หมอไทยวิกฤติแล้ว...คนเก่งยี้เรียนแพทย์
   หมอไทยวิกฤติแล้ว คนเก่งยี้เรียนแพทย์
[2 มี.ค. 52 - 16:50>


“โรงพยาบาลวิกฤติขาดแพทย์...ลาออก 2 ตำแหน่ง ขออภัยในความไม่สะดวก ที่ต้องรอนาน...”

นี่คือป้ายที่ติดประกาศไว้ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งจังหวัดภาคอีสาน ที่สะท้อนให้เห็นปัญหาว่า แพทย์ไทยอยู่ในสภาวะวิกฤติ

“วิกฤติแพทย์ไทย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนไทยทั้งประเทศ มาจากปัจจัยสอง...สามประการ”

ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณนายแพทย์เหลือพร ปุณณกันต์ นายกสมาคมศิษย์เก่าแพทย์ศิริราชในพระบรมราชูปถัมภ์ บอก

ประการแรก...ผลิตไม่พอ
คุณหมอเหลือพร บอก ว่า การผลิตแพทย์ไม่ใช่ของง่ายๆ ไม่ใช่แบบตัดเสื้อมาแล้วใส่ได้เลย หรือเรียนจบแล้วก็ไม่ใช่รักษาคนไข้ได้ทันที
แพทย์แต่ละคนจะต้องทำอีกหลายอย่าง ก่อนที่จะรับผิดชอบชีวิตคนได้ จะคิดแค่ว่า...หมอไม่พอ ก็เพิ่มการผลิตไม่ได้

“เพิ่ม การผลิต คุณภาพจะได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้ คนที่เข้ามาเรียนเก่งแค่ไหนก็ไม่รู้...สอนแพทย์ก็เหมือนสอนช่างซ่อมรถยนต์
ถ้าไม่ลงมือแก้เอง แค่อ่านหนังสือก็แก้ไม่ได้ ขณะเดียวกัน แก้รถยนต์แล้ววิ่งไม่ได้...เอามาแก้ใหม่ได้ แต่ถ้าเป็นหมอรักษาคนไข้ จะมาลองผิดลองถูกไม่ได้”

ประการที่สอง...การกระจายของแพทย์ ยังไม่กระจายไปในแง่ความเหมาะสม
“แพทย์ก็คือคน ต้องการมีครอบครัว มีลูกต้องเรียนหนังสือ สร้างครอบครัวเหมือนคนอาชีพอื่นๆ... ขณะเดียวกัน แพทย์ต้องรับผิดชอบชีวิตคน ก็ต้องดูว่า... ทำได้แค่ไหน” โรงเรียนแพทย์สอนแพทย์แต่ละคนมา ไม่ใช่ว่าแพทย์ทุกคนรักษาได้ทุกโรค จะต้องมาดูว่า...แพทย์รักษาได้แค่ไหน ถ้าเกินกำลังควรจะส่งไปรักษาต่อที่ไหน

“เรามีระบบส่งต่อผู้ป่วย เขียนไว้ชัดเจนในกระดาษ แต่ไม่ทราบว่าในชีวิตจริงจะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า... ทั้งเวลา ทั้งความรวดเร็ว พอกับสิ่งที่ประชาชน คาดหวังหรือไม่” นี่คือสาเหตุสำคัญที่ผู้ป่วยต่างจังหวัดดิ้นรนเข้ามารักษาตัวในกรุงเทพฯ เข้ารักษาในโรงพยาบาลใหญ่ จนถึงโรงพยาบาลเอกชน ประเด็นสำคัญ ต้องชี้ไปที่ระบบการรักษาพยาบาลทั่วไป ไม่สามารถให้การรักษาได้พอเพียง...อย่างที่ควรจะเป็น ขณะที่ระบบบริการสุขภาพต้องการให้คนเข้าถึงแพทย์มากขึ้น แต่กลายเป็นว่า...แพทย์ทำงานหนักขึ้น รับภาระมากขึ้น หมอคนเดียว ตรวจคนไข้วันละ 200-300 คน ผลที่ตามมา คือ...คุณภาพการรักษาพยาบาลลดลง ที่ตามมาอีกอย่างคือ

ปัจจัยประการสุดท้าย...การฟ้องร้อง
ผลพวงคนไข้ฟ้องหมอ จะเห็นว่าแต่ละปีมีคนที่พยายามสอบเข้าแพทย์แล้ว สละสิทธิ์มากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ คุณหมอเหลือพร ชี้ว่า ข้อมูลนี้ไม่ใช่เห็นแล้วจะนิ่งอยู่ได้ เพราะหมายถึงวิกฤติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
เด็กที่สละสิทธิ์ต้องการแสดงให้เห็นว่า ถ้าฉันจะเรียนหมอก็เรียนได้
แต่ที่สละสิทธิ์ หมายความว่า...อาชีพแพทย์ ไม่ใช่อาชีพที่จูงใจให้คนเข้ามาเรียน

“คนที่ฉลาด คิดว่าทำอย่างอื่นไม่ดีกว่าหรือ ทำไม? ต้องเอาชีวิตทิ้งไว้ทั้งชีวิต...เสี่ยงการติดโรค เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง”

คราวนี้...ก็ถึงเวลาที่ต้องหันหน้าเข้าหากัน จะต้องทำอย่างไรกันต่อไปบ้าง?

โครงการ 1 อำเภอ 1 แพทย์ ให้ทุนเรียนแพทย์ มีระยะเวลาทำงานชดใช้ทุน 12 ปี หรือ 2 ล้านบาท

“ถามว่าจบแล้ว จะส่งหมอไปลุยคนเดียวหรือ...มันไม่ใช่”
คุณหมอเหลือพรกล่าวว่า “การ สร้างสุขภาพให้กับประชาชน ต้องมีทีมแพทย์... คุณมีเภสัชหรือยัง มีหมอฟันไหม มีนักเทคนิคหรือเปล่า มีนักกายภาพบำบัดหรือยัง มีพยาบาลพอ หรือไม่”

พื้นที่ไหนการคมนาคมดี ต้องดูว่ามีความจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีแพทย์ อยู่ประจำทุกอำเภอ สมมติว่า...ถ้ามีการเชื่อมโยง 3 อำเภอที่อยู่ใกล้กัน ให้แพทย์ทำงาน เป็นทีมร่วมกัน... โรงพยาบาลละ 3 คน รวม 9 คน ให้รักษาอยู่โรงพยาบาลเดียวกัน

“แพทย์ ทีมนี้รักษาได้ทุกโรค ผ่าตัดก็ได้...จะทำให้คุณภาพการบริการคนไข้ดีขึ้น แน่นอนว่า แพทย์จะมีศักยภาพในการปกป้องตัวเองได้มากขึ้นด้วย”

กลับกันแนวทางที่จะกระจายแพทย์ให้ลุยเดี่ยวคนเดียวในแต่ละพื้นที่ นานวันเข้าจะทำให้คุณภาพแพทย์ลดลง

“แต่ละคน...ก็ต้องคิด ทำไมต้องทำงานหนัก เงินเดือนผมแค่นี้... ขณะที่สังคมบอกว่า...คุณหมอคิดอย่างนี้ คุณหมอเห็นแก่ตัว”

อีกประเด็นที่ผู้ใหญ่หลายคนมองข้าม แพทย์ไม่ใช่ว่าเรียนจบแล้วก็จบกัน ทำงานรักษาคนไข้ไปจนตาย ความเป็นจริง...แพทย์ต้องเรียนอยู่ตลอดเวลา เพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆ สู้กับโรคใหม่ๆ

ดังนั้น...ต้องให้โอกาสแพทย์มีเวลาได้เรียนบ้าง ถ้าแพทย์เข้ามาเรียนในเมืองไม่ได้ ก็ต้องหาวิธีออกไปหาเขา ช่วยเหลือให้เขาอยู่ได้
ที่สมาคมศิษย์เก่าแพทย์ศิริราชฯทำอยู่ เป็นโครงการส่งเสริมกิจกรรมการแพทย์ หารายได้สนับสนุน จัดฝึกอบรมแพทย์ในภาคต่างๆ ร่วมกับสถาบันการศึกษาอื่น จัดหาทุนการศึกษาให้เข้ามาศึกษาต่อทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับการศึกษานักเรียนแพทย์ในต่างจังหวัด

สถานการณ์ทุกวันนี้...แพทย์ไม่น้อย ถ้าทำงานพักนึงแล้วกลัวว่าจะถูกฟ้อง ก็มักหาวิธีเลี่ยงไปทำงานที่อื่น ที่ดีกว่าและมีความเสี่ยงน้อยกว่า
เป็นปัญหาสมองไหล ทำไม? แพทย์โรงพยาบาลรัฐลาออกกันมากนัก

วันนี้...คนไข้มองหมอเปลี่ยนไปจากอดีตมาก สมัยก่อนแพทย์ออกไปรักษาคนไข้ หรืออยู่รักษาเหมือนกับพี่น้องญาติสนิท
จากสภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น การแข่งขันที่มากขึ้น มีโรงพยาบาลเอกชนเพิ่มขึ้น การรักษาระหว่างหมอกับคนไข้ เป็นแค่บริการประเภทหนึ่ง

“การรักษาเป็นการบริการ เมื่อซื้อบริการแล้วไม่ได้บริการที่ดี แน่นอนว่าก็มีการฟ้องร้อง โวยวาย...ไม่ต่างกับซื้อปลากระป๋องเน่า นม ไม่ได้คุณภาพ”

ในโรงพยาบาลชนบท แพทย์ต้องการให้ความรู้ ให้คุณภาพการรักษาที่ดีกับคนไข้ ขณะที่ต้องตรวจรักษาเป็นร้อยๆราย ยังไงก็คงให้คุณภาพดีเสมอกันทุกคนไม่ได้แน่ ชีวิต คน...มีหรือจนที่ว่าเท่ากัน จึงเป็นแค่นามธรรม สมมติว่า ผ่าถุงน้ำดี ถ้าผ่าแบบใช้มีด สมัยก่อนนอนโรงพยาบาล 3 อาทิตย์... ช่วงหลังเหลือ 1 อาทิตย์ กว่าๆ...ผ่าแล้ว 3 เดือนกว่าจะกลับไปทำงานได้

ปัจจุบัน ถ้ารักษาในกรุงเทพฯ ไม่ต้องผ่าตัดแล้ว ใช้กล้องส่อง 3 วัน กลับบ้านได้...อีก 2 อาทิตย์ก็ทำงานหนักได้ขณะ ที่คนใช้แรงงาน กลับเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ ต้องผ่าแบบสมัยเก่า 3 เดือนกลับไปทำงานได้ ฐานะก็ยากจนแล้วยังมีลูกเมียต้องเลี้ยงดู นี่คือช่องว่างของความเท่าเทียมในระบบการตรวจรักษาสุขภาพคนไทย

คุณหมอเหลือพร บอกว่า ที่ต้องแก้คือการเอาความรู้ทีมแพทย์ลงไปช่วยในชนบท...ไม่ใช่เทเงินอย่างเดีย วเท่านั้น โรงพยาบาลใหญ่ประจำจังหวัด หลายแห่งมีแพทย์ไม่พอ เตียงก็ไม่พอ พยาบาลก็รับไม่ไหว ทุกอย่างขาดแคลน... มันขัดแย้งที่จะมุ่งเอาบริการการรักษาที่เป็นเลิศ

“การ แก้วิกฤติ ต้องแก้ระยะยาว แก้อย่างครบวงจร เรามีสำนักงานหลัก ประกันสุขภาพแห่งชาติ ช่วยให้คนเข้าถึงการรักษาสุขภาพเป็นเรื่องดี ขณะเดียวกัน เรายังไม่มีองค์กรอื่น...ไม่มีวิธีอื่นที่จะดึงให้แพทย์อยู่ในชนบทได้”

คุณหมอเหลือพร ย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของใคร ไม่ใช่ความผิดของรัฐบาล ไม่ใช่ความผิดของแพทย์ และไม่ใช่ความผิดของประชาชน แต่เป็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญของวงการแพทย์ไทย
ที่ต้องวางแผน แก้ไขในระยะยาว...ในทิศทางเดียวกัน
ที่จำเป็น คือการให้การสนับสนุนให้แพทย์เดินไปข้างหน้าได้ สิ่งที่รัฐต้องทำคือถามความต้องการ และช่วยให้แพทย์ไทยก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

“ทำอะไรก็ได้...ให้หมออยู่ได้ในแต่ละพื้นที่อย่างมีความสุข ความสุขที่ไม่ใช่การมีเงิน แต่เป็นการมีความรู้ มีทีมงานที่สามารถจะทำงานได้ด้วยความรู้สึกมั่นใจ”

รัฐจะต้องเห็นความสำคัญของกระทรวงสาธารณสุขมากกว่านี้ การสาธารณสุขของชาติ คือสิ่งที่สำคัญที่สุด

ดังพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า
“ถ้าสุขภาพของประชาชนของประเทศดี เศรษฐกิจก็จะดี ชุมชนก็จะเข้มแข็ง”.

โดย: ปัญหา..กลายเป็นลิงแก้แห [4 มี.ค. 52 9:59] ( IP A:58.9.193.225 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   สรุปก็เอาคนไข้เป็นตัวประกันตามเคย
โดย: 333 [4 มี.ค. 52 12:56] ( IP A:202.28.183.10 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   ตั้งข้อสังเกต

อ่านบทความของหมอมามาก ตั้งแต่ของหมอแก่ ๆ
จนถึงหมอเด็ก ๆ

บทความมักมองฝ่ายเดียว ขาดจิตวิญญานของการมองเห็นหัวคนไข้
มองแต่ทุกข์ของฝ่ายแพทย์ โทษของการฟ้องร้อง ห่วงแต่หมอจะ
ทำงานไม่มีความสุข ห่วงว่าสังคมจะได้รับผลจากหมอไม่มีความสุข

แต่....

ไม่เคยมีบทความอันไหน ห่วงว่า ชีวิตคนไข้ที่หมอทำเขาเสียหาย
แล้วเขาจะอยู่อย่างไร จะหาระบบอะไรมาช่วยเขา เขาถึงจะไม่มา
ฟ้องหมอที่ทำพลาดไปแล้ว

หรือว่า....

ชีวิตคนไข้ไม่มีราคาค่างวดเท่ากับความรู้สึกของหมอ
เสียหายแล้วควรก้มหน้ารับชะตากรรม ขืนโวยวายเรียกร้อง
ค่าเสียหาย หมอจะเสียขวัญ แล้วจะไม่มีใครกล้ารักษา
แล้วพวกเอ็งนั่นแหละจะกลายเป็นผู้ร้าย ทำให้คนดี ๆ ต้องตาย
เพราะหมอไม่กล้ารักษา

วงการแพทย์ซังกะบ๊วยเอ๊ย......ไม่เคยคิดอะไรเผื่อคนอื่น
หรือคิดให้พ้นวิชาชีพ หรือพ้นประตูบ้านตัวเองเลย

พวกเราเสียอีก เสียหาย แต่เรียกร้องให้มีระบบมารองรับ
ความเสียหาย เพื่อแก้ไขปัญหาการฟ้องร้อง
โดย: เบื่อพวกคิดเห็นแกตัวฝ่ายเดียว... [4 มี.ค. 52 13:11] ( IP A:58.9.223.171 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   ไม่วิกฤตหรอก คนเก่งไม่เรียนแพทย์ก็ไม่เสียหาย
มีคนตั้งเยอะที่ไม่เก่งแต่เป็นหมอที่ดี
และก็มีหมอเก่งจำนวนไม่น้อย แต่ก็เป็นหมอที่ไม่ดี
โดย: ฟฟ [4 มี.ค. 52 13:45] ( IP A:58.8.7.90 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   อยากเป็นหมอ แต่กลัวโดนฟ้อง
ก็ไม่ต้องมาเรียน ถูกต้องแล้วค่ะ
โดย: จีเอ็น [4 มี.ค. 52 18:00] ( IP A:117.47.224.158 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   ยุคสมัยนี้

หมอเก่งมีเยอะ ทีมหมอไทยที่ทั้งเก่งเดี่ยวและเก่งเป็นทีมก็มีไม่น้อย

แต่

ในบรรดาหมอเก่งเหล่านั้น มีหมอที่มีจรรยาบรรณ "แค่เพียงพอ" มีน้อยยิ่งกว่า "คำว่าน้อยเสียด้วยซ้ำ"

และหมอดีมีจรรยาบรรณในยุคสมัยนี้ ผมก็ว่าส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นหมอเก่ง

จะยังไงก็แล้วแต่ คนไข้ไทยเบี้ยน้อยหอยน้อยทั้งหลาย ไม่ค่อยได้มีโอกาสเลือกหรอก

คนที่รวยเงิน แม้จะเลือกได้ ก็ยังเลือกพลาดได้เลย

ที่ผ่านมา 30 ปีที่แล้วเราขาดแคลนหมอ ขาดแคลนเครื่องมือ

วันนี้ เราก็ยังขาดแคลนหมอ ขาดแคลนเครื่องมืออย่างเดิม แม้ว่าเราจะมีอดีดนายกฯ ที่รวยระดับแถวหน้าของมหาเศรษฐีเอเชีย เราจะเป็นแหล่งผลิตรถยนต์เป็นดีทรอย์แห่งเอเชีย ที่สำคัญรัฐบาลจากระบบการเมืองขี้ฉ้อมาตลอดนับสิบๆปี ส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นเมดิคอลฮับแห่งเอเชีย ได้กระทรวง ส.ธ. เป็นแหล่งทุจริตทางผลประโยชน์สาธารณสุขที่ใหญที่สุดแห่งหนึ่ง จนทำให้ระบบสาธารณสุขของประเทศต้องมาแบกรับเมดิคอลฮับ แบกรับการขาดแคลนทั้งหมอและสิ่งสนับสนุนต่างๆในระบบสาธารณสุขมวลชนอย่างซ้ำซากทั้งเรื้อรังมาจนทุกวันนี้ แล้วอย่างนี้ รัฐบาลไม่ผิด ระบบขี้โกงขี้ฉ้อของนักการเมือง ของแพทยสภา และของกระบวนการทางศาลก็ไม่ผิด ผิดที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้ และที่รู้อยู่แล้วก็แกล้งไม่รู้ เพราะ "ไม่เกี่ยวกับฉัน ฉันไม่ยุ่ง ทำมาหากินเอาตัวรอดอย่างเดียว ถึงเวลาและโอกาส หากโกงได้ ฉันก็ทำ"

ภาพรวมที่เป็นกันอยู่ ผมบรรยายออกมานี่ น่าจะครบนะ
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [5 มี.ค. 52 8:56] ( IP A:58.8.99.96 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   ในบรรดาหมอเก่งเหล่านั้น มีหมอที่มีจรรยาบรรณ "แค่เพียงพอ" มีน้อยยิ่งกว่า "คำว่าน้อยเสียด้วยซ้ำ"

ในบรรดาหมอเก่งเหล่านั้น มีหมอที่มีจรรยาบรรณ "แค่เพียงพอ" มีน้อยยิ่งกว่า "คำว่าน้อยเสียด้วยซ้ำ"

ในบรรดาหมอเก่งเหล่านั้น มีหมอที่มีจรรยาบรรณ "แค่เพียงพอ" มีน้อยยิ่งกว่า "คำว่าน้อยเสียด้วยซ้ำ"
โดย: 000 [5 มี.ค. 52 9:27] ( IP A:58.8.83.115 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
    good discussion
โดย: good comments [5 มี.ค. 52 10:18] ( IP A:210.86.181.20 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   เคยเห็นคนขยันแต่โง่ไหม มันขยันปัดกวาดเช็ดถูบ้านจนกะทั่งล้างรถ แต่ขอโทษ ดันเอาฝอยลวดขัดหม้อไปขัดรถ

ถ้าให้คนที่ความรู้ความสามารถไม่เพียงพอไปเป็นหมอ มันก็จะเป็นเช่นนั้นแล ให้การรักษาผิดๆถูก แต่เนาะ เป็นคนดี เด๋วทำพ่อคุณตายค่อยบอกขอโทษ คุณคงอภัยให้นะ และจะเอาคำขอโทษอย่างเดียว ไม่เอาตังค์ใช่ไหม
โดย: เข้าใจนะ [5 มี.ค. 52 10:51] ( IP A:125.26.108.199 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   ความเห็นที่ 9 นี่มันความเห็นหมอสมศักดิ์ นายกแพทยสภาชัด ๆ
แกชอบเรียกคนไข้ว่า "มัน" ทุกคำ และชอบดูถูกคนอื่นประจำ
โดย: สันดานขุดยาก [5 มี.ค. 52 23:07] ( IP A:58.9.205.158 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   "มัน" ใน #9 หมายถึงคนไข้เหรอ ผมคงเข้าใจผิดอยู่คนเดียวสินะ
โดย: าาา [5 มี.ค. 52 23:23] ( IP A:58.8.83.115 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   ในความเห็น 9 ไม่ได้หมายถึงคนไข้
แต่สำนวนที่ชอบเรียกคนอื่นว่า"มัน" และดูถูกคนอื่นว่า"โง่"
นัน อยู่ในกมลสันดานของไอ้เตี้ย
โดย: กมลสันดาน [6 มี.ค. 52 1:52] ( IP A:58.9.183.85 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   เอ่อ ขอภัยครับ คำว่ามันหมายถึงหมอที่โง่ๆ ครับ หมายถึง เอาคนโง่ๆ มาเป็นหมอ เพราะคนเก่งมันยี้เรียนแพทย์
พอได้หมอโง่ๆ แต่เป็นคนดีไง พอทำพ่อคุณตายก็ขอโทษไง หวังว่าจะอภัยและไม่เอาค่าชดเชยนะ เพราะพวกคุณทุกคนที่ฟ้องจะบอกเสมอว่าไม่อยากได้ตังค์แต่อยากได้คำขอโทษ

แล้วใช้มันนี่ไม่ดีรึกะเพื่อนผมก็ใช้คำว่ามัน บางทีมรึงผมก็ใช้
โดย: ลูกพ่อขุนครับ รับไม่ได้ขออภัย [6 มี.ค. 52 10:56] ( IP A:125.26.107.166 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   พอดีผมมันคนติดดินครับ คำพูดเลยติดหยาบติดดินแบบชาวบ้าน

ไม่ไฮโซเหมือนคุณๆ เรียกเงินที เป็นร้อยล้าน
โดย: ลูกพ่อขุน(คห 9) [6 มี.ค. 52 12:33] ( IP A:125.26.107.166 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   เรียกคนไข้ว่า มัน ได้
ก็เรียกหมอบางคน ว่า มัน ได้ ค่ะ
อย่าซีเรียส มันมาก็มันไป หมดเรื่อง
มรึงมาก็กรูไป เพราะกรูก็ลูกพ่อขุนเหมือนกัน คิดอย่างนี้สบายใจค่ะ


ส่วนเรื่องหมอขยันแต่โง่ ก็ยังดีกว่าหมอขี้เกียจมั่นใจตัวเองสูงนะ
การที่เป็นหมอขยันแต่โง่ เขาก็ยังสามารถดูอากาคนไข้ด้วยความระมัดระวังเพราะว่าความโง่ทำให้รอบคอบถี่ถ้วนขึ้น การที่เป็นหมอขยันแต่โง่ก็ทำให้เดินดูคนไข้ได้ตลอดเวลาที่มีเวลาว่างเพราะว่า กลัวอาการคนไข้จะผิดเพี้ยนไปมากจากการรักษาของความโง่ตัวเอง นั่นก็ทำให้หมอคนนี้หยุดสังเกตุความเปลี่ยนแปลงของการตอบสนองอาการต่างๆได้รอบคอบและอย่างระมัดระวังกว่า เพราะเมื่อจะได้แก้ไขก็สามารถทำได้ทันที ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไรขึ้นชื่อว่าสอบหมอติด ก็คงไม่โง่ 100 % และก็เปรียบเทียบหมอขยันแต่โง่ ได้จากหมอจบใหม่เอบทุกคนแหล่ะ คงไม่มีหมอจบใหม่คนไหนเก่งและเชี่ยวชาญมาเลยเช่นกัน ถ้าไม่มาฝึกหัดทำงานจริง ๆ กับคนไข้จริง ที่ไม่ใช่อาจารย์หมอที่เรียนมาในหลักสูตร

และยกตัวอย่างหมอเก่ง หมอเชี่ยวชาญที่บอกว่าเก่งแต่ขี้เกียจ และสัพเพร่า เพราะหมอพวกนี้จะมีมาตรฐานการดูแลคนไข้ต่างจากหมอขยันแต่โง่อยู่แล้ว เพราะจะคิดว่าตัวเองเก่ง ดูอาการได้เปะๆ โดยที่ไม่ต้องเดินมาดูคนไข้บ่อย ๆ โดยที่ไม่ได้แยกแยะเลยว่า คนไข้อาการหนัก และไม่หนักให้ความสำคัญในการดูแลต่างกันอย่างไร

เขาชอบอ้างว่า หมอ รพ. รัฐ มีน้อย และต้องดูคนป่วยมากกว่า รพ.เอกชน อันนี้ไม่เถียง แต่หมอก็ต้องแยกแยะอาการคนไข้แต่ละคนออกว่า คนไหนควรเดินดูอาการบ่อย ๆ คนไหนที่นอนรอดูอาการไปก่อน ไม่ใช่มาอ้างเหมารวมไปหมด ว่าหมอไม่มีเวลามากขนาดนั้นมัน
ไม่ใช่ข้ออ้างทั้งหมด

ข้อคิดเห็นได้ประมาณนี้ สำหรับหมอเก่งแต่โง่ และหมอไม่โง่แต่เก่ง ว่าเขามีมาตรฐานการดูแลคนไข้ต่างกันเช่นไร เท่านั้นในความคิดของคนไข้คนหนึ่ง ที่ต้องการหมอดีดี สักคนที่ไม่ต้องเก่งมากแต่ขยัน
โดย: จีเอ็น [6 มี.ค. 52 13:21] ( IP A:222.123.25.1 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
   คำว่ามัน คำว่าโง่ ขึ้นอยู่กับใครจะใช้มัน
ถ้าเป็นชาวบ้าน หรือหมอที่พูดกันทั่ว ๆ ไป
ก็ไม่แปลกภาษาพ่อขุนรับได้ เพราะใช้เป็นเหมือนกัน
แต่นายกแพทยสภา เป็นตำแหน่งที่ควรมีเกียรติ
ควรมีสำนึกรู้จักให้เกียรติคนไข้ หรือถ้าคุณคิดว่า
ตำแหน่งนายกแพทยสภามันไม่มีเกียรติแล้ว จะใช้
ไอ้ เอี้ย อ่า เอ๋ว อะไรก็เรื่องของมัน
โดย: เรื่องของมัน [6 มี.ค. 52 21:07] ( IP A:58.9.218.141 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
   ไม่อยากเรียนก็ไม่ต้องเรียน
ให้คนเขาอยากเรียนเขาเรียนไป
โดย: จบ [10 มี.ค. 52 14:09] ( IP A:58.9.196.174 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
   ดีแล้ว ให้ไปประกอบอาชีพอื่น กันให้หมด พวกที่เรื่องมาก คิดว่าตัวเองรู้มากจะได้หาที่รักษาไม่ได้ จะได้ตายๆ กันให้หมด พวกญาติพี่น้อง ลูกๆ ที่มันทำออกมาจะได้ตายให้หมด ให้รักษากันเองนั่นแหละดี
โดย: ดีแล้ว [10 มี.ค. 52 23:10] ( IP A:124.157.235.76 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
   ความเห็นที่ 18
เป็นความเห็นที่ทำให้วิชาชีพนี้เป็นที่น่ารังเกียจ
โดย: ช่างน่าสมเพชความคิด [12 มี.ค. 52 11:20] ( IP A:58.9.205.209 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
   แพทย์ (ที่ผมยังนับถือว่าเป็นวิชาชีพที่สร้างคุณประโยชน์มากมาย) ผมว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้ประเทศไทย ขาดแคลนทรัพยากรบุคคลากรทางการแพทญื โดยเฉพาะ แพทย์ ซึ่งมีทั้งภายนอก คือ ระบบ การบริหารจัดการ การะจายตัวของแพทย์ นโยบายของรัฐ ด้านการเมือง นโยบายของโรงพยาบาลเอง รวมทั้งปัจจัยภายในของแพทย์ เช่น ความตั้งใจ ทักษะ ความชำนาญ การมีใจสาธารณะ เป็นต้น การกล่าวหา หรือโทษปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง ย่อมไม่ยุติธรรมเท่าไร นัก การแก้ไขต้องแก้ทั้งระบบใหญ่ แต่ให้ดีต้องรู้ปัญหาในวงแคบก่อน เพื่อจะสะท้อนปัญหานั้นกระเพื่อมให้กว้างมากขึ้นต่อไป
โดย: k [19 มี.ค. 52 14:45] ( IP A:202.57.142.110 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
   ผม ยังเป็นนิสิตแพทย์อยู่เลยครับ ดูจากสถานการณ์แล้วผมว่า ไม่น่าจะโกรธกันเลย ผมอยากเป็นทั้งหมอที่ดีแล้วก็เก่งอ่ะครับ เเต่ว่าไม่รู้จะทำได้ดีมากแค่ไหน ตอนนี้ก็พยายามตั้งใจเรียนจะได้เอาความรู้มาใช้ได้ถูกต้องที่สุด ผมว่าคนเรามีทั้งดีแล้วก็ไม่ดี แต่จะให้ทำไงได้ เพราะว่า ถ้าไม่มีแพทย์ที่ไม่ดีเลย ก็คงไม่มีแพทย์ดี เพราะจะไม่มีเกณฑ์อันไหนเลยที่วัดได้ว่าคนนั้นดีหรือไม่ดี ถ้าไม่มีทั้งสองฝ่าย

ผมแค่อยากบอกว่า ความดี มันขึ้นอยู่กับว่าใครจะมอง มากกว่าครับ
เเต่เวลาที่เรามอง ไปแล้วเราต้องย้อนมองตัวเองด้วยว่า เราดีแล้วหรอเพราะฉะนั้น คนอื่นที่ไม่ดีจะสอนให้เราเป็นคนดี แล้วคนดีก็จะสอนให้เรา เป็นที่ดีขึ้น ทั้งสองมีประโยชน์หมดเลย แล้วสรุป เอาไงดีเนี่ย
เหอๆๆๆ
งั้นผมเป็น หมอที่ดี แล้วก็ มองดูคนที่ดีกับไม่ดี ในเเง่มุมของผมดีกว่า


เอาเป็นว่า ขอให้เข้าใจกันทั้งสองฝ่าย น่าจะดี
it's easier said than done

Byeๆๆๆ สู้ๆ คุณผู้ใหญ่ทั้งหลาย ^^
โดย: 123 [27 มี.ค. 52 5:06] ( IP A:125.26.172.109 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน