ผมไม่โกหกตัวเอง
   ผมว่าหลายๆคนพยายามโกหกตัวเอง ว่า พรบ ฝ่ายแพทย์เสนอมีข้อดี ผมว่าไม่ดีหรอก ไม่ต้องไปเอาใจหรือพูดคำหวานหยอดหู
โบราณว่า หวานเป็นลม ขมเป็นยา
ทำเรื่องถูกผิดต้องใช้ยาแรง
ไม่เอาก็ไปฟ้องกันแบบเดิม เพราะไม่มี พรบ ก็ฟ้องได้ทั้งแพ่งทั้งอาญา
ประชาชนอุตส่าห์ออกเงินกันเอง ช่วยกันเอง หมอไม่ต้องจ่ายยังพูดมากอีก แบบนี้ก็ไปฟ้องกันต่อก็แล้วกัน
คั้นจุดดี 2 พ.ร.บ.คุ้มครองฯ สางปมแบบ win-win ...?

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 กันยายน 2553 07:01 น.














คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ




นับได้ว่า ณ เวลานี้ “พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ...” กำลังกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้วงการแพทย์ไทย และ ภาคประชาชน แตกร้าวกันอย่างหนัก ซึ่งยังไร้ทางออกที่จะคลายปมประเด็นนี้ได้ ทว่า ที่ผ่านมา ทั้ง 2 ฝ่ายก็พยายามหาทางออกด้วยวิธีของตัวเอง ฝั่งแพทย์ผู้ “คัดค้าน” ก็ดาหน้าวิพากษ์วิจารณ์ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ มาเป็นระรอกหวังเพื่อบีบรัฐบาลให้ถอนออกมาจากการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้วผลักดัน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ.... ที่ยกร่างโดย “นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ” แพทย์ศัลยศาสตร์ด้านประสาท รพ.ราชวิถี เข้าสู่การพิจารณาของสภา แทน โดยพร้อมจะรวบรวมกว่า 1 หมื่นรายชื่อเพื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.ฉบับหมอเป็นกฎหมายคู่ขนานกัน

ระหว่างนี้ทั้งฝ่ายคัดค้าน และสนับสนุน ต่างก็เดินหน้าเข้าพบทั้งวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านอย่างต่อเนี่อง โดยไม่มีท่าทีว่าใครจะยอมใครง่ายๆ ทางฝั่ง “กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)” ที่ตั้งตัวเป็นคนกลาง และมีความพยายามจะเปิดเวทีให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้สะสางเรื่องค้างคาใจกัน ในฐานะ “คณะกรรมการเสริมสร้างความสมานฉันท์ในระบบบริการสาธารณสุข” แต่จนบัดนี้ก็ยังไร้กำหนดวัน เวลา ที่ชัดเจนในการจัดเวทีดังกล่าว จุดนี้ทำให้ภาคประชาชนตั้งข้อสงสัยว่า สธ.เองกำลังจงใจแตะถ่วง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ อยู่หรือไม่ โดยยังพบว่าข้อมูลที่ระบุลำดับวาระของ พ.ร.บ.กลับไม่ตรงกันสักครั้งทั้งในส่วนของวิป และ สธ.

ความระแวงดังกล่าวส่งผลให้ภาคประชาชนเหลืออดกับการรอคอย พร้อมออกป่าวประการศอย่างโจ่งแจ้ง ว่า “หากรัฐบาลยังไม่นำ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ เข้าสภา ภายในวันที่ 30 ก.ย.นี้ จะนัดชุมนมใหญ่ในวันที่ 5 ต.ค.นี้” ซึ่ง “นิมิตร์ เทียนอุดม” ผอ.มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ย้ำชัดว่า การชุมนุมคือเครื่องมือสุดท้ายที่ทำให้เสียงประชาชนดังไปถึงหูผู้บริหารได้

ฟากของกลุ่มแพทย์ผู้คัดค้านก็จัดการแก้เกมกดดันจากภาคประชาชน แต่ทำเอาคนไข้เครียดหนัก หลังจาก “นพ.ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ” รองประธานสหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย (สผพท.) ป่าวประกาศว่าหากภาคประชาชนเคลื่อนไหว ทาง สผพท.โดยกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ก็จะนัดหยุดงานว่าไปนั่น!

ความแข็งกร้าวเพื่อกดดันรัฐบาลจากทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น หลังจากล่าสุดได้ปะกันบนสังเวียนการเสวนาเรื่อง “ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากระบบบริการสาธารณสุข พ.ศ... ใครได้ ใครเสีย เหมือนต่างจากร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข พ.ศ....” ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) แต่หากบรรยากาศกลับดุเดือด มีการดาหน้ากันออกมาชำแหละ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ แต่ครั้งนี้เป็นคิวของกฎหมายคู่ขนาน อย่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบฯ เท่านั้น

ในการพยายามหาทางออกครั้งนั้น “ดล บุนนาค” นักกฎหมายจากสำนักงานประธานศาลฎีกา ยอมรับว่า พ.ร.บ.นี้ ยังมีข้อบกพร่องอยู่ เช่น มาตรา 3 สำหรับคำนิยามของผลกระทบ ให้หมายถึงภาวะความพิการ การสูญเสียสมรรถภาพทางร่างกาย ซึ่งแสดงว่าหากเสียชีวิตหรือภาวะแท้ง จะไม่จ่ายค่าชดเชยหรือไม่? ในมาตรา 46 ที่ให้คณะอนุกรรมการที่พิจารณาการจ่ายเงินต้องรับผิดชอบเต็มจำนวนเงิน รวมทั้งดอกเบี้ยนับแต่วันที่ได้มีการจ่ายให้แก่ผู้ให้ หรือผู้รับบริการในกรณีที่คำสั่งการจ่ายเงินช่วยเหลือไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด ตรงนี้ความเป็นจริงไม่สามารถทำได้ และเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากเป็นคณะอนุกรรมการแน่นอน

ทว่า ข้อเสนอโดยการให้นำข้อดีของทั้ง พ.ร.บ.ฉบับรัฐบาล และแพทย์มาผสมผสานกัน และเสนอเข้าที่ประชุมของสภา เพื่อให้ร่นเวลาในการพิจารณาให้เร็วขึ้น ซึ่งพบว่ากลับเป็นที่ถูกใจจากทุกฝ่าย แต่ปัญหาคือ ยังหาเจ้าภาพในการประสานงานดังกล่าวไม่ได้นั่นเอง

ดังนั้น เมื่อเริ่มมองเห็นแสงเรืองๆ ที่ปลายอุโมงค์ คณะกรรมการเสริมสร้างความสมานฉันท์ฯ ก็จะต้องเร่งถกตามข้อเสนอของนักกฎหมายโดยเร็ว เพื่อหาทาง win-win ในเรื่องนี้ ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่าย่อมเป็นภาพที่หลายฝ่ายอยากเห็นมากกว่าการประท้วงของภาคประชาชน และแพทย์หยุดรักษาผู้ป่วยเป็นไหนๆ
โดย: ไม่รู้จักปรองดอง กินแต่ของดอง [27 ก.ย. 53 12:56] ( IP A:58.8.215.158 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ก็อีกฝ่ายพูดมาแต่ละอย่างทั้งโกหกข่มขู่ คงเห็นว่าชาวบ้านปัญญาอ่อน กลัวตายห่ะ
เช่นว่า จะต้องเสียเงินแพงๆ พูดแบบนี้ แท็กซี่มิเตอร์หัวเราะฟันร่วง
คนไข้เขาจ่ายเพิ่มจากรักษาหวัด 100 บาท เป็น 103 บาท 3 บาทใส่กองทุน หมอก็ได้ 100 เท่าเดิม แต่เวลาเสียหายคนไข้ได้เยียวยา หมอไม่ต้องจ่ายเงิน มันจะประท้วงทำ ห อะไร
แท็กซี่มิเตอร์ ทั้งใหม่ ทั้งประกัน ยังทั้งถูกทั้งแอร์เย็น รถใหม่ๆ
ทำไมจ่ายประกันแล้วราคาถูก ก็ราคามันกำหนดตายตัวห้ามขูดรีด เป็นธรรม รถก็เยอะ ขึ้นราคาก็ลำบาก
สมัยก่อนรถโกโรโกโส แพงก็แพง เรียกเอาตามใจ ประกันก็ไม่มี ชนก็ทิ้งรถหนี (เหมือนหมอไปต่างประเทศ ติดต่อไม่ได้) ก็รถแท็กซี่สมัยก่อนมันผูกขาด ค่าป้ายอย่างเดียวก็ 3 แสน
การแพทย์ก็เช่นกัน ปล่อยหมอผูกขาด ต่อว่าไม่ได้ ตรวจสอบไม่ได้ ชาวบ้านก็ตายๆๆๆ กันเป็นเบือ หาคนเยียวยาแก้ไขไม่ได้ นี่ขนาดองค์การอนามัยโลกก็กำชับมาแล้ว ยังโอ้เอ้ โกหก ป้ายสี ข่มขู่ชาวบ้าน แบบนี้ จะมาปรองดองอะไรกัน ไม่ต้องหาหรอกข้อดีของ พรบ ผู้ได้รับผลกระทอก ผมว่าไม่มีหรอก ผมพูดหวานหูไม่เป็น มีข้อดี แต่ให้ส่งกฤษฏีกา ผมพูดเป็นแต่ว่า เออดี แต่โยนทิ้งไปเหอะ
สังคมเรามันไม่พัฒนาก็เพราะไปลูบหน้าปะจมูกมัวแต่เกรงใจกันนี่แหละ
โดย: ช่วยแล้วยังเรื่องมากก็ไม่คุยแล้ว [27 ก.ย. 53 13:05] ( IP A:58.8.215.158 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   อ้าวไม่ใช่ว่าทุกวันนี้คนไข้รักษาฟรีเหรอครับ
จะมา 100 บาท 103 บาท อะไรได้อีก
โดย: งง [27 ก.ย. 53 18:16] ( IP A:202.28.179.4 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   แกไม่ได้งงหรอกแต่แกแกล้งโง่
พวกรักษาฟรีนี่ สปสช เขาได้งบมารักษาโรคแสนล้าน เป็นภาษีรัฐเก็บจากเขา ก็ให้คืนเขามารักษาโรค ก็หวังว่าคนจนจะได้อ้างสิทธิ ไม่ใช่ต้องไปขอทานสิทธิ์ ส่วนคนรวยเขาก็ไม่ได้ใช้ ก็ฟรีไป ผมเองก็ไม่เคยใช้ ญาติก็ไม่เคยใช้
ทีนี่พอเขาให้แสนล้านเขาก็ให้ขาด ไม่เอาคืน ก็แปลว่าเป็นเงินของเขาแล้ว เอาไปรักษาโรค 100 % ปกติหมอก็ทำชุ่ยตามสถิติ ไอโอเอ็ม ก็เหลือแค่ 90 % อีก 10 % ไปซ่อมพวกผิดพลาดค่าไอซียู
ดังนั้นเขาเลยหักเนื้อตัวเอง 1-3% เพื่อให้พวกซวยด้วยแพทย์ได้เรียกเงิน เรียกทอง การเรียกเงินเรียกทองจะเป็นการบันทึกความซวย ทำให้รู้ว่าวิธีใดจะได้ไม่ซวยในอนาคต เงิน 10 % ที่ต้องเอาไปซ่อมพวกหมอทำซวย ก็เลยลดลง เพราะผิดพลาดป้องกันได้ ก็อาจจะเหลือ 97 % มารักษาโรคแทนที่จะเหลือ 90 %
ดังนี้นเงิน 1-3 % ถือว่าเป็นเงินของเขาที่รัฐให้มาแล้วเขาหักไว้ด้วยเชื่อว่า เงิน 97 % หรือ 100 % รักษาโรคได้ไม่ต่างกัน แต่ถ้าไม่หัก 3 % ก็จะซวยต่อไปเรื่อยๆเหลือเงินแค่ 90 % ไปรักษาโรคซึ่งน่าจะต่างจาก 100 %
โดย: อย่าคิดว่าฟรี เงินภาษีกรู อย่าดูถูกกัน [27 ก.ย. 53 21:37] ( IP A:58.8.15.173 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   https://www.nationalhealth.or.th/blog/archives/492
พวกชอบยาแรงอีกท่านหนึ่ง
โดย: ยาแรงไม่ใช่ยาดอง [27 ก.ย. 53 21:43] ( IP A:58.8.15.173 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน