30 บาทรักษาทุกโรค
   https://www.thaiclinic.com/cgi-bin/wb_xp/YaBB.pl?board=doctorroom;action=display;num=1301016592
ความเสมอภาคไม่ใช่ความเสมอเหมือน: บทเรียนจากระบบประกันสุขภาพไทย
แก้วสรร อติโพธิ

หลักประกันสุขภาพของคนไทยในปัจจุบัน
ปัจจุบันนี้คนไทย ๙๙% อยู่ในระบบประกันสุขภาพสามระบบด้วยกัน คือ
ระบบบัตรทอง เรียกตัวเองว่าเป็นหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดูแลชาวบ้าน๗๕% หรือ๔๙ ล้านคน ด้วยงบประมาณที่สำนักงานประกันสุขภาพรับเหมาจากรัฐเป็นรายปี ราคาเหมาล่าสุดในงบปี ๕๓ อยู่ที่ ๒๔๐๐ บาท/หัว และกำลังขอเพิ่มอีก ๗๐๐ บาท/หัว ในปี ๕๔ เพราะขณะนี้โรงพยาบาลของรัฐขาดทุนกว่า ๑๙๐ แห่งแล้ว รวมภาระขาดทุนในปี ๒๕๕๒ กว่า๕,๕๐๐ ล้านบาท
ระบบลูกจ้าง เรียกเป็นทางการว่ากองทุนประกันสังคม ตั้งมากว่า ๒๐ ปี ดูแลคนไทยได้๑๕.๕% หรือกว่า ๑๐ ล้านคน มีรายได้จากกองทุนประกันสังคมที่ทั้งลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐ ออกเงินสมทบกัน เกิดเป็นกองทุนกลางรับประกันให้ลูกจ้างทั้งสุขภาพ อุบัติเหตุ และตกงาน รวมทั้งเบี้ยยังชีพยามชรา เฉพาะหลักประกันสุขภาพนั้น สำนักงานประกันสังคมเหมาให้โรงพยาบาลต่างๆ ในราคา ๒,๑๕๐ บาท/หัว ระบบนี้มีการแข่งขันให้ลูกจ้างเลือกว่าจะใช้บริการโรงพยาบาลใด และพบว่าจะนิยมใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนมากกว่าโรงพยาบาลของรัฐ
ระบบข้าราชการ-รัฐวิสาหกิจ เป็นสวัสดิการที่รัฐต้องให้ตามที่กฎหมายกำหนด มีคนไทยอยู่ในหลักประกันนี้ ๗.๘% หรือ ๕ ล้านคน รัฐจ่ายให้ตามรายการที่จ่ายจริงไม่เกินเกณฑ์กลางและเพดานที่กำหนด
ปัญหาความไม่เสมอเหมือนที่อ้างว่าไม่เสมอภาค
เมื่อครั้งที่รัฐบาลทักษิณ ๑ นำข้อเสนอของเอ็นจีโอสาธารณะสุขและกลุ่มหมอก้าวหน้า มาผลักดันเป็นร่างกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้น ก็ได้พยายามให้ลูกจ้างและข้าราชการเข้ามาอยู่ในหลักประกันเดียวกันกับราษฎร แต่ไม่สำเร็จเพราะพวกนี้เขาถือว่าหลักประกันนี้มาจากน้ำพักน้ำแรงของเขาเอง จะเอามารวมบริหารร่วมกับของฟรีที่ให้แก่ราษฎรไม่ได้
มาปัจจุบันนี้เมื่อรัฐบาลนายกฯสุรยุทธ ไปยกเลิกเงินร่วมจ่าย ๓๐ บาท จนระบบ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค กลายเป็นบัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกโรคเช่นทุกวันนี้ ก็ทำให้ชาวบ้านเข้ามาเบิกจ่ายบริการกันขนานใหญ่ ค่าใช้จ่ายด้านยาพุ่งพรวด ค่าตรวจก็ท่วมท้นเพราะหมอกลัวถูกฟ้อง มีอะไรก็ส่งตรวจส่งไปสแกนกันแหลก ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นทุกปีแก่ระบบบัตรทอง เมื่อบวกด้วยเงินที่รั่วไหลไม่ตกแก่โรงพยาบาลอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วยแล้ วโรงพยาบาลก็ขาดสภาพคล่องจนอยู่ไม่ได้ ทยอยทิ้งงานเลิกสัญญาไปโดยลำดับทั้งโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล กทม. และโรงพยาบาลเอกชนหลายสิบโรง
ในท่ามกลางความระส่ำระสายของระบบบัตรทองนี้ ก็ได้เกิดกระแสผลักดันโจมตีว่า
ทุกวันนี้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลในมาตรฐานที่ด้อยกว่าบัตรทอง อย่างไม่เป็นธรรมยิ่งเพราะคนในบัตรทองไม่ต้องออกเงินอะไรเลย กลับได้บริการดีกว่าลูกจ้างที่ต้องออกเงินเองเสียอีก จึงน่าที่จะโอนลูกจ้างมาอยู่ในระบบบัตรทองได้แล้ว ซึ่งหากเป็นไปตามนี้ก็หมายถึงค่าใช้จ่ายประกันสุขภาพที่จะตกแก่ภาครัฐอีก กว่าสามหมื่นล้าน จนเหยียบสองแสนล้านบาทในปี ๒๕๕๔ เลยทีเดียว
น่าสังเกตว่ากระแสผลักดันนี้ มีเอ็นจีโอเป็นตัวหลัก มิได้มีองค์กรแรงงานเป็นตัวตั้งตัวตีเลย ครั้นเมื่อจัดตั้งกลุ่มแรงงานได้กลุ่มหนึ่งแล้ว ก็ดันหลังให้มาร่วมกันไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ร้องปลัดกระทรวงแรงงาน ว่า ความเหลื่อมล้ำนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญไปโน่นเลย
บทความนี้จะขอบ่งชี้ว่า การสมอ้างเอาความไม่เสมอเหมือนนี้มาเป็นความไม่เสมอภาคตามรัฐธรรมนูญนั้น เป็นความเข้าใจที่ขาดเคลื่อนโดยสิ้นเชิง ดังจะขอนำเสนอในทำนองปุจฉา-วิสัชนา ไปโดยลำดับดังนี้
ความเสมอเหมือนไม่ใช่ความเสมอภาค
รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มาตรา ๕๑
“บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐา น และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม ่เสียค่าใช้จ่าย
บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขจากรัฐ ซึ่งต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ”
ถาม อ่าน มาตรา ๕๑ วรรค ๑ แล้วหมายความว่า หลักประกันสุขภาพทั้งสามระบบจะต้อง
มีบริการที่เหมือนกันหรือไม่ ?
ตอบ อ่านให้ดีใช้ปัญญานิดหน่อย ก็เข้าใจได้ว่า เขากำหนดให้มีสิทธิเสมอกันนะคุณ ไม่ใช่
มาตรฐานเสมอกัน วรรคนี้กำหนดก่อนว่าบริการสาธารณสุขไม่ว่าระบบใดจะต้องผ่าน
เกณฑ์กลางก่อนว่า เหมาะสมและได้มาตรฐานแล้ว จากนั้นจึงระบุให้ทุกคนต้องมีสิทธิ
เสมอกันที่จะเข้าถึงบริการเหล่านี้ มาตรานี้วรรคนี้ไม่ได้ระบุเลยว่าต้องมีหลักประกัน
ระบบเดียว และถ้ามีหลายระบบทุกระบบต้องมีมาตรฐานเหมือนกัน
ในอนาคตระบบของลูกจ้างอาจทุ่มเงินรับประกันทุกรายการเหมือนระบบข้าราชการจนค รอบคลุมกว้างกว่าดีกว่าระบบบัตรทองก็ได้ ซึ่งเขาก็มีสิทธิทำได้เพราะเป็นเงินใน
กองทุนของเขาเอง ราษฎรในระบบบัตรทองจะโวยว่าไม่เสมอภาคไม่ได้
ถาม แล้วทุกวันนี้ทั้งสามระบบให้บริการผ่านมาตรฐานกลางหรือไม่
ตอบ เท่าที่ศึกษามาก็ครอบคลุมทุกโรคพอๆ กัน ต่างกันในรายละเอียดเท่านั้น เช่นประกัน
การล้างไตก่อนฟอกไตว่า จะรับผิดชอบให้กี่ครั้ง คลอดบุตรจะมีค่านมค่าเลี้ยงดูให้
หรือไม่แค่ไหน ทำฟันนี่รวมขัดหินปูน รักษารากฟัน ฯ ด้วยไหม เรื่องโรคจิตนี่
ประกันสังคมเขาก็เพิ่ม ให้เหมือนบัตรทองแล้ว
ที่สำคัญก็คือจะเป็นประกันระบบอะไรก็ตาม หมอและโรงพยาบาลก็ถูกคุม คุณภาพโดย
กฎหมายชุดเดียวกันทั้งสิ้น ปัญหาจริงๆ ที่น่าจะประเมินน่าจะอยู่ที่ประสิทธิผล มากกว่า
ถาม ประสิทธิผลอะไรครับ
ตอบ โรคเดียวกันพยาธิสภาพเหมือนกันนี่ คุณไปสำรวจดูได้เลยว่า ประกันสังคมจะนอน
โรงพยาบาลน้อยกว่า เพราะเขาต้องทำงานทำการกันทั้งนั้น ส่วนอัตราหายหรือตายนี่
น่าสำรวจมาก เพราะทุกวันนี้โรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุขต้องรับโหลดบัตรทอง
หนักมากๆ เหลือโรงพยาบาลเอกชนขนาดเล็กๆ มาช่วยผ่อนปรนได้บ้าง โรงพยาบาล
อื่นหนีหมดแล้ว ระบบเหมาจ่ายของบัตรทองนี่นานไปมันทำลายโรงพยาบาลไปเรื่อยๆ
ถาม จะแก้ได้ไหม
ตอบ ต้องทำโรงพยาบาลทุกแห่งให้เป็นไปตามมาตรา ๕๑ วรรคสอง คือทั่วถึงและมี
ประสิทธิภาพเหมือนกันก่อน แล้วนำข้อกำหนดห้ามไปรักษาข้ามเขตกลับคืนมา ภาระก็
จะกระจายไปอย่างทั่วถึง ไม่ใช่ข้ามกันโดยเสรีจนโรงพยาบาลไหนทำดีก็เหนื่อยตายเช่น
ทุกวันนี้ หลักให้ราษฎรร่วมจ่ายนี่ต้องเอากลับคืนมา ยกเว้นไว้เฉพาะคนยากจนเท่านั้น
ที่รัฐบาลนายกฯสุรยุทธโดยคุณหมอมงคลไปยกเลิก เงินร่วมจ่าย ๓๐ บาทนี่ ผิดกฎหมาย
ชัดเจน ทำไมไม่พูดกันตรงนี้บ้าง ตรงนี้นี่แหละความไม่เสมอภาคที่แท้จริง ในระบบ
บัตรทองนี่มีคนรวยที่ทำอาชีพอิสระ หรือนอนกิน มาใช้สิทธิเอายาเยอะแยะเลยนะคุณ
ถาม ผิดกฎหมายอะไรครับ
ตอบ พระราชบัญญัติประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี ๒๕๔๓ มาตรา ๕ ระบุชัดเจนว่าต้องไม่เป็น
ภาระกับงบประมาณแผ่นดิน และกำหนดให้ประชาชนผู้รับบริการต้องร่วมจ่ายด้วย เว้น
แต่ผู้ยากไร้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้มีการใช้บริการเกินความจำเป็น
การเลิกเงินร่วมจ่ายจึงผิดกฎหมาย เกิดการใช้สิทธิฟุ่มเฟือยต้องเพิ่มงบประมาณให้ทุกปี
ในจำนวนที่มากขึ้นทุกปีด้วย ปี ๕๓ ขอเพิ่ม ๑๙๙บาท/หัว ปี ๕๔ นี่โดดเป็นขอเพิ่ม
๗๐๐บาท/หัว เลย สภาพอย่างนี้ไม่ใช่แค่เป็นภาระแล้ว มันถึงขนาดถ่วงทำลาย
งบประมาณแผ่นดินเลยทีเดียว
ถ้าไม่ทบทวน ไม่ลด ไม่เลิก สวัสดิการตามลัทธิขอทานนิยมเหล่านี้ลง รัฐบาลจะ
แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้แน่นอน
ถาม ทำไมจะแก้ไม่ได้
ตอบ โลกทุกวันนี้อาหารแพง พลังงานแพง แน่นอน นโยบายตรึงราคาก็ใช้งานไม่ได้
ตลอดไป รัฐต้องยอมให้ขึ้นค่าแรงคนงานแล้วลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เอกชนเขาอยู่ได้
ด้วย พร้อมกันนั้นต้องมีงบลงทุนเพื่อพัฒนาความสามารถใหม่ รายได้ใหม่ด้วย แล้วจะ
เอาเงินที่ไหนมาแบกรับสวัสดิการฟรีๆแบบนี้ ของฟรีอย่างนี้ต้องลดลงเหลือให้ฟรีแต่
เฉพาะคนยากไร้จริงๆ เท่านั้น
ถาม เห็นคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ เขาเสนอให้เอาเงินกองสลากปีละ หมื่นล้าน มาตั้ง
กองทุนสวัสดิการเด็กและคนชราอีกนะครับ
ตอบ อย่าไปตั้งกองทุนอะไรให้เอ็นจีโอเหล่านี้อีกเลย เอาเงินกองสลากมาช่วยค้ำยันระบบบัตรทองนี้จะดีกว่า พอกันทีได้ไหมกับธุรกิจรับเหมาดูแลคนจนคนยาก ที่ตัดเงินไปตั้งกองทุนลูกเดียวอย่างนี้
ผมเห็นจับอะไรเมื่อใดก็ลงเอยด้วยกองทุนทุกทีเลย สสส.ก็กองทุน ประกันสุขภาพก็กองทุน ทีวีสาธารณะก็กองทุน จะประกันความเสียหายรักษาพยาบาลก็กองทุนอีก
ปฏิรูปที่ดินก็กองทุนอีก ๕ แสนล้านบาท สวัสดิการเด็กคนแก่ก็กองทุนอีก ไม่ไหวแล้ว
ถาม ทำไมไม่ไหว
ตอบ มันเป็นระบบที่ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่มีเป้าหมายเนื้องานแน่นอน ต่อท่อตัดเงิน
ภาษีไปเฉยเลย แล้วก็แบ่งงานแบ่งเงินกันเองเฉพาะในวงในซุ้มของกรรมการ ตรวจสอบ
อะไรก็ไม่ได้ สตง.ตรวจได้จริงๆแค่การบวกเลขเท่านั้น
ความเสมอภาคที่แท้จริง
ถาม ตรงไหนของระบบปัจจุบันที่อาจารย์บอกว่าไม่เสมอภาค
ตอบ ความไม่เสมอภาคไม่ได้อยู่ที่ความไม่เสมอเหมือน แต่อยู่ที่การเลือกปฏิบัติโดยไม่
สมเหตุสมผล ลูกจ้างกับข้าราชการเขาได้สวัสดิการเนื่องจากการทำงานหรือการออมส่วนระบบบัต รทองให้สวัสดิการแก่คนที่ไม่ต้องออกอะไรเลย คนกินฟรีพวกนี้มีสองกลุ่ม กลุ่มคนยากไร้นั้น เราไม่ว่า เพราะมีเหตุผลที่จะปฏิบัติแตกต่างกับคนอื่นได้ แต่คนกลุ่มสองที่มีฐานะหรือพออยู่พอกินไม่ต่างจากลูกจ้างหรือข้าราชการ คนพวกนี้รับบริการฟรีได้อย่างไร
คุณรู้ไหม...เดี๋ยวนี้หัวหมอกันถึงขนาดไปรับยาแล้วกลับบ้านนี่ไม่เอาแล้วนะ เขาจะอดทนรอให้ตัวเองมีอาการแรงถึงขั้นหมอต้องให้นอนโรงพยาบาลแน่ๆ แล้ว เขาจึงจะไปโรงพยาบาล หวังจะนอนยาวโรงพยาบาลไปเลย ใครที่มีอาการหนักขึ้นๆ พวกญาติก็จะหายไปทีละคนสองคน จนทิ้งให้นอนเรื้อรังยึดโรงพยาบาลเป็นเรือนตายไปเลย
นี่แหละคือผลของสวัสดิการตามแนวทางขอทานนิยม
ถาม สังคมที่เสมอภาคตามกฎหมาย แต่ไม่เสมอภาคตามความเป็นจริงนี่ ก็อยู่ยากนะครับ
ตอบ แน่นอน...เรามีหน้าที่ต้องสร้างสังคมที่เสมอภาคด้วย แต่ต้องเสมอภาคในโอกาสสร้าง
ชีวิต ไม่ใช่แค่การถือครองทรัพย์สิน มันจะมีความหมายอะไรถ้าถือที่ดินเกษตรกรรม
คนละ ๑๐ ไร่ โดยเสมอเหมือนกัน แต่ไม่รู้จะปลูกอะไร ขายใคร เอาเครดิต เอาน้ำมาจาก
ไหน
ต้องเข้าใจเสียใหม่ว่า ความเสมอภาคมันต้องคู่กับการพัฒนาโอกาสในชีวิตด้วย

เลิกคิดแค่ สวัสดิการฟรี ที่ดินฟรี เสียทีเถิด กองทุนบุฟเฟต์ฟรีนั่นก็เหมือนกัน... เขารู้ทันกันหมดแล้ว...พ่อเจ้าประคุณเอ๋ย
ของไทยว่าอย่างนี้
ของเทศจะหามาให้อ่านอีกที
โดย: ของไทยและเทศเปรียบเทียบกัน [25 มี.ค. 54 9:36] ( IP A:58.8.18.119 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ของเทศ ว่าอย่างนี้
https://en.wikipedia.org/wiki/National_Health_Service_(England)
โดย: อ่านกันเอาเอง ต่างกันไหมคนคิดชั่ว/ดี [25 มี.ค. 54 9:38] ( IP A:58.8.18.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   ผมเคยชอบความเห็นอาจารย์แก้วสรร นะ แต่เรื่องนี้ผมไม่เห็นด้วย
ผมเห็นอาจารย์แสดงความคิดเห็นเรื่องการแพทย์หลายครั้ง เป็นลักษณะต่อต้าน พรบฯ ผู้เสียหาย
ส่วนเรื่องนี้ ผมว่าประชาชนเขาชอบ แต่การทำงานของพวกรับเงินแล้วประสิทธิภาพไม่ดีเอาแต่ขอเงิน ก็ต้องไปแก้ปัญหาตรงนั้น ต้องใจแข็งๆไม่ให้เงินอีก
ประสิทธิภาพดี ก็ใช้เงินน้อย ดูนี่
https://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=14502
หรือนี่https://www.medicthai.com/admin/news_detail.php?id=4666
หรือนี่ https://en.wikipedia.org/wiki/Sanduk_Ruit
ต้องตั้งโครงการประกวดการลดค่าใช้จ่าย ประกวดประสิทธิภาพในการรักษาโรค ฯลฯ
ไม่ใช่ให้เงินตามขอ พวกเคยตัว เดี๋ยวไปโกงกินค่าคอมมิชชั่นยาอีก ถามพวกขายยา ขายเครื่องมือแพทย์จะรู้ดี มันเล่าให้ฟังบ่อย ผมฟังแล้วเศร้าใจ
โดย: ผิดแล้วอาจารย์ [25 มี.ค. 54 18:55] ( IP A:58.8.18.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   "ต่อท่อตัดเงินภาษีไปเฉยเลย แล้วก็แบ่งงานแบ่งเงินกันเองเฉพาะในวงในซุ้มของกรรมการ"
"กองทุนบุฟเฟต์ฟรีนั่นก็เหมือนกัน... เขารู้ทันกันหมดแล้ว...พ่อเจ้าประคุณเอ๋ย"

โดนซะบ้าง ดิ้นเป็นหนอนโดนน้ำร้อนเลย
ปู่ชัย เปลวสีเงิน ชิดซ้ายไปเลย เจอ อ.แก้วสรร ของจริง
โดย: Gazza [25 มี.ค. 54 19:29] ( IP A:58.8.174.113 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   กองทุนบุฟเฟต์ ยังไม่ได้ตั้งเลย
เป็นการกล่าวหา ปากหมา เพื่อล้ม พรบ
แต่พวกเปอร์เซ็นต์ยา ผมเห็นตั้งแต่จบมา ปี 2520 ทุกวันนี้ยังมีอยู่
ปากหมาไม่มีงาช้างงอกหรอก
โดย: ปากสุนัขไม่มีงาช้างงอก [25 มี.ค. 54 20:26] ( IP A:58.8.18.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
    อันนี้ของแท้ไม่ใช่กล่าวหากันแบบหมาๆ
แต่เป็นการโกงกินกันแบบหมอๆ

กล่าวโทษ “สุดารัตน์” ละเว้นคดีทุจริตยา
เครือข่าย 30 องค์กรพัฒนาเอกชน - [ 4 ก.พ. 48, 12:10 น. >



วันที่ 31 มกราคม 2548 ที่กองปราบปราม น.ส.รสนา โตสิตระ *** ล ประธานเครือข่าย 30 องค์กรพัฒนาเอกชน เข้าพบ พ.ต.ต.วิริยะ สุจริต พงส. (สบ.2) เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษ นางสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีไม่ดำเนินการฟ้องคดีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตยา 4 ราย ที่คณะกรรมการชุดนายธงทอง จันทรางศุ ชี้มูล

น.ส.รสนา กล่าวว่า ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำพิพากษาให้จำคุก นายรักเกียรติ สุขธนะ ในฐานเจ้าพนักงานเรียกรับสินบนจำนวน 5 ล้านบาท จากนายสุภชัย วีระภุชงค์ รองกรรมการผู้จัดการบริษัท ไทยนครพัฒนา จำกัด และกรรมการบริษัท ที เอ็น พีเฮลท์แคร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทจำหน่ายยาและเวชภัณฑ์ จำเลยได้ออกประกาศยกเลิกราคากลางของยาตามบัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อมิให้มีเพดานกำกับ อันเป็นการเปิดโอกาส เป็นช่องทางเอื้อประโยชน์แก่บริษัทผู้จำหน่ายยา ในการจำหน่ายยาและเวชภัณฑ์ให้กับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดต่างๆ และโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในราคาแพงกว่าปกติ อันเป็นการตอบแทนโดยมิชอบ ในคำพิพากษาดังกล่าวยังปรากฏข้อเท็จจริงฟังได้ว่า บุคคลที่เกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ในกระทรวงสาธารณสุขยังมีอีกหลายราย เครือข่าย 30 องค์กรฯ ได้ติดตามคดีนี้มาตั้งแต่ต้น หลังจากมีการอ่านคำพิพากษา ได้เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการสอบสวนเพื่อเอาผิดผู้เกี่ยวข้องที่เหลือ

ต่อมาในวันที่ 31 ตุลาคม 2546 นางสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบผลการสอบสวน และกระบวนการดำเนินทางวินัยแก่ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกรณีทุจริตยา ที่มีนายธงทอง จันทรางศุ เป็นประธาน

เครือข่าย 30 องค์กรฯ ได้มีหนังสือลงวันที่ 12 มกราคม 2547 ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขดำเนินคดีอาญาต่อ นายสุภชัย วีระภุชงค์ ผู้ให้สินบนกับ นายรักเกียรติ สุขธนะ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ไม่ได้รับคำตอบแต่ประการใด

ต่อมาในวันที่ 30 มีนาคม 2547 คณะกรรมการตรวจสอบผลการสอบสวน และกระบวนการดำเนินทางวินัยแก่ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกรณีทุจริยา ที่มีนายธงทอง จันทรางศุ เป็นประธาน ได้สรุปผลการสอบสวนผู้เกี่ยวข้องกับกรณีทุจริตยาว่า มีผู้ที่ต้องสงสัยว่ากระทำความผิดที่ต้องถูกดำเนินคดีอาญาอีก 4 ราย ได้แก่

1) นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข สมัยดำรงตำแหน่งเลขานุการ นายรักเกียรติ สุขธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีหลักฐานว่าได้ไปรับเงินที่จังหวัดอุดรธานีจากผู้เกี่ยวข้องในขบวนการทุจริต และจากกรมการแพทย์ ซึ่งซื้อยาผ่านองค์การเภสัชกรรมแล้วหักเปอร์เซ็นต์มาให้ โดยมอบผ่านนายปรีชานำมาฝากกับ นายจิรายุ จรัสเสถียร เพื่อมอบให้ นายรักเกียติ สุขธนะ ตามเอกสารคำพิพากษาศาลฎีกาฯ หน้า 30

2) นายสุภชัย วีระภุชงค์ มีหลักฐานว่าเป็นผู้ให้สินบนแก่นายรักเกียรติจำนวนเงิน 5 ล้านบาท

3) นายแพทย์ยิ่งเกียรติ ไพศาลอัชพงษ์ สมัยดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยปลัดกระทรวงสาธารณสุข มีหลักฐานว่าเป็นผู้ประสานแจ้งไปยังนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดหลายจังหวัดว่า สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้รับงบประมาณพิเศษมาเป็นค่าจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ ขอให้ช่วยซื้อจากบริษัทที่มาติดต่อ โดยแจ้งว่าเป็นการทำให้รัฐมนตรีหรือพูดในทำนองว่าผู้ใหญ่ฝากมา นายแพทย์ยิ่งเกียรติถูกลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงด้วยการไล่ออกจากราชการ แต่ยังมิได้ถูกดำเนินคดีทางอาญา

4) นายแพทย์วรยุทธ์ เจียรสถาวงศ์ มีหลักฐานว่ามีพฤติการณ์เช่นเดียวกับนายแพทย์ยิ่งเกียรติ และถูกลงโทษวินัยอย่างร้ายแรงด้วยการไล่ออกจากราชการ แต่ยังมิได้ถูกดำเนินคดีทางอาญา

ต่อมาเครือข่าย 30 องค์กรฯ ได้มีหนังสือลงวันที่ 7 เมษายน 2547 ถึงนางสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขอให้ดำเนินคดีกับนายสุภชัย วีระภุชงค์ เป็นครั้งที่สอง แต่จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลาประมาณ 9 เดือน ก็ไม่ปรากฏเป็นข่าวว่ามีความคืบหน้าในการดำเนินการเอาผิดกับนายสุภชัย วีระภุชงค์ และบุคคลอีก 3 คนที่ถูกระบุโดยคณะกรรมการชุดนายธงทอง จันทรางศุ แต่ประการใด

น.ส.รสนา กล่าวว่า ด้วยเหตุนี้ตนจึงต้องมาขอกล่าวโทษนางสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ถึงกรณีการดำเนินการเอาผิดบุคคลทั้ง 4 ตามผลการสอบสวนชุดนายธงทอง ทั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 และความผิดอาญาแผ่นดิน หากนางสุดารัตน์มิได้ดำเนินการโดยครบถ้วนก็ถือเป็นความผิด ซึ่งเจ้าพนักงานสอบสวนต้องดำเนินคดีเอาผิดกับนางสุดารัตน์ต่อไป

น.ส.รสนา กล่าวว่า เหตุที่องค์กรออกมาร้องทุกข์กล่าวโทษครั้งนี้ไม่ใช่เกมการเมือง เพราะที่ผ่านมาได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังกระทรวงสาธารณสุขเป็นระยะ ตลอดเวลา 1 ปี แต่ไม่มีความคืบหน้า จึงจำเป็นต้องร้องทุกข์กล่าวโทษนางสุดารัตน์ เนื่องจากวาระการเป็นรัฐบาลชุดนี้จะสิ้นสุดลง เกรงเรื่องราวจะเงียบหายไป และต้องการให้เรื่องนี้เป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายต่อไป และเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2547 ก็ได้มากล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับ นายสุภชัย วีระภุชงค์ ในฐานให้สินบน 5 ล้านบาทแก่นายรักเกียรติ เพราะกระทรวงสาธารณสุขไม่มาแจ้งความดำเนินคดีด้วยตนเอง
โดย: ปากสุนัขเห่าหอน [25 มี.ค. 54 20:31] ( IP A:58.8.18.119 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน