เอามาให้อ่านค่ะ เรื่อง "อคติ"
   อ่านธรรมะ เพื่อให้จิตได้ทบทวนและพัฒนาจิตใจค่ะื เรื่องอคติเป็นเรื่องที่กำจัดง่าย แต่หลายคนติดกับง่ายดาย แม้เป็นข่าวเมื่อหลายปี แต่แนวคิดสามารถเอามาใช้ได้เสมอ

"ว.วชิรเมธี"ปาฐกถาในงานครบรอบ 12 ปี สภาการหนังสือพิมพ์ ติงสื่ออย่าตกหลุมพราง"สังคมเลือกข้าง-แบ่งขั้ว" ย้ำต้องไม่มีอคติ แนะต้องก้าวข้ามความเชื่อมาอยู่กับความจริง มีความกล้าหาญทางจริยธรรม ทำเพื่อประเทศและประชาชน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติจัดงานครบรอบ 12 ปี เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นขององค์กรสมาชิก พร้อมนิมนต์ พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี) มาแสดงปาฐกถาเรื่อง "บทบาทสื่อกับความแตกต่างทางความคิดในสังคม"


พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี ) ปาฐกถาว่า สภาพสังคมไทยในเวลานี้เป็นสังคมที่สุดโต่ง เลือกข้าง แบ่งฝ่ายและแยกขั้วชัดเจน เป็นสังคมที่สมาทานความเชื่อมากกว่าความจริง ซึ่งความเชื่อซึ่งไม่ใช่ความจริงนี้เอง คือที่มาของความขัดแย้ง ความสุดโต่ง การแบ่งขั้วและการเลือกข้าง ในฐานะสื่อมวลชนของประชาชนอย่างแท้จริง สื่อมวลชน สื่อสิ่งพิมพ์ต้องไม่ตกหลุมพรางตรงนี้ สิ่งหนึ่งเกิดขึ้นคือ "ความเป็นกลางทางปัญญา" ซึ่งเป็นสิ่งที่สื่อมวลชนต้องมีดุลยพินิจ มีทัศนคติที่ มีความเที่ยงและเป็นธรรม ในการพิจารณาข้อมูลข่าวสารที่ไหลมาจากทุกสารทิศ


ว.วชิรเมธี กล่าวว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ สื่อต้องมีวิธีคิดแบบองค์รวม ทำให้เราสามารถมองทุกสิ่งทุกอย่างที่ปฏิสัมพันธ์กับทุกเรื่องราวในลักษณะเชื่อมโยงตลอดสาย ไม่เลือกข้างแบบสุดโต่ง วิธีคิดแบบสุดโต่ง เราจึงมองไม่เห็นช้างทั้งตัวหรือพิจารณาใครก็ตาม เราจึงไม่ให้ความเป็นธรรมกับสิ่งเหล่านั้นอย่างถูกต้อง สื่อจะมีวิธีคิดแบบสุดโต่งไม่ได้ เพราะเราจะได้ปัญญาแบบกระท่อนกระแท่น แบ่งเป็นเสื้อ เราก็ไปยัดเยียดความผิดให้ใครสักคนที่เราได้เห็นเขาเพียงบางแง่มุมเท่านั้นเอง


ว.วชิรเมธี กล่าวว่า สถานการณ์เช่นนี้ สื่อต้องไม่มีอคติและต้องไม่เชียร์ หากเป็นพวกเดียวกันหรือเกลียดใคร จะเขียนในแง่ลบลงหรือเขียนไปเพราะไม่รู้ข้อมูลครบถ้วน ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ออกไปได้รับความเสียหาเรียบร้อยแล้ว แต่ต้องไม่กลัวเช่นเมื่อเจอผู้มีอิทธิพล จึงไม่กล้านำเสนอหรือไม่เข้าไปยุ่งดีกว่า นอกจากนี้สื่อต้องออกจากความใจแคบทั้งหลายเพื่อไม่ให้เกิดความลำเอียง


ว.วชิรเมธี กล่าวด้วยว่า ในการตัดสินใจสื่อต้องถือหลักธรรมาธิปไตย คือความถูกต้อง ความจริง ประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่ ถ้าเข้าเกณฑ์นี้แล้วให้ตัดสินใจนำเสนอข้อมูลข่าวสารนี้ไปตามนั้น เราจึงจะมีปัญาเป็นกลาง


ว.วชิรเมธี ได้มีข้อเสนอแนะบทบาทสื่อในความแตกต่างทางความคิดว่า สื่อต้องก้าวออกจากความเชื่อมาอยู่กับความจริง รายงานข่าวที่มีหลักฐานข้อมูลหนักแน่นเป็นแก่นสารอย่างตรงไปตรงมา เพื่อส่งต่อความจริงสุดท้ายให้ถึงมือประชาชนทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาและ สื่อต้องมีวิธีคิดในแบบอิทัปปัจจยตา หรือเรียนรู้ที่จะมองให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งในลักษณะ "สิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี" หรือ "สรรพสิ่งล้วนอิงอาศัยกัน"ซึ่งจะทำให้สื่อสามารถก้าวข้ามวิธีคิดแบบสุดโต่ง แยกขั้ว เลือกข้าง ถูกผิด ดีชั่ว เหลือง แดง ได้อย่างแยบคาย ประการต่อมา สื่อต้องเป็นทั้งสื่อมวลชนผู้ยึดโยงอยู่กับอุดมคติอันดีงาม เชื่อมั่นศรัทธาในฐานข้อมูลที่เป็นความจริง ไม่ขายศักดิ์ศรีให้กับประโยชน์โสตถิผลเฉพาะหน้า และต้องเป็นทั้งวิญญูชน ผู้สามารถรักษาจรรยาวิชาชีพของสื่อเอาไว้ได้อย่างขาวสะอาดในทุกกาลเทศะ สามารถเป็นประภาคารทางปัญญาให้กับสังคมทั้งในยามปกติและยามวิกฤตได้อย่างน่าเชื่อถือ



"สื่อต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรม เห็นแก่ความจริง มากกว่าเห็นแก่ความเชื่อ ต้องเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยส่วนรวมมากกว่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ที่สำคัญสื่อต้องมีสติอยู่เสมอ เพื่อที่จะได้ไม่อหังการทะนงตนว่า เป็นฐานันดรที่สี่ มีอภิสิทธิ์เหมือนคนอื่น แท้ที่จริงสื่อต้องตระหนักอยู่เสมอว่า เราคือผู้รับใช้ของประชาชนผู้ต่ำต้อย ผู้เฝ้าคอยสดับเสียงแห่งความทุกข์ยาก เสียงแห่งความอยุติธรรมของประชาชน เสียงแห่งความฉ้อฉลในยศ ทรัพย์ อำนาจ ของผู้นำรัฐ แล้วนำสิ่งเหล่านั้นมาเปิดเผยเพื่อแสวงหาวิธีสร้างสรรค์พัฒนาสังคมที่อุดมสันติสุขร่วมกัน" ว.วชิรเมธี กล่าว
โดย: ความจริงคือคุณทั้งสองมีอคติ [19 พ.ค. 54 23:49] ( IP A:58.9.4.134 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   อนุโมทนากับข้อธรรมนี้ของท่าน ว. วชิรเมธี

เป็นข้อธรรมที่แสดงความเข้าถึงและเข้าใจในความเป็นไปของสถานะปัจจุบันของสื่อสารมวลชนของประเทศไทยนี้ ในรอบสิบปีมานี้หลังปี 2542 - 44 เป็นต้นมา

สำหรับเครือข่ายนี้ พบแต่สื่อที่กลัวและยอมศิโรราบแก่ผู้มีอิทธิพล และหลายครั้งหรือหลายที่หลายสำนักก็พ่วงด้วยการหลงอำนาจของตนเอง พ่วงกับการมีความขัดกันแห่งผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ทำให้ไม่ต้องการหรือแม้แต่จงใจปฏิบัติตนขัดกับหน้าที่และจิตวิญญาณของความเป็นสื่อมวลชน ตามแบบอย่างที่ท่าน ว. ได้โปรดสัตว์ไว้ในข้อธรรมนี้

สถานที่หนึ่งที่เรา "มีโอกาสพบ" ผู้ซึ่งทำหน้าที่สื่อด้วยจิตวิญญาณและหน้าที่อย่างเที่ยงตรง และมีโอกาสพบมากในจำนวนที่ค่อนข้างมากกว่าที่แห่งอื่นใดในประเทศไทยนี้

ก็คือ แถวๆสะพานมัฆวานรังสรรค์ นั่นเอง

ทั้งนี้และทั้งนั้น ผมก็ต้องออกตัวไว้ที่ตรงนี้ว่า ก็ขอให้ใช้วิจารณญาณในการตัดสินและเลือกเชื่อพฤติกรรมและวาทะกรรมที่รับรู้ผ่านผู้คนแถวๆนี้ด้วย

ก็อย่างที่ท่าน ว. ว่าไว้อีกนั่นแหละ ในบรรดาเรื่องที่รับรู้ รับฟังเข้ามานั้น ก็ต้องคิดต่อไปด้วยว่า "สิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี"
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [20 พ.ค. 54 8:33] ( IP A:115.87.243.123 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   กาลามสูตรกังขานิยฐาน 10 หมายถึง วิธีปฎิบัติในเรื่องที่ควรสงสัย หรือหลักความเชื่อ ที่ตรัสไว้ในกาลามสูตร

1.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา (มา อนุสฺสเวน)

2.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสีบๆกันมา (มา ปรมฺปราย)

3.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ (มา อิติกิราย)

4.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำรา หรือคัมภีร์ (มา ปิฏกสมฺปทาเนน)

5.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก (มา ตกฺกเหตุ)

6.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะอนุมาน (มา นยเหตุ)

7.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล (มา อาการปริวิตกฺเกน)

8.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว (มา ทิฏฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา)

9.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ (มา ภพฺพรูปตาย)

10.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา (มา สมโณ โน ครูติ)

ต่อเมื่อใด รู้เข้าใจด้วยตนว่า ธรรมเหล่านั้น เป็นอกุศล เป็นกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ เป็นต้นแล้ว จึงควรละหรือถือปฏิบัติตามนั้น

สูตรนี้ในบาลีเรียกว่า เกสปุตติสูตร ที่ชื่อกาลามสูตร เพราะทรงแสดงแก่ชนเผ่ากาละมะ แห่งวรรณะกษัตริย์ ที่ชื่อเกสปุตติยสูตร เพราะพวกกาละมะนั้นเป็นชาวเกสปุตตะนิคม ในแคว้นโกศล ไม่ให้เชื่องมงายไร้เหตุผลตามหลัก 10 ข้อ

ตัวอย่าง

1.อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา ประเภท "เขาว่า" "ได้ยินมาว่า" ทั้งหลาย

2.อย่าได้ยึดถือถ้อยคำสืบๆกันมา ประเภท "ใครๆว่า" "โบราณว่า" ตามกระแส

3.อย่าได้ยึดถือโดยความตื่นข่าวว่า เข่าว่าอย่างนี้ ประเภทข่าวลือ ข่าวโคมลอย ทั้งหลาย

4.อย่าได้ยึดถือโดยอ้างตำรา อย่าไปตามตำรามากนัก ตำราว่าอย่างนั้น ต้องออกมาเป็นอย่างนั้น เท่านั้น เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เด็ดขาด เพราะอย่าลืมว่า ตำราบางเล่ม คนแต่งก็มั่วมาบ้าง เขียนไม่ครบบ้าง ใส่ไข่เอาเองบ้าง คนมีกิเลสไปแก้ไขตำรา คนมีผลประโยขน์ ไม่แก้ไขตำราเท่ากับเราโดนหลอก

5.อย่าได้ยึดถือโดยนึกเดาเอาเอง เช่น เข้าใจเอาเอง หรือข้อมูลไม่พอ ใจร้อนเดาสุ่มเอา มั่วๆ เอา

6.อย่าได้ยึดถือโดยการคาดคะเน การคาดการณ์ตามประวัติศาสตร์ ตามสถิติ ความน่าจะเป็น ซึ่งอาจจะผิดก็ได้ เพราะเห็นแค่ร้อย อย่าเหมาว่าที่ร้อยเอ็ดจะเป็นไปด้วย

7.อย่าได้ยึดถือตรึงตามอาการ อย่าเห็นว่าอาการแบบนี้ น่าจะเป็นแบบนี้ ให้คิดเผื่อๆไว้ด้วย เช่น เห็นคนไข้เป็นแบบที่เคยรักษาคนอื่นๆมาก่อน อย่าไปตรึกเอาเองว่าเป็นแบบนั้น เห็นเงาก็จ่ายยาได้ เพราะเหนือฟ้ายังมีฟ้า อย่าเข้าข้างตนเอง นั่งสมาธิเห็นโน่น เห็นนี้ อย่านึกว่าเป็นจริง เพราะอาจจะเป็นจิตหลอกจิต

8.อย่าได้ยึดถือโดยชอบใจว่า ต้องกันกับทิฐิของตัว อย่าเอาความเห็นของตนเป็นใหญ่ อะไรที่ตรงกับที่ตนคิดไว้เท่านั้นที่เชื่อได้ คนคิดแบบนี้ ดื้อตายชัก

9.อย่าได้ยึดถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้ ระวังจะโดนหลอก อย่าลืมว่า สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง 10.อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา การยึดอาจารย์ของตนเองมากไป ก็ไม่ดี ควรทำตาม ทดสอบดู ถ้าผิดพลาดก็ไม่ต้องเชื่อ ถ้าทำแล้วดีขึ้นก็แสดงว่าเชื่อได้
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [23 พ.ค. 54 9:48] ( IP A:61.90.6.193 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   To Err is . . . H U M A N
โดย: เจ้าบ้าน [24 พ.ค. 54 10:14] ( IP A:210.86.181.20 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน