บทความจากไทยรรัฐ "เมื่อวิกฤตแพทย์ไทย"
   ถึงแม้ว่าจะไม่อยากเอาเรื่องหนักๆรกสมอง มาทำให้วันพักผ่อนสุดสัปดาห์สบายๆของท่านผู้อ่าน กลายเป็นวันที่ต้องมานั่งขบคิดกับเรื่องเครียดๆ แต่เรื่องความเป็นความตาย เรื่องเจ็บไข้ ได้ป่วยของมนุษย์ มันไม่มีวันหยุดหรือวันพักผ่อนเลยจริงๆ

ท่านผู้อ่านจะเชื่อไหม ถ้าผมบอกว่า ทุกวันนี้คนหาเช้ากินค่ำ หากเกิดเจ็บป่วยไม่สบาย ต้องไปเข้าคิวตั้งแต่สองทุ่ม เพื่อรอให้แพทย์ตรวจรักษาในเช้าวันรุ่งขึ้น

เรื่องนี้เป็นความจริงที่แสนหดหู่ใจ และได้เกิดขึ้นแล้วในหลายๆโรงพยาบาลต่างจังหวัด โดยเฉพาะในโรงพยาบาลใหญ่ๆที่เป็นศูนย์การแพทย์

ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะแพทย์ไร้ความรับผิดชอบ หรือไม่ใส่ใจที่จะรักษาผู้ป่วยตามจรรยาบรรณ

แต่เพราะบ้านเรากำลังประสบวิกฤติทางการแพทย์อย่างหนัก ทุกปีจะมีแพทย์ลาออกจากราชการ 30-40 เปอร์เซ็นต์ ทำให้หลายโรงพยาบาลขาดแคลนแพทย์อย่างหนัก

ส่วนแพทย์ยังทนอยู่ก็ต้องเผชิญสภาวะขาดกำลังใจในการทำงาน โดยเฉพาะแพทย์ที่เพิ่งจบใหม่ๆ ที่ถูกส่งไปประจำตามโรงพยาบาลเล็กๆ ไม่กล้าทำการผ่าตัดแม้แต่ไส้ติ่งอักเสบ เพราะกลัวโดนคนไข้ฟ้องร้องหากเกิดความผิดพลาด

ในโลกของความจริง เราต้องตระหนักว่า แพทย์ไม่ใช่พระเจ้า ที่รักษาได้สารพัดโรค บางโรครักษาก็หาย ไม่รักษาก็หาย บางโรครักษา ก็ตาย ไม่รักษาก็ตาย

เมื่อเป็นเช่นนั้นแพทย์บางคนจึงตัดปัญหา ด้วยการส่งต่อคนไข้ไปให้ โรงพยาบาลใหญ่ๆที่มีแพทย์เฉพาะทางที่เชี่ยวชาญ

ในขณะที่แพทย์บางคนที่พอจะมีโอกาสเลือก ก็ทิ้งคนไข้หันไปเป็นแพทย์ ผิวหนัง หรือศัลยกรรมพลาสติก หากินกับคนมีกิเลสที่อยากสวยอยากงาม ทั้งสบายและได้เงินมากกว่า

ทำให้คนไข้ทั่วทุกสารทิศไปกองอยู่ตามโรงพยาบาลใหญ่ๆ ทำให้เกิดปัญหาต้องรอคิวแพทย์ รอคิวเตียง จนเกิดการวิ่งเต้นใช้เส้นสาย หรือจ่าย ใต้โต๊ะ ทำให้คนไข้ยากจนที่ควรจะได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ ต้องไปนอนรอจนอาการกำเริบยากที่จะเยียวยา

ในขณะที่แพทย์เองก็ต้องรักษาคนไข้ทั้งวัน จนไม่มีเวลาไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ทำให้เกิดการขาดแคลนแพทย์เฉพาะทางอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ที่เชี่ยวชาญทางศัลยกรรมสมองหรือหัวใจ

ซํ้าร้ายเกิดปัญหาเด็กจบ ม.6 ที่สอบติดแพทย์ หรือนักศึกษาแพทย์ ตามโครงการต่างๆ ยอมสละสิทธิ์ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ เพราะไม่อยากเรียนหนัก เพื่อมาเสี่ยงคุกเสี่ยงตะราง สู้ไปเรียนด้านไอที บริหาร หรือวิศวะไม่ได้ สบายใจ ไม่ต้องลุ้น แถมเงินเดือนก็พอๆกัน ด้วยความจริงที่ว่าวันนี้แพทย์จบใหม่ต้อง รับผิดชอบชีวิตคนไข้ วันละ 150-200 คน หรือเดือนละ 4,500-6,000 คน เพื่อ แลกกับเงินเดือนไม่ถึงหนึ่งหมื่นบาท เฉลี่ยชีวิตคนไข้หนึ่งคนมีค่าแค่บาทกว่าๆ

สาเหตุของปัญหาทั้งหมดมาจากโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค หรือนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของรัฐบาลในอดีต ที่ทุ่มงบฯเอาใจคนจน โดยลืมรากฐานสำคัญของนโยบายสาธารณสุข นั่นคือทุกคน ต้องร่วมกันเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข คนจนไม่ต้องจ่าย แต่คนที่พอมีกำลังต้องช่วยเหลือคนอื่น ไม่ใช่จะรวยหรือจนก็จ่ายเท่ากัน ทำให้คนที่พอจะช่วยเหลือตัวเองได้มาแย่งที่คนจน

ทำให้โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคที่ขึ้นต้นได้สวย เริ่มมีปัญหาเรื่องงบประมาณและบุคลากร จนมาตรฐานการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลรัฐเริ่มลดลง คนที่พอมีเงินก็หนีไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชน ทั้งๆที่ต้องจ่ายแพงกว่าเพื่อยื้อชีวิตตนเองหรือญาติพี่น้อง

ในที่สุดก็ถึงคำถามว่าแล้วใครกันที่ได้ประโยชน์จากวิกฤตการณ์ ในระบบสาธารณสุขของบ้านเรา คำตอบก็คือคนที่แอบกว้านซื้อโรงพยาบาลเอกชนเอาไว้ในมือ เพราะรู้ว่าในอนาคตบ้านเราต้องประสบปัญหาจากนโยบายประชานิยม.

“ลมสลาตัน”
โดย: ก๊อปมาฝาก [26 ต.ค. 51 20:27] ( IP A:58.9.201.212 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ในที่สุดก็ถึงคำถามว่าแล้วใครกันที่ได้ประโยชน์จากวิกฤตการณ์ ในระบบสาธารณสุขของบ้านเรา คำตอบก็คือคนที่แอบกว้านซื้อโรงพยาบาลเอกชนเอาไว้ในมือ เพราะรู้ว่าในอนาคตบ้านเราต้องประสบปัญหาจากนโยบายประชานิยม.

นักการเมือง
และกรรมการแพทยสภาส่วนใหญ่

รวยกระจุก จนกระจาย
เงินอยากได้ แต่ตายห้ามฟ้อง
โดย: เครือข่ายฯ [26 ต.ค. 51 20:29] ( IP A:58.9.201.212 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
    ส่วนแพทย์ยังทนอยู่ก็ต้องเผชิญสภาวะขาดกำลังใจในการทำงาน โดยเฉพาะแพทย์ที่เพิ่งจบใหม่ๆ ที่ถูกส่งไปประจำตามโรงพยาบาลเล็กๆ ไม่กล้าทำการผ่าตัดแม้แต่ไส้ติ่งอักเสบ เพราะกลัวโดนคนไข้ฟ้องร้องหากเกิดความผิดพลาด


แล้วแพทย์หน้าเก่าๆ ไปทำไรอะไรกันอยู่ หรือที่หน้าใหม่มีเส้นสาย ไม่ออกต่างจังหวัด ไปอยู่ตามโรงพยาบาลแพทย์ทหาร หรือเป็นอาจารย์ หรือ เรียนต่อเฉพาะทาง แต่ในที่สุดไปเป็นหมอสิว สรุปทำไมไม่มีข้อบังคับให้ทุกคนต้องไปทำงานต่างจังหวัดละครับ สลับกันไป จะได้ยุติธรรม คนต่างจังหวัดก็คนธรรมดาเขาก็ต้องการบริการจากแพทย์เหมือนกันนะครับ

ซํ้าร้ายเกิดปัญหาเด็กจบ ม.6 ที่สอบติดแพทย์ หรือนักศึกษาแพทย์ ตามโครงการต่างๆ ยอมสละสิทธิ์ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ เพราะไม่อยากเรียนหนัก เพื่อมาเสี่ยงคุกเสี่ยงตะราง สู้ไปเรียนด้านไอที บริหาร หรือวิศวะไม่ได้ สบายใจ ไม่ต้องลุ้น แถมเงินเดือนก็พอๆกัน ด้วยความจริงที่ว่าวันนี้แพทย์จบใหม่ต้อง รับผิดชอบชีวิตคนไข้ วันละ 150-200 คน หรือเดือนละ 4,500-6,000 คน เพื่อ แลกกับเงินเดือนไม่ถึงหนึ่งหมื่นบาท เฉลี่ยชีวิตคนไข้หนึ่งคนมีค่าแค่บาทกว่าๆ

แล้วไปสอบทำไม ให้ต้องสละสิทธิ์ละครับ คิดเรื่องเงินเป็นใหญ่ ก็เหมาะสมที่ไม่ควรจะเรียน ชีวิตคนไม่สามารถคำนวณเป็นตัวเงินได้นะครับ แล้วถ้ากังวลเรื่องเงินทำไม ผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องไม่ถือป้ายมาประท้วงละครับ แล้วต้องการเท่าไรถึงจะพอ ทุกคนก็ทำงานให้รัฐเหมือนกัน

อยากจะเขียนบทความประเภทนี้ เหมือนกัน แต่ขอคำแนะนำว่าหนังสือพิมพ์ หรือสื่อใดจะรับไปลงให้บ้าง ในมุมมองจากคนไข้ วิธีการที่กำลังทำอยู่ใครๆ เขาก็พอทราบนะครับว่ามันคือการประชาสัมพันธ์ ที่เรียกว่าการจัดการประเด็น และภาวะวิกฤตการณ์ จะทำธุรกิจกับชีวิตคนหรืออย่างไรครับ ไม่เสนอความเห็นสองด้าน สมัยนี้คือการประชาสัมพันธ์ยุคใหม่ที่ต้องสื่อสารสองด้าน จะมาใช้วิธีการโน้มน้าวแบบเดิม ระวังของจะเข้าตัวนะครับ
โดย: เห็นแล้วเหนื่อยใจแทน คิดว่าไม่รู้หรือไงกำลังทำอะไร [27 ต.ค. 51 2:34] ( IP A:125.25.52.28 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   การต่อสู้กับวงการแพทย์
เหมือนเรื่องการเมืองในปัจจุบันไม่มีผิด

การแพทย์ กับการเมืองเกี่ยวโยงกัน
นักการเมืองเป็นเจ้าของรพ.เอกชนมากมาย

แพทย์เป็นวิชาชีพชั้นสูง ญาติพี่น้อง ลูกผัว ลูกเมีย
ก็ล้วนเป็นชนชั้นศักดินาด้วยกัน

ดังนั้นสู้กับวงการแพทย์ ก็คือสู้กับนักการเมือง
แล้วการเมืองปัจจุบันเป็นอย่างไร

สื่อปัจจุบันเป็นอย่างไร
โฆษณารพ.เอกชนเกลื่อนกลาดไปทั่วแทบทุกสื่อ

ดังนั้นไม่ใช่เครือข่ายฯ จะไม่พยายามจะทำบทความ
เราทำมามาก และทำมานาน แต่บางครั้งอำนาจเรา
ไม่พอก็จบ

เราต้องการ การเมืองใหม่
โดย: ได้การเมืองใหม่..เมื่อไหร่ เราจะมีพื้นที่สื่อมากขึ้น [27 ต.ค. 51 9:16] ( IP A:58.9.200.80 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
    รัฐบาลน่าจะเอาเงินมาให้เด็กเรียนแพทย์มากขึ้นนะ เอาเป็นทวีคูณเลยก็ได้ ลดพวกเด็กที่เรียนสาขาอื่นลง ใครเก่งพอมีศักยภาพก็ส่งเรียนเมืองนอกไปเลย จบมาให้บังคับมาทำงานที่เมืองไทยใช้หนี้ทำสัญญากันก่อนเรียน ส่วนเด็กสาขาอื่น ๆ ให้ทุนน้อยลงเมื่อเปรียบเทียบกับความจำเป็นจริงๆ *เมื่อพูดถึงขั้นวิกฤติ* อย่างที่ข่าวสารมันพูดกัน เด็กจบไม่มีคุณภาพไม่ต้องให้ทุนเรียน ถ้าให้ทุนก็จำกัดและคัดสรรกันจริง ๆ เพื่อไม่ให้เปลืองงบประมาณชาติที่บ่นกันว่า* มันมีน้อย*

ปัจจุบันปริญญาตรีเหมือนอาหารโหล เพราะผลิตได้เป็นหมื่น ๆ โหลต่อปี มีคุณภาพน้อยมาก เรียนจบมาไม่มีงานทำ และไม่มีเงินใช้หนี้หลวงอยู่ดี สู้ส่งเด็กที่จบมามีงานทำอย่างแพทย์ แล้วหาเงินส่งคืนหลวงได้จะดีกว่าไหม จบมาก็เพิ่มเงินเดือนให้แพทย์ รพ. รัฐ เท่าเทียมกับ รพ. เอกชน หรือหักเงินเดือนทุกเดือนจากแพทย์ที่จบมาได้งานทำแล้ว เพื่อใช้หนี้หลวงและให้รุ่นน้องเรียนต่อไปอีก

คิดไปงั้น สมองกลวง ๆ ไงไม่รู้ช่วงนี้โดนยาไปเยอะ

เพี๊ยนเปล่าไม่รู้เนี่ย คิดได้แบบนี้เนี่ย !!!

คงทำยาตามเคย ...รัฐบง รัฐบาล

เด็กยากจนบ้านนอกมีเยอะและเก่ง ๆ อยากเรียนแพทย์เชื่อเหอะ

ค่าตอบแทนคุ้มค่าใครก็อยากเรียน ไม่ว่าอาชีพไหน ๆ

นอกจากจะไม่ยึดถือเรื่องเงิน เอาเรื่องใจรักมาก่อนสำหรับแพทย์บางคนนะ ก็มี ที่เขาไม่ได้คิดเรื่องค่าตอบแทนเป็นหลัก เชื่อว่ายังมีอยู่ในเมืองไทยอาจจะน้อย แต่เชื่อว่า มี
โดย: GN+ [27 ต.ค. 51 9:31] ( IP A:222.123.130.127 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   เขียนได้ถูกใจมาก
โดย: คนเก่า [27 ต.ค. 51 10:39] ( IP A:125.26.70.50 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
    ในที่สุดก็ถึงคำถามว่าแล้วใครกันที่ได้ประโยชน์จากวิกฤตการณ์ ในระบบสาธารณสุขของบ้านเรา คำตอบก็คือคนที่แอบกว้านซื้อโรงพยาบาลเอกชนเอาไว้ในมือ เพราะรู้ว่าในอนาคตบ้านเราต้องประสบปัญหาจากนโยบายประชานิยม.

ต้องพูดต่อให้หมดเปลือกด้วย ว่า อ้ายพวกนี้รวมหัวกันยึดแพทยสภา แพทยสมาคม กระทรวงสาธารณสุข กรรมาธิการสาธารณสุขของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา สื่อสารมวลชน ฯลฯ ไว้หมดแล้ว
โดย: เจ้าบ้าน [27 ต.ค. 51 10:50] ( IP A:210.86.181.20 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   คิดมากไปริเปล่าครับเจ้าบ้าน
โดย: คนเก่า [27 ต.ค. 51 11:03] ( IP A:125.26.70.50 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
    น่าคิดแฮะ น่าคิด คิดน้อยไปก็ไม่ดี ก็น่าคิด ถ้าคิดน้อย บางที กลัวบางคนเค้ามาหาว่า โง่
โดย: ขิง ขิง [28 ต.ค. 51 8:47] ( IP A:115.67.188.115 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   ต่อจากความเห็น 6
เหมือนระบอบทักษิณมันยึดทุกหน่วยงานเวลานี้
เพราะพวกรพ.เอกชนส่วนใหญ่ก็คือพวกของทักษิณนั่นแหละ
โดย: เหมือนกันไม่มีผิด [30 ต.ค. 51 9:37] ( IP A:58.9.198.50 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
    เฮ้อ เข้าใจ เข้าใจ
โดย: แย่ [31 ต.ค. 51 20:13] ( IP A:115.67.56.47 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   คนพูดนี่แกรู้จริงนะ แดนสนธยา ณ ศักดินา ลูกหมอ ลูกอาจารย์ เท่านั้นที่มีสิทธิก้าวหน้าสูงสุด ได้รับการยกเว้น ได้รับโอกาส ทุกด้าน แม้กระทั้งการเตรียมตัวสอบเข้า และ อีกหลาย ๆ ขั้น เหลือเดนจริง ๆ ค่อยมาถึงผู้มีสิทธิโดยชอบธรรม มันมีมานานมาก ใครหรือจะจัดการได้ เหมือนที่บอกละ เขาคุมกันเป็นเครือข่าย มานานนน มาก จะเข้าไปสลายเมืองในหมอก ก็ต้องใช้พลังมหาศาล วางระบบใหม่หมด ไม่งั้นไม่มีทางแน่นอน ที่เห็น ผมอนาถใจนักกับห้องฉุกเฉินแต่ละโรงพบาบาลที่มีคนเจ็บปางตายรออยู่ แต่มีหมอเวรอยู่ 2 คน ทำงานน่าสงสารมาก ไม่รู้ว่าผู้บริหารไม่รู้สึกรู้สา หรือแก้ปัญหาอะไรบ้างหรือ คงคิดว่ารอไม่ไหว ก็ต้องไหลไปที่โรงพยาบาลเอกชน ที่พวกท่าน ๆ ถือหุ้นอยู่กระมัง และก็ไม่น้อยที่ได้หัวคิดจากการเป็นแพทย์ที่ปรึกษาของโรงพยาบาลเอกชน ดูแล้วยิ่งเลวร้ายลงทุกวัน เดี๋ยวนี้เลยติดลบกับหมอไปเยอะ มันแย่นะครับ หมอดี ๆ ท่านก็ยังมีอีกมาก แก้ไขเถอะครับ

โดย: veerasan@hotmail.com [4 มี.ค. 52 14:53] ( IP A:125.24.54.236 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน