ว่าด้วยกลุ่มคำที่มีความหมายว่า "ไม่จริง" ตามพจนานุกรม
   เพื่อให้ทันกับยุคสมัยที่ในเมืองไทยเรา มีหมอ (ทั้งหมอความและหมอแพทย์) นักการเมือง (ไล่ตั้งแต่ระดับนายกรัฐมนตรี รองนายกฯ รัฐมนตรี ฯลฯ) และข้าราชการ รวมไปถึงระดับดารา ไฮโซ ไฮซ้อ เอ็น.จี.โอ ที่พากันออกมาเสนอหน้า พูด พูด แล้วก็พูด จนเราจับได้ว่า โกหก และ/หรือ บอกไม่หมด

ผมจึงขอยกเอา พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยเลือกเฉพาะบางคำ พร้อมกับคำอธิบาย (แต่ก็หลายคำอยู่ เพราะลักษณะของการพูดไม่จริงนั้น มีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะ ทั้งนี้ เป็นไปตามระดับความรู้ ความสามารถ (เฉพาะตัวของผู้พูดแต่ละคน จากพื้นเพ/นิสัยเดิมๆที่ปรากฏให้เรารับรู้)) ที่อธิบายกริยา และหรือ การกระทำที่เรียกหรือเป็นที่เข้าใจว่า “โกหก” ซึ่งขอชี้ว่า ยิ่งคนมีฐานะทางสังคมสูงพ่วงภูมิความรู้ (ที่ดูเหมือนสูง แต่การรับรู้ในความเท่าทันของคนที่รับฟังมีค่อนข้างต่ำ) มาก ก็ยิ่งพูดเท็จ/โกหกได้ลึกมาก (แบบต้องตรวจลงไปถึงลายนิ้วมือ หรือ DNA กันเลย) เป็นเงาตามตัวไป เอาล่ะ พล่ามมากไปเดี๋ยวท่านจ้าวบ้านเคืองขึ้นมา (จะตัดเงินแต๊ะเอียลงซะ ยิ่งใกล้ตรุษจีนด้วย) และอีกหลายๆท่านจะไม่ยอมอ่านต่อ ขอตัดเข้าเรื่องเลยครับ

โกหก จงใจกล่าวคำไม่จริง, พูดปด, พูดเท็จ (มักใช้กันอย่างไม่สุภาพ)
กะล่อน พูดคล่อง แต่ไม่จริงเป็นส่วนมาก
กลับกลอก ไม่อยู่กับร่องกับรอย, พลิกแพลง (ใช้เป็นภาษาพูดมากกว่า)
กลิ้งกลอก กลับไปกลับมาเอาแน่ไม่ได้
สับปลับ กลับกลอกเชื่อไม่ได้ (มักใช้แก่กริยาพูด)
ปลิ้นปล้อน, ปลิ้นปลอก ใช้อุบายล่อลวงเพื่อให้สำเร็จประโยชน์ส่วนตน
ตลบตะแลง พลิกแพลงด้วยเล่ห์เหลี่ยมให้หลงเชื่อ, ปลิ้นปล้อน
ตระบัดสัตย์ ไม่รักษาคำมั่นสัญญา
ตอแหล เป็นคำด่าคนที่พูดเท็จ (มักใช้ด่าสตรี)
เล่นลิ้น เป็นคำกริยา = พูดเป็นสำนวนไม่ตรงไปตรงมา (กริยานี้ยอมรับว่าผมเป็นบ่อย)

อ้อ ผมขอบัญญัติไว้เพิ่มเติมคำนึง คือคำว่า
โกหกในสาระสำคัญ หมายความถึง การพูดบอกเล่าไม่ครบเรื่อง ปิดบังบางส่วนหรือส่วนสำคัญของเรื่องที่พูด ซึ่งทำให้ผู้ฟังเข้าใจผิดในสาระสำคัญ

ก็คงมีเท่านี้จากที่ผมพยายามนึก+ค้นได้จากเว็บนั้น พ่อแม่พี่น้องก็ลองเปรียบดูนะครับว่า คำเหล่านี้จะเข้ากันได้กับพฤติการณ์ของหมู่คนที่ผมว่ามานี้ คำไหนตรงเรื่องไหนบ้าง และใครกันที่พูด???
สำหรับผมนะ ตั้งแต่ฟังพันธมิตรฯชุมนุมเมื่อ 25 ม.ค. มานี่ นึกถึงเรื่องที่นายกฯ อภิสิทธิ์ พูดๆมาเรื่อง 7 คนไทยกับเรื่องศูนย์อพยพบ้านโจกเจียก (บ้านหนองจาน, อำเภอโชคชัย) ที่โดนพวกเขมรยึดไปแล้วกว่า 30 ปี

ไอ้ 10 คำ + 1 วลี ที่ผมยกมานะ ได้นำมาเปรียบเทียบใช้กับทุกๆคนที่ผมว่ามานะ แต่ละคนมากเป็นสิบครั้งล่ะมั๊ง

เฮ้อ อนาจหนอ ที่จะบอกว่า ที่นี่ประเทศไทย ยุครัฐบาลไทยหัวใจเขมร ซะงั้น !!!!!!
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง(เรื่องหมอ) [27 ม.ค. 54 14:43] ( IP A:61.90.6.155 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ดีแต่ก๊อบคำพูดคนอื่นมา
โดย: ไม่มีใครเค้าสนใจ [30 ม.ค. 54 22:48] ( IP A:182.52.121.76 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   ขอบคุณครับที่ชมเรื่องจริงๆมั่ง ไม่มั่วแสดงความคิดเห็นแบบบิดเบี้ยว/เบี่ยงประเด็นอย่างเคย

ไอ้ผมก็ชอบที่จะก็อปคำ/ความคิดดีๆของคนอื่นๆมาแสดงซ้ำๆ เผื่อจะได้ซึมซับเข้าสมองของคนบางกลุ่มที่ กี่ปีกี่ชาติ (หวังว่าเฉพาะชาตินี้) ก็มีปัญญาแค่ "เป็นบัวจมอยู่ในตม ไม่ผุดโผล่พ้นตมซะที"

เอาล่ะ ผมค้นได้คำเพิ่มเติมอีกเข่งหนึ่งจากราชบัณฑิตสถานมาฝากไว้อีกครับ เพื่อจะได้ประดับความรู้ ใช้ภาษาไทยให้ได้ถูกต้อง เป็นการป้องกันการวิบัติของภาษาไทย โดยเฉพาะหวังว่าผู้ใหญ่ในรัฐบาลไทยยุคนี้ จะได้สำนึกว่า เราเป็นชาติไทย ไม่ใช่ขี้ข้ารัฐบาลเขมร ที่ได้ทีขี่แพะไล่เรา เพราะรู้ว่า " ถือไพ่เหนือกว่าที่มีผลประโยชน์ ทางผิดกฎหมายแถวชายแดน กับ โอกาสในการกอบโกยผลประโยชน์อย่างมูมมามฉ้อฉลของแหล่งน้ำมัน/แก็สมหาศาลในทะเลอ่าวไทย ไว้ต่อรองยั่วน้ำลายนักการเมืองและกลุ่มทุนไทยสามานอย่างเป็นต่อ "

เอ้า เลี้ยวกลับมาเข้าเรื่องครับ

กุศโลบาย[กุสะ-, กุดสะ-> น. อุบายอันแยบคาย. (ส. กุศล + อุปาย)
เพทุบาย, เพโทบาย ก. ทําเล่ห์กล, ทําอุบาย
เล่ห์กล น. การลวงหรือล่อลวงให้หลงผิดหรือเพื่อให้เข้าใจผิด
เล่ห์กล, เล่ห์เหลี่ยม น. ชั้นเชิง, อุบาย
แยบยล น. กล, อุบาย. ว. มีกลเม็ดหรือชั้นเชิงแนบเนียน เช่น เขามีกรรมวิธี
แยบยล นักประพันธ์มีกลวิธีเขียนเรื่องแยบยล
ฉ้อฉล คดโกง ก. ประพฤติทุจริต,ไม่ซื่อตรง
ก. ใช้อุบายหลอกลวงโดยเอาความเท็จมากล่าวเพื่อให้เขาหลงผิด
สำบัดสำนวน ก. พูดจาหลีกเลี่ยงไม่ให้เข้าใจตรงๆ, ใช้คารมพลิกแพลง,
เล่นลิ้น, เช่น อย่าสำบัดสำนวนให้มากนัก.
น. สํานวน, คารมพลิกแพลง, เช่น เขาพูดมีสำบัดสำนวนมาก บทความ
ของเขาเต็มไปด้วยสำบัดสำนวน
แนบเนียน ว. อย่างสนิทและรัดกุม เช่น ทําได้อย่างแนบเนียน ปลอมตัวได้อย่าง
แนบเนียน
แฝง ก. หลบ แอบ ซ่อน เร้น โดยอาศัยสิ่งกําบัง. ว. เคลือบคลุม, ที่ซ่อนเร้น
เช่น ความร้อนแฝง
แอบแฝง ก. ซ่อนเร้น
เสแสร้ง [–แส้ง> ก. แกล้งทําให้เข้าใจเป็นอื่น, แกล้งทำไม่ตรงกับใจ,
เช่น เขาเสแสร้งทำดีด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่ชอบคนคนนั้น.
บริบท [บอริบด> (ไว) น. คําหรือข้อความแวดล้อมเพื่อช่วยให้เข้าใจความหมาย,
ปริบท (ปะริบด) ก็ว่า
ส่งเดช (ปาก) ว. ลวก ๆ, มักง่าย, เช่น ทำส่งเดชพอให้พ้นตัว, ส่งๆ ก็ว่า
วิเทโศบาย น. นโยบายการต่างประเทศ (ในยุคนายกฯ อภิสิทธิ์ คือ แบ่งแผ่นดินไทยให้เขมร)
แอบอ้าง ก. เอาไปอ้างโดยเจ้าตัวไม่รู้
มั่ว ก. สุมกัน, รวมกัน, ออกัน, ประชุม; ปะปนกันจนแยกไม่ออก เช่น วางของมั่วไป
หมด
พลิ้ว [พฺลิ้ว> ก. บิด, เบี้ยว, เช่น คมมีดพลิ้ว; สะบัดเป็นคลื่นไปตามลม
เช่น ธงพลิ้ว.
มั่วสุม ก. ชุมนุมกันเพื่อกระทําการในทางไม่ดี เช่น มั่วสุมเล่นการพนัน
ฮึ่ย อ. คําที่เปล่งออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย.
เฮ่ย อ. คำที่เปล่งออกมาแสดงความขัดแย้งไม่เห็นด้วยหรือเห็นว่า
ไม่สำคัญเป็นต้น.
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง(เรื่องหมอ) [4 ก.พ. 54 10:33] ( IP A:58.8.68.153 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   อ้อ ขอนอกแนวหน่อยครับ เพราะเป็นเรื่องใหญ่มากที่สุดกับบ้านเมืองในยุคนี้ ใหญ่กว่าเรื่องความผิดพลาดของหมอที่ทำกับคนไข้ซึ่งเราต่อสู้มาเป็นแรมปีซะอีก

เรื่องใหญ่มหึมาที่ว่า มีใจความอยู่ในข้อเขียนด้านล่างนี้แล้วครับ ซึ่งเป็นข้อเขียนของท่าน ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ, อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ดังนี้ครับ

***********************

บทความทางวิชาการนี้ ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาที่จะทำลาย หรือบั่นทอน การบริหารงานของรัฐบาลหรือข้าราชการซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐแต่อย่างใด แต่มีเจตนาที่จะให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานของรัฐดังกล่าวได้ตระหนักถึงผลของการกระทำในขณะนี้ ซึ่งมีและอาจมีผลเป็นการกระทำความผิดอาญาต่อแผ่นดินในข้อหาความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร การกระทำที่ผู้กระทำคิดไม่ถึง แต่ได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งลงไปแล้ว ทำให้ราชอาณาจักรของรัฐไทยต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐต่างประเทศ หรือทำให้เอกราชของรัฐเสื่อมเสียไป หรือมีการคบคิดกับบุคคลใด ( ไม่ว่าภายในหรือภายนอกราชอาณาจักรไทย ) เพื่อกระทำการใดๆอันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของรัฐต่างประเทศด้วยความประสงค์ที่จะก่อให้เกิดการดำเนินการในทางอื่นที่เป็นปรปักษ์ต่อรัฐไทย ผู้นั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้กระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร ตามป.อาญามาตรา 119 , 120 ,128 และ 129 แล้ว

ไทยและกัมพูชาที่มีอาณาเขตแดนติดต่อเป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน รัฐบาลและผู้มีหน้าที่รับผิดชอบทั้งสองประเทศจะต้องทราบดีถึงหลักปฏิบัติต่อกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยจะต้องใช้หลักของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน ( good neighbourliness ) และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ( Peaceful coexistence ) ซึ่งเป็นหลักกฎหมายระหว่างประเทศ 5 ประการ ( Five Principles of Peaceful Coexistence ) คือ (1) สองฝ่ายจะต้องเคารพในบูรณภาพและอำนาจอธิปไตยแห่งเขตแดนซึ่งกันและกัน ( mutual respect for territorial integrity and sovereignty ) ( 2 ) การไม่รุกรานซึ่งกันและกัน ( non - aggressive ) ( 3 ) ไม่ก้าวก่ายกิจการภายในซึ่งกันและกัน ( non - interference in internal affairs ) ( 4 ) มีผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน ( equality and mutual advantage ) และ ( 5 ) การอยู่ร่วมกันเองอย่างสันติสุข ( Peaceful coexistence itself ) [ อันมีที่มาจากคดีพิพาท Sino - Indian Pancha Shiha Agreement of 1954 >

ไทย และกัมพูชาได้ตระหนักถึงปัญหาเขตแดนที่มีต่อกันหลังจากสงครามในกัมพูชาได้สิ้นสุดลง จึงได้ร่วมกันทำบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขึ้นในปี 2543 หรือที่เรียกว่า MOU2543 ( โดยไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ) โดยบันทึกดังกล่าวในข้อ 3 ได้ระบุไว้ ให้มีคณะกรรมการบริหารเทคนิคร่วมพิสูจน์ เพื่อทราบตำแหน่งที่แน่ชัดของหลักเขตแดน 73 หลัก ซึ่งจัดทำขึ้นโดยคณะกรรมปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน เมื่อปี ค. ศ.1909 และ ค.ศ. 1919 และรายงานผลการพิสูจน์ทราบต่อคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมกันพิสูจน์เพื่อพิจารณา แสดงให้เห็นว่า เขตแดนระหว่างไทยกับอินโดจีน ( ไม่ใช่กัมพูชา ) มีหลักเขตแดน 73 หลักอยู่แล้ว และไทยกับกัมพูชาจะใช้หลักเขตแดนเฉพาะ 73 หลัก เป็นแนวทางที่จะนำมาพิสูจน์ทางเทคนิคเพื่อปักปันเขตแดนทางบกกันตามMOU2543 ดังกล่าว แต่เมื่อยังไม่ปรากฏว่ามีการพิสูจน์ทางเทคนิคของที่ตั้งที่แท้จริงของ 73 หลักเขต การกำหนดการปักปันเขตแดนจึงยังมิไม่ได้มีการกระทำกัน ดังนั้นเมื่อมีปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้นรัฐบาลทั้งสองประเทศจะต้องปฏิบัติต่อกันเยี่ยงมิตรประเทศที่เป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน ที่จะต้องอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ 5 ข้อและตาม MOU2543 ดังกล่าว การที่เจ็ดคนไทยได้เข้าไปในพื้นที่ที่เป็นเขตดินแดนที่ยังมีปัญหา เพื่อที่จะเข้าไปตรวจดูหลักเขตและที่ดินซึ่งมีราษฎรมาร้องทุกข์ว่าไม่สามารถเข้าไปทำกินในที่ดินซึ่งมีหนังสือสำคัญที่ได้ออกโดยรัฐไทยมาเป็นเวลาหลายสิบปีได้ เพราะมีชาวเขมรเข้ามาอยู่ในที่ดินดังกล่าวตั้งแต่ที่มีเขมรอพยพเข้ามาอยู่ในเขตแดนไทยหลายปีมาแล้วแต่ไม่ยอมออกไป อันเป็นการเข้าไปปฏิบัติภารกิจตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ( ตามที่มีข่าว) โดยไม่ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเขตแดนหรือกองกำลังรักษาดินแดนฝ่ายใดได้ห้ามปราบมิให้เข้าไปในสถานที่ดังกล่าวแล้ว รัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาจะกล่าวหาว่าคนไทย 7 คนรุกล้ำดินแดน หรือเข้าเมืองกัมพูชาโดยผิดกฎหมายไม่ได้เลย และกัมพูชาจะจับกุมเจ็ดคนไทยเยี่ยงผู้กระทำความผิดไม่ได้เช่นกัน จะตั้งข้อหาเพิ่มเติมภายหลังการจับกุมว่ากระทำการจารกรรมไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะการกระทำดังกล่าวขัดต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศและขัดต่อMOU2543 ข้อ 6 ซึ่งได้กำหนดให้ระงับข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดจากการตีความ หรือการบังคับใช้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้โดยสันติวิธีด้วยการปรึกษาหารือและการเจรจา

เมื่อ 7 คนไทย ถูกจับบริเวณหลักเขตแดน ซึ่งยังไม่รู้ว่าเป็นดินแดนของเขตประเทศใด เพราะยังไม่มีการพิสูจน์ทางเทคนิคกันในเรื่องหลักเขตกัน กัมพูชาไม่มีอำนาจที่จะจับกุมคนไทยทั้ง 7 คนได้ (หากไม่ปรากฏว่ามีการกระทำความผิดซึ่งหน้าอื่น อันเป็นความผิดตามกฎหมายของประเทศกัมพูชาเกิดขึ้นในขณะนั้น ) และจะนำคนไทยทั้ง 7 คนไปขึ้นศาลประเทศกัมพูชาไม่ได้เลย เพราะศาลที่จะมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีได้จะต้องมีเขตอำนาจศาล ( Territorial Jurisdiction ) เมื่อสถานที่เกิดเหตุเป็นเขตแดนที่ยังไม่รู้ว่าเป็นเขตแดนประเทศใด ศาลกัมพูชาย่อมไม่มีเขตอำนาจศาลที่จะพิจารณาพิพากษาคดีในกรณีรุกล้ำเขตแดนประเทศได้เลย และในกรณีเช่นนี้ ไม่มีประเทศใดในโลกที่จะยอมรับเขตอำนาจศาลของประเทศที่ประชิดพรมแดนกันให้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพลเมืองของประเทศตนในเรื่องการรุกล้ำเขตแดนได้ และจะผลักใสพลเมืองของประเทศให้ไปอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยทางศาลของประเทศนั้นก็ไม่ได้เช่นกัน การไม่ยอมรับเขตอำนาจศาลในกรณีดังกล่าวไม่ใช่เป็นก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศ แต่เป็นการที่ประเทศนั้นต้องรักษาไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของตน รัฐไทยและรัฐกัมพูชาต่างมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศดังกล่าวด้วยกัน

เจ็ดคนไทยถูกจับกุมขณะเดินเข้าไปในเขตแดนติดต่อระหว่างไทย-กัมพูชา บริเวณหลักเขตที่ 44 - 47 ( ตามข่าว) เพื่อที่จะเข้าไปตรวจสอบที่ดินของราษฎรที่มาร้องทุกข์ เรื่องที่ทำกิน และถูกกองกำลังทหารกัมพูชาจับกุมนำไปกักขังเพื่อขึ้นศาลกัมพูชาที่กรุงพนมเปญ โดยในขณะที่เดินเข้าไปและถูกจับกุมโดยกองกำลังทหารกัมพูชา นั้น กลับไม่พบกองกำลังรักษาดินแดนของไทยเลย และจากข้อร้องทุกข์ของราษฎรที่อ้างว่า ไม่สามารถเข้าไปทำกินในที่ดินที่มีเอกสารสำคัญแสดงสิทธิในที่ดินเป็นเวลานานแล้ว จึงมีข้อที่น่าสังเกตว่ารัฐไทยได้ยินยอมให้ชาวกัมพูชาเข้ามายึดที่ดินของราษฎรไทยที่มีหนังสือสำคัญแสดงสิทธิไปหมดแล้ว โดยไม่ดำเนินการใดๆเพราะมีความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัฐบาล และ ข้าราชการของทั้งสองประเทศหรือไม่ เพราะแทบจะทันทีที่มีข่าวว่าทหารกัมพูชาจับคนไทยนั้น เจ้าหน้าที่รัฐไทยระดับสูง ทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการต่างก็ออกมายืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า คนไทยถูกจับในเขตแดนของประเทศกัมพูชา โดยที่บุคคลเหล่านั้นไม่ได้รู้เห็นสถานที่คนไทยถูกจับกุมแต่อย่างใดเลย และจากการออกมายืนยันต่อสาธารณชนดังกล่าว ซึ่งก็มีผลโดยมีข่าวว่ากัมพูชาจะอ้างบุคคลดังกล่าวเป็นพยานในศาลกัมพูชาเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีลงโทษคนไทย การออกมาพูดต่อสาธารณะของเจ้าหน้าที่ไทยยืนยันว่าคนไทยถูกจับในเขตแดนกัมพูชา โดยที่ยังไม่มีการพิสูจน์ทางเทคนิคของหลักเขต 73 หลัก เป็นการที่ผู้พูดมีเจตนาประสงค์จะให้พื้นที่ที่คนทั้ง 7 ถูกจับนั้นเป็นเขตดินแดนของกัมพูชา ซึ่งจะต้องกล่าวหาว่า 7 คนไทยได้กระทำความผิด อันเป็นการกระทำที่มีลักษณะเป็นการยัดข้อหาให้กับพลเมืองของรัฐไทย และเพื่อแสดงให้เห็นว่าบริเวณที่ถูกจับนั้นเป็นอาณาเขตประเทศกัมพูชา และเมื่อมีการดำเนินการให้ความช่วยเหลือในเรื่องการประกันตัว ก็มีการแสดงออกสู่สาธารณะที่จะให้ศาลกัมพูชาพิจารณาพิพากษาคดีโดยเร็ว เพื่อที่จะได้ขออภัยโทษจากกษัตริย์กัมพูชา จึงเป็นการแสดงโดยชัดแจ้งในการยินยอมให้ศาลกัมพูชามีเขตอำนาจศาลเหนือดินแดนที่ยังไม่ได้มีการพิสูจน์ทางเทคนิคเพื่อปักปันเขตดินแดน โดยยัดเยียดข้อหาให้คนไทยเพื่อให้อำนาจอธิปไตยทางศาลของกัมพูชามามีอำนาจเหนือพลเมืองและดินแดนของรัฐไทย โดยที่ 7 คนไทยมิได้กระทำความผิดใดๆเพราะจุดที่ถูกจับนั้นยังไม่รู้ว่าเป็นดินแดนของไทยหรือกัมพูชา

**************************

ต่อที่ คห ถัดไป
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง(เรื่องหมอ) [4 ก.พ. 54 11:02] ( IP A:58.8.68.153 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   **************

ผู้นำกัมพูชาประกาศกร้าวให้ดำเนินคดีกับ 7 คนไทยที่ศาลกัมพูชา ใครจะก้าวก่ายอำนาจศาลกัมพูชาไม่ได้ เป็นการแสดงออกที่ไม่ปฏิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและตามMOU 2543

ผู้นำรัฐไทยทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการที่มีอำนาจทั้งฝ่ายความมั่นคงและต่างประเทศประกาศยอมรับไม่ก้าวก่ายอำนาจศาลของกัมพูชา อันเป็นการที่ไทยยอมสยบให้อำนาจอธิปไตยทางศาลกัมพูชาให้มีอำนาจเหนือพลเมืองรัฐไทยและเหนือดินแดนที่มีการจับกุม คนไทยโดยที่ยังไม่รู้ว่าดินแดนตรงนั้นเป็นของไทยหรือกัมพูชา โดยอ้างว่าคนไทยทั้ง 7 รุกล้ำเขตแดนกัมพูชา

เมื่อเจ็ดคนไทยถูกนำขึ้นศาลกัมพูชาแล้ว ได้มีการตั้งข้อหาเพิ่มเฉพาะนายวีระ สมความคิดและนางสาวราตรี พิพัฒนาไพบูลย์ ในข้อหากระทำการจารกรรม ( พยายามประมวลข่าวสาร ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อการป้องกันประเทศ) การตั้งข้อหาดังกล่าวไม่ได้มีจุดมุ่งหมายมาที่บุคคลทั้งสอง เพราะบุคคลทั้งสองไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่เป็นประชาชนซึ่งไม่มีประโยชน์ที่คนทั้งสองจะไปทำการจารกรรมข่าวสารมาให้ตนเอง เพราะไม่มีพลังอำนาจใดๆที่จะไปดำเนินการเพื่อให้เกิดอันตรายต่อการป้องกันประเทศกัมพูชาได้ แต่การตั้งข้อหาดังกล่าวจึงมีจุดมุ่งหมายมาที่รัฐไทย เพื่อให้ประชาคมโลกเห็นว่า รัฐไทยนั้นปฏิบัติต่อกัมพูชาอย่างเป็นศัตรูกัน โดยใช้ให้คนไทยไปทำการจารกรรมมาให้รัฐไทย การยอมรับให้ศาลกัมพูชามีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีคนไทยในข้อหากระทำการจารกรรมได้ ย่อมจะเป็นผลร้ายต่อรัฐไทยในประชาคมโลกในอนาคตเป็นอย่างยิ่ง

การที่รัฐไทยไม่ได้ดำเนินตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและตามMOU2543 แต่กลับยินยอมให้กองกำลังทหารกัมพูชาจับคนไทย 7 คน ในเขตแดนที่ยังไม่รู้ว่าเป็นของฝ่ายใด ไทยได้แสดงออกให้ประชาคมโลกเห็นว่า คนไทยรุกล้ำเขตแดนกัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่รัฐไทยพยายามหาหลักฐานเพื่อมายืนยันว่า สถานที่จับเป็นเขตแดนกัมพูชา ไทยยอมรับในเขตอำนาจศาลกัมพูชาให้อำนาจอธิปไตยทางศาลกัมพูชามีอำนาจเหนือพลเมืองไทยและเหนือดินแดนที่มีการจับกุมคนไทย ไทยไม่ได้เรียกร้องให้กัมพูชาเคารพในบูรณภาพและอำนาจอธิปไตยแห่งเขตแดนไทย ไทยไม่ได้ดำเนินการใดๆเกี่ยวกับการรุกรานของชุมชนชาวกัมพูชา จนพลเมืองไทยไร้ที่ทำกิน ต้องเร่ร่อนร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลมาเป็นเวลานานนับสิบปี ทำให้ราษฎรไทย-กัมพูชาไม่อาจอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขได้ ราษฎรไทยต้องทิ้งถิ่นที่อยู่เพราะถูกแย่งที่ทำกินไป ไทยไม่ได้ป้องกันสิทธิพลเมืองของรัฐไทยในกรณีที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นจากการถูกกองกำลังทหารกัมพูชาจับกุม ในขณะเดียวกันรัฐไทยก็เห็นดี เห็นชอบกับการที่กัมพูชาไม่ต้องปฏิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ 5 ข้อ และMOU2543 ด้วยเช่นกัน โดยไม่เรียกร้องให้ระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีกับคนไทย 7 คน แต่กลับยินยอมให้นำไปดำเนินคดีที่ศาลและยอมรับเขตอำนาจศาลกัมพูชาให้ดำเนินคดีกับพลเมืองไทย เป็นการยัดเยียดอำนาจอธิปไตยทางศาลของกัมพูชาให้มีเหนือพลเมืองของรัฐไทยและดินแดนไทย โดยที่พลเมืองไทยไม่ได้กระทำความผิดใดๆเพราะยังไม่มีเขตดินแดน ความผิดตามข้อกล่าวหาจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ไม่ว่ากรณีใด ไทยยินยอมให้กับการกระทำของกัมพูชาที่ไม่เคารพในบูรณภาพและอำนาจอธิปไตยในเขตแดนของไทยตามกฎหมายระหว่างประเทศและMOU 2543 การกระทำในลักษณะดังกล่าวส่อพฤติการณ์ให้เห็นได้ว่า เป็นการร่วมกันกระทำการเพื่อให้เขตดินแดนของไทยต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา โดยไม่ต้องมีการพิสูจน์ทางเทคนิคเพื่อให้รู้เขตที่แน่นอน และโดยไม่ต้องใช้MOU2543 2543 ด้วยการหันมาใช้คำพิพากษาของศาลกัมพูชาแทน เมื่อศาลกัมพูชาพิพากษา ลงโทษคนไทย คำพิพากษาย่อมผูกพันรัฐไทยเกี่ยวกับเขตดินแดนไปด้วย เพราะไทยได้ยอมรับอำนาจอธิปไตยทางศาลของกัมพูชาให้มีอำนาจเหนือดินแดนรัฐไทย และพลเมืองของไทยไปแล้ว ทั้งMOU2543 กำลังมีปัญหาเนื่องจากประชาชนจำนวนหนึ่งได้เรียกร้องให้ยกเลิกMOU 2543 การกระทำของผู้บริหารรัฐไทยและรัฐกัมพูชาจึงอาจเข้าข่ายเป็นการร่วมกันกระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 119 , 120 , 128 และ 129 ผู้ที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดแม้อยู่นอกราชอาณาจักรก็มีความผิดด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 (1) การกระทำดังกล่าว ยังอาจเป็นการร่วมกันกระทำความผิดอาญาระหว่างประเทศอีกด้วย เพราะสิทธิของพลเมืองได้รับความคุ้มครองตามกฎบัตรสหประชาชาติและสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาได้เข้าร่วมเป็นภาคีในสนธิสัญญาดังกล่าวแล้ว ( ผู้เขียนจะไม่เข้าไปในรายละเอียด)

การกระทำความผิดของผู้มีอำนาจบริหารรัฐและผู้นำกัมพูชาจะไม่เป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร จะต้องมีการปฏิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและMOU2543 ( ถ้าเห็นว่า MOU2543 ชอบด้วยกฎหมาย ) แต่เมื่อรัฐไทยและกัมพูชาได้ร่วมกันละเมิดต่อMOU2543 โดยไม่ระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีด้วยการปรึกษาหารือและเจรจากันแล้ว ไทยจะต้องประกาศยกเลิกMOU2543โดยพลัน และใช้วิธีทางการฑูตเรียกให้กัมพูชาปฏิบัติหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งในเรื่องการนำปราสาทเขาพระวิหารไปขึ้นทะเบียนมรดกโลก และการจับกุมกักขังคนไทยทั้ง 7 คนโดยไม่มีอำนาจการจับกุมและไม่มีเขตอำนาจศาล และขอให้ส่งคนไทย 7 คนกลับประเทศไทยโดยเร็วก่อนทุกอย่างจะสายเกินแก้ ( เพราะกัมพูชาไม่ได้ปฏิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและMOU2543 มาตั้งแต่ต้น )

ความผิดอาญาเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้มีหน้าที่ต้องกระทำตามกฎหมาย คดีอาญามีอายุความยาวนาน การสูญเสียอำนาจอธิปไตยและเอกราชของราชอาณาจักรไทย ไม่ใช่เป็นนโยบายของรัฐ และรัฐบาลจะมีนโยบายดังกล่าวไม่ได้ไม่ว่าในกรณีใด MOU2543 เป็นอันตรายต่อผู้มีอำนาจบริหารงานของรัฐอย่างยิ่ง เพราะสามารถนำไปพิสูจน์การกระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักรได้

*******************

ต้นฉบับตาม link ด้านล่างนี้เลยครับ

https://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000006602
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง(เรื่องหมอ) [4 ก.พ. 54 11:04] ( IP A:58.8.68.153 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน