อย่างนี้ต้องเจอ เอ ลำพูน
   https://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXhOREU1TVRBMU1nPT0=
จำนวนคนอ่านล่าสุด 126 คน วันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6899 ข่าวสดรายวัน


แห่ศพประท้วงร.พ.ประจวบฯ




แห่ศพ - นายสมศักดิ์ สินธุวานิช พร้อมด้วยญาติพี่น้อง แห่ศพนายจตุรวิทย์ สินธุวานิช อายุ 14 ปี ลูกชาย มาประท้วงหน้าร.พ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 18 ต.ค. โดยระบุว่าไม่ยอมย้ายไปร.พ.อื่น ตามที่ญาติร้องขอ เป็นเหตุให้เสียชีวิตภายหลังประสบอุบัติเหตุ


เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 18 ต.ค. นายสมศักดิ์ สินธุวานิช อยู่บ้านเลขที่ 99/21 หมู่ 8 ต.ช้างแรก อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วยญาติพี่น้องประมาณ 40 คน นำศพด.ช.จตุรวิทย์ สินธุวานิช อายุ 14 ปี ลูกชาย ใส่รถกระบะ และถือป้ายผ้าขอความเป็นธรรม เดินไปตามถนนเข้าไปภายในร.พ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมทั้งเรียกร้องให้แพทย์หรือผู้รับผิดชอบออกมาพบ เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียน

หนังสือร้องเรียนระบุว่า ด.ช.จตุรวิทย์ ประสบอุบัติเหตุจักรยานยนต์ชนกัน ได้รับบาดเจ็บเข้ารักษาตัวที่ร.พ.บางสะพาน แล้วส่งตัวมาที่ร.พ.ประจวบคีรีขันธ์ พบว่าเลือดคั่งในสมอง กรามหัก รักษาตั้งแต่วันที่ 9 ต.ค. ที่ผ่านมา อาการแย่ลง ทางญาติพยายามจะให้แพทย์ส่งตัวไปรักษาที่ร.พ.อื่น แต่ร.พ.ประจวบคีรีขันธ์บ่ายเบี่ยง จนท้ายที่สุดเมื่อวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา ญาติขอให้เอกซเรย์สมอง พบว่าสมองบวม แพทย์จึงนำส่งร.พ.ราชบุรี โดยแพทย์ร.พ.ราชบุรีพบว่าเซลล์สมองตาย ไม่สามารถรักษาได้ และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 ต.ค. จึงมาร้องขอความเป็นธรรมกับทางร.พ.ประจวบคีรีขันธ์

ต่อมาน.พ.ทรงฉัตร หนองน้อย รองผอ.ร.พ.ประจวบคีรีขันธ์ เชิญญาติเข้าไปในห้องประชุม เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง โดยกล่าวว่า แพทย์พยายามให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่แล้ว ส่วนการย้ายไปร.พ.อื่น ทางร.พ.ประจวบคีรีขันธ์พยายามติดต่อประสานงานไปหลายแห่ง แต่เนื่องจากเตียงไม่ว่าง จึงไม่ได้ส่งไป อย่างไรก็ตาม ทางนายสมศักดิ์และญาติพี่น้องทำหนังสือร้องเรียนต่อไปยังผวจ.ประจวบคีรีขันธ์ และนายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข
โดย: เรียกรถมารับ แล้วฟ้องกลับทันที [19 ต.ค. 52 18:15] ( IP A:58.11.72.78 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ผมว่าน่าจะลองเรียกรถมารับนะ ไปรักษาแล้วกลับมาฟ้อง สปสช
ศาลน่าจะสั่งจ่าย
ผอ รพ เพื่อนผมเอง เป็นผู้หญิงเพิ่งย้ายตามคำสั่งทิ้งทวนหมอปราด

โดย: มองกันชัดๆ [19 ต.ค. 52 18:19] ( IP A:58.11.72.78 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   โลกรอบสัปดาห์
ไทยทาวน์ ยูเอสเอ นิวส์


หนูน้อยนิค รอสซี ผู้รอดตายด้วยฝีมือการใช้สว่านเจาะกะโหลกของหมอผู้กล้าหาญ






คนุตดาวเด่นของสวนสัตว์จนต้องมีการเปิดศึกแย่งชิงกัน






ชาวศรีลังกาออกมาฉลองชัยชนะของรัฐบาลเหนือกบฏพยัคฆ์ทมิฬ ในสงครามที่คร่าชีวิตผู้คนไปนับแสนราย




โลกรอบสัปดาห์ 407



ทึ่ง! หมอออสซี่ใช้สว่านบ้านเจาะกะโหลกช่วยชีวิตเด็กเลือดคั่งในสมอง

แพทย์ในเมืองเล็กๆ ของออสเตรเลีย ใช้สว่านที่มีในบ้าน เพื่อนำก้อนเลือดออกจากสมองของเด็กชายผู้โชคร้ายรายหนึ่ง ที่ประสบอุบัติเหตุตกรถจักรยานจนเลือดคั่ง โดยได้รับการยกย่องว่าเป็นการกระทำที่กล้าหาญ และใช้ทักษะอย่างยิ่ง

ไมเคิล รอสซี ผู้เป็นพ่อ เล่าว่า นิค ลูกชายวัย 13 ปี เริ่มมีเลือดไหลในสมอง หลังเขาตกจักรยาน แล้วศีรษะไปกระแทกกับพื้นคอนกรีตในวันศุกร์ (15) ที่ผ่านมา แม้ดูเหมือนว่า นิคจะมีอาการปกติ แต่ตัวเขา และคาเรน ภรรยา ก็ตัดสินใจพาลูกชายไปหาหมอ เมื่อพบว่ามีก้อนบวมบริเวณหลังหูของลูกชาย

รอสซี ผู้อาศัยในเมืองแมรีโบโรห์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมลเบิร์น กล่าวว่า จากนั้นอาการลูกชายของเขาก็เริ่มแย่ลง ตั้งแต่หมดสติ จนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และแพทย์ท้องถิ่น 2 คน ได้นำตัวลูกชายของเขาเข้ารับการผ่าตัดในทันที

เดวิด ไทแนน 1 ในทีมแพทย์ กล่าวว่า หากพวกเขาไม่รีบลงมือทำอะไรสักอย่าง เพื่อลดความดันในสมองของนิค เขาจะต้องเสียชีวิต แต่โรงพยาบาลเล็กๆ มีเครื่องมือไม่พร้อม โดยไม่มีสว่านที่มีกำลังพอจะเจาะกะโหลกศีรษะของเด็กชายได้ “ดังนั้น เราจึงไปยังแผนกซ่อมบำรุง”

ไทแนน ระบุว่า จากคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทผ่านทางโทรศัพท์ เขาและทีมแพทย์ได้ผ่าศีรษะของนิคไปลึกจนถึงกระดูก และเริ่มเจาะกะโหลกของเขาด้วยสว่านจากห้องเครื่องนั่นเอง

ด้าน รอสซี กล่าวว่า ร็อบ คาร์สัน แพทย์ผู้ลงสว่านเจาะ ได้บอกว่า พวกเขามีโอกาสเพียงครั้งเดียวเพื่อช่วยชีวิตลูกชายคนนี้ ขณะที่แพทย์ด้านระบบประสาท ที่ให้คำแนะนำนั้นยังบอกด้วยว่า การกระทำของหมอคาร์สันเป็นความกล้าหาญอย่างที่สุด เนื่องจากมันขึ้นอยู่กับความเป็นความตายของหนูน้อยคนนี้เลยทีเดียว

ทั้งนี้ นิค ได้ถูกนำตัวเข้าไปรักษาต่อในเมลเบิร์น โดยเขาฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ และออกจากโรงพยาบาลแล้วในวันอังคาร (19) ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันเกิดอายุครบ 13 ปีของเขาด้วย

โดย: สงสัยหาสว่านไม่ได้ [19 ต.ค. 52 18:23] ( IP A:58.11.72.78 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   ^
^
ถ้าที่เมืองไทย ถ้าหากเจาะแล้วเด็กตาย ระวังเข้าคุกฟรีๆ
ถ้าหมอ เห็นคนนอนบาดเจ็บข้างถนน ถ้าไม่แน่ใจอย่าเข้าไปช่วยนะ... ช่วยไม่ถูกมาตรฐาน คนบาดเจ็บตายหรือพิการขึ้นมา โดนฟ้องแน่ๆ
โดย: หมอก้อนหิน [19 ต.ค. 52 19:31] ( IP A:124.157.147.166 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   ความเห็นที่ 3 ทำตัวเป็นศาล
และความคิดนี้ไม่น่าจะออกจากปากหมอ
คนเป็นหมอไม่ควรจะทอดทิ้งผู้ป่วย
ลองคิดดูว่าถ้าคนไข้เป็นคุณ เป็นลูกเมียคุณ เป็นพ่อแม่คุณ คุณจะทำอะไร
โดย: ไม่น่าจะต้องลำบากคิด [19 ต.ค. 52 21:22] ( IP A:58.11.72.78 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   มาตรฐานของแพทยสภาคือ
ตายแบบได้มาตรฐาน
พิการแบบได้มาตรฐาน

ว่าไง ความเห็น 3
โดย: ยังมีชีวิตอยู่หรือหายไปนาน [19 ต.ค. 52 22:51] ( IP A:58.9.220.226 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   ผมทำงานจะง่ายหน่อย เพราะผมยึดหลักว่า รักษาคนไข้เหมือนรักษาตัวเอง รักษาลูกเมียตัวเอง รักษาพ่อแม่พี่น้องตัวเอง
สมัยโบราณไม่มีตัวเจาะกระโหลก เขาใช้สิ่วตอกยังได้เลย
มอเตอร์มาที่หลัง คนคิดชื่อฟาราเดย์ แต่กว่าจะมีขนาดเล็กๆนี่ ต้องรอเป็นร้อยปี
โดย: ฟฟ [20 ต.ค. 52 1:25] ( IP A:58.11.72.78 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   เฮ้อ

ไอ้หมอเฮงซวยแถวนี้ มือไม่พายยังเอาเท้าราน้ำ

งานนี้ ผมขอแสดงความ "ยกย่อง" + ชื่นชม" คุณหมอเดวิด ไทแนน และทีมแพทย์ และขอคาราวะหนึ่งไหใหญ่

เป็นทีมแพทย์ที่กล้าหาญ + ยืนดีแลกเสถียรภาพและสถานะในวิชาชีพของตัวเอง เพื่อรักษาชีวิตคนไข้

งานนี้ หากทีมแพทยซึ่งรู้ทั้งรู้ว่า หากไม่ทำอะไร เพียงข้ออ้างว่าไม่มีเครื่องมือที่พร้อมจะช่วยชีวิต แล้วยืนดูคนไข้ตายไป "เฉยๆ"

นั่นจะเป็น "เรื่องน่าอัปยศอดสู" ต่อจรรยาบรรณในวิชาชีพเป็นที่สุด
พร้อมกับประจานความ "ไร้กึ๋น" ของคนที่ได้ชื่อว่าหมอ

เทียบเคียงกับ กรณีของโรงพยาบาลพญาไท ๑ กับลูกแรกคลอดของท่านประธานเครือข่ายฯเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ทีมแพทย์ที่แยงสายสะดือนั้น รู้ทั้งรู้ว่าเด็กติดเชื้อในกระแสเลือด อาการออกชัด แล้วก็รู้ทั้งรู้ว่าต้องรักษาอย่างไรและต้องให้ทันท่วงที เรื่องก็จะจบง่าย ไม่เรื้อรัง

แต่ทีมแพทย์โดยหมอสุรพงศ์ อำพันวงศ์เป็น ผ.อ. ก็ยังเลือกที่จะโกหกและปล่อยเด็กออกไปโดยไม่รักษาและไม่บอกอะไร ด้วยความสามานที่ไม่ต้องการเสียเงินเสียค่าใช้จ่ายมารับผิดชอบ

เอาเทอะ ย้อนกลับมาที่ คุณหมอเดวิด ไทแนน และทีมแพทย์ งานลักษณะแบบนี้ หากทำไปแล้วเด็กเกิดตาย ผมอาสาโดดเข้าขวางเองหากใครก็ตามทางด้านญาติของเด็กจะฟ้องร้อง เพราะ

เรื่องแบบนี้จึงเป็นเหตุสุดวิสัยตามหน้าที่และโดยสำนึกแห่งวิชาชีพแพทย์ที่ต้องคำนึงถึงการรักษาชีวิตคนไข้อย่างสุดกำลัง มากกว่าจะมาชะงักและห่วงการถูกฟ้องร้อง เรื่องแบบนี้จะเป็นคดีไม่มีมูลที่ชอบธรรม 100%

ไม่ต้องเที่ยวไประดมหมอพรรคพวกราชวิทยาลัยมาแถลงโกหกศาลอย่างที่แพทยสภามักทำกันบ่อยๆเป็นอาจิณหรอก จริงไหมคุณหมอเฮงซวยบางคน???!!!!
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [20 ต.ค. 52 8:11] ( IP A:58.8.105.202 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   มอบให้พี่เอ
อีกฟากหนึ่งของความเศร้า
ยังคงมีรอยยิ้มอยู่
ทว่ากว่าจะถึงตรงนั้น
ไม่รู้ว่าอะไรรอเราอยู่ข้างหน้า
ไม่ใช่เพื่อวิ่งหนี
แต่เพื่อวิ่งตามความฝัน
เราออกเดินทางมาแล้ว
แต่ละวันแห่งฤดูร้อน
หากเราเพืยงมองเห็นอนาคต
จะไม่แม้ถอนหายใจ
เพื่อมุ่งไปข้างหน้าต่อไป
เหมือนเรือที่ต้านแรงคลื่น
หากแม้เมฆฝนหมดไป
ขณะที่เปียกชื้นยังคงความระยิบระยับ
ความมืดมัวได้สอนให้รู้จัก
ความกล้าและแรงของแสงสว่าง
ความเข้มแข็ง เพื่อก้าวเดินต่อไปข้างหน้า
"บันทึกน้ำตาหนึ่งลิตร"
แด่ผู้เสียสละ
โดย: อนาคตมีทางเลือกเสมอ [20 ต.ค. 52 12:12] ( IP A:112.142.130.217 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   ไม่รู้นะ... เพราะหมอเทพรักษาเอง.. ก็ไม่น่าจะมีใครมาฟ้อง เพราะเป็นพวกเครือข่าย ก็อย่างว่า แมลงวันมันไม่ตอมกันเองหรอก
โดย: หมอก้อนหิน [20 ต.ค. 52 16:17] ( IP A:124.157.147.166 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   คห.7
อยากจะบอกว่า คุณพูดปากเปล่าคุณก็พูดได้ แต่ถึงเวลาทำจริง จะทำหรือเปล่า.. ก็เท่านั้นแหละ
แล้วไอ้ที่บอกว่าจะมากระโดดขวางอ่ะ... หลายๆ เคสที่โดนฟ้อง.. บางเคสก็เป็นแบบที่คุณจะทำนั่นแหละ ไม่เห็นจะมาโดนขวาง HA อะไรเลย.. มีแต่ผสมโรงกับเครือข่ายด่าหมอ.. หมอเลว หมอชุ่ย..
ช่างเถอะ คนเรามันก็แค่นั้น
โดย: หมอก้อนหิน [20 ต.ค. 52 16:20] ( IP A:124.157.147.166 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   คห.5
ยังอยู่ดี ยังมีช่วงนึง มีคนถามถึงเลย..
พอกลับมา กลัวจะกลับนึกว่า ไม่น่าพูดถึงมันเล้ยยย 555
โดย: หมอก้อนหิน [20 ต.ค. 52 16:22] ( IP A:124.157.147.166 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   เออ ตลก คห 6 รักษาคนไข้เหมือนรักษาลูกเมยตัวเอง ไม่ทราบว่าช่างเสริมสวยอย่างหมอเคยโดนตัวคนไข้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เคยรู้จักคนไข้บัตรทองไม๊ รู้จักตาสีตาสาไม๊ เคยตรวจคนไข้คนเดียว วันนึง สองร้อยไม๊
...
แต่ถ้าตัดไข่ให้ลูกตัวเอง ทำนมให้เมียตัวเอง อันนี้เชื่อ
โดย: แหม พูดเหมือนเคยตรวจ [20 ต.ค. 52 21:07] ( IP A:125.26.109.205 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   ก็บอกแล้วว่า พูดน่ะ มันง่าย... แต่เวลาทำจริง มันก็คนละอย่าง
หลายๆ เคสที่เครือข่ายเอามาด่าน่ะ... หลายๆ เคส ก็เป็นเึคสที่เกิดจากความไม่พร้อมของทรัพยากร เครื่องมือ และบุคลากร แต่หมอเหล่านั้นทำทุกวิถีทางที่จะรักษาคนไข้ แต่เนื่องจากไม่ได้โชคดีเหมือนหมอร็อบ คาร์สัน ที่เสี่ยงรักษาแล้วคนไข้ดีขึ้น
หมอเหล่านั้น เสี่ยงรักษาแล้วคนไข้แย่ลง ก็เลยเจ็บตัว โดนสื่อต่อว่าว่าเป็นหมอชุ่ย หมอห่วย หมอเลว ทั้งๆ ที่ถ้าหากไม่ทำอะไร ส่งไปให้พ้นๆ ตัวก็ไม่ต้องมาเจ็บตัวอย่างนี้แล้ว
โดย: หมอก้อนหิน [20 ต.ค. 52 21:50] ( IP A:124.157.147.166 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   หึ หึ !!!!!!

คุณหมอก้อนหิน "ที่คาวรบ"

เอาไว้เจอกรณีแบบนี้ตรงๆกับตัวคุณหมอเอง แล้วคุณหมอยืนดู/ปล่อยให้คนไข้ตายไปต่อหน้าทั้งๆที่รู้ว่ามีกรณีตัวอย่างแบบนี้ที่ "หมอ" สามารถรักษาชีวิตคนไข้ไว้ได้อย่างสง่างามเช่นนี้

ถึงตอนนั้น เรามาดูว่า "อะไรจะเกิดขึ้น" กับตัวคุณหมอเอง แล้วตอนนั้นคุณหมอค่อยกลับมาให้ความเห็นที่นี่อีกทีนะ ยังไม่สายหรอก ว่าแต่

ขอแต่คุณหมอแค่แสดงตัวหน่อยเดียว บอกชื่อ/แซ่แท้จริงว่าอยู่ที่ไหน??

ซึ่งผมก็ "ไม่ทำอะไรคุณหมอร๊อก" แค่ "จะยืนดูเฉยๆ เท่านั้นเอง!!!!!"
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [21 ต.ค. 52 8:25] ( IP A:58.8.107.120 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
   คห.14
ก็แล้วแต่จะคิดนะ...
มีกรณีนึง.. โดนอะไรสักอย่างบาดคอ เลือดพุ่งจู๊ดๆ..
กรูอุตส่าห์เสี่ยงเอามือกดไว้ จนรถพยาบาลมาถึง
ต่อมา แผลติดเชื้อ มันก็ยังมาโทษกรู???
หารู้ไม่ว่า ถ้าหากไม่กดไว้ แมร่งตายไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้่ว ไม่มีชีวิตมาเลยด่าตรูอย่างนี้หรอก
โดย: หมอก้อนหิน [21 ต.ค. 52 13:00] ( IP A:124.157.147.166 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
   คห.14
คุณจะยืนดูเฉยๆ ก็แล้วแต่คุณ ผมก็ไม่ค่อยจะเต็มใจให้คุณช่วยเหลือสักเท่าไรหรอก
โดย: หมอก้อนหิน [21 ต.ค. 52 13:02] ( IP A:124.157.147.166 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
   คห.14
กรณีตัวอย่างที่สง่างาม เกิดจากทำแล้วได้ผลดี
แต่ในทางกลับกัน ถ้าหากทำแล้วคนไข้ตาย .. ก็ไม่รู้ว่าจาก "หมอที่สง่างาม" จะกลายเป็น "หมาข้างถนน" หรือเปล่า
แต่ที่เมืองนอก อาจจะไม่ใช่ก็ได้ เพราะคนของเค้ารู้จักคิด มากกว่าคนไทย
ตั้งแต่มีไอ้ที่จ่าย 200,000 บาท โดยไม่ต้องสืบสวน อัตราการฟ้องร้องก็มากขึ้น เพราะอะไร???... เพราะว่าสร้างมาตรฐานว่า ใครโวยก็ได้ตังค์ ใครไม่โวยก็อด
โดย: หมอก้อนหิน [21 ต.ค. 52 13:08] ( IP A:124.157.147.166 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
    คห.14
ก็แล้วแต่จะคิดนะ...
มีกรณีนึง.. โดนอะไรสักอย่างบาดคอ เลือดพุ่งจู๊ดๆ..
กรูอุตส่าห์เสี่ยงเอามือกดไว้ จนรถพยาบาลมาถึง
ต่อมา แผลติดเชื้อ มันก็ยังมาโทษกรู???
หารู้ไม่ว่า ถ้าหากไม่กดไว้ แมร่งตายไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้่ว ไม่มีชีวิตมาเลยด่าตรูอย่างนี้หรอก
โดย: หมอก้อนหิน [21 ต.ค. 52 13:00> ( IP A:124.157.147.166 X: )

ข้อความข้างบนโกหก จับได้แน่นอน
เพราะว่าแผลแถวคอนั้น เลือดมาเลี้ยงดีมาก ไม่มีทางที่จะติดเชื้อแบบที่ว่า เพียงแค่เอามือกดหรือโดนอะไรบาดมา
เวลาทำแผลเขาล้าง ถ้าเนื้อเน่า สกปรกติดขี้ดินก็ต้องตัดออกก่อนเย็บ
โดย: มั่ว จับได้ [21 ต.ค. 52 15:40] ( IP A:58.8.209.147 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
   คห.18
ไม่รู้นะ .. แต่โดนด่า นี่ของจริง
โดย: หมอก้อนหิน [21 ต.ค. 52 16:31] ( IP A:124.157.147.166 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
   ใครมาพูดเกี่ยวกับอะไรทางการแพทย์ว่า "ไม่มีืทาง" "แน่นอน" "100%"
น้อยมากที่จะเป็นฝ่ายถูก
โดย: 000 [21 ต.ค. 52 18:46] ( IP A:202.28.183.10 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
   คนที่มักจะพูดว่า "แน่นอน" "100%" นี่ล่ะ.. เหมือนลืมคำว่า
"ไม่มีอะไร 100% ใน medicine"
สิ่งที่คิดว่าถูกในปัจจุบัน อาจจะเป็นสิ่งที่ผิดในอนาคต
สิ่งที่ผิดในปัจจุบัน อาจจะเป็นสิ่งที่ถูกในอนาคต
ไม่มีใครทราบได้
โดย: 111 [21 ต.ค. 52 19:48] ( IP A:114.128.16.252 X: )
ความคิดเห็นที่ 22
   อ่านกระทู้แล้วเศร้านะ
นี่ดีนะ ญาติพี่น้องเขารักกันช่วยหาความเป็นธรรมให้กันเพี๊ยบ ณ. เวลานั้นการขอย้ายโรงพยาบาลไม่เป็นผลเมื่อหมอไม่ส่งตัวให้
ก็ไม่สมควรรอ ไปเองได้ให้รีบไป ไปโรงพยาบาลที่ว่าดีที่สุดสำหรับ
เราตอนนั้น ดีที่สุดนั้นก็คือ โรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงด้านรักษาคนไข้ได้เก่งและรอดจากประสบการณ์ที่เคยได้ยินมา เรียกว่า เสี่ยงไปอีกครั้ง
รอด คือ รอด ถ้าตายก็ถือว่า อาการเราเองมันถึงที่สุดแล้วที่หมอเขาจะช่วยไว้ไม่ได้
การขอย้ายโรงพยาบาลมันเป็นสิทธิ์ของคนป่วยที่จะขอย้ายออก อาจจะเนื่องจากหลายสาเหตุ แต่ถ้าสาเหตุของตัวเอง ก็คงเพราะกลัวตายสุดฤทธิ์ ชนิดที่ว่า ไม่อยู่แล้วกรู ถ้าจะตายขอไปตายในวิธีอื่นดีกว่า
เช่นไม่ใช่อาเจียนเป็นเลือดตายเตียงนี้ อย่างน้อยไปตายที่อื่นยังได้รู้สาเหตุการตาย ไม่ใช่แค่เป็นผู้ติดเชื้อแล้วเพราะสยาธิสภาพของโรคตัวเองจึงต้องตาย จากการลงความเห็นของแพทย์ ณ วินาทีนั้นอะไรก็ฉุดไม่อยู่แล้ว ต้องออกไปให้เร็วที่สุด ถ้ารถ 1669 มารับไม่ได้ก็จะต้องให้รถเพื่อนบ้านที่พาแม่ไปหาไปส่งอยู่ดี การเอาชีวิตรอดไม่ใช่เรื่องผิด
เพราะมันเป็นชีวิตของเรา เรารู้ดีว่าเราถูกกระทำแบบตั้งใจหรือแบบละทิ้ง ความรู้สึกมันบอกได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นกรณีอย่างศพน้องที่เสียชีวิตคนนี้ก็เหมือนกัน เพราะญาติเกรงใจหมอ ต้องให้หมอส่งตัวถึงจะย้ายออกได้ แต่ถ้าเป็นคนดื้อดึงอีกนิด ไม่รอหมอส่งตัว ขอย้ายออกเองมันจะเซ็นต์ไม่เซ็นต์ช่างมันในเมื่อเราจะไปแล้ว เพราะเรามั่นใจว่าอาการเด็กไม่ไหวแล้ว และอยู่ไปก็ไม่ทำอะไรให้ก็คงเพราะนอนรอดูอาการเหมือนคำแก้ตัวหมอทั่วไปเมื่อเกิดเรื่อง ประมาณนั้น
และค่าใช้จ่ายจะเพิ่มมากขึ้นก็ต้องยอมเพราะนั่นคือ ความเป็น ความตาย ถ้ารอดเราก็หาเงินมาใช้หนี้ โรงพยาบาลได้ มันไม่มีอะไรแก้ไข หรือประนีประนอมกันไม่ได้หรอกในโลกนี้ นี่เป็นความเห็นส่วนตัวญาติ
อาจจะคิดไปอีกอย่าง ทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะตามมา ทั้งความกลัวว่าย้ายไปเองแล้วเสียชีวิตกลางทางจะไม่มีใครรับผิดชอบเรื่องนี้ หรือ ฯลฯ เราก็ไม่สามารถคิดแทนพวกเขาได้ รู้แต่ว่า ถ้าเจอกรณีแบบนี้เราเองต้องออกตัวให้เร็วกว่า ความเห็นแพทย์ในตอนนั้น เพราะเห็นอย่างนี้มาหลายรายแล้ว ที่รอหมอส่งตัวแล้วไม่ส่งสักที สุดท้าย ก็ตาย ฟ้องอะไรก็ไม่ได้ เพราะไม่มีปัญญาฟ้องหมอ และไม่รู้จะเริ่มฟ้องอย่างไร
ก็กลายเป็นว่า ตายฟรี แต่กรณีดื้อด้านไม่รอหมอพยายามย้ายเอง ส่วนมากรอดตายหวุดหวิดทุกทีเหมือนกัน ยกตัวอย่างไส้ติ่ง พอย้ายไปอีก โรงพยาบาลรอดเพราะว่า มันเกือบแตกมาแล้วจากโรงพยาบาลเดิม ถ้ายังขืนอยู่โรงพยาบาลเดิมก็ตายไปแล้วเพราะไส้ติ่งแตก กรณีนี้มีเยอะที่ลำพูน


หมอต่างประเทศที่รักษาเด็กด้วยเครื่องมือ ที่ว่าสว่านที่มีใช้ในบ้าน
แทนอุปกรณ์การรักษาที่ในโรงพยาบาลไม่มีในตอนนั้น นั่นหมายถึงความเป็นหมอ เลือกที่จะรักษาเพราะว่าอยากให้เด็กรอด แม้ผลที่ออกมาอาจไม่ดีอย่างข่าว เขาก็ทำหน้าที่หมอได้สมบูรณ์แบบ...
แต่หมอไทย (บางคน) เครื่องมือเต็มโรงพยาบาลบุคลากรก็เพี๊ยบ
หมอพูดเอง ว่าหมอไม่ทำ พยาบาลก็ทำได้ แต่ก็ไม่มีใครเลือกที่จะทำให้คนไข้รอด มีแต่ข้ออ้างว่ารอดูอาการ รอดูอาการ ....ตอนนี้ก็อาการก็ออกมาชัดเจนว่า อาการนี้หมอโดนฟ้อง ....


ขอบคุณความเห็นที่ 8 ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ
ชีวิตเราเกิดมาโอกาสไม่เท่ากัน
เพราะฉะนั้น ไม่ควรแปลกใจว่า ความยุติธรรมเราจะได้มาเท่ากัน
หรือเปล่า.....
เดินหน้ามาแล้ว จะให้ถอยไป มีประโยชน์อะไร
จะสู้ จะถอย ก็มีคำตอบรออยู่แล้ว และถ้าสู้มาถึงขนาดนี้
เป็นคุณ คุณจะถอยหรือไง ?

ขอบคุณมิตรภาพดีดี ....
โดย: จีเอ็น [23 ต.ค. 52 10:50] ( IP A:114.128.182.111 X: )
ความคิดเห็นที่ 23
   สถานการณ์คนไข้ไทย บัตรทองตอนนี้
มีคติประจำตัวว่า
ท่านต้องมีความไวในการโทรเรียก 1669
เมื่อโทรติดท่านมีโอกาสรอดไปกว่าครึ่ง
ที่เหลือไปวัดดวงที่โรงพยาบาลใหม่ .....5 5 5 +
โดย: จีเอ็น+ [23 ต.ค. 52 13:28] ( IP A:114.128.182.111 X: )
ความคิดเห็นที่ 24
   ...ความที่คนเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงสิ่งเดียว ที่ไม่แต่เพียงมีระบบประสาทการรับรู้ที่มากที่สุดแล้ว ยังมีความสลับซับซ้อนที่มากที่สุดอีกด้วย เมื่อมีสิ่งที่กระทบต่อ ตา หู จมูก ลิ้น กาย จิตใจ จึง
เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่แต่ละคนแต่ละท่านจะมีการรับรู้ ประมวลผล แปรผล และตอบสนองต่อสิ่งที่กระทบแตกต่างกัน บางทีถึงขนาด..."ท้องฟ้า กับ ก้นเหว(หรืออาจถึง ก้นมหาสมุทร เลยก็ได้)...
โดย: pimsen/policemajor@hotmail.com [23 ต.ค. 52 14:09] ( IP A:58.10.128.220 X: )
ความคิดเห็นที่ 25
   ขอโทษ ท่าน จขคห ที่ 24 หน่อยครับ

อยากแตะเบรคสำหรับการแสดงความเห็นของท่านว่า

หากที่ผมเดาถูกว่าท่านเป็นหมอสีกากี ซึ่งก็คือ ท่านก็ยัง "เป็นหมอ" อยู่ดี

แล้วท่านก็แวะเวียนเข้ามา พยาย้ามพยายามเหลือเกิน ที่จะตอกย้ำแนวคิดของท่านว่า สังคมมีความสลับซับซ้อน และผู้คนในสังคม (คงจะเน้นที่คนแถวๆนี้เป็นหลัก เพราะท่านปรากฏตัวที่นี่บ่อยเหลือเกิน) ก็ต้องเข้าใจและยอมรับความสลับซับซ้อนเหล่านั้นด้วย)

จากภาพรวมที่ผมสรุปจาก "กรรมหรือการกระทำ" ของท่าน ก็ขอสรุปว่า ท่านคงจะพยายาม "คล้ายๆหาแนวร่วมความคิด" หรือ "ล้างสมอง" ผู้คนแถวนี้ให้เห็นคล้อยตามท่าน

แล้วก็ ดูเหมือนท่านจะพยายามจูงความคิดผู้คนให้เดินตามแนวคิด "ยอมรับสภาพความซับซ้อน" ทางสังคมของอาจารย์ประเวศ วะสี มากซะจริงๆ

ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าท่านอาจมีเจตนาแฝงหรือ "วาระซ่อนเร้น" อื่นๆอยู่ด้วยกับการปรากฏตัวในที่ชุมนุมนี้หรือไม่?????

แต่ผมขอเดาว่า ท่านพยายาม "ปั่น" ความคิดคน กลุ่มที่ "ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางและไม่ใช่ผู้เสียหายทางการแพทย์" ได้เข้าใจว่าท่านก็เป็นหนึ่งในหมอที่เป็นกลางซึ่งเข้สมาป้วนเปี้ยนแถวนี้ แล้วถือโอกาสแบ่งปันแง่คิดที่จะเบี่ยงความสนใจและทำให้คนลืมๆพฤติการณ์ "ชั่วๆเลวๆ บัดซบๆ" ของหมอชั้นผู้ใหญ่หลายๆที่ผ่านๆมาซึ่งผู้เสียหายได้ประสบด้วยต้นเอง โดยเฉพาะแพทย์สภาและในส.ธ.อีกหลายๆคน ทั้งนี้ ก็ขอหมายเหตุว่า

เพราะผมสังเกตว่า ท่านไม่แตะและไม่ตอบปุจฉาที่ผมตั้งขึ้นเอากับท่านตรงๆใน เรื่องพฤติการณ์ของทั้งแพทยสภาที่ทุจริต และ เรื่องพฤติการณ์ของท่านอดีต ผบ.ตร. ที่มีภรรยาเป็นหมอ ซึ่งออกหนังสือเวียนไปถึงสถานีตำรวจทั่วประเทศให้งดรับแจ้งความกรณีมีคนไข้ฟ้องหมอ ซึ่งเข้าลักษณะคำสั่งทางการปกครองที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญชัดเจน ทั้งขัดต่อความชอบธรรมของมวลชนในลักษณะที่เอื้อให้อาชีพหมอถูกปัดเป่าหรือได้เปรียบในการต่อสู้ทางคดีเหนือกว่าประชาชนคนธรรมดาทั่วไป

จากที่ผมกล่าวมานี้ ซ.ต.พ. ของผมสำหรับท่านก็คือ ท่านมีเจตนาแฝงอื่นในทางลบซึ่งไม่เปิดเผยและคงมีเจตนาที่จะเบี่ยงประเด็นสนใจของสาธารณชน มากกว่าที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นบนความเป็นจริง

ขอล้างสมองท่านคืนอีกครั้ง หากท่านจะเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่สามารถเข้าใจการสื่อสารทางภาษาไทยพื้นๆนี้ได้ว่า

ในทางธรรมแล้ว ปัญหาทุกอย่างนั้น "แก้ได้หมดอย่างสงบสันติ" หากเราทุกๆจะยอมรับและมองเห็นความจริงของปัญหาอย่างครบถ้วนรอบด้านก้อน

ซึ่งผมขอฟันธงว่า พฤติการณ์ของท่านที่ผ่านมา "แกล้งมองไม่เห็นและไม่ได้แสดงว่ายอมรับความจริงอย่างครบถ้วน" เลย
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [26 ต.ค. 52 8:51] ( IP A:58.8.108.33 X: )
ความคิดเห็นที่ 26
   ...ต้องขอขอบคุณที่ให้คำแนะนำ ติชม...แต่ละคนแต่ละท่านต่างก็มีสิ่งที่จะต้องคิด ต้องพูด ต้องทำ แตกต่างกันออกไป...ซึ่งก็ไม่เว้นแม้กระทั่งตัวผมด้วยเหมือนกัน...เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดาของโลก ของสิ่งมีชีวิต(และอาจหมายรวมถึงสิ่งไม่มีชีวิตด้วยก็ได้???)...
...อย่างน้อยที่เรายังเจ็บ แปลว่าเรายังหายใจ...(เพลงนี้เพราะมากๆ)...วงจรชีวิตของคนไม่ได้ยืนยาวมากนัก คิดดี พูดดี ทำดี ซึ่งกันและกัน ต่อกันและกัน จะไม่ดีกว่าหรือ...
...ผมเคยย้ำ หลักการ สี่ ข้อ...ซึ่งสำคัญมากๆสำหรับ"คน".....คือ...
......หนึ่ง.หลักกาลามสูตร คือ เป็นหลักที่สำคัญที่สุดเบื้องต้นที่ทุกคนทุกท่าน"ต้องมี" อะไรควรเชื่อ อะไรไม่ควรเชื่อ เพราะถ้าใครก็ตามเข้าใจว่า"นั่นคือความจริง"(ทั้งๆที่ไม่ใช่ความจริง) ก็เท่ากับว่า...ข้อมูลขั้นต้นเป็นเท็จ ทุกอย่างก็จะผิดหมด ไม่ได้ประโยชน์อันใด และอาจเป็นโทษด้วย
......สอง.หลักความจริง เพื่อเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ความจริงวันนี้ พรุ่งนี้อาจเป็นความเท็จแล้วก็ได้
......สาม.หลักสติปัญญา เพื่อให้สิ่งที่แต่ละคนแต่ละท่านคิด พูด ทำ(อาจหมายถึงปฏิกิริยาตอบกลับ???) เหมาะสม มีขอบเขต
......สี่.หลักศีลธรรม ซึ่งเป็นหลักสูงสุด เพื่อให้ปฏิกิริยาตอบกลับของแต่ละคนแต่ละท่านเป็นการเบียดเบียน รังแก ทำร้าย ทำลายสิ่งต่างๆให้น้อยที่สุด
...นั่นคือ ความหวังอันสูงสุดที่ผมมี แต่ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ เพราะสิ่งที่เรียกว่า..."คน"...
...กับประโยคที่ว่า...ในทางธรรมแล้ว ปัญหาทุกอย่างนั้นแก้ได้หมดอย่างสงบและสันติ...หากใช้หลักกาลามสูตรซึ่งเป็นหลักเบื้องต้น...เป็น"ความจริง"แน่นอนหรือเปล่า???...อนิจจัง คือ อะไร...จะกลายเป็นว่า...เป็นการขัด หรือ แย้ง กันเอง...เพราะขนาดสิ่งที่เป็นกฎ เป็นกติกา เป็นที่ยอมรับร่วมกันมาเป็นพันๆปี ยังไม่ค่อยจะเหมือนกัน ยังมีความแตกต่างกัน คือ ศาสนา...ยังมีมากมาย...หรือศาสนาเดียวกัน ยังแยกเป็นนิกายอีกมากมาย...
...พยายามที่จะหลีกเลี่ยงไม่"วิวาทะ"...
...หนึ่ง."แพทยสภาที่ทุจริต" หลายคนในแพทยสภาเป็นอาจารย์ เป็นพี่ เป็นเพื่อน เป็นน้อง ของผม ความจริงคือ..."แพทย์ก็เป็นคน"...ผมย้ำเสมอว่า...หากใครก็ตามไม่สามารถเป็น"คนดี"ได้ ขอความกรุณาได้โปรดคงสถานะของตัวท่านเองเป็นแค่เพียง..."ประชาชนคนไทยธรรมดาสามัญ"...ได้ไหม คงไม่ต้องให้ผมอธิบายต่อนะครับว่า...คนดี คือ อะไร...เพราะอธิบายไว้บ่อยครั้งแล้ว
...สอง."หนังสือเวียนของ ตร."...ผมยังไม่ได้ข้อมูลที่ละเอียดและหรือหากใครจะส่ง"หนังสือเวียนที่เป็นความจริง"ให้ผมเพื่อประกอบการศึกษาและเป็นความรู้ ก็จักเป็นพระคุณ...เท่าทีผมรู้ คือ ไม่ได้ห้ามและหรือปฏิเสธการรับแจ้งความ เพียงแต่ว่า..."ให้รอความเห็นของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือได้ข้อมูลที่ชัดเจน จึงดำเนินการกับแพทย์"...ทุกอย่างในโลกนี้มีสองด้านเสมอ...ด้านมืด กับ ด้านสว่าง...ด้านดีมาก กับ ด้านดีน้อย...
...ผมย้ำว่า...หากความ"ผูกผัน"ระหว่างแพทย์ กับ คนไข้ เป็นปัญหา ผลเสียจะเกิดขึ้นกับ"ประชาชนคนไทย"ทุกคนก่อน...ผมไม่อยากให้"ความผูกผัน" เป็นแค่เพียง "ความรู้สึก"...
...ยกตัวอย่าง...หากความผูกผันลดน้อยลงไป อีกหน่อย ประชาชนคนไทยที่ตั้งท้อง หากใกล้คลอดคงต้องย้ายไปอยู่ที่ที่มีโรงพยาบาลระดับ 30 เตียงขึ้นไป...เพราะไม่มีใครรู้ได้ว่า...หญิงท้แงแก่คนนี้ จะคลอดปกติได้หรือ เพื่อป้องกัน"ปัญหา" ก็จะแนะนำส่งต่อไปยังสถานพยาบาลที่พร้อมสำหรับ"การผ่าท้องคลอด"...เพียงแต่ว่า ผมก็หวังว่า สถานการณ์เช่นนั้นไม่ควรจะมาถึง...
...ช่วยกันลดปัญหา ช่วยกันเพิ่มรอยยิ้ม ให้แก่กันและกัน ไม่ดีกว่าหรือ...
...ใจเรา เรายังไม่อยากให้ใครมาทำร้าย แล้วทำไม เราถึงจะต้องไปทำร้ายใจคนอื่นด้วย...
โดย: pimsen/policemajor@hotmail.com [26 ต.ค. 52 12:38] ( IP A:58.10.128.167 X: )
ความคิดเห็นที่ 27
   ถ้าเมียคุณจะคลอด คุณจะยอมให้อยู่โรงฆ่าสัตว์ มีแต่หมอจบใหม่ ไม่เคยทำคลอดมาก่อน เกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาก็รับมือไม่ได้ ต้องปล่อยให้ตายแล้วมาอ้างโน่นอ้างนี่ หรือเปล่า
โดย: พูดมาได้ [26 ต.ค. 52 20:29] ( IP A:61.90.10.191 X: )
ความคิดเห็นที่ 28
   ยอมเพราะ หมอตำแย ตำรวจกะแทกซี่ ก็ทำคลอดได้ หมอจบไหม่ ทำไมจะทำคลอดไม่ได้ ตอนเรียน ปีสี่ได้ทำคลอดปกติ สิบเคส ปีห้าทำคลอดปกติเจ็ดเคส คลอดผิดปกติสามเคส ปีหกทำคลดผิดปกติเจ็ดเคส ผ่าคลอดสามเคส ปีเจ็ด(intern)นับไม่ถ้วน
โดย: แพทย์จบไหม่ก็น่าจะเก่งกว่าแทกซี่ [27 ต.ค. 52 6:42] ( IP A:125.26.106.77 X: )
ความคิดเห็นที่ 29
   แล้วไอ้ที่ตายๆ กัน เป็นเพราะอะไร ยังไงโรงพยาบาลใหญ่ๆ ก็ต้องเก่งกว่า ดีกว่า คุณยอมก็ยอมไปคนเดียว แต่คนที่ผมรู้จักไม่มีใครยอม
โดย: แพทย์เก่งๆกับแพทย์จบใหม่เลือกง่ายไม่เห็นต้องถาม [27 ต.ค. 52 6:50] ( IP A:58.8.85.110 X: )
ความคิดเห็นที่ 30
   รพ ผมอยู่ เป็น รพ อำเภอเล็กๆ นอกจากผมที่จบนานแล้ว ก็ได้น้องไหม่วนมาทุกปีๆ เปลี่ยนหน้าตลอด ก็เห็นชาวบ้านทั้งอำเภอรวมทั้งอำเภอข้างๆเค้าก็ยอมนะ

คนไข้งี้แน่นทุกวัน วันละ 200 ตลอด

ผมไปผ่าฟันคุดก็ให้น้องหมอฟันที่อยู่ด้วย จบไหม่สดๆได้ 2 เดือนผ่าให้นะ ไม่เห็นต้องคิดมากเลย น้องเค้าก็ทำดีนะ
โดย: ตัวผมเองก็เข้าแต่ รพ รัฐ [27 ต.ค. 52 8:24] ( IP A:125.26.106.80 X: )
ความคิดเห็นที่ 31
   รอให้เกิดกับตัวเองก่อน คงจะเข้าใจโลกมากขึ้น
โดย: 000 [27 ต.ค. 52 18:52] ( IP A:58.8.87.108 X: )
ความคิดเห็นที่ 32
   ถ้าเครือข่ายไม่ยอมรักษากับแพทย์จบใหม่ แล้วใครน้อจะยอมให้แพทยืที่ยังไม่จบ นักศึกษาปีสี่ปีห้าจะได้ทำคลอดไหมน้อ ปีหกจะได้ผ่าคลอดไหม แล้วมันจะมีแพทย์เก่าไหมถเาไม่มีแพทย์ไหม่
โดย: สงสัย [28 ต.ค. 52 6:34] ( IP A:125.26.107.66 X: )
ความคิดเห็นที่ 33
   นั่นน่ะซี!!!!

คงไม่มีใครยอมให้แพทย์จบใหม่ๆรักษา ก็แพทย์จบเก่าก็ดันโกหก ดันตอแหลกันได้เป็นล่ำเป็นสันอย่างหน้าตาเฉย ตั้งแต่นายกฯแพทยสภาลงไป ไม่เว้นแม้อดีต ผ.อ. โรงพยาบาลผู้ยิ่งใหญ่ย่านถนนศรีอยุธยา ก็ยังโกหกได้หน้าตาเฉย

แล้วหยั่งงี้ แพทย์จบใหม่ก็ย่อมได้รับอนิสงค์แห่งความระแวงแคลงใจไปเต็มๆอยู่แล้ว

ยกเว้นบางคนที่ "เซ่ออย่างเหลือขอ" ซึ่งนั่นก็เป็นเวรกรรมของสัตว์โลกบางจำพวกเท่านั้นเอง เฮ้อ
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [28 ต.ค. 52 8:14] ( IP A:58.8.109.121 X: )
ความคิดเห็นที่ 34
   ...กัมมุนา วัตตี โลโก...สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม...
...ผมมีความประทับใจใน Motto หรือ คำขวัญของสถานศึกษาของรัฐ สาม แห่ง...
...หนึ่ง...."จงรักษาความดี เหมือนเกลือรักษาความเค็ม"...
...สอง...."สมรรถภาพในการปรับตัวคือความสำเร็จในชีวิต"...
...สาม...."ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี"...
...สถานศึกษาที่สองได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่เด็กนักเรียนส่วนมากน่าจะอยากเข้าเรียนมากที่สุดของประเทศไทยในขณะนี้...
...สถานศึกษาที่สามได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่เด็กนักเรียนส่วนมากน่าจะอยากเข้าเรียนมากที่สุดของประเทศไทยในขณะนี้...
...ส่วนสถานศึกษาที่หนึ่งก็อยากจะบอกเหมือนกัน แต่เดี๋ยวรู้ความเป็นส่วนตัวของผมหมด...
...ผมย้ำเสมอว่า...หากสังคมใดอยู่ร่วมกัน ผูกผันกัน เชื่อมโยงกันด้วยเฉพาะกฎ กติกา โดยขาดซึ่ง"ความเป็นมนุษย์" ความหายนะย่อมต้องมาเยือนสังคมนั้นอย่างแน่นอน...
...ผมขอถือโอกาสนี้นำเสนอ..."การรักษาพยาบาลไม่ใช่การให้การบริการ"...และ..."ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะใช้กฎหมาย"คุ้มครองผู้บริโภค"มาบังคับใช้กับ"การรักษาพยาบาล"...
...ย้ำ...การรักษาพยาบาลไม่ใช่การให้การบริการ...และ...ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะใช้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคมาบังคับใช้กับการรักษาพยาบาล...
...แน่นอน ผมก็คงต้องมีเหตุมีผลประกอบความคิด คำพูด การกระทำ...แต่เมื่อประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(ซึ่งเป็นจุดยืนของผมเช่นกัน) เป็นสิ่งที่ผมเองก็ต้องยอมรับ...
...แต่อยากให้จำไว้ด้วยว่า...ความถูกต้อง มีความแตกต่างกับ ความถูกใจ...เสียงส่วนมากและหรือเสียงส่วนใหญ่ อาจเป็นความถูกใจ หาใช่ความถูกต้องไม่...
โดย: pimsen/policemajor@hotmail.com [28 ต.ค. 52 13:40] ( IP A:58.10.128.152 X: )
ความคิดเห็นที่ 35
   @@@@@@@@@@@@

...กัมมุนา วัตตี โลโก...สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม...

เป็นธรรมที่ทรงกล่าวชอบแล้วโดยองค์พระสัมมาสัมพุทธะ

กรรมดี ที่เป็นบุญ คนที่ทำไปย่อมสั่งสมเป็นบารมีในชาตินี้และชาติถัดๆไป

กรรมชั่ว ที่เป็นบาป คนที่ทำไปย่อมสั่งสมเป็นอาสวะในชาตินี้และชาติถัดไป เช่นกัน

การทำบุญเพื่อล้างบาปนั้น ไม่มี

คนเราทำทั้งบุญและบาป ทั้งที่เจตนาและไม่เจตนาก็ตาม ต้องรับไปทั้งสองอย่าง ไม่มีข้อยกเว้น

การรักษาพยาบาลอย่างที่องค์สมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จย่าทรงเสียสละพระราชทานให้พสกนิกรโดยสำนึกและโดยหน้าที่และโดยความใส่พระราชหฤทัยเพื่อเมตตาธรรม นั่นคือใช่ คือการรักษาพยาบาล

ทำนองเดียวกัน หมอในหน่วยงานสาธารณสุข (เฉพาะของรัฐ) เมื่อทำตามหน้าที่อย่างถูกต้องครบถ้วนตามหน้าที่และจริยธรรมแห่งวิชาชีพ
นั่นก็คือ ท่านเหล่านั้นกำลังประกอบบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ เป็นทานบารมีแก่ตัวท่านเองต่อๆไปเฉกเช่นเดียวกัน

แต่หมอที่อยู่หน่วยงานสาธารณสุขภาคเอกชน หรือหมอที่พาคนไข้ที่รู้จักจากงานของตนเองภาครัฐไปใช้บริการของหน่วยภาคเอกชนด้วยเจตนาเพื่อการหาประโยชน์เชิงพานิชย์ส่วนตัว นั่นจึงเป็นบริการทางการแพทย์โดยเนื้อแท้ ไม่ใช่การรักษาพยาบาล เพราะมีผลประโยชน์เชิงพานิชย์ต่างตอบแทน

ขอตั้งข้อสังเกตว่า การพยายามแยกบริการทางการแพทย์ออกจากการครอบคลุมของ พ.ร. บ. คุ้มครองผู้บริโภคนั้น เป็นการเคลื่อนไหวรวมทั้งแสดงตัวออกเสียงของแพทยสภาซึ่งส่วนใหญ่กรรมการแต่ละคนต่างมีผลประโยชน์ทั้งโดยตรงและแอบแฝงอยู่ในหน่วยบริการสาธารณสุขภาคเอกชนทั้งสิ้น แต่การเคลื่อนไหวที่ว่ากลับ "ชูธง" เอาการรักษาพยาบาลในภาครัฐขึ้นหน้า และผมมองว่าคนที่ออกหน้ามาเรียกร้องล้วนมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับโรงพยาบาลเอกชนและ/หรือกรณีทุจริตขนาดใหญ่ใน ส.ธ.

ซึ่งนี่จึงเป็นความซับซ้อนทางสังคมที่เรา "ตระหนักและเห็นแจ้งได้โดยง่ายและอย่างมีสามัญสำนึก" เพียงแต่เราได้หยุดคิด/ไตร่ตรอง/ตรวจสอบให้ถี่ถ้วนเท่านั้นครับ แค่นั้นจริงๆ!!!!!!! เฮ้อ
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [29 ต.ค. 52 9:36] ( IP A:58.8.108.251 X: )
ความคิดเห็นที่ 36
   แง่มุมความจริงเปรียบเทียบอีกข้อหนึ่ง

ในประเด็นของการพยายามแยกการรักษาพยาบาลออกจากคำว่า "บริการ"

กรณีตัวอย่างคือ ของท่าน ฟฟ ซึ่งท่านเป็นเจ้าของสถานบริการทางการแพทย์ด้านเสริมความงาม และตัวท่านเองก็เป็นแพทย์และมีอดีต เป็นถึงผ.อ. โรงพยาบาลภาครัฐอยู่ด้วย

ตัวท่านไม่เห็นออกมาเรียกร้องหรือแสดงความเห็นคัดค้านการรวมเอากิจกรรมทางการแพทย์เป็นส่วนหนึ่งของ "การบริการผู้บริโภค" ทั้งๆที่ท่านก็เป็นหมอและเป็นผู้เสียประโยชน์โดยตรงจากประเด็นนี้

ที่กลับตรงกันข้าม ท่าน ฟฟ สวนทางโดยโดดเข้าช่วยผู้เสียหายทางการแพทย์ในการต่อสู้ทางคดีกับโรงพยาบาลคู่กรณี และมากจนกระทั่งถึงกับให้การเป็นพยานฝ่ายผู้เสียหายด้วยตนเอง

ถ้าจะถามว่า ท่าน ฟฟ เคยมีเรื่องร้องเรียน/มีเรื่องราวกับคนไข้ของตนเองไหม?

ก็ต้องตอบว่ามี แต่ท่านก็รับผิดชอบชดใช้ให้จนเป็นที่พอใจของคนไข้และจบลงได้เรียบร้อย ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่มีเรื่องค้างคาอยู่เป็นดินพอกหางหมูเหมือนอย่างของแพทยสภาและ ส.ธ.

ทั้งนี้ผมก็ขอสำทับประโยคเดิมอีกครั้งว่า

ในทางธรรมนั้น ปัญหาทุกอย่างแก้ได้หมด หากเราจะมองเห็นและยอมรับความจริงของปัญหานั้นอย่างถี่ถ้วนรอบด้านก่อน

และนี่เป็นนิจจัง
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [29 ต.ค. 52 11:24] ( IP A:58.8.108.251 X: )
ความคิดเห็นที่ 37
   *******************************

อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นแรงผลักดันหลัก (ในความเห็นของผม) เพื่อต่อต้าน
การรวมเอาบริการทางการแพทย์อยู่ในข่ายการพิจารณาของ พ.ร.บ.
ป.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคก็คือ

หลักการลงโทษใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ซึ่ง "ให้ปรับลงโทษจำเลยได้เป็นมูลค่า ๕ เท่าของมูลค่าความเสียหาย" นี่จึงเป็นปมที่สร้างความหวาดหวั่นให้แก่บรรดาเจ้าของโรงพยาบาลเอกชนในเครือเมดิคอลฮับ ซึ่งก็เป็นกรรมการแพทยสภาหรือมีตำแหน่งหน้าที่อยู่ในแพทยสภาหรือ ส.ธ. แทบทั้งนั้น

เพราะอัตราค่าบริการซึ่งโรงพยาบาลเอกชนเรียกเก็บแบบสูงลิบลิ่ว และไม่มีเกณฑ์มาตรฐานในการคิดค่าบริการ จึงเป็นประเด็นที่นักลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาลนี้ "กลัวที่จะต้องจ่ายเงินก้อนขนาดนี้กันนักหนา"

การที่กลุ่มหมอที่แสดงตัวออกมาต่อต้านในประเด็นนี้โดยยกเอาการรักษาพยาบาลใน ร.พ. รัฐ "บังหน้า" นั้น เป็นแค่เล่ห์เหลี่ยมข้ออ้างเท่านั้น เพราะหากหมอทางภาครัฐถูกฟ้องร้องนั้น ก็มี พ.ร.บ. การรับผิดของ จ.น.ท. คุ้มครองอยู่แล้ว และมีหลักการในกฎหมายฉบับนี้ให้รัฐโดย ส.ธ. เป็นผู้รับผิดชอบเพียงผู้เดียวในการจ่ายค่าเสียหาย และมีขั้นตอนปฏิบัติที่จำกัดวงเงินชดเชยความเสียหายอยู่แล้ว ทั้งนี้ในอีกด้านหนึ่ง เครือข่ายฯนี้ก้กำลังผลักดัน พ.ร.บ. คุ้มครองผู้เสียหายทางการแพทย์ออกมาใช้บังคับอีกฉบับหนึ่ง ท่ามกลางการต่อต้านที่สามานเช่นกัน และหวังว่า พ.ร.บ. ฉบับที่ถูกต้องจะถูกประกาศออกมาในเร็ววันซึ่งจะผ่อนคลายระดับความขัดแย้งระหว่างหมอกับคนไข้ลงได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง แต่เราก็ต้องเฝ้าสังเกตด้วยว่า

ขณะนี้ การเจรจารอมชอมใดๆในกรณีผู้เสียหายทางการแพทย์จาก ร.พ.ของรัฐ เมื่อจะลงเอยด้วยการจ่ายค่าเสียหายแล้ว ทาง ส.ธ. กลับมีเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงที่จะบังคับให้ "หมอต้นเหตุ" รับผิดชอบค่าเสียหายด้วย แม้ว่าหมอจะได้ขอโทษและแสดงความรับผิดชอบแล้วก็ตาม

ซึ่งเป็นกลยุทธทางการบริหารที่แฝงการสร้างความเกลียดชังระหว่างอาชีพหมอกับคนไข้ให้ลุกลามขยายวงต่อไปอีกไม่รู้จบ

ก็ต้องขอให้บรรดาคุณหมอภาครัฐและคนไข้ได้รับรู้และระวังตรงนี้ไว้ด้วย!!!!
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [30 ต.ค. 52 7:31] ( IP A:58.8.99.39 X: )
ความคิดเห็นที่ 38
   รพ รัฐรักษาฟรี 5 เท่า ก้ 5x0=คุก
โดย: รึเปล่า [30 ต.ค. 52 8:29] ( IP A:125.26.110.114 X: )
ความคิดเห็นที่ 39
   ...ไม่น่าเชื่อว่า..."ภาษาไทย"...ซึ่งเป็นภาษาประจำชาติของประเทศไทยและคนไทยทุกคน แต่มักเป็นปัญหาและหรือทำให้เกิดความเข้าใจที่แตกต่างกันมากมาย...
...วันนี้ ผมขออนุญาตนำเสนอ...ภาษไทยวันละ สอง คำ...
...หนึ่ง..."การบริการ" คือ อะไร มีความหมายและความเข้าใจที่เหมาะสม ถูกต้องอย่างไร...
...สอง..."การรักษาพยาบาล" คือ อะไร มีความหมายและความเข้าใจที่เหมาะสม ถูกต้องอย่างไร...
...เพราะหากคำ สอง คำ มีความหมายและความเข้าใจ...ตรงกัน...เหมือนกัน...ขออภันด้วย...ทำไมต้องบัญญัติศัทพ์ที่แตกต่างกันด้วย หรือว่าเป็นเอกลักษณ์และความสวยงามของภาษาไทย...
...ไปทำงานก่อน เดี๋ยวลูกเมียอดตาย...อ้อ...ไม่ใช่ซิ เพราะ"ลูกเมีย" ก็คือ "ลูกผม" ตรวจ DNA แล้ว เพราะผมเป็นสามีของแม่ของลูกผม...ต้องบอกว่า...ไปทำงานก่อน เดี๋ยวลูกและเมียอดตาย...น่าจะถูกกว่า...แต่ก็อาจจะไม่ถูก...เพราะคำว่า..."อดตาย"อาจหมายถึง"ไม่ได้ตาย"ก็เป็นได้...ภาษาไทยเนี่ย มีความสนุกพิสดารเยี่ยงนี้เสมอ...ถึงว่า"ศรีธนญชัย"ถึงเต็มบ้านเต็มเมือง...
โดย: pimsen/policemajor@hotmail.com [30 ต.ค. 52 12:36] ( IP A:58.10.128.67 X: )
ความคิดเห็นที่ 40
   ***************************

น่าเลื่อมใส น่านิยม ต่อโวหารของท่าน จขคห ที่ 39

ภาษาไทย นั้น มีคำที่หลากหลาย ทั้งคำไทยแท้พยางค์เดี่ยวๆ คำสมาส คำประสม คำทับศัพท์ภาษาต่างชาติ และคำที่ยืมภาษาอื่นมาใช้แล้วแปลงเป็นคำเป็นสำเนียงของไทยเราเองได้อย่างแนบเนียน เช่นคำบาลี คำสันสกฤตหลายๆคำที่เราใช้กันอยู่ แม้ทุกวันนี้ในยุคโลกาภิวัฒน์ของสังคมยุคดิจิทอล เราจะได้ยินคำแสลงของวัยรุ่นที่ฟังแล้วอาจรู้สึกได้ว่า ภาษาไทยดั้งเดิมกำลังวิบัติไป เพราะไปยืมคำในภาษาที่เราไม่เคยนึกถึงมาก่อน เช่น ภาษาเกาหลี ญี่ปุ่น ยาวี หรือ ตากาล๊อก ยังไงก็แล้วแต่ การเปลี่ยนแปลงยอมเป็นนิจจังเช่นเดียวกัน

ในวลีไทย มีอีกหนึ่งที่ว่ากันว่า สำบัดสำนวน และ หน้าไหว้หลังหลอก

สองวลีที่ว่า บ่งบอกเราว่า วัฒนธรรมทางภาษาไทยของเรานั้นค่อนข้างแตกฉานในการใช้คำหรือกลุ่มคำเพื่ออธิบายสภาพความเป็นไปทางวิถีชีวิตได้อย่างเที่ยงตรงตามสภาพที่มีที่เป็นอยู่

และคนที่มีความแตกฉานทางภาษา ช่างคิดช่างพูด ช่างเจรจาก็ย่อมมีความสามารถในการ "หว่านล้อมหรือชักจูงหรือเบี่ยงเบน" ให้คู่เจรจาหรือคู่สนทนา คล้อยตามความคิด คล้อยตามความเชื่อ คล้อยตามความหลงของตนเองได้

ตอนผมเคยอยู่อเมริกา คนไทยที่นั่นทางฝั่งตะวันออกนั้น ได้รับการบอกเล่ากันเองในหมู่ว่า "อย่าคบคนไทย" ด้วยกัน เพราะความ "หน้าไหว้หลังหลอก" แม้แต่กับพวกเดียวกันเอง แม้ว่าคนอเมริกันอีกจำนวนหนึ่งก็ได้รับฉายาที่เครือๆกันว่า "ปากหวานก้นเปรี้ยว"

ท่านพล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน ก็เคยประกาศทางวิทยุ ท.ท.บ. ว่า คนไทยนั้นขี้โกง ขี้โอ่ ขี้อิจฉา และขี้เกียจ

และความเห็นของผมอีกหนึ่งข้อจากประสบการณ์ชีวิตที่เจอกับตัวเองกับระบอบทักษิณ ระบบข้าราชการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการแพทย์ ซึ่งนอกจากยืนยันคำกล่าวของท่านพล.อ. สนธิแล้ว ผมขอเพิ่มเติบและสำทับว่า คนไทยไม่ค่อยยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นที่เห็นตำตา และกลัวทั้งอาจถึงขนาดแกล้งโง่ (ยกเว้นที่โง่จริงๆ) ที่จะแตะต้องความจริง แม้ว่ามันจะตั้งอยู่ตรงหน้าก็ตาม

ซึ่งประเด็นนี้เองที่ประเทศชาติของเราดำดิ่งลงเรื่อยตลอดมาตั้งแต่ก่อนทักษิณเข้ามาครองอำนาจ ทั้งๆที่องค์ในหลวงฯ และราชวงศ์จักรีทั้งหมดต่างทรงมีพระราชจริยวัตรที่พร่ำเตือนและสอนให้ทำความความดี อย่ามีอคติของตัวตนหรือพวกพ้อง เพื่อประโยชน์ส่วนรวมและประเทศชาติ

แล้วผมก็ยังอยากย้ำอีกทีว่า ปัญหาอะไรก็ตาม ไม่ยกเว้นแม้กระทั่งปัญหาความขัดแย้งสมมติระหว่างอาชีพหมอกับคนไข้ทั้งหมดนี้ เราจะแก้กันได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมได้ในทุกๆกรณี ก็ต่อเมื่อเราต้องยอมรับและมองเห็นความจริงของปัญหาทั้งหมดนั้นอย่างถี่ถ้วนรอบด้านก่อน

ไม่มีประโยชน์อื่นใดที่จะมาเสียเวลากับการบิดไปเบี่ยงมาหรือเล่นสำบัดสำนวนแสดงโวหาร/ความสามารถทางภาษา เพราะ

คนไข้ไทยไม่ว่าจะยากดีมีจน หรือเป็นเศรษฐีร้อยล้านพ้นล้าน ต่างล้วนเสี่ยงตายเสี่ยงเสียเลือดเนื้อและพิการจากวงการแพทย์โดยเฉพาะจากความผิดพลาดทางการแพทย์ที่ป้องกันได้อยู่ทุกวี่วันอยู่แล้ว

จริงอยู่ว่า เราไม่สามารถทำให้หมดไปหรือป้องกันได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยแค่เราได้เริ่มตรวจสอบ ตั้งระบบติดตามเฝ้าระวัง และระบบป้องกันการเกิดผิดซ้ำรอยเดิม และมีระบบรองรับความเสียหายได้ทันท่วงทีและเป็นธรรม เพียงเท่านี้เครือข่ายฯนี้ก็สามารถปิดตัวเองลงได้เองโดยไม่ต้องไปรอให้หมอคนใดฝูงไหนมาใช้เล่ห์เพทุบายไม่ว่าจะ อำนาจเงิน หรือ อิทธิพลทางธุรกิจ และทาง อำนาฐรัฐซึ่งแฝงการคอร์รัปชั่น มากดดันให้เสียทรัพยากรไปเปล่าๆปลี้ๆเพื่อปิดเครือข่ายฯนี้ จริงไหมครับท่านผู้ชมทั้งหลาย ???!!!
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [4 พ.ย. 52 9:47] ( IP A:58.8.100.98 X: )
ความคิดเห็นที่ 41
   ถึง...คุณหมาก้อนหิน...เอ๊ย...หมอก้อนหิน
วัน วัน ไม่ทำอะไรมั้งเนี่ย...เข้าวัตไปฟังพระเทศน์บ้างเถอะ จิตใจจะได้สูงขึ้น....เท่าที่อาตมามองดูนะ โยมยังไม่พ้นน้ำเลยนะ..โยม...
โดย: พระปลอม [7 ม.ค. 53 10:58] ( IP A:202.5.84.120 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน