ประกาศ! Embryonic Fluid Embolism สามารถป้องกันได้นะครับ ศาลตัดสินแล้ว!
   ห้ รพ.สมิติเวช ชดใช้เงิน! 10ล้าน


ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ วันที่ 22 เม.ย. ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีที่นายบุรินทร์ เสรีโยธิน อายุ 58 ปี เสี่ยโรงงานแหอวน ด.ช.บดินทร์ ด.ญ.บุษรินทร์ ด.ช.ศุภโชค เสรีโยธิน ลูกของนายบุรินทร์ รวมทั้งนายเขษม นางนารี กีรติธรรมคุณ พ่อแม่ของนางจุรีรัตน์ ผู้ตาย และบริษัทขอนแก่นแหอวนจำกัด ร่วมกันเป็นโจทก์ที่ 1 ถึง 7 ฟ้องบริษัทสมิติเวชจำกัด มหาชน นพ.เกรียงไกร อัควงศ์ แพทย์อำนวยการ รพ.สมิติเวช พญ.สุภัค จันทร์จำปี วิสัญญีแพทย์ นพ.ชลัท ตู้จินดา แพทย์เจ้าของไข้ ร่วมกันเป็นจำเลยฐานละเมิดเรียกค่าเสียหาย 700 ล้านบาท โดยคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

คำพิพากษาใจความว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 สมรสกับนางจุรีรัตน์ เสรีโยธิน อายุ 36 ปี ผู้ตาย ตามกฎหมาย โดยผู้ตายเป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชีของบริษัทโจทก์ที่ 7 มีบุตรกับโจทก์ที่ 1 ด้วยกัน 3 คน คือโจทก์ที่ 2 ถึง 4 ต่อมาผู้ตายได้ตั้งครรภ์ 9 เดือน และไปฝากครรภ์กับรพ.จำเลย จนเมื่อวันที่ 6 ก.ย.38 โจทก์พาผู้ตายไปคลอดที่ รพ.สมิติเวช สุขุมวิท คณะแพทย์ได้ฉีดยาแล้วให้นอนพักเพื่อดูอาการ กระทั่งวันที่ 7 ก.ย. 38 ผู้ตายมีอาการปวดครรภ์และน้ำคร่ำเดิน แพทย์ได้ฉีดยาให้อีก จนเช้าวันที่ 8 ก.ย.38 ผู้ตายส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด โจทก์ ที่ 1 ได้ยินเสียงร้องวิ่งเข้าไปดู ไม่พบแพทย์และพยาบาล จึงรีบไปตามแพทย์

ต่อมามีจำเลยที่ 4 ไปดูอาการแล้วตกใจ หลังจากนั้น นางจุรีรัตน์ได้ถึงแก่ความตาย สาเหตุเพราะน้ำคร่ำย้อนเข้ากระแสโลหิต เข้าปอด เกิดภาวะหายใจติดขัด เลือดไม่ฉีดเข้าหัวใจส่งผลให้หัวใจวาย การเสียชีวิตทำให้โจทก์ขาดไร้ค่าอุปการะ ค่าจัดการงานศพ ค่าเลี้ยงดู ขาดค่าการงานในการประกอบอาชีพแหอวนของบริษัท จึงเรียกค่าเสียหายตามฟ้อง

ศาล พิเคราะห์ว่า แพทย์มิได้ใช้ขั้นตอนกรรมวิธีในการรักษาดูแลผู้ตายตามหลักเกณฑ์ ปล่อยให้น้ำคร่ำไหลย้อนเข้าเส้นเลือดและปอด ทำให้คนไข้อยู่ในอาการวิกฤติขาดออกซิเจน เป็นเหตุให้บุตรในครรภ์ถึงแก่ความตาย อันเป็นการจงใจละเมิดต่อกฎหมาย ทำให้เสียหายแก่กาย จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนฐานละเมิด ที่ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย แต่ค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องมาสูงเกินส่วน ศาลวินิจฉัยให้ใช้ค่าเสียหาย 10,330,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย.38 จนกว่าจะชำระเสร็จ

ภายหลังฟังคำพิพากษา นายบุรินท์ เสรีโยธิน เสี่ยเจ้าของโรงงาน ให้สัมภาษณ์ว่า คดีนี้ตนไม่ได้ต้องการเงิน แต่ต้องการฟ้องให้เห็นเป็นเยี่ยงอย่างว่าแพทย์จะต้องดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยอย่ างมีวิชาชีพ อยากให้แพทย์เห็นความสำคัญในการดูแลคนไข้อย่างใกล้ชิดมากกว่านี้ ด้านนางนารี กีรติธรรมคุณ แม่ผู้ตาย กล่าวว่า ไม่อยากได้เงินทอง แต่อยากได้ชีวิตของลูกสาวกลับคืนมามากกว่า

------------------------------------------------------------------------ -------------------------------------------

ศาลท่านตัดสินชัดเจนว่า Embryonic Fluid Embolism เป็นภาวะที่สามารถป้องกันได้นะครับ รพ.ไหน หมอคนใด ป้องกันไม่ได้ ถือเป็นความบกพร่อง ถือเป็นการไม่ได้มาตรฐาน
ใครอยากทราบวิธีป้องกัน ต้องไปถามศาลที่ตัดสินครับ Tongue

https://www.thaiclinic.com/cgi-bin/wb_xp/YaBB.pl?board=doctorroom;action=display;num=1235201060
โดย: .... [21 ก.พ. 52 18:33] ( IP A:58.147.47.130 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   2
โดย: 2 [21 ก.พ. 52 19:27] ( IP A:61.19.199.147 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   อย่าแปลคำพิพากษาฉบับนี้ให้ฝรั่งอ่านนะครับ
อายเขาตายเลย
โดย: tommy@hotmail.com [21 ก.พ. 52 21:31] ( IP A:202.44.4.62 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   หมอเทพว่าไงครับ
ถ้าไปเป็นพยานโจทก์คดีนี้ ช่วยยืนยันด้วย
เพราะอาจจะมีราชวิทยาลัยสูติแพทย์ และสูติแพทย์จากทั่วประเทศ (หรือทั่วโลก) ไปฟังเล็กเชอร์การป้องกันภาวะ Embryonic Fluid Embolism จากหมอเทพนะครับ
โดย: หมอก้อนหิน [21 ก.พ. 52 21:53] ( IP A:203.118.92.202 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   อย่างนี้เรียกหมิ่นศาลหรือเปล่าครับ
โดย: ธีร [22 ก.พ. 52 1:46] ( IP A:58.8.91.148 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   amniotic fluid embolism???
งงๆ embryonic แฮะ
โดย: someone [22 ก.พ. 52 8:25] ( IP A:222.123.204.76 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   มันยุติธรรมกันดีแล้วหรือ
โดย: คนเก่า [22 ก.พ. 52 10:49] ( IP A:125.26.68.216 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   ไม่ดูแลคนไข้ตามหลักวิชาก็ต้องถือว่าผิด ก็ถูกแล้วนี่ครับ ตื่นเต้นอะไรกันเหรอ
โดย: 5933 [22 ก.พ. 52 12:14] ( IP A:58.8.84.221 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   ึคห.7
เค้าเถียงกันเพราะว่าภาวะนี้ มันป้องกันไม่ได้ครับ
แต่ถ้าใคร หรือผู้พิพากษาท่านใดบอกว่าป้องกันได้ ก็ขอให้แสดงวิธีการป้องกันหน่อย จะัได้เอาไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ
โดย: หมอก้อนหิน [22 ก.พ. 52 13:16] ( IP A:203.118.92.202 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   จริงเหรอ ผมไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ว่าวิทยาการทางการแพทย์ศตวรรษที่ 21 จะป้องกันโรคที่รู้อยู่แล้วว่ามีโอกาสเกิดขึ้นไม่ได้ ผมว่าเป็นเพราะยังไม่ให้ความใส่ใจกับมันมากพอมากกว่าหรือเปล่าครับ
โดย: 8393 [22 ก.พ. 52 13:29] ( IP A:58.8.84.221 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   ความเห็นที่ 9 ทำไมปัญญาอ่อนจัง จับไปเรียน ป1ใหม่ดีกว่า
โดย: คนเก่า [22 ก.พ. 52 14:15] ( IP A:125.26.68.54 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   ตกลงมันมีวิธีป้องกันใหมหล่ะครับเครือข่าย จะได้เอาไปปฎิบัติตาม
โดย: ;) [22 ก.พ. 52 14:17] ( IP A:166.134.172.240 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   คห 9

ป้องกันอย่างไรครับ ขอความรู้เป็นวิทยาทานหน่อย

หรือว่ามีปัญญาแค่ปากพล่อยไปวันๆ
โดย: ... [22 ก.พ. 52 14:19] ( IP A:58.147.47.130 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   ตักน้ำใส่กระโหลกชะโงกดูเงา
อย่าทำตัวเป็นสุนัขหมู่ ไล่งัดไล่กัดชาวบ้านไปวัน ๆ
เสียความเป็นหมา เอ๊ยเป็นหมอหมด หมอหัว....(หมอ)
โดย: อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับขี้เถ้า [22 ก.พ. 52 15:18] ( IP A:58.9.201.7 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   คห 7,9
ผมว่า คนที่ไม่ใช่หมอ คงไม่รู้ สักแต่พูด
เหมือนซึนามิ คุณสามารถป้องกัน ให้เกิดได้หรือไม่

และ ขอให้รู้ไว้ว่า ถ้า คิดว่า ศศตวรรษที่ 21 ของคุณเนี่ยมันสมัย คุณคิดผิดแล้วหละ มันยังรักษาไม่ได้ทุกโรค ทำได้ก็รักษาไปแล้ว
ความคิดเห็นของคุณนี่ เหมือนคนไม่เคยทำงาน สักแต่ด่าคนอื่น

ส่วนคุณ คห 13 นี่ไม่รู้อะไรเลย
คือถ้ามันผิดก็คงไม่มีคนมาโต้เถียงหรอก
แต่ภาวะนี้ไม่สามารถป้องกันได้
หาความรู้มั่งนะ ว่าเค้าเถียงประเด็นไหน
และ คนเริ่มกัดคือใครดูดีดี ดีแต่ปากแต่ไม่เคยสัมผัส
โดย: pro [22 ก.พ. 52 18:58] ( IP A:124.120.169.194 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
   ภาวะนี้ pulmonary fluid embolism มันยังป้องกันไม่ได้ ครับ

ถ้าใครป้องกันได้ช่วยบอกผมหน่อย แล้วอย่าลืมจัด lecture บอกให้คนทั้งโลกรู้ด้วยว่าป้องกันได้ยังไง
โดย: หมอกะปิ [22 ก.พ. 52 19:07] ( IP A:61.19.66.248 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
   คห.15
นั่นสิครับ
เรียนเชิญคุณ คห.9 มาให้ความรู้หน่อยสิครับ
โดย: หมอก้อนหิน [22 ก.พ. 52 20:55] ( IP A:203.118.92.202 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
   เข้าข้างกันเก่ง หมาหมู่กันเก่ง
แพทยสภา สภาเทวดา มีแต่เทวดา ทำอะไรก็ไม่ผิด ศาลตัดสินว่าผิดก็จะเถียง ไม่ผิด กรูไม่ผิด
โดย: เฮ้อ [22 ก.พ. 52 23:44] ( IP A:58.8.84.221 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
   จริงเหรอ ผมไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ว่าวิทยาการทางการแพทย์ศตวรรษที่ 21 จะป้องกันโรคที่รู้อยู่แล้วว่ามีโอกาสเกิดขึ้นไม่ได้ ผมว่าเป็นเพราะยังไม่ให้ความใส่ใจกับมันมากพอมากกว่าหรือเปล่าครับ

yes, you r know nothing : p.....
can u prevent cancer ?
oh, do u know cancer?
can u read enhlish?, by the way
........waste time
โดย: pity_thailand [23 ก.พ. 52 2:16] ( IP A:202.28.181.200 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
   ขอสะกิดกันหน่อยครับ

กรณีนี้ในการพิจารณาของแพทยสภานั้น รายงานการสอบสวนระบุว่า อนุกรรมการที่มาจากราชวิทยาลัยสูติฯระบุความเห็นเกี่ยวกับความไม่เหมาะสมบางอย่างในทางปฏิบัติของโรงพยาบาลสติเวชต่อกรณีนี้ ซึ่งไปขัดแย้งกับกรรมการแพทยสภาชุดใหญ่จนถึงกับทำให้อนุกรรมการชุดนี้ลาออกทั้งคณะ

และเนื่องจากประเด็นใจกลางของกรณีนี้ เป็นเหตุและการตายที่เกิดจาก "การทำคลอดหรือสูตินารีเวช" ฉะนั้น จึงมี "ความขัดแย้งในหลักการ" ระหว่างกรรมการแพทยสภาชุดใหญ่ซึ่งคลุมเรื่องทั่วไปทางการแพทย์ กับ ราชวิทยาลัยสูติฯ ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องนี้โดยตรง

กรณีนี้ หากผู้ที่เป็นคนนอกไม่รู้เรื่องอย่างผมหรือใครก็ตาม ก็คงต้องเลือกเชื่อคนที่เราเห็นว่า "น่าเชื่อถือทากกว่า" ซึ่งอาจเป็นผู้เชี่ยวชาญโดยตรงหรือไม่ก็ได้ บอกตรงๆ หากเป็นแพทยสภายุคนี้ ผมไม่เชื่อเลยไม่ว่าจะออกมาในรูปไหน พับผ่าซี!!!!!
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [23 ก.พ. 52 11:07] ( IP A:58.8.107.136 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
   ในหนังสือบอกว่าเปนภาวะที่ป้องกันไม่ได้ ตรวจจับไม่ได้ก่อน แม้จะให้การดูแลอย่างเต็มที่ก็ตาม จะรู้ได้ต้องผ่าพิสูจน์ศพนั้นๆเอา

แล้วไหงศาลตัดสินงี้ล่ะครับ งงอ่ะ
โดย: นศ.พ. [23 ก.พ. 52 15:43] ( IP A:118.173.207.127 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
   อย่าง #20 นี่เรียกหมิ่นศาลหรือเปล่าครับ
โดย: 9990 [23 ก.พ. 52 16:16] ( IP A:58.8.85.37 X: )
ความคิดเห็นที่ 22
   ในภาวะวิกฤติ มีประจักษ์พยานเห็นชัดว่าไม่มีแพทย์และพยาบาลดูแล...แล้วคนไข้ตาย สมควรถูกลงโทษ ไม่ต้องมาเถียงว่าป้องกันได้หรือไม่ได้ ... แต่เป็นไม่ได้ป้องกันอย่างดีที่สุดต่างหาก คือประเด็นตัดสิน
โดย: 6612 [23 ก.พ. 52 22:23] ( IP A:124.122.241.79 X: )
ความคิดเห็นที่ 23
   คดีนี้ตนไม่ได้ต้องการเงิน แต่ต้องการฟ้องให้เห็นเป็นเยี่ยงอย่างว่าแพทย์จะต้องดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยอย่ างมีวิชาชีพ

ฐานละเมิดเรียกค่าเสียหาย 700 ล้านบาท

ศาลวินิจฉัยให้ใช้ค่าเสียหาย 10,330,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย.38 จนกว่าจะชำระเสร็จ

ความคิดเห็น นะครับ น่าจะนำเงินที่ได้มาบริจาค ให้โรงพยาบาลของรัฐ
เพื่อจะได้เป็นกำลังใจให้ผู้ปฎิบัติงานนะครับ

ขอบคุณที่มีความคิดที่ดี
โดย: ดีใจกับคนใจบุญ [23 ก.พ. 52 23:34] ( IP A:58.9.139.145 X: )
ความคิดเห็นที่ 24
   ลืมบอกไปครับ ว่าถ้าบริจาคแล้วกรุณาแจ้งให้ชาวไทยได้รับรู้ด้วยนะครับ จักเป็นพระคุณยิ่ง

ต่อไปเวลาฟ้องร้องกัน จะได้นำเงินไปบริจาค เพื่อพัฒนาการรักษาให้มีมาตรฐานมากขึ้น
โดย: ดีใจกับคนใจบุญ [23 ก.พ. 52 23:36] ( IP A:58.9.139.145 X: )
ความคิดเห็นที่ 25
   ความคิดเห็นที่ 22
คม ชัด ลึก แจ่ม จริงๆ
เลิกเถียงกัยซะที่
โดย: 3509 [23 ก.พ. 52 23:51] ( IP A:118.172.181.10 X: )
ความคิดเห็นที่ 26
   ถ้าเราเดินไปตามถนน
มีความเสี่ยงที่จะโดนอุกกาบาตตกใส่หัวได้เสมอ
ถ้าโดนขึ้นมาก็ไม่รอดแน่ๆ และแทบไม่มีทางป้องกัน
วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ ห้ามเดินออกนอกบ้าน
โดย: 000 [24 ก.พ. 52] ( IP A:61.90.6.101 X: )
ความคิดเห็นที่ 27
   ถ้าอุกกาบาตตกใส่หัว แล้วไปโรงพยาบาลยังไม่ตายหมอปล่อยปละละเลยให้นอนรอแล้วตาย ....ตายแบบป้องกันได้อีก
โดย: 6455 [24 ก.พ. 52 15:50] ( IP A:210.86.181.20 X: )
ความคิดเห็นที่ 28
    ถึง 0000 ความเห็น 26 สรุปง่ายมากคือเป็นหมอต้องอย่าขี้เกียจอย่าชุ่ย อย่างน้อยขยันมาดูหน้าญาติๆทำท่าให้เขาเห็นว่าตรูช่วยเต็มที่ ถึงตายไปเขาก็ไม่ฟ้อง ฟ้องไปศาลก็ไม่ให้ชนะ
โดย: 1331 [24 ก.พ. 52 15:55] ( IP A:210.86.181.20 X: )
ความคิดเห็นที่ 29
   ไม่เข้าข้างใคร แต่ขอบอกว่า
ถึงฎีกาศาลก็ต้องยก
ฟันธง!
โดย: นี่แหละประเทศไทย [24 ก.พ. 52 16:43] ( IP A:124.120.76.237 X: )
ความคิดเห็นที่ 30
   มิน่า สมัยนี้เข้า รพ .เอกชน ก็แพงตายha
ไป รพ รัฐบาล ก็รอนานมากขึ้นทั้ง วัน อนาถาชัดๆ
โดย: ตามนั้น [25 ก.พ. 52 15:15] ( IP A:125.24.15.106 X: )
ความคิดเห็นที่ 31
   บางครั้งไปโรงพยาบาลเอกชนแพงถ้ามันทำให้ รอด ก็โอนะ
เพราะว่าบางทีอยู่โรงพยาบาลรัฐมันดั้น ตาย ha จริง ๆ ด้วยซิ
ทำไมเรียนมาไม่เหมือนกันเหรอคะ ?
แย่งกันเป็นจำเลยจริงจริ๊ง ไม่เข้าใจ
เรียนคงเหมือนกัน แต่ความรับผิดชอบในหน้าที่ก็คงต่างกันแน่ๆ
ไม่ว่าอาชีพไหนนะ มีคนชุ่ยได้มากพอกัน
คงพอๆกับคดีทอดทิ้งคนป่วยโรคเอดส์กระมังคะ
ป้องกันได้แต่ไม่ทำ ชอบแก้ตัวว่า รอดูอาการ อาการไหน ?
อาการเกือบตาย หรือ อาการตายพอดีเหมือนข่าวกระทู้
โดย: เหนื่อย !!! [25 ก.พ. 52 20:59] ( IP A:117.47.45.199 X: )
ความคิดเห็นที่ 32
   #31
เอกชนที่ตาย กับโรงพยาบาลรัฐที่รอด ไม่พูดถึงเหรอครับ
อาการที่รอดูมีได้หลายอย่าง เช่น การเปลี่ยนแปลงไปของอาการ (อย่าง "พอถึงวันที่ 3 แล้วไข้จะลง" หรือ "สักพักจะเจอว่า มีไข้เฉพาะเวลาหัวค่ำของทุกวัน" ฯลฯ") หรือการตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้น (อย่าง "ให้ยาลดไข้แล้วไข้ไม่ลด" หรือ "ให้สารน้ำแล้วความดันกลับขึ้นมา")
โดย: +++ [25 ก.พ. 52 22:13] ( IP A:61.90.8.111 X: )
ความคิดเห็นที่ 33
   มองโลกในแง่ดีบ้างนะ
โดย: คนเก่า [26 ก.พ. 52 8:56] ( IP A:125.26.69.202 X: )
ความคิดเห็นที่ 34
   จะไปพูดถึงทำไม เพราะว่า รัฐมันไม่ได้ทำให้รอด
เอกชนทำให้รอด ก็สรรเสริญ เอกชนเป็นธรรมดา
หมอเอกชนเป็นเทวดา สำหรับบางเคส โอป่าว ?

หมอดีอยู่ทุกที่ทุกโรงพยาบาล แต่ว่ามันต่างกันนิดหนึ่งเรื่องการบริการ
เท่านั้นเอง เงินดี บริการดี คับท่าน

แต่ท่านอย่าลืมว่า อยู่โรงพยาบาลรัฐ ท่านทั้งหลายก็กินเงินหลวง ไม่ได้ให้ท่านมาทำฟรี ๆ จจริงอะเปล่า ?
โดย: นี่มองโลกในแง่ดีที่สุดแล้ววววว [26 ก.พ. 52 9:39] ( IP A:222.123.67.31 X: )
ความคิดเห็นที่ 35
   #34 พูดยังกับว่า คนไข้ที่เข้าโรงพยาบาลรัฐ ตายทุกราย ไม่มีใครรอดเลย แล้วคนไข้ที่เข้าโรงพยาบาลเอกชน รอดทุกราย ไม่มีใครตายเลย

หมอรัฐก็เป็นเทวดาสำหรับอีกหลายๆ คนที่รอดเหมือนกัน

หมอเอกชน บริการ "ดี" เพราะไม่ต้องตรวจวันละ 200 คน หรือเปล่า
โดย: ธาร [26 ก.พ. 52 13:52] ( IP A:58.8.86.48 X: )
ความคิดเห็นที่ 36
   ก็ใช่ไง บอกว่าบางเคส ไม่อ่านหล่ะคะ

เหมือนคนไม่รู้หนังสือมาเถียงกันเลยเนอะ

เห่อ ๆ กรรมเวร
โดย: บางเคส [26 ก.พ. 52 20:37] ( IP A:222.123.71.222 X: )
ความคิดเห็นที่ 37
   จะไปพูดถึงทำไม เพราะว่า รัฐมันไม่ได้ทำให้รอด
จะไปพูดถึงทำไม เพราะว่า รัฐมันไม่ได้ทำให้รอด
จะไปพูดถึงทำไม เพราะว่า รัฐมันไม่ได้ทำให้รอด
จะไปพูดถึงทำไม เพราะว่า รัฐมันไม่ได้ทำให้รอด
จะไปพูดถึงทำไม เพราะว่า รัฐมันไม่ได้ทำให้รอด
จะไปพูดถึงทำไม เพราะว่า รัฐมันไม่ได้ทำให้รอด
จะไปพูดถึงทำไม เพราะว่า รัฐมันไม่ได้ทำให้รอด
โดย: พูดยังกับว่า คนไข้ที่เข้าโรงพยาบาลรัฐ ตายทุกราย [26 ก.พ. 52 20:45] ( IP A:58.8.96.217 X: )
ความคิดเห็นที่ 38
   ก็ใช่ไงบอกว่าบางเคส ของเอกชนที่ทำให้รอด
และก็บางเคสที่รัฐทำให้รอด
และก็ที่รัฐมันไม่ได้ทำให้รอด อันนี้หมายถึงบางเคสไง
จะไปพูดถึงทำไม บางเคส น่ะเข้าใจอะไรยากจริง
ต้องใช้ศัพท์ชั้นสูงเหรอ หมอ ๆ เขาถึงจะเข้าใจ
ก็ตีความหมายรวม ๆ ดูซิ ว่าเขาพูดถึงอะไร

อารายฟระ เข้าใจอะไรยากจริง ถึงว่าเอาเราซะเกือบตายคนเข้าใจอะไรยากอย่างนี้คงไม่ได้มีคนเดียวจริง ๆ ด้วย
โดย: บอกว่าบางเคส จะไปพูดถึงทำไม [26 ก.พ. 52 21:32] ( IP A:222.123.71.222 X: )
ความคิดเห็นที่ 39
   คห.34
ถ้ารัฐบาลมันให้เงิน ให้กำลังคน ให้เทคโนโลยี เท่า รพ.เอกชน จะไม่ว่าอะไรเลย
แต่นี่ งานหนักกว่า เงินน้อยกว่า คนน้อยกว่า เทคโนโลยีต่ำกว่า จะเอาอะไรมาก ไม่พอใจ รพ.รัฐบาลก็กำเงินไป รพ.เอกชนให้เยอะๆ เลยดีกว่าครับ อย่างน้อยก็ช่วยให้งาน รพ.รัฐบาลน้อยลงนิดนึง
โดย: หมอก้อนหิน [26 ก.พ. 52 21:48] ( IP A:203.118.92.202 X: )
ความคิดเห็นที่ 40
   จะมาบ่นทำไม ว่ารัฐให้เงินเดือนน้อย แล้วมันเป็นหน้าที่ของคนไข้ที่ต้องไปแก้ไขใช่ไหม ทำไมไม่ให้เจ้านายหยายๆ ของคุณหมอไปแก้ไขหล่ะ เรื่อง เงินเดือนและสวัสดิการน้อย หือ ?

ใจก็ไม่อยากเข้าหรอกเอกชนน่ะ พอดีรัฐไม่รักษาก็เลยหนีตายไปเข้าเอกชน พอดี๊เขาทำให้รอดด้วยซิ ก็เลยให้คุณหมอเอกชนเป็นฮีโร่ไปก่อน

เชอะ !!!!
โดย: หมอนวดแผนโบราณ [27 ก.พ. 52 13:12] ( IP A:222.123.67.85 X: )
ความคิดเห็นที่ 41
   ตกลงที่โรงพยาบาลรัฐรักษาไม่หาย แล้วเอกชนรักษาหาย นี่คือคุณคนเดียวสินะ
ขอโทษด้วยที่มาเสียเวลาทะเลาะกับคุณ ขอเอาเวลาไปให้กำลังให้หมอที่รักษาคนหายอีกมากมายดีกว่า
โดย: 8443 [27 ก.พ. 52 14:20] ( IP A:58.8.86.72 X: )
ความคิดเห็นที่ 42
   คห.40
ก็ใครใช้รากหญ้าอย่างคุณๆ เลือกมันๆ มานั่งเก้าอี้ รมต. ล่ะครับ...
เลือกอีก มันก็ได้เป็นอีก ถามหน่อยสิ หมอเลือกมาหรือเปล่า ก็เปล่า มีแต่พวกคุณๆ เลือกมันเ้ข้ามาเอง
โดย: ex-man [27 ก.พ. 52 16:03] ( IP A:117.47.233.95 X: )
ความคิดเห็นที่ 43
   ความเห็น 42

แล้วใครใช้ให้หมออย่างพวกคุณ ๆ เลือก มัน ๆ มานั่งเก้าอี้นายก
แพทยสภาอีกล่ะ มันก็ได้เป็นอีก ถามหน่อยสิ ชาวบ้านเลือกมา
หรือเปล่า ก็มีแต่พวกคุณ ๆ เลือกมันเข้ามาเอง
โดย: แพทยสภา...เทวดาใครแตะต้องไม่ได้ [28 ก.พ. 52 9:33] ( IP A:58.9.220.85 X: )
ความคิดเห็นที่ 44
   ไม่ได้เลือกมันมาคับ เพราะไปลงคะแนนเลือกตั้งจะไปลงแค่ มาใช้สิทธิ์คับ เพราะว่า โคตรเบื่อหน้าเก่า ๆ มาทำงานมากคับ

ขอบอกได้เลย ว่า ไม่ได้ลงคะแนนเลือกคับ

ความคิดเห็นที่ 41
จะบอกว่าหมอรัฐบางคนน่ะคุณที่ไม่รักษา แต่ก็หมอรัฐบางคนอีกเหมือนกันที่รักษาหาย และก็หมอเอกชนบางคนเหมือนกันที่รักษาหาย
งง ใช่ไหมละ ก็จะบอกว่าหมอโรงพยาบาลรัฐทำให้เกือบตาย และก็หมอโรงพยาบาลรัฐที่รักษาอยู่ตอนนี้ และก็หมอโรงพยาบาลเอกชนทำให้อาการดีขึ้น ซาหรุปง่าย ๆ ก็คือ เป็น ที่ตัวหมอคับท่าน ไม่ได้ว่าให้ทั้งหมดของหมอที่อยู่โรงพยาบาลรัฐไม่ดี ซาหรุปให้ง่าย ๆ ก็อยู่ ที่ตัวหมอ และ สันดานของหมอแต่ละคนมากกว่าที่จะตั้งใจรักษาคนไข้

โอหรือยัง ไม่อยากเถียงหรอก เสียเวลาทำมาหากินเหมือนกัน
เชอะ !!!!
โดย: หมอดีดีใครเขาจะมาด่า หือ ??? [28 ก.พ. 52 9:51] ( IP A:114.128.9.216 X: )
ความคิดเห็นที่ 45
   หมอไทยหัวดำพูดไปก็ไม่มีใครเชื่อหรอก คงต้องให้หมอฝรั่งมาพูดเค้าถึงเข้าใจ
โดย: ความเห็นที่42 [28 ก.พ. 52 21:01] ( IP A:71.236.230.48 X: )
ความคิดเห็นที่ 46
   ความเห็น 45

คงไม่ใช่หรอก หมอไทยดี ๆ มีมากมาย เครือข่ายฯ ก็เชื่อเช่นนั้น
แต่หมอดี ๆ ไม่ค่อยมีโอกาสได้พูดออกสื่อ ไม่มีใครไปสัมภาษณ์
คนที่ให้สัมภาษณ์ก็ดันเป็นหมอที่สังคมไม่ชอบขี้หน้า ก็สงสัยว่า
พวกคุณเลือกมันมาอีกทำไม ทำให้ภาพพจน์วงการแพทย์เสื่อมเสีย
ปากมันไม่ดี ใจมันดำ ชอบเหยียบย่ำความทุกข์ชาวบ้าน ใจมันไม่
เคยมีความเป็นธรรมเลย ไม่รู้บ้านมันกินข้าวกับอะไร
โดย: แพทยสภา...เทวดาใครแตะต้องไม่ได้ [1 มี.ค. 52 12:18] ( IP A:58.9.185.122 X: )
ความคิดเห็นที่ 47
   เลือกเพราะผมก็กลัวนี่ครับ จริงๆน่ะที่เครือข่ายพยายามจะบอกว่าถ้าทำเต็มที่แล้ว แต่ถ้าเกิดผลไม่ดีตามมานี้ ให้รู้จักขอโทษ ให้รู้จักเยียวยา ช่วยเหลือบ้าง แล้วจะไม่โดนฟ้องนี่ ผมไม่เชื่อเด็ดขาด นี่เพื่อนเพิ่งโดนไปอีกราย คนไข้และญาติที่คิดดีไม่ฟ้อง คงมีแต่เฉพาะในเครือข่ายนี่หล่ะมังครับ
โดย: ;) [2 มี.ค. 52] ( IP A:96.40.133.12 X: )
ความคิดเห็นที่ 48
   มรึงจะให้นายกแพทยสภาเหมือนพวก สปสช นั่นเหรอเอะอะก็จ่ายเงินจ่ายเงินพวกมรึงก็นึกว่าหมอผิดน่ะสิ พวกนั่นแหละหลอกพวกมรึงไม่ใช่แพทยสภา
ส่วนคนที่พูดความจริงแล้วไม่ได้ดั่งใจพวกมรึงก็ด่าเสียเสียหายหาย พวกมรึงไม่ต่างไปจากตัวปรสิตที่ชอบแย่งอาหารในลำไส้เลยว่ะ ถามหน่อยว่านายกแพทยสภาเขาจะปกป้องแพทย์ไปหาอะไรเขาได้อะไรถ้าแพทย์คนนั้นทำผิด บอกไว้เลยว่าไม่มีแพทย์ท่านใหนเคยให้สินบนนายกแพทยสภา แต่สิ่งที่ท่านทำท่านไม่อยากให้เกิดคือสังคมรุมทำร้ายแพทย์ที่บริสุทธิ์สภาพสังคมที่โง่เขลา คนไม่มีวิจารณญาณ โทษคนอื่นก่อนเสมอ สังคมที้ไม่มีคำว่าบุญคุณมีแต่ลาภยศ เงินทอง
เอาใจช่วยท่านนายกแพทยสภาครับแล้วซักวันหนึ่งพวกเบาปัญญาอย่างเครือข่ายจะเห็นคุณค่าที่ทำว่ามีประโยชน์ต่อคนไทยมากแค่ใหน
โดย: คนเก่า [2 มี.ค. 52 9:30] ( IP A:125.26.73.118 X: )
ความคิดเห็นที่ 49
   โมโห เพราะมองไม่เห็นความชั่วของตนเอง
โมโห เพราะเคยแต่พูดแล้วมีคนเชื่อ
โมโห เพราะขัดใจ สังคมไม่เชื่อน้ำยาอีกต่อไป
โมโห เพราะแสดงละครตบตาสังคมแล้วไม่มีใครเชื่อ
โมโห เพราะขาดสติ ดูถูกคนจนเป็นสันดาน
โมโห เพราะอีโก้สูง จนมองไม่เห็นความทุกข์ชาวบ้าน
โมโห เพราะดันเสือกรู้ทันตรูไปหมดทุกเรื่อง
โดย: สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล...ไอ้เตี้ยเอ๊ย [2 มี.ค. 52 9:59] ( IP A:58.9.189.43 X: )
ความคิดเห็นที่ 50
    ความคิดเห็นที่ 48

ยกตัวอย่างบางคดีที่ฟ้องหมอตอนนี้นะ คดีอื่นไม่เกี่ยว เอาคดีกรูเองนี่แหล่ะ
ก็กรูโดนกะตัวเองไง กรูถึงรู้ว่า พวกแพรดสภาเข้าข้างหมอ
เรียกกรูไปสอบปากคำ เรียก ว่า สอบปากคำละกัน
แต่ไม่เรียกหมอที่เป็นกรูบอกว่าเป็นจำเลยมาสอบปากคำ เหมือนกรูโดน แน่จริงทำไมไม่เรียกหมอคนที่ทำผิดมาเจอหน้ากรูพร้อมๆ กัน กรูจะได้ถามให้หายสงสัย มาด่ากรูทำไมที่กรูเป็นโรคนี้ ทำไมไม่รักษากรู และทำไมทิ้งกรูเกือบตายแบบนี้ มีแต่แพรดสภาปกป้องหมอคนนี้ว่าไม่ผิดตั่งใจแล้วเต็มที่ นี่ขนาดตั้งใจนะ ถ้าไม่ตั้งใจกรูเผาไปนานแล้ว
แล้วจะให้กรูเทิดทูลหมอคนนี้ว่าเป็นผู้เสียสละเหรอ ?
กรูว่ามันขัดต่อความรู้สึกการเป็นคนมาก ๆ เพราะกรูโดนมาเอง กรูถึงรู้ว่ากรูควรฟ้องหมอไหม และกรูก็มีที่พึ่งคือ เครือข่ายฯ ที่รู้ว่าหมอบางคน บาง species มันเอาไว้ไม่ได้

ขอโทษ พูดไม่ดีมาก่อน มรึงมา ก็กรูไป นี่แหล่ะ กรูชอบความยุติธรรม และมันจะได้ไม่เสียดุลกัน ....
โดย: โมโห พวกไม่เห็นความทุกข์ชาวบ้าน ปัญญาโคดอ่อนเลย [2 มี.ค. 52 12:12] ( IP A:222.123.210.6 X: )
ความคิดเห็นที่ 51
   กระทู้นี้ฮ็อต ฮิต จริง ๆ
โดย: แพทยสภา...เทวดาใครแตะต้องไม่ได้ [3 มี.ค. 52 7:09] ( IP A:58.9.191.213 X: )
ความคิดเห็นที่ 52
   ฮิตเพราะชื่อกระทู้น่ะสิ
ใครเห็นก็ปรี๊ดแตกทุกคน
โดย: 2007 [3 มี.ค. 52 11:46] ( IP A:58.8.86.243 X: )
ความคิดเห็นที่ 53
   มันคือความจริงค่ะ
เถียงกันกี่สิบชาติมันก็คือความจริง
อยู่ที่ว่า ปรับเปลี่ยนยอมรับกันบ้างไหมเท่านั้นเอง
โดย: ไม่ยากเลยค่ะ [3 มี.ค. 52 12:54] ( IP A:117.47.149.26 X: )
ความคิดเห็นที่ 54
   แตกประเด็นไปเรื่อย ๆ
โดย: แตกไปเรื่อย ๆ [3 มี.ค. 52 13:26] ( IP A:58.9.184.237 X: )
ความคิดเห็นที่ 55
   กระทู้นี้สนุกดี
โดย: 55555 [3 มี.ค. 52 19:04] ( IP A:118.172.95.186 X: )
ความคิดเห็นที่ 56
   แหม ท่านคนเก่า ไอ้ผมก็สุดทนกับคำผรุสวาทของท่านเหลือเกิน ว่าจะไม่เข้ามาอีกแล้วเชียว แต่ทนไม่ไหว ทางหนึ่งก็อยากอ๊วกกับถ้อยคำใจความของท่านเหลือเกิน

ไอ้นายกแพทยสภา+เลขาฯ ทั้งสองคนน่ะ เชื่อไม่ได้และโกหกในตำแหน่งหน้าที่คนละมากกว่าหนึ่งครั้ง

แล้วข้อความที่ท่านคนเก่าอ้างเจตนาดี ต้องการปกป้องหมอที่ประพฤติชอบโดยสุดจริตน่ะ สร้างภาพผิวๆเพื่อกลบเพื่อลบเรื่องเลวๆที่เคยทำไว้หรือเปล่า????!!!!!

หมอดีๆอย่างที่ท่านว่า หากดีจริงเป็นทองแท้ก็ไม่ต้องให้ท่านหรือใครก็ตามในบรรดากรรมการแพทยสภาทั้งกว่าสามสิบคน มาปกป้องหรอก สังคมยุคนี้ ที่คนจบปริญญาตรีมีเป็นเรือนล้านๆคน (ที่เคยโดนพวกท่านหลอกเอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้บรรดาคนไข้ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่) โดนท่านหลอกซ้ำๆจนจับทางได้แล้ว ผู้คนเหล่านี้เขารู้จักแยกแยะกันได้เองแล้ว รู้จักป้อง "หมอดี" อย่างท่านอาจารย์วิชัย, อาจารย์ประเวศ ฯลฯ ได้เองอยู่แล้ว

จะต้องให้สาธยายซ้ำ "แผลเก่า" ของพวกท่านเหล่าสภาแพทยโจร+แนวร่วมลิ่วล้อหมอทั้งหลายที่เคยทำเรื่องเลวระยำตำบอนไว้นับสิบๆเรื่องไหม??? ที่ทำให้ "กลุ่มผู้เสียหายทางการแพทย์" แถวนี้ชิบหายต่อเนื่องกันไปนักต่อนัก เรื่องอันเป็นแผลเก่าที่เน่าจนตกสะเก็ดเป็นแผลเป็นถาวร จะให้เอาออกมาประจานกันอีกไหมเอ่ย?????
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [4 มี.ค. 52 7:52] ( IP A:58.8.106.252 X: )
ความคิดเห็นที่ 57
   ทำผิดแล้วไม่รับผิดชอบ...เขาเรียกว่า เลว
คนที่มีหน้าที่สอบสวนรู้ว่าผิดแต่ปกป้องคนทำผิด เขาเรียกว่าชั่วชาติ
โดย: แพทยสภา...เทวดาใครแตะต้องไม่ได้ [4 มี.ค. 52 9:39] ( IP A:58.9.193.225 X: )
ความคิดเห็นที่ 58
   ทำไม่ผิดแล้วไม่รับผิดชอบ เรียกว่า?
โดย: 000 [4 มี.ค. 52 12:52] ( IP A:202.28.183.10 X: )
ความคิดเห็นที่ 59
    ตอบ คห 58 เรียกว่า ไม่ยู้ ไปถามแพทยสภาดูเด้อ
โดย: 111 [4 มี.ค. 52 16:34] ( IP A:117.47.224.158 X: )
ความคิดเห็นที่ 60
   ไปถามทั้งที่รู้คำตอบดีแล้ว
อย่างนั้นหรือ
โดย: แพทยสภา...เทวดาใครแตะต้องไม่ได้ [13 มี.ค. 52 1:10] ( IP A:58.9.196.107 X: )
ความคิดเห็นที่ 61
   Background
Amniotic fluid embolism (AFE) is a rare obstetric emergency in which it is postulated that amniotic fluid, fetal cells, hair, or other debris enter the maternal circulation, causing cardiorespiratory collapse.

In 1941, Steiner and Luschbaugh described AFE for the first time after they found fetal debris in the pulmonary circulation of women who died during labor.

Current data from the National Amniotic Fluid Embolus Registry suggest that the process is more similar to anaphylaxis than to embolism, and the term anaphylactoid syndrome of pregnancy has been suggested because fetal tissue or amniotic fluid components are not universally found in women who present with signs and symptoms attributable to AFE.1

The diagnosis of AFE has traditionally been made at autopsy when fetal squamous cells are found in the maternal pulmonary circulation; however, fetal squamous cells are commonly found in the circulation of laboring patients who do not develop the syndrome. In a patient who is critically ill, a sample obtained by aspiration of the distal port of a pulmonary artery catheter that contains fetal squamous cells is considered suggestive of but not diagnostic of AFE syndrome.2 The diagnosis is essentially one of exclusion based on clinical presentation. Other causes of hemodynamic instability should not be neglected.

For related information on pregnancy, see Medscape's Pregnancy Resource Center.


Pathophysiology
The pathophysiology of AFE is poorly understood. Based on the original description, it was theorized that amniotic fluid and fetal cells enter the maternal circulation, possibly triggering an anaphylactic reaction to fetal antigens. However, fetal material is not always found in the maternal circulation in patients with AFE, and material of fetal origin is often found in women who do not develop AFE.

Benson et al3 tested 2 hypotheses concerning the pathophysiology of AFE: (1) Clinical symptoms result from mast cell degranulation with the release of histamine and tryptase, or (2) Clinical symptoms result from activation of the complement pathway. Nine women with AFE were compared with 22 women with normal labors. Serum from patients with AFE was collected within 14 hours of symptom onset and frozen. Urine was collected within 12-24 hours after symptom onset. Control patients had complement levels measured on admission, during labor, and the day after delivery.

Six of the 9 women with AFE died, and all 9 required blood transfusions for disseminated intravascular coagulation (DIC). Seven women had no evidence of mast cell degranulation (ie, either urinary histamine or serum tryptase). Compared with postpartum control patients, complement levels in the AFE group were severely depressed. C3 in the AFE group was 44 compared with 117.2 in the postpartum group. C4 was 10.7 in the AFE group versus 29.4 in the postpartum group. These differences were statistically significant. This suggests that complement activation may play an important role in the pathophysiology of AFE.

Farrar and Gherman4 reported the case of a 40-year-old multipara in active labor with acute onset of facial erythema, seizures, hypoxia, cardiac arrest, DIC, and ultimately death. Fetal squames and fibrin thrombi were found in the pulmonary tree at autopsy. Blood drawn 2 hours after symptom onset had a serum tryptase level of 4.7 ng/mL (normal <1 ng/mL).

A case reported by Marcus et al5, in which AFE developed after a spontaneous rupture of membranes, demonstrated no increase in mast cells or degranulation in lung tissue as shown by Giemsa staining. Serum tryptase levels were 11.4 ng/mL (normal <11.4 ng/mL).

The initiating event is poorly understood. However, usually during labor or other procedure, amniotic fluid and debris, or some as yet unidentified substance, enters the maternal circulation; this may trigger a massive anaphylactic reaction, activation of the complement cascade, or both. Progression usually occurs in 2 phases. In phase I, pulmonary artery vasospasm with pulmonary hypertension and elevated right ventricular pressure cause hypoxia. Hypoxia causes myocardial capillary damage and pulmonary capillary damage, left heart failure, and acute respiratory distress syndrome. Women who survive these events may enter phase II. This is a hemorrhagic phase characterized by massive hemorrhage with uterine atony and DIC; however, fatal consumptive coagulopathy may be the initial presentation.


Frequency
United States
Incidence of AFE is estimated at 1 case per 8,000-30,000 pregnancies. The true incidence is unknown because of inaccurate diagnoses and inconsistent reporting of nonfatal cases.

International
Incidence is similar to that of the United States.

Mortality/Morbidity
Maternal mortality approaches 80%. Mortality was 61% in the US national registry, which listed 46 cases. Five to 10% of maternal mortality in the United States is due to AFE. Of patients with AFE, 50% die within the first hour of onset of symptoms. Of survivors of the initial cardiorespiratory phase, 50% develop a coagulopathy.

The United Kingdom AFE registry reports a mortality of 37%. Of those who survived AFE, 7% were neurologically impaired.6

Survival is uncommon, although the prognosis is improved with early recognition and prompt resuscitation. Most women who survive have permanent neurologic impairment. Neonatal survival was 79% in the US registry and 78% in the UK registry.



Race
No racial or ethnic predilection exists.

Sex
AFE only occurs in women.

Age
Previously, advanced maternal age was believed to be a risk factor. No relationship to age has been found in the National Amniotic Fluid Embolus Registry.

Clinical
History
Amniotic fluid embolism (AFE) usually occurs during labor but has occurred during abortion, after abdominal trauma, and during amnioinfusion.

A woman in the late stages of labor becomes acutely dyspneic with hypotension; she may experience seizures quickly followed by cardiac arrest. Massive DIC-associated hemorrhage follows and then death. Most patients die within an hour of onset.

Currently no definitive diagnostic test exists. The United States and United Kingdom AFE registries recommend the following 4 criteria, all of which must be present to make the diagnosis of AFE.6, 1, 7

Acute hypotension or cardiac arrest
Acute hypoxia
Coagulopathy or severe hemorrhage in the absence of other explanations
All of these occurring during labor, cesarean delivery, dilation and evacuation, or within 30 minutes postpartum with no other explanation of findings

Physical
In case reports, patients are described as developing acute shortness of breath, sometimes with a cough, followed by severe hypotension. The following signs and symptoms are indicative of possible AFE:



Hypotension: Blood pressure may drop significantly with loss of diastolic measurement.
Dyspnea: Labored breathing and tachypnea may occur.
Seizure: Tonic clonic seizures are seen in 50% of patients.
Cough: This is usually a manifestation of dyspnea.
Cyanosis: As hypoxia/hypoxemia progresses, circumoral and peripheral cyanosis and changes in mucous membranes may manifest.
Fetal bradycardia: In response to the hypoxic insult, fetal heart rate may drop to less than 110 beats per minute (bpm). If this drop lasts for 10 minutes or more, it is a bradycardia. A rate of 60 bpm or less over 3-5 minutes may indicate a terminal bradycardia.
Pulmonary edema: This is usually identified on chest radiograph.
Cardiac arrest
Uterine atony: Uterine atony usually results in excessive bleeding after delivery. Failure of the uterus to become firm with bimanual massage is diagnostic.
Coagulopathy or severe hemorrhage in absence of other explanation (DIC occurs in 83% of patients.)7
Altered mental status/confusion/agitation

Causes
AFE is considered an unpredictable and unpreventable event with an unknown cause. In the national registry, 41% of patients had a history of allergies.

Reported risk factors for development of AFE include multiparity, advanced maternal age, male fetus, and trauma. In a retrospective review of a 12-year period encompassing 180 cases of AFE, of which 24 were fatal, medical induction of labor increased the risk of AFE.8 In the same study, AFE was positively associated with multiparity, cesarean section or operative vaginal delivery, abruption, placenta previa, and cervical laceration or uterine rupture.
โดย: 17 [20 มี.ค. 52 15:44] ( IP A:118.173.67.4 X: )
ความคิดเห็นที่ 62
   ขอบคุณสำหรับความเห็น 61-63 มีประโยชน์ทางวิชาการมาก
โดย: คนรู้น้อย [20 มิ.ย. 52 10:48] ( IP A:117.47.133.21 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน