ผมนับถืออาจารย์นะครับ
   https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=07-10-2010&group=7&gblog=108
ถ้าอาจารย์พูดอย่างนี้
พรบ.นี้มี 7 หมวด และ 50 มาตรา จากการอ่านพิจารณาดูในฐานะแพทย์ซึ่งมิใช่นักกฎหมาย มีความเห็นว่า พรบ. นี้มีข้อบกพร่องหลายประการที่จะนำไปสู่ความเสียหายแก่การแพทย์และการสาธารณสุขของชาติ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในภาวะใกล้ล่มสลาย ความวกวน ไม่กระจ่างชัด ขัดแย้งกันเอง ทำให้ พรบ. นี้ไม่สามารถบรรลุจุดมุ่งหมาย 4 ข้อต้นได้ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้


ข้อ 1 หมวดที่ 1 ตามมาตรา 5 ผู้เสียหายมีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นและเงินชดเชยจากกองทุน โดยมิต้องพิสูจน์ความรับผิด แต่ในมาตรา 6 มีข้อขัดแย้งกันเอง กล่าวคือ มีข้อยกเว้นสามข้อซึ่งจะจ่ายเงินชดเชยตามมาตรา 5 ไม่ได้ คือ 1) ความเสียหายเกิดขึ้นตามปกติธรรมดาของโรคนั้น ๆ 2) ความเสียหายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากการให้บริการสาธารณสุขตามมาตรฐานวิชาชีพ และ 3) ความเสียหายเมื่อสิ้นสุดกระบวนการให้บริการสาธารณสุขไม่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตตามปกติ

ข้อยกเว้นในมาตรา 6 ทั้งสามข้อ ต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขา ซึ่งในคณะกรรมการไม่มีผู้ที่มีคุณสมบัติดังกล่าว การใช้ความเห็นของกรรมการที่ปราศจากความรู้ทางแพทย์ และให้ลงมติโดยการใช้คะแนนเสียง ทำให้การตัดสินเป็นไปโดยขาดหลักเกณฑ์ ปราศจากความยุติธรรม เป็นผลเสียหายทั้งแก่แพทย์และผู้ป่วย นอกจากนั้นการมีข้อยกเว้นต้องพิสูจน์โดยใช้เวลา การจ่ายเงินชดเชยจึงทำไม่ได้ในเร็ววันตามที่กำหนดไว้ ผิดจุดประสงค์ของ พรบ. ข้อ 1 และ ข้อ 2 การไม่ได้เงินชดเชยในระยะเวลารวดเร็วจะนำไปสู่การฟ้องร้องให้มากขึ้น กระทบกระเทือนต่อสัมพันธภาพระหว่างแพทย์และผู้ป่วย ผิดเจตจำนง ข้อ 3 และ ข้อ 4 ของ พรบ.นี้

อาจารย์ลองอ่านเรื่องนี้ดู
https://www.cbsnews.com/stories/2003/07/17/60minutes/main563755.shtml
ถามว่ามีหมอสักกี่คนที่ด่าหมอด้วยกันเอง ผมนับได้ละ 1 คน ปากผมไม่ค่อยดี
ผมนับถืออาจารย์ว่าเป็นอาจารย์ที่น่าเคารพยกย่อง แต่ผมว่าคนหลอกใช้อาจารย์นี่แย่มาก
อาจารย์ลองทบทวนดูว่า หมอธันย์เขาพูดถูกไหม
ผมกะหมอธันย์มีเรื่องตอนตัดไข่ เขาว่าผมนอกแถว ผมก็ไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ก็ไปลาออก ไม่อยากทำ รพ เสียชื่อ
แต่เรื่องนี้ ผมคิดว่าหมอธันย์และพวกสมาชิกรามาฯ น่าจะเข้าใจถูก
แต่ถ้าอาจารย์เข้าใจอย่างนั้นจริงๆก็ไม่ว่ากันครับ อาจารย์คิดยังไงก็ได้ผมก็เคารพความคิดคนอื่น แต่หากมีคนหลอกใช้อาจารย์ ผมว่าแย่หลอกกระทั่งคนที่น่าเคารพยกย่อง
โดย: แต่ผมกลัวคนหลอกใช้อาจารย์ [7 ต.ค. 53 23:27] ( IP A:115.87.194.170 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
    ข้อ 2 การพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นและเงินชดเชย ในหมวด 4 (มาตรา 27-37) มีข้อน่าสังเกตว่า มีการจ่ายค่าชดเชยเบื้องต้น ถ้าผู้เสียหายไม่พอใจ ให้อุทธรณ์ได้ ถ้ายังไม่พอใจกับเงินชดเชยจากการอุทธรณ์ให้ผู้เสียหายฟ้องศาลได้ทั้งทางแพ่งและอาญา ดังนั้นจะทำให้เกิดการฟ้องร้องต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ จึงเกิดผลเสียหายตามมาคือ
อันนี้โดยตรรกะและตัวอย่างจากสวีเดน ฟ้องน้อยลงครับ
ไม่มีใครอยากไปศาลหรอก เพราะไหนจะต้องทนาย ไหนจะต้องหาเงินวางศาล ค่าทนาย ทนายบางคนไถเก่งกว่าหมอ(นวด)อีก
ไปก็ใช่จะได้ตังค์มากขึ้น เว้นแต่คนใช้ตังค์เขาใช้ไม่เป็นธรรม มีพันล้าน จ่าย 78 ล้านแบบนี้ผมก็ไปศาลดีกว่า
โดย: ฟฟ [7 ต.ค. 53 23:31] ( IP A:115.87.194.170 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   แล้วจะค่อยๆแย้ง
โดย: ของีบก่อน [7 ต.ค. 53 23:32] ( IP A:115.87.194.170 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   โดยตรรกะแล้วมันน่าจะไปศาล เพราะแม้ว่าศาลจะสั่งให้แพ้ แต่ก็ยังกลับมารับเงินจาก พรบ ได้อีก โดยขึ้นอยู่กับ คณะกรรมการ แสดงว่า คณะกรรมการ พรบ ใหญ่กว่าศาลอีก

ดีไม่ดี พรบ จ่ายเงินไปก่อนแล้วด้วยซ้ำ เพราะ พรบ บอกว่า ต้องจ่ายเงินภายใน 30 วัน ขยายได้ 15 วันก็ตาม

แสดงว่า ร้อง พรบ แล้วได้เงินชัวร์ๆ ฟ้องศาลยังไม่แน่ แต่ถ้าศาลจ่าย เท่ากับกินรวบ 3 เด้ง ทำไมจะไม่อยากไปละ

เมื่อก่อนอาจร้อนใจ เพราะไม่มีเงินทุน แต่ มี พรบ เงินก็ได้มาแล้ว ก็เย็นใจ ศาลจะจ่ายหรือไม่ถือเป็น เด้งที่สาม ยังไงก็ค่อยๆไปศาล รอศาลได้ ไม่รีบ
โดย: ตรรกะ [8 ต.ค. 53 6:50] ( IP A:182.52.123.229 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   อ่าน พ.ร.บ.ฯมาหรือเปล่าเนี่ย.............เบื่อพวกไม่รู้แต่ขยันออกความเห็น
โดย: กลับไปอ่านก่อน [8 ต.ค. 53 11:04] ( IP A:202.29.9.9 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   มาตรา 34 พรบ ใหญ่กว่าศาล

โดย: *** ไม่ฟังศาล [8 ต.ค. 53 18:28] ( IP A:182.52.124.36 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   ความเห็นที่ 5
คุณต้องเปิดใจกว้าง อ่านกฎหมายแล้วมองลึกถึงเจตนารมย์ของกฎหมายและมองว่าหลายส่วนของกฎหมายเราก็ลอกมาจากต่างประเทศ ซึ่งเขาก็มีนักกฎหมายดีดีใจเป็นธรรมและฉลาดมากที่จะเขียนกฏหมายดีดีออกมา แต่คุณมองว่าเลว แล้วอ้างศาลมาหาเรื่องชาวบ้าน ศาลคงเชื่อคุณหรอกนะ กฤษฏีกาเขามีศาลทำงานอยู่ด้วยเขาคงไม่โง่ออกกฎหมายเองอวยออกมาหรอก ผมจะอธิบายให้ฟัง (ความจริงคุณก็รู้แต่หาเรื่องแกล้งโง่)
วรรคแรก หากคุณฟ้องศาล คนที่เป็นหน่วยงานปกครองของรัฐ ต้องหยุดทำงานต่อ รอศาล อันนี้ก็ธรรมดา เขาก็ให้ศาลใหญ่ที่สุดในการตัดสินความที่ทะเลาะกัน ผู้เสียหายเมื่อยื่นเรื่องไปศาลแล้วก็ไม่ต้องมายื่นเรื่องที่ฝ่ายปกครองอีก เพราะศาลใหญ่กว่า
วรรคที่สอง ต้องแปลอย่างนี้ หากศาลสั่งให้หมอหรือโรงพยาบาล(เอกชนหรือรัฐก็ได้) จ่ายเงินแก่คนไข้ ก็แปลว่าศาลสั่งให้หมอหรือโรงพยาบาลต้องจ่าย(คนไข้เขาฟ้องหมอหรือโรงพยาบาลไม่ได้ฟ้องกองทุน) ดังนั้นหมอหรือโรงพยาบาลต้องจ่าย แต่ความที่กองทุนเป็นประกันภัยแก่หมอหรือโรงพยาบาล กองทุนจึงต้องเข้ามาจ่ายแทนตามหน้าที่ จะจ่ายแค่ไหนอย่างไร ก็ให้ไปตามระเบียบกองทุน
เหมือนรถชนกันขาหัก คนขาหักฟ้องคนขับรถ คนขับรถต้องจ่ายหากศาลระบุว่าผิดต้องจ่ายเงิน แบบนี้ประกันก็ต้องมาจ่ายแทนตามระเบียบบริษัท(ข้อตกลงตอนทำประกัน) แต่ปกติคดีแบบนี้ ศาลจะเรียกประกันภัยเขามาในคดีด้วย หรือคนถูกฟ้องก็ยื่นคำร้องเรียกประกันเขามาในคดีด้วยจะได้ว่าไปทีเดียว เดี๋ยวบริษัทประกันเบี้ยวไม่ยอมจ่ายหาว่าคนขับรถแพ้คดีเพราะสู้คดีไม่เป็น ดังนั้นศาลจะเรียนประกันมาสู้คดีด้วยจะได้สั่งทีเดียว
วรรคนี้ก็ไม่มีปัญหา เอี้ยจะไปใหญ่ว่าศาลได้อย่างไร นอกจากตีความเอี้ยๆ
วรรคสุดท้าย เขาก็บอกว่หากศาลยกฟ้อง โดยไม่ได้ระบุว่าหมอหรือโรงพยาบาลไม่ผิดไม่ต้องจ่าย (เช่นทนายคนไข้มาสาย ศาลจำหน่ายคดี หรือไม่มีพยานมาสืบ หรือขาดอายุความ หรือฟ้องไม่ถุกต้องฯลฯ)แบบนี้ถ้ากองทุนดูแล้วหมอผิด กองทุนจะจ่ายเงินให้เขาไปเยียวยา มันผิดคุณธรรมหรือมนุษยธรรมหรือผิดกฎหมายตรงไหน เว้นแต่พวกเอี้ยไม่ได้สะใจ
ผมว่าคุณเอาสมองไปถูส้วมได้เลยถ้าคิดแบบนี้ คนเราต้องดีมีคุณธรรมจึงสมกับเป็นหมอ
กฎของความเป็นธรรม จะใหญ่กว่ากฎหมายเสมอง
อย่าคิดว่า รธน ใหญ่สุด ชำเขา รธน แล้วสะใจใช่ไหม
พรบ ไม่ได้ใหญ่กว่าศาลหรอก กฤษฏีกาเขาไม่ใช่ ควา ยย จะได้ทำอย่างนั้น ต้องนับถือว่าเขาดีและเก่ง ผมยังคิดไม่ได้ขนาดนี้เลย
โดย: บัด ซ บ เรียกพี่ [8 ต.ค. 53 21:58] ( IP A:58.8.5.184 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
    2) การจ่ายเงินชดเชยให้ผู้เสียหายเมื่อมีปัญหา ต้องพิสูจน์โดยกรรมการที่ไม่มีความรู้ทางแพทย์ การพิจารณาไม่มีหลักเกณฑ์และอาจจ่ายให้โดยพิจารณายังไม่เสร็จเป็นการ ผลาญ เงินจากกองทุน ซึ่งได้จากภาษีอากรของประชาชนซึ่งถูกรีดมาใช้ด้วยวิธีการต่าง ๆ

เป็นที่น่าสังเกตว่ากรรมการที่ดูแลกองทุนนี้มีสิทธิจ่ายเงินจำนวนมหาศาลในการบริหารจัดการกองทุนมากถึง 10% จากเงินกองทุน โดยไม่ได้ระบุว่ามีกลไกตรวจสอบการใช้เงินอย่างรัดกุมหรือไม่?

อันนี้ผมว่าอาจารย์หลงเชื่อพวกที่ชอบโกหก 0.000001 % ซึ่งอาจารย์ก็รู้ว่าไม่จริง พวกนี้โกหกหน้าด้านๆไม่อายฟ้าดิน
เงินนั้นเงินคนไข้ ไม่ใช่เงินภาษี และคงไม่มีใครใช้เงินโดยไม่ถูกตรวจสอบ แม้แต่เงินสมาคม มูลนิธิยังต้องถูกตรวจสอบ
การกล่าวหาแบบนี้เป็นเรื่องน่าละอาย และมีหรือจะไม่มีหมอที่ชอบโกหกคอยตรวจสอบ ในเมื่อแค่ร่าง พรบ มันยังโกหกและพยายามทำแท้งมากกว่าทำคลอด พรบ
ผมว่าอาจารย์พูดไม่มีเหตุผล รับฟังไม่ได้หรอก เรื่องนี้ผมไม่เห็นด้วย
โดย: มาแย้งต่อ [9 ต.ค. 53 2:04] ( IP A:58.8.5.184 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
    1. โรงพยาบาลเอกชนจะขึ้นค่ารักษาพยาบาลเพื่อนำมาจ่ายให้กองทุน ผู้ป่วยจะต้องเสียเงินมากขึ้นโดยไม่ได้รับการบริการที่ดีขึ้น

2. โรงพยาบาลของรัฐซึ่งไม่มีเงินอยู่แล้ว คงต้องหาเงินโดยการหักจากงบประมาณในการรักษาผู้ป่วยบัตรทอง ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยมาตรฐานที่ต่ำลงทั้งที่ปัจจุบันก็แย่อยู่แล้ว

อันนี้อาจารย์ก็ฟังพวกยกเมฆโกหกอีก พวกชอบ พรบ กระทอก หลอกชาวบ้านไปวันๆ
อาจารย์ไปดูหน่วยงานตรวจสอบรัฐของสหรัฐที่ชื่อ GAO เขาศึกษาพบว่าค่าใช้จ่ายที่จ่ายๆๆๆๆคนไข้ ค่าฟ้องร้อง ค่าบริหารจัดการเป็นเพียง 2.4 % ของค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ ที่เหลือหมอได้ไป 30 %
นี่จึงเป็นที่มาว่า ทำไม มาตรา 41 จึงเก็บแค่ 1 %
ถ้าอาจารย์จะคิดคนไข้เอกชนอีก 3 % ก็เหลือพอจะคิดแพงว่าอีก 3 % ก็ไม่ได้ ส่วนของรัฐ ก็หักไว้ 3 % คุณภาพการรักษาก็คงไม่ได้แย่ลง ที่แดกๆกันในกระทรวงจนติดคุกนั้น คงไม่ต้องอธิบายว่าทำไมบริการถึงแย่ๆ อาจารย์ให้คนใช้ 100 ไปตลาด มันอม 3 % อาหารคงอร่อยเหมือนเดิม เพราะใช้เงินซื้อ 97 %
แต่ถ้าไม่หัก 3 % แล้วเอาความผิดมาตรวจสอบแก้ไข เงินร้อยบาทจะเหลือ 90 % แล้วอีก 10 % เอาไปรักษาความผิดพลาดทางการแพทย์นอนไอซียูเป็นเดือนๆ แค่ค่าติดเชื้อใน รพ ก็ตายห่าแล้ว บริการจะแย่กว่าหัก 3 เปอร์เซ็นต์ ในบริษัทก่อสร้างเขายังจ่ายเงินตั้งบริษัทเซฟตี้เลยทั้งๆที่จ่ายไม่ได้ผลทางก่อสร้าง เพราะถ้าไม่จ่ายค่าเซฟตี้ อาจจะพังมากกว่า เรื่องแบบนี้ พวกหมอก็รู้ อาจารย์ไม่ควรให้มันโกหกหลอกคนแก่มาหลอกชาวบ้านอีก
โดย: ผมว่าอาจารย์ก็ไม่ถูกอีก [9 ต.ค. 53 2:12] ( IP A:58.8.5.184 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
    ข้อ 4 กรรมการบริหารพรบ. (หมวดที่ 2 มาตรา 7-16)

1. คุณสมบัติของกรรมการ ไม่ครบถ้วน ขาดองค์ประกอบที่สำคัญคือ กรรมการวิชาชีพ ได้แก่ ผู้แทนแพทยสภา ผู้แทนทันตแพทยสภา ผู้แทนสภาการพยาบาล ผู้แทนสภาเภสัชกรรม ผู้แทนสมาคมแพทย์คลินิกไทย ผู้แทนสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ที่ปรากฏใน พรบ.มีเพียงผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านคุ้มครองผู้บริโภคและด้านบริการสุขภาพ จำนวน 6 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ สื่อสารมวลชน สิทธิมนุษยชน และการเจรจาไกล่เกลี่ยสาธารณสุขด้านละหนึ่งคน

ผู้แทนสภาวิชาชีพเป็นหัวใจสำคัญ จำเป็นมากเพราะต้องดูแลและสร้างมาตรฐานตามมาตรา 6 ที่เป็นด้านวิชาการ ความรู้ไม่ใช่การให้ความเห็น แต่ต้องนำไปวางมาตรฐานในการรักษาพยาบาลให้แก่ประชาชนต่อไป

กรรมการวิชาชีพดังกล่าวข้างต้นได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว แต่ถูกตัดทิ้งไปด้วยเหตุผลอย่างไรไม่ชัดเจน

เขาเห็นผลงานในอดีตแล้วเขากลัว ไม่อยากให้มายุ่ง
แต่ว่าไปแล้วผลงานปัจจุบันหมาดๆหลายคดีที่แพทยสภาบอกไม่มีมูล ศาลก็สั่งให้แพทย์จ่ายเงิน
กฤษฏีกาเขาก็คงไม่อยากได้เท่าไหร่แต่เขาก็อะลุ้มอะล่วย
เรื่องนี้ความจริงผมไม่ติดใจหรอก แต่พวกคนไข้เขากลัวใจ เราก็ต้องกลับไปทบทวนบทบาท ว่าเราจะยืนตรงกลางได้ไหม เข้ามาไม่มีมูล อีกจะอายเขาหากศาลลงโทษทั้งๆที่ไม่มีมูล
โดย: สาเหตุที่เขาไม่เอา [9 ต.ค. 53 2:17] ( IP A:58.8.5.184 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
    2) ขอบเขตหน้าที่และอำนาจของกรรมการ เขียนไว้ไม่ชัดเจน ไม่มีข้อจำกัด สามารถปรับไหมผู้ที่ส่งเงินสมทบกองทุนช้าไป สามารถฟ้องศาลพิจารณาผู้ที่ไม่ร่วมมือจำคุกได้ 6 เดือน

ปรับไหม ผู้ที่ส่งเงินสมทบกองทุนช้าถูกปรับเดือนละ 2% ปีละ 24% ไม่ทราบว่ามีหลักเกณฑ์อะไร ในเมื่อดอกเบี้ยนอกระบบยังน้อยกว่านี้ ถ้าพรบ.นี้ร่างโดยนักสิทธิมนุษยชน และแพทย์ที่ได้ MD แต่เลิกไม่ดูแลผู้ป่วยแล้ว ประเทศไทยจะหวังอะไรกับการร่างกฎหมายชนิดนี้?

ลงโทษ ฟ้องศาลจำคุกได้ถึง 6 เดือน เป้าคือใคร? นอกจากแพทย์ พยาบาล บุคลากรที่ดูแลรักษาผู้ป่วย ผู้ร่าง พรบ.ควรทราบว่า แพทย์และพยาบาลที่จะมีปัญหาในเรื่องคดีส่วนใหญ่เป็นแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลรัฐบาล ที่คนไข้ล้นมือจนทำไม่ไหว เมื่อทำไม่ไหวก็ย่อมมีข้อผิดพลาด ถ้าแพทย์หรือพยาบาลต้องเดินทางมาให้ปากคำ คนไข้ก็ไม่มีคนตรวจรักษาดูแล มาตรฐานการแพทย์ก็ยิ่งต่ำลง ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และคนไข้ยิ่งเลวลง คนไข้จำนวนมากอาจพิการหรือเสียชีวิตเพราะมีหมอไม่พอจะรักษา

อันนี้รูปแบบกฎหมายก็เป็นแบบนี้ พรบ ข้อมูลข่าวสารก็ให้จำคุกคนขัดขืนได้ 6 เดือน แล้วเคยสั่งให้ ผอ ศิริราชที่ไม่ส่งเวชระเบียนติดคุกที่ไหน(ไปแจ้ง ตร ว่าเวชระเบียนหาย)
เขาก็เขียนไว้อย่างนั้น จะได้กลัว แต่ค่าปรับหรือค่าสั่งจำคุกไม่พอใจก็อุทธรณ์ศาลปกครองได้อยู่แล้ว เพราะเป็นคำสั่งปกครอง ศาลก็จะลดให้ หากมีเหตุผลดี
ผมก็ว่าหากเราไม่เป็นคนเลว จะกลัวกฎหมายไปทำไม ศาลปกครองก็ยังพึ่งได้
โดย: ก็อุทธรณ์ได้ [9 ต.ค. 53 2:20] ( IP A:58.8.5.184 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
    เมื่อทำไม่ไหวก็ย่อมมีข้อผิดพลาด ถ้าแพทย์หรือพยาบาลต้องเดินทางมาให้ปากคำ คนไข้ก็ไม่มีคนตรวจรักษาดูแล มาตรฐานการแพทย์ก็ยิ่งต่ำลง ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และคนไข้ยิ่งเลวลง คนไข้จำนวนมากอาจพิการหรือเสียชีวิตเพราะมีหมอไม่พอจะรักษา
ไม่จริงหรอกอาจารย์ ในสหรัฐ ที่เงินพอ หมอพอและไม่ได้รีบเร่ง ตรวจแบบดีเฟนซิฟเมดิซีนก็ยังเดี่ยงจนอายอุบัติเหตุรถยนต์
อันนี้อ้างไม่ได้หรอก ความผิดพลาดไม่ได้เกิดจากสาเหตุนี้เป็นสาเหตุใหญ่ เกิดจากความไม่ระมัดระวัง และไม่ใส่ใจมากกว่า
หมอเข็น พรบ ผู้ประสบภัยจากรถ และทำลาย พรบ ผู้ประสบภัยจากแพทย์ ทั้งๆที่หมอทำตายมากกว่ารถยนต์ชนกัน มันจะไปอธิบายชาวบ้านอย่างไร
โดย: อายเขาไหม [9 ต.ค. 53 2:24] ( IP A:58.8.5.184 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   

โดย: สถิติชัดเจน [9 ต.ค. 53 2:25] ( IP A:58.8.5.184 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
    ข้อ 1 หมวดที่ 1 ตามมาตรา 5 ผู้เสียหายมีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นและเงินชดเชยจากกองทุน โดยมิต้องพิสูจน์ความรับผิด แต่ในมาตรา 6 มีข้อขัดแย้งกันเองกล่าวคือ มีข้อยกเว้นที่นำมาใช้กับมาตรา 5 ไม่ได้ ดังนี้ คือ 1) ความเสียหายเกิดขึ้นตามปกติธรรมดาของโรคนั้น ๆ 2) ความเสียหายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากการให้บริการสาธารณสุขตามมาตรฐานวิชาชีพ และ 3) ความเสียหายเมื่อสิ้นสุดกระบวนการให้บริการสาธารณสุขไม่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตตามปกติ

ข้อความในมาตรา 5 และมาตรา 6 ขัดแย้งกันเอง ในมาตรา 6 ข้อยกเว้น 3 ข้อ ต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ด้วยผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์แต่ละสาขา ซึ่งในคณะกรรมการที่รับผิดชอบ พรบ.ฉบับนี้ไม่มีผู้ที่มีคุณสมบัติดังกล่าว การใช้ความเห็นกรรมการที่ปราศจากความรู้ทางการแพทย์ และให้ลงมติโดยการใช้คะแนนเสียง ทำให้การตัดสินเป็นไปโดยขาดหลักเกณฑ์ ปราศจากความยุติธรรม เป็นผลเสียหายทั้งแก่บุคลากรทางการแพทย์ แพทย์ และผู้ป่วย นอกจากนั้นเมื่อมีข้อยกเว้นจึงต้องพิสูจน์โดยใช้เวลา การจ่ายเงินชดเชยจึงทำไม่ได้ในเร็ววันตามที่กำหนดไว้ ผิดจุดประสงค์ใหญ่ของ พรบ. ในข้อ 1 และ ข้อ 2 การไม่ได้เงินชดเชยในระยะเวลารวดเร็วจะนำไปสู่การฟ้องร้องให้มากขึ้น กระทบกระเทือนต่อสัมพันธภาพระหว่างแพทย์และผู้ป่วย ผิดเจตจำนง ข้อ 3 และ ข้อ 4

ผมไม่เห็นจะขัดแย้งตรงไหน
มาตรา 5 เขาว่านาย ก.หากเสียหาย นายก.มีสิทธิได้รับเงิน โดยนาย ก.ไม่ต้องพิสุจน์ความรับผิด (หมอหอยผิด พยาบาลหน่อยชุ่ยหรือคนตรวจเลือดมั่ว ฯลฯ) แต่ยังไงการทำงานก็ต้องตรวจสอบ มีที่ไหนในโลกที่จ่ายโดยไม่มีการตรวจสอบ อ้างมาได้ พวก 0.00001% ที่ชอบโกหก และมาตรา 6 ก็ตอกย้ำมาตรา 5 ในตัวว่าต้องตรวจสอบ หากเป็นแบบ 6 ก็ไม่จ่าย ก็ไม่เห็นขัดแย้งตรงไหน เบื่อพวกโกหก 0.000001%จริง
โดย: พวกกระทอก [9 ต.ค. 53 2:30] ( IP A:58.8.5.184 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
    ต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ด้วยผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์แต่ละสาขา ซึ่งในคณะกรรมการที่รับผิดชอบ พรบ.ฉบับนี้ไม่มีผู้ที่มีคุณสมบัติดังกล่าว การใช้ความเห็นกรรมการที่ปราศจากความรู้ทางการแพทย์ และให้ลงมติโดยการใช้คะแนนเสียง ทำให้การตัดสินเป็นไปโดยขาดหลักเกณฑ์ ปราศจากความยุติธรรม เป็นผลเสียหายทั้งแก่บุคลากรทางการแพทย์ แพทย์ และผู้ป่วย นอกจากนั้นเมื่อมีข้อยกเว้นจึงต้องพิสูจน์โดยใช้เวลา การจ่ายเงินชดเชยจึงทำไม่ได้ในเร็ววันตามที่กำหนดไว้ ผิดจุดประสงค์ใหญ่ของ พรบ. ในข้อ 1 และ ข้อ 2 การไม่ได้เงินชดเชยในระยะเวลารวดเร็วจะนำไปสู่การฟ้องร้องให้มากขึ้น กระทบกระเทือนต่อสัมพันธภาพระหว่างแพทย์และผู้ป่วย ผิดเจตจำนง ข้อ 3 และ ข้อ 4
เรื่องนี้อาจารย์ก็ผิดอีก ปกติหากมีเรื่องในสวีเดน หมอนั่นแหละเขียนหนังสือให้มาเอาเงิน บอกเหตุผลมาด้วย นี่คนที่เจริญเขาทำกัน
ประเทศด้อยพัฒนาขนาดคนไข้เขามาร้องเรียน ยังบอกไม่มีมูล ต้องไปศาล ศาลสั่งจ่ายยังอุทธรณ์ฏีกา ก็ไม่รู้จะไปใช้เวลาอะไรหนักหนานอกจากเลวสุดๆ คดีที่เมืองแพร่ก็ชัดเจน เมื่อไหร่จะจ่ายเขาสักที ศาลสั่งจ่ายแล้ว (กระทรวงบอกไม่มีมูล)
ถ้าผมเป็น ผอ. รพ ถ้ามีเรื่องไม่รายงานและไม่ทำเรื่องขอเงินให้คนไข้ ผมจะสอบวินัยหมอลูกน้องตัวเอง ต่อไปจะได้ไม่มีปัญหาล่าช้า ไม่ต้องพึ่งหรอก สภาวิชาชีพ พึ่งจรรยาบรรณหมอคนทำผิดก็พอแล้ว
โดย: ฟฟ [9 ต.ค. 53 2:35] ( IP A:58.8.5.184 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
    ข้อ 2 การพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นและเงินชดเชย ในหมวด 4 (มาตรา 27-37) มีข้อน่าสังเกตว่า มีการจ่ายค่าชดเชยเบื้องต้น ถ้าผู้เสียหายไม่พอใจ ให้อุทธรณ์ได้ ถ้ายังไม่พอใจให้ผู้เสียหายฟ้องศาลได้ ทั้งทางแพ่ง อาญา วิ กฎหมายผู้บริโภค อยากตั้งข้อสังเกตว่า มีการฟ้องต่อเป็นลูกโซ่ ซึ่งมีผลเสียหายคือ การฟ้องร้องมีแต่จะมากขึ้นและทวีความรุนแรงขึ้น ความร้าวฉานระหว่างแพทย์ บุคลากรทางแพทย์ และผู้ป่วย หรือผู้เสียหายฝ่ายผู้ป่วยก็จะยิ่งมากขึ้น สัมพันธภาพของแพทย์และผู้ป่วยยิ่งเลวลงเป็นลำดับ อายุความที่จะฟ้องร้องจะยืดเยื้อจากเดิม 1 ปี เป็น 3 ปี – 10 ปี การที่แพทย์ – บุคลากรทางการแพทย์ซึ่งส่วนใหญ่พยายามปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุด แต่ต้องมาพบผลกระทบกับคดีฟ้องร้องอันไม่มีที่สิ้นสุดนี้เป็นการบั่นทอน กำลังใจ กำลังสมอง กำลังกาย ที่ควรจะนำมารับใช้ผู้ป่วยหรือประชาชน มาตรฐานการแพทย์จะลดลง การมีขบวนการไกล่เกลี่ยซึ่งอาจจะต้องใช้เงินชดเชยแก่ผู้ร้อง ใน พรบ. ฉบับนี้ไม่ได้ระบุไว้ว่าใครจะเป็นผู้จ่าย อาจเป็น แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล สถานพยาบาล ที่เป็นจำเลยก็ได้ พรบ.นี้ให้อำนาจกรรมการอย่างไม่มีขอบเขตและไม่เป็นธรรม
อาจารย์เคยอ่านบทความใน newengland journal of medicine ไหม เขาว่าการฟ้องร้องดีสำหรับวงการแพทย์ หมอจะได้ระวัง ได้มีบทเรียน ไม่ได้มีข้อเสียอย่างเดียว
โดย: ฟฟ [9 ต.ค. 53 2:38] ( IP A:58.8.5.184 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
    โดยสรุป พรบ. ฉบับนี้มีผลเสียหายต่อการแพทย์และการสาธารณสุขดังนี้ คือ
1. การจ่ายเงินชดเชยให้ผู้เสียหาย เมื่อมีข้อขัดแย้งต้องพิสูจน์โดยกรรมการที่ไม่มีความรู้ทางแพทย์ การพิจารณาไม่มีหลักเกณฑ์และอาจจ่ายให้โดยพิจารณายังไม่เสร็จเป็นการ ผลาญ เงินอย่างมหาศาล โดยการใช้เงินจากกองทุนซึ่งได้มาจากภาษีอากรของราษฎรซึ่งถูกรีดไปโดยวิธีการต่าง ๆ
2. คดีฟ้องร้องไม่ลดลง มีแต่จะเพิ่มมากขึ้น และทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
3. ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และผู้ป่วยเลวลง นำไปสู่การฟ้องร้องมากขึ้น การรักษาพยาบาลไม่ได้ผล มาตรฐานการแพทย์ต่ำลง เพราะผู้ป่วยขาดความเชื่อถือแพทย์ แพทย์ต้องโดนทำร้ายทางจิตใจ เสียทรัพย์สิน และอาจเสียอิสรภาพ หมดกำลังใจในการดูแลรักษาผู้ป่วย
4. พรบ.ฉบับนี้ถ้าผ่านเป็นกฎหมายจะนำไปสู่การล่มสลายของการแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศไทย ให้เร็วยิ่งขึ้น

ประเทศสวีเดนและนิวซีแลนด์ก็ยังไม่ล่ม
หมอไทยชอบไปเรียนที่นิวซีแลนด์และออสเตรเลีย จะไปทำไมการแพทย์มันเป็นระบบล่มสลาย
โดย: ไม่มีเหตุผลหรอก [9 ต.ค. 53 2:40] ( IP A:58.8.5.184 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
    ข้อ 3 ที่มาของกองทุน (หมวด 3 มาตรา 20-24)
กองทุนมีที่มาจากหลายแห่ง ขอวิจารณ์เพียง 2 แห่ง คือ
1. จากโรงพยาบาลเอกชน
2. จากโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งรวมทั้งกระทรวงสาธารณสุขและมหาวิทยาลัย

ผลร้ายที่จะเกิดตามมาคือ 1) รพ.เอกชนจะขึ้นค่ารักษาพยาบาลเพื่อนำมาจ่ายให้กองทุน ทำให้ประชาชนต้องจ่ายเงินมากขึ้นโดยได้รับบริการเช่นเดิม 2) โรงพยาบาลของรัฐปกติมีเงินน้อยอยู่แล้ว คงต้องใช้เงินในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่ใช้บัตรทองมาจ่ายให้กองทุน ดังนั้นประชาชนที่รับบริการจากโรงพยาบาลของรัฐจะได้รับการรักษาพยาบาลด้วยมาตรฐานที่ต่ำลง ทั้ง ๆ ที่ทุกวันนี้ก็แย่อยู่แล้ว

ทั้งหมดนี้เป็นการทำลายความสัมพันธ์ของแพทย์และผู้ป่วยให้เลวลง

เรื่องเงินที่ว่าแพงและบริการแย่ มันโกหกไม่ได้นานหรอก อีกหน่อยก็ต้องกลืนน้ำลายตัวเอง อย่าโกหกกันดีกว่า 3 % เอง หักเครดิตการ์ดยังมากกว่า VISA 3% AMEX 5%
โดย: สามเปอร์เซ้นต์ไม่ตายหรอก [9 ต.ค. 53 2:42] ( IP A:58.8.5.184 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
    สรุป พรบ. ฉบับนี้เขียนขึ้นโดยบุคคลกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีใจไม่เป็นกลาง มีอคติกับบุคลากรทางการแพทย์มีความรังเกียจเดียดฉันท์? เป็นประการแรก มีความหลงหรือโมหะ เป็นประการที่สอง และมีความโลภโดยผลประโยชน์ที่ได้จากพรบ.ฉบับนี้อย่างน้อยๆ ก็คือ อำนาจในการใช้เงินจำนวนมหาศาลจากกองทุน และควบคุมการแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศไทย เป็นที่น่าเสียดายที่บุคลากรกลุ่มนี้ซึ่งมีโอกาสศึกษาเล่าเรียนสูง มีความสามารถในเชิงความคิดที่ต้องการให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนผู้ยากไร้ แต่ความคิดเหล่านี้ถูกครอบงำด้วย อคติ และอวิชชา ไม่สมกับที่เกิดเป็นชาวพุทธ และมีโอกาสศึกษาเล่าเรียนมากกว่าคนอื่น น่าจะได้กระทำประโยชน์ตามหน้าที่ของตนเองให้ประเทศชาติได้เต็มที่ น่าเสียดายนัก
แล้วคนที่คัดค้านเป็นแบบนี้ด้วยหรือไม่ ทำไมเหลือแต่ฮาร์ดคอร์แบบฐาปนวงศ์และอรพรรณ ที่เหลือไปไหน
แล้วพวกกฤษฏีกา และอาจารย์วิฑูรย์ อาจารย์แสวง ฯลฯ เป็นอย่างนั้นด้วยไหม ระวังย้อนเข้าหาตัวเอง
โดย: พวกกระทอก [9 ต.ค. 53 2:44] ( IP A:58.8.5.184 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
    บทส่งท้าย สถาบันแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศไทย กำเนิดขึ้นด้วยพระวิริยะ อุตสาหะ และทรงเสียสละอย่างใหญ่หลวงของพระบรมราชชนก เป็นประโยชน์แก่ประชาชนชาวไทยอย่างยิ่ง ก่อนมีสถาบันแพทย์และการสาธารณสุขไทยแผนปัจจุบัน ประชาชนล้มตายด้วยโรคระบาด ในอดีตที่ไม่มีการแพทย์แผนปัจจุบันโรคส่วนมากรักษาไม่หาย เช่น วัณโรค ฝีบิดในตับ ไตวาย ยิ่งโรคหัวใจ โรคมะเร็ง ไม่ต้องพูดถึง เราก้าวมาไกลด้วยรากฐานที่พระองค์ทรงวางไว้ให้ แต่ต้องมาเสื่อมลงด้วยกิเลส คือ ความโลภ โกรธ หลง กล่าวคือ 1) ความแตกความสามัคคีในหมู่แพทย์ 2) ความไร้น้ำใจต่อผู้ป่วยซึ่งเกิดจากการกระทำของแพทย์ส่วนน้อย แต่ทำให้ผู้ป่วยหมดความไว้วางใจในแพทย์ ทำให้เกียรติภูมิของแพทย์ถูกเหยียดหยาม แพทย์ซึ่งมิได้ปฏิบัติตนตามจรรยาเหล่านี้ควรได้รับการลงโทษอย่างเด็ดขาด 3) ความโลภ ของผู้ป่วยที่อยากได้เงินจากการฟ้องร้องที่ไร้เหตุผล (ไม่รู้จักพอ) 4) ความเจ็บแค้นชิงชังของผู้ป่วยเพียงหนึ่งถึงสองคนที่มีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับแพทย์แม้ว่าจะนานแสนนานมาแล้ว และความคิดจากบุคคลที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ รวมทั้งนักฉวยโอกาสในคราบของนักบุญ

ทุกสิ่งนี้ได้ฉุดสถาบันแพทย์และการสาธารณสุขไทย ซึ่งเป็นเสาหลักของประเทศให้ตกต่ำลงจนเกือบถึงขอบเหว ในปัจจุบันประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัสเพราะแพทย์ไม่สามารถทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากการฟ้องร้องระบาดไปทั่ว ความบกพร่องเหล่านี้เป็นสนิมในเหล็กทำให้ทุกอย่างพังทลายลงอย่างรวดเร็ว เราซึ่งเป็นคนไทยจะปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ดำเนินต่อไปโดยไม่ช่วยกันแก้ไขหรือ?

การแก้ไข มีปัจจัยเกี่ยวข้องในวงการแพทย์หลายอย่างที่ต้องช่วยกันแก้ไข โดยทุกคนทำหน้าที่ของตนเองเพื่อส่วนรวมให้ดีที่สุด ขอให้เราตอบคำถามต่อไปนี้ คือ
1. แพทย์ ปัจจุบันนี้แพทย์ส่วนใหญ่ทำงานหนัก เพราะต้องการช่วยเหลือผู้ป่วยซึ่งเอาชีวิตมาฝากไว้ อย่างไรก็ตามอุปสรรคในเรื่องความขาดแคลนทุกอย่างโดยเฉพาะ “เวลา” ทำให้ขาดการติดต่อชี้แจงต่อผู้ป่วย ขอให้แพทย์อดทน เห็นใจ ผู้ป่วยในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ให้กำลังใจและเวลาแก่ผู้ป่วยบ้าง


ถ้าแพทย์รัก ห่วงใย คนไข้ สัมพันธภาพระหว่างแพทย์และผู้ป่วยจะเกิดขึ้น เป็นผลดี เป็นบุญกุศล สำหรับแพทย์และผู้ป่วย สถาบันแพทย์จะอยู่รอด

แพทย์ต้องเป็นผู้เริ่มก่อน

2. อาจารย์แพทย์และโรงเรียนแพทย์ เป็นผู้ให้กำเนิดแพทย์ ขอให้ช่วยกันให้ทั้งวิชาและคุณธรรม เป็นตัวอย่าง ปลูกฝัง ความดี แก่ลูกศิษย์ของเรา สิ่งเหล่านี้จะทำได้ด้วย “ความรักและเมตตา” และใช้เวลา
3. ผู้ป่วย เราให้ความไว้วางใจ ซื่อสัตย์ ต่อแพทย์ที่รักษาเราเพียงไร?
เราสามารถเข้าใจและให้อภัยแพทย์ได้หรือไม่ เมื่อการรักษาพยาบาลไม่ได้ผล ทั้ง ๆ ที่แพทย์ได้กระทำอย่างดีที่สุดแล้ว

อย่าลืมว่าผู้ป่วยเป็นกำลังใจสำคัญของแพทย์

ต่อจากบทส่งท้าย ปฏิญญาลอนดอน
London declaration
THE LONDON DECLARATION
Patients for Patient Safety
WHO World Alliance for Patient Safety
We, Patients for Patient Safety, envision a different world in which healthcare errors are not harming people. We are partners in the effort to prevent all avoidable harm in healthcare. Risk and uncertainty are constant companions. So we come together in dialogue, participating in care with providers. We unite our strength as advocates for care without harm in the developing as well as the developed world.
We are committed to spread the word from person to person, town to town, country to country. There is a right to safe healthcare and we will not let the current culture of error and denial, continue. We call for honesty, openness and transparency. We will make the reduction of healthcare errors a basic human right that preserves life around the world.
We, Patients for Patient Safety, will be the voice for all people, but especially those who are now unheard. Together as partners, we will collaborate in:
• Devising and promoting programs for patient safety and patient empowerment.

• Developing and driving a constructive dialogue with all partners concerned with patient safety.

• Establishing systems for reporting and dealing with healthcare harm on a worldwide basis.

• Defining best practices in dealing with healthcare harm of all kinds and promoting those practices throughout the world.
In honor of those who have died, those left disabled, our loved ones today and the world's children yet to be born, we will strive for excellence, so that all involved in healthcare are as safe as possible as soon as possible. This is our pledge of partnership.
January 17, 2006
https://www.psqh.com/mayjun06/consumers.html
โดย: อาจารย์เคยอ่านไหมอย่าฟังพวกโกหก [9 ต.ค. 53 2:48] ( IP A:58.8.5.184 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
    6. แพทย์ส่วนน้อยซึ่งยังวนเวียนอยู่ในกิเลส คือ ความอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด ความหลงและความโกรธ จนประพฤติผิดจรรยาแพทย์ ควรได้รับการลงโทษ เพื่อมิให้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี แพทย์ส่วนน้อยนี้เป็นผู้ทำให้เกียรติภูมิของแพทย์ต่ำลงและทำลายสถาบันแพทย์

โดย: แพทย์ส่วนน้อยนะ คนไข้ตายส่วนใหญ่ [9 ต.ค. 53 2:51] ( IP A:58.8.5.184 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
   ผมไปนอนละครับ เบื่อพายเรือในอ่าง เห็นวงการแพทย์แล้วเศร้าใจ
แพทย์เป็นผู้เข็ญ พรบ ผู้ประสบภัยจากรถ และเป็นผู้ทำลาย พรบ ผู้ประสบภัยจากการแพทย์
ประชาพิจารณ์ 100 % หักผมออกไปได้เลย 1 คน
ผมซึ่งหมอธันย์ด่าว่าเป็นศิษย์นอกแถวรามาธิบดี
แต่ตอนนี้หมอธันย์มาต่อแถวผมซึ่งนอกแถวมาหลายปี
ขอให้คุณหมอโชคดี ยินดีรับมาสู่นอกแถว(แต่ผมแย้งมานานแล้วว่าผมเป็นศิษย์หัวแถว และศิษย์ล้างครูที่โดนพวกศิษย์เลวๆเอาขี้มาป้ายจนเลอะเทอะ แต่ถ้าอาจารย์ยังไม่ยอมสะอาดผมก็แล้วแต๊ มันก็จำเป็นแหล่ว
โดย: ฟฟ [9 ต.ค. 53 2:55] ( IP A:58.8.5.184 X: )
ความคิดเห็นที่ 22
   หมอตัดไข่ประตูน้ำ ไม่ยอมแพ้ ส่งหนังสืออุทธรณ์คำสั่ง สธ.หัวหมอไม่ส่งเวชระเบียนคนไข้เฉือนอัณฑะ อ้างเผยความลับผิดกฎหมาย ทำเสียชื่อ ยันสู้ถึงศาลปกครอง เดือดรับไม่ได้ถูก รพ.รามา ด่าเป็นศิษย์นอกแถว พ้อถูกรังแก ขอลาออกจากศิษย์เก่า

วันนี้ (17 เม.ย.) นพ.เทพ เวชวิสิฐ เจ้าของคลินิกประตูน้ำการแพทย์ (ประตูน้ำโพลีคลินิก) ได้เดินทางมายังกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อยื่นหนังสืออุทธรณ์คำสั่งของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ที่ให้ส่งเอกสารหรือหลักฐานของผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดลูกอัณฑะภายใน 15 วัน โดยหนังสือฉบับดังกล่าวระบุตอนหนึ่ง ว่า เนื่องจากได้พิจารณาข้อกฎหมายดังกล่าวและประมวลกฎหมายอาญามาตรา และ พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 แล้ว เห็นว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นการให้ตนทำความผิดต่อประมวลกฎหมายอาญามาตรา 323 ประกอบมาตรา 84 วรรค 2 และขัดต่อข้อบังคับแพทยสภาเรื่องการรักษาความลับผู้ป่วย หากกรมสนับสนุนฯยังยืนยันคำสั่งเดิม จะนำหนังสือฉบับนี้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขต่อไป และหากยังยืนยันคำสั่งเดิมก็จะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองต่อไป

“ผมไม่ได้ประวิงเวลาหรือจะขัดขืนคำสั่ง ขณะนี้นำเวชระเบียนทั้งหมดใส่ซองไว้ให้แล้ว แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วกลัวว่าจะเกิดปัญหาเรื่องการละเมิดตามกฎหมาย และผู้มาใช้บริการบางรายเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วทั้งประเทศ การเปิดเผยอาจทำให้ได้รับความเสียหายได้ รวมทั้งผู้ป่วยคนอื่นก็ไม่ควรได้รับการเปิดเผยเช่นกัน ผมจึงต้องเดินทางมายื่นหนังสืออุทธรณ์เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ต้องการที่จะเปิดเผยความลับ” นพ.เทพ กล่าว

นพ.เทพ กล่าวต่อว่า หากกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันคำสั่งเดิม ก็คงต้องฟ้องศาลปกครองเพื่อให้ตัดสินเป็นที่สุดเพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้น จึงไม่สามารถหาบรรทัดฐานมาเทียบเคียงได้ โดยใน 1-2 วันนี้จะเดินทางไปแจ้งความที่ สถานีตำรวจพญาไท เพื่อลงบันทึกประจำวัน เรื่องการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของกระทรวงสาธารณสุข ก่อนที่จะรอคำสั่งของกระทรวงสาธารณสุขว่ายังจะให้ตนดำเนินการส่งเวชระเบียบให้เหมือนเดิมหรือไม่

“ในวันที่ 21 เม.ย.เวลา 09.00 น.จะเดินทางไปที่ รพ.รามาธิบดี เพื่อลาออกจากการเป็นศิษย์เก่าของที่นี่ เพราะคิดว่าการออกมาแถลงข่าวว่าผมเป็นลูกศิษย์นอกแถวนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะคนอย่างผมเป็นลูกศิษย์หัวแถว การที่ใช้สถาบันซึ่งใหญ่กว่าออกมากล่าวหากันนั้น ผมรับไม่ได้ ขณะนี้ถือว่าผมถูกรังแก และจะขอเดินหน้าสู้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมขึ้น”นพ.เทพ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเข้ายื่นหนังสือ นพ.เทพ ได้ขอเข้าพบ นพ.ศุภชัย คุณารัตนพฤกษ์ อธิบดีกรมสนับสนุนฯ แต่ นพ.ธเนตร บัวแย้ม หัวหน้ากลุ่มกฎหมายและคดี กองการประกอบโรคศิลปะ ได้เป็นตัวแทนรับหนังสือดังกล่าวแทน พร้อมกล่าวว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย พ.ร.บ.สถานพยาบาล แต่จะรับเรื่องไว้พิจารณา
โดย: aa [9 ต.ค. 53 2:59] ( IP A:58.8.5.184 X: )
ความคิดเห็นที่ 23
   ผมอายุ 57 ผมก็รู้สึกว่าแก่แล้ว คงห่างจากปากหลุมไม่เท่าไหร่ อะไรที่ไม่ถูกตอ้งก็ต้องพยายามทำให้ถูกต้อง ไม่งั้นลูกหลานจะลำบาก
ถ้าผมแก่แล้วโดนใครมาหลอกนี่ผมจะโกรธมาก
โดย: มันไม่น่าหลอกคนแก่ [9 ต.ค. 53 3:01] ( IP A:58.8.5.184 X: )
ความคิดเห็นที่ 24
   หมอรามาระบุ ตัดไข่ทำให้เตี้ย อัพฮอร์โมนหญิงเกินเสี่ยงมะเร็งเต้านม-เบาหวาน-กระดูกเปราะ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 เมษายน 2551 12:51 น.








หมอรามาฯ รุมประณาม หมอผ่าตัดไข่เด็กหวังแปลงเพศ ชี้ผิดจริยธรรมอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่มีที่ใดในโลกทำกัน แต่อาศัยช่องโหว่ที่ไม่มีข้อบังคับการแปลงเพศเอาตัวรอด ระบุกินฮอร์โมนเพศหญิงมากเกินขนาดอันตรายเสี่ยงมะเร็งเต้านม อัลไซเมอร์ เบาหวาน กระดูกเปราะ แถมตัดไข่ตั้งแต่ยังเด็กทำให้ตัวเตี้ย ชี้กรณีทอมตัดนมก็ต้องผ่านการประเมินสภาวะจิตใจเช่นเดียวกับกับการแปลงเพศ

วันนี้ (4 เม.ย.) ที่ศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ ชั้น 5 คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มีการแถลงข่าว"ตัดอัณฑะใช่ว่าหมดความเป็นชาย อันตรายทั้งกายจิต?" โดยศ.นพ.วชิร คชการ รองคณบดีฝ่ายวิชาการอาจารย์ประจำภาควิชาศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การแถลงข่าวครั้งนี้เป็นการให้ข้อมูลทางวิชาการไม่ได้ชี้ว่า การผ่าตัดอัณฑะให้ชายที่อยากเป็นหญิง เพื่อหวังผลแปลงเพศผิดหรือถูก ไม่ได้เป็นผู้พิพากษา แต่สังคมจะเป็นผู้ตัดสินเอง ทั้งนี้ ขั้นตอนการผ่าตัดแปลงเพศที่เป็นมาตรฐานได้รับการยอมรับทั่วโลก จะต้องผ่านการประเมินด้านสภาวะจิตใจอย่างเข้มข้น จากนั้นจึงทำการผ่าตัดลูกอัณฑะออก ใช้ถุงอัณฑะสร้างเป็นอวัยวะเพศหญิงและช่องคลอด รวมตั้งตัดองคชาติออกด้วย จากนั้นจึงให้ฮอร์โมนเพศหญิงในปริมาณที่เหมาะสม ส่วนการผ่าตัดอัณฑะออกนั้นเป็นเพียงการตัดการสร้างฮอร์โมนเพศของร่างกายออกเท่านั้น ยังไม่ถือเป็นการผ่าตัดแปลงเพศ

ต่อข้อถามว่า ถ้ามีแพทย์ในโรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นผู้ผ่าตัดอัณฑะถือว่าผิดจริยธรรมหรือไม่ ศ.นพ.วชิร กล่าวว่า โรงพยาบาลรามาธิบดีถือเป็นสถาบันศึกษา วิจัย ให้ความรู้สอนบุคลกรทำงานในภาคต่างๆ และมีหน้าที่ในการชี้นำสังคมในทางที่ถูกต้องเพื่อให้เกิดมาตรฐานการประพฤติปฏิบัติที่ดี โดยอาจารย์แพทย์ที่สอนลูกศิษย์จะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในกรอบมาตรฐานที่ถูกต้อง ซึ่งการผ่าตัดในลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลแน่นอน เพราะรพ.รามาฯ ไม่ให้มีการผ่าตัดแปลงเพศอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นการเบียดบังเวลาในการรักษาคนไข้อื่นๆ จำนวนมากที่มีความจำเป็นกว่า

“ถ้ามีการผ่าตัดอัณฑะในเด็กเพื่อหวังผลแปลงเพศในโรงพยาบาลถือเป็นการกระทำผิดจรรรยาบรรณวิชาชีพและจริยธรรม ซึ่งจะต้องมีการลงโทษ ส่วนในภาพใหญ่จริงๆ การควบคุมด้านจริยธรรมวิชาชีพมีกฎระเบียบที่ครอบคลุมอยู่แล้ว แต่อยู่ที่ผู้นำไปใช้จะมีการตีความอย่างไรเพราะมาตรฐานจริยธรรมเขียนไว้อย่างกว้างๆ ไม่มีรายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งผู้ที่กระทำผิดมักใช้ช่องโหว่ตรงนี้ บอกว่าไม่ได้ระบุในระเบียบข้อบังคับก็ต้องร่างฯ ระเบียบใหม่ๆ เรื่อยๆ เพื่อคอยอุดช่อง ซึ่งมักตามไม่ทัน ถ้าผู้ได้รับความเสียหายไม่ออกมาเรียกร้อง แล้วถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเวรเป็นกรรม ไม่กล้า ก็จะไม่มีใครรับรู้ และเมื่อเกิดเรื่องขึ้นก็จะต้องใช้กฎหมายอื่นๆ เช่น กฎหมายอาญา ในการชี้ถูกผิด”ศ.นพ.วชิร กล่าว

ศ.นพ.วชิร กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีข่าวที่มีการผ่าตัดเต้านมในหญิงที่อยากเป็นชาย หรือ ทอม เพื่อให้มีสภาพร่างกายคล้ายกับเพศชาย ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นโรค ถือเทียบเคียงกันกับผ่าตัดอัณฑะ ที่เป็นการผ่าตัดอวัยวะของร่างกาย ซึ่งการตัดสินใจต้องอยู่ภายใต้วุฒิภาวะที่เหมาะสม และหากเป็นการกระทำในเด็กก็ถือว่าไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน แม้ว่าเต้านมจะไม่มีผลต่อฮอร์โมนเพศเป็นเพียงการแสดงความเป็นเพศหญิงที่ชัดเจน และทำหน้าที่ให้นมบุตร ขณะที่ในอัณฑะของเพศชายนั้นผลิตอสุจิและฮอร์โมนเพศ ดังนั้น หากจะมีการผ่าตัดเต้านมก็ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับการผ่าตัดอัณฑะ โดยจะต้องผ่านการประเมินสภาวะจิตใจอย่างเข้มงวด ได้รับข้อมูลรอบด้าน ทั้งบวกและลบ

นพ.พัฒน์ มหาโชคเลิศวัฒนา อาจารย์ประจำหน่วยต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า กรณีนี้ที่เกิดขึ้น ไม่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เพราะไม่ใช่มาตรฐานการรักษา และไม่เคยมีการสอนให้แพทย์ดำเนินการ ในระดับนานาชาติก็ถือว่าผิดจริยธรรมอย่างไม่ต้องมีอะไรสงสัย ซึ่งการดำเนินการในลักษณะนี้ เหมือนกับการทำในตลาดมืด

“ผมเป็นศิษย์เก่าของโรงพยาบาลรามาธิบดีรุ่นที่ 13 และในบรรดาศิษย์เก่ารามาธิบดีก็มีผู้ที่คิดนอกแถวนอกกรอบไปบ้าง มองแค่การทำงานได้เงินง่ายๆ ไม่ได้มองทุกอย่างอย่างรอบด้าน ผมได้ติดต่ออาจารย์แพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านอวัยวะเพศและต่อมไร้ท่อในประเทศออสเตรเลียเกี่ยวกับเรื่องการผ่าตัดลูกอัณฑะในเด็กที่ไม่บรรลุนิติภาวะ ซึ่งอาจารย์หมอคนนั้นได้บอกว่า รับไม่ได้และไม่ยอมรับในเรื่องนี้และในต่างประเทศไม่มีการดำเนินการเช่นนี้ และจำเป็นต้องต่อต้านและประณามอย่างรุนแรง”นพ.พัฒน์ กล่าว

นพ.พัฒน์ กล่าวว่า การผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิงไม่ใช่ผู้ต้องการแปลงเพศเดินเข้ามายังสถานพยาบาลก็ดำเนินการผ่าตัดให้ทันที ในต่างประเทศแพทย์จะให้ฮอร์โมนเพศหญิงและให้ทดลองใช้ชีวิตเป็นเพศที่ต้องการ เพื่อให้มั่นใจและเป็นที่ยอมรับว่ามีความสุขจริง จึงจะตัดสินใจผ่าตัดแปลงเพศอย่างถาวร และในต่างประเทศการผ่าตัดแปลงเพศจะไม่ทำก่อนอายุ 18 ปี อีกทั้งในระยะยาวยังไม่มีการติดตามผลว่าเด็กที่ผ่าตัดอัณฑะไปแล้วมีอาการอย่างไร

“มาตรฐานการรักษาที่ดีแพทย์จะค่อยๆ เพิ่มฮอร์โมนเพศหญิงทีละน้อยๆ ทำให้ร่างกายค่อยๆปรับตัว เริ่มสร้างเต้านม ผิวพรรณจะปรับตัว ซึ่งการซื้อฮอร์โมนเพศหญิงหรือยาคุมกำเนิดมาทาน หากทานฮอร์โมนเพศหญิงน้อยร่างกายจะเปลี่ยนแปลงน้อย แต่ถ้ากินมากอย่างในสาวประเภทสองตามสถานบันเทิงจะกินเยอะมากจนเกิดผลเสียกับร่างกาย ซึ่งพบว่าคนกลุ่มนี้จะกินยามากกว่าหญิงธรรมดาทาน3-5 เท่า ดังนั้น โอกาสที่จะทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านม หลอดเลือดหัวใจอุดตันและอัลไซเมอร์ก็จะมากกว่าหญิงทั่วไป และเมื่อเป็นมะเร็งเต้านมแล้วจะมีความรุนแรงมากกว่าหญิงปกติ”นพ.พัฒน์ กล่าว

นพ.พัฒน์ กล่าวต่อว่า นอกจากเรื่องโรคเรื้อรังที่จะเกิดขึ้นจากการทานฮอร์โมนเพศหญิงเป็นปริมาณมากแล้ว การผ่าตัดอัณฑะตั้งแต่วัยเด็กมีผลต่อความสูงของร่างกายจากที่จะมีความสูงได้ 170 เซนติเมตร เมื่อขาดฮอร์โมนเพศชายจะมีความสูงเพียง 155 เซนติเมตรเท่านั้นและยังจะทำให้กระดูกเปราะบาง รวมถึงโอกาสเป็นโรคเบาหวาน และเกี่ยวกับการทำงานของต่อมในสมองด้วย

“การตัดสินใจผ่าตัดลูกอัณฑะออกเพื่อแปลงเพศเป็นหญิง จำเป็นต้องได้รับการประเมินอย่างรอบคอบและรัดกุม โดยคณะแพทย์ผู้รับผิดชอบร่วมกันต้องประกอบด้วย จิตแพทย์ ศัลยแพทย์ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านฮอร์โมน โดยคณะแพทย์จำเป็นต้องปรึกษาหารือกันอย่างถี่ถ้วน ก่อนการผ่าตัด รวมทั้งการวางแผนดูแลรักษาหลังการผ่าตัดและการให้ฮอร์โมนเสริมตลอดชีวิต”นพ.พัฒน์ กล่าว

ด้าน ผศ.นพ.ปราโมทย์ สุคนิชย์ อาจารย์ประจำภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การจะผ่าตัดอัณฑะหรือผ่าตัดเต้านม หรือการผ่าตัดใดๆเพื่อเปลี่ยนเพศจากชายเป็นหญิง หรือหญิงเป็นชาย ควรจะมีการประเมินเบื้องต้นจากคณะแพทย์ทั้งด้านกายและจิต ซึ่งตามมาตรฐานสากลและกฎหมายในต่างประเทศ กำหนดชัดว่าก่อนการผ่าตัดแปลงเพศจะต้องมีใบประเมินด้านจิตใจจากจิตแพทย์ร่วมกับการวินิจฉัยของแพทย์สาขาอื่นด้วย โดยจิตแพทย์จะให้ผู้ต้องการเปลี่ยนเพศ ทดลองใช้ชีวิตเป็นเพศที่ต้องการอย่างน้อย 2 ปี มีการให้ฮอร์โมนเพศอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญต้องมาพบจิตแพทย์เป็นระยะเพื่อติดตามผล ขณะที่ในประเทศไทยเท่าที่ตนทราบก่อนการผ่าตัดไม่เคยมีผู้ต้องการแปลงเพศเข้าพบจิตแพทย์เพื่อปรึกษาและรับการวินิจฉัย ส่วนหนึ่งอาจเนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายในลักษณะนี้ และเห็นว่าขั้นตอนเหล่านี้มีความยุ่งยาก จึงต้องการใช้วิธีทางลัดเพื่อความสะดวก

“ที่ผ่านมาแทบไม่มีผู้ต้องการผ่าตัดแปลงเพศมาเข้ารับการประเมิน ส่วนใหญ่จะเป็นในลักษณะที่พ่อแม่พาหรือบังคับให้มาพบจิตแพทย์ ให้ช่วยตรวจดูว่าลูกเป็นผู้มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศจริงหรือไม่ เป็นมากแค่ไหน และจะรักษาหายได้หรือไม่ ผมคิดว่าหากพ่อแม่ยอมรับและให้คำปรึกษากับลูกอย่างถูกต้องว่าให้ใช้ชีวิตตามเพศที่ต้องการไปก่อน ในอนาคตถ้ามีความแน่ชัดแล้วค่อยไปผ่าตัดแปลงเพศที่หลังก็ยังไม่สาย สิ่งนี้อาจจะช่วยชลอการไปผ่าตัดอัณฑะหรือแปลงเพศของบุตรหลานได้ดีกว่าการคัดค้านหัวชนฝา”ผศ.นพ.ปราโมทย์กล่าว

อนึ่งนพ.เทพ เวชวิสิฐ เจ้าของและผู้ดำเนินการสถานพยาบาลประตูน้ำการแพทย์จบจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีรุ่นที่ 20 ด้วย
ต้องขอโทษอาจารย์ธันย์ด้วย หมอพัฒน์ด่าผม ผมจำสับสน สงสัยจะแก่จนเลอะ
แต่ยังไงผมยังจำได้ว่าผมรามาธิบดีรุ่น 7 ไม่ใช่รุ่น 20
โดย: ฟฟ [9 ต.ค. 53 3:06] ( IP A:58.8.5.184 X: )
ความคิดเห็นที่ 25
    “ผมเป็นศิษย์เก่าของโรงพยาบาลรามาธิบดีรุ่นที่ 13 และในบรรดาศิษย์เก่ารามาธิบดีก็มีผู้ที่คิดนอกแถวนอกกรอบไปบ้าง มองแค่การทำงานได้เงินง่ายๆ ไม่ได้มองทุกอย่างอย่างรอบด้าน ผมได้ติดต่ออาจารย์แพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านอวัยวะเพศและต่อมไร้ท่อในประเทศออสเตรเลียเกี่ยวกับเรื่องการผ่าตัดลูกอัณฑะในเด็กที่ไม่บรรลุนิติภาวะ ซึ่งอาจารย์หมอคนนั้นได้บอกว่า รับไม่ได้และไม่ยอมรับในเรื่องนี้และในต่างประเทศไม่มีการดำเนินการเช่นนี้ และจำเป็นต้องต่อต้านและประณามอย่างรุนแรง”นพ.พัฒน์ กล่าว
ตอนนี้เขาให้ตัดไข่ได้แล้ว คำพูดเป็นนาย
โดย: ต้องระวัง [9 ต.ค. 53 3:08] ( IP A:58.8.5.184 X: )
ความคิดเห็นที่ 26
   ผมตัดไข่ให้คนออสเตรเลียบ่อย สงสัยอาจารย์ที่ออสเตรเลียจะไม่มีความรู้พอ คนออสเตรเลียเลยต้องมาเมืองไทย
โดย: กร๊วก [9 ต.ค. 53 3:09] ( IP A:58.8.5.184 X: )
ความคิดเห็นที่ 27
   ถ้าหมอไม่จัดการกันเอง วันหนึ่งพยาบาลจะจัดให้
https://www.pantown.com/board.php?id=12163&area=4&name=board12&topic=1642&action=view
โดย: แล้วจะอายน้องๆเขา [9 ต.ค. 53 3:14] ( IP A:58.8.5.184 X: )
ความคิดเห็นที่ 28
   ทนายมาสาย ศาลจำหน่ายคดี ก็ต้องฟ้องเอากะทนายสิ
อันนี้ มันแค่เหตุเล็กๆ เป็นไปได้ยาก หาก ศาลยกฟ้องด้วยเหตุอื่น เช่น หมอไม่ผิด เด๋วกองทุนจ่ายให้เอง หาก กรรมการพอใจ ดังนั้นไปฟ้องก่อนได้ ฟ้องแพ้ยังไง ก็ยังมีกองทุนรองรับ

นี่แหละ นโยบายเอื้อประโยช เหมือนพ่อทักกี้ เค้าเรียกว่าโกงแบบชอบธรรม
โดย: พ่อทักกี้สอนไว้ดี [9 ต.ค. 53 10:40] ( IP A:182.52.122.197 X: )
ความคิดเห็นที่ 29
   ที่เครือข่ายประมาณการไว้ ว่ามีผู้เสียหายประมาณ สามหมื่นกว่าราย
ระยะเวลาพิจารณาให้แล้วเสร็จ 30 วัน และขยายได้ 15 วันไม่เกิน 2 ครั้ง เฉลี่ยก็พิจารณาเดือนละประมาณ 3000 ราย

####หากพิจารณาไม่ทันให้อนุมัติเลย##### สุดๆไม๊

โดย: พรบ แดง [11 ต.ค. 53 15:29] ( IP A:182.52.123.237 X: )
ความคิดเห็นที่ 30
   กินนิ่มๆ กิน เนียนๆ
โดย: พ่อทักกี้ สอนมาดี [13 ต.ค. 53 19:55] ( IP A:182.52.126.25 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน