คนละเรื่องเดียวกัน ... คุ้นๆไหมครับ
   ไม่น่าเป็นไปได้ พิมพ์เขียวซึ่งเป็นแบบแปลนการก่อสร้างอาคาร “ซานติก้าผับ” หายไปจากสำนักงานเขตวัฒนา อย่างน่าอัศจรรย์ ภายหลังจากที่วิศวกรที่ระบุว่าถูกปลอมลายเซ็นในพิมพ์เขียวไปขอหลักฐาน แต่เจ้าหน้าที่หาไม่เจอ แต่คล้อยหลังไม่กี่วันเจ้าหน้าที่เขตเข้าแจ้งความพิมพ์เขียวหายไปแล้ว

วันนี้ (3 ก.พ.) ที่ สน.ทองหล่อ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่นางวันรพี วุฒิมานานนท์ อาชีพวิศวกร ซึ่งมีรายชื่อระบุเป็นวิศกรผู้ควบคุมการก่อสร้างอาคารซานติก้า ออกมาเปิดเผยว่าถูกปลอมลายเซ็นในพิมพ์เขียวแบบแปลนของอาคารซานติก้าผับ ที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ และเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เมื่อวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา ทว่า พนักงานสอบสวนไม่ออกเลขคดีให้นั้น

พ.ต.ท.ชนิน วชิรปราณีกูล รอง ผกก.สส.สน.ทองหล่อ กล่าวยอมรับว่า เมื่อวันที่ 16 ม.ค. นางวันรพีได้เดินทางมาแจ้งความดังกล่าวจริง โดยเจ้าตัวเดินทางมาแจ้งว่าได้เดินทางไปที่เขตวัฒนา หลังจากทราบว่ามีชื่อเป็นวิศวกร ผู้ตรวจสอบแบบแปลนของอาคารซานติก้าผับ เพื่อขอเอกสารพิมพ์เขียวแบบแปลนที่คาดว่าจะมีลายเซ็นปลอมของตนเองอยู่ แต่ทางเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตวัฒนาค้นหาไม่พบจึงเดินทางมาแจ้งความ ซึ่งในวันนั้นทางตำรวจได้ให้พนักงานสอบสวนลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เนื่องจากยังรับเป็นคดีไม่ได้ เพราะไม่มีพิมพ์เขียวแบบแปลนที่เป็นหลักฐานยืนยันว่า มีการปลอมลายเซ็นนางวันรพีจริง

“หลังจากลงบันทึกประจำวันแล้ว ตำรวจได้ประสานไปยังสำนักงานเขตวัฒนา ให้ช่วยค้นหา พิมพ์เขียวของอาคารซานติก้าผับ แต่ทางสำนักงานเขตหาพิมพ์เขียวดังกล่าวไม่พบ และหลังจากนั้นไม่กี่วันทางเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตวัฒนา ได้เดินทางมาแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่า พิมพ์เขียวแบบแปลนของอาคารซานติก้าผับหายไปแล้ว นี่คือข้อเท็จจริง” พ.ต.ท.ชนิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กรณีที่เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตวัฒนาเข้าแจ้งความนั้น ทาง พ.ต.ท.ประวิทย์ กังวล พนักงานสอบสวน (สบ 3) เป็นผู้รับแจ้งความว่า ใบอนุญาตในการขอเปิดสถานบริการของซานติก้าผับหายไป โดยใบอนุญาตดังกล่าวมีพิมพ์เขียวแบบแปลนอาคารซานติก้าผับ และเอกสารอื่นๆ ที่แนบอยู่ด้วย หายไปทั้งหมด

https://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000012588
โดย: เจ้าบ้าน [3 ก.พ. 52 22:12] ( IP A:124.121.142.5 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   https://www.pantown.com/board.php?id=12163&area=1&name=board5&topic=464&action=view

เทียบกับเรื่องหมอๆกับคนตาย คนพิการ
โดย: เจ้าบ้าน [3 ก.พ. 52 22:18] ( IP A:124.121.142.5 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   นี่ท่านจ้าวบ้าน

ไวเป็นปรอทจริงนะ ชิงตัดหน้ากระผมไปได้

ว่าจะโยงเรื่องนี้เข้ากับเรื่องของ "เวชระเบียน" ก็โดนท่านคว้าชิ้นปลามันไปซะก่อน

ไม่เป็นไร ก็ขอเสริมว่า ไม่ต้องไปดิ้นรนแล้วไอ้เรื่องเวชระเบียนเนี่ย

เพราะคำพิพากษาแค่ "ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง" คดีท่านประธานเครือข่ายฯเราที่ออกมาเมื่อวาน ก็จบเห่ตามที่คาดไว้เปะ ออกรูนี้ที่ผมเขียนล่อไว้ตั้งนานนมมาแล้ว

ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องไปริอ่าน "ฟ้องไอ้สภาแพทยโจร" ที่มีนายกฯ+เลขาฯคนปัจจุบัน หรือคนไหนๆทั้งนั้น

เพราะฏีกาฟันเปรี้ยงเลยว่า คนร้องคดีอันได้รับผลกระทบโดยตรงจากการพิจารณาคดีของแพทยสภา ไม่ใช่ผู้เสียหาย และ แพทยสภาไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ (แต่ตั้งขึ้นโดยอำนาจพิเศษที่กฎหมาย พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม บัญญัติไว้) งานนี้ต่อไปภายภาคหน้า รับรองว่าวงการกฎหมายบ้านเรา จะมีกรรมการแพทยสภยกเอาบรรทัดฐานข้อนี้ไปไปอ้างและทำผิดกฎหมายได้อีกเยอะแยะเลย คงวุ่นวายดีพิลึกละคราวนี้

ทำให้ผมนึกถึงท่านอาจารย์สถิตย์ เล็งไธสง อดีตผู้พิพากษาในศาลฎีกาและผู้แต่งหนังสือที่เล่าเรื่องของท่านว่า ทำไมท่านต้องฟ้องเนติบัณฑิตยสภา อันเป็นสถาบันสูงสุดหนึ่งเดียวในการผลิตผู้ที่จะเป็นอัยการและผู้พิพากษา

ประโยคเริ่มต้นย่อหน้าสรุปปิดท้ายหนังสือ มีว่า "กฎหมายเป็นกฎแห่งสามัญสำนึก การตีความตามกฎหมายต้องไม่ขัดต่อสามัญสำนึก......และการพิจารณาตีความต้องยึดที่เจตนารมย์ของกฎหมาย ไม่ใช่ที่ตัวอักษร......

ที่ว่ามาทั้งหมดนี่ เข้าแนวกระทู้ที่ท่านจั่วมา แบบ "คนละเรื่องเดียวกันไหม?" ผมว่าเข้านะ

ลองถอยมามองไกลหน่อย ผมอยากชี้สรุปความเหมือนขั้นพื้นฐานในทั้งสองคนละเรื่องนี้คือ

กฎหมายไม่ใช่ตัวความยุติธรรม ทั้งนี้ ย่อมขึ้นอยู่กับคนถือและคนบังคับใช้กฎหมาย บางทีอย่างเช่นหากคนถือและคนบังคับใช้กฎหมาย ตีความ "คำว่าผู้เสียหาย" อย่างนี้ ก็จบเห่กัน งานนี้เบ็ดเสร็จนอกจากตอนโอกาสในการต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมของประชาชนผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรง(อย่างผู้เสียหายทางการแพทย์เช่นพวกเรา) แล้ว ก็ยังตอนโอกาสแบบเดียวกันของวิศวกรผู้ถูกพาดพิงในกรณีซานติก้าไปด้วยเลย

ทั้งนี้และทั้งนั้น ประชาชนทั้งหลาย "ต้องตื่นขึ้นมาช่วยกันดู ช่วยกันตั้งคำถามตรวจสอบ" ได้แล้ว ไม่ว่า แพทยสภา หรือว่า ศาล ต่างก็เป็นคนที่มีรัก โลภ โกรธ หลง และโกง ได้ทั้งนั้นแหละ อยู่ที่มวลชนในสังคมจะ "ร่วมด้วยช่วยกัน" จี้และตรวจสอบ "ถี่ยิบ" มากน้อยหรือ "เฉยเมย" เพียงไหนต่างหาก

ในวงการทั้ง หมอ และ ทนายความ นั้น ผู้พิพากษา มีลูกเป็นหมอ หรือ หมอขี้โกง มีลูกเป็นผู้พิพากษา ก็มีอยู่ไม่ใช่หรือ??????

แล้วในเครือข่ายฯ เรานี่มีใครเป็นญาติพี่น้องกับหมอหรือผู้พิพากษาไหมหนอ????? แต่ที่แว่วๆมาแน่ๆก็คือ เคยมีแม่หรือพ่อ ของทั้งผู้ที่มีอาชีพเป็นผู้พิพากษา และ ทนาย หรือแม้แต่ หมอ หรือ ผู้ที่มีภรรยาเป็นพยาบาล มาขอคำปรึกษา/ความช่วยเหลือจากเครือข่ายฯแล้วทั้งนั้น ใช่ไหม???????? ช่วยๆกันตรวจสอบหน่อยนะ

อย่าลืม ช่วยกันท่องให้ขึ้นใจว่า การตีความตามกฎหมายต้องไม่ขัดต่อสามัญสำนึก และกฎหมายต้องเป็นไปเพื่อ "ความชอบธรรมของมวลชน" และ ไม่ไปเถรตรงเป็นศรีธนณชัยตีความตามข้อความแบบที่เล็งเห็นได้ว่า ผลของการตีความนั้นไปเอื้อประโยชน์อันไม่ชอบธรรมของกลุ่มคนเฉพาะกลุ่มที่มีทั้งอำนาจและอิทธิพล แล้วขัดต่อหลักยุติธรรมและความชอบธรรมของมวลชน

ใครที่เป็นนักกฎหมาย เป็นทนาย หรือ คุณหมอคนไหนที่จบ เนติฯ จะมาเถียงกันในประเด็นนี้ เชิญและยินดีเลยนะ

แต่ตอนนี้ผมเชื่อขนมกินได้เลยว่า ท่านไม่กล้าดอก ผมเดาจุดยืนทางกลยุทธที่พวกท่านวางไว้ก็คือ นิ่งเงียบให้เรื่องมันซาหายไปเป็นคลื่นกระทบฝั่งใช่ไหม???? เป้าสุดท้ายก็อยู่ที่การปิดตัวของเครือข่ายฯและประธานเครือข่ายฯ ใช่ไหม???
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [4 ก.พ. 52 12:19] ( IP A:58.8.106.89 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน