชอบและมีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อีกทั้งเพื่อจะช่วย บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ และ นายประชา ไม่ให้ต้องรับโทษจากการกระทำความผิดของตนเอง ดังนั้น จึงถือว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 และ ม.200 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษานั้นชอบแล้ว พิพากษายืน


ขอบคุณ

https://www.midnightuniv.org/forum/index.php?topic=414.0
โดย: สันดอนขุดง่าย สันดานเปลี่ยนยาก [26 ก.ย. 53 17:16] ( IP A:58.8.215.158 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   ที่มา https://www.law-jurist.co.cc/?p=127
ส่วนผู้จัดการไม่ต้องเอ่ยถึง คดีเพียบ ตัดสินไปแล้วก็หลายคดี ขี้เกียจเอามาลง
โดย: ฟฟ [26 ก.ย. 53 17:18] ( IP A:58.8.215.158 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   หึ หึ หึ !!!!


ก็ผมเคยบอกตั้งนานแล้วว่า

ในเสื้อ เหลือง (ASTV ผู้จัดการ) ก็มี เสื้อแดง (ประเภทพูดไม่จริง/บอกไม่หมด)

แล้วในเสื้อแดง ( มติชน ) ก็มีเสื้อเหลือง ( พูดความจริงครบ )

อยู่ที่เราๆท่านๆ ต้องรอบคอบ ตั้งใจสอดส่อง และกรองให้ละเอียดเท่านั้นเอง
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง (เรื่องหมอ) [27 ก.ย. 53 9:07] ( IP A:58.8.220.158 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   มาตรงงาน ตรงเวลาอีกแล้วท่าน คนรู้ทัน
โดย: เบื่อจจริงๆ [27 ก.ย. 53 9:21] ( IP A:210.86.181.20 X: )
รายละเอียด :
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)
รูปประกอบ :
.jpg .bmp .gif < 100K
จัดตำแหน่งรูป :
ชิดซ้าย
กึ่งกลาง
ชิดขวา
เสียงประกอบ : .wav .mp3 .wma .ogg < 300K
คลิปวีดีโอ (Youtube) :
ตัวอย่าง : http://www.youtube.com/watch?v=k_ufqno7NaE


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน