เจาะน้ำคร่ำติดเชื้อทำลูกและเมียตายทั้ งกลม
   / สงขลา /หนุ่มวิศวกรแจ้งความเอาผิดโรงพยาบาลเจาะน้ำคร่ำติดเชื้อทำลูกและเมียตายทั้ งกลม



นายสีสุวรรณ ผลจันทร์ อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 91 หมู่8 แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ วิศวกรของบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ดำเนินคดีกับโรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่งในอ.หาดใหญ่ หลังจากที่นำภรรยาซึ่งกำลังตั้งท้องไปเจาะน้ำคร่ำและเกิดติดเชื้อทำให้ภรรยา และลูกในท้องตายทั้งคู่



นายสีสุวรรณ ให้การกับพนักงานสอบสวนว่า เมื่อวันที่ 8 เมษายน ที่ผ่านมาได้พา น.ส.รัชนี นวลทอง อายุ 35 ปี ซึ่งเป็นพยาบาลที่โรงพยาบาลระโนด จ.สงขลา และกำลังตั้งท้องไปให้แพทย์เจาะน้ำคล่ำที่โรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่งในอ.หาดใ หญ่ เพื่อตรวจความสมบูรณ์ของเด็กในท้อง แต่เมื่อกลับบ้านภรรยามีอาการปวดท้องอย่างรุนแรงจึงพากลับมาหาหมอที่โรงพยาบ าลอีกครั้ง หลังจากที่แพทย์เอกซ์เรย์พบว่าเกิดจากเลือดตกค้างและได้ขูดมดลูกออก จนกระทั่งวันที่12 เมษายนแพทย์ได้ตัดสินใจผ่าตัดเอาทารกในท้องซึ่งมีอายุ4 เดือนออกเพราะเสียชีวิตในท้อง ถัดมาวันที่ 13 เมษายนภรรยาก็เสียชีวิต เบื้องต้นทางโรงพยาบาลยอมชดใช้ค่าเสียหายให้สองแสนบาทแต่ยังไม่สามารถตกลงกั นได้ จึงได้เข้าแจ้งความกับตำรวจเพื่อให้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และจะเข้าร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมจ.สงขลา เพื่อขอความเป็นธรรมต่อไป
โดย: แม่อีกแล้ว [1 พ.ค. 52 21:57] ( IP A:58.8.6.108 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   รพ.หาดใหญ่แจงคนไข้ตรวจครรภ์แล้วตายมีเชื้ออีควอไลซ์ในเลือด
14:58 น.


จากกรณี นายสีสุวรรณ ผลจันทร์ อายุ 38 ปี เข้าแจ้งความที่ สภ.หาดใหญ่ หลังน.ส.รัชนี นวลทอง อายุ 35 ปี ภรรยาเสียชีวิตพร้อมลูกในท้องอายุครรภ์4 เดือน โดยตั้งข้อสงสัยสาเหตุจากติดเชื้อจากการเจาะน้ำคร่ำขณะเข้ารักษาที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ นายแพทย์ไพโรจน์ วราชิต รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาลหาดใหญ่ พร้อมทีมแพทย์และพยาบาล ได้ออกมาชี้แจงว่า คนไข้มีเชื้อโรคปะปนอยู่ในร่างกายมาก่อนแล้ว ประกอบกับมีภูมิคุ้มกันโรคต่ำกว่าปกติ จึงเป็นเหตุให้เสียชีวิต โดยคนไข้ได้เข้ามาเจาะน้ำคร่ำที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ เมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบว่าทารกในครรภ์มีความสมบูรณ์หรือไม่ จากนั้นโรงพยาบาลได้ส่งตัวอย่างน้ำคร่ำไปตรวจที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ปรากฏว่ามีเชื้อโรคอีควอไลซ์ปะปนอยู่ในน้ำคร่ำ ต่อมาทางโรงพยาบาลได้ตรวจสอบบริเวณปากมดลูกและในกระแสเลือด ผลก็ออกมาเช่นเดียวกัน แสดงให้เห็นว่าก่อนเข้ามารับการเจาะน้ำคร่ำที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ คนไข้นั้นได้มีเชื้อโรคปะปนในร่างกายอยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่เกิดจากความผิดพลาดของทางโรงพยาบาลแน่นอน เพราะอุปกรณ์ทุกอย่างมีความสะอาดตามมาตรฐานที่ได้กำหนด และเชื้อโรคที่ตรวจเจอจะใช้เวลาเพาะเชื้อ 48-72 ชั่วโมง หรือนานประมาณ 3 วัน ซึ่งตัวอย่างน้ำคร่ำที่นำไปตรวจที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์นั้น ภายใน 1 วันมีลักษณะเหนียวข้นและส่งกลิ่นเหม็น เมื่อนำไปตรวจสอบก็ปรากฏว่าพบเชื้อโรคดังกล่าว เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าเชื้อโรคไม่ได้เข้าสู่ร่างกายของคนไข้จากกระบวนการทางการแพทย์อย่างแน่นอน

รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาลหาดใหญ่ ชี้แจงอีกว่า นอกจากนี้ในตัวคนไข้มีภูมิคุ้มกันโรคที่ต่ำ เห็นได้จากช่วงปีที่ผ่านมาคนไข้เข้ามารักษาโรคฉี่หนู ซึ่งขณะนั้นเชื้อโรคได้ลุกลามขึ้นไปถึงสมองและกระแสเลือด ถ้าเป็นคนปกติแล้วส่วนมากอาการจะไม่รุนแรงถึงขั้นนี้ แต่ทางโรงพยาบาลก็ช่วยชีวิตคนไข้ไว้ได้ ซึ่งเรื่องนี้เองก็น่าจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไข้เสียชีวิตในครั้งนี้ โดยหลังจากที่คนไข้ได้เสียชีวิต ทางคณะแพทย์และพยาบาลรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่น้อยไปกว่าญาติ เนื่องจากได้พยายามรักษาทุกวิถีทางจนสุดความสามารถตามจรรญาบรรณวิชาชีพ ขณะเดียวกันทางผู้บริหารของโรงพยาบาล ได้เดินทางไปร่วมงานศพเละเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศล รวมทั้งได้เชิญญาติของผู้เสียชีวิต ทั้งสามี พ่อแม่ มาชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการของโรค กระบวนการรักษา และ สาเหตุของการเสียชีวิต ซึ่งญาติบางส่วนเข้าใจ แต่บางส่วนก็ยังมีข้อสงสัย ส่วนข้อเรียกร้องของญาติเกี่ยวกับเงินช่วยเหลือนั้น เบื้องต้นทางโรงพยาบาลจะให้เงินช่วยเหลือ 200,000 บาท ซึ่งเป็นการช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม และเป็นการเรี่ยไรมาจากแพทย์ เพราะทางโรงพยาบาลและกระทรวงสาธารณสุขไม่มีงบประมาณที่จะนำมาใช้ในกรณีแบบนี้
โดย: เรี่ยไร ????? [1 พ.ค. 52 22:00] ( IP A:58.8.6.108 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   รัฐมนตรีวิทยา ท่านจะว่ายังไง..?
ที่รองผอ.พูดว่ากระทรวงไม่มีงบประมานที่จะนำมาใช้ในกรณีแบบนี้

หมายความว่า เจ็บ ตาย ฟรี ไม่มีคนรับผิดชอบ
ใช่หรือไม่
โดย: ปัญหายังแก้กันไม่ตกเรื่องแบบนี้ [1 พ.ค. 52 22:43] ( IP A:58.9.220.73 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   เปล่า ให้ในกรณีนี้ไม่ได้ เพราะเสียชีวิตจากโรคซึ่งติดเชื้ออยู่เดิม
แล้วลุกลามทำให้เสียชีวิต
โดย: ZtahC [3 พ.ค. 52 6:45] ( IP A:58.136.50.81 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   น่าจะเอาข่าวมติชนของ ปธ เครือข่ายมาแปะเทียบเคียงกันดู
เรื่องคล้ายๆกันเลยแฮะ
โดย: ว่ามะ [3 พ.ค. 52 12:29] ( IP A:58.8.1.93 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   ตราบใดที่แพทย์ดี ๆ เก็บตัวเงียบ ไม่ลุกขึ้นมาสร้างความถูกต้อง
โปร่งใสให้เกิดกับสังคม ก็คงไม่มีประโยชน์อันใดที่จะลุกขึ้นมาด่าสื่อ
หรือกล่าวหาสังคมว่า เนรคุณ หรือเป็นงูเห่าคอยฉกคอยกัดคนในวิชา
ชีพอย่างทุกวันนี้

ความอัปยศอดสูนี้ ถูกสร้างโดยแพทย์ไม่กี่คนก็จริงอยู่ แต่หาก
แพทย์ดี ๆ ต่างพากันนิ่งเงียบ เนื่องจากไม่อยากเกี่ยวข้องหรือ
ถือคตินิ่งเสียตำลึงทอง เพราะได้ประโยชน์ด้วยกับสถานการณ์
บางอย่าง

ก็ไม่ต้องโทษใคร ว่าเป็นผู้ทำลายวงการแพทย์
โดย: ต้องโทษตัวเองด้วย [3 พ.ค. 52 15:59] ( IP A:58.9.193.227 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   อันนี้มันพูดกันลำบากเนาะ แฟ้มประวัติคนไข้ก็อยู่กับ รพ. ผลการตรวจก็อยู่กับ รพ. จะว่ายังไงมันก็ได้ทั้งนั้น แต่ที่เสียชีวิตเพราะน้ำมือหมอจริงๆ ก้มีอยู่หลายรายหรอกแล้วเอาภาษีประชาชนไปไว้ที่ไหนเนี่ย
โดย: เฮ้อ [4 ม.ค. 53 9:42] ( IP A:202.57.190.52 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน