แล้ววันนี้ก็ต้องเดินไปที่ศาลเพื่อฟ้องหมอและโรงพยาบาล
   นับจากที่แม่ของผมเสียชีวิตไปหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อต่อสะโพกซ้ายเมื่อปีก่อน ก่อนเสียชีวิตนั้น แม่ต้องนอนทุกข์ทรมานในสภาพเจ้าหญิงนิทราถึง 45 วัน ก่อนจากไปด้วยอาการสงบด้วยวัยเพียง 58 ปี ช่วงที่แม่นอนแบบไม่รู้เรื่องก็ได้ทำหน้าที่ของลูกที่จะทำให้แม่ได้ในระยะสุดท้าย เพราะทราบอยู่ในใจของลูกๆทุกคนดีว่า คุณแม่คงไม่ได้กลับมาเหมือนเดิมอีกแล้ว ไม่ได้คิดเลยว่ามันจะเป็นความไม่ใส่ใจในการรักษาของผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ คิดอยู่เสมอว่าคนที่เป็นหมอนั้นย่อมมีจิตใจที่จะช่วยเหลือมนุษย์โลกให้พ้นทุกข์จากโรค ถึงตอนนี้ก็ยังคิดอยู่เช่นนี้ เพียงแต่มันอาจจะเป็นโชคร้ายของแม่และครอบครัวของผมที่ได้มาประสบกับคนที่ไม่มีจิตใจที่ได้ตามมาตรฐานของหมอก็เท่านั้น ก่อนหน้านี้ผมก็ไม่ได้รู้เรื่องการแพทย์สักนิดเลย จนกระทั่งหลังจากงานศพของแม่แล้วจึงทำให้ผมต้องค้นหาคำตอบว่า จริงๆแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับแม่ของผมกันแน่ เพราะผมไม่ได้คำอธิบายจากหมอและโรงพยาบาลเลย ช่วงเวลาเกีอบปีในทุกวันต้องหาข้อมูลทางการแพทย์เท่าที่จะหาได้จากแหล่งสาธารณะ โดยเฉพาะทางอินเตอร์เนตครับ
โดย: sosamsai@thaimail.com [22 ก.ย. 52 14:53] ( IP A:202.29.9.9 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ขอข้อมูลหน่อยครับ ที่นี่เลย

thaidocscandal.com
โดย: หมอจอมจุ้น [22 ก.ย. 52 14:57] ( IP A:124.122.238.60 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   จริงๆแล้ว ผมเคยตั้งกระทู้เล่าเรื่องราวไว้บ้างแล้ว แต่ขอเล่าย่อๆนะครับ คุณแม่ผมล้มก้นกระแทกพื้นกระดูกสะโพกหัก จึงส่งเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษา ซึ่งตอนนั้นคุณแม่ผมอายุ 58 ปี ยังทำงานได้อย่างแคล่วคล่อง เมื่อเข้าไปรักษาโรงพยาบาลเอกชนที่ดีที่สุด(ตอนนั้นเชื่ออย่างนี้จริงๆ) เพราะคุณแม่มีประกันชีวิตจึงไม่ค่อยจะเดือดร้อนด้านค่าใช้จ่ายสักเท่าไร ปัญหาเกิดจากที่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเที่ยมเต็มข้อซึ่งหลังผ่าตัดไม่กี่ช่วงโมง คุณแม่มีภาวะสมองขาดเลือดบริเวณกว้างด้านขวา ทำให้เป็นอัมพาตครึ่งซีกและไม่สามารถลืมตาและพูดได้เลย เมื่อเป็นอย่างนี้ ลูกๆจึงงงทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร จนกระทั่งเสียชีวิตโดยคุณแม่อยู่ให้ลูกๆได้มีโอกาสตอบแทนพระคุณอันล้นฟ้าเพียง 45 วัน
โดย: sosamsai@thaimail.com [22 ก.ย. 52 15:08] ( IP A:202.29.9.9 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   การค้นหาความจริงตามกำลังความสามารถของผมซึ่งเป็นคนตัวเล็กๆ ไม่มีอำนาจ บารมี ที่จะช่วยได้ เริ่มจากขอเวชระเบียนจากโรงพยาบาล ซึ่งเป็นที่รู้ๆกันว่ากว่าจะได้ก็ยากเต็มที ได้มาครั้งแรกก็ไม่กี่ใบ ซึ่งก็ดูไม่รู้เรื่องอีก ต่อมาได้มาอีกชุดหนึ่งมากกว่าเดิม ซึ่งเป็นที่มาของความเคลือบแคลงใจและเริ่มมั่นใจว่า มันน่าจะมีอะไรที่ไม่โปร่งใสและอาจจะมีความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ที่รับผิดชอบในการรักษา จนปัจจุบันจึงสรุปประเด็นได้อยู่ 3 ประเด็นก็คือ
1. ในการกำหนดวันเวลาผ่าตัดเร็วมาก โดยคุณแม่เข้านอนโรงพยาบาลคืนวันที่ 15 เช้าวันที่ 16 คุณหมอเข้ามาตรวจแล้วบอกว่ากระดูกสะโพกหักต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกวันนี้ เวลา 20.00 น. แต่ไม่มีการทำ informed consent ที่ผมเองก็เพิ่งได้รู้ว่าจะต้องมีการทำ informed consent จากการสืบค้นข้อมูลครับ และในปัจจุบันก็พยายามที่ขอสำเนาใบยินยอมผ่าตัดและใบยินยอมการให้ยาระงับความรู้สึก ซึ่งในเวชระเบียนที่ทางโรงพยาบาลให้สำเนามานั้นไม่มี ตอนนี้ติดตามทางโรงพยาบาลมาเกือบเดือนแล้วก็ยังไม่ได้สักที แต่ที่แน่ๆ ไม่มีใครเซ็นต็ยินยอมแน่ๆ เพราะได้สอบถามกันอย่างถ้วนถี่แล้ว
โดย: sosamsai@thaimail.com [22 ก.ย. 52 15:27] ( IP A:202.29.9.9 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   2. คุณแม่มีโรคประจำตัวเบาหวานและมารู้ภายหลังว่ามีความดันสูงด้วย มีใบรายงานผลเลือดโดยไม่ได้อดอาหาร(NPO) ซึ่งเมื่อกำหนดการผ่าตัดเร็วก็ดูเหมือนว่าทุกขั้นตอนจะเร็วไปซะหมด ในการตรวจเลือดจึงไม่รอให้อดอาหารและน้ำก่อนเลย แต่มันยิ่งน่าสงสัยเข้าไปอีกเพราะเวลาที่ปรากฏในใบรายงายผลเลือดระบุเวลาที่ได้รับเลือดกับเวลาที่พยาบาลเข้ามาเจาะเลือดจริงๆกลับไม่ตรงกัน ซึ่งเวลาที่ปรากฏในใบผลเลือดกลับเป็นเวลาที่ก่อนมีการเจาะเลือดจริงๆ
โดย: sosamsai@thaimail.com [22 ก.ย. 52 15:48] ( IP A:202.29.9.9 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   3. หลังผ่าตัด ในวินาทีทีได้เห็นแม่ แต่แม่กลับหลับ ซึ่งพวกลูกๆก็ไม่กล้าเรียก เพราะกลัวว่าจะไปรบกวนแม่ แต่ในการผ่าตัดครั้งนี้ใช้วิธีระงับความรู้สึกด้วยการฉีดยาระงับความรู้สึกเข้าช่องไขสันหลัง หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า บล็อคหลังนั่นเอง แต่ในรายงานวิสัญญีพยาบาลกลับเขียนไว้ว่ารู้ตัวดี แม่นอนอยู๋บนรถเข็นนอนและถูกเข็นไปที่ห้องพักปกติ ซึ่งไม่ได้เข้าไปเฝ้าระวังในห้องไอซียู ในประเด็นนี้ก็น่าคิดมากว่าหมอทำไมไม่พิจารณาให้ไปห้องไอซียู เพราะก่อนผ่าตัดคุณแม่มีปัญหาเรื่องความดันสูงมาก ระหว่างผ่าตัดก็มีความดันสูงตลอด แต่ก็ไม่เป็นไรถ้ามีระบบการเฝ้าระวังที่ดีพอ ดูเหมือนจะเป็นโชคร้ายของแม่และลูกๆที่ หลังจากที่พยาบาลเข้ามาส่งแม่ที่ห้องพักแล้วก็ไม่มีหมอมาดูแม่เลย พยาบาลก็ไม่ได้เข้ามาดูตามแผนที่ต้องเข้ามาตามเวลา 15 นาที 4 ครั้ง 30 นาที 2-4 ครั้ง และทุกชั่วโมง เหมือนกับว่าปล่อยให้แม่เผชิญชะตากรรมโดยลำพัง จนกระทั่งไม่กี่ชั่วโมงต่อมา แม่มีอาการน้ำลายฟูมปาก ลูกจึงต้องไปตามพยาบาลจนกระทั่งถูกส่งเข้าห้องไอซียู และได้รับแจ้งว่าแม่มีภาวะสมองขาดเลือดบริเวณกว้างอยู่ในภาวะวิกฤต
โดย: sosamsai@thaimail.com [22 ก.ย. 52 16:02] ( IP A:202.29.9.9 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   ตอนนี้ก็ขอต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมครับ จะชนะหรือแพ้ก็ไม่เป็นไร แต่ขอทำให้ถึงที่สุดในฐานะลูกที่จะทำให้แม่ได้ครั้งสุดท้าย
โดย: sosamsai@thaimail.com [22 ก.ย. 52 16:10] ( IP A:202.29.9.9 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
    ต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมครับ จะชนะหรือแพ้ก็ไม่เป็นไร flower
โดย: เจ้าบ้าน [22 ก.ย. 52 16:15] ( IP A:210.86.181.20 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   หากมีปัญหาอะไรก็ปรึกษาเครือข่ายฯ ได้
เราคือเพื่อนร่วมทุกข์ เครือข่ายฯ ช่วยเหลือกัน
ไม่มีผลประโยชน์ใด ๆ
โดย: ปรึกษากันได้ [22 ก.ย. 52 19:02] ( IP A:58.11.28.98 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   ขอบคุณสำหรับกำลังใจครับ อย่างที่มีคนหลายคนกล่าวกันไว้ว่า ถ้าไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเองคงไม่รู้ถึงความรู้สึกในการสูญเสียว่ามันจะยิ่งใหญ่อย่างไร คนที่มีหัวอกอันเดียวกันก็จะเข้าใจซึ่งกันและกันดี ขอบคุณบ้านหลังนี้ที่คอยให้กำลังใจและเป็นที่พึ่งพายามเศร้าครับ
โดย: sosamsai@thaimail.com [23 ก.ย. 52 9:36] ( IP A:202.29.9.9 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   แสดงความเสียใจกับเจ้าของกระทู้
ใครผิด ใครถูก ขอให้ตอบคำถามเรา
ถามนอกรอบไม่ตอบ เราก็ต้องไปถามกันที่ศาล
บางครั้งการต่อสู้ ไม่จำเป็นต้องได้ชัยชนะ
แต่ขอให้เราได้สู้ และพิสูจน์ ...
เป็นกำลังใจให้ค่ะ
โดย: จีเอ็น [23 ก.ย. 52 12:09] ( IP A:124.157.185.20 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   ซวยแล้ว งานเข้า แค่ไม่ได้เซ็นต์ใบยินยอม ถ้าไม่ใช่กรณีฉุกเฉินนี่ สงสัยเรื่องนี้อีกยาว
โดย: รพ ซวยแล้น [23 ก.ย. 52 15:21] ( IP A:125.26.107.7 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   เชียร์ให้ฟ้องด้วยอีกคนครับ!!!!!!!!!

ขอแสดงความเสียใจต่อเจ้าของกระทู้ด้วยครับ

และขอเสนอให้ท่าน จขกท อโหสิกรรมแก่ แพทย์และผู้เกี่ยวข้องที่เจตนาสุดจริตทั้งหมดด้วย ถ้าทำได้ก็จะดี เพื่อดวงวิญญาณของผู้จากไปจะได้สงบ

ที่ฟ้องนี้ ผมเห็นว่า "สมควรเป็นอย่างยิ่ง" เพื่อไขความกระจ่าง+หาความถูกต้อง+ความรับผิดชอบ

เท่าที่ดู ประเด็นแหม่งๆตลกๆ ก็ตรงที่ admit เข้าวันเดียว จับผ่า ข้อสะโพกเลย แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยที่จะบอกกล่าวญาติและเตรียมการทดสอบความพร้อมของคนไข้อย่างที่ควรของการผ่าตัดใหญ่แบบนี้ แล้วยังแจงอะไรไม่ได้ชัดเจน ทั้งที่เสียทั้งเงินครบแล้วคนก็ตายไปทั้งคน

เอาเลยครับ เอาใจช่วยด้วยครับ***!!!
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [23 ก.ย. 52 15:21] ( IP A:58.8.103.53 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   ในเรื่องแม่ของผมก็อยู่ในระบบของกระทรางสาธารณสุขแล้วครับ ก่อนที่จะฟ้องศาลก็มีการไกล่เกลี่ยโดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด มีตัวแทนโรงพยาบาลเข้าร่วมด้วย แต่ก็ไม่ได้ผลอะไร เพราะทางโรงพยาบาลเสนอเงินห้าหมื่นบาทเพื่อช่วยเหลือทางมนุษยธรรมเท่านั้น แต่ไม่มีคำอธิบายใดๆ ซึ่งผมมองว่าถ้าโรงพยาบาลสามารถตอบคำถามในเรื่องของมาตรฐานในการรักษาพยาบาลแก่แม่ของผมได้ว่าเป็นไปตามมาตรฐานทางการแพทย์แล้วจริง ผมก็คงไม่ติดใจแน่ๆ เงินของโรงพยาบาลผมก็ไม่อยากได้หรอก แค่เรื่องขอสำเนาใบยินยอมผ่าตัด ผมทำหนังสือขออย่างเป็นทางการและทวงถามไปแล้วถึง 3 ฉบับ ก็ไม่มีการดำเนินการให้แต่อย่างใด ตอนนี้กำลังจะพิจารณาในการฟ้องร้องทางอาญาครับ ยังลังเลเพราะยังศรัทธาในวิชาชีพนี้อยู่จริงๆ ไม่อยากไปบั่นทอนกำลังใจของแพทย์คนอื่นๆ แต่เมื่อกลับไปนึกถึงความรู้สึกของแม่ที่ต้องนอนทุกข์ทรมานบนเตียงถึงเดือนกว่า นึกถึงเวลาที่คุณแม่ดิ้น มือที่กำแน่นเท้าที่พยายามดิ้นด้วยความเจ็บปวดแต่ต้องถูกมัดไว้กับเตียง ก็ทำให้ทำใจลำบากจริงๆ
โดย: sosamsai@thaimail.com [24 ก.ย. 52 13:26] ( IP A:202.29.9.9 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   ลืมไป.....วันนี้ผมเพิ่งได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากทางสาธารณสุขจังหวัด (ผมไปร้องเรียนเรื่องที่โรงพยาบาลไม่ให้สำเนาใบยินยอมผ่าตัดไว้) ว่าทางสาธารณสุขจังหวัดไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปให้ทางโรงพยาบาลดำเนินการเรื่องนี้ได้และจะมีหนังสือแจ้งมาอย่างเป็นทางการถึงผมอีกครั้ง ซึ่งในการขอเอกสารที่ควรมีอยู่ในเวชระเบียนนี้มันเป็นสิทธิโดยชอบตามคำประกาศสิทธิผู้ป่วย แม่ของผมเสียชีวิตไปแล้วผมซึ่งเป็นลูกก็น่าที่จะเป็นสิทธิให้ผมดำเนินการขอข้อมูลหรือเอกสารที่เกี่ยงข้องกับการรักษาแม่ผมได้ ผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก เพราะมีหนทางที่จะขออำนาจศาลบังคับได้ แต่ถ้าเป็นคนอื่นๆที่อยู่ต่างจังหวัดเหมือนผมและมีปํญหาแบบผมที่หาที่พึ่งจากภาครัฐในพื้นที่ไม่ได้ แล้วจะหันหน้าไปพึ่งใคร เพราะอาจจะมีความจำกัดในเรื่องความรู้ความเข้าใจในระบบการร้องเรียน หรือไม่มีทุนทรัพย์ในการเข้ามาร้องเรียนภาครัฐในส่วนกลาง
โดย: sosamsai@thaimail.com [24 ก.ย. 52 13:46] ( IP A:202.29.9.9 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
   ระวังนะครับ!!!

หากท่านฟ้องคดี คู่ความของท่านอาจอ้างอิงแพทยสภา หรือแพทยสภา (โจร) ก๊กนี้อาจทำความเห็นไปที่ศาลคัดง้างกับคำฟ้องของท่านได้ ในกรณีแบบนี้ ขอให้ดู คห ผมที่ กระทู้ 849 เรื่องคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดกรณีการเป็น "ผู้เสียหายจากการกระทำของแพทยสภาในฐานที่เป็นคำสั่งทางการปกครอง" รับรู้ไว้ด้วยครับ***
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [25 ก.ย. 52 9:54] ( IP A:58.8.103.40 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
   ขอบคุณ คนรู้ทัน ไม่รู้จริง ที่เตือนครับ ในการฟ้องร้องก็คงต้องมีแพ้มีชนะครับ ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่วันนี้ผมตามเรื่องที่ขอสำเนาใบยินยอมผ่าตัด ทางโรงพยาบาลก็ยังไม่ให้ ไม่รู้ว่าไปจ้างคนปลอมขึ้นมาเสร็จหรือยัง ผมไม่แปลกใจที่ทางโรงพยาบาลยังไม่ให้สำเนา ถ้ามีโทรศัพท์มาให้ผมไปรับสำเนาใบยินยอมผ่าตัดได้นี่สิ ต้องแปลกใจแน่ๆ.............เพราะแน่นอนว่าไม่มีการเซ็นต์ยินยอมกันจริงๆครับ
โดย: sosamsai@thaimail.com [25 ก.ย. 52 14:57] ( IP A:202.29.9.9 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
   เขาไม่ต้องจ้างหรอก มีทีมพร้อมอยู่แล้ว ดูข้างล่างนี้

จดหมายถึงเพื่อนแพทย์
6 มิถุนายน 2549
เพื่อนแพทย์ที่รัก :

เดือนนี้เป็นเดือนที่ดีมาก ๆ ครับ เนื่องจากมีการฉลองครบครองราชย์ 60 ปี มองไปก็เห็นสีเหลืองเต็มไปหมด ทำให้สบายใจ จากเรื่องยุ่ง ๆ ทางการเมือง แต่ทางการแพทย์เราก็ยังยุ่งไม่จบครับ

1. เรื่องฟ้องร้องคดีแพ่งยังมีเพิ่มเติมตลอด แต่ฟ้องคดีอาญาเดือนที่ผ่านมานี้ไม่มีครับ ผมอยากให้พวกเราตื่นตัวและเตรียมตัวให้พร้อม โดยเฉพาะคดีอาญาและสำหรับคดีแพ่งก็เช่นกันครับ ซึ่งขณะนี้ทั้งแพทยสภา และแพทยสมาคมก็ได้พยายามหาผู้เชี่ยวชาญที่เป็นกลาง เพื่อชี้ประเด็นว่าการรักษาที่แพทย์ให้นั้นได้มาตรฐาน (ไม่ประมาท) โดยมีดังนี้ครับ

1.1 อนุกรรมการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งมีนายแพทย์พินิจ หิรัญโชติ เป็นประธานในยุคนี้ ดังนั้นเพื่อนแพทย์ทุก ๆ คน ที่ถูกกล่าวหาหรือแม้กระทั่งถูกฟ้องร้องไปแล้ว (แต่ผมแนะนำว่า ถ้าอธิบายแล้วคนไข้ไม่เข้าใจและมีวี่แววว่าจะถูกฟ้องร้อง) ให้รีบปรึกษามาเลยครับ โดยส่งเอกสารเวชระเบียนทั้ง OPD และ IPD ทั้งหมด (ถ้าจะให้ดีให้เรียงหน้ามาให้เรียบร้อย) และเขียนรายละเอียดทั้งหมดปะหน้ามาด้วย : “ใช้พิมพ์มาก็จะอ่านง่ายกว่าครับ” จะให้ดีก็โทรมาเล่าให้ฟังด้วย โทรมาที่พินิจ หรือผมก็ได้ครับ เพราะผมอยู่ในอนุกรรมการชุดนี้ด้วย ซึ่งมีกรรมการแพทยสภาหลาย ๆ คนเป็นอนุกรรมการในชุดนี้ คณะกรรมการจะได้พิจารณาว่าแพทย์ได้กระทำตามมาตรฐานบนข้อจำกัดที่มีหรือไม่ (ซึ่งแตกต่างกับคดีจริยธรรมที่แพทย์ถูกผู้อื่นร้องเรียนมา แพทย์เป็นผู้ถูกกล่าวหา แต่อนุกรรมการชุดนี้จะพิจารณาเมื่อแพทย์ร้องขอ) ซึ่งแพทย์จะได้คำแนะนำจากอนุกรรมการชุดนี้ต่อไป ผมจะบอกเพื่อน ๆ ว่าเมื่อรักษาแล้วได้ผลลัพธ์เป็นที่ไม่พึงประสงค์สำหรับผู้ป่วยหรือญาติ และเห็นว่าท่าจะมีปัญหาให้รีบส่งเรื่องและรายละเอียดมายังอนุกรรมการฯ ชุดนี้ ที่สำนักงานเลขาธิการ แพทยสภาเลยครับ

1.2 ถ้าเรื่องมันบานปลายจาก 1.1 ไปจนมีการฟ้องร้องต่อศาล ถึงขั้นนี้แล้วแพทยสภาต้องไม่มีบทบาทแล้ว มิฉะนั้นจะถูกโจมตีมากกว่าช่วยเหลือแพทย์ด้วยกันเอง แต่ยังมีแพทยสมาคมคอยช่วยเหลืออยู่ครับ เพราะแพทยสมาคมมีหน้าที่ช่วยเหลือแพทย์ในทุกกรณี ซึ่งเชื่อว่าคณะอนุกรรมการ สมาชิกสัมพันธ์ ของ แพทยสมาคม ซึ่งมีอาจารย์สมศรี เป็นประธาน (ผมก็อยู่ในอนุกรรมการนี้ด้วย) ซึ่งจะรับหน้าที่ต่อถ้ายังตกลงกันไม่ได้ตั้งแต่ไกล่เกลี่ย (อาจจะต้องเสียบ้างถ้ารักษาไม่ได้มาตรฐานจริง ๆ หรือช่วยเหลือเมื่อเกิดการฟ้องร้องขึ้นสู่ศาล ซึ่งผมได้บอกเบอร์โทรไว้เรียบร้อยแล้วท้ายจดหมายทุก ๆ ฉบับ หรือจะส่งเอกสารไปที่แพทยสมาคมทางไปรษณีย์ก็ได้ครับ

2. ผมเขียนจดหมายยังไม่จบเลย – มีข่าวร้ายครับ แพทย์เราของโรงพยาบาลชุมชนที่อีสานโดนคนไข้ไปร้องต่อศาลในคดีอาญา ฐานประมาททำให้คนไข้ตาย เรื่องมีอยู่ว่าแพทย์อยู่คนเดียวเป็นแพทย์ใช้ทุน ทำงานทั้งวันและทั้งคืน คืนนี้ป่วยด้วย เวลา 22.00 น. พยาบาลโทรรายงานคนไข้ในว่าผู้ป่วยปวดท้องมากและท้องอืด จึงสั่งการรักษาทางโทรศัพท์ (เพราะลุกขึ้นไม่ไหว) โดยให้ใส่ NG tube และให้ Cimetidine IV แพทย์ให้พยาบาลตามเจ้าหน้าที่ X-Ray ซึ่งจะเข้ามาทำให้เวลา 6 โมงเช้า แพทย์มาดูฟิล์ม และผู้ป่วยมี cardiac arrest ได้ CPR และส่งไปโรงพยาบาลจังหวัด ผู้ป่วยเลยเสียชีวิตระหว่างทาง โจทก์ฟ้องว่าแพทย์ประมาทไม่มาดูผู้ป่วยเมื่อถูกโทรศัพท์ตามและถ้าคิดว่ารักษ าไม่ได้ทำไมไม่ส่งต่อไปโรงพยาบาลที่ศักยภาพสูงกว่าผู้ป่วยอาจไม่เสียชีวิต จึงฟ้องแพทย์ว่าประมาททำให้คนตาย ซึ่งขั้นตอนต่อไปศาลก็ต้องไต่สวนมูลฟ้อง ซึ่งผมได้เขียนไปแล้วว่าขั้นตอนนี้สำคัญมาก เพราะต้องไปฟังและไปแก้ไข เพราะถ้าศาลเกิดประทับรับฟ้องแล้วแปลว่าเป็นผู้ต้องหาทันที ต้องเตรียมตัวประกันออกมา ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ตัวแค่รู้ว่าถูกฟ้องแพทย์ก็ตกใจมากแล้วครับ บางคนก็ไปจ่ายเงินเพื่อให้มีการถอนฟ้อง ซึ่งเข้าทางผู้ฟ้องพอดี เพราะฟ้องเพื่อเรียกร้องเงินจากแพทย์ เช่น กรณีที่พัทลุง

3. ตัวอย่างเช่นนี้มีขึ้นไม่มาก เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณการรักษา แต่ถ้าเกิดขึ้นกับแพทย์ท่านใดแล้วมันน่ากลัวจริง ๆ นะครับ ผมไปตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลเล็ก ๆ ตามต่างจังหวัด ผมแนะนำน้อง ๆ เสมอว่าอย่าทำอะไรที่เกิดศักยภาพ ผ่าตัดทุกชนิดไม่ควรทำโรคยาก ๆ รีบเอารถโรงพยาบาลไปส่งต่อโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ประสานงานให้เรียบร้อย ถ้าจำเป็นต้องไปกับรถก็ไปด้วย เพราะว่าความหวังดีที่จะทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องลำบาก (ก็ต้องไม่ให้ลำบาก โดยเอารถโรงพยาบาลไปส่ง) แต่ถ้าผลออกมาไม่ดี และญาติไม่ยอมเข้าใจ (อาจจะเข้าใจ แต่ถ้าแกล้งไม่เข้าใจ อาจจะได้ประโยชน์จากแพทย์) ก็เป็นจุดอ่อนของแพทย์มากครับ ผมเตือนให้ระวัง แต่ไม่ได้ห้ามแพทย์ให้การรักษา ต้องรักษาครับ โดยเฉพาะกรณีฉุกเฉิน ถ้าไม่ฉุกเฉินและคิดว่าหนักต้องส่งต่อ (แต่ต้องติดต่อให้เรียบร้อยแล้วเอารถโรงพยาบาลไปส่ง) อย่าฝืนรักษาเองครับ พวกเราทุกคนต้องช่วยผู้ป่วย แต่ห้ามเสี่ยงโดยเด็ดขาดนะครับ

ผมขอให้เพื่อน ๆ ทุก ๆ คนโชคดีในการประกอบวิชาชีพครับ

รัก & ห่วงใยเพื่อนร่วมวิชาชีพ
(นายแพทย์เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์)
E-mail : ramhospital@hotmail.com
เรื่องคดีติดต่อ คุณสุรัตน์ 01-1969729, ดร.ธงชัย 09-0448326
ปัญหาทุกเรื่องติดต่อกลุ่มพป. สมศรี 01-8214593, อรุณ 01-8513740, สมพล 01-9087760, วิสูตร 06-0019228,
เสรี 01-6325030, พินิจ 01-8573727, เอื้อชาติ 01-9118901
โดย: ขอให้ศาลสั่งดีกว่า [26 ก.ย. 52 7:51] ( IP A:58.9.191.16 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
   ถ้าขอสำเนาเวชระเบียนไม่ได้ หรือได้ไม่ครบ
ถ้าเป็นรพ.รัฐ ให้ไปร้องสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของ
ราชการ ตั้งอยู่ในทำเนียบรัฐบาล
โดย: ไปร้องเลย [26 ก.ย. 52 7:52] ( IP A:58.9.191.16 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
   ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ......โรงพยาบาลที่พิพาทกับผมเป็นโรงพยาบาลเอกชนครับ........
โดย: sosamsai@thaimail.com [27 ก.ย. 52 13:07] ( IP A:202.29.9.9 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
   คู่กรณีของคุณเป็นรพ.เอกชน ก็ต้องไปพึ่งกองการประกอบโรคศิลปะ เขาเป็นผู้ใช้พรบ.สถานพยาบาล มีหน้าที่ควบคุมดูแลรพ.เอกชน แต่ปัจจุบันนี้เขามักทำหน้าที่ช่วยเหลือรพ.เอกชน ดังตัวอย่างคดีคุณเกษรไตหาย แล้วคุณจะทำอย่างไร คงต้องให้ศาลสั่งจะดีกว่า ลำดับเหตุการณ์

กรณีไตหาย - ของนางเกษร พุ่มแจ่ม นางเกษร พุ่มแจ่ม อายุ 43 ปี บ้านเลขที่ 290/478 หมู่ที่ 12 ต.ในคลองบางปลากด อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ
โทร.085-901-7956 พี่สาวนางบุญส่ง 089-137-3372

ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 41 ปี ข้าพเจ้ามีสุขภาพที่แข็งแรงดี ทำงานประกอบอาชีพเย็บผ้าได้เป็นอย่างดีไม่เคยเจ็บป่วยอย่างรุนแรงจนต้องเข้าโรงพยาบาลมาก่อน

24 ธ.ค.48
ข้าพเจ้าประสบอุบัติเหตุจากการนั่งรถ 2 แถวเฉี่ยวชนกับรถบรรทุก 10 ล้อ แต่ไม่รุนแรง ข้าพเจ้าโดนข้อศอกของผู้โดยสารอื่นกระแทกท้อง มีอาการจุก เข้าตรวจร่างกายที่รพ.กรุงเทพ-พระประแดง ผลอัลตร้าซาวด์พบอวัยวะภายในปกติ ไตทั้ง 2 ข้างอยู่ครบปกติ ไม่มีเลือดออกตกค้างในช่องท้อง ไม่ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล

ก.ค. 49
ข้าพเจ้ามีอาการปวดรุนแรงบริเวณท้องน้อยบ่อย ๆ จึงไปตรวจที่ รพ.กรุงธน 2 (สิทธิประกันสังคมอยู่ที่นี่) ผลการตรวจพบช็อคโกแล็ตซีสต์ บริเวณใต้รังไข่ด้านขวา

9 ส.ค. 49
แพทย์ รพ.กรุงธน 2 ทำการผ่าตัดเอาซีสต์และเลาะพังผืดในช่องท้องออก มีแผลผ่าตัดบริเวณท้องน้อยยาวประมาน 10 ซม. ใช้เวลาผ่าตัดประมาน 1 ชม. โดยการฉีดยาชาบริเวณไขสันหลัง ข้าพเจ้าพักฟื้นอยู่ในรพ. 5 วัน และกลับไปรักษาตัวต่อที่บ้านอีก 1 เดือน

ระหว่างพักฟื้น 1 เดือนกับ 5 วัน ข้าพเจ้ามีอาการปวดแผลผ่าตัด ปวดหลัง ปวดเอวเอวร้าวมาถึงขาตลอดเวลา หน้ามืดวูบเป็นระยะ ทุกข์ทรมานมาก แพทย์ให้ยาแก้อักเสบ, ยาแก้ปวด ยาลดไข้ ไปกินต่อที่บ้าน

หลังพักฟื้นครบ 1 เดือน อาการยังไม่ดีขึ้น ร่างกายอ่อนแอและผ่ายผอมลงอย่างผิดปกติ แต่ก็ต้องจำใจกลับเข้าทำงานเพราะกลัวถูกให้ออกจากงาน ระหว่างทำงานเดือนแรกมีประจำเดือนไหลออกทั้งเดือน ยังมีอาการเจ็บปวดเอวด้านหลัง ปวดร้าวมาจนถึงหน้าขา และหน้ามืดวูบเป็นระยะ ๆ แพทย์ให้ยาแก้ปวด, ยาแก้อักเสบ และยาลดไข้ กลับไปกินที่บ้าน

เมื่อกลับไปพบแพทย์ที่รพ.กรุงธน 2 แพทย์ตรวจแล้วบอกว่าอาจเป็นผลข้างเคียงของการผ่าตัด ให้ยาแก้ปวด, ยาแก้อักเสบ, ยาลดไข้ และยาบำรุงเลือดกลับไปกินต่อที่บ้านเหมือนเดิม บางครั้งที่ยาลดไข้ยังเหลือแพทย์ก็ไม่จ่ายให้ ให้ใช้ยาเดิม

(ต่อมาทางโรงงานยกเลิกประกันสังคมจากรพ.กรุงธน 2 เป็นรพ.บางปะกอก 3 )

หมายเหตุ
1.วันที่พบมีไตครบ 2 ข้าง - กับวันที่ผ่าตัด ห่างกัน 7 เดือน
2.หลังผ่าตัด ตรวจร่างกายประจำปีกับทางโรงงาน 2 ครั้ง (โดยรพ.บางกอก 9) ผลการตรวจพบโปรตีนกับเม็ดเลือดแดงรั่วทางปัสสาวะสูงทั้ง 2 ครั้ง ซึ่งการตรวจร่างกายประจำปีก่อนจะทำการผ่าตัดนั้น ผลไม่เคยพบว่ามีโปรตีนและเม็ดเลือดแดงรั่วทางปัสสาวะแต่อย่างใด)

ต่อมาข้าพเจ้าไปรักษาตัวที่รพ.บางปะกอก 3 หลายครั้ง โดยแจ้งให้แพทย์ทราบถึงผลการตรวจร่างกายประจำปีกับทางโรงงานด้วย แพทย์สงสัยว่าไตจะมีปัญหา นัดเจาะเลือด นัดตรวจปัสสาวะ หมอให้ยาขับปัสสาวะ, ยาแก้อักเสบ และยาลดความดันไปทานที่บ้าน แต่อาการของข้าพเจ้าไม่ดีขึ้นแย่ลงเรื่อย ๆ ร่างกายผ่ายผอม

กลางเดือนพฤษภาคม 51
มีอาการหน้ามืดและปวดร้าวไปทั้งตัว แพทย์รพ.บางปะกอก 3 นัดให้ไปทำอัลตร้าซาวด์

10 มิ.ย.51
รพ.บางปะกอก 3 ทำอัลตร้าซาวด์ ผลพบว่าไตข้างขวาไม่มี เหลือไตซ้ายข้างเดียวและเสื่อมมากทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงส่งผลต่อร่างกายดังกล่าว

ข้าพเจ้าสงสัยว่าไตข้างขวาหายไปได้อย่างไร จึงไปขอดูประวัติ+ฟิล์มอัลตร้าซาวด์พร้อมผลอ่าน ที่รพ.กรุงเทพพระประแดง ซึ่งก็พบว่าไตทั้ง 2 ข้างอยู่ครบ ทางรพ.ได้ทำการอัลตร้าซาวด์ใหม่พบว่าไตข้างขวาได้หายไปจริง ๆ

การดำเนินการ
ร้องเรียน สส.
สส.แนะนำให้ร้องเรียนต่อสื่อมวลชน (สนพ.ไทยรัฐ)

4 ก.ค. 51
ข้าพเจ้าร้องเรียน “เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์”

15 ก.ค.51
หลังจากนสพ.ไทยรัฐลงข่าว รพ.กรุงธน 2 พยายายามให้ข้าพเจ้ากลับไปตรวจร่างกาย แต่ข้าพเจ้ากลัวไม่กล้าไป จากนั้นอีกประมาน 10 นาที มีคนของกองการประกอบโรคศิลปะ โทรศัพท์แจ้งว่าจากกระทรวงสาธารณสุข จะมารับตัวไปตรวจที่ รพ.ราชวิถี เพื่อตรวจร่างกายและทำทีซีแสกน จะรู้ผลเลยทันที ข้าพเจ้ารู้สึกอุ่นใจจึงไปกับเขา พอไปถึงตรวจร่างกายและทำทีซีแสกนเสร็จ ทางกองประกอบฯ ก็ขอตัวกลับ ข้าพเจ้ารอ 1 ชั่วโมงมีพยาบาลบอกให้กลับบ้านได้ ข้าพเจ้าขอฟิล์มและผลอ่านฟิล์ม เขาบอกว่าผลยังไม่ออก เพราะคนอ่านผลกลับบ้านไปแล้ว (เวลานั้นประมานบ่าย 3 โมง) ขอสำเนาฟิล์มเขาก็ไม่ให้บอกว่าเป็นสมบัติของโรงพยาบาล อยากได้ไปตามเอากับนพ.ธารา ผอ.กองประกอบฯ

16 ก.ค.51
ข้าพเจ้าไปออกรายการ ”สถานีประชาชน” ทางช่อง TPBS พร้อมพี่อุ้ย-ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ซึ่งมีนพ.อำนาจ กุศลานันท์ เลขาธิการแพทยสภาเข้าสายร่วมรายการ นพ.อำนาจเชิญให้ข้าพเจ้าไปที่แพทยสภา ข้าพเจ้าเคยได้ยินกิตติศัพท์ของแพทยสภามาบ้างว่าเข้าข้างแพทย์ด้วยกัน แต่พี่อุ้ยบอกว่าเขาเชิญก็ต้องไป เผื่อจะจบเรื่องได้เร็ว และหาคนมาช่วยต่อชีวิตที่เหลือของข้าพเจ้าให้ยืนยาวได้ ต้องเอาชีวิตก่อนเป็นสำคัญ เรื่องสอบสวนมอบให้เป็นหน้าที่แพทยสภา

5 โมงเย็น พี่อุ้ยไพาข้าพเจ้าและญาติไปถีงแพทยสภา ในห้องประชุมมีนพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา-นายกแพทยสภา, นพ.อำนาจ กุศลานันท์-เลขาธิการแพทยสภา, นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย-รองเลขาธิการแพทยสภาฝ่ายกฎหมาย, นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ รองเลาขาธิการแพทยสภา และคนอื่น ๆ อีกหลายคน พร้อมผู้สื่อข่าว

ในห้องประชุม แพทยสภาไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ข้าพเจ้าพูดถึงการผ่าตัด หรืออาการโปรตีนรั่วหลังการผ่าตัดที่รพ.กรุงธน 2 แม้แต่น้อย ข้าพเจ้าเป็นคนบ้านนอกความรู้เพียงป.4 พูดอะไรเขาก็ไม่ฟัง แล้วแพทยสภาก็แถลงข่าวว่า น่าจะเกิดจากสาเหตุ
1.ไม่มีไตข้างขวาตั้งแต่กำเนิด
2.มีการฝ่อไปของไตขวาเนื่องจากอาการไตวาย ซึ่งภายในระยะเวลา
2 ปี ก็สามารถฝ่อเล็กลงไปได้เช่นกัน
3.การอ่านผลการตรวจอัลตราซาวนด์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 ธ.ค.2548
ของโรงพยาบาลกรุงเทพพระประแดง เกิดการผิดพลาด ซึ่งหากผิด
จริงถือว่า มีความผิดฐานรักษาไม่ได้มาตรฐานด้วย
4.ไตขวาของ นางเกษร ถูกขโมยและหายไปจริง ๆ

ทั้งที่..ข้าพเจ้าสงสัยว่าไตข้างขวาหายไปได้อย่างไรเกี่ยวข้องกับการรักษาผ่าตัดที่รพ.กรุงธน 2 หรือไม่ ข้าพเจ้าไม่เคยพูดว่า “ไตถูกขโมย”

จากนั้นนพ.สมศักดิ์ สั่งให้นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ ติดต่อไปที่รพ.รามา เพื่อนำข้าพเจ้าไปตรวจ MRI (เอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์) แต่นพ.สัมพันธ์ ติดต่อศูนย์ MRI ประชาชื่น ซึ่งเป็นศูนย์ของเอกชนแทน

เวลาเดียวกัน
ผอ.กองการประกอบโรคศิลปะ - นพ.ธาราฯ จัดแถลงข่าวฝ่ายเดียว เนื้อหาสอดคล้องไปในทำนองเดียวกันกับที่แพทยสภาแถลงข่าว ทั้งที่ทางรพ.ราชวิถีแจ้งกับข้าพเจ้าเมื่อวานว่า ผลอ่านฟิล์มยังไม่ออก

เย็นวันเดียวกัน
หลังเป็นข่าว รองผบตร.สั่งให้สน.ราษฎร์บูรณะรับแจ้งความ(ก่อนหน้านั้นตำรวจทำเพียงลงบันทึกประจำวัน) ทางสน.จึงเรียกข้าพเจ้าไปสอบสวนเพิ่มเติม พี่อุ้ยแนะนำว่าให้ดูผลทางแพทยสภาก่อน จึงชะลอเรื่องการแจ้งความไว้เท่านั้น เนื่องจากข้าพเจ้าไม่ต้องการให้หมอติดคุก ต้องการรู้ว่าไตหายไปได้อย่างไรเท่านั้น

17 ก.ค. 51-เช้า
นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ – รองเลขาธิการแพทยสภา ไปรับตัวข้าพเจ้าและญาติที่บ้าน พาไปทำ MRI ที่ศูนย์ประชาชื่น พี่อุ้ย-ปรียนันท์ไม่ได้ไปด้วย ระหว่างที่ข้าพเจ้าพักฟื้นอยู่ชั้นสอง นพ.สัมพันธ์ได้แถลงข่าวฝ่ายเดียวว่า “สันนิษฐานได้ว่า ไตข้างขวาของนางเกษร ไม่เจริญเติบโตมาตามปกติตั้งแต่กำเนิด และไม่มีการผ่าตัดเอาไตออกไป” โดยไม่ให้ข้าพเจ้ามีส่วนได้รับรู้ด้วย ข้าพเจ้าเสียใจมากที่นพ.สัมพันธ์ทำเช่นนั้น อีกทั้งยังบอกว่าการอ่านผลของรพ.กรุงเทพพระประแดงอาจผิดพลาดด้วย

เมื่อข้าพเจ้าขอฟิล์มและผลอ่านฟิล์ม นพ.สัมพันธ์มอบฟิล์มให้แผ่นเดียว แต่ผลอ่านนพ.สัมพันธ์บอกว่าผลอ่านยังไม่ออก อ่านยังไม่เสร็จ

มีการให้ข่าวว่าผล MRI ตรงกับผลทีซีแสกนของรพ.ราชวิถีด้วย (ทั้งที่ผลของทั้ง 2 ที่ก็ยังไม่ออก) ในเมื่อผลยังไม่ออกทำไมนพ.สัมพันธ์ถึงรีบแถลงข่าว ทำไมไม่แจ้งให้ข้าพเจ้าทราบก่อนจะแถลงข่าว ทำไมแถลงข่าวลับหลัง ทำไมแพทยสภา+กองการประกอบโรคศิลปะ ด่วนแถลงข่าวฝ่ายเดียว (เหมือนเขาเตรียมการกันมาแล้ว)

ระหว่างทางที่นั่งรถของนพ.สัมพันธ์กลับบ้าน ข้าพเจ้าได้ยินนพ.สัมพันธ์ พูดโทรศัพท์ตลอดเวลาว่า เคลียร์แล้ว ๆ เรียบร้อยแล้ว

17 ก.ค. 51-กลางคืน
รายการ “ตาสว่าง” ทางช่อง 9 อสมท. เชิญข้าพเจ้าไปออกรายการ ร่วมกับนพ.อำนาจ กุศลานันท์ เลขาธิการแพทยสภา เวลาสั้นมากข้าพเจ้าประหม่าพูดข้อเท็จจริงได้ไม่หมด สู้แพทยสภาไม่ได้เลย อีกทั้งทางรายการให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไตจากจุฬาฯ ได้โทรศัพท์เข้าไป ข้าพเจ้ายังไม่ทันได้พูดเรื่องโปรตีนกับเม็ดเลือดแดงรั่วเลย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านนั้นก็รีบสรุปว่าไม่น่าเกี่ยวกับการผ่าตัด ทั้งที่ยังไม่ได้ตรวจร่างกายและซักรายละเอียดครบถ้วนจากข้าพเจ้าเลย

นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ บอกว่าจะพาข้าพเจ้าไปส่องกล้องเพื่อดูท่อไต ข้าพเจ้าไม่ไว้ใจนพ.สัมพันธ์แล้ว กลัวเขาจะทำแบบเดิม ๆ ให้ช้ำใจอีก จึงไม่ยอมไปกับแพทยสภาอีก

21 ก.ค. 51-เช้า
ข้าพเจ้าไปร้องเรียนกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อขอให้ตรวจสอบหาข้อเท็จจริงต่อไป

21 ก.ค.51-บ่าย
ข้าพเจ้าไปขอฟิล์ม+ผลอ่านฟิล์ม ที่รพ.ราชวิถี ไดรับคำตอบว่า นพ.ธาราฯ ผอ.กองการประกอบโรคศิลปะ เอาไปทั้งหมด ข้าพเจ้าโทรไปหานพ.ธาราฯ ท่านบอกว่าปรึกษาฝ่ายกฎหมายแล้วให้ไม่ได้ ข้าพเจ้าถามว่าข้าพเจ้าเป็นคนไข้ทำไมดูไม่ได้ ท่านเป็นใครยังขอดูได้ ท่านตอบว่าผมเป็นคนพาไปและเป็นเจ้าหน้าที่ผมมีสิทธิ์ดู

ขณะเดียวกันข้าพเจ้าโทรไปที่ศูนย์เอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ประชาชื่น เพื่อขอซีดีและผลอ่านฟิล์ม MRI เจ้าหน้าที่แจ้งว่าไม่ได้ save ข้อมูลไว้ ลบทิ้งหมดแล้ว

22 ก.ค.51
ข้าพเจ้า+พี่อุ้ย-ปรียนันท์+ญาติ ไปที่กองการประกอบโรคศิลปะ เพื่อขอฟิล์ม+ผลอ่านฟิล์ม นพ.ธาราฯ ไม่ยอมให้ บอกให้ข้าพเจ้าไปขอรับกับทางรพ.ราชวิถี ข้าพเจ้าถามว่าเมื่อไหร่ท่านจะนำไปคืนที่รพ.ราชวิถี นพ.ธาราฯ ตอบว่าว่างเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ยอมกลับ นพ.ธาราจึงบอกว่าให้ไปรอที่รพ.ราชวิถี เดี๋ยวจะให้รถตู้ของกระทรวงนำฟิล์มไปส่งคืน ข้าพเจ้าบอกว่าขอติดรถไปด้วยเพราะหมดค่าแท็กซึ่ไปมากแล้ว เขาก็ไม่ให้ไปด้วย

เมื่อสุดทน
พี่อุ้ย-ปรียนันท์ จึงพาข้าพเจ้าไปร้องคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติที่อยู่ในตึกเดียวกัน ทางสช.ได้ติดต่อผอ.รพ.ราชวิถี และ นพ.ธาราฯ ให้มอบฟิล์ม+ผลอ่านให้ข้าพเจ้า

23 ก.ค. 51
ข้าพเจ้าไปรับฟิล์ม+ผลอ่าน ที่รพ.ราชวิถี


คำถาม
1.ข้อเท็จจริงในตัวข้าพเจ้ากับผลอ่านฟิล์ม มีอะไรไม่ตรงกันกับการแถลงข่าวของแพทยสภา+กองประกอบฯ หรือไม่ ทั้ง 2 หน่วยงานจึงมีพฤติกรรมละเมิดสิทธิข้าพเจ้า และมีพฤติกรรมไม่ชอบมาพากลเช่นนี้
2.แพทยสภา+กองประกอบฯ มีสิทธิแถลงข่าวก่อนที่จะให้ผู้เสียหายได้ดูฟิล์ม+ผลอ่านก่อนหรือไม่
3.ทำไมแพทยสภา+กองประกอบฯ ไม่เรียกแพทย์ของรพ.กรุงเทพพระประแดง ผู้อ่านฟิล์มอัลตร้าซาวด์ครั้งแรกมาชี้แจง เพราะหนึ่งในทีมที่รักษาข้าพเจ้าคือนพ.วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์ ซึ่งเป็นกรรมการแพทยสภาด้วย
4.ทำไมแพทยสภา+กองประกอบฯ ไม่ให้ทางรพ.กรุงธน 2-คู่กรณี เป็นผู้แถลงข่าว ทำไมแพทยสภา+กองประกอบฯ ทำหน้าที่เหมือนเป็นตัวแทนของรพ.คู่กรณี สิ่งที่แพทยสภา+กองประกอบฯ ทำนั้นเหมาะสมหรือไม่
5.จนถึงทุกวันนี้ทำไมทางรพ.กรุงธน-คู่กรณีของข้าพเจ้าถึงได้เงียบ
6.นพ.สัมพันธ์(แพทยสภา) +ผอ.กองการประกอบโรคศิลปะ ละเมิดสิทธิข้าพเจ้าใช่หรือไม่

(ระยะเวลาจากวันผ่าตัดถึงวันที่พบว่าไตขวาหายไป 9 ส.ค.49 – 10 มิ.ย. 51 รวม 1 ปี 6 เดือน)

ปัจจุบันข้าพเจ้าฟ้องรพ.กรุงธน 2 เป็นคดีผู้บริโภค คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ทั้งที่ในตอนแรกข้าพเจ้าไม่ได้ต้องการที่จะฟ้องร้องใครแม้แต่คนเดียว แต่หน่วยงานแพทยสภา+กองประกอบฯ มีพฤติกรรมที่เข้าข้างแพทย์ด้วยกัน ร่วมมือกันละเมิดสิทธิในเวชระเบียนของผู้เสียหายเสียเอง อีกทั้งรพ.กรุงธน 2 ก็ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบใด ๆ เงียบอย่างเดียว ในเมื่อหน่วยงานเป็นที่พึ่งให้ประชาชนที่ทุกข์ร้อนไม่ได้ ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจ ขอเอาบารมีศาลเป็นที่พึ่ง

__________
โดย: ดูตัวอย่าง คุณจะพึ่งใครได้ [29 ก.ย. 52 8:22] ( IP A:58.9.189.186 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
   จากกรณีไตหายของคุณเกษร ผมก็ได้รับรู้รายละเอียดบ้างครับ ประเด็นการร้องแพทยสภาหรือร้องไปที่กองการประกอบโรคศิลปะนั้น ผมคงไม่ไปร้องถ้าไม่จำเป็นครับ เพราะผมมองว่าเราเป็นใครและคู่กรณีเป็นใคร ก็เหมือนกับลูกเรามีเรื่องกับเพื่อนแล้วเพื่อนมาฟ้องเรา เราจะทำตัวเป็นกลางได้หรือเปล่าครับ...........ผมว่ามีน้อยที่จะสามารถเป็นกลางได้จริงๆที่จะสอบสวนให้เกิดความกระจ่างและทำโทษลูกของเราครับ ผมจึงขอพึ่งศาลยุติธรรมที่เป็นความหวังของสังคม ถ้าผมพึ่งศาลแล้วยังแพ้ก็คงไม่ต้องหวังไปพึ่งหน่วยงานไหนของรัฐที่จะดูแลประชาชนแล้วครับ
โดย: sosamsai@thaimail.com [29 ก.ย. 52 16:56] ( IP A:202.29.9.9 X: )
ความคิดเห็นที่ 22
   ตอนนี้ผมก็รอดูท่าทีของโรงพยาบาลก่อนว่าในเรื่องใบยินยอมผ่าตัดนี้จะทำอย่างไร ถ้าโรงพยาบาลกล้าที่จะทำปลอมหรือลงลายมือชื่อปลอมผมก็พร้อมที่จะไปพิสูจน์หลักฐานกัน..........ความจริงวันที่ 30 กันยายนครบรอบวันตายแม่ผม คิดเหมือนกันว่าจะไปฟ้องร้องดำเนินคดีทางอาญาด้วยแต่ก็ยังชลอไว้ก่อนด้วยความใจอ่อนของผมที่จะยังให้โอกาสทางแพทย์ได้พิจารณารับผิดชอบในการกระทำ แต่ถ้ามีอาการไม่ยินดียินร้ายเลยหลังที่ผมได้ฟ้องทาแพ่งไปแล้ว หรือต่อมสำนึกความผิดชอบชั่วดียังไม่บังเกิด ผมคงต้องดำเนินคดีทางอาญาเพื่อให้ไม่เป็นเยี่ยงอย่างต่อไปครับ
โดย: sosamsai@thaimail.com [29 ก.ย. 52 17:04] ( IP A:202.29.9.9 X: )
ความคิดเห็นที่ 23
   เห็นด้วยกับ คห ที่ 24 + 25

เป็นลักษณะ "ความเป็นไปของการเดินเรื่อง" เฉกเช่นเดียวกับกรณีของประธานเครือข่ายฯ และ กรณีของคดีร่อนพิบูลย์ กับอีกหลายคดีที่หากเอ่ยขึ้นก็เปลืองเนื้อที่ที่มาก

การเรียกร้องของผู้เสียหายทางการแพทย์ในบ้านเรานี้ เรามักเริ่มจากการให้เกียรติหมอก่อน ไม่ต้องการและเลี่ยงที่จะ "ฟ้องร้อง" เอากับหมอ

แต่การนึกคิดแบบนี้กลับเป็น ช่องว่าง/ช่องโหว่ ให้ฝ่ายหมอที่สามานอย่างเช่น กรณี ร.พ. พญาไท ๑ ของประธานเครือข่ายฯ และกรณีที่ แพทยสภา + สธ. ยุให้หมอ กรณีคดีร่อนพิบูลย์ โกหก ในชั้นศาลจนต้องคำพิพากษา "จำคุก"

ความ "สามาน" ของหมอ ร.พ. พญาไท ๑ ที่รู้ทั้วรู้ว่า หากปล่อยคนไข้ไปโดยไม่ทำการักษาอย่างทันท่วงที คนไข้ "อาจถึงเสียชีวิต หรือ พิการตลอดชีวิต" อย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ หรือคดีร่อนพิบูลย์ ที่หมอชั้นผู้ใหญ่ของแพทยสภาและ สธ. หลอกให้ "หมอที่ถูกฟ้อง" กลับคำให้การในชั้นศาลแล้วโกหกกลางศาล จนถูกพิพากษาให้ติดคุกในที่สุด ทั้งๆที่มีการเจรจารอมชอมให้เรื่องจบได้อย่างละมุนละม่อมไปก่อนหน้านั้นแล้ว

เรามีหมอที่แก่เพราะกินข้าวระดับ ผ.อ. โรงพยาบาลพญาไท ๑ ที่โกหกจนคนไข้เสี่ยงชีวิตแล้วพิการในที่สุด เรามีหมอที่เฒ่าเพราะอยู่มานาน หลอกให้หมอละอ่อนในคดีร่อนพิบูลย์ ต้องมีประวัติ์ "ต้องคดี" เสียหายทางประวัติอาชญากรรมที่จะติดตัวไปตลอดชีวิต

ความสามานของ "อาชีพหมอชั้นผู้ใหญ่ด้านมืด" เท่าที่ปรากฏมาในสองกรณีนี้ ที่ฆ่าคนไข้ได้อย่างเลือดเย็น หรือแม้กระทั่งฆ่าหมอด้วยกันเองให้ตายทั้งเป็น ขณะที่ตัวเองรอยนวลไปอย่างไร้สำนึก ไร้ความรับผิดชอบ

ท่าน จขกท ก็ต้องประเมินดูเองว่า ท่านจะเจอสภาพเรื่องของตัวเอง "ต่างไปจากแนวนี้ไหม?"
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [2 ต.ค. 52 7:47] ( IP A:58.8.110.178 X: )
ความคิดเห็นที่ 24
   ขออนุญาตถามจขกทนะครับว่า

ได้ส่งร่างท่านชันสูตรหรือไม่ครับ ผมก็มีเรื่องกำลังจะยื่นฟ้องหมอเหมือนกัน แต่ยังไม่ได้ส่งร่างคุณพ่อชันสูตร ทนายผมบอกว่าใช้หลักฐานทางการแพทย์สู้

แต่กรณีคุณแล้วหลักฐานทางการแพทย์ดูน้อยเต็มที

ของผมใจจริงอยากฟ้องอาญาด้วย แต่ทนายก็บอกว่ายากอีก เลยจะฟ้องแต่แพ่ง

ถ้าผิดพลาดประการใดต้องขออภัยไว้ด้วยครับ
โดย: ouuu99@hotmail.com [2 ต.ค. 52 12:24] ( IP A:125.24.200.237 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน