ประกันสังคมและประกันสุขภาพ
   รัฐบาลมีหน้าที่ต้องจัดบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่มีมาตรฐาน
พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา
ที่ปรึกษาสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
ที่ปรึกษาสมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์ฯและโรงพยาบาลทั่วไป

ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ. 2550 “ มาตรา 51 บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการบริการสาธารณสุขจากรัฐซึ่งต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ
บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐอย่างเหมาะสมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและทันต่อเหตุการณ์” (1)

บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาตรา 51 นี้ได้กำหนดให้รัฐบาลมีหน้าที่ต้องจัดบริการสาธารณสุขและป้องกันโรคติดต่ออันตรายให้แก่ประชาชนอย่างเหมาะสม เสมอภาคและได้มาตรฐาน โดยกำหนดให้ผู้ยากไร้ได้รับการรักษาพยาบาลโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

ซึ่งบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ ได้กำหนดคำว่า “ สิทธิ เสมอกัน เหมาะสม ได้มาตรฐาน ทั่วถึง มีประสิทธิภาพ ผู้ยากไร้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย “
“ขจัดโรคติดต่ออันตรายโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และทันต่อเหตุการณ์”

ซึ่งรัฐบาลได้ทำตามสิทธิของประชาชนที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2550 นี้แค่ไหน?
คำตอบในเรื่องสิทธิในการรับบริการสาธารณสุขนี้ รัฐบาลได้ดำเนินการแบบหลายมาตรฐานดังนี้คือ
รัฐบาลได้ให้สิทธิแก่ประชาชน 47 ล้านคน ทั้งเป็นผู้ยากไร้ และไม่ใช่ผู้ยากไร้ ให้ได้รับ “สิทธิ”ในการรับการรักษาพยาบาลและบริการทางสาธารณสุข โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เรียกว่าประชาชน “กลุ่มบัตรทอง” (2)
แต่มีประชาชนบางกลุ่ม ไม่ได้รับสิทธิอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกับประชาชน 47 ล้านคนนี้ ได้แก่กลุ่มประชาชนประมาณ 9 ล้านคนที่เป็นลูกจ้างและต้องจ่ายเงินเดือนของตนเองทุกเดือนเข้าสมทบกับกองทุนประกันสังคม จึงจะมี “สิทธิ”ได้รับการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยเท่านั้น เรียกว่า “กลุ่มผู้ประกันตน” (3) ซึ่งแม้จะจ่ายเงินสมทบทุกเดือนแล้วแต่ยังไม่สามารถรับบริการสาธารณสุขอื่นๆเช่นการตรวจคัดกรองและการป้องกันโรค เหมือนกับประชาชนกลุ่มบัตรทอง
ยังมีประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง คือ “กลุ่มข้าราชการและครอบครัว” ที่ยอมทำงานในระบบราชการที่ได้รับเงินเดือนน้อย (เมื่อเปรียบเทียบผู้มีคุณวุฒิเดียวกันในภาคเอกชน) เพื่อจะได้รับสวัสดิการในการรักษาพยาบาลเมื่อตนเองและครอบครัวเจ็บป่วย
ฉะนั้น ประชาชนทุกคนจึงยังไม่ได้รับการตอบสนองตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในเรื่องการมีสิทธิ เสมอภาคและ เท่ากัน ในการรับการรักษาพยาบาลและการรับบริการสาธารณสุข

ในเรื่องการบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพนั้น รัฐบาลสามารถทำได้หรือเปล่า?
เพื่อที่จะตอบคำถามนี้ ก็จะต้องมาวิเคราะห์ว่า โรงพยาบาลหรือหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขที่ มีอยู่ทั่วประเทศนั้น ประชาชนสามารถมารับการรักษาพยาบาลอย่างทั่วถึงทุกคนหรือไม่? และโรงพยาบาลหรือสถานบริการสาธารณสุขนั้นได้ให้การบริการแก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่?
สถานบริการสาธารณสุขที่รัฐบาลจัดให้มีไว้เพื่อประชาชนนั้น เริ่มจากสถานบริการระดับต้นในหมู่บ้าน เรียกว่าศูนย์สาธารณสุขชุมชน ในระดับตำบลก็จะมีสถานีอนามัย ในระดับอำเภอจะมีโรงพยาบาลชุมชน และในระดับจังหวัดก็จะมีโรงพยาบาลประจำจังหวัดขนาดเล็กเรียกว่าโรงพยาบาลทั่วไป (General Hospital) และโรงพยาบาลประจำจังหวัดขนาดใหญ่เรียกว่าโรงพยาบาลศูนย์(การแพทย์) (Hospital and Medical Center)
ขีดความสามารถ(หรือศักยภาพ) และประสิทธิภาพของสถานบริการสาธารณสุขแต่ละระดับดังกล่าวมาแล้ว ย่อมขึ้นอยู่กับ คุณภาพและศักยภาพของบุคลากรที่ประจำทำงานในสถานที่นั้นๆ ขึ้นอยู่กับเครื่องมือ เวชภัณฑ์ครุภัณฑ์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ และที่สำคัญที่สุดก็คือจำนวนบุคลากรที่เหมาะสมกับจำนวนประชาชนที่มารับบริการในแต่ละวันด้วย

สถานบริการระดับต้นคือศูนย์สาธารณสุขมูลฐานชุมชนนั้น มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือที่เรียกว่าหมออนามัยอยู่ประจำ และมีอาสาสมัครสาธารณสุข ช่วยเหลือให้ความเข้าใจแก่ประชาชนในการดูแลรักษาสุขภาพเบื้องต้น แต่ถ้าการเจ็บป่วยรุนแรง ประชาชนก็ต้องเดินทางไปยังสถานีอนามัยประจำตำบลหรือไปยังโรงพยาบาลชุมชน เพื่อจะได้รับการรักษาพยาบาลต่อไป
สำหรับในสถานีอนามัยนั้น มีพยาบาลวิชาชีพอยู่ประจำ ส่วนในโรงพยาบาลชุมชนนั้นมีแพทย์อยู่ประจำ ฉะนั้นประชาชนที่เจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ที่จะได้รับการรักษาพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าผู้ป่วยมีอาการหนัก สถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลชุมชน ก็จะต้องส่งผู้ป่วยไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลทั่วไป หรือโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ที่อยู่ใกล้ที่สุดต่อไป

การส่งตัวผู้ป่วยจากสถานบริการสาธารณสุขหรือโรงพยาบาลนั้น จำเป็นจะต้องมีรถพยาบาล (ambulance) ที่มีเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีคุณภาพเหมาะสมกับการช่วยชีวิตผู้ป่วยในระหว่างเดินทาง รวมทั้งต้องมีแพทย์หรือพยาบาลที่มีความชำนาญในการช่วยกู้ชีพในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการทรุดหนักในขณะเดินทางในรถพยาบาลอยู่ด้วย เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้ผู้ป่วย แต่ทั้งศูนย์สาธารณสุขมูลฐานชุมชน สถานีอนามัย ส่วนมากนั้น ไม่มีรถพยาบาลไว้ส่งต่อผู้ป่วย และก็คงขาด บุคลากร ที่เหมาะสมประจำรถพยาบาล ส่วนโรงพยาบาลชุมชนต่างๆ อาจจะมีรถพยาบาลไว้ส่งต่อผู้ป่วย แต่กระทรวงสาธารณสุขก็มีระเบียบห้ามส่งผู้ป่วยไปนอกจังหวัดที่โรงพยาบาลชุมชนตั้งอยู่ ทั้งๆที่โรงพยาบาลชุมชนแห่งนั้นอาจจะอยู่ใกล้โรงพยาบาลจังหวัดอื่นมากกว่าโรงพยาบาลจังหวัดเดียวกัน ซึ่งทำให้ผู้ป่วยต้องเดินทางนานขึ้น อาจจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการทรุดหนักและอาจเสียโอกาสในการที่จะรอดชีวิตจากการที่จะได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วทันการณ์
ฉะนั้นประชาชนในหมู่บ้านและตำบล ก็ยังไม่ได้รับสิทธิเสมอกันกับประชาชนในเมือง(อำเภอหรือจังหวัด) ในการ “เข้าถึง” บริการทางการแพทย์ ในกรณีป่วยหนักที่ต้องการรับการรักษาอาการที่ยุ่งยากหรือซับซ้อน
กระทรวงสาธารณสุขจึงควรจะต้องปรับปรุงระบบการส่งผู้ป่วยหนักต่อไปยังโรงพยาบาลระดับสูง ให้เหมาะสมและมีคุณภาพมาตรฐานต่อไป เพื่อให้ประชาชนในชนบทได้รับสิทธิเสมอกันกับประชาชนในเขตเมือง

ในเรื่องประสิทธิภาพการรักษาพยาบาลของสถานบริการสาธารณสุขและประสิทธิภาพการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลต่างๆนั้น เราจะสามารถวัดได้จากอะไร?
ในการตอบคำถามนี้ ประชาชนก็จะคำนึงถึงความสะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องรอนาน ปลอดภัย หายป่วย และไม่ตายโดยไม่สมควรตาย
ส่วนแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุขอื่นๆ ก็อาจจะคำนึงถึง จำนวนบุคลากรที่เหมาะสม ต้องดูแลรักษาผู้ป่วยในจำนวนที่ไม่มากเกินไป จนต้องรีบเร่งทำงานให้ทันเวลาเพื่อไม่ให้ประชาชนผิดหวังที่มาโรงพยาบาลแล้วไม่ได้รับการตรวจรักษา การรีบเร่งทำงานของแพทย์ทำให้เสี่ยงต่อความผิดพลาดและเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง จากข้อมูลการสำรวจของพญ.ฉันทนา ผดุงทศและคณะ(4)
พบว่า แพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐบาลทุกระดับ(โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลศูนย์) มีเวลาตรวจผู้ป่วยคนละ 2-4 นาทีเท่านั้น

ทั้งผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ก็คงจะอยากให้มีจำนวนเตียงที่จะรองรับผู้ป่วยมีเพียงพอ การส่งผู้ป่วยต่อไปยังโรงพยาบาลระดับสูงได้รับความสะดวกรวดเร็ว มีรถพยาบาลฉุกเฉิน (ambulance) ที่มีมาตรฐาน เพื่อจะส่งผู้ป่วยไปรักษาในโรงพยาบาลระดับสูงกว่าได้อย่างปลอดภัยโดยผู้ป่วยไม่ตายกลางทาง

ประชาชนที่ไปรับการรักษาพยาบาล หรือตรวจรักษาสุขภาพที่โรงพยาบาลของรัฐบาล(ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข) ก็จะทราบดีว่าเมื่อมีความจำเป็นต้อง ไปโรงพยาบาลครั้งหนึ่งต้องเสียเวลารอคอยพบแพทย์เป็นเวลาอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง และยังต้องรอรับยาอีกเป็นเวลาอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง รวมทั้งเวลาเดินทางไปโรงพยาบาลและเวลารอคอยในการยื่นบัตรตรวจโรคอีกอย่างน้อยครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง ถ้าต้องไปเจาะเลือด เอ็กซเรย์อีก ก็อาจต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยแห่งละ 1-2 ชั่วโมง ฉะนั้นถ้าประชาชนเจ็บป่วยต้องไปพบแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐบาล ก็ต้องเสียเวลาอย่างน้อย 1 วันเต็มๆ ซึ่งถ้านำไปเปรียบเทียบกับโรงพยาบาลเอกชน ก็คงจะใช้เวลาแตกต่างกันอย่างมากมายมหาศาล
ทั้งนี้สาเหตุของการที่ประชาชนต้องใช้เวลานานมากในการไปรับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลของรัฐบาล ก็เนื่องจากจำนวนแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์มีน้อยกว่าจำนวนประชาชนที่ไปรับบริการ ทำให้แพทย์แต่ละคนซึ่งเป็นบุคลากรหลักในการรับผิดชอบตรวจรักษาผู้ป่วยต้องรีบเร่งตรวจผู้ป่วยให้ได้หมดทุกคน ทำให้แพทย์มีเวลาตรวจร่างกายผู้ป่วยและสั่งการรักษาให้ผู้ป่วยเพียงคนละไม่ถึง 5 นาที(4) ทำให้เสี่ยงต่อความผิดพลาดในการวินิจฉัยโรคและการสั่งการรักษา ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเสี่ยงต่อการเกิดผลร้ายหรืออันตรายต่อชีวิตและสุขภาพ
ส่วนแพทย์เองก็มีความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องกล่าวหาทั้งทางคดีแพ่งและคดีอาญา เสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม เพราะแพทย์ต้องรีบทำงานตรวจร่างกายและรักษาผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว ในแต่ละวันให้หมดทุกคน เนื่องจากภาระงานในการตรวจรักษาประชาชนมากเกินไป โดยมีสาเหตุมาจากการที่รัฐบาลโดยผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขไม่สามารถบริหารจัดการให้โรงพยาบาลของรัฐบาลมีบุคลากรทางการแพทย์ในปริมาณและคุณภาพที่พอเหมาะในการให้บริการทางการแพทย์อย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพมาตรฐาน
ซึ่งในปัจจุบันนี้ ประชาชนฟ้องร้องกล่าวหาแพทย์และโรงพยาบาลต่างๆมากขึ้น(5) และต้องการเรียกร้อง “ค่าเสียหายทางสุขภาพ” อันเกิดขึ้นหลังจากการไปตรวจร่างกายและไปรักษาสุขภาพจากโรงพยาบาลของรัฐบาล ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากแพทย์ต้องรีบเร่งตรวจร่างกายและทำการรักษาผู้ป่วยอย่างรีบเร่ง เพื่อที่จะให้ประชาชนได้รับการตรวจรักษาทุกคนที่มารอที่โรงพยาบาล
แต่รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขไม่พยายามป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการฟ้องร้องแพทย์จากรากเหง้าของสาเหตุแห่ง(การเกิด)ปัญหา (Root causes) คือบริหารจัดการให้มีบุคลากรทางการแพทย์อย่างเหมาะสม และลดจำนวนการเจ็บป่วยของประชาชนโดยการให้ความรู้ในการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนมีความสามารถในการรับผิดชอบดูแลรักษาตนเองในเบื้องต้นเมื่อเจ็บป่วยได้เอง เพื่อจะลดอัตราการเจ็บป่วยและการไปพึ่งพาอาศัยบริการทางการแพทย์ทุกครั้งที่เจ็บป่วย
กระทรวงสาธารณสุขพยายามที่จะแก้ปัญหาการฟ้องร้องและอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน(จากการไปรับการตรวจร่างกายและรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลของรัฐ) โดยการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุคือการพยายามที่จะร่างพ.ร.บ.ชดเชยผู้เสียหายทางการแพทย์พ.ศ. .... เพื่อจ่ายเงินทดแทนความเสียหายทางสุขภาพ หลังจากการไปรับการตรวจรักษาจากโรงพยาบาลแล้ว แต่ไม่พยายามหาทางป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดทางการแพทย์เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนได้รับผลเสียหายจากการไปรับบริการทางการแพทย์
ฉะนั้นในการตอบคำถามว่า รัฐบาลได้จัดให้มีบริการสาธารณสุขอย่างมีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็คงจะตอบได้ว่า ยังไม่มีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

สิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขควรรีบเร่งทำเพื่อป้องกันอันตรายและผลเสียหายต่อสุขภาพประชาชนคือ การ “พัฒนาโรงพยาบาลและสถานบริการสาธารณสุขให้มีคุณภาพมาตรฐาน” โดยการจัดสรรบุคลากรทางการแพทย์ให้มีจำนวนที่เหมาะสมกับจำนวนผู้ป่วย จัดเครื่องมือและครุภัณฑ์ทางการแพทย์ รวมทั้งรถพยาบาล ให้มีมาตรฐาน และเหมาะสม เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ

แต่ในขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขก็ควรจะให้การศึกษาแก่ประชาชนเพื่อ “พัฒนาประชาชนให้มีความสามารถและมีความรับผิดชอบในการดูแลรักษาสุขภาพของตนเองและสมาชิกในครอบครัว” เพื่อที่จะลดจำนวนครั้งของการเจ็บป่วยของประชาชนและลดการใช้บริการของโรงพยาบาลและสถานบริการสาธารณสุข

ซึ่งมาตรการทั้งสองอย่างนี้ จะทำให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยในชีวิตและสุขภาพมากขึ้นเมื่อไปใช้บริการตรวจรักษาสุขภาพจากโรงพยาบาลรัฐบาล ลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ ที่อยากจะทำงานบริการประชาชนอย่างดีที่สุดตามมาตรฐานวิชาชีพ แต่คงจะทำได้ยากถ้าจำนวนผู้ป่วยไปใช้บริการมากมายจนล้นโรงพยาบาล(6)ทุกๆวันเช่นนี้

การพัฒนาโรงพยาบาลและพัฒนาประชาชนดังกล่าวแล้ว ถือเป็นหน้าที่อันสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในฐานะผู้กำกับดูแลทั้งกระทรวงสาธารณสุขและดูแลกำกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จะต้องรีบดำเนินการ เพื่อให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้รับสิทธิเสมอภาคในการรับบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 51 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550

เอกสารอ้างอิง :
1.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
2. พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2545
3. พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533
4.ฉันทนา ผดุงทศและคณะ ชั่วโมงการทำงานของแพทยในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข วารสารวิชาการสาธารณสุข 2550 16(4) : 493-502
5. สถิติการฟ้องร้องแพทย์ สำนักงานเลขาธิการแพทยสภา
6.เชิดชู อริยศรีวัฒนา ผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล วารสารวงการแพทย์ 2551, 16:28-29
โดย: พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา [30 พ.ค. 52 10:18] ( IP A:58.8.145.27 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   สำหรับความเห็นของผมเพื่อเปรียบเทียบกับของคุณหมอเชิดชูนะครับ

เรื่องง่ายๆและตรงๆที่สุดที่ประชาชนคนไข้ธรรมดาอย่างผมอยากเรียกร้องให้วงวิชาชีพแพทย์ทั้งระบบนั้นทำอย่างจริงๆจังๆซะทีก็คือ ขอให้ทำตามสาระที่กล่าวเป็นวาทะอมตะของท่านเซอร์เลียด โดนัลสัน ดังนี้ครับ

ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเรื่องของความปลอดภัยของคนไข้ภายใต้บริการทางสาธารณสุข (เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้น) ไม่ได้อยู่ที่ "หาคนผิด" หรือ "ลงโทษคนทำพลาด" แต่อยู่ที่ การป้องกันความผิดพลาด ทั้งที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์และที่เกิดจากระบบ เพื่อไม่ให้มัน " เกิดขึ้น " และนั่นเป็นเรื่องที่ต้องการความโปร่งใสที่มากยิ่งกว่าของตัวระบบบริการ รวมทั้งต้องการความสมัครใจที่ยิ่งใหญ่กว่าของบรรดาผู้อยู่ในวงวิชาชีพนี้ที่จะกล้ายอมรับอย่างซึ่งๆหน้าต่อความผิดพลาดของเรากันเอง เหนือสิ่งอื่นใด ความผิดพลาดเป็นเรื่องปรกติของมนุษย์ แต่การปิดบังความผิดพลาดเป็นเรื่องที่ให้อภัยไม่ได้ และการล้มเหลวที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาดก็เป็นเรื่องที่ยกโทษให้ไม่ได้ พวกเราหมอทุกคนล้วนทำเรื่องผิดพลาดได้ทั้งสิ้น แต่นี่เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องเรียนรู้จากมันและหาหนทางที่ทำให้มั่นใจได้ว่ามันจะไม่ทำอันตรายกับใครได้อีก
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [1 มิ.ย. 52 8:13] ( IP A:58.8.106.230 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน