หมอไพโรจน์..หายไปนานกลับมาแล้วหรือ?
   กฎหมายสวีเดน ที่มาของ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ
เรื่อง นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย

ความคืบหน้าของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณส ุข จากการที่กระทรวงสาธารณสุขได้ลงนามหนังสือวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ส่งให้วิปรัฐบาลตามที่คณะกรรมการเสริมสร้างความสมานฉันท์ในระบบบริการสาธารณ สุขไปรวบรวมความเห็นจากหน่วยงานต่าง ๆ และมีมติว่าหน่วยงานทางการแพทย์ 14 หน่วยงานเห็นด้วยในหลักการของร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการทางสาธารณสุขนั้น เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 วิปรัฐบาลตีกลับและได้ให้กระทรวงสาธารณสุขทำความชัดเจนและทำความเข้าใจกับบุ คลากรทางการแพทย์ให้มากขึ้น สรุปประเด็นที่พิจารณากันมีทั้งสิ้น 12 ประเด็นคือ

ประเด็นที่ 1 ชื่อร่างพระราชบัญญัติมีการเสนอชื่อเป็น 'ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการรับบริการสาธารณสุข' หรือ 'ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับบริการและผู้ให้บริการที่ได้รับความเสียหา ยจากการบริการสาธารณสุข' ประเด็นที่ 2 หลักการให้มีการแก้ไขเป็น 'ให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการรับบริการสาธารณสุข' ประเด็นที่ 3 คำนิยามคำว่า 'ผู้เสียหาย' ในหลักการควรคุ้มครองเฉพาะประชาชนชาวไทย เนื่องจากเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนชาวไทยที่ควรจะได้รับความคุ้มครอง แต่มีข้อสังเกตคือ ควรครอบคลุมถึงแรงงานต่างด้าวด้วยหรือไม่ ประเด็นที่ 4 การคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขให้แก้ไขมาตรา 6 โดยตัดคำว่า 'มาตรฐาน' ออก เพราะเดี๋ยวจะต้องไปพิสูจน์เรื่องมาตรฐานกันอีก ประเด็นที่ 5 คณะกรรมการเสริมสร้างความสมานฉันท์ให้แก้ไของค์ประกอบคณะกรรมการให้มีสัดส่ว นสมดุลมากขึ้น ประเด็นที่ 6 สำนักงานเลขานุการให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพเป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกร รมการ ประเด็นที่ 7 กองทุนสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีเห็นร่วมกันในหลักการเรื่องการจ่ายเงินสม ทบนั้น ควรมีความเท่าเทียมกันทั้งกองทุนประกันสังคม กองทุนหลักประกันสุขภาพ กองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ โรงพยาบาลเอกชนให้จ่ายเงินสมทบในอัตราที่ใกล้เคียงกับ 3 กองทุน สำหรับคลินิกให้กำหนดเป็นบทเฉพาะกาลโดยให้เข้าสู่ระบบภายหลัง ประเด็นที่ 8 การพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นและเงินชดเชย ให้คณะอนุกรรมการมีสัดส่วนเท่ากันระหว่างผู้ประกอบวิชาชีพและผู้เสียหาย แก้ไขข้อความในมาตรา 33 ในเรื่องการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อรับเงินชดเชยไปแล้ว 'เป็นการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อยุติการดำเนินคดี' ประเด็นที่ 9 ในสัญญาประนีประนอมยอมความควรกำหนดว่า เมื่อรับเงินช่วยเหลือไปแล้วก็จะไม่มีการฟ้องคดีทางแพ่งและอาญาต่อไป ซึ่งในทางอาญาไม่น่าจะทำได้ ประเด็นที่ 10 การแต่งตั้งกรรมการในบทเฉพาะกาล ที่ประชุมเห็นร่วมกันให้ใช้กรรมการโดยตำแหน่งตามมาตรา 7(1) และ (2) ประเด็นที่ 11 กลไกการไกล่เกลี่ยมีอยู่ในโรงพยาบาลอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องกำหนดไว้ในกฎหมาย ประเด็นที่ 12 ขอให้มีการกำหนดการพัฒนาระบบความปลอดภัยและป้องกันความเสียหาย และให้สถานพยาบาลส่งรายงานเพื่อปรับปรุงแก้ไข และในขณะเดียวกันให้มีการแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อทำแผนพัฒนาดังกล่าว

สำหรับกฎหมายสวีเดนที่ถูกนำมาอ้างอิงว่าเป็นที่มาคือ 'The Patient Injury Act 1996' ความจริงแล้วได้พัฒนามาจากหลักการประกันวิชาชีพ แทนที่บริษัทผู้รับประกันจะทำความตกลงสัญญากับแพทย์แต่ละราย แต่ให้มีการรวมบริษัทผู้รับประกันไว้ด้วยกัน โดยมีการตั้งเป็นสมาคมขึ้นมาเป็นหน่วยงานกลางในกิจการประกันวิชาชีพและมีการ ออกกฎหมายเพื่อเป็นกรอบบังคับให้เป็นธรรม ถ้าจะย้อนไปในอดีตตั้งแต่ก่อนปี ค.ศ. 1972 ขณะนั้นยังไม่มีการประกันวิชาชีพ เป็นการยากที่ผู้ป่วยจะได้รับการชดเชย (Compensation) ทางแพ่ง หลังจากมีกฎหมายประกันวิชาชีพแล้ว ก็ยังยากที่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นความผิดพลาด หรือเกิดจากการละเลยต่อการรักษา เพราะเรื่องทางการแพทย์เป็นเรื่องที่ซับซ้อน ก่อนปี 1975 มีผู้ป่วยเพียง 100 รายที่ได้รับการชดเชยเนื่องจากการรักษาที่เกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งล้วนแต่เป็นการชดเชยในรายที่มีการประกันวิชาชีพ มีการพัฒนาการประกันวิชาชีพเพื่อให้ทั้งผู้รักษาและผู้ป่วยมีความเชื่อมั่นต ่อระบบการประกันวิชาชีพมากขึ้นทั้งสองฝ่าย ในขณะที่มีถึง 60-70% ที่ทั้งแพทย์ พยาบาล และบุคลากรด้านสุขภาพอื่นได้ช่วยผู้ป่วยในการทำรายงานเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับ การชดเชยอันเนื่องจากเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการประกอบวิชาชีพด้วย

มีการเขียนรายงานของการเกิดภาวะแทรกซ้อนถึง 9,500 ครั้งต่อปี และ 45% ของรายงานดังกล่าวได้รับการจ่ายเงินชดเชย (4,000 ราย) คิดเป็นมูลค่าประมาณ 300 ล้าน SEK ต่อปี ต่อมาประมาณเดือนพฤศจิกายน 1992 ได้มีการสำรวจและศึกษาระบบการประกันวิชาชีพโดยความสมัครใจนั้น พบว่ารายละเอียดของการประกันมีความแตกต่างกัน ไม่เป็นรูปแบบเดียวกัน เบี้ยประกันและการจ่ายค่าชดเชยในเหตุการณ์ที่คล้ายกันก็แตกต่างกัน และประมาณ 5% ของสถานพยาบาลหรือผู้ประกอบวิชาชีพไม่ซื้อประกัน ทำให้สิทธิของประชาชนต่อการได้รับค่าชดเชยเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา ได้รับไม่ทัดเทียมกัน ไม่เพียงแต่ประเทศสวีเดนเท่านั้นที่มีกฎหมายประกันวิชาชีพ (Patient Insurance Law) ในปี 1988 และ 1992 ประเทศฟินแลนด์และเดนมาร์กก็มีกฎหมายตามลำดับรวมถึงประเทศนอร์เวย์ด้วย ต่อมารัฐบาลสวีเดนจึงได้นำเอาผลการศึกษาในปี 1994 มานำเสนอต่อสภาเป็นกฎหมายพิเศษเพื่อชดเชยผู้ป่วยทางแพ่งที่แยกต่างหากออกจาก กฎหมายแพ่งทั่วไป เรียกว่า The Patient Injury Act นี้ เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 1997 โดยมีหลักการพื้นฐานในการจ่ายค่าชดเชยอิงตามกฎหมายประกันวิชาชีพโดยความสมัค รใจ (The compensation rules of the voluntary patient insurance) เป็นแบบและแก้ไขบางจุด เพื่อให้ครอบคลุมทุก ๆ การประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์และผู้ประกอบวิชาชีพทุกคน เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับสิทธิในการเข้าถึงการชดเชยทางแพ่ง เท่ากับเป็นการบังคับให้ต้องซื้อประกันวิชาชีพ แต่ใครจะซื้อประกันเพิ่มเติมอีกโดยสมัครใจก็มีสิทธิทำได้

เนื้อหาต่าง ๆ ของกฎหมายนี้พอจะอธิบายโดยสังเขปดังนี้ หมวด 1-5 คุ้มครองสิทธิผู้ป่วยให้ได้รับการชดเชย เมื่อได้รับอันตรายจากการรับบริการทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขทั้งภาครัฐแล ะเอกชน และบังคับให้ผู้ให้บริการต้องมีประกันเพื่อการชดเชยนี้ สิทธิของผู้ป่วยให้ครอบคลุมถึงอาสาสมัครที่เข้าร่วมทดลองวิจัยทางการแพทย์แล ะผู้บริจาคอวัยวะ จะเห็นว่ากฎหมายนี้เป็นการต่อขยายจากการประกันวิชาชีพ

มีหลักเกณฑ์การจ่ายชดเชยตามหมวด 6-7 จ่ายชดเชยถ้าเสียหายจาก 1. การตรวจ การดูแล การรักษา หรือการให้บริการอื่นที่เทียบเท่า ซึ่งพิสูจน์ย้อนหลังแล้วทำให้ทราบได้ว่าความเสียหายที่ผู้ป่วยได้รับนี้สามา รถหลีกเลี่ยงได้ด้วยวิธีการอื่นที่เสี่ยงน้อยกว่า 2. ความบกพร่องของผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ เครื่องมือ รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ไม่ถูกต้อง 3. วินิจฉัยผิดพลาด 4. การทำให้เกิดการแพร่เชื้อเข้าสู่ผู้ป่วย จากการตรวจ ดูแล รักษา บริการอื่นที่เทียบเท่า 5. อุบัติเหตุจากการตรวจ ดูแล รักษา บริการอื่นที่เทียบเท่า การขนส่งผู้ป่วย เพลิงไหม้ บาดเจ็บจากสถานบริการหรือเครื่องมือ 6. การจ่ายยาหรือเตรียมยาที่ไม่เป็นไปตามปรกติของการจ่ายยาหรือเตรียมยา หรือไม่ตรงตามคู่มือ จากข้อ 1 และข้อ 3 ให้คำนึงถึงประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของผู้ให้บริการในสาขานั้น ๆ จากข้อ 4 ไม่มีสิทธิชดเชยในกรณีที่ผู้ป่วยสามารถต้านทานการติดเชื้อนั้นได้ ความสามารถในการต้านทานการติดเชื้อนั้นให้คำนึงถึงธรรมชาติของการบาดเจ็บหรื อเจ็บป่วย สัมพันธ์กับสถานะทางสุขภาพของผู้ป่วยที่อาจเป็นไปได้ว่ามีการติดเชื้อมาก่อน จะไม่ได้รับการชดเชยกรณี 1. ความเสียหายเกิดจากหัตถการที่จำเป็นสำหรับการวินิจฉัยหรือรักษาการเจ็บป่วยน ั้น ถ้าปราศจากการใช้หัตถการเหล่านี้จะมีผลทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต หรือพิการขั้นรุนแรง จะเห็นว่ากฎหมายนี้มีเกณฑ์การจ่ายอย่างชัดเจน ซึ่งต้องมีผู้เชี่ยวชาญแพทย์สาขานั้น ๆ ร่วมเป็นกรรมการพิจารณาว่าสมควรจ่ายค่าชดเชยหรือไม่ด้วย

หมวด 8-11 ผู้ป่วยต้องสมทบเงินกองทุนด้วย ผู้ป่วยที่ได้รับความเสียหายและได้รับการตัดสินให้รับการชดเชยตามกฎหมายละเม ิด (The Tort Liability Act) ยอดรวมที่ได้รับชดเชยต้องหัก 1 ใน 20 (5%) ของจำนวนเงินที่ได้รับสมทบกลับเข้ากองทุน ได้ระบุในกฎหมายประกันสุขภาพแห่งชาติ (National Insurance Act 1962:381) มีการกำหนดเพดานไว้ด้วยคือ ในแต่ละเหตุการณ์ของการได้รับความเสียหายให้ได้รับการชดเชยมากสุดไม่เกิน 1,000 เท่าของตัวเลขที่ได้กำหนดไว้เป็นฐาน กำหนดในกฎหมายประกันสุขภาพแห่งชาติ (National Insurance Act 1962:381) และในแต่ละการบาดเจ็บของเหตุการณ์ที่เสียหาย ให้ได้รับชดเชยมากสุดไม่เกิน 200 เท่าของตัวเลขที่ได้กำหนดไว้เป็นฐาน แต่ถ้าไม่เพียงพอจ่ายชดเชย ให้ลดการจ่ายลงตามส่วน จะเห็นว่ากฎหมายนี้ได้กำหนดเพดานและกำหนดให้อัตราการจ่ายชดเชยเป็นรายการไว้ ล่วงหน้า

หมวด 12-16 ให้เป็นหน้าที่ของรัฐที่ดำเนินการให้ผู้ให้บริการทุกคนทั้งภาครัฐและเอกชนต้ องมีประกันสำหรับการจ่ายชดเชยให้ผู้ป่วย รัฐบาลเป็นผู้ให้การรับรองสมาคมผู้รับประกันซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้ร ับประกัน ซึ่งผู้รับประกันต้องเป็นสมาชิก ถ้ามีผู้รับประกันหลายรายทุกรายต้องมีหน้าที่จ่ายชดเชยร่วมกันและสัดส่วนเท่ ากัน สมาคมมีสิทธิในการเก็บเบี้ยประกันจากผู้ให้บริการต่อปี จะเห็นว่ากฎหมายนี้บังคับผู้รับประกันให้มีเกณฑ์เดียวกัน บังคับให้ผู้ให้บริการชำระเบี้ยประกันร่วมกันอย่างเป็นธรรม และบังคับให้เฉลี่ยประกันแก่ประชาชนถ้วนทุกคน

หมวด 17-23 สมาคมมีหน้าที่สนับสนุนการเงินให้แก่คณะกรรมการชุดหนึ่ง (The Patient Claims Panel) ซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐบาล โดยประธานมีที่มาจากผู้พิพากษา หรือคือผู้พิพากษาเอง กรรมการ 3 คนเลือกมาจากฝ่ายผู้ป่วยหรือประชาชน หนึ่งคนเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์สาขาที่เกี่ยวข้อง หนึ่งคนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน เป็นตัวแทนของฝ่ายผู้รับประกัน อีกหนึ่งคนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสาธารณสุขของประเทศ คณะกรรมการรวมทั้งสิ้น 7 คน คณะกรรมการทำหน้าที่พิจารณาเรื่องที่ยื่นขอชดเชยตามคำร้องของผู้ป่วยหรือผู้ ได้รับความเสียหาย ผู้ให้บริการ ผู้รับประกัน หรือศาล คณะกรรมการมีหน้าที่ให้ความเห็นในการให้ค่าชดเชย ซึ่งผู้รับประกันต้องชดเชยให้ตามนั้น ให้ผู้ป่วยเลือกฟ้องแพ่งได้โดยไม่ตัดสิทธิทางแพ่ง แต่ถ้าได้รับการจ่ายชดเชยไปแล้วจะยื่นเรื่องฟ้องแพ่งซ้ำอีกไม่ได้ เว้นแต่ถ้าเกิดจากเจตนาหรือบกพร่องอย่างชัดแจ้งให้ฟ้องแพ่งได้ตามสิทธิที่ระ บุในกฎหมายละเมิด รวมทั้งยังมีสิทธิจากกฎหมายผลิตภัณฑ์ (Product Liability Act 1992:1 หรือสิทธิกฎหมายจราจรด้วย (Traffic Damage Act 1975:1410) สำหรับอายุความนั้น 3 ปีนับจากรู้ หรือ 10 ปีนับจากได้รับความเสียหาย จะเห็นว่ากฎหมายนี้เป็นเรื่องการประกันวิชาชีพช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการชดเชย ไปแล้วไม่มีความเสียหายที่จะต้องเรียกร้องทางแพ่งได้อีกต่อไป โดยไม่ได้ไปแก้กฎหมายแพ่งและไม่พูดถึงคดีอาญาเลย คณะกรรมการจะพิจารณาเฉพาะเรื่องที่ผู้เสียหายไม่เห็นด้วยกับการจ่ายค่าชดเชย ของผู้รับประกัน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 1975 ถึง 31 ธันวาคม 1999 จากรายงานที่มีการจ่ายชดเชยของผู้รับประกันจำนวน 140,000 ราย คณะกรรมการได้รับคำร้องให้พิจารณาเพียง 7,223 ราย ในจำนวนนี้คณะกรรมการได้สรุปค่าชดเชยที่แตกต่างจากตัวเลขของผู้รับประกันเพี ยง 10% เท่านั้นครับ

ผู้เขียนเห็นว่า 'The Patient Injury Act' นี้เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงเพียงบางส่วนให้ตรงจุดที่เป็นปัญหา ไม่ใช่เป็นการรื้อกฎหมายมากมายแต่อย่างใด

https://www.medicthai.com/admin/news_detail.php?id=5075
โดย: ตอนนี้รั้งตำแหน่งอะไร [15 มี.ค. 54 1:36] ( IP A:58.9.62.144 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   นายกสมาคมผู้ปลูกต้นงิ้วแห่งประเทศไทย
โดย: เหมาะสมดีไหม [15 มี.ค. 54 13:52] ( IP A:210.86.181.20 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   แกลาออกจากหมอไปปลูกต้นงิ้วแล้วหรือ
โดย: งงเรื่องอะไรกัน [15 มี.ค. 54 14:58] ( IP A:58.9.54.109 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   ชอบปีนมากกว่ามั้ง 5555
โดย: เมียอัยการ ? [15 มี.ค. 54 19:06] ( IP A:124.121.26.173 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   มิน่าล่ะถึงไม่ได้เป็นกก.แพทยสภา

มีระดับผอ.รพ.แถวนครปฐมที่พากิ๊กไปสมัครเป็นกก.ควบคุมที่สปสช.ก็มีนะ พวกนี้ชอบนวดชอบมีกิ๊กศีลธรรมเสื่อมมันถึงทำเรื่องเลวร้ายได้
โดย: พวกไม่มีศีลธรรม [16 มี.ค. 54 11:03] ( IP A:58.9.148.52 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   เน่าจริงๆ สปสช . ถึงโดนเขาตีซะเละเทะทำเอาพรบ.ดีๆของเราช้าไปด้วยจะแก้ยังไงดีท่านประธาน ในฐานะผุ้มีตำแหน่งในสปสช.ต้องออกความเห็นแล้ว
โดย: เจ้าบ้าน [16 มี.ค. 54 23:38] ( IP A:124.122.240.204 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   สงสัยมีคนเอาพรบ.องค์การอิสระแลกกับพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯพวกเครือข่ายจึงถูกทิ้ง
โดย: สลับซับซ้อน [17 มี.ค. 54 14:01] ( IP A:58.9.51.25 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   ทั้งหมอประเวศทั้งNGO ประกาศหนุนแต่พรบ.องค์การอิสระว่าแล้วเงินไม่เข้าใครออกใคร
โดย: เหอะ ๆ [17 มี.ค. 54 21:56] ( IP A:58.9.51.25 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   ขออนุญาตแนะนำเว็บไซต์ด้วยครับ

เว็บ https://www.insure108.com รวมความรู้ประกันภัยรถยนต์ , ตัวอย่าง ถาม-ตอบปัญหาประกันต่างๆ และการแก้ปัญหาเมื่อประสบเหตุจริง , หมดปัญหาทำประกันภัยรถยนต์ การดูแลรถ และเนื้อหาอื่นๆ ผมจะเพิ่มเนื้อหาที่เป็นประโยชน์เรื่อยๆ ครับ
โดย: n [12 พ.ค. 54 12:09] ( IP A:223.204.111.63 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน