โอบาม่าชี้หมออเมริกันมุ่งหาเงินมากกว่ารักษาไข้ = ยืนยันคำสอนของสมเด็จย่าและความดีองค์พระบรมราชชนก
   การสร้างระบบดูแลสุขภาพขึ้นมาเพื่อส่งเสริมการป้องกันมากกว่าที่จะเป็นเพียงการบริหารจัดการโรคนั้นจำเป็นที่เราทั้งหลายต้องปฏิบัติตนในส่วนของเราเองด้วย มันหมายถึงคุณหมอทั้งหลายต้องบอกเราว่าอะไรคือปัจจัยเสี่ยงที่เราควรเลี่ยงและอะไรคือมาตรการป้องกันที่เราควรทำไป มันหมายถึงบรรดาผู้เป็นนายจ้างทั้งหลายทำตามตัวอย่างเช่นที่กิจการ Safeway (อาหารจานด่วนแบบเดียวกับ KFC) ตกรางวัลให้กับพนักงานที่สามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้ดีกว่าคนอื่นๆขณะที่ *** ค่าใช้จ่ายของสวัสดิการด้านสุขภาพในระบบของบริษัทไปด้วย และหากท่านทั้งหลายเป็นหนึ่งในพนักงานของ Safeway จำนวน 3 ใน 4 ซึ่งสมัครเข้าในโครงการ Healthy Measures Program (โปรแกรมด้านการดูแลสุขภาพแบบป้องกันไว้ก่อน) คุณก็จะได้รับการคัดกรองปัญหาด้านสุขภาพจำพวก ระดับคลอเรสเตอรอลที่สูง หรือความดันเลือดสูง และหากคุณมีคะแนนดีภายใต้โครงการนี้คุณก็จะได้สิทธิในการจ่ายค่าเบี้ยประกันสุขภาพที่ต่ำ นี่เป็นโปรแกรมซึ่งช่วยให้ Safeway ตัดค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพสำหรับพนักงานลงได้ถึง 13% และพนักงานเองก็สามารถประหยัดค่าเบี้ยประกันสุขภาพได้ถึง 20% และเรา (หมายถึงรัฐบาลอเมริกัน) ก็ได้เปิดโอกาสมากยิ่งขึ้นเพื่อช่วยบรรดานายจ้างประยุกต์หรือขยายโปรแกรมทำนองนี้ออกไป

รัฐบาลกลางของเรายังได้เร่งรัดงานไปในทิศทางของการขยายสภาพความเป็นอยู่ที่มีสุขภาพดีของประชาชน ทั้งนี้ เราตระ *** ว่ามี 5 โรคที่มีราคาแพง คือ มะเร็ง โรคหัวใจ เบาหวาน โรคปอด (ถุงลมโป่งพอง+อื่นๆที่ต่อเนื่อง) และหัวใจวายนั้นล้วนสามารถป้องกันได้ และที่ยิ่งกว่านั้นคือมีเพียงเสี้ยวเดียวของทุกๆหนึ่งดอลล่าร์ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบดูแลสุขภาพของเรานั้นถูกใช้ไปเพื่อการป้องกันหรือเพื่อการสาธารณสุข และนั่นคือสิ่งที่กำลังเริ่มเปลี่ยนด้วยการลงทุนที่เรากำลังจะทำโปรแกรมด้านการป้องกันและเพื่อสุขภาวะที่ดี ซึ่งจะสามารถช่วยให้เราเลี่ยงอาการเจ็บป่วยที่เป็นอันตรายทั้งต่อสุขภาพของเราและสุขภาพของเศรษฐกิจของเราด้วย

แต่แม้ว่ามันจะสำคัญมากอย่างที่มันเป็นนั้น การลงทุนในระบบฐานข้อมูลเวชระเบียนระบบอีเล็คทรอนิคส์และมาตรการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันจะเป็นก้าวย่างแรก เป็นเพียงการประทับรอยลงบนโรคระบาดของค่าใช้จ่ายที่กำลังไต่สูงขึ้นในประเทศนี้

ต่อ คห ที่ ๑
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [16 ก.ค. 52 10:10] ( IP A:58.8.104.25 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   หัวกระทู้เป็นท่อนหนึ่งในสุนทรพจน์ซึ่งประธานาธิบดีบารัค โอบาม่าให้ไว้ที่ American Medical Association เมื่อ 03/05/09 และมีฉบับเต็มที่กระทู้ 697 คห.ถัดไปเป็นท่อนต่อจากหัวกระทู้

******************************************

แหละทั้งที่มีบางท่านชี้แนะถึงเหตุผลที่ทำไมเราถึงมีค่าใช้จ่ายที่สูงเหล่านี้ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเพราะเรามีประชากรผู้สูงอายุเท่านั้น แม้การศึกษาด้านประชากรจะชี้เน้นว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้ค่าใช้จ่ายเหล่านี้กำลังทะยานสูงขึ้นเพราะสังคมที่มีสมาชิกสูงอายุกว่า/ป่วยมากกว่าย่อมต้องจ่ายมากกว่าในการดูแลสุขภาพเมื่อเทียบกับสังคมที่สมาชิกอ่อนวัยกว่าและสุขภาพดีกว่า แต่ส่วนที่เป็นก้อนส่วนใหญ่ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดของเรานี้คือ ลักษณะโดยธรรมชาติของระบบดูแลสุขภาพของเราเอง ระบบซึ่งใช้จ่ายเงินก้อนมหึมาไปบนสิ่งที่ไม่ได้ทำให้ประชาชนของเรามีสุขภาพที่ดีขึ้นเลย ระบบซึ่งทำให้การดูแลสุขภาพที่ดีกว่าก็ต้องแพงกว่าด้วยโดยอัตโนมัติเสมอไป

ขอยกกรณีตัวอย่างจากข้อเขียนใน น.ส.พ. the New Yorker เมื่อเร็วๆนี้ซึ่งระบุว่าเมืองที่ชื่อ McAllen ในรัฐเท็กซัสทางใต้กำลังใช้เงินมากกว่าถึงสองเท่าเมื่อเทียบกับเขตปกครอง El Paso county ทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งไม่ใช่เพราะว่าคนในเมือง McAllen ป่วยมากกว่าและไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาได้รับการดูแลทางสุขภาพที่ดีกว่า แต่เป็นเพียงเพราะพวกเขาใช้การบำบัดทางการแพทย์มากกว่า การบำบัดซึ่งไม่ได้จำเป็นจริงๆสำหรับพวกเขา การบำบัดซึ่งในบางกรณีแล้วสามารถก่ออันตรายต่อผู้คนจากการเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อและความผิดพลาดทางการแพทย์ได้ และปัญหาในกรณีตัวอย่างเช่นนี้ก็คือ รูปแบบเช่นนี้กำลังซ้ำตัวมันเองไปทั่วทั้งประเทศสหรัฐอเมริกาของเรานี้ ในรายงานการศึกษาฉบับหนึ่งของ Dartmouth (ชื่อองค์กรหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงทางด้านการรวบรวม/ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับระบบสาธารณสุขของอเมริกา) ได้บอกเราว่าพวกเราไม่ได้มีโอกาสตายน้อยลงจากอาการหัวใจวายและการเจ็บป่วยอื่นๆเลยในพื้นที่ซึ่งมีการใช้จ่ายกับระบบดูแลสุขภาพที่มากกว่า

มีเหตุผลอยู่สองข้อที่จะอธิบายเรื่องนี้ได้ หนึ่งคือระบบการให้รางวัลจูงใจ (Incentives) ซึ่งมุ่งที่การทดสอบและบริการ (ทางการแพทย์) ที่ยิ่งทำมากก็ยิ่งได้รับค่าตอบแทนมาก และหลายๆท่าน (หมอทั้งนั้น) ในห้องนี้ (ที่ประชุมในสมาคมแพทย์อเมริกัน) รู้ว่าข้าพเจ้ากำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่ มันเป็นรูปแบบของการให้รางวัลโดยมุ่งที่ปริมาณของตัวบริการมากกว่าที่จะมุ่งที่คุณภาพของการให้บริการ ซึ่งนั่นคือแรงผลักดันให้พวกท่านเหล่าคุณหมอรับการเยี่ยมหน้าของคนไข้มากๆทั้งๆที่เวลาที่จะให้คนไข้แต่ละรายก็น้อยอยู่แล้ว ทั้งยังให้แรงจูงใจตามเงื่อนไขทุกๆข้อเท่าที่มีแก่พวกท่าน (เหล่าหมอ) ที่จะสั่งหรือส่งคนไข้ไปทำการทดสอบส่วนเพิ่มพวก MRI หรือ EKG แม้ว่าการทดสอบเช่นนั้นไม่ได้จำเป็นจริงๆสำหรับคนไข้เลยก็ตาม และนั่นคือรูปแบบความเป็นไปที่เกิดขึ้นซึ่งพาให้อาชีพหมอกลายจากวิชาชีพเฉพาะทางเป็นเรื่องที่เราเรียกว่า “การทำธุรกิจ”

แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่พวกท่านถูกกำหนดให้มีอาชีพหมอ และนั่นก็ไม่ใช่เหตุที่ทำให้พวกท่านใช้เวลานับชั่วโมงๆไปกับการศึกษาสรีระร่างกายมนุษย์จากศพหรือหุ่นจำลอง หรือที่แผนกผู้ป่วยนอก นั่นไม่ใช่สิ่งที่จะนำพวกท่านกลับไปยืนอยู่ที่ข้างเตียงคนไข้เพื่อตรวจเยี่ยมไข้หรือทำให้ท่านต้องเรียกญาติคนไข้มาปลอบว่าคนไข้จะปลอดภัย พวกท่านไม่ได้เข้าสู่วิชาชีพนี้เพื่อเป็นคนทำบัญชีหรือเสมียนงานเอกสาร แต่พวกท่านเข้าสู่วิชาชีพนี้เพื่อเป็นผู้บำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยให้แก่เพื่อนมนุษย์ และนั่นคือสิ่งที่ระบบการดูแลสุขภาพของประเทศนี้สมควรกำหนดให้พวกท่านเป็น (และนี่คือใจกลางของความคาดหวังพื้นฐานซึ่งผู้คนในสังคมมนุษย์ของโลกทั้งใบนี้มีต่อคนในอาชีพหมอ และมาถึงบรรทัดนี้ทำให้ผู้แปลหวนไปคิดถึงพระจริยวัตรของครอบครัวมหิดลต่องานสาธารณสุข จนต้องขอเทิดทูนองค์สมเด็จพระบรมราชชนก+สมเด็จย่า+สมเด็จพระพี่นางและองค์พ่อหลวง ผู้ทรงสละสองชั่วอายุแห่งพระชนม์ชีพในครอบครัวมหิดลอุทิศและทุ่มเทอย่างไม่ทรงรู้เหน็ดรู้เหนื่อยให้กับการสาธารณสุขมวลชนเพื่อผู้ยากไร้และด้อยโอกาสของประเทศไทยนี้ ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน, ผู้แปล)
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [16 ก.ค. 52 10:26] ( IP A:58.8.104.25 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   ขออัญเชิญคำสอนของสมเด็จย่า ๒ ประโยคที่น่าประทับใจ

“การหาทรัพย์ได้นั้นเป็นประโยชน์ แต่ถ้าเราได้ทรัพย์มาโดยไม่เป็นธรรม ก็เป็นความเลวร้ายอย่างมหันต์”,

และ

"กิจเพื่อส่วนรวมต้องเป็นที่ ๑ กิจส่วนตัวต้องเป็นที่ ๒"
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [16 ก.ค. 52 10:38] ( IP A:58.8.104.25 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   ต้องเพิ่มเรื่องที่สามไปด้วย
ทำดีเสมอตัว แต่ถ้าตาย,พิการ หรือทำไม่ถูกใจ โดนฟ้องเละ!
โดย: คนรู้จริง ไม่รู้ทัน [18 ก.ค. 52 12:44] ( IP A:61.7.145.154 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   ต้องเพิ่มเรื่องที่สามไปด้วย
ทำดีเสมอตัว แต่ถ้าตาย,พิการ หรือทำไม่ถูกใจ โดนฟ้องเละ!
โดย: คนรู้จริง ไม่รู้ทัน [18 ก.ค. 52 12:46] ( IP A:61.7.145.154 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   ผมเป้นหมอ ผมเป็นคน ผมอยากได้เงิน ผมไม่ใช่ผู้ที่หลุดพ้น อย่าง จขกท ผมผิดเหรอ ตอนสอบสัมภาษณ์ ผมก็บอกว่า ถ้าจบมางานดีมั่นคงไม่ต้องแข่งขัน
โดย: ทำไม ผมไม่ใช่เทวดานะ [18 ก.ค. 52 17:37] ( IP A:125.26.110.26 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   คห ที่ 4 นั่นน่ะ

ยกตัวอย่างมาซักคดีซิ ที่คุณพูดหรือแสดงความจริง !!!!

คห ที่ 5

สมเด็จย่าท่านไม่ได้ห้ามเลยนะว่าไม่ให้เอาทรัพย์ ท่านเพียงเตือนว่า ถ้าได้ทรัพย์มาโดยไม่ชอบธรรมเท่านั้น ถึงเป็นภัยมหันต์

ถ้าท่านไม่เข้าใจ นั่นคงหมายความว่า ท่านต้องการปั่นกระแสหวาดกลัวให้เกิดในหมู่วิชาชีพ เพื่อไม่ต้องการให้แยกแยะ ถูก/ผิด หรือไม่ก็ท่านคงเป็นอย่างท่อนหลังในชื่อของ จขคหที่ 4 ซึ่งนั่นก็น่าอนาถนะ ผมว่า
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [20 ก.ค. 52 9:12] ( IP A:58.8.102.194 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   แปลต่อท้าย คห. ที่ ๑

นั่นหมายถึงเราต้องเริ่มจากการปฏิรูปแนวทางในการจ่ายค่าตอบแทนให้กับหมอและโรงพยาบาล เราจำเป็นต้องรวบการจ่ายเงินให้เป็นก้อนๆเพื่อที่พวกท่านเหล่าหมอจะไม่ได้รับค่าจ้างจากการบำบัดรักษาแต่ละรายการเจ็บป่วยที่ท่านเสนอบริการให้กับคนไข้กับสภาพโรคไม่ระบาดอย่างเบาหวานหรืออื่นๆ ซึ่งโดยแทนที่แล้วท่าน (หมอ) ควรได้รับค่าบริการบนพื้นฐานที่ท่านบำบัดรักษาโรคโดยองค์รวมได้ดีเพียงใด? เราควรสร้างแรงจูงใจจากการรวมตัวกันเป็นทีมแพทย์ในการให้การบำบัดรักษา เพราะเราตระ *** ว่านั่นจะยังผลให้เราได้คนไข้กลับฟื้นตัวในสภาพที่สุขภาพดีกว่า เราจำเป็นต้องให้รางวัลหมอสำหรับผลลัพธ์ของสุขภาพที่ดีหลังรับการรักษา ทั้งนี้เพื่อที่เราไม่เพียงส่งเสริมการบำบัดรักษาที่มากขึ้นเท่านั้นแต่ต้องคลุมถึงผลการรักษาที่ดีด้วย

และเรายังจำเป็นต้องทบทวนใหม่สำหรับค่าใช้จ่ายในการศึกษาด้านการแพทย์ และตกรางวัลมากขึ้นแก่นักศึกษาแพทย์ซึ่งสมัครใจรับตำแหน่งงานหลังจบการศึกษาเป็นหมอบำบัดขั้นปฐมภูมิ (Primary Care Physician) และผู้ซึ่งเลือกไปเริ่มงานในพื้นที่ขาดแคลนแทนที่จะอยู่บนเส้นทางของรายได้ที่เป็นกอบเป็นกำ นี่คือเหตุผลที่เราลงทุนจำนวนมาเข้าไปในหน่วยงาน the National Health Service Corp. ซึ่งจะทำให้การศึกษา/อบรมด้านการแพทย์มีค่าใช้จ่ายที่หมอขั้นปฐมภูมิและนักศึกษาพยาบาลฝึกหัดสามารถแบกรับได้ง่ายขึ้น เพื่อที่พวกเขาจะไม่ต้องจมอยู่กับกองหนี้หลังสำเร็จการศึกษาเข้าสู่ตลาดแรงงานวิชาชีพนี้

เหตุผลที่สองที่ทำให้ระบบดูแลสุขภาพของเรามีค่าใช้จ่ายที่สูง คือโครงสร้างของระบบซึ่งเราจำเป็นต้องทำการปฏิรูปเพื่อปรับปรุงคุณภาพของข้อมูลทางการแพทย์ให้ทั้งกับหมอและพยาบาลได้เข้าถึง แม้เราจะมีโรงเรียนแพทย์ที่ดีที่สุดประเทศหนึ่งในโลกนี้และมีห้องปฏิบัติการที่สลับซับซ้อนรวมทั้งที่ระบบการฝึกอบอบรมที่ก้าวล้ำหน้าที่สุดในบรรดาประชาชาติทั้งหลายบนโลกใบนี้ แต่เราก็ยังทำได้ไม่ดีสำหรับการกุมทิศทางของความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมากับยา/เวชภัณฑ์ที่ดีกว่าซึ่งมีอยู่ และเราใช้เงินน้อยกว่า 1% ของเงินที่เราใช้ไปในการดูแลสุขภาพเพื่อประเมินหาวิธีการบำบัดรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุด แม้กระทั่งเมื่อข้อมูลเหล่านี้เข้าไปปรากฏในวารสารทางวิชาการต่างๆแล้วก็ตาม ก็ยังอาจต้องรอถึง 17 ปีกว่าที่มันจะเข้าสู่ห้องทดสอบหรือห้องผ่าตัด

ผลจากที่เห็นนี้จึงปรากฏว่ามีหมอและคนไข้จำนวนมากเกินไปซึ่งตัดสินใจเกี่ยวกับการบำบัดรักษาโดยไม่ได้รับประโยชน์ใดๆจากงานวิจัยล่าสุด และตัวอย่าง จากการศึกษาเมื่อเร็วๆนี้เราพบว่ามีเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นของคำแนะนำทั้งหมดที่เกี่ยวกับการดูแลหัวใจนั้นที่อ้างอิงกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ครึ่งเดียวนี่นะ ! นั่นหมายความว่าคุณหมออาจกำลังทำผ่าตัดย้ายเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจ (ทำ Bypass) ขณะที่วิธีการสอดขดลวด stent เพื่อป้องกันเส้นเลือดตีบก็มีประสิทธิภาพพอๆกัน หรือการสอดขดลวด stent เองก็อาจมีประสิทธิภาพพอๆกับการปรับสูตรยาและการบริหารการบำบัดรักษาทางการแพทย์แก่คนไข้ นั่นคือการผลักให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นโดยไม่ได้ทำให้สุขภาพคนไข้หลังการรักษาดีขึ้นกว่าเลย!
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [22 ก.ค. 52 8:17] ( IP A:58.8.101.220 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   แปลต่อท้าย คห ที่ 7

ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่เราจำเป็นต้องทำคือการหาว่าวิธีการใหม่ที่ใช้ได้ผลและส่งเสริมให้วิธีการเหล่านั้นถูกนำไปใช้ปฏิบัติอย่างรวดเร็ว และนั่นคือเหตุผลที่เราตัดสินใจลงทุนก้อนใหญ่ในการทำวิจัยเพื่อระบุวิธีการบำบัดที่ดีที่สุดสำหรับอาการเจ็บป่วยที่หลากหลายตามเงื่อนไขต่างๆที่หลายหลาก

ขอให้ข้าพเจ้ากล่าวให้ชัดเจนว่า การระบุถึงวิธีการที่ได้ผลนี้ไม่ใช่การชี้บังคับ/กำหนดว่าจะต้องทำการบำบัดรักษาทางการแพทย์ด้วยวิธีการใดบ้าง? มันเป็นเรื่องของการให้ข้อมูลแก่ทั้งหมอและคนไข้ซึ่งจำเป็นสำหรับพวกเขาในการตัดสินใจด้านการแพทย์ที่ดีที่สุดเท่านั้น

และที่ยังมีปัญหาอยู่ก็คือ แม้ว่าเราจะรู้จริงๆถึงวิธีการที่ได้ผลว่าเป็นอย่างไร เราก็มักไม่ได้พยายามเอาประโยชน์มากที่สุดจากวิธีการเหล่านี้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราต้องพยายามเผยแพร่ตัวอย่างการปฏิบัติจริงของกิจกรรมที่โดดเด่นด้านการบำบัดรักษาจากหลายที่ทาง เช่น ที่ Cincinnati Children Hospital ซึ่งคุณภาพของการบริการในการบำบัดคนไข้ Cystic fibrosis พุ่งสูงขึ้นหลังจากที่ทางโรงพยาบาลได้เริ่มโปรแกรมรับฟังคำเสนอแนะจากคนไข้เพื่อการมีส่วนร่วมในการบำบัด และที่ Tallahassee Memorial Health Care ซึ่งยอดคนไข้ที่เสียชีวิต *** ลงอย่างเห็นได้ชัดกับทีมงานม้าเร็วในการติดตามอาการ/การตอบสนองารบำบัดซึ่งกำกับติดตามอาการของคนไข้ด้วยผู้เชี่ยวชาญหลากสาขาจากหมอไปจนถึงเภสัชกร และอีกที่อย่าง Geisinger Health System ในชนบทของรัฐเพนซิลวาเนีย กับที่ Intermountain Health ที่เมือง Salt Lake city ซึ่งการบัดทางการแพทย์คุณภาพสูงมีไว้บริการในระดับค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป ที่กล่าวมานี้เป็นหย่อมของพื้นที่แห่งความเป็นเลิศด้านบริการทางสุขภาพซึ่งเราจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิงในระบบดูแลสุขภาพของเรา

การเลียนแบบวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด การสร้างแรงจูงใจสู่ความเป็นเลิศ การตัดทอนความเหลื่อมล้ำในระดับค่าบริการบำบัดรักษา นี่จึงเป็นเป้าหมายที่ควรมุ่งไป และร่างกฎหมายใดๆเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพที่ส่งไปที่โต๊ะทำงานของข้าพเจ้าซึ่งไม่บรรลุเป้าหมายนี้จะไม่ถูกจัดอยู่ในหัวข้อของการปฏิรูป แต่การมีเพียงลายเซ็นของข้าพเจ้าบนร่างกฎหมายนั้นไม่เพียงพอ เราจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากท่านเหล่าคุณหมอ สำหรับชาวอเมริกันส่วนใหญ่แล้วพวกท่านก็คือตัวระบบดูแลสุขภาพ ชาวอเมริกันรวมซึ่งรวมทั้งตัวข้าพเจ้าด้วยจะเพียรหันซ้าย/ขวาไปตามที่ท่านเอ่ยปาก นั่นคือเหตุที่เราต้องฟังเสียงของท่านและทำงานร่วมกับท่านในการดำเนินการปฏิรูปซึ่งจะให้ผลสำหรับพวกท่านด้วย และทั้งหมดของเรานี้หากเราเดินตามย่างก้าวเหล่านี้ที่กล่าวมาเราก็สามารถที่จะ *** การใช้จ่ายลงมา ยกระดับคุณภาพให้สูงขึ้นได้ และประหยัดเงินนับแสนล้านเหรียญในค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพขณะที่ทำให้ระบบดูแลสุขภาพของเราทำงานได้ดีขึ้นทั้งสำหรับคุณหมอและสำหรับคนไข้ด้วยเช่นกัน
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [22 ก.ค. 52 8:19] ( IP A:58.8.101.220 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   แปลต่อท้าย คห ที่ 8

ทีนี้ ข้าพเจ้าก็ยังตระ *** ว่าจะเป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้แม้เพียงบางส่วนหาก บรรดาคุณหมอคงยึดติดกับการความกลัวต่อการฟ้องร้องทางคดีความ คุณหมอบางท่านอาจรู้สึกจำเป็นที่ต้องเขียนใบสั่งทดสอบหรือสั่งการบำบัดมากขึ้นเพื่อเลี่ยงความล่อแหลมที่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย นั่นจึงเป็นประเด็นที่แท้จริง และขณะเดียวกัน ข้าพเจ้าก็ไม่ต้องการเป็นทนายแก้ต่างให้กับคดีทางด้านทุรเวชปฏิบัติด้วยซึ่งนั่นจะไม่ยุติธรรมสำหรับประชาชนที่ได้รับอันตรายจากการปฏิบัติที่ผิดๆ ข้าพเจ้าเชื่อว่าเราจำเป็นต้องแสวงหากรอบของแนวคิดอันหนึ่งเกี่ยวกับการถือความปลอดภัยของคนไข้มาเป็นอันดับหนึ่งก่อน แล้วปล่อยให้เหล่าคุณหมอได้ทำงานด้านปฏิบัติตามวิชาชีพเฉพาะไป แล้วสนับสนุนส่งเสริมการทำตามแนวปฏิบัติที่อิงไปกับหลักฐานที่เป็นจริง (Evidence-based guidelines) ให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น นั่นจึงจะเป็นวิธีที่เราสามารถ *** ทอนการทำงานของคุณหมอแบบป้องกันตัวเองจนเกินไป (Excessive defensive medicine) ซึ่งกำลังยึดโยงระบบของเราที่เป็นอยู่ในปัจจุบันที่มุ่งที่ปริมาณของการบำบัดมากกว่าที่จะมุ่งผลของการบำบัดที่ดีกว่า

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องเดินกันไปอย่างประสานกันแบบมือต่อมือกับการปฏิรูปอื่นๆด้วย ทั้งนี้เนื่องจากระบบดูแลสุขภาพของเรามีความสลับซับซ้อนมากและมักเกี่ยวข้องกับบริการทางการแพทย์และการใช้ยาเสมอ เราจำเป็นต้องมีแนวทางในการประเมิน/สอบหาอย่างต่อเนื่องกันไปว่าเราสามารถจะขจัดความสูญเปล่า, *** ค่าใช้จ่ายและปรับคุณภาพของระบบดูแลสุขภาพของเราให้ดีขึ้นได้อย่างไร? นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ข้าพเจ้าเปิดให้มีการขยายขอบข่ายของค่าตอบแทนบริการทางสุขภาพที่เสนอโดยกลุ่มสมาชิกสภานิติบัญญัติพรรครีพับริกันที่เรียกชื่อว่า Medicare Payment Advisory Commission ซึ่งมีสมาชิกกรรมการที่มาจากฝ่ายหมออยู่แล้วหลายคน ในไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้คณะกรรมการชุดนี้ได้เสนอมาตรการประหยัดงบประมาณเป็นวงเงินสูงถึงราว 2 แสนล้านเหรียญ ($200 billion) ซึ่งไม่ได้เสนอให้เป็นกฎหมาย มาตรการที่ได้รับการแนะนำนี้มาวันนี้ได้รับการบรรจุอยู่ในวาระของการปฏิรูปอย่างกว้างขึ้นแล้ว แต่เราก็จำเป็นต้องเร่งรัดบรรดาข้อเสนอของพวกเขาให้มีผลในทางปฏิบัติเร็วขึ้นในอนาคตเพื่อที่เราจะได้ไม่พลาดโอกาสในการประหยัดงบประมาณนับพันล้านเหรียญ ขณะที่ก็ได้รับข้อมูลเข้ามามากขึ้นและมากขึ้นเพื่อที่เราจะรู้ว่าส่วนไหนของระบบดูแลสุขภาพที่ใช้ไม่ได้และส่วนไหนที่ใช้ได้

ขณะที่เราตีกรอบค่าใช้จ่ายของระบบให้อยู่ในวงจำกัดเราก็ต้องทำให้ชาวอเมริกันทุกๆคนมั่นใจได้ว่าพวกเขาจะได้รับการดูแลภายในค่าใช้จ่ายที่พวกเขาแบกรับได้ เราต้องทำเช่นนี้เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งในทั้งหมดของความอยู่รอดทางเศรษฐกิจของพวกเรา แต่ละครั้งที่คนอเมริกันซึ่งไม่มีประกันทางสุขภาพหนึ่งคนต้องก้าวเท้าเข้าไปในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล ซึ่งเขาไม่มีทางที่จะหาเงินที่ไหนมาจ่ายคืนค่าบริการให้กับโรงพยาบาลได้ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นนี้จะถูกผลักให้กับครอบครัวอเมริกันทุกครัวเรือนในวงเงินราว $1000 ซึ่งจะสะท้อนกลับมาในรูปของภาษีที่สูงขึ้น ค่าเบี้ยประกันที่สูงขึ้นและค่าบริการทางสุขภาพที่แพงขึ้น ส่วนของเงินภาษีที่แฝงอยู่นี้จะถูกตัดทิ้งไปหากเราทำประกันสุขภาพให้กับคนอเมริกันทุกๆคน และหากเราประกันสุขภาพให้กับคนหนุ่มสาวและสุขภาพดีทุกๆคนแล้ว มันก็จะยิ่งกระจายความเสี่ยงสำหรับบริษัทประกันภัยออกไปอีก ยิ่ง *** ค่าใช้จ่ายสำหรับทุกๆคนลงยิ่งมาก
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [22 ก.ค. 52 8:23] ( IP A:58.8.101.220 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   แปลต่อจาก คห ที่ 9

แต่ที่ควบคู่มากับข้อถกเถียงทางด้านเศรษฐกิจเหล่านี้ ยังมีอีกประเด็นหนึ่งซึ่งค่อนข้างมี *** *** คะคานมากกว่า เป็นประเด็นโต้แย้งง่ายๆที่ว่า เราไม่ใช่ประชาชาติที่จะยอมรับให้มีคนของเราทั้งหญิง,ชาย และเด็กๆของเรามากถึง 46 ล้านคนที่ไม่มีประกันทางสุขภาพครอบคลุมอยู่ เราไม่ใช่ประชาชาติที่จะยอมให้บรรดาครอบครัวที่ต้องทำงาน *** ดำเนินชีวิตไปโดยไม่มีสวัสดิการที่พวกเขาสมควรได้หรือหันหลังให้กับสิ่งเหล่านั้นซึ่งจำเป็นสำหรับพวกเขา (เพราะเข้าไม่ถึงหรือแบกรับไม่ไหว) เราเป็นประเทศที่ห่วงใยในประชาชนของเรา เราคือประชาชาติที่ดูแลซึ่งกันและกัน และนั่นคือสิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นประเทศสหรัฐอเมริกาเรานี้

ดังนั้น เราจำเป็นต้องทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อที่จะมอบประกันทางสุขภาพที่สามารถแบกรับเองได้ให้กับชาวอเมริกันทุกๆคน สิ่งแรกที่จำเป็นต้องทำคือปกป้องส่วนที่ยังใช้ได้อยู่ของระบบดูแลสุขภาพของเรา และข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่าหากท่านชอบโปรแกรมการประกันสุขภาพของท่านที่มีอยู่แล้ว สิ่งเดียวที่การปฏิรูปนี้จะมีผลกับประกันทางสุขภาพของท่านคือมันจะมีราคาถูกลง และหากมีใครพูดแตกต่างไปจากนี้ไม่พวกเขาพยายามให้ท่านท่านเข้าใจผิดหรือไม่ก็พวกเขาไม่ได้พูดความจริงอย่างตรงไปตรงมา

หากท่านไม่ชอบโปรแกรมประกันสุขภาพที่ท่านถืออยู่หรือไม่มีประกันทางสุขภาพอยู่เลย ท่านจะมีโอกาสเข้าร่วมในโปรแกรมที่เราเรียกว่า “Health Insurance Exchange” โปรแกรมนี้จะทำให้ท่านสามารถ “ทำทุกๆอย่างในจุดเดียวครั้งเดียว หรือ one stop shopping” สำหรับเลือกซื้อประกันทางสุขภาพฉบับหนึ่ง เปรียบเทียบค่าเบี้ยประกันและผลประโยชน์ตอบแทนการเอาประกัน และเลือกแผนประกันสุขภาพฉบับหนึ่งซึ่งดีที่สุดสำหรับท่านและครอบครัวของท่าน และจะเป็นรูปแบบเดียวกันกับที่ลูกจ้างของรัฐบาลสามารถทำได้ ตั้งแต่พนักงานไปรษณีย์ไปจนถึงสมาชิกสภาคองเกรส ท่านเลือกโปรแกรมของท่านได้จากหลายทางเลือกซึ่งจะเสนอกรอบเงื่อนไขทางเลือกที่แตกต่างกันให้ท่านเลือกได้ แต่ทุกๆโปรแกรมจะเสนอกรอบเงื่อนไขพื้นฐานที่ท่านสามารถแบกรับภาระได้อันหนึ่ง และหนึ่งในเงื่อนไขทางเลือกเหล่านี้จำเป็นต้องเป็นทางเลือกสำหรับทุกคนซึ่งจะเปิดโอกาสให้ประชาชนมี “ช่วงที่กว้างมากกว่า” ของทางเลือกที่ทำได้เพื่อที่จะอัดฉีดการแข่งขันเข้าในตลาดธุรกิจการดูแลสุขภาพ ทั้งนี้เพื่อผลักดันการสูญเปล่าให้ออกไปจากระบบและทำให้บริษัทประกันภัยมีความซื่อตรงในการทำธุรกิจ

ทีนี้ ข้าพเจ้าตระ *** ว่าจะมีบางท่านกังวลเกี่ยวกับเงื่อนไขทางเลือกสาธารณะที่จะมีให้สำหรับทุกๆคนได้เลือกในโปรแกรมการประกันสุขภาพนั้น โดยเฉพาะข้าพเจ้ายังเข้าใจว่าท่านกังวลเกี่ยวกับอัตราค่า “Medicare” ที่จะถูกปรับใช้อย่างกว้างขวางในรูปที่การประหยัดค่าใช้จ่ายของเราหมายถึงไปดึงเงินมาจากข้างหลังท่าน นี่เป็นปัญหาทางความถูกต้องด้วยข้อกฎหมายหนึ่งในบรรดาหลายข้อที่ข้าพเจ้าเชื่อว่าสามารถแก้ไขได้ ทั้งนี้ ตามที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไปแล้วว่าการปฏิรูปที่เราเสนอขึ้นมานี้เป็นไปเพื่อให้ผลเป็นข้อปฏิบัติในกลไกการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุดของระบบโดยมุ่งที่การดูแลคนไข้ ไม่ใช่เพื่อการเรียกร้องค่าตอบแทนของ “งานที่เสร็จเป็นชิ้นๆ” สิ่งที่เราแสวงหาคือเสถียรภาพที่ดีกว่าบนฐานรากทางการเงินที่มั่นคงของระบบดูแลสุขภาพของเรา และการปฏิรูปนี้จำเป็นต้องเกิดขึ้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเงื่อนไขทางเลือกสาธารณะเหล่านั้นในโปรแกรม“Health Insurance Exchange” และด้วยการปฏิรูปนี้เราจะประกันว่าพวกท่านเหล่าคุณหมอจะได้รับผลตอบแทนการทำงานในแนวทางที่แยบยลซึ่งผูกติดกับผลการรักษา แทนที่จะขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรองรายปีเกี่ยวกับสูตรคำนวณอัตราการเติบโตรายปีที่ยั่งยืน (Sustainable Growth Rate Formula) ที่ยังต้องอิงกับการเมืองและสถานะของงบประมาณรัฐบาลกลางในปีใดปีหนึ่ง หรือไม่อีกทางหนึ่งก็คือโลกใบหนึ่งซึ่งค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนเป็นภัยคุกคามต่อการเรียกร้องผลตอบแทนของท่านและต่อเสถียรภาพของระบบดูแลสุขภาพของเรา
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [22 ก.ค. 52 8:27] ( IP A:58.8.101.220 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   แปลต่อจาก คห ที่ 10

สิ่งที่ข้าพเจ้ากำลังทำอยู่และสิ่งที่เงื่อนไขทางเลือกสาธารณะในโปรแกรมดูแลสุขภาพที่จะเกิดขึ้นใหม่นี้ซึ่งช่วยในการปฏิรูปก็คือ วางระบบดูแลสุขภาพซึ่งทุกๆคนสามารถรับภาระได้เองไว้ให้กับชาวอเมริกันนับล้านๆคนสามารถเข้าถึงได้ และเพื่อช่วยประกันว่าทุกๆคนสามารถแบกรับค่าใช้จ่ายสำหรับเงื่อนไขทางเลือกสำหรับการประกันสุขภาพในโปรแกรม Exchange ของเราจึงจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือแก่บรรดาครัวเรือนซึ่งจำเป็นต้องมีโปรแกรมนี้ และด้วยแนวทางนั้นก็จะไม่มีเหตุผลใดๆสำหรับใครก็ตามที่จะคงอยู่ได้โดยไม่มีการประกันสุขภาพ

ที่จริงแล้วเป็นเพราะว่าข้าพเจ้ามีความเชื่อมั่นในความสามารถของเราที่จะทำให้ประชาชนของเราสามารถได้รับการประกันทางสุขภาพซึ่งข้าพเจ้าเปิดให้กับระบบหนึ่งซึ่งชาวอเมริกันทุกคนจะรับภาระในการเป็นเจ้าของประกันทางสุขภาพเอง ตราบเท่าที่เราได้แผ้วถางความยากลำบากแก่พวกซึ่งยังคงไม่สามารถแบกรับภาระนี้ไว้ได้ และนี่ยังเป็นความจริงด้วยสำหรับผู้ที่เป็นลูกจ้างในสถานประกอบการ ขณะที่ข้าพเจ้าก็เชื่อว่าธุรกิจทุกหน่วยย่อมต้องรับผิดชอบในการจัดหาประกันทางสุขภาพไว้ให้กับลูกจ้างของตน แต่ธุรกิจขนาดเล็กที่ยังแบกรับภาระนี้ไม่ไหวก็ควรได้รับการยกเว้น และลูกจ้างและครอบครัวในธุรกิจขนาดเล็กนี้ก็สามารถแสวงหาการคลุมค่าใช้จ่ายด้านนี้ได้จากโปรแกรม Exchange นี้หากนายจ้างของเขาไม่สามารถจัดหาให้ได้

บริษัทประกันสุขภาพเองก็ได้แสดงตัวสนับสนุนสำหรับการครอบคลุมประกันสุขภาพให้กับผู้ที่ยังไม่มี และข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีกับความสมัครใจของพวกเขาในการผูกพันตัวเองเข้ากับการโต้แย้งกันอย่างสร้างสรรค์เกี่ยวกับการปฏิรูปนี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ข้าพเจ้าปฏิเสธที่จะทำคือการเพียงแต่สร้างระบบหนึ่งขึ้นมาซึ่งทำให้บรรดาบริษัทประกันได้ลูกค้ามากขึ้นบน “การรีดเลือดจากปู”แต่กลับล้มเหลวที่จะรับผิดชอบตามหน้าที่ของพวกเขาอย่างที่ควรจะเป็น นั่นคือเหตุผลที่ เราจำเป็นต้องยกเลิกวิธีปฏิบัติในการปฏิเสธความรับผิดชอบตามกรมธรรม์บนพื้นฐานเงื่อนไขของ “สภาพการเจ็บป่วย” ที่มีอยู่ก่อนแล้ว วันเวลาของการ “เลือกหยิบชิ้นปลามัน” เพื่อกำหนดว่าใครที่จะได้รับความคุ้มครองและใครที่จะไม่ได้ นั่นได้ผ่านไปแล้ว

และที่จะกล่าวต่อไปเป็นเรื่องส่วนตัว ข้าพเจ้าเองไม่เคยลืมวันเวลาที่ข้าพเจ้าเฝ้าดูแลมารดาขณะที่หล่อนกำลังต่อสู้กับมะเร็งระยะสุดท้ายในตัวเธอ หล่อนเฝ้ากังวลว่าบริษัทผู้เอาประกันในกรมธรรม์ของหล่อนจะอ้างได้ว่าความเจ็บป่วยของหล่อนเป็นสภาพที่มีอยู่ก่อนแล้วเพื่อเลี่ยงความรับผิดชอบในการครอบคลุมความคุ้มครอง การเปลี่ยนวิธีการเข้าถึงการคุ้มครองตามกรมธรรม์โดยการมุ่งที่สภาพการเจ็บป่วย “ที่มีอยู่ก่อนแล้ว” นี้จะเป็นอย่างน้อยที่สุดที่เราสามารถทำได้ในการปฏิรูปนี้สำหรับมารดาของข้าพเจ้าและคุณแม่รายอื่นๆทุกคน คุณพ่อ คุณลูกชายและลูกสาวผู้ซึ่งประสบเคราะห์กรรมในสภาพนี้ และมันจะทำให้การดูแลสุขภาพอยู่ในสภาพที่ชาวอเมริกันนับล้านๆคนสามารถเอื้อมถึงได้

ทีนี้ ถึงแม้ว่าเรายอมรับถึงบรรดาเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์และทางความชอบธรรมในการมอบสวัสดิการในการดูแลสุขภาพที่สามารถแบกรับได้ให้กับชาวอเมริกันทุกๆคน ก็จะไม่มีการปฏิเสธที่ตามมาด้วยค่าใช้จ่าย อย่างน้อยก็ในระยะเวลาสั้นๆนี้ แต่มันจะเป็นค่าใช้จ่ายขึ้นมาซึ่งจะไม่ และข้าพเจ้าขอย้ำว่า “ไม่” เพิ่มเข้ามาในการขาดดุลทางงบประมาณของเรา การปฏิรูประบบดูแลสุขภาพจะต้องและเป็นการขาดดุลทางงบประมาณที่ไร้ผลกระทบ (deficit neutral)ในทศวรรษหน้าที่จะถึงนี้
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [24 ก.ค. 52 14:23] ( IP A:58.8.102.81 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   แปลต่อจาก คห ที่ 11

อย่างไรก็ตาม เราจะได้ยินคำล่ำลือว่าตัวเลขไม่ได้เพิ่มขึ้นซึ่งนั่นไม่ถูกต้อง เหตุผลก็คือ การทำให้การประกันสุขภาพเป็นภาระที่ชาวอเมริกันทุกคนแบกรับภาระเองได้จะมีมูลค่าเป็นตัวเงินด้วยตัวเลขราวๆ 1 แสนล้านเหรียญ (one trillion dollars) ในช่วงสิบปีข้างหน้า ซึ่งนั่นดูเหมือนจะเป็นเงินก้อนใหญ่ทีเดียวและก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ขอท่านจำไว้ว่ามันยังน้อยกว่างบที่เราถูกคาดว่าต้องใช้ไปกับการทำสงครามในอีรัก และยังต้องจดจำอีกด้วยว่าความล้มเหลวในการปฏิรูประบบดูแลสุขภาพของเราไปในทิศทางที่จะลดการเติบโตของค่าใช้จ่ายจะมีมูลค่าสำหรับเราเป็นตัวเลขงบประมาณมากกว่าอีกหลายแสนล้านเหรียญในความสูญเสียการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและค่าจ้างแรงงานที่ต่ำลง

นั่นคือขอให้ข้าพเจ้าได้อธิบายว่าเราจะ “ปิดป้ายราคา(เดิม)” ของระบบประกันสุขภาพของเราได้อย่างไร? สิ่งแรกในฐานที่เป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณที่ผ่านการอนุมัติไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อนเราได้กันงบส่วนหนึ่งจำนวน $635,000 ล้านเหรียญในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้าเอาไว้ในกองทุนที่เราตั้งชื่อไว้ว่า “Health Reserve Fund” ซึ่งกว่าครึ่งของจำนวนนั้นคือราวมากกว่า $300,000 ล้านเหรียญจะมาจากการเพิ่มรายได้การจัดเก็บภาษีที่ส่งผลเบาบางที่สุด อย่างเช่นการจำกัดค่าลดหย่อนทางภาษีของกลุ่มชาวอเมริกันที่ร่ำรวยที่สุดที่สามารถทำได้ให้ลงไปอยู่ที่ระดับเดียวกันกับเมื่อใกล้หมดสมัยของอดีตประธานาธิบดี Reagan และจะมีบางท่านกังวลว่านี่อาจลดยอดการบริจาคเพื่อการกุศลได้อย่างสะดุดตาทีเดียว อย่างไรก็ตามจากสถิติแล้วนี่กลับไม่เป็นอย่างนั้น และสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการกุศลของเราก็คือเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้นซึ่งเราจะสร้างด้วยการปฏิรูประบบดูแลสุขภาพของเรา

แต่เราไม่สามารถทำเพียงการยกระดับรายได้ทางภาษีเท่านั้น อีกส่วนหนึ่งเรายังต้องตัดทอนการใช้จ่ายด้วยการตรวจสอบการไร้ประสิทธิภาพของโปรแกรม Medicare ด้วย และแน่นอนว่าจะมีการโต้แย้งอย่างแข็งขันเกี่ยวกับส่วนของโปรแกรมที่ควรตัดทอนออกไป ซึ่งข้าพเจ้ายินดีรับฟังข้อโต้แย้งเหล่านั้น แต่ ณ.ที่นี้ข้าพขอชี้ถึงส่วนที่ข้าพเจ้าคิดว่าสมควรตัดออกไปคือ

สิ่งแรก เราควรเลิกการจ่ายเงินส่วนเพิ่ม (Overpayment) ให้กับสิทธิพิเศษที่เรียกกันว่า Medicare advantage เพราะทุกวันนี้เรากำลังจ่ายค่าสิทธิพิเศษให้กับโปรแกรม Medicare advantage มากกว่าที่จ่ายไปกับโปรแกรม Medicare ตามแบบแผนทั่วไปมากทีเดียว และนั่น เป็นข้อแลกเปลี่ยนที่ดีสำหรับบริษัทประกันภัยแต่ไม่ใช่สำหรับชาวอเมริกัน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราจำเป็นต้องริเริ่มให้มีการแข่งขันกันประมูลการให้ข้อเสนอสำหรับโปรแกรม Medicare advantage นี้ซึ่งเป็นหนึ่งในโปรแกรมซึ่งบรรดาบริษัทประกันภัยเอกชนจะเป็นผู้ทำข้อเสนอครอบคลุม Medicare advantage และนั่นจะทำให้เราประหยัดเงินได้ถึง $177,000 ล้านเหรียญในระยะสิบปีข้างหน้า

สิ่งที่สอง เราจำเป็นต้องดำเนินกลยุทธ์ทางวิธีจ่ายชดเชยตามโปรแกรม Medicare (หรือ Medicare Reimbursement) ให้กับโรงพยาบาลเพื่อลดการย้อนรับคนไข้กลับเข้าโรงพยาบาลซ้ำ (Hospital Readmission) ที่อาจป้องกันได้ ซึ่ง ปัจจุบันเกือบ 20% ของคนไข้ตามโปรแกรม Medicare ซึ่งถูกปล่อยกลับบ้านต้องย้อนกลับเข้าโรงพยาบาลใหม่อีกภายในระยะ 1 เดือน ทั้งนี้มักเป็นเพราะว่าพวกเขา (คนไข้) ไม่ได้รับการบำบัดรักษาที่ถี่ถ้วนทั่วถึงที่จำเป็นสำหรับพวกเขา สภาพเช่นนี้กลับเพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายต่อเนื่องด้านสุขภาพและทำให้ค่าใช้จ่ายในการบำบัดรักษาสูงขึ้น และโดย การเปลี่ยนวิธีที่โปรแกรม Medicare จ่ายค่าชดเชยให้กับโรงพยาบาลนี้เราสามารถที่จะ ปรามพวกเขาจากพฤติกรรมการทำงานที่มุ่งเร่งผลกำไรแต่เพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับทุกๆคนไม่ว่าใครก็ตาม และนั่นจะประหยัดเงินพวกเราได้อีก $25,000 ล้านเหรียญในอีกสิบปีข้างหน้า
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [24 ก.ค. 52 14:30] ( IP A:58.8.102.81 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   แปลต่อจาก คห ที่ 12

สิ่งที่สามเราจำเป็นต้อง ริเริ่มการใช้ยาทางชีววิทยา (Biologic drugs) เข้าสู่วงการทางการแพทย์ พวกนี้คือยาที่ใช้ในการบำบัดอาการป่วยจำพวกโรคโลหิตจาง แต่ขณะนี้ก็ยังไม่มีแนวทางใดเกิดขึ้นที่ อ.ย. ของสหรัฐฯสำหรับการกำหนดตำรับยาสามัญเฉพาะของยาในกลุ่มนี้ และการสร้างแนวทางเช่นนั้นขึ้นมาจะช่วยเราประหยัดเงินนับพันล้านเหรียญ และเรายังสามารถประหยัดเงินได้อีกส่วนหนึ่งราวๆ $30,000 ล้านเหรียญด้วยการได้ยาที่ถูกกว่าสำหรับประชาชนผู้สูงอายุที่จนกว่าของเราขณะที่ต้องขอให้ผู้สูงอายุของเราที่มั่งคั่งกว่าจ่ายเพิ่มอีกเล็กน้อยสำหรับยาของพวกเขา

และนั่นคือส่วนใหญ่ของเป้าหมายในกองทุน Health Reserve Fund นอกจากนี้ข้าพเจ้ายังได้เสนอแนวทางในการประหยัดเงินอีกราว $313,000 ล้านเหรียญในการใช้จ่ายผ่านโปรแกรม Medicare และ Medicaid ไว้อีกหลากหลายแนวทางด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือการปรับเปลี่ยนแนวทางจ่ายค่า Medicare ให้สามารถสะท้อนความก้าวหน้าใหม่ๆและประสิทธิภาพการผลิตผลงานที่ได้เพิ่มมากขึ้นภายในระบบเศรษฐกิจของเรา ซึ่งขณะนี้การจ่ายค่า Medicare กำลังเพิ่มขึ้นทุกๆปีมากกว่าที่ควรจะเป็น การปรับเปลี่ยนเหล่านี้จะสร้างแรงจูงใจสำหรับผู้ให้บริการทางสุขภาพในการส่งมอบบริการที่มีประสิทธิภาพมากกว่ารวมทั้งประหยัดเงินให้เราได้อีกราวๆ $109,000 ล้านเหรียญภายในกระบวนการ

และอีกหนทางหนึ่งในการบรรลุการประหยัดเงินอีกคือการลดการจ่ายเงินให้กับโรงพยาบาลสำหรับการบำบัดรักษาให้กับผู้ที่ไม่มีประกันทางสุขภาพ ข้าพเจ้าทราบว่าบรรดาโรงพยาบาลจำนวนมากอยู่ได้ด้วยเงินจำนวนนี้ในเวลานี้เพราะคนไข้ที่ไม่มีประกันทางสุขภาพจำนวนมากที่ต้องดูแลอยู่ แต่ขณะที่จำนวนของผู้ไม่มีประกันทางสุขภาพลดลงไปพร้อมกับการปฏิรูปนี้ยอดเงินที่เราจ่ายแก่โรงพยาบาลในการบำบัดแก่ผู้ไม่มีประกันทางสุขภาพก็ควรลดลงด้วยเช่นกัน การลดลงของค่าใช้จ่ายส่วนนี้อย่างต่อเนื่องไปตามปริมาณของผู้มีประกันทางสุขภาพที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจะประหยัดเงินของเราได้กว่า $106,000 ล้านเหรียญ และเราจะทำให้มั่นใจได้ว่าส่วนต่างตรงนี้จะถูกส่งให้กับโรงพยาบาลที่จำเป็นต้องได้มากที่สุด

เรายังสามารถประหยัดเงินได้อีกราว $75,000 ล้านเหรียญผ่านทางการจัดซื้อยาตามใบสั่งยาอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และ เรายังสามารถประหยัดได้อีกมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญโดยการขจัดการสูญเปล่า การละเมิดและการฉ้อฉลโดยทั่วทั้งระบบของการดูแลสุขภาพของเรา เพื่อที่จะไม่ให้มีใครก็ตามเรียกเก็บเงินค่าบริการมากว่ามูลค่าที่เป็นจริง หรือเรียกชำระเงินค่าบริการซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจริง

แต่ขอให้ข้าพเจ้าชี้แจงให้ชัดเจนว่า ข้าพเจ้าได้ให้สัญญาที่จะตัดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ในทิศทางซึ่งจะปกป้องประชาชนผู้สูงวัยของเรา ซึ่งที่จริงบรรดาข้อเสนอเหล่านี้จะขยายอายุของกองทุน Medicare Trust Fund ออกไปอีก 7 ปีอย่างเป็นจริงเป็นจัง และยังลดค่าเบี้ยประกันสำหรับผู้รับประโยชน์จาก Medicare ได้อีกราวๆ $43,000 ล้านเหรียญในอีก 10 ปีข้างหน้า และข้าพเจ้ากำลังทำข้อตกลงกับ AARP เพื่อรักษาคำมั่นนี้ไว้ให้ได้
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [24 ก.ค. 52 14:33] ( IP A:58.8.102.81 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   แปลส่วนสุดท้าย ต่อจาก คห ที่ 13

โดยรวมทั้งหมดแล้วการประหยัดเงินเหล่านี้ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไปแล้วหมายความว่าเราได้ยกเอาเม็ดเงินราวๆ $950,000 ล้านเหรียญขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะให้เห็นกันชัดๆ นี่ยังไม่ได้รวมเอาบางส่วนของการประหยัดค่าใช้จ่ายระยะยาวซึ่งจะได้มาจากการปฏิรูปนี้ และจะพาให้เราไปตลอดรอดฝั่งของการครอบคลุมค่าใช้จ่ายเต็มของการปฏิรูประบบดูแลสุขภาพของเรา และในระยะเวลานับสัปดาห์และเดือนข้างหน้านี้ข้าพเจ้ากำลังติดตามทำงานอย่างใกล้ชิดกับสภาคองเกรสเพื่อจัดการกับส่วนต่างของยอดตัวเงินออกมาเพื่อที่สามารถทำให้ค่าใช้จ่ายของการปฏิรูปนี้ได้รับการชดเชยจนเต็มจำนวนตามที่เป็นจริงและสามารถแบกรับไว้ได้ และข้าพเจ้าขอเสริมด้วยว่านี่ยังไม่ได้นับรวมเอาบางส่วนของการประหยัดเงินระยะยาวซึ่งจะได้มาจากการปฏิรูประบบดูแลสุขภาพนี้ และโดยการยืนหยัดหลักการที่ “การขาดดุลงบประมาณที่ไร้ผลกระทบ หรือ deficit neutral” ในอีกสิบปีข้างหน้าและโดยการทำให้การปฏิรูปเป็นตัวช่วยลดอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพในอีกหลายทศวรรษที่กำลังจะมาถึง เราสามารถเฝ้าดูการเติบโตที่เร็วขึ้นของเศรษฐกิจ มาตรฐานการครองชีพที่สูงขึ้น และการลดลงไม่ใช่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของการขาดดุลงบประมาณ

ข้าพเจ้าเองก็ทราบว่ามีพวกเราบางท่านจะรู้สึกเย้ยหยันว่าเราจะทำเรื่องนี้ได้หรือ? ทั้งรู้ว่าจะมีคนไม่เห็นด้วยกับก้าวย่างที่เราจะเดินไปในวันเวลาข้างหน้า แต่ข้าพเจ้าก็รู้เช่นกันว่าเราไม่สามารถปล่อยให้จังหวะเวลาเช่นนี้ผ่านเราไปเฉยๆ

ครั้งหนึ่งเพื่อนของข้าพเจ้าท่านสมาชิกสภาคองเกรส Earl Blumenauer ได้มอบนิตยสารฉบับหนึ่งให้ข้าพเจ้า ซึ่งจั่วหัวประจำฉบับนั้นว่า “The Crisis in American Medicine”(วิกฤตการณ์ของวงการแพทย์อเมริกัน) ในบทความหนึ่งหมายเหตุว่า “Soaring charges” หรือค่าบริการที่พุ่งสูงขึ้น และอีกบทความหนึ่งเตือนให้เห็นถึงปริมาณของการใช้บริการที่พุ่งสูงขึ้น แล้วก็อีกบทความหนึ่งตั้งคำถามขึ้นมาว่าเราจะหาวิธีการที่ดีกว่าได้ไหม? ในการจ่ายให้กับการดูแลสุขภาพ(Paying for medical care) แทนที่จะจ่ายเป็นค่าให้บริการ (Fee for services) ทั้งหมดนั้นคือใจความของบรรดาความท้าทายหลายๆข้อที่เราเผชิญอยู่ในทุกวันนี้ ที่น่าสะดุดใจก็ตรงที่นิตยสารฉบับนี้ เป็นฉบับพิเศษของ Harper’s Magazine ซึ่งตีพิมพ์ออกมาเมื่อ เดือนตุลาคมของปี ค.ศ. 1960

ท่านสมาชิกสมาคมแพทย์อเมริกันทั้งหลาย ซึ่งท่านก็เป็นพี่น้องชาวอเมริกันของข้าพเจ้าด้วย ที่ข้าพเจ้ามาปรากฏตัวที่นี่ในวันนี้ก็เพราะว่าข้าพเจ้าไม่ต้องการให้เด็กๆของเราและลูกหลานของพวกเขายังต้องออกมาป่าวประกาศเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ของวงการแพทย์อเมริกันในอีก 50 ปีหลังจากนี้ไป ข้าพเจ้าไม่ต้องการให้พวกเขายังคงต้องทนแบกรับค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงขึ้นราวควงสว่านซึ่งไม่ได้เกิดจากการตัดต่อของเรา หรือกับความเจ็บป่วยที่เราไม่ได้บำบัดรักษาไว้ในรุ่นเรา ข้าพเจ้าไม่ต้องการให้พวกเขาต้องรับภาระกับการขาดดุลงบประมาณก้อนมหึมาซึ่งเราไม่ได้ตัดตอนมันไว้ หรือแม้กระทั่งเศรษฐกิจที่เลวลงต่อเนื่องโดยที่เราไม่ได้รื๊อฟื้นสร้างมันขึ้นมาใหม่

ข้าพเจ้าต้องการให้ลูกหลานของเราได้รับประโยชน์จากระบบดูแลสุขภาพซึ่งจะทำงานได้ดีสำหรับเราทุกๆคน ระบบซึ่งทำให้ครอบครัวอเมริกันทั้งหลายสามารถเปิดดูใบเรียกเก็บเงินค่าหมอ/ค่ารักษาโดยไม่ต้องเพ่งดูให้ละเอียดว่ามีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง ระบบซึ่งพ่อแม่สามารถพาลูกๆไปตรวจร่างกายได้สม่ำเสมอและตรวจสอบพวกเขาเองเพื่อมองหาอาการเจ็บป่วยที่สามารถป้องกันได้ ระบบซึ่งช่วยพ่อแม่ให้อาหารที่เหมาะกับสุขภาพแก่ลูกๆมากกว่าและลูกๆก็เล่นออกกำลังกายมากขึ้น ระบบซึ่งบรรดาพ่อแม่สามารถใช้เวลากับแพทย์ได้นานขึ้นและหมอก็สามารถดึงข้อมูลประวัติผู้ป่วยขึ้นบนจอคอมพิวเตอร์พร้อมกับผลงานวิจัยล่าสุดซึ่งคุณหมอเคยต้องการสนองความจำเป็นเฉพาะของตัวคนไข้ ระบบซึ่งผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูก, โรคระบบประสาทและผู้เชี่ยวชาญโรคมะเร็งสามารถประสานการบำบัดรักษาให้กับคนไข้มนุษย์หนึ่งเดียวได้อย่างถี่ถ้วนรอบคอบ ระบบซึ่งสิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับระบบดูแลสุขภาพของอเมริกาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของระบบดูแลสุขภาพของอเมริกาเอง

และนั่นคือระบบดูแลสุขภาพที่เราสามารถสร้างขึ้นได้ นั่นคืออนาคตที่อยู่ภายในระยะมือเอื้อมของเรา และหากเราสมัครใจที่จะร่วมมือร่วมใจกันแผ้วทางสู่อนาคตนี้ นั่นไม่ได้หมายเพียงเราทำให้ชาวอเมริกันมีสุขภาพดีขึ้นเท่านั้น ไม่เพียงคลายปมเงื่อนที่ผูกมัดศักยภาพทางเศรษฐกิจของอเมริกาไว้เท่านั้น แต่เราจะเห็นพ้องร่วมกันอีกครั้งถึงความเป็นเลิศที่นำพวกท่านเข้าสู่วิชาชีพชั้นสูงนี้แล้วสร้างระบบดูแลสุขภาพที่ยอมให้ชาวอเมริกันได้รับการบำบัดอาการเจ็บป่วยทุกๆคนโดยเสมอกัน ขอบคุณ

*******************************************
ความเห็นต่อท้ายของผมคนแปลคือ

เป้าหมายการปฏิรูปวงการแพทย์อเมริกัน ที่ประธาธิบดี บารัค โอบาม่ามุ่งที่จะทำจากนี้ไป และอเมริกาก็สมควรทำตั้งแต่เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้วนั้นก็คือ

พาระบบการแพทย์ของอเมริกาออกจากวังวนของการครอบโดยกลุ่มทุนนิยมสามานในการประกันสุขภาพและกลุ่มทุนยา ที่เร่งการดูดเงินที่สมควรเป็นเงินออมโดยธรรมชาติของครัวเรือนอเมริกันอย่างไร้มนุษยธรรม และเป็นภาระแก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ

แต่ประเทศไทยเอง กลับส่งเสริม "เมดิคอลฮับ" ให้เป็นแนวคิดทุนนิยมสามาน ที่กำลังฟักตัวเติบโตอย่างก้าวกระโดด ไปพร้อมกันกับการเติบโตของทุนทางประกันชีวิตและทางวงการยา ทั้งๆที่องค์พ่อหลวงและพระบรมราชนก ได้ทรงแสดงตนเป็นต้นแบบของการทำให้บริการทางสาธารณสุขเป็นไปเพื่อประโยชน์ของมวลชนคนไทยทุกๆคน

ทั้งๆที่เราโชคดีที่มี "ครอบครัวมหิดล" วางรากฐานวงการแพทย์และสาธารณสุขไว้ให้ดีแล้วให้กับประเทศนี้มาตั้งแต่เกือบ 100 ปีที่แล้ว

แต่ทุกวันนี้ เรากลับมีทิศทางของนโยบายสาธารณสุขที่พาไปสู่ระบบทุนนิยมสามาน ทั้งในระดับนโยบายและในทางปฏิบัติ ทั้งยังปรากฏการฉ้อฉลในวิชาชีพเฉพาะกรณีให้เห็นโดยไม่มีการลงโทษตามกฎหมายได้อย่างเฉยเมย

วงการแพทย์ของไทยคงกำลังถอยหลังลงคลองของพวก ชคม จริงๆ
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [24 ก.ค. 52 14:53] ( IP A:58.8.102.81 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
   คำสอนข้างพระสาทิสลักษณ์ของ "สมเด็จย่า" บนทางด่วนเฉลิมมหานคร

"ต้องรู้จักพอ จึงจะมีความสุข

ความสุขที่แท้จริง เกิดจากความสงบในใจนั่นเอง"


ไม่รู้ว่าจะมีหมอคนไหนในเมดิคอลฮับ "เข้าใจคำสอนนี้" แม้ซักคนไหม?
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [3 ส.ค. 52 11:10] ( IP A:58.8.229.28 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
   นั่นดิ ไม่รู้ระธานเครือข่าย จะเข้าใจไหม
โดย: โลภ [3 ส.ค. 52 12:49] ( IP A:125.26.106.213 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
   อืม ผมเข้าใจนะว่า

ท่านประธานเครือข่ายฯ "จะเข้าใจซึ้งได้"

เมื่อได้ "เอารองเท้าตบปาก" ใครบางคนผู้ถูกสมมติให้เป็นใหญ่ในแพทยสภา แต่สันดานหยาบช้าจากคำพูดและการแสดงออกที่สบประมาทลับหลังประธานเครือข่ายฯ ผู้เป็นเพศเดียวกันกับแม่ของ "มันผู้นั้น" เอง

ทราบแล้วเปลี่ยน!!!
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [6 ส.ค. 52 8:32] ( IP A:61.90.14.40 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน