คดีร่อนพิบูลย์ คดีประวัติศาสตร์
   https://www.medicalprogress-cme.com/Voice/VoiceV8N2.pdf
โดย: ซ้ำรอย [20 ก.พ. 52 2:15] ( IP A:58.8.2.172 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   หนุ่มอุดรฟ้องสธ.13ล้านแค่ไส้ติ่งอักเสบทำให้เมียนิทรา
โดย Hayatee182 เมื่อ อังคาร 25 พ.ย. 2008 10:56 pm

หนุ่มอุดรฯ โร่ฟ้องศาลนนทบุรี เรียกร้องค่าเสียหาย 13 ล้านบาท จาก สธ. เหตุเมียป่วยเป็นไส้ติ่งอักเสบหมอบล็อกหลังเตรียมผ่าตัด เกิดช็อกหมดสติ สมองขาดออกซิเจนนาน 20 นาที กลายเป็นคนพิการทางสมอง ซ้ำถูกกลั่นแกล้งบีบให้ออกจากงานที่ รพ. วิ่งร้องหลายแห่งไม่ได้ผล ล่าสุดเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ยื่นมือช่วยตั้งทนายฟ้อง
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 ก.พ.49 นายบุญชู สีสมน้อย อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 103 หมู่ 13 ต.บ้านแดง อ.พิบูลย์รักษ์ จ.อุดรธานี ได้เดินทางมายังศาลจังหวัดนนทบุรี พร้อมด้วยนางดลพร ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ และนางดอกรัก เพ็ชรประเสริฐ สมาชิกเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ เพื่อยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจำนวน 13 ล้านบาท จากสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ต้นสังกัดของโรงพยาบาลพิบูลย์รักษ์ จ.อุดรธานี ที่ทำการรักษาภรรยาของนายบุญชู คือนางพรทิพย์ สีสมน้อย ที่ป่วยเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบและไปเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลดังกล่าว แล้วเกิดความผิดพลาดในการรักษา จนทำให้นางพรทิพย์กลายเป็นคนพิการทางสมอง
นายบุญชู เล่าว่า ตนเคยเป็นช่างซ่อมบำรุงของโรงพยาบาลพิบูลรักษ์ ในตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราว และเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.44 นางพรทิพย์ได้ป่วยเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบและเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลพิบูลย์รักษ์ แต่ระหว่างที่ทำการฉีดยาบล็อกหลังเพื่อเตรียมการผ่าตัด ภรรยาเกิดอาการช็อกหมดสติ แพทย์ของโรงพยาบาลจึงเตรียมให้ออกซิเจนเพื่อช่วยหายใจ แต่ปรากฏว่าถังออกซิเจนในห้องเหลือแต่ถังเปล่า กว่าจะหาถังใหม่จากอีกตึกมาช่วยก็เสียเวลานานกว่า 20 นาที จนทำให้สมองของภรรยาตนขาดเลือด และกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา ต่อมาก็กลายเป็นคนพิการทางสมองอย่างรุนแรง
หลังเกิดเหตุผู้อำนวยการโรงพยาบาลในขณะนั้น ได้เรียกตนไปเจรจาเพื่อจะชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น พร้อมกับสัญญาว่าจะรับตนและญาติพี่น้องเข้าทำงานประจำของโรงพยาบาล เพื่อให้มีอาชีพและรายได้ในการดูแลครอบครัว ต่อมาปรากฏว่าเมื่อถึงวันนัดสัญญาจ่ายเงิน ผู้อำนวยการคนดังกล่าวปฏิเสธที่จะชดใช้ค่าเสียหายให้ตามที่ได้ตกลงไว้แต่แรก และหาเรื่องกลั่นแกล้งบีบให้ออกจากงานในที่สุด จากนั้นผู้อำนวยการคนนี้ก็ย้ายไปประจำที่โรงพยาบาลที่อื่น โดยที่เรื่องของตนก็ไม่มีความคืบหน้า
ต่อมาจึงได้ตัดสินใจเข้าแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สภ.อ.พิบูลย์รักษ์ แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ปฏิเสธไม่รับแจ้งความอีก จึงได้ทำเรื่องร้องขอความเป็นธรรมไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในจังหวัด แต่เรื่องก็เงียบหายไป ในขณะที่แต่ละวันนั้นเวลาที่ตนเองออกไปติดตามเรื่อง ต้องปิดประตูบ้านล็อกกุญแจขังภรรยาไว้ในบ้านเพราะเกรงว่าจะได้รับอันตราย เนื่องจากภรรยาพิการทางสมอง ไม่สามารถช่วยเหลือหรือดูแลตัวเองได้ และนับตั้งแต่ถูกบีบให้ออกจากงานก็ต้องอาศัยเงินประกันสังคมเดือนละ 1,500 บาท ประทังชีวิตเลี้ยงภรรยาและลูก แต่ก็ไม่พอเพียงต้องไปกู้หนี้ยืมสินมา บางครั้งเคยเข้าไปขอข้าวที่ทำแจกในโรงพยาบาลมากินประทังชีวิตแต่ถูกปฏิเสธ
นอกจากนี้ยังถูกโรงพยาบาลกลั่นแกล้ง ด้วยการแจ้งความในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ และจับขังที่โรงพักถึง 2 วัน โดยไม่มีหมายจับ เพื่อให้ตนเสียโอกาสเป็นผู้ร้องขออนุบาลภรรยาตนไม่ได้ ทั้งนี้เพราะทางโรงพยาบาลรู้ว่าตนเตรียมที่จะดำเนินการฟ้องร้อง เรียกค่าเสียหายจากโรงพยาบาล จนกระทั่งต่อมาได้ติดต่อขอความช่วยเหลือจากเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ เพื่อร้องขอความเป็นธรรมต่อศาลในคดีนี้ โดยฟ้องเรียกค่าเสียหายจากสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ต้นสังกัดโรงพยาบาลดังกล่าว ทั้งค่าเสียหายทางร่างกาย ค่ารักษาพยาบาล ค่ากายภาพบำบัด และค่าขาดประโยชน์ในการประกอบอาชีพ เป็นจำนวนเงิน 13 ล้านบาท นับตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ ในเบื้องต้นทางศาลจังหวัดนนทบุรีได้นัดไต่สวนคดีดังกล่าวแล้ว ในวันที่ 10 เม.ย.49 เวลา 10.00 น.
ด้าน นางดลพร ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ กล่าวว่า หลังจากได้รับการติดต่อขอความช่วยเหลือจากนายบุญชู ทางเครือข่ายฯ ได้ทำการตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่าเกิดจากความผิดพลาดในการรักษาของแพทย์ จึงได้ยื่นมือให้ความช่วยเหลือนายบุญชู ซึ่งที่ผ่านมามีกรณีที่ผู้ป่วยๆ เป็นโรคไส้ติ่งอักเสบและไปเข้ารับการรักษาพยาบาลเหมือนกรณีของนายบุญชู แล้ว เกิดความผิดพลาดจนถึงชีวิตหรือพิการไปแล้วหลายราย แต่กลับไม่ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบ นอกจากนี้ทางแพทยสภาก็ปกปิดเรื่องความผิดพลาดที่เกิดขึ้น โดยไม่ยอมนำมาเปิดเผยทำเป็นข้อมูล นำมาเป็นบทเรียนในการหาทางแก้ไขข้อผิดพลาดในการรักษาที่เกิดขึ้น จนทำให้เกิดเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ เพื่อช่วยเหลือและร้องขอความเป็นธรรมให้กับผู้เสียหาย โดยปัจจุบันทางเครือข่ายได้รับเรื่องราวความผิดพลาด จากการรักษาของแพทย์จากโรงพยาบาลต่างๆ เกือบ 300 คดีแล้ว

ภาพ/ข่าว นสพ.บ้านเมือง
จัดทำโดย นางสาวฮายาตี สาแม เลขที่ 182

ข้อมูลบ้านเมือง https://www.banmuang.co.th
โดย: ซ้ำรอย ที่ 1 [20 ก.พ. 52 2:19] ( IP A:58.8.2.172 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   == ปลัดสธ.สั่งสอบแม่ลูกอ่อนทำหมันตาย(8/3/48) ===
สลด! แม่ลูกอ่อนทำหมัน “ตาย” ปลัด สธ.สั่งสอบด่วน

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 7 มีนาคม 2548 15:44 น.


ปลัดสธ. สั่งสอบหาสาเหตุการเสียชีวิตของคนไข้หญิงหลังคลอดและทำหมัน ที่รพ.ประจวบคีรีขันธ์ ระบุต้องรายงานผลภายใน 15 วัน เบื้องต้นแพทย์ชี้เหตุอาจมาจากภาวะแทรกซ้อนของการฉีดยาชา ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้ 2-5 คน ต่อ 10,000 คน ชี้เป็นเหตุสุดวิสัย ไม่สามารถป้องกันได้ พร้อมรับผิดชอบเหตุการณ์

ตามที่ปรากฏข่าวการเสียชีวิตของนางรุ้งลาวัลย์ พันธ์เจริญ อายุ 22 ปี หลังผ่าตัดทำหมันหลังคลอดที่ รพ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2548 นั้น เกี่ยวกับความคืบหน้าเรื่องนี้ นายแพทย์วิชัย เทียนถาวร ปลัดสธ. ให้สัมภาษณ์ว่า ได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนสาเหตุอย่างเร่งด่วน และรายงานผลภายใน 15 วัน โดยมีนายแพทย์พิภพ เจนสุทธิเวชกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธาน เพื่อให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย

นายแพทย์วิชัย กล่าวว่า ในเบื้องต้นได้รับรายงานจากนายแพทย์สนิท อาชีพสมุทร ผู้อำนวยการ รพ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่า ในวันเกิดเหตุวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 เวลา 09.30 น. แพทย์ที่ทำการผ่าตัดทำหมันคือ นายแพทย์ ช. วิทวัส เพ็ชญไพศิษฎ์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสูตินรีเวช และเป็นผู้ฉีดยาชาชื่อ เฮฟวี่มาร์เคน ความเข้มข้น 0.5% (0.5% heavy marcaine) จำนวน 3 ซี.ซี. ซึ่งเป็นขนาดปกติทั่วไปที่ใช้กัน ฉีดเข้าทางไขสันหลังเพื่อระงับความเจ็บปวด ซึ่งผู้ป่วยจะรู้สึกตัวและมีอาการชาเฉพาะท่อนล่าง

อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตรวจสอบวิเคราะห์คุณภาพและพิษปนเปื้อน โดยให้เก็บตัวอย่างยาชาที่เหลือและยาในล็อตเดียวกัน ส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นการด่วน พร้อมทั้งกำชับให้สถานบริการในสังกัดทั่วประเทศใช้ยาชาด้วยความระมัดระวังที่สุด

ด้านนายแพทย์สนิท อาชีพสมุทร ผู้อำนวยการ รพ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า นางรุ้งลาวัลย์ พันธ์เจริญ อายุ 22 ปี ตั้งครรภ์ที่ 2 และเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 เวลา 05.16 น. ได้คลอดบุตรด้วยวิธีปกติ เป็นเพศหญิง น้ำหนัก 3,700 กรัม สุขภาพแข็งแรง นอนพักฟื้นอยู่ในห้องพักฟื้นหลังคลอด และส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดทำหมัน เวลา 09.00 น.

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้เรียกประชุมคณะแพทย์ของ ร.พ.ประจวบฯ และลงความเห็นว่าสาเหตุน่าจะเกิดมาจากการแพ้ยาชา โดยยาชาดังกล่าวเป็นยาชาสำหรับฉีดเข้าช่องไขสันหลังเพื่อทำการผ่าตัดมา ซึ่งมีใช้นานแล้วและใช้ทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ จากการติดตามอาการที่ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาดังกล่าว ของ อย. พบภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น มีอาการช็อค หัวใจหยุดเต้น หยุดหายใจ และชัก เป็นต้น โดยมีโอกาสเกิดขึ้นได้ 2-5 คนต่อผู้ใช้ยา 10,000 คน ในส่วนของประเทศไทย สำนักระบาดวิทยา มีรายงานตั้งแต่เดือนตุลาคม 2546-เมษายน 2547 พบผู้ป่วยที่มีภาวะเดียวกัน 125 ราย จากจำนวนผู้ที่ใช้ยามาร์เคนฉีดเข้าทางไขสันหลัง 2,800 คน ในจำนวนนี้ มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง 13 ราย เสียชีวิต 6 ราย

นายแพทย์สนิท กล่าวต่อไปอีกว่า ผู้ป่วยที่เกิดภาวะแทรกซ้อน มักจะเป็นผู้ที่มีอายุน้อย สุขภาพดี แต่อย่างไรก็ตาม ภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่สามารถทำนายได้ก่อนล่วงหน้า และไม่สามารถป้องกันได้ โดย อย.ได้เคยเก็บตัวยามาร์เคน ที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยที่ผ่านมา มาตรวจวิเคราะห์แต่ไม่พบความผิดปกติใดๆ และได้เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ร.พ.ประจวบฯ ได้ให้การรักษาอย่างดีที่สุด และสุดความสามารถของแพทย์เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วย และรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง แพทย์ทุกคนตั้งใจให้การรักษาอย่างดีที่สุด และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเรื่องนี้อย่างเหมาะสมต่อไป


ข้อมูลข่าวจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์ ฉบับวันที่ 7 มีนาคม 2548 เวลา 15:44
โดย: ซ้ำที่ 2 [20 ก.พ. 52 2:25] ( IP A:58.8.2.172 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   ทำหมันหลังคลอด ฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง
มีคนไข้ที่เป็นหมอหญิงหลังคลอดยอมให้ทำไหม อยากรู้
โดย: ตอบหน่อยได้ไหม [20 ก.พ. 52 2:26] ( IP A:58.8.2.172 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   https://www2.medlib.si.mahidol.ac.th/elib/cgi-bin/opacexe.exe?op=dsp&bid=44684&lang=1&db=Medindex&pat=buddhachinaraj&cat=tit&skin=su&lpp=16&catop=&scid=zzz
โดย: อ่านไม่ได้ [20 ก.พ. 52 2:29] ( IP A:58.8.2.172 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   ให้ รพ.สมิติเวช ชดใช้เงิน! 10ล้าน


ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ วันที่ 22 เม.ย. ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีที่นายบุรินทร์ เสรีโยธิน อายุ 58 ปี เสี่ยโรงงานแหอวน ด.ช.บดินทร์ ด.ญ.บุษรินทร์ ด.ช.ศุภโชค เสรีโยธิน ลูกของนายบุรินทร์ รวมทั้งนายเขษม นางนารี กีรติธรรมคุณ พ่อแม่ของนางจุรีรัตน์ ผู้ตาย และบริษัทขอนแก่นแหอวนจำกัด ร่วมกันเป็นโจทก์ที่ 1 ถึง 7 ฟ้องบริษัทสมิติเวชจำกัด มหาชน นพ.เกรียงไกร อัควงศ์ แพทย์อำนวยการ รพ.สมิติเวช พญ.สุภัค จันทร์จำปี วิสัญญีแพทย์ นพ.ชลัท ตู้จินดา แพทย์เจ้าของไข้ ร่วมกันเป็นจำเลยฐานละเมิดเรียกค่าเสียหาย 700 ล้านบาท โดยคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

คำพิพากษาใจความว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 สมรสกับนางจุรีรัตน์ เสรีโยธิน อายุ 36 ปี ผู้ตาย ตามกฎหมาย โดยผู้ตายเป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชีของบริษัทโจทก์ที่ 7 มีบุตรกับโจทก์ที่ 1 ด้วยกัน 3 คน คือโจทก์ที่ 2 ถึง 4 ต่อมาผู้ตายได้ตั้งครรภ์ 9 เดือน และไปฝากครรภ์กับรพ.จำเลย จนเมื่อวันที่ 6 ก.ย.38 โจทก์พาผู้ตายไปคลอดที่ รพ.สมิติเวช สุขุมวิท คณะแพทย์ได้ฉีดยาแล้วให้นอนพักเพื่อดูอาการ กระทั่งวันที่ 7 ก.ย. 38 ผู้ตายมีอาการปวดครรภ์และน้ำคร่ำเดิน แพทย์ได้ฉีดยาให้อีก จนเช้าวันที่ 8 ก.ย.38 ผู้ตายส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด โจทก์ ที่ 1 ได้ยินเสียงร้องวิ่งเข้าไปดู ไม่พบแพทย์และพยาบาล จึงรีบไปตามแพทย์

ต่อมามีจำเลยที่ 4 ไปดูอาการแล้วตกใจ หลังจากนั้น นางจุรีรัตน์ได้ถึงแก่ความตาย สาเหตุเพราะน้ำคร่ำย้อนเข้ากระแสโลหิต เข้าปอด เกิดภาวะหายใจติดขัด เลือดไม่ฉีดเข้าหัวใจส่งผลให้หัวใจวาย การเสียชีวิตทำให้โจทก์ขาดไร้ค่าอุปการะ ค่าจัดการงานศพ ค่าเลี้ยงดู ขาดค่าการงานในการประกอบอาชีพแหอวนของบริษัท จึงเรียกค่าเสียหายตามฟ้อง

ศาลพิเคราะห์ว่า แพทย์มิได้ใช้ขั้นตอนกรรมวิธีในการรักษาดูแลผู้ตายตามหลักเกณฑ์ ปล่อยให้น้ำคร่ำไหลย้อนเข้าเส้นเลือดและปอด ทำให้คนไข้อยู่ในอาการวิกฤติขาดออกซิเจน เป็นเหตุให้บุตรในครรภ์ถึงแก่ความตาย อันเป็นการจงใจละเมิดต่อกฎหมาย ทำให้เสียหายแก่กาย จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนฐานละเมิด ที่ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย แต่ค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องมาสูงเกินส่วน ศาลวินิจฉัยให้ใช้ค่าเสียหาย 10,330,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย.38 จนกว่าจะชำระเสร็จ

ภายหลังฟังคำพิพากษา นายบุรินท์ เสรีโยธิน เสี่ยเจ้าของโรงงาน ให้สัมภาษณ์ว่า คดีนี้ตนไม่ได้ต้องการเงิน แต่ต้องการฟ้องให้เห็นเป็นเยี่ยงอย่างว่าแพทย์จะต้องดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยอย่างมีวิชาชีพ อยากให้แพทย์เห็นความสำคัญในการดูแลคนไข้อย่างใกล้ชิดมากกว่านี้ ด้านนางนารี กีรติธรรมคุณ แม่ผู้ตาย กล่าวว่า ไม่อยากได้เงินทอง แต่อยากได้ชีวิตของลูกสาวกลับคืนมามากกว่า







ที่มาจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย: นี่ก็อีกคดี [20 ก.พ. 52 2:41] ( IP A:58.8.2.172 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   หมอทุกคนบอกได้เต็มปากว่า เหตุการณ์นี้ ยังไงก็ต้องเกิดขึ้นอีกแน่ๆ
รอรับไว้ได้เลย
โดย: หมอทุกคนรับประกัน [20 ก.พ. 52 11:37] ( IP A:58.8.94.168 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   ลองเข้าไปอ่านใน TCC ดู ตามลิงค์นี้

https://www.thaiclinic.com/cgi-bin/wb_xp/YaBB.pl?board=doctorroom;action=display;num=1235023868

หมอเมธี คนนี้รู้สึกทำงานราชวิถี และทำงานที่รพ.รามคำแหง
ของหมอเอื้อชาติด้วย ป้องประโยชน์รพ.เอกชน ตามกัด
ผู้เสียหายเอาใจแพทยสภากับเจ้านายน่าดู ต่อไปอย่ามาบ่น
เหนื่อย มีเวลาไปเรียนกฎหมายมากัดกับคนไข้

ศิริมาศ บอกว่าอย่าให้เจอนะ เห็นดีกัน ปากดีนัก
โดย: ศิริมาศฝากมาบอก [20 ก.พ. 52 13:36] ( IP A:58.9.186.121 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   สันติ อหิงสา
ทำเขา เราจะเสีย
ถ้าเขาทำไม่ดี สิ่งที่เขาทำวันนี้ จะทำลายเขาเองในอนาคต
เว้นแต่เขาจะยอมกลับตัวกลับใจ
อย่าลดตัวไปสัมผัสกับคนเลว ตั้งหน้าตั้งตาทำแต่ความดี
ชัยชนะรออยู่ข้างหน้าคนทำดีเสมอ
โดย: พธม [20 ก.พ. 52 14:21] ( IP A:58.8.6.25 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   แพทยสภาวันนี้ มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งทำตัวเป็น
อันธพาลทางการแพทย์ ทำให้คนดี ๆ เขาเสียชื่อไปด้วย
ไม่ฟังเหตุฟังผลอะไรยิ่งกว่าเด็กอมมือ เอามัน
เอาสะใจเป็นหลัก ใครแตะต้องวิชาชีพนิดหน่อย
เป็นไม่ได้ เกิดมาก็เป็นคนเหมือนกันไม่ใช่เทวดา
คิดว่ากูยิ่งใหญ่ อยู่เหนือคนอื่น ทั้งที่นายกแพทยสภา
ก็ตัวเตี้ย แต่ไม่เตี้ยเฉพาะตัว ใจเตี้ยอีกด้วย


ตัวเตี้ย และใจต่ำทรามอีกด้วย
โดย: ศิริหมด [20 ก.พ. 52 17:24] ( IP A:58.9.217.65 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   แพทยสภาชี้ว่า "คดีไม่มีมูล" ทั้งสิ้น ใช่หรือไม่
คดีเสี่ยบุรินทร์ ทำให้แพทยสภาแตกคอกันเป็น
สองฝ่ายใช่หรือไม่
โดย: แพทยสภา..ไอ้พวกเทวดา..จะโดนเตะต้องเข้าสักวัน [21 ก.พ. 52 7:01] ( IP A:58.9.191.21 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
    13 ธันวาคม 2550

แถลงการณ์

กรณีศาลจังหวัดทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช พิพากษาจำคุกแพทย์หญิงสุทธิพร ไกรมาก เป็นเวลา 3 ปีโดยไม่รอลงอาญา เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุด แต่ก็ทำให้วงการแพทย์ออกอาการไม่พอใจที่แพทย์ด้วยกันต้องรับโทษทั้งที่ยังไม่รู้ข้อเท็จจริง พร้อมขู่ยุติการทำผ่าตัดที่รพ.ชุมชนและจะมีการส่งต่อผู้ป่วยกันมากขึ้น ต่างวิพากษ์วิจารณ์และโยนความผิดทั้งหมดให้กับผู้เสียหายและเครือข่ายฯทั้งที่คดีอาญานั้นดำเนินขึ้นก่อนที่ผู้เสียหายรายนี้จะมาพบกับเครือข่ายฯ

หน่วยงานที่รู้รายละเอียดดีอย่างแพทยสภาและสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ก็ออกมาโต้ตอบและบิดเบือนข้อเท็จจริง อาศัยเหตุการณ์นี้เล่นละครตบตาวงการแพทย์และสังคม เรียกร้องความชอบธรรมให้กับตนเองและเรียกร้องให้แพทย์ไม่ต้องถูกฟ้องเป็นคดีอาญา ทั้งที่รู้ดีว่าเหตุการณ์ที่บานปลายจนพญ.สุทธิพรฯต้องได้รับโทษนั้น มีคณะกรรมการกลุ่มหนึ่งของแพทยสภา และคนกลุ่มหนึ่งของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้นเหตุใหญ่ เครือข่ายฯ ขอถามว่าแล้วชีวิตคนไข้ไทยที่ต้องล้มตาย เจ็บ พิการ เป็นใบไม้ร่วงทุกวันจากความผิดพลาดทางการแพทย์ที่ป้องกันได้ จะพึ่งใครได้ หรือต้องปล่อยให้เป็นเวรเป็นกรรม เพราะขืนหากลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องหาความเป็นธรรม ก็จะกลายเป็นคนผิด และมีแต่เสียงก่นด่าสาปแช่งจากวงการแพทย์ไทยเป็นรางวัล

เครือข่ายฯ เห็นใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพญ.สุทธิพรฯ แต่อยากให้ท่านทั้งหลายได้ใช้สติ ดูเหตุ ดูผล และดูข้อเท็จจริงเสียก่อน แล้วค่อยวิจารณ์หรือตัดสินว่าใครถูกใครผิด หรือใครเป็นต้นเหตุ

ดังที่เครือข่ายฯ จะชี้แจงดังต่อไปนี้

1. พญ.สุทธิพรฯ ไม่ได้เข้าไปอยู่ในคุกแม้แต่นาทีเดียว กุญแจมือก็ไม่ถูกใส่ เพราะศาลท่านให้เกียรติแพทย์ อีกทั้งนส.ศิริมาศลูกสาวนางสมควร แก้วคงจันทร์ (ผู้ตาย) ได้ขอร้องศาลผ่านเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ว่า ขอไม่ให้ใส่กุญแจมือ และไม่ให้เอาพญ.สุทธิพรไปคุมขังในระหว่างรอประกันตัว เนื่องจากเธอเห็นว่าในคดีอื่นที่พิพากษาก่อนหน้าคดีของเธอบัลลังก์เดียวกันนั้น ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดาเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำศาลได้เอากุญแจมือไปใส่ไว้กับตัวจำเลยก่อนมีคำพิพากษา และเธอไม่เคยคิดที่จะเอาหมอติดคุก เธอเพียงแต่ต้องการให้ใครสักคนตอบว่าแม่เธอเป็นอะไรตาย แต่ก็ไม่คิดว่าเหตุการณ์จะบานปลายมาจนเป็นแบบนี้

2. 5 มิถุนายน 2545 เมื่อแม่ของศิริมาศเสียชีวิตหลังการผ่าตัดไส้ติ่ง ไม่มีใครอธิบายว่าแม่ตายเพราะอะไร แพทย์ผู้อยู่ในเหตุการณ์ก็บอกว่าหัวใจล้มเหลว ไปถามรพ.มหาราชก็ตอบว่าเพราะสมองบวม ทางรพ.ไม่เคยมีน้ำใจไปร่วมงานศพ เธอนำศพแม่เข้ากรุงเทพผ่าพิสูจน์ที่สถาบันนิติเวช ผลก็ออกมาแบบคลุมเครือ

3. สสจ.จังหวัดนครศรีธรรมราชสอบสวนแล้วบอกว่าหมอไม่ผิด แต่จะจ่ายเงินให้ แต่หมอไม่รับว่าเป็นความผิดพลาด ศิริมาศ บอกว่าถ้าจะให้รับเงินต้องอธิบายก่อนว่าแม่ตายเพราะอะไร ถ้าหมอไม่ผิดเธอก็เหมือนไปขู่กรรโชกทรัพย์มันไม่ถูกต้อง คนในสสจ.บอกว่าถ้าเป็นอย่างนั้นก็ให้ไปฟ้องเอาเอง

4. ศิริมาศจึงไปแจ้งความ (จุดเริ่มต้นคดีอาญา) เมื่อไปแจ้งความ ศิริมาศรู้ว่ามีการใช้อิทธิพลท้องถิ่น ทำให้ตำรวจไม่รับแจ้งความ ไม่ยอมทำสำนวนส่งอัยการ ศิริมาศร้องเรียนเรื่องนี้ถึง 16 หน่วยงาน

5. เธอร้องเรียนแพทยสภาก็บอกสั้น ๆ ว่า ”คดีไม่มีมูล” ไม่บอกว่าแม่เป็นอะไรตาย ร้องรัฐมนตรีฯ สธ.ยุคนางสุดารัตน์ฯ ก็ไม่มีใครช่วย ศิริมาศร้องเรียนต่อ 16 หน่วยงาน หน่วยงานสอบสวนแล้วพบว่าตำรวจมีความผิดจนถูกย้าย และอัยการสูงสุดมีคำสั่งให้ฟ้องคดีนี้ในที่สุด

6. ปลายปี 2545 ศิริมาศเข้ารวมตัวกับเครือข่ายฯ เครือข่ายฯ จึงช่วยเธอยื่นฟ้องสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของรพ.ร่อนพิบูลย์ เป็นคดีแพ่ง ตามพรบ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ปี 2539 จนกระทั่งปลายปี 2548 ศาลชั้นต้นตัดสินให้ศิริมาศชนะคดี ว่าคดีไม่หมดอายุความ และรพ.ประมาทเลินเล่อ สธ.ต้องชดใช้ค่าเสียหาย 6 แสนบาท

ศิริมาศเหนื่อยมาหลายปี หนังสือก็ไม่ได้เรียน ทั้งที่เธอเอนทร้านซ์ติดคณะชีวะเคมี เธออยากเรียนหนังสือ จึงขอร้องสำนักงานปลัดกระทรวงฯ ว่าอย่าอุทธรณ์เลย เธอพอใจและได้คำตอบแล้วว่าแม่เป็นอะไรตาย และเงินจำนวน 6 แสนบาทนั้นแม้จะไม่มากหากเทียบกับชีวิตแม่ แต่ก็คงพอทำให้เธอกับน้อง ๆ ได้เรียนหนังสือ หลังจากแม่ตายก็บ้านแตก พี่น้อง 5 คนแตกแยกกันไปคนละทิศละทาง เธอกับน้อง ๆ ไม่มีใครส่งเสียให้ได้เรียน ความเป็นอยู่ลำบาก แต่ทางสำนักงานปลัดกระทรวงฯ กับทางแพทยสภากลับร่วมกันตั้งทีมทนายสู้กับคนไข้ ทำทุกวิถีทางที่จะเอาชนะคนไข้ แม้จะไม่ถูกต้องก็ทำ และยื่นอุทธรณ์ในประเด็นอายุความ จนทำให้ศิริมาศต้องได้รับความพ่ายแพ้เนื่องจากคดีหมดอายุความ เมื่อ 12กรกฎาคม 2550

เจตนารมณ์ของ พรบ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่นั้น เขามีไว้ช่วยแพทย์เวลาถูกร้องเรียน ไม่ต้องให้แพทย์ถูกฟ้อง และมีไว้เพื่อเยียวยาผู้เสียหาย แต่สำนักงานปลัดกระทรวง กลับไม่ยอมทำตามเจตนารมย์ของกฎหมาย ปล่อยให้คนผู้เสียหายที่มีความทุกข์และต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก ไปฟ้องกันเอาเอง แล้วก็จัดตั้งทีมกฎหมายสู้แบบเอาเป็นเอาตาย เหตุการณ์เปลี่ยนไปน้องศิริมาศต้องต่อสู้กับหน่วยงานที่ควรให้ความเป็นธรรมกับเธอ และแพทย์ของรพ.ร่อนพิบูลย์ก็ถูกนำไปเป็นเครื่องมือในการเอาชนะผู้เสียหายของหน่วยงาน

7. ในคดีอาญาที่อัยการสั่งฟ้อง ชมรมแพทย์ชนบทได้ประสานกับเครือข่ายฯ ว่าจะหาทางออกอย่างไรดี เครือข่ายฯ อาสาคุยกับน้องให้ ศิริมาศบอกว่ามาพูดตอนนี้มันสายไปแล้ว อัยการสั่งฟ้องไปแล้ว ทำไมก่อนหน้านี้ไม่มาคุย และคดีอาญานั้นยอมความกันไม่ได้ ถือเป็นอาญาแผ่นดิน แต่ก็มีทางออก โดยให้แพทย์ขอโทษอย่างเป็นทางการ และทำบุญให้แม่เธอ และเธอจะไปแถลงต่อศาลเองว่าไม่ติดใจเอาความ และให้หมอไปรับสารภาพกับศาลท่านพร้อม ๆ กัน โทษหนักจะได้เป็นเบา อย่างมากศาลก็รอลงอาญา ครั้งแรกทางรพ.ตอบตกลง แต่แพทยสภาและสำนักงานปลัดกระทรวงฯ ไม่ให้หมอขอโทษและให้สู้คดี โดยบอกหมอว่ามีทางชนะ โดยจัดทีมนักกฎหมาย ทีมแพทย์ที่จบกฏหมายช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ มีกรรมการแพทยสภาคอยประกบพยานฝ่ายของศิริมาศในศาลอย่างน่าเกลียดอีกด้วย

ในการสู้คดีศิริมาศเห็นว่าแพทย์หญิงสุทธิพร หลงเชื่อหน่วยงานเบิกความไม่ตรงกับข้อเท็จจริง แพทย์พยานผู้เชี่ยวชาญจากราชวิทยาลัยก็เบิกความขัดกับตำราที่ตนเองเขียน

ดังนั้นการที่พญ.สุทธิพร ต้องคดีอาญาในครั้งนี้ เป็นเพราะหลงเชื่อแพทยสภาและสำนักงานปลัดกระทรวงฯ ที่ยุให้แพทย์สู้คดีในทางที่ผิด ๆ จึงทำให้ตนเองต้องเป็นเช่นนี้ ทั้งที่น้องศิริมาศและเครือข่ายฯ ได้พยายามช่วยแล้วแต่แพทย์ไม่รับเอง

เวลาคนไข้ถูกหน่วยงานรังแก ยัดเยียดความอยุติธรรมให้ เครือข่ายฯ ไม่เคยเห็นวงการแพทย์ส่วนใหญ่จะเห็นใจ และออกมาเรียกร้องเพื่อคนไข้ทั้ง ๆ ที่รู้ดีกันอยู่ว่าแพทย์ทำผิดและหน่วยงานไม่มีความเป็นธรรม แต่ก็ปล่อยให้คนไข้ถูกกระทำ วงการแพทย์ไม่ควรเห็นแก่พวกพ้องอย่างน่าเกลียด และออกมาตอบโต้เหมือนจับคนไข้เป็นตัวประกัน จะไม่รักษา จะลาออก การเอาชีวิตคนไข้มาต่อรองในทางที่ผิดนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำอย่างยิ่ง สังคมแพทย์ควรมีความเห็นอกเห็นใจผู้เสียหาย และหาทางช่วยเหลือกันอย่างมีมนุษยธรรม เพราะที่ใดไม่มีความเป็นธรรม สันติย่อมไม่เกิด แพทย์อยากให้คนไข้เข้าใจแพทย์ เห็นใจในความเหนื่อยยากของแพทย์แพทย์ก็ต้องเห็นใจคนไข้ด้วยถึงจะมีความสงบสุขด้วยกันทุกฝ่าย

ทุกวันนี้ทั้ง คนไข้ และหมอ คือเหยื่อของระบบ เหยื่อของหน่วยงาน ที่ผู้บริหารเหลิงและลุแก่อำนาจ ไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา มัวแต่ห่วงภาพพจน์และศักดิ์ศรีของตนเอง จนลืมความมีมนุษยธรรม ทำให้เหตุการณ์เล็ก ๆ บานปลายมาจนถึงกับทำให้แพทย์หญิงสุทธิพรต้องโทษถูกจำคุก 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา อย่างวันนี้ เครือข่ายฯ ก็ได้แต่ภาวนาว่าศาลชั้นอุทธรณ์ และศาลฎีกาท่านจะให้ความเมตตาต่อแพทย์ ให้ได้รับโทษสถานเบาที่สุดเพียงแค่รอลงอาญา

เครือข่ายฯ ไม่เคยสนับสนุนให้คนไข้ฟ้องอาญาแพทย์ และไม่เคยต้องการเห็นแพทย์ติดคุก และการฟ้องคดีอาญาต่อแพทย์นั้นส่วนใหญ่คือหนทางสุดท้าย เนื่องจากระบบไม่ให้ความเป็นธรรมต่อผู้เสียหาย แพทยสภามักดึงเรื่องร้องเรียนของคนไข้จนหมดอายุความ และมักให้แพทย์สู้คดีเรื่องอายุความ คนไข้ต้องไปแจ้งความเพื่อเอาอายุความทางอาญาที่ยาวกว่ามาใช้ หากเครือข่ายฯ คิดทำลายวงการแพทย์ก็คงไม่อดทนเรียกร้องให้มีการตั้งกองทุนชดเชยความเสียหายมายาวนานต่อเนื่องถึง 5 ปี เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับคนไข้และคุ้มครองแพทย์ ไม่ให้มีการฟ้องร้องกันอีกต่อไป และข้อเรียกร้องของผู้เสียหายที่เป็นผู้บริโภคไม่ใช่หรือ ที่ได้รับการบรรจุลงในร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ที่ได้ผ่านมติครม.ไปแล้วและกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา

หากพรบ.คุ้มครองผู้เสียฯ มีผลบังคับใช้ การฟ้องร้องจะลดลง เครือข่ายฯ ขอถามว่าแพทย์ทุกคนไม่ได้ประโยชน์หรือ กับการลุกขึ้นเรียกร้องของเครือข่ายฯ ขณะที่พวกท่านส่วนใหญ่เพิกเฉยไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายของคนไข้ที่ไม่มีทางสู้

เหตุการณ์ล่าสุด
เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้รับทราบแถลงการณ์ฉบับนี้ ได้เรียกนส.ศิริมาศ และนางปรียนันท์ ประธานเครือข่ายฯ ไปชี้แจงข้อเท็จจริงนาน 3 ชั่วโมง จากนั้นรมว.สธ.ได้จ่ายเงินเยียวยาน้องศิริมาศจำนวน 8 แสนบาท พร้อมไปร่วมทำบุญให้แม่น้องที่นครศรีธรรมราช น้องศิริมาศได้ทำหนังสือประนีประนอมยอมความให้กับทางกระทรวง ต่อมาศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายกฟ้องแพทย์หญิงสุทธิพร (เรื่องยุติแล้ว)

ขอไว้อาลัยให้กับกลุ่มมาเฟียบางคนในหน่วยงานสาธารณสุขของไทย
เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์
โดย: ตามกัดคนไข้อยู่นั่นแหละ [21 ก.พ. 52 7:28] ( IP A:58.9.191.21 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   ศาลยกฟ้องเพราะจำเลยไม่มีความผิดครับ
ทำไมทางเครือข่ายต้องพยายามทำให้มีความเข้าใจผิด
โดย: ZtahC [21 ก.พ. 52 12:06] ( IP A:58.136.50.169 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   เพิ่งรู้ว่า Embrotic Fluid Embolism สามารถป้องกันได้ด้วย

ศาลพิเคราะห์ว่า แพทย์มิได้ใช้ขั้นตอนกรรมวิธีในการรักษาดูแลผู้ตายตามหลักเกณฑ์ ปล่อยให้น้ำคร่ำไหลย้อนเข้าเส้นเลือดและปอด ทำให้คนไข้อยู่ในอาการวิกฤติขาดออกซิเจน เป็นเหตุให้บุตรในครรภ์ถึงแก่ความตาย
โดย: ex-man [21 ก.พ. 52 14:16] ( IP A:203.118.92.202 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   ศาลยกฟ้องเพราะอะไร ใครคือคนรู้ดีที่สุดทุกคนรู้อยู่แก่ใจ ทำไมหมอเมธีถึงพยายามโยนบาปให้ลูกคนตายอีก ตกลงไอ้คนทำผิดคือเทวดา ทำอะไรก็ไม่ผิด ต้องเป็นเพราะคนไข้ทำให้เอ็งคิดเฮงซวยอีกใช่หรือเปล่า หน้าตาก็ดูฉลาดแต่แกมโกงมากไปหน่อย แบบนี้ไปเดินแถวนครฯ ไม่รอดกลับมาปากมากอย่างนี้แน่นอน
โดย: ไอ้เด็กเมื่อวานซืน [21 ก.พ. 52 16:17] ( IP A:58.8.7.151 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
   อันที่จริงเรื่องนี้วันที่ศาลอุทธรณ์(คดีอาญา) อ่านคำพิพากษา
ทางเครือข่ายฯ ไม่ทำข่าวเลย เนื่องจากเห็นว่าน้องศิริมาศรับเงิน
จากกระทรวงแล้ว ทำใบประนีประนอมยอมความให้แล้วตามที่
นิติกรของกระทรวงร่างให้เขียนตาม ซึ่งในเนื้อหาก็เอื้อประโยชน์
ต่อแพทย์คู่กรณีทั้งสิ้น ในเมื่อเห็นว่ารับเงินเขาแล้วก็ควรให้เกียรติ
เขา แต่ทางสำนักปลัดฯ ไม่หยุดกลับทำข่าวแล้วออกข่าวว่า
หมอไม่ผิด อยากรู้ว่าประโยคไหนที่ศาลบอกว่าหมอไม่ผิด
น้องศิริมาศบอกว่าเรื่องนี้จะไม่จบใช่หรือไม่
โดย: ศิริหมด [21 ก.พ. 52 22:25] ( IP A:58.9.207.14 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
   ศาลพิเคราะห์ว่า แพทย์มิได้ใช้ขั้นตอนกรรมวิธีในการรักษาดูแลผู้ตายตามหลักเกณฑ์ ปล่อยให้น้ำคร่ำไหลย้อนเข้าเส้นเลือดและปอด ทำให้คนไข้อยู่ในอาการวิกฤติขาดออกซิเจน เป็นเหตุให้บุตรในครรภ์ถึงแก่ความตาย อันเป็นการจงใจละเมิดต่อกฎหมาย

ศาลพิเคราะห์ว่า แพทย์มิได้ใช้ขั้นตอนกรรมวิธีในการรักษาดูแลผู้ตายตามหลักเกณฑ์ ปล่อยให้น้ำคร่ำไหลย้อนเข้าเส้นเลือดและปอด ทำให้คนไข้อยู่ในอาการวิกฤติขาดออกซิเจน เป็นเหตุให้บุตรในครรภ์ถึงแก่ความตาย อันเป็นการจงใจละเมิดต่อกฎหมาย

ศาลพิเคราะห์ว่า แพทย์มิได้ใช้ขั้นตอนกรรมวิธีในการรักษาดูแลผู้ตายตามหลักเกณฑ์ ปล่อยให้น้ำคร่ำไหลย้อนเข้าเส้นเลือดและปอด ทำให้คนไข้อยู่ในอาการวิกฤติขาดออกซิเจน เป็นเหตุให้บุตรในครรภ์ถึงแก่ความตาย อันเป็นการจงใจละเมิดต่อกฎหมาย

ศาลพิเคราะห์ว่า แพทย์มิได้ใช้ขั้นตอนกรรมวิธีในการรักษาดูแลผู้ตายตามหลักเกณฑ์ ปล่อยให้น้ำคร่ำไหลย้อนเข้าเส้นเลือดและปอด ทำให้คนไข้อยู่ในอาการวิกฤติขาดออกซิเจน เป็นเหตุให้บุตรในครรภ์ถึงแก่ความตาย อันเป็นการจงใจละเมิดต่อกฎหมาย

ศาลพิเคราะห์ว่า แพทย์มิได้ใช้ขั้นตอนกรรมวิธีในการรักษาดูแลผู้ตายตามหลักเกณฑ์ ปล่อยให้น้ำคร่ำไหลย้อนเข้าเส้นเลือดและปอด ทำให้คนไข้อยู่ในอาการวิกฤติขาดออกซิเจน เป็นเหตุให้บุตรในครรภ์ถึงแก่ความตาย อันเป็นการจงใจละเมิดต่อกฎหมาย

ศาลพิเคราะห์ว่า แพทย์มิได้ใช้ขั้นตอนกรรมวิธีในการรักษาดูแลผู้ตายตามหลักเกณฑ์ ปล่อยให้น้ำคร่ำไหลย้อนเข้าเส้นเลือดและปอด ทำให้คนไข้อยู่ในอาการวิกฤติขาดออกซิเจน เป็นเหตุให้บุตรในครรภ์ถึงแก่ความตาย อันเป็นการจงใจละเมิดต่อกฎหมาย
โดย: 000 [21 ก.พ. 52 22:39] ( IP A:58.8.96.245 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
   อ้าว...คนละคดี
นี่เป็นคดีผ่าไส้ติ่งที่ร่อนพิบูลย์
โดย: คนละคดี [22 ก.พ. 52 4:46] ( IP A:58.9.207.14 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
   ชัดเจน ศาลยกฟ้องเพราะไม่มีความผิด
โดย: ZtahC [22 ก.พ. 52 12:21] ( IP A:115.67.164.243 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
   "ศาลพิเคราะห์ว่า แพทย์มิได้ใช้ขั้นตอนกรรมวิธีในการรักษาดูแลผู้ตายตามหลักเกณฑ์ ปล่อยให้น้ำคร่ำไหลย้อนเข้าเส้นเลือดและปอด ทำให้คนไข้อยู่ในอาการวิกฤติขาดออกซิเจน เป็นเหตุให้บุตรในครรภ์ถึงแก่ความตาย อันเป็นการจงใจละเมิดต่อกฎหมาย"

ผมก็เลยสงสัยว่า แล้ว ขั้นตอนกรรมวิธีใดหรือ ที่จะป้องกันไม่ให้เกิดได้ ถ้ามีช่วยบอก ผมจะได้ทำตาม เพราะไม่ทราบว่ามีจริงๆน่ะ
โดย: ;) [22 ก.พ. 52 14:15] ( IP A:166.134.172.240 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
   ก็ไปถามศาลเองคงได้เรื่อง
กล้าหรือเปล่า อย่ากล้าแต่ไล่งับไล่กัดชาวบ้าน
โดย: แพทยสภา..ไอ้พวกเทวดา..จะโดนเตะต้องเข้าสักวัน [22 ก.พ. 52 15:19] ( IP A:58.9.201.7 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
   แล้วผมไปไล่งับอารายครายตรงหนาย ก็ถามกันดีๆ แหมอารายจาโกรธกันขนาดน้าน
โดย: ;) [23 ก.พ. 52 2:26] ( IP A:32.172.134.27 X: )
ความคิดเห็นที่ 22
   ถามกลับว่า รพ.พญาไท 1 ทำลูกชายคุณปรียนันท์ขาพิการแล้วไม่รับผิดชอบ แบบนี้เลวไหม

แพทยสภาเข้าข้างแพทย์รพ.พญาไท 1 จนถูกฟ้องเป็นคดีอาญาทั้งคณะ 33 คน ตามที่เป็นข่าว แบบนี้ยิ่งกว่าเลวไหม
โดย: ตอบหน่อย [23 ก.พ. 52 16:47] ( IP A:58.8.97.138 X: )
ความคิดเห็นที่ 23
   กล่าวว่า "ลูกชายคุณปรียนันท์ป่วยหนักเกินความสามารถแพทย์ทั่วไปเยียวยา ที่โรงพญาบาลพญาไท 1" น่าจะถูกต้องกว่า
โดย: ggggggggg [23 ก.พ. 52 20:11] ( IP A:58.8.92.213 X: )
ความคิดเห็นที่ 24
   กล่าวว่า "ลูกชายคุณปรียนันท์ โชคร้ายที่ไปคลอดกับสูตินรีแพทย์
ที่มัวห่วงลูกค้าห่วงเงินจนไม่ได้ตรวจครรภ์ก่อนเข้าห้องคลอด ไม่รู้ว่า
เด็กอยู่ในท่าคลอดที่ผิดปกติ เอาเครื่องมาดูดจนท้ายทอยปูด ก็ยังไปบิกความเท็จกับศาลว่าคุณปรียนันท์สั่งให้เอาเครื่องมาดูด แถมยังดกหกคุณปรียนันท์ว่าไอ้เจ้าก้อนห้อเลือดที่เกิดจากเครื่องดูดนั้นเป็นเส้นเลือดขอดที่ติดตัวมาแต่กำเนิด

ลูกชาวคุณปรียนันท์โชคร้ายที่ไปอยู่ในมือของกุมารแพทย์ที่ไม่ฟัง
เสียงแม่เด็ก บอกว่าขาบวม ๆ ก็ไม่สนใจ เด็กเป็นไข้ก็โกหกทำราย
งานเท็จว่าไม่มีไข้ เด็กเม็ดเลือดขาวขึ้น 22000 ตัวก็บอกว่าปกติ
รายงานโกหก เบิกความที่ศาลก็เบิกความเท็จ

นพ.สุรพงษ์ อำพันวงศ์ ผอ.รพ.สมัยนั้น ให้ข่าวกับสื่อโกหกบิดเบือน
ข้อเท็จจริง หาว่าเด็กติดเชื้อจากไหนไม่รู้ คนเราติดเชื้อไวรัสจากอา
กาศก็เป็นหวัด

ความโชคร้ายของลูกคุณปรียนันท์ กับความไม่ซื้อสัตย์ต่อผุ้ป่วย
โกหกบิดเบือนข้อเท็จจริง เป็นสิ่งที่วงการแพทย์รับได้ใช่หรือไม่
โดย: แพทยสภา..ไอ้พวกเทวดา..จะโดนเตะต้องเข้าสักวัน [24 ก.พ. 52 14:10] ( IP A:58.9.183.245 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน