เรียนรู้กฎหมาย
   ผมว่าน่าสนใจ ก็เลยเอามาให้อ่าน
เหมาะสำหรับชาวเราที่ไปศาลบ่อย
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 เวลา 15:05:52 น. มติชนออนไลน์


อธิบดีศาลอาญาบันทึกแย้งไม่เห็นด้วยคำตัดสินยกฟ้อง"5บิ๊กสรรพากร"คดีเลี่ยงภาษีหุ้นชิน738ล้าน

อธิบดีศาลอาญาเห็นต่างองค์คณะศาลอาญาสั่งยกฟ้อง"ศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์" อดีตอธิบดีสรรพากรกับพวก 5 คน คดีละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ไม่เก็บภาษี"พจมาน"โอนหุ้นชินคอร์ป มูลค่า 738 ล้านให้"บรรณพจน์"

ศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ให้ยกฟ้องคดีที่อัยการเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร, นายวิชัย จึงรักเกียรติ อดีตผู้อำนวยการ.สำนักงานกฎหมาย กรมสรรพากรและอดีตผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ, น.ส.สุจินดา แสงชมพู อดีตนิติกร 9, น.ส.โมรีรัตน์ บุญญาศิริ อดีตนิติกร 8และอดีตผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย และ น.ส.กุลฤดี แสงสายัณห์ อดีตนิติกร 7 ว. เป็นจำเลยที่ 1-5 ตามลำดับ



ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่เรียกเก็บ หรือตรวจสอบภาษีอากร ร่วมกันละเว้นไม่เรียกเก็บภาษีอากร และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลอาญา 154 และ 157 กรณีงดเว้นการคำนวณภาษีกับคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในการโอนหุ้นบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น (มหาชน)หรือชินคอร์ป 4.5 ล้านหุ้น มูลค่า 738 ล้านบาท ให้นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรมคุณหญิงพจมาน เมื่อปี 2540



สำหรับเหตุผลที่ศาลยกฟ้องนั้น ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่จำเลยทั้งห้า จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 154 นั้น ผู้กระทำผิดจะต้องมีเจตนาพิเศษ คือ โดยทุจริต เพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากร หรือค่าธรรมเนียมนั้นมิต้องเสียภาษี หรือเสียน้อยไปกว่าที่จะต้องเสีย ทั้งเจตนาทุจริต ต้องมีในเฉพาะการเรียกเก็บ หรือละเว้นไม่เรียกเก็บ เมื่อพิจารณาอำนาจหน้าที่ของจำเลยทั้งห้าแล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งห้าไม่มีอำนาจหน้าที่เรียกเก็บภาษี ไม่ใช่ผู้มีหน้าที่ตรวจสอบภาษีอากรหรือเจ้าพนักงานผู้พิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีอากร





แต่จำเลยทั้งห้าเป็นเพียงผู้พิจารณาข้อกฎหมายเท่านั้น จำเลยทั้งห้า พิจารณาข้อกฎหมาย วินิจฉัยการตรวจสอบภาษีของนาย บรรณพจน์ โดยอาศัยข้อเท็จจริงจากสำนักตรวจสอบภาษี ตามแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร และแนวคำพิพากษาฎีกาอย่างพอมีเหตุผลที่รับฟังได้ ย่อมเป็นการวินิจฉัย และปฏิบัติหน้าที่ตามตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้ แม้ความเห็นของจำเลยทั้งห้า จะไม่ตรงกับความเห็นของคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. และความเห็นของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. รวมทั้งความเห็นของ คตส. ก็เป็นความเห็นทางกฎหมายที่แตกต่างเท่านั้น


การจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น จะต้องเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานผู้นั้นโดยตรง หรือตามที่ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่นั้นๆ เท่านั้น ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้นั้นโดยตรงย่อมไม่มีความผิด และผู้กระทำต้องมีเจตนาพิเศษ คือ โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือโดยทุจริต หากเพียงแต่เล็งเห็นผลว่า จะเกิดความเสียหายที่ยังไม่เป็นความผิด และหากเห็นว่าจำเลยกระทำโดยทุจริต ก็ต้องบรรยายฟ้องด้วยว่าจำเลยกระทำโดยทุจริตอย่างไร





การกระทำของจำเลยทั้งห้าไม่อาจถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่กรมสรรพากร รัฐบาล หรือผู้ใด ส่วนกรณีเจตนาโดยทุจริตนั้นนายสุชาติ พยานโจทก์ก็ยอมรับว่า คณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจไม่พบว่าจำเลยทั้งห้า ได้รับประโยชน์อื่นใดที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น อันเป็นการกระทำโดยทุจริตของจำเลยทั้งห้า และจำเลยทั้งห้า มิได้รับการเลื่อนขั้น เลื่อนลำดับ หรือ เลื่อนตำแหน่งหน้าที่ราชการให้สูงขึ้นผิดปกติ แต่ได้รับการเลื่อนขั้นตามหน้าที่ราชการปกติเท่านั้น ประกอบกับที่ คุณหญิงพจมาน ให้หุ้นแก่นายบรรณพจน์ เป็นวันเดียวกับ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ในคณะรัฐบาลของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีใครทราบว่าในเวลาต่อมา พ.ต.ท.ทักษิณ จะเป็นนายกรัฐมนตรี





แม้ในขณะตอบข้อหารือเรื่องการเสียภาษีนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ จะดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีแล้วก็ตาม แต่ในขณะนั้นก็มีหน่วยงานตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญที่เข้มแข็ง รวมทั้งพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่เฝ้าดูการทำงานของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตีความกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และเครือญาติ เป็นที่สนใจของประชาชน จำเลยทั้งห้า จึงต้องวินิจฉัยด้วยความระมัดระวัง ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามแนวปฏิบัติมาตรฐานของกรมสรรพากร


เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฎว่า จำเลยที่ 1 เป็น รองอธิบดีกรมสรรพากร ทำการแทน อธิบดีกรมสรรพากร ส่วนจำเลยที่ 2 – 5 เป็นข้าราชการสำนักกฎหมายกรมสรรพากร ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามที่วินิจฉัยไปแล้ว จำเลยทั้งห้า ไม่มีหน้าที่เรียกเก็บภาษี หรือประเมินภาษีอากรโดยตรง ทั้งการตอบข้อหารือเป็นการให้การปรึกษาข้อกฎหมายที่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ มีกฎหมาย ระเบียบอ้างอิง รวมทั้งได้ใช้แนวคำพิพากษาฎีกา ที่ใกล้เคียงมาเทียบเคียง ในการตีความกฎหมายที่เป็นข้อยกเว้น จำเลยทั้งห้า ได้ตีความอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ผู้เสียภาษีตามแนวปฏิบัติของกรมสรรพากรยุคใหม่ การตีความตามประมวลรัษฎากร จะนำบทนิยามในพระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่นมาใช้ตีความไม่ได้


ส่วนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความเห็นจำเลยทั้งห้า แล้วปรากฏว่า มีคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 1214/2549 เรื่องลงโทษไล่ข้าราชการออกจากราชการ จำเลยทั้งห้า ได้อุทธรณ์คำสั่งไล่ออกจากราชการต่อคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่ง ก.พ. ได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งลดโทษของจำเลยทั้งห้า จากไล่ออกจากราชการเป็นปลดออกจากราชการ



แต่สำหรับศาลเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปโดยถูกต้อง และเป็นธรรมตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 197 และไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายได้ที่บังคับให้ศาลต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลดังกล่าว





ดังนั้นศาลจึงสามารถใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง ได้ตามพยานหลักฐานต่างๆ ที่ปรากฏในสำนวน โดยไม่จำต้องรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งห้ามีความผิด ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูล ดังนั้นจำเลยทั้งห้า จะมีความผิดหรือไม่จึงขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานต่างๆที่ปรากฏอยู่ในสำนวนเท่านั้น


จากพยานหลักฐานต่างๆของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งห้า มีเจตนาทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใดผู้หนึ่ง หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กลับได้ความว่าจำเลยทั้งห้า ได้ใช้ความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างเต็มความสามารถตามหน้าที่ราชการโดยไม่มีเจตนาทุจริต หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งห้า จึงไม่มีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 154 , 157 ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งห้า รับฟังได้ พิพากษายกฟ้อง


จากนั้น นายมานิต สุขอนันต์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ได้รับมอบหมายจาก นายชีพ จุลมนต์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ได้อ่านบันทึกความเห็นของอธิบดีแนบท้ายคำพิพากษาว่า ตามคำสั่งศาลอาญาที่ 71/2551 ให้ทำหน้าที่ตรวจสำนวนและให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในการพิพากษาคดี ของผู้พิพากษาคณะต่างๆ รวมถึงคณะที่พิพากษาคดีนี้ด้วย และอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ได้ทำการตรวจสำนวนคดีนี้แล้ว มีความเห็นต่างจากความเห็นองค์คณะผู้พิพากษาในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เฉพาะในส่วนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 1 (1) คำว่า “โดยทุจริต” หมายความว่าเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น





จากบทบัญญัติดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่าบุคคลใดก็ตามที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 แล้ว การจะรับฟังว่าบุคคลนั้นมีเจตนาทุจริตหรือไม่นั้น เพียงมีข้อเท็จจริงรับฟังว่าผู้นั้นได้กระทำหรือละเว้นการกระทำการหนึ่งการใดในหน้าที่เพื่อประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น โดยที่ตนเองไม่จำต้องได้รับผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนใดๆ บุคคลนั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตแล้ว


กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่าการเสนอความเห็นโดยเจ้าพนักงานของรัฐ โดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่แล้วสมประโยชน์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาในข้อหาความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตกรณีใดบ้าง



เห็นว่าหากเป็นการเสนอความเห็นหรืออกคำสั่งใดๆ ภายใต้ดุลพินิจที่อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผล มิใช่เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจจนเกินล้ำออกนอกของเขตของความชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งมิได้เจตนาเพื่อให้เกิดการสมประโยชน์แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดแล้ว แม้ว่าการใช้ดุลพินิจดังกล่าวจะทำให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดได้รับประโยชน์ก็ตาม ก็ย่อมไม่เป็นความผิด ปัญหานี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะเป็นเจตนาภายใน แนวการวินิจฉัยและการชั่งน้ำหนักต้องอาศัยความรู้สึกของวิญญูชน ความสมเหตุสมผล ตลอดจนพฤติการณ์การกระทำของผู้ถูกกล่าวหามาประกอบการพิจารณา


คดีนี้ข้อเท็จจริงในส่วนที่รับฟังกันได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นรองอธิบดีกรมสรรพภากร รักษาราชการแทนอธิบดี จำเลยที่ 2 เป็นผอ.สำนักกฎหมาย ได้มีความเห็นว่าการที่นายบรรณพจน์ รับโอนหุ้นจากคุณหญิงพจมาน มูลค่า 738 ล้านบาท ผู้รับโอนไม่ต้องเสียภาษีประมาณ 270 ล้านบาท





จึงมีปัญหาต้องพิจารณาว่า การเสนอความเห็นดังกล่าว เป็นการเสนอความเห็นโดยสุจริตภายใต้พื้นฐานของหลักกฎหมาย กฎระเบียบ และอยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผลในเรื่องที่วิญญูชนทั่วไปพึงกระทำ และมีพฤติการณ์ใดบ่งบอกไปในทางไม่สุจริตหรือไม่



จากการตรวจสำนวนอย่างละเอียดพบว่ามีข้อเท็จจริงบางอย่างที่ทำให้เกิดข้อเคลือบแคลงสงสัยในพฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 1 และ จำเลยที่ 2



ประการแรก เงินภาษีจำนวน 270 ล้านบาท ที่จำเลยที่ 1 ออกคำสั่งให้ยุติเรื่องโดยจำเลยที่ 1 ขณะนั้นเป็นรองอธิบดี รักษาการแทนอธิบดี และจำเลยที่ 2 เป็นผอ.สำนักกฎหมาย ควรอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ดุลพินิจในการออกคำสั่ง หรือเสนอความเห็นอย่างละเอียดรอบคอบ ยิ่งกว่าข้าราชการระดับปฏิบัติงาน





แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่าเพียงแค่รับฟังความเห็นจากจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นข้าราชการระดับปฏิบัติงาน และมีความเห็นไม่ตรงกับนายชาญยุทธ ปทุมรักษ์ รองอธิบดีกรมสรรพากร ซึ่งมีหน้าที่ดูแลปัญหานี้โดยตรง จำเลยที่ 1 กลับไม่ให้ความสำคัญกับข้อสังเกตของนายชาญยุทธ ที่เคยมีคำสั่งให้จำเลยที่ 4 ทบทวนเรื่องนี้ถึง 2 ครั้ง ซึ่งจำเลยที่ 2 ในฐานะผอ.สำนักกฎหมายควรจะต้องใช้วิจารณญาณให้ความสำคัญกับข้อสังเกตดังกล่าวด้วย แต่มิได้กระทำ


ประการที่สอง ภายหลังที่นายชาญยุทธ ปทุมมารักษ์ รองอธิบดีกรมสรรพากรมีความเห็นแตกต่าง ปรากฎว่า นายชาญยุทธ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลประเด็นดังกล่าว และมีความอาวุโสสูงกว่าจำเลยที่ 1 ได้รับคำสั่งให้ย้ายไปปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง แล้วมีผลทำให้จำเลยที่ 1 มาปฏิบัติหน้าที่แทนนายชาญยุทธ และภายหลังมาปฏิบัติหน้าที่แทนไม่กี่วัน ก็ได้ออกคำสั่งในประเด็นปัญหาดังกล่าวในฐานะรองอธิบดีรักษาราชการแทน โดยให้ยุติเรื่องซึ่งเป็นคำสั่งในเชิงบริหาร และเป็นคำสั่งที่เป็นคุณกับนายบรรณพจน์ และหลังจากนั้นอีกเพียงไม่กี่วัน จำเลยที่ 1 ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอธิบดี ในขณะที่จำเลยที่ 2 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองอธิบดี จึงเห็นว่าคำสั่งทั้งที่ให้นายชาญยุทธ เป็นผู้ตรวจราชการ คำสั่งให้จำเลยที่ 1 เป็นอธิบดี และคำสั่งให้จำเลยที่ 2 เป็นรองอธิบดี ล้วนแต่เป็นคำสั่งที่เกิดขึ้นในช่วงพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกฯ


ประการที่สาม ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการพิจารณาสั่งในประเด็นที่เป็นปัญหาอย่างรวดเร็ว ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ และกรณีก็ไม่ได้เร่งด่วน อีกทั้งมูลค่าทางภาษีที่เป็นปัญหาสูงถึง 270 ล้านบาท ประกอบกับจำเลยที่ 1 ขณะนั้นก็เป็นเพียงผู้รักษาราชการแทนอธิบดี ความเห็นหรือคำสั่งใดๆของจำเลยที่ 1 ย่อมเปรียบเสมือนคำสั่งของอธิบดี ซึ่งการทำงานในฐานะรักษาราชการแทนโดยธรรมเนียมประเพณีผู้ทำหน้าที่นั้น จะไม่พึงเสนอความเห็นหรืออกคำสั่งใดๆที่เป็นเชิงนโยบาย หรือเรื่องที่มีความสำคัญจะพิจารณาเสนอความเห็น ออกคำสั่งในเฉพาะเรื่องเร่งด่วน หรือดำเนินการเท่าที่มีความจำเป็นเท่านั้น





การที่จำเลยที่ 1 สั่งเรื่องนี้อย่างรวดเร็วโดยให้เหตุผลสั้นๆว่า โดยธรรมชาติแล้วจำเลยที่ 1 เป็นคนทำงานเร็ว ใครเสนองานมาต้องรีบสั่งให้เสร็จในวันนั้น และเหตุที่ไม่ส่งเรื่องให้คณะกรรมการภาษีพิจารณาเพราะว่าขณะนั้นไม่มีคนทำหน้าที่ในคณะกรรมการภาษี จึงเห็นว่าข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ไม่ได้อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผล และ เป็นเรื่องที่วิญญูชนจะไม่พึงกระทำ เพราะการสั่งงานเร็วโดยธรรมชาติแล้ว งานนั้นต้องอยู่ในภาวะปกติไม่ใช่งานที่มีลักษณะพิเศษโดยเฉพาะการสั่งในฐานะรักษาราชการแทน และกรณีเรื่องของคณะกรรมการภาษีหากจำเลยที่ 1 มีเจตนาจะส่งเรื่องเข้าสู่การพิจารณา ก็ชอบที่จะให้มีการพิจารณาแต่งตั้งผู้ที่มีความเหมาะสมเป็นกรรมการ แต่จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้กระทำเช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 ขณะเกิดเหตุเป็นผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งผู้บริหารระดับกลาง มีลักษณะงานเชื่อมโยงกับผู้บริหารระดับสูงโดยตรง ก็ให้เหตุผลต่อกรณีที่ไม่เสนอเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการภาษีทำนองเดียวกับจำเลยที่ 1 รวมทั้งจำเลยที่ 2 ให้เหตุผลสนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการสั่งงานอย่างรวดเร็วว่า ถ้าในวันนั้นจำเลยที่ 1 ไม่เป็นผู้สั่งเอง จำเลยที่ 2 ซึ่งกำลังจะเลื่อนตำแหน่งเป็นรองอธิบดี ก็จะต้องเป็นผู้พิจารณาสั่ง





จึงเห็นว่าคำสั่งใดๆก็ตามใครจะเป็นผู้สั่ง สั่งเมื่อใด ไม่ใช่สาระสำคัญ แต่ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าผู้สั่งมีอำนาจหรือไม่ เนื้อหาคำสั่งสมเหตุสมผลหรือมีเจตนาพิเศษ มุ่งเน้นการเอื้อประโยชน์ให้คณะบุคคลใดโดยมิชอบหรือไม่ ช่วงเวลาที่สั่งมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับแนวประเพณีปฏิบัติของทางราชการหรือไม่ ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในเรื่องนี้จึงปราศจากเหตุผล ไม่มีน้ำหนักที่จะนำมารับฟังได้


เมื่อนำเหตุผลทั้ง 3 ประการมารวมกันแล้วเห็นว่า พฤติกรรมการกระทำของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ย่อมชี้ให้เห็นถึงเจตนาอันแท้จริงของจำเลยทั้ง 2 ทำให้รับฟังโดยปราศจากข้อสงสัยใดๆว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ต่างมีเจตนาที่จะช่วยเหลือ หรือเอื้อประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ให้กับนายบรรณพจน์ เพื่อไม่ต้องเสียภาษีเป็นเงิน 270 ล้านบาท จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157


ภายหลังฟังคำพิพากษา นายศิโรตม์ ได้หันมายิ้มแสดงความดีใจกับบุตรชาย ซึ่งเดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วย แต่นายศิโรตม์ที่จะให้สัมภาษณ์ โดยกล่าวเพียงสั้นๆว่า “ไม่ขอแสดงความคิดเห็น” เกี่ยวกับคำพิพากษา และความเห็นแย้งดังกล่าว


ด้านนายนันทชัย อุกฤษณ์ ทนายความของนายศิโรตม์ กล่าวว่า จะนำคำพิพากษาของศาลอาญาไปเสนอต่อศาลปกครองกลาง ในคดีที่นายศิโรตม์ ยื่นฟ้องปลัดกระทรวงการคลัง ที่มีมติให้ออกจากราชการตั้งแต่ปี 2549 โดยขอให้ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้นายศิโรตม์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิม พร้อมคืนสิทธิประโยชน์ที่พึงได้ ตั้งแต่ช่วงปี 2549- ปัจจุบัน ซึ่งคดีดังกล่าวยื่นฟ้องภายหลังที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ลงโทษทางวินัยของก.พ. มีมติให้ลดโทษจากเดิมที่ไล่ออก เป็นปลดออกจากราชการ เมื่อประมาณ 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจาณาพยานหลักฐานของศาลปกครอง อย่างไรก็ดีนายศิโรตม์ขณะนี้มีอายุ 59 ปี ส่วนที่จะมีการดำเนินการตามกฎหมายฟ้องกลับป.ป.ช.หรือไม่ จะต้องหารือกันอีกครั้ง


ทางด้านอัยการเจ้าของสำนวนกล่าวว่า จะรายงานผลคำพิพากษาให้อัยการสูงสุดทราบ ส่วนจะอุทธรณ์คดีหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ โดยมีเวลายื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน สำหรับบันทึกความเห็นแย้งของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญานั้นอัยการอาจนำมาประกอบการยื่นอุทธรณ์ได้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบันทึกความเห็นแย้งดังกล่าว เป็นอำนาจของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 11 (1)ซึ่งบัญญัติให้อธิบดีมีอำนาจในการตรวจสำนวนและทำความเห็นแย้งได้ แต่ปกติแล้วอธิบดีจะไม่บันทึกแย้งความเห็นกับองค์คณะ ยกเว้นเป็นคดีสำคัญ ซึ่งศาลอุทธรณ์สามารถนำความเห็นจากบันทึกแย้งของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาไปใช้ประกอบการพิจารณา





สำหรับคดีนี้เกี่ยวเนื่องกันที่อัยการสูงสุด ยื่นฟ้องคุณหญิงพจมาน , นายบรรณพจน์ และนางกาญจนา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันจงใจปกปิด หรือ แจ้งข้อความอันเป็นเท็จในการหลีกเลี่ยงชำระภาษีหุ้น บมจ.ชินคอร์ป ฯ ตามประมวลรัษฎากรนั้น อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาในขณะนั้น ก็ตรวจสำนวนแล้วมีความเห็นพ้องกับคำพิพากษาขององค์คณะ ที่ตัดสินให้จำคุกคุณหญิงพจมาน และนายบรรณพจน์คนละ 3 ปี และนางกาญจนาภา 2 ปี



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีดังกล่าวคณะกรรมการป.ป.ช.มีมติเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2549 ว่า นายศิโรตม์และพวกรวม 5 คนเป็นเจ้าพนักงาน ละเว้นการไม่เก็บภาษี และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.154, 157 และมีความผิดวินัยร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ม.82 วรรค 3, ม. 85 วรรค 2 และ ม.98 วรรค 2 ซึ่ง ป.ป.ช.พบข้อเท็จจริงเรื่องการโอนหุ้นชินฯระหว่างนายบรรณพจน์ กับ น.ส.ดวงตา วงศ์ภักดี คนรับใช้ จำนวน 4.5 ล้านหุ้น มูลค่า 738 ล้านบาท ผ่านตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งการซื้อขายหุ้นดังกล่าว ผู้ซื้อและผู้ขาย ได้เสียค่าธรรมเนียมแก่โบรกเกอร์ เป็นเงิน 7.38 ล้านบาท


แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วไม่มีการซื้อขายหุ้นดังกล่าวจริง เป็นเรื่องที่คุณหญิงพจมาน ให้หุ้นนายบรรณพจน์ ซึ่งกรณีนี้ กรมสรรพากรเห็นว่า การได้รับหุ้นดังกล่าวของนายบรรณพจน์ จากคุณหญิงพจมาน เป็นการได้รับหุ้นโดยเสน่หา เนื่องในพิธีหรือตามขนบธรรมเนียมประเพณี เข้าลักษณะเป็นการได้รับโดยอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา จึงไม่ต้องเสียภาษี ตามประมวลรัษฎากร


อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช.ได้ตั้งอนุกรรมการไต่สวนเรื่องดังกล่าว มีประเด็นที่ต้องพิจารณา 2 ข้อ คือ


1.การโอนหุ้นดังกล่าว เข้าข้อยกเว้นไม่ต้อง เสียภาษีตามประมวลรัษฎากร ม.42 (10) หรือไม่


2.เจ้าหน้าที่กรมสรรพากร กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่จริงหรือไม่


ป.ป.ช.ได้พิจารณาข้อเท็จจริงและกฎหมาย สรุปได้ว่า 1.คุณหญิงพจมาน ไม่มีหน้าที่อุปการะนายบรรณพจน์ แต่ประการใด 2.นายบรรณพจน์ ได้เข้าไปช่วยเหลือในกิจการประกอบธุรกิจของคุณหญิงพจมาน จนกระทั่งมีฐานะมั่นคง 3.นายบรรณพจน์ ได้รับค่าตอบแทนในการทำงานดังกล่าว


นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังได้ พิจารณาปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เรื่องการมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดู ประกอบคำพิพากษา ของศาลฎีกา ที่วินิจฉัยไว้เป็นแนวปฏิบัติหลายฎีกา ซึ่งเป็นกรณีที่มีคำวินิจฉัยของศาลฎีกาเป็นบรรทัดฐานว่าคดีนี้ไม่ได้เป็นการอุปการะเลี้ยงดู หรือการให้โดยธรรมจรรยา


คณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังได้สอบสวนอดีตอธิบดีกรมสรรพากรคนหนึ่ง ซึ่งได้ให้ความเห็นว่า กรณีพี่น้องเช่นนี้ ไม่มี หน้าที่ที่จะอุปการะเลี้ยงดูกันตามธรรมจรรยาแต่ประการใดทั้งสิ้น ส่วนการพิจารณาว่า เป็นการโอนหุ้นให้ตามวาระแห่งขนบธรรมเนียมประเพณีหรือไม่นั้น ป.ป.ช.พิจารณาแล้ว พบว่า มีการอ้างว่า ให้ในโอกาสแต่งงานของนายบรรณพจน์ หรือกรณีที่นายบรรณพจน์มีบุตร


แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นาย บรรณพจน์ จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2539 และมีบุตร เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2539 แต่การโอนหุ้นดำเนินการเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2540 อีกทั้งหากการโอนหุ้นดังกล่าวถ้ากระทำโดยสุจริตก็ควรจะเป็นการโอนหุ้นโดยธรรมดา แต่เรื่องนี้กลับมีการทำหลักฐานเป็นการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์และเป็นหุ้นของบุคคลอื่นเพื่อเป็นการอำพราง ดังนั้น ป.ป.ช. จึงพิจารณาว่า กรณีนี้ไม่ใช่กรณีที่จะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร ม.42 (10)


ต่อมาในวันที่ 25 ธันวาม 2549 อ.ก.พ.กระทรวงการคลังมีมติไล่ข้าราชการทั้ง 5 คนออกจากราชการ


ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2551 ศาลอาญาพิพากษาจำคุกคุณหญิงพจมาน และนายบรรณพจน์ เป็นเวลา 3ปี ใและจำคุกนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน เป็นเวลา2ปีในคดีจงใจหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรหุ้นบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ฯ จำนวน 546 ล้านบาทจากหุ้นจำนวน 4.5 ล้านหุ้นซึ่งมีหุ้นมูลค่า 738 ล้านบาท โดยความเท็จ โดยฉ้อโกง โดยใช้กลอุบาย อันเป็นความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (1) (2) และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และ 91


ทั้งนี้ศาลพิพากษาว่า จากการพิเคราะห์พยานหลักฐานนำสืบทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว พยานโจทก์มั่นคง จำเลยไม่สามารถนำสืบหักล้างได้ จึงฟังได้ว่าจำเลยทั้ง 3 ร่วมกันกระทำความผิดโดยฉ้อโกง หรีออุบาย เพื่อหลีกเลี่ยง ภาษีอากร ตามฟ้อง นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 และ 2 ยังร่วมกันแจ้งความเท็จ และแสดงหลักฐานเท็จต่อเจ้าพนักงาน เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงภาษี โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีชื่อเสียงทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม อีกทั้งจำเลยที่ 2 ยังเป็นถึงภรรยาของผู้นำประเทศ ควรทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดี แต่จำเลยกลับหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายโดยไม่เป็นธรรมต่อสังคม


การกระทำของจำเลยทั้ง 3 จึงเป็นการกระทำความผิดสถานหนัก ร้ายแรง พิพากษาให้ลงโทษจำเลยทั้ง 3 ร่วมกันหลีกเลี่ยงภาษีอากร คนละ 2 ปี และให้จำคุกจำเลยที่ 1 และ 2 ฐานร่วมกันจงใจแจ้งความเท็จ และแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ อีกคนละ 1 คน รวมจำคุก จำเลยที่ 1 และ 2 คนละ 3 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 จำคุก 2 ปี


ขณะนี้คดีดังกล่าวอยู่ระว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์
โดย: จากความเห็นแย้งศาล [26 ก.พ. 52 20:13] ( IP A:58.8.14.150 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
    นายชีพ จุลมนต์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ได้อ่าน บันทึกความเห็นของอธิบดีแนบท้ายคำพิพากษา ว่า ตาม คำสั่งศาลอาญาที่ 71/2551 ให้ทำหน้าที่ตรวจสำนวนและให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในการพิพากษาคดี ของผู้พิพากษาคณะต่างๆ รวมถึงคณะที่พิพากษาคดีนี้ด้วย

ผมขอแสดงความชื่นชมและเคารพต่อความเห็นของท่านอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาต่อคดีนี้ ซึ่งเป็นการ "ตีความให้ชัดเจนในสาระสำคัญของข้อกฎหมายที่อ่อนไหวและ/หรือกระทบต่อสามัญสำนึกแห่งความเข้าใจสาธารณะต่อความยุติธรรมในประเด็นนี้"

ขอชี้ชวนให้พวกเราเหล่า "ผู้เสียหายทางการแพทย์" รวมทั้งอีกหลายๆคนที่พ่วงการเป็น "ผู้เสียหายทางการยุติธรรม" ด้วยได้เห็นว่า นี่อาจเป็นนิมิตที่ดีที่แสดงว่า กระบวนการตรวจสอบและคานอำนาจกันเองในกระบวนการยุติธรรมทางศาล "ก็มีอยู่" และ

ไม่เสมอไปที่ "คำตัดสินของศาล" ไม่ว่าจะในชั้นใดหรือเฉพาะกรณีไหนก็ตาม "จะไม่มีรอยสะดุดที่ขัดต่อสามัญสำนึกของวิญญูชน" ถูกมองข้ามโดยไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาจากกระบวนการภายในของศาลเอง

กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่บอกว่า ในระดับสูงของกระบวนการทางศาลแล้ว ย่อมมีการตรวจสอบและแย้งคำตัดสินใดๆที่อาจขัดต่อสามัญสำนึกของประชาชนธรรมดาออกมาได้ พร้อมทั้งมีคำอธิบายถึงข้อแย้งเหล่านั้นออกมาเป็นบรรทัดฐาน ทั้งนี้ ในฐานที่เป็นความจริงพื้นฐานของเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดี "อาจ" ไม่ได้นำเข้ามาพิจารณาร่วมด้วยในการออกคำพิพากษา
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [27 ก.พ. 52 8:16] ( IP A:58.8.108.148 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   บางครั้งศาลก็ตัดสินตรงไปตรงมา
บางครั้งศาลก็ตัดสินอย่างขัดต่อความรู้สึกของสังคม
โดย: ทกุวงการมีทั้งคนดีและคนไม่ดี [28 ก.พ. 52 17:16] ( IP A:58.9.224.238 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   การถือว่าศาลตัดสินตรงไปตรงมาหรือไม่นั้น ต้องดูว่าศาลตัดสินขัดต่อความรู้สึกของสังคมหรือไม่ เป็นสำคัญ อย่ายึดหลักวิชาให้มากนัก
โดย: เพื่อให้คนดีได้โอกาสมากกว่าคนไม่ดี [28 ก.พ. 52 17:42] ( IP A:58.8.85.240 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   เคยมีใครเอาเรื่องศาลบ้างมั้ย

เคยได้ยินว่าใครเอาเรื่องศาล คือละเมิดอำนาจศาล

และมีใครเคยติดคุกเพราะเอาเรื่องศาลบ้าง
โดย: อยากรู้จัง [1 มี.ค. 52 12:20] ( IP A:58.9.185.122 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   https://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1235656884&grpid=10&catid=17
โดย: ลองอ่านดู [1 มี.ค. 52 21:40] ( IP A:58.8.6.4 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   คดีของชาวบ้านอย่างเรา ๆ
มีสิทธิ์ที่ใครจะทำความเห็นแย้งได้มั้ย

ไม่เป็นไร สังคมมีความเห็นแย้งก็ใช้ได้แล้ว
โดย: สังคมก็ใช้ได้แล้ว [1 มี.ค. 52 23:39] ( IP A:58.9.183.88 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน