กรณีทารกตายจากความผิดพลาดในโรงพยาบาลจุดชนวนการตรวจสอบของรัฐบาลสหรัฐฯ
   Baby's death prompts war against hospital errors

ข่าวจั่วหัวบนเว็บไซด์ของสถานีโทรทัศน์ CBS ของสหรัฐ ตาม link เชื่อมโยงข้างล่างนี้

https://www.cbsnews.com/stories/2011/04/22/earlyshow/health/main20056452.shtml?tag=contentMain;contentBody#comments

(CBS News) The federal government announced last week a new initiative aimed at preventing medical errors in hospitals -- an epidemic that costs American taxpayers billions and results in hundreds of thousands of innocent lives lost each year.

รายงานข่าวจาก CBS News (April 22, 2011 11:59 AM) ระบุว่ารัฐบาลกลางสหรัฐได้ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วถึงแนวคิดริเริ่มใหม่ที่จะมุ่งการป้องกันความผิดพลาดทางการแพทย์ในโรงพยาบาล ซึ่งเป็น ปรากฏการณ์ที่กำลังแพร่ระบาดออกไปและก่อความสูญเสียเป็นวงเงินระดับพันล้านเหรียญ แก่ชาวอเมริกันผู้เสียภาษี ทั้งยังผลให้ สูญเสียชีวิตของผู้บริสุทธิ์ไปอีกนับแสนคนต่อ ปี
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง(เรื่องหมอ) [10 พ.ค. 54 9:53] ( IP A:58.8.131.250 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   Baby's death prompts war against hospital errors
Couple who lost newborn to human error in hospital raises awareness; Also: How to be vigilant about your medical care

การตายของทารกกระตุ้นให้เปิดการสอบความผิดพลาดของโรงพยาบาลในทันที

คู่สามีภรรยาซึ่งได้สูญเสียบุตรที่เป็นทารกแรกคลอดไปเพราะความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลได้เรียกร้องการตื่นตัวของสาธารณชนและแสวงหาวิธีระแวดระวังเกี่ยวกับความผิดพลาดทางการแพทย์

On "The Early Show" Friday, CBS News Correspondent Cynthia Bowers told the story of one family's crusades to call attention to this dangerous trend.

From the time they met and married, Fritzie and Cameron Burkett dreamed of having a house full of children, but after suffering through two miscarriages, that dream appeared less and less likely.

ในรายการ “The Early Show” ของสถานีโทรทัศน์ CBS พิธีกร Cynthia Bowers ได้บอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้ของครอบครัวหนึ่งเพื่อเรียกร้องความเอาใจใส่ต่อแนวโน้มความเป็นไปที่เป็นอันตรายเช่นนี้
ครั้นเมื่อทบทวนความหลัง จากเวลาที่ Fritzie และ Cameron Burkett ได้พบรักและแต่งงานกัน พวกเขาได้ฝันถึงการมีบ้านที่เต็มไปด้วยลูกๆของเขาวิ่งเล่นไปมา แต่หลังจากผ่านการแท้งลูกไปถึงสองครั้งสองคราว ความฝันของพวกเขาทั้งสองคนนั้นก็ดูเลือนรางไปทุกที
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง(เรื่องหมอ) [10 พ.ค. 54 9:55] ( IP A:58.8.131.250 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   Fritzie Burkett told CBS News, "When I got the second miscarriage, it was a little discouraging, but I just believed and had faith that when it was good timing it would happen."

On Sept. 6, 2010, their son Genesis was born at Lutheran Hospital in Chicago, three months premature.

นาง Fritzie Burkett บอกกับ CBS News ว่า “เมื่อดิฉันแท้งลูกเป็นครั้งที่สอง ฉันรู้สึกเสียกำลังใจและสิ้นหวังไปบ้าง แต่ฉันมีความเชื่อและก็หวังว่าเมื่อเวลาที่เหมาะสมมาถึงฉันก็จะได้ลูกมาอีก

และแล้วเมื่อ 6 กันยายน 2553 ลูกชายของเขาชื่อ Genesis ก็ถือกำเนิดขึ้นที่โรงพยาบาล
Lutheran Hospital ที่เมือง Chicago และเป็นการคลอดก่อนกำหนดถึง 3 เดือน

Cameron Burkett recalled, "I was overjoyed, you know, it was our first child. ... He had some of my features. I could see it and I was like, 'Wow, it's amazing that we created that child together."'

But while in the Neonatal Intensive Care Unit (ICU), fatal mistakes were made. During a routine procedure, Genesis was given 60 times the normal dose of sodium in his IV bag. Blood tests that day revealed he had extremely high levels of sodium in his body, and despite doctor's orders to have him checked, nothing was done for more than eight hours.

ด้านนาย Cameron Burkett ได้ย้อนความหลังให้ฟังว่า “ผมจำได้ว่าตอนนั้นผมมีความสุขอย่างเหลือล้น คุณรู้ไหมว่าเขาเป็นลูกคนแรกของเรา เขามีบางส่วนที่เหมือนผมซึ่งผมสังเกตเห็น โอ! ช่างเหลือเชื่อที่เราสองคนได้ร่วมกันสร้างเด็กคนนี้ขึ้นมาด้วยกัน”
แต่แล้ว ขณะที่ Genesis ลูกชายของเขากำลังรักษาตัวอยู่ในห้องฉุกเฉิน Neonatal Intensive Care Unit ก็เกิดความผิดพลาดอย่างร้ายแรงขึ้นในระหว่างขั้นตอนปฏิบัติตามปกติ เมื่อ Genesis ได้รับน้ำเกลือเป็นถุงที่ 4 จนมีปริมาณน้ำเกลือที่ได้รับสูงถึง 60 เท่าจากปริมาณการให้น้ำเกลือตามปรกติ และผลจากการตรวจเลือดในวันเดียวกันนั้นเผยว่า Genesis มีระดับน้ำเกลือภายในตัวเขาที่สูงยิ่งยวด และทั้งที่หมอได้สั่งให้มีการตรวจสอบตัวเขา แต่ Genesis ก็ถูกปล่อยไว้ไม่ได้ทำอะไรเลยนานถึงกว่า 8 ชั่วโมง
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง(เรื่องหมอ) [10 พ.ค. 54 9:56] ( IP A:58.8.131.250 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   Six weeks after his birth, Genesis Burkett went into cardiac arrest from an overdose and died.

Unfortunately, these nightmare scenarios are playing out in hospitals across the country. By some estimates by the Texas Medical Institute of Technology, 200,000 people die each year from preventable medical errors, and countless more are injured.

และแล้ว หกสัปดาห์หลังจาก Genesis ลืมตาดูโลก เขาก็เกิดภาวะหัวใจวายจากการให้น้ำเหลือเกินขนาดและเสียชีวิตในที่สุด

โชคไม่ดีที่ เหตุการณ์ซึ่งเปรียบเสมือนฝันร้ายนี้กำลังล้อเล่นกับชีวิตของบรรดาคนไข้ตามโรงพยาบาลทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ในขณะนี้ และจากประมาณการโดย the Texas Medical Institute of Technology มีประชากรราวๆ 200,000 คนเสียชีวิตจากความผิดพลาดทางการแพทย์ที่ป้องกันได้ในแต่ละปี และอีกมากกว่าซึ่งนับจำนวนไม่ได้ที่บาดเจ็บหรือเสียเลือดเนื้อจากสาเหตุเดียวกันนี้


Don Berwick, administrator for the Centers for Medicare & Medicaid ServicesDangers of hospital negligence , said, "As many as one in seven, maybe even one in three of every hospital admission or patients are injured by the care that's supposed to help them."

Now, the Burketts have filed suit against the hospital, claiming it was negligent in their son's care and that he died due to a preventable human error.

ด้าน มร. Don Berwick เจ้าหน้าที่บริหารงานของ the Centers for Medicare & Medicaid ServicesDangers of hospital negligence ได้เผยว่า “เราพบว่าอาจมีคนไข้จำนวนมากถึง 1 ใน 7 หรือแม้กระทั่งถึง 1 ใน 3 ของคนไข้ทั้งที่เป็นคนไข้นอกหรือคนไข้ในของโรงพยาบาลก็ตาม จะได้รับบาดเจ็บจากบริการทางการแพทย์ซึ่งถูกกำหนดให้บำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยของพวกเขา”

ณ. วันนี้ ครอบครัว Burketts ได้ยื่นฟ้องดำเนินคดีกับทางโรงพยาบาล เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากการละเลยไม่เอาใจใส่ดูแลขั้นตอนการบำบัดรักษาลูกของพวกเขา และการที่ลูกของพวกเขาต้องตายไปจากความผิดพลาดที่ป้องกันได้ของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล


Patrick Salvi Sr., the Burketts' attorney, said, "A simple mistake could have been picked up several times along the way, by a pharmacist, then by a doctor, and they were not, and as a result, a little baby that was well on his way to recovery died."

Dr. Lee Sacks, executive vice president of CMO Advocate Healthcare, said, "Our organization takes full accountability for the tragedy leading to the death of the baby, and has been transparent and disclosed everything we know about it in a commitment to improve care."

ด้าน Patrick Salvi Sr. ทนายความของครอบครัว Burketts ได้กล่าวว่า “ความผิดพลาดง่ายๆอาจเกิดขึ้นได้หลายครั้งหลายหนไปโดยตลอดทางในขั้นตอนของการรักษา อาจจะโดยเภสัชกร, อาจจะโดยหมอ แต่ผลที่เกิดขึ้น พวกเขาซึ่งก็ไม่ใช่เด็กเล็กๆคนหนึ่งเช่นกันที่ควรมีโอกาสดีที่จะรอดจากความตายได้
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง(เรื่องหมอ) [10 พ.ค. 54 9:58] ( IP A:58.8.131.250 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   ด้าน Dr. Lee Sacks, executive vice president และ Chief Medical Officer ของ Advocate Healthcare (องค์กรหนึ่งซึ่งเป็นเครือข่ายของโรงพยาบาลและคลินิกในแถบชิคาโก เป็นองค์กรทางการแพทย์ที่ไม่แสวงผลกำไรซึ่ง Lutheran Hospital โรงพยาบาลต้นเรื่องร่วมอยู่ในเครือข่ายนี้) อ้างว่า องค์กรของเรามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่สำหรับโศกนาฏกรรมที่นำไปสู่การเสียชีวิตของทารกคนนี้ และเราก็มีกิจกรรมที่โปร่งใส/ตรวจสอบได้ และพร้อมเปิดเผยข้อมูลทุกๆอย่างเท่าที่เรารู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นไปตามคำมั่นของเราในการปรับปรุงบริการทางสุขภาพของเราให้ดีขึ้น

The Burketts hope publicizing their pain can draw awareness to the deadly dangers that may be hiding in a place of healing.

Fritzie Burkett said, "You have these dreams and you work towards making those dreams happen, and then like it's kind of like a nightmare comes in a second and takes away everything."

ทางครอบครัว Burketts คาดหวังว่าการเปิดเผยเรื่องราวเจ็บปวดของพวกเขาต่อสาธารณะจะกระตุ้นการรับรู้ต่ออันตรายที่ถึงตายที่อาจแฝงตัวอยู่ภายในสถานที่สำหรับการบำบัดรักษาความเจ็บป่วย

นาง Fritzie Burkett ยังได้กล่าวอย่างเจ็บปวดว่า “คุณรู้ไหมว่าคนเรามีความฝันเหล่านั้นและเราก็มุ่งมั่นที่จะทำให้ฝันพวกนั้นเป็นจริงขึ้นมา แล้วทันทีทันใด ก็เหมือนฝันร้ายชั่วข้ามคืนที่จู่ๆทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยฝันไว้ก็มาสูญสลายไปชั่วพริบตา”

CBS News Medical Correspondent Dr. Jennifer Ashton said on "The Early Show" that, "Sometimes there's just not much that a patient and their family can do" to prevent medical mistakes. "In this particular case, in the piece we just heard about in a neonatal ICU, we're talking about often very premature babies, very small, very fragile, very sick newborns. Errors in that setting are eight times more likely to occur than they are to occur in adult settings. Again, some of them may be equipment or mechanical errors. Some of them, as it was in this case, might be human errors. Strategies are being put in place, as we've heard, to try and reduce or minimize that. But, you know, you just have to hope for the best and be active and involved when someone in your family is in that setting."

ทางด้านผู้สื่อข่าวทางการแพทย์ของ CBS News, Dr. Jennifer Ashton กล่าวในรายการ "The Early Show" ว่า บางครั้งเมื่อคนไข้เข้ารักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลแล้ว ทั้งคนไข้เองและญาติที่ติดตามก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากนักเพื่อป้องกันความผิดพลาดทางการแพทย์ และโดยเฉพาะในกรณีนี้ซึ่งเราเพิ่งจะได้ยินได้รับรู้เกี่ยวกับ Neonatal ICU เรากำลังพูดถึงสภาพที่มักจะเป็นเด็กที่คลอดก่อนกำหนด, มีขนาดตัวเล็กมากๆ, เปราะบางมากๆ, เจ็บป่วยมากๆในสภาพเด็กแรกคลอด ในสภาพเช่นนี้ความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้มีมากเป็น 8 เท่าเมื่อเทียบกับที่จะเกิดขึ้นกับสภาพของผู้ใหญ่ อีกนั่นแหละที่ความผิดพลาดบางส่วนในนั้นจะเป็นเรื่องของเครื่องมือและกลไกต่างๆ บางส่วนในนั้นเฉพาะในกรณีนี้อาจเป็นเรื่องของบุคคล และอย่างที่เราก็ได้ยินได้ฟังมาว่า ได้มีการวางกลยุทธ์ไว้แล้วเพื่อพยายามและลดทอนเหตุเหล่านี้ แต่เราก็คงต้องยอมรับนะว่าเราได้แต่เพียงหวังที่จะได้สิ่งที่ดีที่สุด และต้องมีความกระตือรือร้นแล้วก็มีส่วนร่วมในทุกเรื่องเมื่อมีใครก็ตามในครอบครัวต้องเข้าไปอยู่ในสภาพเช่นนั้น
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง(เรื่องหมอ) [10 พ.ค. 54 10:02] ( IP A:58.8.131.250 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   Before you go to the hospital, Ashton recommends doing your research about the facility.

She explains, "You want to talk to your doctor, if possible, if it's an elective or scheduled situation and ask as many questions as possible. And if you're talking about being admitted to a hospital, it's always a good idea to bring a friend or relative with you, and have someone there at all times who's not as emotionally vested in what's going on, but can really pay attention, can hear what's being said to you as it's being explained, and be able to repeat that back to you if necessary."

และก่อนที่จะเข้าไปที่โรงพยาบาลใดก็ตาม คุณหมอ Ashton แนะว่าคุณควรศึกษาหาข้อมูล (ทั้งทางแจ้งและทางลับ) เกี่ยวกับโรงพยาบาลนั้นก่อน
คุณหมออธิบายต่อว่า “คุณต้องหาทางพูดคุยกับหมอของคุณหากทำได้ เพื่อที่จะรู้ว่าเป็นการรักษาโดยเลือกเวลาได้หรือต้องเดินไปตามแผนที่วางไว้แล้ว แล้วก็ตั้งคำถามให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ และหากเป็นเรื่องที่คุณต้องเข้าพักในโรงพยาบาลก็จะเป็นการดีที่คุณจะมีเพื่อนหรือญาติติดตามไปด้วย แล้วก็ควรมีใครสักคนอยู่กับคุณตลอดเวลา ผู้ซึ่งจะไม่ตื่นตระหนกหรือเสียการควบคุมตนเองในเรื่องอะไรก็ตามที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมา แต่สามารถตั้งสติอย่างจดจ่อจริงจังได้ สามารถรับฟังเรื่องอะไรก็ตามที่ถูกบอกเล่ากับคุณตามที่ถูกถ่ายทอดมาให้ และสามารถทบทวนซ้ำให้คุณได้อีกเมื่อจำเป็น
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง(เรื่องหมอ) [10 พ.ค. 54 10:04] ( IP A:58.8.131.250 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   Asking questions is also important, she advised.

"The key here is to be active, to be involved, to be an advocate," Ashton said. "A lot of people are embarrassed or ashamed, and they don't want to speak up, don't want to cause trouble. That's actually the opposite of what a patient or their family should do. So there are a couple of key tips: Number one, you always want to check that anyone touching you or your relative has clean hands. Doctors and nurses should actually wash their hands or use hand sanitizers in front of you before coming to the patient's bedside. You want to confirm the procedure. Ask why it's being done. What body part is being tested? Ask as many questions about that procedure as possible. You want to review all allergies, all medications, repeatedly. You cannot overemphasize that type of information. And lastly, it's always a good idea to ask for written information. I write down all specific drugs, tests, procedures, the names, and the doses on a piece of paper and give it to my patients because, again, this is common information and language for me - not so common for the patients."

“การรู้จักและกล้าที่จะตั้งคำถามก็เป็นเรื่องจำเป็นด้วย” คุณหมอ Ashton ย้ำ

“ประเด็นสำคัญในสถานการณ์เช่นนี้อยู่ที่คุณและ/หรือญาติติดตามต้องกระตือรือร้น ต้องมีส่วนร่วมและเป็นผู้สนับสนุนไปด้วย” คุณหมอกล่าวต่อว่า “หลายๆคนที่เป็นญาติติดตามคนไข้มักลำบากใจหรือกระดากอายจนไม่กล้าที่จะพูดออกมา โดยคิดไปเองว่าไม่ต้องการสร้างปัญหาหรือก่อความขัดแย้งในใจ และนั่นที่จริงแล้วควรคิดเป็นตรงกันข้ามกับสิ่งที่คนไข้และญาติติดตามสมควรทำด้วยซ้ำ ดังนั้น โดยรวมแล้วมีเคล็ดที่ต้องจดจำอยู่สองสามข้อ หนึ่งคือ คุณต้องตรวจสอบเสมอๆว่าใครก็ตามที่แตะต้องตัวคุณหรือญาติของคุณมีมือที่สะอาดแล้ว ทั้งหมอเองและพยาบาลควรล้างมือหรือใช้น้ำยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดมือต่อหน้าคุณก่อนเข้ามาถึงข้างเตียงคนไข้ของคุณ สองคือ คุณต้องยืนยันขั้นตอนปฏิบัติที่รับทราบมาหรือตามที่รับแจ้งมา สงสัยก็ให้ถามได้ว่าทำไมถึงทำอย่างนั้น ร่างกายส่วนไหนที่จะถูกทดสอบ ตั้งคำถามให้มากที่สุดเกี่ยวกับขั้นตอนการรักษาเท่าที่ทำได้ สามคือคุณต้องทบทวนอาการแพ้ต่างๆ ตัวยาต่างๆ ซ้ำๆไปมาและแจ้งเตือนหมอหรือพยาบาลทุกๆครั้งที่จะมีการปฏิบัติทางการแพทย์ต่อตัวคุณ แล้วนี่คุณก็ไม่ต้องเกรงว่าจะเป็นการเข้มงวดจนมากเกินไปหรอก นี่น่ะ เรื่องชี้เป็นชี้ตายเลยล่ะ และท้ายที่สุด ที่มักจะเป็นความคิดที่ดีเสมอหากคุณจะถามหาขั้นตอนการปฏิบัติต่างๆที่คุณจะได้รับออกมาเป็นลายลักขณะอักษร สำหรับตัวหมอเองนะ ฉันเขียนรายชื่อยาเฉพาะทั้งหมดที่ฉันสั่งให้คนไข้ การทดสอบต่างๆ ขั้นตอนการรักษา ชื่อยาที่ใช้รวมทั้งปริมาณการให้ยาเข้าตัวคนไข้ ทั้งหมดนี้ลงในกระดาษแผ่นเดียวมอบให้กับคนไข้ไปเลย แต่ก็อีกนั่นแหละ ขณะที่นี่เป็นข้อมูลปกติและภาษาการสื่อสารธรรมดาๆที่ฉันมีกับคนไข้ของฉัน แต่กลับไม่ค่อยจะปรกตินักสำหรับพวกเขา


When you head home, Ashton said, it's also important to have written instruction to continue your care.

"Follow-up is critical," she said. "A lot of mistakes actually occur after you leave the hospital or a doctor's office. If someone says, 'We'll let you know if the results are abnormal.' (That's) not sufficient. You want to follow up, make sure you get the copy of that result and the test results. If possible, in printed form."

“และเมื่อถึงเวลาที่คุณจะกลับบ้าน” คุณหมอ Ashton กล่าวต่อไป “มันก็เป็นเรื่องสำคัญอีกเช่นกันที่เราจะต้องได้รับคำแนะนำเป็นลายลักขณะอักษรในการปฏิบัติรักษาตัวคุณเองต่อที่บ้าน”

“ขอให้ทำตามอย่างเคร่งครัด เพราะนั่นเป็นเรื่องวิกฤตทีเดียว” เธอกล่าวและเสริมต่อไปว่า

“ความผิดพลาดจำนวนมากที่เกิดขึ้นหลายครั้งซึ่งจริงๆแล้วมักจะเกิดขึ้นเมื่อคุณย้ายออกจากโรงพยาบาลหรือจากคลินิกของหมอแล้ว” และหากคุณได้ยินคำพูดประเภทนี้ เช่นประโยคนี่ว่า เอาล่ะ เราจะแจ้งให้คุณทราบหากผลทดสอบที่ออกมามีอะไรผิดปกติ และนั่นไม่พอที่คุณจะวางใจได้หรอก คุณต้องติดตามใกล้ชิดและให้ได้สำเนารายงานและผลการทดสอบมาไว้ในมือเองด้วย หากเป็นไปได้ก็ขอให้เป็นฉบับที่พิมพ์ออกมา (ไม่ใช่ถ่ายสำเนา)

******************

ข่าวต่อเนื่อง จะมีตามมาอีกครับ
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง(เรื่องหมอ) [10 พ.ค. 54 10:08] ( IP A:58.8.131.250 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน