เหอะๆ อ่านทีไรก็ไม่จืดทุกที
   https://www.thaiclinic.com/cgi-bin/wb_xp/YaBB.pl?board=doctorroom;action=display;num=1298536721
อ่านกันเอง
โดย: รสชาติดี เชลชวนชิม [24 ก.พ. 54 15:59] ( IP A:58.11.103.14 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ผมมีเวชระเบียนส่งมาจากเครือข่ายให้ช่วยตรวจสอบ
คนไข้ชายไทยอายุ 60 เข้า รพ ใหญ่ ได้เอชเอ ด้วยอาการเวียนหัว อาเจียน 5-6 ครั้ง แพทย์ให้อยู่ รพ เวลา เที่ยงคืน ให้น้ำเกลือ
ตี 2 คนไข้บ่นปวดหัวมาก พยาบาลรายงานแพทย์เวร แพทย์เวรสั่งให้ฉีดยาทางโทรศัพท์ ยา pethidine 25 มิลลิกรัม เข้าเส้น ตี 5 ญาติแจ้งพยาบาลว่าคนไข้ปัสสาวะราดไม่รู้ตัว พยาบาลไปดูไม่หายใจ หัวใจไม่เต้น ปั๊มไม่ได้ ตายห่าแบบโรงเรียนสมุย
งานนี้แพทย์แทงหนังสือรับรองการตายว่าคนไข้ตายจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
อยากดูเวชระเบียนรายละเอียดอยู่ที่ประธานเครือข่าย ไปขอดูได้ จะได้รู้ว่าทำไมประธานเครือข่ายจึงบอกว่าตาย 65000 ราย
อย่าให้ด่าเลยครับ โตๆกันแล้ว
ถ้ายังไม่สำนึกจะค่อยๆเอามาให้ดูทีละราย
โดย: งาช้างงอกจากปากสุนัข [24 ก.พ. 54 16:11] ( IP A:58.11.103.14 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   โรงพยาบาลเอกชน งานน้อยเงินเยอะ หมอเยอะคนไข้น้อย
ที่สมุยตายยังไง ที่กรุงเทพก็ตายแบบนั้น
อ่านคำพิพากษาสมุยทบทวนความจำหน่อย
นายกแพทยสภาพูดบนเวทีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่าเป็นคำพิพากษาที่ทำให้แพทย์หมดกำลังใจทำงาน
ผมลุกไปแย้งว่าน่าจะเป็นคำพิพากษาที่ทำให้แพทย์ตั้งใจทำงานมากกว่า
ผมไม่ได้ว่าพี่นะ ผมเคารพพีเสมอ ฐานะรุ่นพีรุ่นน้อง แต่ถูกผิดก็ต้องว่ากันไปตามนั้น จะมารักพีรักน้องไม่ได้
ลองอ่านดู
คดีสมุย
คดีหมายเลขดำที่ 28/2546
คดีหมายเลขแดงที่ 666/2549

ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย)
พิพากษาวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2549

ความอาญา

นายประโยชน์ ....................................................โจทก์

นายฟหกด1 ที่ 1
นายฟหกด2 ที่ 2
นางสาวฟหกด3 ที่ 3
นางสาวฟหกด4 ที่ 4
โรงพยาบาลฟหกด5 ที่ 5 ....................จำเลย
เรื่อง ความผิดต่อชีวิต ประมาท

โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ ๒๓ ถึง ๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๕ เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งห้ากระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน กล่าวคือ เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๔๕ เวลากลางคืนหลังเที่ยง นางพรรณราย ผู้ตายซึ่งเป็นภรรยาชอบด้วยกฎหมายของโจทก์เจ็บป่วย ปวดศีรษะได้เข้าตรวจรักษาอาการเจ็บป่วย ที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ ๕ ณ ห้อง ๑๑๐ โดยมีจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลของจำเลยที่ ๕ เป็นแพทย์เจ้าของไข้ จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่จะต้องรักษา โดยการตรวจร่างกาย วินิจฉัยโรคเพื่อหาสาเหตุแห่งการเจ็บป่วย และรักษาไข้เจ็บป่วย ให้หายเป็นปกติตามหน้าที่วิชาชีพของแพทย์อันพึงมีตามวิสัยและพฤติการณ์ แต่จำเลยที่ ๑ ประมาทปราศจากความระมัดระวังอย่างเช่นผู้ประกอบวิชาชีพของแพทย์ ซึ่งจะต้องมีความระมัดระวังในภาวะเช่นนั้นตามวิสัยและพฤติการณ์ ทั้งนี้ตั้งแต่ผู้ตายเข้าพักรักษาในโรงพยาบาลของจำเลยที่ ๕ ยังเจ็บป่วยไม่หายจนถึงวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๕ เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นแพทย์ศัลยกรรมไม่ใช่แพทย์เจ้าของไข้ จำเลยที่ ๒ไม่ได้มาตรวจอาการเจ็บป่วยหรือตรวจร่างกายผู้ตายก่อนที่จะกระทำการรักษา จำเลยที่ ๒ จึงสั่งให้จำเลยที่ ๓ ซึ่งทำหน้าที่เป็นพยาบาลประจำอยู่โรงพยาบาลของจำเลยที่ ๕ ฉีดยาที่ผิดประเภทเข้าสู่ร่างกายของผู้ตาย จนเป็นเหตุให้ผู้ตายมีอาการช็อคและชักกระตุก ตาค้างเมื่อผู้ตายมีอาการดังกล่าวได้แจ้งให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นแพทย์เจ้าของไข้มาตรวจดูอาการแต่จำเลยที่๑ กลับเพิกเฉย จนกระทั่งในเวลาต่อมาจำเลยที่ ๒ ประมาทปราศจากความระมัดระวังอย่างเยี่ยงบุคคลประกอบวิชาชีพแพทย์ สั่งให้จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นพยาบาลประจำโรงพยาบาลของจำเลยที่ ๕ ฉีดยาวาเลี่ยมเข้าสู่ร่างกายผู้ตาย โดยที่จำเลยที่ ๒ มิได้มาตรวจดูอาการของผู้ตายก่อนแต่อย่างใดอีก จนเป็นเหตุให้ผู้ตายเกิดอาการภาวะหัวใจและหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันถึงแก่ความตาย จากการที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ เป็นแพทย์เป็นผู้มีหน้าที่รักษาผู้ตาย ต้องใช้ความระมัดระวังในการรักษาอาการเจ็บป่วยของผู้ตายอย่างวิชาชีพแพทย์ แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทำการรักษาอาการเจ็บป่วยของผู้ตายโดยมิได้ทำการวินิจฉัยโรคก่อนไม่ได้มาตรวจหรือดูอาการผู้ตายหรือละเลยไม่มาดูอาการของผู้ตายในขณะพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล อันเป็นความประมาทซึ่งแพทย์จะต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ไม่กระทำเช่นนั้น การที่จำเลยนั้นประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๕ ซึ่งเป็นนายจ้างย่อมรับโทษด้วย เหตุเกิดที่ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานีขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา๘๓, ๒๙๑, ๓๐๗, ๓๐๘
ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูลให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา
จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ
พิเคราะห์พยานหลักฐานจำเลยโดยตลอดแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์กับผู้ตายเป็นสามีภรรยาชอบด้วยกฎหมาย ตามหลักฐานใบสำคัญการสมรสและหนังสือสำคัญการเปลี่ยนชื่อ เอกสารหมาย จ. ๑ และ จ. ๒ เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๔๕ เวลาประมาณ ๒๐ นาฬิกา ผู้ตายเจ็บป่วยปวดศีรษะอย่างมาก ในขณะที่โจทก์ไม่อยู่ ได้มีนายสนธยา ธนาวุฒิ ขับรถพาผู้ตายไปส่งโรงพยาบาลของจำเลยที่ ๕ โดยนางสาวกุหลาบ เอียดใส ไปคอยดูแลรับใช้ ในเบื้องต้นนายฟหกด แพทย์ผู้ตรวจรับคนไข้ไว้ วินิจฉัยโรคผู้ตายมีอาการปวดศีรษะ ให้พักที่โรงพยาบาล เพื่อดูอาการที่ห้อง ๑๑๐ ซึ่งจำเลยที่ ๑ เป็นแพทย์เจ้าของไข้ โดยจำเลยที่ ๒ เป็นแพทย์ผู้รักษาอาการเจ็บป่วยของผู้ตายนี้อีกตนหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ทำหน้าที่เป็นพยาบาลดูแลและรักษาคนไข้หรือที่เจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลของจำเลยที่ ๕ ในการนี้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔กระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๕ ซึ่งฐานะเป็นนิติบุคคล รายละเอียดในการตรวจรักษาอาการเจ็บป่วยของผู้ตาย จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ได้ทำเอกสารเวชระเบียนผู้ป่วยการรักษาและวิธีการรักษาพร้อมทั้งการให้ยาแต่ละวันหรือแต่ละครั้ง สำเนาเอกสารหมาย จ. ๑๓ และ ล. ๖ ถึง ล. ๑๖ จากการรักษาดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามหนังสือรับรองการตายของจำเลยที่ ๕ และใบมรณบัตร เอกสารหมาย จ. ๙ และจ. ๑๐ โจทก์ซึ่งเป็นสามีชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งห้า ประเด็นต้องวินิจฉัยมีว่าจำเลยทั้งห้ากระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ การวินิจฉัยว่าวำเลยแต่ละคนกระทำผิดหรือไม่ จะต้องฟังพยานหลักฐานที่จำเลยแต่ละคนทำขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาอาการเจ็บป่วยของผู้ตาย ซึ่งพยานหลักฐานดังกล่าวได้แก่ เวชระเบียนผู้ป่วย เอกสารหมาย ล. ๖ รายงานอุณหภูมิ ชีพจร หายใจ เอกสารหมาย ล. ๗ ผลปฏิบัติการเอกสารหมาย ล. ๘ รายการรักษาหรือการให้ยาแก่ผู้ตาย เอกสารหมาย ล. ๙ รายงานตรวจรักษา เอกสารหมาย ล. ๑๑, ล. ๑๓ และใบรายงานอาการคนไข้เอกสารหมาย ล. ๑๕, ล. ๑๖ อันเป็นพยานหลักฐานสำคัญในคดี (ซึ่งตรงกับสำเนาหมาย จ. ๑๓ )ประกอบกับคำเบิกความของจำเลยแต่ละปากแต่ละคนที่เบิกความยืนยันต่อศาลถึงวิธีการรักษาอาการเจ็บปวยของผู้ตาย จึงจะได้ความจริงว่า จำเลยคนใดประมาท เนื่องจากพยานหลักฐานอันสำคัญแห่งคดีขึ้นอยู่กับกระทำของจำเลยอันเป็นผู้ประกอบวิชาชีพของแพทย์ และพยาบาล ซึ่งพยานของโจทก์เป็นเพียงบุคคลธรรมดามิใช่ผู้มีวิชาชีพอย่างเช่นจำเลย ดังนั้นเพื่อความถูกต้องและเป็นธรรม จึงฟังพยานหลักฐานในทางที่เป็นกลางและ หรือเป็นพยานร่วมกันของคู่ความตามสำนวนเอกสารหมาย จ. ๑๓, ล. ๖, ล. ๗, ล. ๙, ล. ๑๑, ล. ๑๓, ล. ๑๕ และ ล. ๑๖ ในความประเด็นนี้ได้ความจากจำเลยที่ ๒ เบิกความยืนยันว่า ขณะที่พยานปฎิบัติหน้าที่แพทย์เวรในวันที่ ๒๔ เวลาประมาณ ๒๔ นาฬิกา ผู้ตายมีอาการปวดศีรษะทางพยาบาลโทรศัพท์ขอคำปรึกษา พยานจึงดูรายการรักษาทางเวชระเบียนโดยมิได้ไปดูอาการเจ็บป่วยของผู้ตาย จึงเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ที่นางสาวกุหลาบเบิกความไว้ต่อศาลและจำเลยที่ ๒ ยังให้การอีกว่า พบว่าก่อนหน้านี้จำเลยที่ ๑ ได้ใช้ยาแพทิดิน (pethidin) อันเป็นยาแก้ปวดชนิดแรง มีลักษณะเป็นยาเสพติด โดยวิธีฉีดเข้าเส้นให้แก่ผู้ตายมาแล้ว ๓ ครั้ง หรือทุก ๔ ชั่วโมง ครั้งละ ๕๐ มิลลิกรัม ซึ่งยาดังกล่าวจำเลยที่ ๒ ยังเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า มีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจ แต่โดยหลักแล้วจะกดระบบการหายใจมากกว่า และความในข้อนี้จำเลยที่ ๒ ยังเบิกความว่า เมื่อได้รับแจ้งเกี่ยวกับความวิตกกังวลเรื่องการให้ยาแก่ผู้ตายจากพยาบาลแล้ว จึงให้ความระมัดระวังมากขึ้นไปอีก เนื่องจากเห็นว่ายาแพทิดิน (pethidin)เป็นยาเสพติด อาจมีผลข้างเคียงต่อผู้ตาย ต้องเอาใจใส่ดูแล แต่กลับได้ความว่าจำเลยที่ ๒ ไม่เคยไปดูและอาการเจ็บป่วยของผู้ตายแต่อย่างใด อันผิดวิสัยของแพทย์ที่จะต้องกระทำเพื่อให้ผู้ป่วยหรือมีชีวิตรอดอยู่ จากการที่จำเลยที่ ๒ ไม่ไปดูอาการเจ็บป่วย ด้วยตนเองอันผิดหน้าที่ของแพทย์แล้ว ยังกลับสั่งยาทรามอล ซึ่งเป็นยาแก้ปวดที่ให้ความรุนแรงน้อยกว่าฉีดเข้าเส้นและเวลาต่อมาสั่งให้ฉีดยาแวเลี่ยม อันเป็นยานอนหลับหรือยาสงบประสาทเข้าเส้นให้แก่ผู้ตายอีก จึงนับว่าจำเลยที่ ๒ กระทำผิดวิสัยของแพทย์ที่มีหน้าที่ดูแลรักษาผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลของตนจึงเป็นการกระทำโดยประมาทจริงตามฟ้อง
ส่วนจำเลยที่ ๑ นั้นได้ความจากจำเลยที่ ๒ เบิกความยืนยันต่อศาลว่ายาแพทิดิน(pethidin) นั้นเป็นยาแก้ปวดชนิดรุนแรงและมีลักษณะเป็นยาเสพติด ออกฤทธิ์กระตุ้นหัวใจ โดยหลักแล้วจะกดระบบการหายใจ ซึ่งหากจำเลยที่ ๑ ใช้ความระวังอย่างเยี่ยงแพทย์ผู้มีวิชาชีพซึ่งมีความรู้ ความชำนาญในเรื่องยาและวิธีรักษาหรือการใช้ยาแล้ว ย่อมรู้ทันทีว่า เมื่อให้ยาครั้งแรก ๕๐ มิลิกรัม ภายใน ๔ ชั่วโมงไม่หายปวดศีรษะหรือให้ยานอนหลับ โคมิคุ่ม ๕ มิลลิกรัม โดยฉีดเข้าเส้นแล้วไม่หายปวดศีรษะหรือไม่หายเครียดแพทย์จะต้องรู้มีข้อผิดสังเกตรู้ได้ทันทีว่า ผู้ป่วยหรือผู้ตายมิได้มีอาการปวดศีรษะอย่างธรรมดาหรือเป็นโรคเครียดแต่อย่างใดก็ได้ จำเลยที่ ๑ ในฐานะแพทย์เจ้าของไข้จะต้องหาวิธีรักษาและวินิจฉัยโรคมากกว่าสั้งให้พยาบาลฉีดยาหรือให้ยาแก่ผู้ตายเป็นระยะ ๆ ตามกำหนดเวลา และหรือนำยามาให้ผู้ตายรับประทานตามรายการเอกสารหมาย ล. ๙ หรือ จ. ๑๓ การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงนับว่า ประมาทมิได้ใช้ความระมัดระวังอย่างวิสัยแพทย์เจ้าของไข้ตามสมควรแก่พฤติการณ์ ซึ่งแพทย์ทั่ว ๆ ไป ย่อมทราบเป็นอย่างดีว่าผู้ป่วยหากปวดศีรษะธรรมดา ย่อมรับประทานยาหรือฉีดยาแก้ปวดเข้าเส้น อาการดังกล่าวย่อมหายไป แต่กลับได้ความจากรายการฉีดยาเข้าเส้นหรือทางสายน้ำเกลือ หมาย ล. ๙ และการให้ยารับประทานตามหมาย ล. ๙ ดังกล่าว ปีปริมาณมากเกินพอที่ผู้ป่วยซึ่งปวดศีรษะธรรมดาจะรับได้อันเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญที่ผูกมัดจำเลยและเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ อนึ่งจากคำเบิกความของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ นั้น วางแนวทางรักษาอาการปวดศีรษะเนื่องจากความเครียดของผู้ตายเพียงอย่างเดียว น่าจะขัดกับใบรายงานอาการคนไข้เอกสารหมาย ล. ๑๕ ซึ่งตรงกับสำเนาหมาย จ. ๑๓ ที่ทางฝ่ายจำเลยทำขึ้น ระบุอาการของผู้ตายตั้งแต่วันที่ ๒๓ จนกระทั่งวันที่ ๒๔ ไม่มีอาการดีขึ้น เพียงแตทุเลาอาการเจ็บปวยลงเนื่องจากฤทธิ์ยาเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มิได้หาสาเหตุแห่งการเจ็บปวยหรือเหตุแห่งการปวดศีรษะอย่างรุนแรงจากหน้าฝากทะลุท้ายทอย จึงนับว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ มิใช้ความระมัดระวังในการรักษาผู้ป่วยอย่างวิชาชีพอันแพทย์ทั่วไปพึงมีตามวิสัยและพฤติการณ์เช่นนั้น จำเลยที่ ๑ ที่ ๒จึงกระทำผิดตามฟ้อง ประเด็นต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เมื่อจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นเพียงพยาบาลมีหน้าที่ดูแลผู้ป่วย เป็นผู้ตรวจสภาพปกติทั่วไปและสัญญาณชีพของผู้ป่วยที่พักรักษาอยู่ในโรงพยาบาลจำเลยที่ ๕ เพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยรักษาอาการของแพทย์และเพื่อประโยชน์ในการรักษาพยาบาลรวมทั้งวิธีการให้ยาแก่ผู้ป่วยตามหลักวิชาการทางพยาบาลและตามคำสั่งของแพทย์ โดยเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ ๓ นั้น จากใบรายงานอาการคนไข้เอกสารหมาย ล. ๑๕ หรือสำเนาหมาย จ. ๑๓ ประกอบกับคำพยานของโจทก์แล้ว ไม่มีพยานหลักฐานใดที่ยืนยันแน่ชัดได้ว่าจำเลยที่ ๓ มีส่วนประมาทหรือขาดความระมัดระวังในหน้าที่ คงมีแต่นางสาวกุหลาบ เบิกความยืนยันว่าเวลาประมาณ ๕ นาฬิกา ของวันที่ ๒๕ ขณะพยานนอนหลับได้ยินเสียงของจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ เข้ามาที่ห้องเกิดเหตุพร้อมร้องโวยวายว่าผู้ตายถึงแก่ความตายเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ ๓ ออกเวรหรือพ้นหน้าที่ไปแล้ว เพียงเท่านี้ยังฟังไม่ได้ว่ากระทำโดยประมาท ส่วนจำเลยที่ ๔ นั้นอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความยืนยันว่าหลังจากพยานรับมอบเวรแล้ว เวลาประมาณ ๒ นาฬิกา ไปตรวจรักษาผู้ตายอีกครั้งหนึ่งโดยตรวจวัดสัญญาณชีพ ประกอบด้วยอัตราการหายใจ การเต้าของชีพจร การไหลเวียนของน้ำเกลือพบว่าปกติและในเวลา ๓ นาฬิกาก็ไปตรวจผู้ตายอีกครั้งพบว่าผู้ตายนอนหลับหันหลังให้ทางประตูออกจึงไม่ไปตรวจชีพจร แต่ตรวจการนับหายใจอย่างเดียว ซึ่งไม่ตรงกับใบรายงานอาการคนไข้ที่ระบุว่าเวลา ๒ นาฬิกาของวันที่ ๒๕ ผู้ตายมีอาการกระสับกระส่ายนี้นางสาวกุหลาบพยานโจทก์ก็ให้การยืนยันไว้ จึงทำให้คำเบิกความของจำเลยที่ ๔ นั้นขัดกับใบรายงานอาการคนไข้ ไม่น่าเชื่อถือ เชื่อว่าใบรายงานคนไข้นั้นทำขึ้นตรงความจริงในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ ๔ เมื่อจำเลยที่ ๔ พบว่าผู้ตายมีอาการกระสับกระส่าย โดยวิชาชีพพยาบาลย่อมรู้ทันทีว่าก่อนหน้านี้ผู้ตายเจ็บป่วยมีอาการเช่นไรและได้รับยาอะไรเข้าสู่ร่างกายไปบ้าง เมื่อเห็นผิดปกติเช่นนี้ตามวิชาชีพพยาบาลจะต้องแจ้งให้แพทย์เจ้าของไข้หรือผู้บริหารของจำเลยที่ ๕ ทราบทันทีเพื่อหาทางรักษาหรือเยียวยาให้ถูกต้อง แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๔ ไม่ได้แจ้งให้ผู้มีอำนาจหรือแพทย์เจ้าของไข้ทราบจึงถือได้ว่าจำเลยที่ ๔ มิได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเช่นพยาบาลผู้มีวิชาชีพอันพึงมีตามวิสัยและพฤติการณ์จำเลยที่ ๔ จึงมีความผิดตามฟ้อง
อนึ่ง การที่ทางฝ่ายจำเลยต้องการชัณสูตรพลิกศพเพื่อหาเหตุแห่งการตายก็เป็น คนละขั้นตอนกับหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ ในขณะที่ผู้ตายยังเจ็บป่วยอยู่ในความดูแลของจำเลย แม้จะหาสาเหตุแห่งการตายได้ก็ไม่อาจปฏิเสธหน้าที่ของแพทย์และพยาบาลได้ตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่อง ๆ ไป
สำหรับจำเลยที่ ๕ นั้นเป็นนิติบุคคล โจทก์มิได้นำสืบหรือนำพยานหลักฐานใดยืนยันว่าจำเลยที่ ๕ มีส่วนประมาทเพียงใดหรือใช้วิธีการอย่างใด เพียงแต่จำเลยที่ ๕ เป็นนายจ้างของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ เท่านั้น ซึ่งเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวความผิดรับผิดในทางแพ่ง จำเลยที่ ๕ จึงไม่จำต้องรับโทษในทางอาญา
อนึ่ง ส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๐๗, ๓๐๘ ฐานทอดทิ้งคนป่วยเจ็บจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายนั้น โจทก์จะต้องนำสืบใหศาลเห็นว่า จำเลยมีเจตนาจงใจทอดทิ้งอย่างไร เมื่อโจทก์ไม่นำพยานมาสืบทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ในขอหานี้ไม่มีน้ำหนักรับฟัง คดีไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของจำเลยอีกต่อไป ทั้งความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยสภาพของการกระทำผิดไม่อาจมีตัวการร่วมกระทำความผิดได้
พิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙๑ ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุกจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ คนละ ๔ ปี เมื่อพิเคราะห์ความรับผิดของจำเลยที่ ๔ ซึ่งน้อยกว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จึงให้จำคุกจำเลยที่ ๔ มีกำหนด ๑ ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ส่วนที่ ๓ และที่ ๕ ให้ยกฟ้อง
โดย: เอาไปอ่านซะ จะได้ตั้งใจทำงาน [24 ก.พ. 54 16:26] ( IP A:58.11.103.14 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   คดีสมุยฟ้องปี 46 ตัดสิน 49
ปิดกันดีนัก ปี 51 ก็เลยตายแบบเดิมอีก รพ เอกชน งานน้อยเงินดีทั้งนั้น สงสัยจะเอาใจคนไข้ให้ยาแรงๆ ติดใจจะได้มาอีก
แต่ยาแรงก็อันตราย ให้แล้วไม่ดูแลก็ตายง่าย
ได้ที่เขียนๆหากโกหกก็จะตกนรก หากเขียนจริงก็เป็นประโยชน์ต่อสังคม สวรรค์ไม่อยากไปหรอกครับ คนเดินดิน
โดย: ปากสุนัข [24 ก.พ. 54 16:29] ( IP A:58.11.103.14 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   เวชระเบียนไทย เชื่อไม่ค่อยได้จริงหรือไม่ ก็ดูจากตัวอย่างข้างต้น
แต่จะเชื่อไม่ได้ ตายน้อยหรือตายมากกว่า 65000 ก็คิดเอาเอง
โดย: นรกมีจริง พวกโกหกระวังไว้ [24 ก.พ. 54 16:31] ( IP A:58.11.103.14 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   ต่อให้สิบหมอเมธีมาตีลังกาเขียน หรือมีสำนักพิมพ์เป็นของตนเอง คนในสังคมคงไม่มีใครเชือถือ เพราะที่ผ่านมาพวกคุณไม่ได้เป็นคนที่ได้สร้างความน่าเคารพนับถือให้กับสังคม พรบ.จะออกมาเยียวยาคนตกทุกข์ได้ยากพวกคุณก็ออกมาขัดขวาง ทุกวิถีทางจนคนในสังคมเอือมระอา แม้กระทั่งปู่ชัยก็ด่าทุเรศ และเปลวสีเงินก็ด่า "อัปรีย์หมอ" มาแล้ว
โดย: เขียนไปเถอะถ้ามีกำลัง [24 ก.พ. 54 17:13] ( IP A:58.9.107.70 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   ต่อให้สิบหมอเมธีมาตีลังกาเขียน หรือมีสำนักพิมพ์เป็นของตนเอง คนในสังคมคงไม่มีใครเชือถือ

คงเป็นสังคมแคบๆ ที่มีกะลาครอบแล้วอยู่ใต้ตมด้วย

ปู่จ้อยด่าอุบาทว์ และ ไผ่สีทองด่า"เครือข่ายนรก"มาแล้วเหมือนกัน
โดย: Gazza [24 ก.พ. 54 18:02] ( IP A:58.8.177.225 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   เกิดมาเป็นผู้เสียหาย พูดยังไงหมออุบาทว์มันไม่ฟัง น่าจะด่าไอ้หมอนรก

เหมือนกัน ทำพลาดแล้วยังช่วยกันแก้ตัว ไรัจรรยาบรรณ อย่าหวังไป

พึ่งใครเลยหน่วยงานต่าง ๆของรัฐ แพทย์สภา สธ.สุดห่วยเข้าข้างหมอ

ทั้งเพ ประชาชนก็แค่คนธรรมดา ส่วนเค้าเป็นหมอเทวดานรกส่งมาเกิด
โดย: ห่วยแตก [24 ก.พ. 54 19:42] ( IP A:118.172.122.222 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   ประเทศที่เจริญแล้วเขาเห็นว่าการเปิดเผยความผิดพลาดจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา แต่บ้านเราแค่ลองเอาไม้แหย่ ก็กรูกันออกมางับเป็นฝูง
โดย: ดุมากฝูงนี้ [24 ก.พ. 54 21:31] ( IP A:58.9.107.70 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   ยังไม่ถึงเวลาล่มสลายก็ปล่อยให้เหิมเกริมกันไปก่อน ความเท็จอย่างไรก็หนีความจริงไปไม่พ้น ตอนนี้เขาก็รู้ทันเกือบทั้งประเทศแล้วโดยเฉพาะนักข่าวที่บรรณาธิการกำลังถูกเอาเงินอุดปากอยู่
โดย: เีผฟ [24 ก.พ. 54 21:38] ( IP A:124.121.190.74 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   ปวดหัว >> CT >> MRI ซะทุกราย ชะเอิงเอย
โดย: thailand only [25 ก.พ. 54 8:38] ( IP A:182.52.202.174 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   ไม่ต้องขู่ อีกหน่อยได้ทำทุกรายแน่
อัลตราซาวด์ข้างเตียง กำลังมา
โดย: ไม่ต้องท้า [25 ก.พ. 54 9:53] ( IP A:58.8.4.107 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   ก็ไม่ได้ขู่นี่ แค่ทำให้มาตรฐานการรักษาสูงขึ้นเหมือนต่างประเทศแบบที่ชอบกันไง เดี๋ยวมีอะไรขึ้นมาก็จะหาว่า ทำไมตอนแรกไม่ส่งให้ ใครอยากได้อะไร เราจัดให้อยู่แล้ว ไม่งั้นจะกลายเป็นใจร้ายไปซะอีก

อ้อ แล้วก็อัลตราซาวด์ข้างเตียงน่ะ ไม่ทำหรอกนะ ไม่ได้เป็นหมอรังสี ทำแล้วเดี๋ยวดูผิดๆ ถูกๆ ล่ะยุ่งเลย
แค่พูดเฉยๆ ก็หาว่าท้าวุ๊ย คนสมัยนี้
โดย: thailand only [25 ก.พ. 54 15:37] ( IP A:182.52.201.49 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   เขาเริ่มสอนตั้งแต่นักเรียนแพทย์ใช้แทนหูฟังแล้ว
โดย: ทันสมัยหน่อย [25 ก.พ. 54 16:32] ( IP A:58.8.215.200 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   ฉีดยาบล๊อกหลัง เค้าก็สอนตอนเป็นนักเรียนแพทย์
แล้วเป็นไง เกือบติดคุก ดีที่ศาลอุทธรณ์เอ่อ............

อัลตราซาวด์ข้างเตียง ถึงสอนตั้งแต่นักเรียนแพทย์ก็ไม่มีใครทำหรอก
รอหมอรังสีละกัน
โดย: Gazza [25 ก.พ. 54 17:31] ( IP A:58.8.177.190 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
   คอมพิวเตอร์ 10 ปีที่แล้วทั้งคุณภาพ ราคา แย่กว่าทุกวันนี้เป็น 100 เท่า
อัลตราซาวด์อีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะขนาดพอพอแลปท็อปอันเล็กๆ ส่งภาพผ่านมือถือปรึกษาได้
ไม่นานเกินรอ พยาบาลก็จะใช่คล่องพอๆกับหมอ อย่าว่าแต่นักเรียนแพทย์เลย
ไม่ทำก็ได้ พยาบาลเขาก็ทำเป็น
โดย: ไม่นานเกินรอ [25 ก.พ. 54 18:18] ( IP A:58.8.215.200 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
   "ส่งภาพผ่านมือถือปรึกษาได้"

ขุดบ่อล่อปลาเชียว คดีสมุยสั่งยาไม่มาดูคนไข้ โดนคุกไปคนละกี่ปี
นี่ให้คำปรึกษาโดยไม่ดูคนไข้ โดนพวกมันฟ้องชัวร์

หากินง่ายจัง
โดย: Gazza [25 ก.พ. 54 18:44] ( IP A:58.8.177.190 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
   เขามาดูคนไข้ แต่ส่งข้อมูลไปปรึกษา ที่สมุยไม่มาดูคนไข้เลย
ขืนเข้าใจผิด คงโดนเข้าสักวัน
โดย: แถไปเรื่อยๆ [26 ก.พ. 54 1:58] ( IP A:58.8.215.200 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
   ผมหมายถึงไอ้คนที่ให้คำปรึกษาโดยไม่มาดูคนไข้ อ่านให้ดีดี

อ่านประโยคง่ายๆยังคลาดเคลื่อนขนาดนี้

คงโดนเข้าสักวัน
โดย: Gazza [1 มี.ค. 54 18:54] ( IP A:61.90.17.204 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน