ขอฎีกาเกี่ยวกับการรักษาที่ฟ้องโรงพยาบาลแล้วว่าประมาท
   อยากได้มากเพื่อเป็นแนวทางการดำเนินคดี
ขอบคุณเครือข่ายและผู้มีความรู้
โดย: ด้อยความรู้ [30 ต.ค. 52 14:04] ( IP A:61.7.175.15 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ฎีกาที่ 292/2542
โดย: ลองดุ [30 ต.ค. 52 21:46] ( IP A:58.8.10.84 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   https://home.kku.ac.th/mdconf/km/forensi.pdf
โดย: aa [30 ต.ค. 52 21:49] ( IP A:58.8.10.84 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   ...ในวิกฤต ย่อมมีโอกาส...ในปัญหา อาจมีคำตอบซ่อนอยู่...
...ขอถึอโอกาสฉกฉวยข้อมูลในเวบไซด์ของความเห็นที่ 2 รายละเอียดข้อมูลหน้าที่ 50(จากทั้งหมด 93 หน้า)...กรณีที่ 4 คำพิพากษาฎีกาทีี่ 1137/2538...มีข้อที่น่าศึกษาดังนี้...
......หนึ่ง.เป็น"คดีอาญา" ดังนั้นผู้ที่ตกเป็นจำเลย จำเป็นต้องทำอะไรบ้าง เช่น ประกันตัว ผลกระทบต่อจิตใจ ขวัญกำลังใจสมาธิสติปัญญาที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปในระหว่างการพิจารณาคดี ฯลฯ ถามว่า เมื่อคดีถึงที่สุด ศาลฎีกามีคำพิพากษาเป็นที่สุดให้"ยกฟ้อง" สรุปคือถือเป็นกรรมเวร บุญบาป แต่ชาติปางก่อน ใช่ไหม
......สอง.ทำไมจึงมีหนังสือของ ตร. โดย พลตำรวจเอกโกวิท วัฒนะ เกี่ยวกับการรับแจ้งความของตำรวจในคดีเกี่ยวกับแพทย์ อาจทำให้หลายคนเข้าใจอะไรมากขึ้น
......สาม.ไม่ได้เรียกร้องความสงสาร ไม่ได้มีเจตนาขอความเห็นใจ แต่อยากให้ทุกคนได้รับรู้รับทราบว่า...แพทย์ผู้รักษาซึ่งโดยส่วนมากก็จะมีเพียงคนเดียว"ต้อง"ทำอะไรบ้างในผู้ป่วยแต่ละราย
.........3.1ซักประวัติคนไข้ด้วยตัวของแพทย์เองแต่เพียงผู้เดียว เพื่อให้ได้"ข้อมูล"ที่มากที่สุด ที่เกี่ยวข้อง(และอาจไม่เกี่ยวข้อง)ด้วย ถ้าโชคดี ตัวคนไข้พูดฟังกันรู้เรื่องก็แล้วไป บางที่(อาจบางหลายที)ต้องซักถามจากญาติ ข้อมูลที่ได้"ถูกหรือผิด"..."จริงหรือเท็จ"...ปกปิดอะไรไม่ให้แพทย์รู้บ้างหรือไม่...บอกแพทย์แล้ว พอเป็นคดีแพทย์บอกว่าไม่ได้บอก...หรือ...แพทย์ถามแล้ว ให้ข้อมูลแพทย์อีกอย่างหรือไม่ให้ข้อมูลแพทย์...ผมถึงย้ำเสมอว่า หากไม่มีความผูกผันระหว่างแพทย์กับคนไข้และหรือญาติคนไข้เหลือเพียงแค่ความรู้สึกและหรือผู้ให้บริการกับผู้รับบริการ...แพทย์เองก็ต้องปรับตัวปรับใจ...ผมเคยฝันว่า...คงต้องถึงขนาดให้คนไข้และหรือญาติเขียนข้อมูลตามที่แพทย์ซักถามซักประวัติรวมถึงข้อมูลต่างๆที่คนไข้และหรือญาติบอกแล้วต้องเซ็นต์ชื่อกำกับเป็นลายลักษณ์อักษร เอาแบบ"บันทึกคำให้การของพนักงานสอบสวน"จะดีไหม จะได้เป็นพยานเอกสารยืนยันเมื่อเป็นคดี(ต้องขออภัยด้วยที่บังเอิญเป็นแพทย์ที่มียศตำรวจ)
...ไปทำงานก่อน...บังเอิญผมไม่มีความรู้ ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการทางศาลโดยเฉพาะ...ศาลเป็นผู้ค้นคว้า รวบรวมข้อมูล ด้วยตนเองใช่ไหม...ข้อมูลที่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ได้รับเป็นข้อมูลชุดเดียวกันเหมือนกัน ใช่หรือไม่ ทำไมคำพิพากษาตัดสินจึงแตกต่างกันราว..."นรก กับ สวรรค์"...ผู้พิพากษาที่ตัดสินตรงกันข้ามกับ"ศาลฎีกา"ถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อใช้ความรู้ความสามารถไม่ได้มาตรฐานวิชาชีพ ใช่หรือไม่...ที่สำคัญ ผู้พิพากษาต้องใช้เวลาในการพิพากษาตัดสินในเวลาอันรวดเร็วเพราะเป็นกรณีฉุกเฉิกอาจเป็นอันตรายต่อโจทก์และหรือจำเลยและหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีผู้อื่นจนอาจเป็นเหตุให้เสียชีวิตและหรือพิการทุพพลภาพได้ ใช่ไหม...น่าเวทนา น่าสงสารบุคคลที่ประกอบอาชีพ"แพทย"ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองในเวลาที่จำกัดด้วยความรู้ความสามารถและดุลยพินิจที่"ผิดพลาด"ไม่ได้เลย...
โดย: pimsen/policemajor@hotmail.com [31 ต.ค. 52 11:22] ( IP A:124.120.17.163 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   เรียนความเห็นที่ 3
ผมอยากให้คุณเวลามองปัญหา คุณต้องเอาตัวคุณออกจากการเป็นหมอก่อน
ผมทุกวันนี้ เวลาวินิจฉัยคดีหมอ ผมก็จะไม่เข้าข้างหมอ และไม่ได้ให้ความสำคัญของอาชีพอื่นมากกว่าหมอ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เข้าข้างคนไข้ หากหมอไม่ผิดก็ไม่ได้แนะนำให้ร้องเรียน หรือฟ้องร้อง
ผมถามคุณคำเดียว คุณเคยเห็นหมอผิดบ้างไหม คดีไหนบ้าง
ในต่างประเทศ มีการฟ้องร้องว่าหมอผิด และศาลก็ตัดสินว่าหมอผิดมากมาย เมืองไทยนี่ถือว่าน้อย แต่พวกหมอก็บ่นกันไม่เลิก แม้กระทั่งขออภิสิทธิ์ ห้ามฟ้องคดีอาญา คิดมาได้ยังไง
ในฟลอริด้า เขาว่าคดีเกือบครึ่งที่มีปัญหา เกินจากหมอกลุ่มหนึ่ง ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าลงโทษพวกนี้ คดีก็ลดไปเยอะ (ผมจำตัวเลขแน่ชัดไม่ได้ ถ้ายังไงจะหามาให้อ่าน)
ผมมีอีกคดีที่ร่อนพิบูลย์ ถ้าเอามาให้อ่าน รับร้องได้ว่าร้องอื้อฮือแน่
การฟ้องร้องและลงโทษบ้างหมอก็จะระวัง
การปล่อยให้เจาะหลังมั่วจนตาย ถ้าไม่ฟ้องร้องบ้าง ปล่อยปละละเลยก็จะตายซ้ำซากแบบคดีที่อุดร ที่ประจวบ
ชีวิตใคร ใครเขาก็รัก ไหนจะลูกเมีย พ่อแม่เขาอีกละ
ถ้าหมอทำงานชุ่ยๆแล้วเขาตายไป ถามว่า หมอควรจะต้องรับผิดไหม จะอ้างได้ไหมว่า เดี๋ยวหมอหมดกำลังใจ อย่าว่าแต่นี่เขาฟ้องกระทรวง เงินภาษีชาวบ้านเป็นคนจ่าย หมอก็ไม่เห็นจะต้องโวยวายมาก ใครรับผิดชอบเขา
ถ้าเอกชนมีประกัน ก็ประกันจ่าย เขาก็เอาไปเลี้ยงลูกเมียที่พิการ ส่วนเบี้ยประกัน เงินใคร ก็เงินคนไข้ช่วยกันจ่าย
คิดเขาอีก 3 % เช่น รักษาหวัด 300 เก็บ 309 บาทเขามีจ่ายและยินดีจ่าย อีก 9 บาทเอาไว้ช่วยพวกคนไข้ด้วยกันเวลาซวย เจอหมอทำชุ่ย ถามว่าเดือดร้อนอะไรหนักหนา โวยวายอะไรมากมาย
องค์การอนามัยโลกเขาก็พูดชัด
"Human error is inevitable," said Sir Liam Donaldson, chief medical officer of the British Department of Health and chairman of the WHO coalition on patient safety, By raising awareness of the issue, Donaldson said, "We can reduce error, but most importantly, we can reduce its impact."
We will not let the current culture of error and denial continue. We will make the reduction of medical errors a basic human right that preserves life around the world.
ในญี่ปุ่น องค์กรที่ช่วยชาวบ้านฟ้องหมอ เขาจะฟ้องแพ่งก่อน ถ้ายังดื้อแพ่ง เขาก็จะฟ้องอาญาตามมา ถ้าไม่ดื้อแพ่ง เขาก็จบเมื่อหมอแพ้คดี
เมืองไทยเขาไม่อยากฟ้องอาญาหมอหรอก ไหนจะต้องเสียเวลา พยานก็หายาก เสียค่าทนายอีก ค่ารถค่ารา เว้นแต่ว่าพวกหมอสู้เรื่องอายุความ เขาก็ต้องไปหาทางดำเนินคดีอาญาเพื่อใช้อายุความที่ยาวกว่า
ทีนี้ผมจะโต้หมอเป็นข้อๆ
ความคิดเห็นที่ 3
...ในวิกฤต ย่อมมีโอกาส...ในปัญหา อาจมีคำตอบซ่อนอยู่...
...ขอถึอโอกาสฉกฉวยข้อมูลในเวบไซด์ของความเห็นที่ 2 รายละเอียดข้อมูลหน้าที่ 50(จากทั้งหมด 93 หน้า)...กรณีที่ 4 คำพิพากษาฎีกาทีี่ 1137/2538...มีข้อที่น่าศึกษาดังนี้...
......หนึ่ง.เป็น"คดีอาญา" ดังนั้นผู้ที่ตกเป็นจำเลย จำเป็นต้องทำอะไรบ้าง เช่น ประกันตัว ผลกระทบต่อจิตใจ ขวัญกำลังใจสมาธิสติปัญญาที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปในระหว่างการพิจารณาคดี ฯลฯ ถามว่า เมื่อคดีถึงที่สุด ศาลฎีกามีคำพิพากษาเป็นที่สุดให้"ยกฟ้อง" สรุปคือถือเป็นกรรมเวร บุญบาป แต่ชาติปางก่อน ใช่ไหม

**** สิทธิในการฟ้องเป็นสิทธิของคนฟ้องตามกฎหมาย ถ้าฟ้องไม่ดีคุณก็ฟ้องเขากลับได้ ผมโดนกระทรวงฟ้องคดีอาญา 34 กรรม ข้อหาโฆษณาเท็จ ผมยังไม่โวยเลย ต้องประกันต้อง ต้องติดคุกชั่วคราว ใต้ถุนตึกศาล ผมยังไม่โวยเลย เพื่อนฝูงทำใจไม่ได้ ผมบอกไม่ต้องคิดมาก คนดีเข้าคุกสังคมจะดีขึ้น ดู คานธี เมลเดลล่า 14 ตุลา เป็นตัวอย่าง แล้วสังคมดีขึ้นไหม ถ้าคนชั่วเข้าคุก สังคมไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ ดีไม่ดี ออกมาเลวกว่าเก่า
แล้วถามว่าที่พ่อแม่เขาตายไปแล้วศาลยกฟ้องนี่ กรรมเวร บุญบาป แต่ชาติปางก่อนใช่ไหม ถามว่าศาลตัดสินยกฟ้องเพราะอะไร เพราะหมอไม่ผิด หรือหลักฐานไม่พอลงโทษหมอ อย่าพูดเอาแต่ได้ เป็นถึงตำรวจ


......สอง.ทำไมจึงมีหนังสือของ ตร. โดย พลตำรวจเอกโกวิท วัฒนะ เกี่ยวกับการรับแจ้งความของตำรวจในคดีเกี่ยวกับแพทย์ อาจทำให้หลายคนเข้าใจอะไรมากขึ้น
***** เป็นหนังสือที่พวกเครือข่ายถือว่าเลวที่สุดสำหรับผู้เสียหาย อย่าอ้างให้โมโหมากกว่านี้ นี่กำลังว่าจะไปฟ้องให้ถอนหนังสือนี้ บอกตรงๆ เราพูดเล่นกันบ่อย ว่าตำรวจกับโจรต่างกันตรงที่ตำรวจใส่เครื่องแบบเท่านั้น
......สาม.ไม่ได้เรียกร้องความสงสาร ไม่ได้มีเจตนาขอความเห็นใจ แต่อยากให้ทุกคนได้รับรู้รับทราบว่า...แพทย์ผู้รักษาซึ่งโดยส่วนมากก็จะมีเพียงคนเดียว"ต้อง"ทำอะไรบ้างในผู้ป่วยแต่ละราย
****** แพทย์คนอื่นเขาก็คนเดียว แต่ทำไมไม่มีปัญหาแบบคนนี้ ก็เพราะเขามีความระมัดระวังแบบอาชีพหมอ ซึ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ดูคดีสมุยเป็นตัวอย่าง ที่ศาลสั่งให้จำคุกหมอ จะได้เข้าใจว่าทำไมศาลต้องให้หมอติดคุก
.........3.1ซักประวัติคนไข้ด้วยตัวของแพทย์เองแต่เพียงผู้เดียว เพื่อให้ได้"ข้อมูล"ที่มากที่สุด ที่เกี่ยวข้อง(และอาจไม่เกี่ยวข้อง)ด้วย ถ้าโชคดี ตัวคนไข้พูดฟังกันรู้เรื่องก็แล้วไป บางที่(อาจบางหลายที)ต้องซักถามจากญาติ ข้อมูลที่ได้"ถูกหรือผิด"..."จริงหรือเท็จ"...ปกปิดอะไรไม่ให้แพทย์รู้บ้างหรือไม่...บอกแพทย์แล้ว พอเป็นคดีแพทย์บอกว่าไม่ได้บอก...หรือ...แพทย์ถามแล้ว ให้ข้อมูลแพทย์อีกอย่างหรือไม่ให้ข้อมูลแพทย์...ผมถึงย้ำเสมอว่า หากไม่มีความผูกผันระหว่างแพทย์กับคนไข้และหรือญาติคนไข้เหลือเพียงแค่ความรู้สึกและหรือผู้ให้บริการกับผู้รับบริการ...แพทย์เองก็ต้องปรับตัวปรับใจ...ผมเคยฝันว่า...คงต้องถึงขนาดให้คนไข้และหรือญาติเขียนข้อมูลตามที่แพทย์ซักถามซักประวัติรวมถึงข้อมูลต่างๆที่คนไข้และหรือญาติบอกแล้วต้องเซ็นต์ชื่อกำกับเป็นลายลักษณ์อักษร เอาแบบ"บันทึกคำให้การของพนักงานสอบสวน"จะดีไหม จะได้เป็นพยานเอกสารยืนยันเมื่อเป็นคดี(ต้องขออภัยด้วยที่บังเอิญเป็นแพทย์ที่มียศตำรวจ)
******* เราเห็นหลายๆคดีที่หมอทำผิดแล้วใส่ร้ายคนไข้ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้ความร้าวฉานมีมากขึ้นและแก้ปัญหาไม่ได้ คุณหมอต้องกลับไปคิดว่าทำไมทำผิดพลาดมากและกลับไปคิดว่าต้องทำยังไงจึงจะแก้ไข ไม่ใช่แก้ตัวไปวันๆรวมถึงใส่ร้ายคนไข้ และมีการข่มขู่ เดี๋ยวไม่รักษาแม่งเลย คุณติดกล่องดำไว้ในโรงพยาบาลก็ได้นะ จะได้เอามาดูความเลวร้ายของพวกหมอพยาบาล หากมีอยู่จริง ถ้าไม่มีก็แล้วไป แต่คุณอาจจะช็อคก็ได้นะ

...ไปทำงานก่อน...บังเอิญผมไม่มีความรู้ ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการทางศาลโดยเฉพาะ...ศาลเป็นผู้ค้นคว้า รวบรวมข้อมูล ด้วยตนเองใช่ไหม...ข้อมูลที่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ได้รับเป็นข้อมูลชุดเดียวกันเหมือนกัน ใช่หรือไม่ ทำไมคำพิพากษาตัดสินจึงแตกต่างกันราว..."นรก กับ สวรรค์"...ผู้พิพากษาที่ตัดสินตรงกันข้ามกับ"ศาลฎีกา"ถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อใช้ความรู้ความสามารถไม่ได้มาตรฐานวิชาชีพ ใช่หรือไม่...ที่สำคัญ ผู้พิพากษาต้องใช้เวลาในการพิพากษาตัดสินในเวลาอันรวดเร็วเพราะเป็นกรณีฉุกเฉิกอาจเป็นอันตรายต่อโจทก์และหรือจำเลยและหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีผู้อื่นจนอาจเป็นเหตุให้เสียชีวิตและหรือพิการทุพพลภาพได้ ใช่ไหม...น่าเวทนา น่าสงสารบุคคลที่ประกอบอาชีพ"แพทย"ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองในเวลาที่จำกัดด้วยความรู้ความสามารถและดุลยพินิจที่"ผิดพลาด"ไม่ได้เลย...
***** คุณกำลังดูถูกศาล ศาลเขาดีถึงขนาดว่าเพียงสงสัยว่าคุณทำผิดจริงหรือเปล่าเขายังยกฟ้องให้คุณเลย เขาปล่อยคนชั่วร้อยคนดีกว่าลงโทษคนดีคนเดียว คดีร่อนพิบูลย์รอดคุกก็โชคดีแล้ว ถ้าทำถูกก็ไปทำบุญล้างซวยซะ แต่ถ้าทำผิดกลับเนื้อกลับตัวซะ อย่าให้ผมเอาคดีที่สองมาฟ้องเลย ไม่สนุกนักหรอก
โดย: เกลือเครือข่ายค่ากว่าพิมเสน [31 ต.ค. 52 15:11] ( IP A:58.8.10.84 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   ผมว่าแทนที่คุณจะมีเวลามาแก้ตัวและใส่ร้ายคนไข้ คุณน่าจะกลับไปหาว่าที่ตายๆแบบป้องกันได้ในเมืองไทยนี่อยู่ที่ไหน หาทางช่วยเหลือ วันละ 76 คน จังหวัดละคนต่อวันไม่ใช่น้อยๆ
https://www.chicagoinjury *** wblog.com/Medical%20Errors.gif
โดย: ฟฟ [31 ต.ค. 52 15:50] ( IP A:58.8.10.84 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   ...ในโลกนี้ มีใครบ้างที่ไม่เคยทำอะไรที่ถูกน้อย...คำตอบคือคนทุกคนล้วนแล้วแต่เคยทำในสิ่งที่ถูกน้อยทั้งนั้น..."แพทย์"ก็เป็นคน ดังนั้นผมบอกได้เลยและยืนยัน นั่งยัน นอนยันได้เลยว่า...แพทย์ทุกคนล้วนแล้วแต่ได้ทำในสิ่งที่ถูกน้อยมาด้วยกันทั้งนั้น อาจแตกต่างกันบ้างในจำนวนครั้งและหรือผลเสียหายที่เกิดขึ้นจากการทำสิ่งที่ถูกน้อยนั้นๆ(ซึ่งตัวผมเองก็ไม่ได้รับการยกเว้น)...
...หากสมาชิกในสังคมใดเชื่อมโยง ผูกพัน สัมพันธ์กันด้วยเฉพาะกฎ กติกา(ที่คนสร้างขึ้นและหรือกำหนดมา)เท่านั้น บอกได้เลยว่า สังคมนั้นจะไม่มีวันพัฒนาเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าและไร้ซึ่งความสงบร่มเย็นเป็นสุข สิ่งเดียวที่จะทำให้สังคมสงบร่มเย็นเป็นสุข พัฒนา เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าอย่างยั่งยืน คือ...หลักธรรมคำสั่งสอน"ที่ถูกต้องแท้จริง"ของศาสนาที่ไม่งมงาย ไร้เหตุผล และสามารถพิสูจน์ทราบได้...ในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชน สำหรับชาวพุทธ แค่หลักธรรมของ"ศีลห้า"ก็น่าจะเพียงพอและพอเพียงแล้ว(ศาสนาอื่นคงต้องให้ผู้รู้เป็นผู้แนะนำ)ที่จะทำให้สังคมสงบร่มเย็นเป็นสุข พัฒนา รุ่งเรือง เจริญก้าวหน้า...
...ผมอาจจะโชคดีที่สามารถเป็นได้ทั้ง สอง สถานะ คือ ผู้ให้การรักษาพยาบาล และ ผู้รับการรักษาพยาบาล(คือคนไข้นั่นเอง เพราะไม่มีใครที่ไม่เคยเจ็บป่วย)...
...ผมถึงย้ำว่า...ผมก็ต้องเข้าใจเข้าถึง"คำประกาศสิทธิของผู้ป่วย"...และเช่นเดียวกัน...ผมก็ต้องเข้าใจเข้าถึง"ข้อเท็จจริงทางการแพทย์"...ย้ำนะครับว่า...อย่าได้บังอาจรับรู้รับทราบเฉพาะ"สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค อำนาจ หน้าที่ ความรับผิดชอบ"เฉพาะของท่านเองเท่านั้น...ท่านต้องรับรู้รับทราบ"สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค อำนาจ หน้าที่ ความรับผิดชอบ"ของผู้อื่นด้วย...
...ผมถึงย้ำกับ"แพทย์จบใหม่ทุกท่าน"ว่า...
......หนึ่ง.ท่านต้องใช้เวลาที่พอเพียงและเพียงพอในการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ส่งตรวจพิเศษเพิ่มเติม โดยที่ท่าน"ต้องทำบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร"ให้ชัดเจนครบถ้วน และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นมีแบบฟอร์มให้คนไข้และญาติกรอกข้อมูลด้วยตัวคนไข้และญาติเองพร้อมลงลายมือด้วย ก็จะดี ไม่ต้องกลัวว่า ท่านจะเคลียร์คนไข้ไม่หมดหรือคนไข้คนอื่นต้องรอนาน เพราะหากท่านพลาดพลั้งไป ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบแทนท่าน
......สอง.ท่าน"ต้อง"แนะนำคนไข้ให้นอนโรงพยาบาลทุกราย เพราะในทางการแพทย์ไม่มีอะไร 100 % เพราะอาจมีการดำเนินโรคที่เปลี่ยนแปลง รวดเร็ว ชัดเจนมากขึ้น ก็เป็นได้ หรือหากท่านมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมเป็นอย่างมาก(อย่าถึงขนาดหลงตัวเอง) ผมก็ยังแนะนำให้นัดคนไข้มาตรวจซ้ำในเวลาที่เร็วที่สุด(เช่น ตรวจเสร็จตอนเช้า นัดกลับมาตรวจซ้ำตอนเย็น ฯลฯ)
...โรคและหรือความผิดปกติทางการแพทย์ที่เจอบ่อยๆ ไม่ได้มากมายอย่างที่คิด ยอมเสียเวลาพูดอัดใส่แผ่น CD และทำเป็นเอกสารแจกจ่าย ก็ไม่น่าจะยาก ขอยกตัวอย่างเช่น...
...การฝากท้องและหรือมาคลอดที่สถานพยาบาลที่ท่านปฏิบัติงานอยู่...เอาเรื่องอื่นดีกว่า...เดี๋ยวเข้าใจว่า ผมเป็นสูตินารีแพทย์???...
...เอาเรื่อง"บาดเจ็บที่ศีรษะ"(ก็อย่าเข้าใจว่าผมเป็นหมอทางสมองละ)...ขออนุญาตบังอาจแนะนำแพทย์จบใหม่ว่า...สิ่งที่"ต้องพูด" คือ...การบาดเจ็บที่ศีรษะของคุณขณะนี้ อาการก็อยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ ถามหมอว่าจำเป็นต้องเอ็กซเรย์มากน้อยขนาดไหน การเอ็กซเรย์ในคนไข้ที่บาดเจ็บที่ศีรษะมีหลายประเภท ประเภทแรกคือการเอ็กซเรย์ธรรมดา เสียค่าใช้จ่ายประมาณ 500 กว่าบาท แต่จะเห็นเฉพาะกระโหลกศีรษะแตกหรือร้าวเท่านั้น หากมีกระโหลกแตกหรือร้าว การรักษาก็แทบไม่เปลี่ยน กล่าวคือ เราไม่ได้มีการผ่าตัดเพื่อเชื่อมกระโหลกแต่อย่างใด กระโหลกศีรษะที่แตกหรือร้าวมักจะประสานและติดกันได้เองโดยไม่จำเป็นต้องทำอะไร ไม่เหมือนกระดูกแขนขาซึ่งอาจต้องมีการเข้าเฝือกผ่าตัดดามเหล็ก แต่กระโหลกศีรษะไม่ต้อง หากต้องการรู้ว่ามีเลือดคั่งหรือสมองช้ำซึ่งอาจต้องมีการรักษาด้วยการผ่าตัดทางสมอง เอ็กซเรย์ธรรมดาไม่สามารถบอกได้ ต้องทำอย่างน้อยคือเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมองซึ่งจะเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 5000กว่าบาท(แม้ในโรงพยาบาลของท่านไม่มี แต่ท่านก็ต้องพูดด้วย) ค่าใช้จ่ายคุณอาจไม่มีปัญหา แต่เอ็กซเรย์คอมพิเตอร์สมองจะโดนรังสีมากกว่าเอ็กซเรย์ธรรมดา มันคุ้มไหมกับการเอาเอ็กซเรย์ไปโดนเซลล์สมอง เพราะเรารู้ว่าเอ็กซเรย์เป็นสิ่งที่ไม่ดี หากคนไข้และญาติยังไม่กังวลมากนักก็เป็นการกินยาและสังเกตอาการ การสังเกตอาการก็มีสองอย่าง คือ การนอนสังเกตุอาการในโรงพยาบาล หรือถ้ายอมรับความเสี่ยงได้และที่บ้านมีคนดูแลใกล้ชิดและดูแลกันเองเป็นด้วย หมอก็จะให้ยาให้ใบสังเกตอาการทางสมองกลับไปเพื่อกินยาและสังเกตุอาการกันเองที่บ้าน เพราะฉะนั้นคนไข้และญาติต้องมาตัดสินใจร่วมกันกับหมอสามอย่าง คือ หนึ่ง.ถ้ากังวลมากกลัวมากก็ต้องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง แต่ก็ต้องคิดด้วยว่า คุ้มไหมกับการเอารังสีไปโดนเซลล์สมอง หรือสอง.นอนสังเกตุอาการในโรงพยาบาล หรือสาม.กลับบ้านเอายาเอาใบสังเกตุอาการกลับบ้าน...
...และเช่นกัน...คนไข้และญาติมักจะถาม...ในความเห็นของหมอว่าอย่างไร...ผมก็จะตอบไปว่า...ในโลกนี้ไม่มีอะไร 100 % (กรณีที่คิดว่าโอกาสน้อย)ผมก็จะตอบว่า...ถ้าคนไข้คนนี้เป็นญาติหมอ หมอยอมรับความเสี่ยงได้ หมอจะเอากลับไปสังเกตุอาการต่อเองที่บ้าน แต่ความจริงคือคุณไม่ใช่ญาติหมอ คุณจะยอมรับความเสียงได้เท่าหมอหรือไม่ เพราะแต่ละคนนอกจากจะกลัวในสิ่งที่ไม่เหมือนกันแล้ว ยังมีความกลัวหรือยอมรับความเสี่ยงในสิ่งเดียวกันไม่เท่ากันด้วย...
...และสุดท้ายถ้าคนไข้และญาติขอกลับไปสังเกตุอาการที่บ้าน...ห้ามลืมให้"ใบสังเกตุอาการทางสมอง"ไปด้วยและพูดย้ำด้วยว่า...หากมีอะไรผิดปกติตามที่ใบสังเกตุอาการระบุ ก็ให้รีบกลับมาทันที...และหากคนไข้และญาติขอกลับบ้าน...หนึ่งถ้าคนไข้มาคนเดียว...ให้คนไข้เซ็นต์ไม่ยอมนอนโรงพยาบาลไว้ด้วย...หรือมีญาติมาด้วยแต่คนไข้และญาติยืนยันขอกลับบ้าน ก็"ต้อง"ให้เซ็นต์ไม่ยอมนอนโรงพยาบาลไว้ด้วย(กรณีที่ดูแล้วว่ามีโอกาสผิดปกติได้)...
โดย: pimsen/policemajor@hotmail.com [1 พ.ย. 52 11:44] ( IP A:124.120.7.130 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   เอาไว้ว่างๆอีกสักสองสามวันผมจะมาตอบให้นะครับ
ผมมีงานต้องทำอุทธรณ์ ยังทำไม่เสร็จเลย
และยังต้องทำงานให้แก่คนที่พิการจากโรงเรียนแพทย์ผมเพื่อให้เขาไปซื้อแพมเพิร์สใช้ ต้องเอาวันนี้ด้วยซิ
โรงเรียนแพทย์ผมทำเขาพิการ แล้วไปแจ้งความว่าเวชระเบียนหาย
ผมรับไม่ได้จนทุกวันนี้ แต่โรงเรียนแพทย์ผมเขาว่าผมเป็นศิษย์นอกแถว ผมไปลาออกแล้ว เพราะผมเชื่อว่าผมเป็นศิษย์หัวแถว ไม่ได้นอกแถว และเป็นศิษย์ในคอก ไม่ใช่ศิษย์นอกคอก
โดย: ว่างจะกลับมา ไม่นานเกินรอ [1 พ.ย. 52 16:51] ( IP A:58.11.72.21 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   https://www.ra2.mahidol.ac.th/faculty/thai/webboard/answer.php?ids=7654

จะจัดการอย่างไรกับแพทย์รามาประพฤติตัวไม่เหมาะสม


เรียนท่านคณะบดี
กรณีข่าวดังที่แพทย์สองท่านอาสาจะช่วยชีวิตผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบโดยไม่ได้หวังผลตอบแทน แต่เกิดผิดพลาดในเรื่องการฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง ทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ความตายนั้น ในทัศนะของผมคิดว่าความผิดไม่น่าจะถึงกับจำคุก แต่มีแพทย์ศิษย์เก่าของรามาธิบดีท่านหนึ่งช่วยเป็นพยานฝ่ายโจทย์ จึงทำให้ผลออกมาเป็นเช่นนี้
แพทย์ผู้นี้จบแพทยศาสตร์บัณฑิตย์ที่รพ.รามาธิบดี ศึกษาต่อด้านศัลยกรรมความงามจากประเทสฟิลิปปินส์ กลับมาเปิดคลินิคเสริมความงามแห่งหนึ่งย่านประตูน้ำ ต่อมาเกิดปัญหาทำผิดจริยธรรมทางการแพทย์หลายครั้ง ทำให้ถูกแพทยสภาเพิกถอนใบประกอบโรคศิลป์ หลังจากนั้นไปศึกษาต่อทางด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง กลับมารับจ้างฟ้องแพทย์โดยเฉพาะ คดีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จเช่น คดีตาบอดจากสตีเวนจอนสัน คดีผู้ป่วยเสียชีวิตจากการฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง ปัจจุบันสมัครลงเลือกตั้งในสังกัดพรรคการเมืองหนึ่ง นับเป็นความอัปปยศต่อเพื่อนแพทย์รามารุ่นเดียวกันเป็นอย่างยิ่ง
ผมคิดว่าหากยังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปสังคมแพทย์จะต้อง "ล่มสลาย"เป็นแน่ เพราะจะมีคดีตัวอย่างแบบนี้เป็นบรรทัดฐานในการตัดสินคดีต่อไป คดีที่แพทย์ไม่ได้ผิดก็อาจผิดได้ หรือผิดแต่กระทำด้วยเจตนาบริสุทธ์ก็อาจถูกจำคุกได้ แพทย์ไม่อาจประกอบวิชาชีพได้ด้วยเจตนาบริสุทธ์เหมือนอดีต จะมีแต่ความระแวงเรื่องการฟ้องร้อง แพทย์โรงพยาบาลชุมชนจะปัดความรับผิดชอบในการรักษาโดยการส่งต่อเข้าสู่โรงพยาบาลส่วนกลางหมด ระบบสาธารณสุขจะได้รับความเสียหายอย่างมาก
ทางป้องกันหนึ่งที่ผมคิดได้ คือการ "เพิกถอนปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตคืน"ด้วยเหตุผล ใช้ความรู้ทางการแพทย์ที่ได้เรียนมาไปในทางที่ผิดอย่างร้ายแรง" ด้วยวิธีนี้จะทำให้แพทย์ผู้นี้อ้างตัวเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญพิเศษไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นนายแพทย์ น้ำหนักในการให้การในศาลย่อมลดลง
หากท่านคณะบดีมีทางออกอื่นที่ดีกว่านี้ที่จะป้องกันไม่ให้แพทย์ผู้นี้ประกอบอาชีพรับจ้างฟ้องแพทย์ต่อไป กรุณาตอบในกระทู้นี้ด้วย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเสียงเรียกร้องนี้จะไม่ถูกเพิกเฉย และกระทู้นี้จะไม่ถูกลบ

ขอแสดงความนับถือ
ศิษย์เก่ารามา
โดย ศิษย์เก่ารามา เมื่อ 17 ธันวาคม 2550 14:01:26


ความคิดเห็นที่ 1


ในฐานะแพทย์คนหนึ่ง ในฐานะศิษย์เก่ารามาธิบดีเช่นเดียวกัน และในฐานะผู้ดูแลเว็บ ผมเองขออนุญาตแสดงความเห็นดังนี้ครับ

1. ผมเห็นด้วยครับที่การที่แพทย์มารับจ้างฟ้องแพทย์ด้วยกันและให้การในศาลในลักษณะที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทางการแพทย์หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในระบบสาธารณสุขไทย ถือเป็นสิ่งที่น่าตำหนิ และหากสิ่งที่ให้การ ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หรือมีเจตนาบิดเบือนคำให้การเพื่อประโยชน์ส่วนตน แพทยสภาก็มีหน้าที่ที่จะต้องพิจารณาเรื่องการทำผิดจริยธรรม และการตัดสินว่ามีความผิดทางจริยธรรม จนถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม ย่อมจะทำให้ความน่าเชื่อถือของแพทย์ผู้นี้ในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญลดน้อยลงมาก ซึ่งคงต้องเป็นหน้าที่ของฝ่ายจำเลยและศาลในการพิจารณาในประเด็นนี้ต่อไป

2. มหาวิทยาลัยมหิดล อาจไม่มีอำนาจในการเพิกถอนปริญญา เนื่องจากพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล ไม่ได้ให้อำนาจในการเพิกถอนปริญญาไว้กับทางมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานของมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ แม้จะมีการให้อำนาจไว้ การเพิกถอนปริญญา ก็เป็นสิ่งที่ต้องกระทำโดยมีหลักฐานชัดแจ้งโดยไม่มีข้อโต้แย้งว่าผู้ถูกเพิกถอนปริญญาประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงจริง ซึ่งผมเห็นว่าในกรณีดังกล่าวยังค่อนข้าง controversial และอาจจะพิสูจน์ในทางกฎหมายได้ลำบากครับ

3. สังคมคงต้องแยกให้ได้ว่า แม้แพทย์คนหนึ่งจะจบการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี แต่พฤติกรรมของแพทย์ผู้นั้นก็เป็นเรื่องส่วนตัวของแพทย์ผู้นั้น ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี หรือมหาวิทยาลัยมหิดล แต่อย่างใด ดังนั้น แพทย์ผู้นั้นจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง และสังคมก็มีหน้าที่ที่จะตรวจสอบและเรียกร้องให้แพทย์ผู้นั้นรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองหากการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมายหรือถือเป็นการกระทำผิดจริยธรรม นอกจากนี้ สังคมก็มีหน้าที่ที่จะตรวจสอบความเป็นกลางและความเป็นธรรมของศาลที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างๆ ด้วย

4. วิธีการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม ในความเห็นของผม คือ การเรียกศรัทธาของแพทยสภาคืนกลับมาจากประชาชน แพทยสภาในปัจจุบันพยายามปกป้องและเรียกร้องสิทธิของแพทย์ มากกว่าการปกป้องผู้ป่วยจากแพทย์เลวๆ ซึ่งยังพบอยู่ได้เรื่อยๆ ในสังคม แม้การปกป้องแพทย์โดยรวม (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนดี) จะเป็นสิ่งที่ควรกระทำ แต่บทบาทสำคัญที่แพทยสภาควรมีคือการยืนข้างเดียวกับประชาชน จัดการอย่างเด็ดขาดกับแพทย์เลวๆ (ในที่นี้ ผมหมายถึงแพทย์เลวๆ ที่ประพฤติผิดจริยธรรมอย่างชัดเจน ไม่ใช่แพทย์ที่ทำงานหนัก มีข้อจำกัดด้านต่างๆ และอาจมีข้อผิดพลาดได้) และพร้อมที่จะปกป้องสิทธิของผู้ป่วยมากกว่าสิทธิของแพทย์ และให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชน ซึ่งจะทำให้สังคมรับรู้ว่าแพทยสภายืนอยู่ข้างเดียวกับประชาชน และเชื่อมั่นในแพทยสภามากขึ้น ปัญหาที่จะเกิดขึ้นอย่างกรณีนี้ ซึ่งเกิดขึ้นเพราะสังคมไม่เข้าใจในข้อจำกัดของการประกอบวิชาชีพเวชกรรม และไม่เข้าใจในบริบทของการบริการทางการแพทย์ในสังคมไทย จะน้อยลง โปรดดูบทความของผมในเรื่องนี้ที่ https://www.rama33.com/articles/doctor_patient_re *** tionship.pdf สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม

5. ในฐานะผู้ดูแลเว็บ คงไม่ลบกระทู้นี้ครับ เพราะกระทู้เช่นนี้เป็นการแสดงความคิดเห็นซึ่งไม่ขัดกับนโยบายการดูแลเว็บบอร์ด ทางเราคงไม่ลบกระทู้เพียงเพราะมีการแสดงความเห็นหรือเรียกร้องการกระทำบางอย่าง หากข้อความในกระทู้เป็นไปอย่างสุภาพและไม่ทำให้เกิดความแตกแยกอย่างร้ายแรงขึ้นในสังคม

6. ผมจะได้นำเรียนความเห็นของคุณ "ศิษย์เก่ารามา" ผ่านรองคณบดีฝ่ายสารสนเทศ ไปยังคณบดี เพื่อทราบต่อไปครับ
โดย นพ.นวนรรน ธีระอัมพรพันธุ์ เมื่อ 17 ธันวาคม 2550 16:42:14


ความคิดเห็นที่ 2


เห็นด้วย หากแพทยสภายังไม่ออกมาจัดการ ต่อไปหมอที่ถูกยึดใบประกอบวิชาชีพจะเอาอย่างมารับจ้างฟ้องหมอด้วยกันเอง ถึงตอนนั้นแพทยสภาคงไม่เหลือบทบาทอีกต่อไป เพาะประชาชนจะเรียนรู้ว่าถ้าไปฟ้องอาญามีจะชนะคดีแน่นอน จะไปหาแพทยสภาทำไม? ใช่ไหมครับ....
โดย มายา เมื่อ 17 ธันวาคม 2550 18:28:02


ความคิดเห็นที่ 3


ความเห็นที่ 2
จิตใจคับแคบมาก พอ ๆ กับเจ้าของกระทู้
รู้ได้อย่างไรว่าเขารับจ้างฟ้องหมอ กล่าวหาเขา
ต้องมีหลักฐานว่าเขารับเงินคนไข้ ไม่เช่นนั้นจะ
เรียกว่าพูดพล่อย ๆ
โดย คนไข้ เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2551 11:43:43


ตอบเรื่อง จะจัดการอย่างไรกับแพทย์รามาประพฤติตัวไม่เหมาะสม
ขณะนี้ Webboard ของทางคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ทำการปรับปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงขอให้ทุกท่านไปใช้ Webboard ตัวใหม่ ที่นี่
โดย: ในคอกครับ ไม่ใช่นอกคอก [1 พ.ย. 52 16:53] ( IP A:58.11.72.21 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   ผมยังนับถือท่านอยู่อย่างหนึ่ง คือท่านไม่ลบเว็บเพจนี้
หากเว็บเพจนี้หายไป ผมก็จะนับถือท่านน้อยลง
ผมยินดีให้คนด่าได้แม้จะลงชื่อจริง ผมมีหน้าที่ต้องพิสูจน์
หากไม่จริงคนที่กล่าวหาผม ท่านก็ต้องรับผิดชอบเช่นกันกับคำพูดของท่านเอง และหากท่านพูดโดยที่ท่านก็รู้ว่ามันไม่จริง ท่านต้องยิ่งละอายแก่ใจที่ท่านทำได้ยังไงกับเพื่อนร่วมสถาบัน
ผมสะอาดพอที่จะให้ตรวจสอบได้ว่าที่ท่านพูดจริงหรือไม่ เวลาจะพิสูจน์
แต่ถ้านิดๆหน่อยๆขอกันกิน ก็ไม่ว่ากัน
โดย: งาช้างไม่มีงอกจากปากสุนัข [1 พ.ย. 52 17:06] ( IP A:58.11.72.21 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน