แพทยสภากับการคุ้มครองประชาชน
   แพทยสภากับการคุ้มครองประชาชนให้ปลอดภัยจากการรับการบริการทางการแพทย์
พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา
อนุกรรมการพัฒนากฎหมาย แพทยสภา

พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มีวัตถุประสงค์ให้แพทยสภาดำเนินการ มาตรา 7 (1) ควบคุมการประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้ถูกต้องตามจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองประชาชนให้ได้รับการตรวจรักษาและการประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามมาตรฐานที่ดีที่สุด เพื่อป้องกันความเสียหายเพราะการประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมแพทย์คือผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดูแลส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ตรวจร่างกายด้วยวิธีการต่างๆเพื่อวินิจฉัยโรคและรักษาอาการเจ็บป่วย รวมทั้งการฟื้นฟูสุขภาพให้กลับคืนดีดังเดิม ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่า แพทย์เป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและมีอิทธิพลอย่างสูงที่จะทำให้ผู้เจ็บป่วยมีสุขภาพดีหรือมีความเจ็บป่วยมากขึ้นจนถึงกับพิการหรือเสียชีวิต แพทย์จึงเป็นผู้ที่ต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมอย่างสูงยิ่งกว่าคนทั่วไป เพราะถ้าแพย์ขาดคุณธรรมจริยธรรมแล้ว ย่อมทำให้เกิดอันตรายแก่ผู้เจ็บป่วยหรือประชาชนที่ไปรับการดูแลรักษาจากแพทย์ผู้นั้นอย่างแน่นอน จริยธรรมของแพทย์จึงมีความหมายถึงคุณธรรมหรือศีลธรรมของประชาชนทั่วไป และยังต้องมีจริยธรรมของวิชาชีพแพทย์อีกด้วย
จริยธรรมของวิชาชีพแพทย์นั้นมีมากมาย เริ่มจากการเคารพกฎหมายของบ้านเมือง ไปจนถึงการรักษามาตรฐานในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม และไม่เรียกร้องสินจ้างรางวัลพิเศษนอกเหนือจากค่าบริการที่ได้รับตามปกติ และระเบียบต่างๆอีกมากมายที่มีกำหนดตามประกาศแพทยสภา
ฉะนั้นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายจาการดูแลรักษาของแพทย์ ก็สามารถร้องเรียนต่อแพทยสภาให้สอบสวนทางด้านจริยธรรมแก่แพทย์ผู้นั้นว่าได้ตรวจรักษาผู้ป่วยตามมาตรฐานที่ดีที่สุดในสภาวะนั้นๆหรือไม่ ทั้งนี้ แพทยสภาก็จะดำเนินการพิจารณาสอบสวนเรื่องร้องเรียนนั้นโดยผ่านทางคณะอนุกรรมการ สองชุดตามขั้นตอน ซึ่งขั้นตอนที่ 1 ดำเนินการโดยคณะอนุกรรมการจริยธรรม ซึ่งจะลงมติว่าเป็นคดีมีมูลหรือไม่ ถ้าเป็นคดีมีมูลก็หมายความว่าการร้องเรียนนั้นมีมูลเหตุที่น่าสงสัยว่าจะมีการประพฤติผิดจริยธรรม ถ้าไม่มีมูลก็แสดงว่าไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการทำผิดทางด้านจริยธรรม แต่การตัดสินของคณะอนุกรรมการจริยธรรมจะต้องผ่านมติความเห็นชอบของคณะกรรมการแพทยสภาก่อน แล้วจึงจะส่งต่อไปดำเนินการในขั้นที่สอง คือส่ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนพิจารณาสอบสวนต่อไป ซึ่งถ้าพบว่าแพทย์ที่ถูกกล่าวหานั้นทำผิดจริยธรรม คณะอนุกรรมการสอบสวนก็จะเสนอบทลงโทษที่เหมาะสมเพื่อเสนอคณะกรรมการแพทยสภาให้ตัดสินลงโทษแพทย์ผู้นั้นต่อไป
ในกรณีที่คณะอนุกรรมการจริยธรรมสรุปว่าเป็นคดีไม่มีมูล และคณะกรรมการแทยสภาลงมติเห็นชอบด้วย เรื่องร้องเรียนนั้นก็เป็นอันยุติ และกรรมการแพทยสภาจะแจ้งให้ผู้ร้องเรียนทราบ
ฉะนั้นประชาชนก็จะได้รับทราบว่า แพทย์ที่ตนกล่าวหานั้นได้ถูกตัดสินว่าผิด-ถูก หรือได้รับการลงโทษอย่างไรหรือไม่ แต่ประชาชนผู้กล่าวหาก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลือหรือได้รับการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น ประชาชนต้องนำเรื่องไปฟ้องศาลเพื่อเรียกร้องค่าชดเชยหรือค่าเสียหายต่อไป
หลังจาการประกาศใช้พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2545 ได้มีการฟ้องร้องและร้องเรียนแพทย์มากขึ้น เนื่องจากพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯได้กำหนดไว้ในมาตรา 41 ให้ประชาชนที่ได้รับความเสียหายสามารถร้องเรียนเพื่อขอเงินช่วยเหลือเบื้องต้นได้ครั้งละไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว ยังไม่ตัดสิทธิการร้องเรียนแพทยสภาหรือการฟ้องศาลเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติมได้อีก ทำให้สถิติการฟ้องร้องแพทย์มีมากยิ่งขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการฟ้องร้องทางแพ่งมีอายุความสั้นเพียง 1 ปี และสิทธิในการกล่าวหาแพทย์ต่อแพทยสภามีอายุความไม่เกิน 3 ปี ทำให้ประชาชนนำเอาคดีไปฟ้องศาลอาญาเพราะมีอายุความยาวนานถึง 20 ปี ถ้าศาลอาญาพิพากษาลงโทษแพทย์ว่ากระทำผิด ประชาชนก็มีสิทธิ์นำผลการตัดสินของศาลอาญานั้นไปอ้างอิงในความผิดของแพทย์เพื่อฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งอีกต่อไป จนเกิดคดีประวัติศาสตร์ในวงการแพทย์ไทย เมื่อศาลชั้นต้นแห่งหนึ่งได้พิพากษาลงโทษจำคุกแพทย์คนหนึ่ง 3 ปีในฐานความผิดที่ทำให้คนตายโดยประมาท โดยในคำตัดสินนั้นได้อ้างว่า ในเมื่อแพทย์ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิสัญญี ก็ควรจะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ การที่ผู้ตายได้รับยาระงับความรู้สึกแต่ถึงแก่ความตายนั้น ถือว่าแพทย์ได้กระทำโดยประมาท จึงเห็นควรให้ลงโทษจำคุกแพทย์ ซึ่งผู้ที่เป็นแพทย์ย่อมเกิดความรู้สึกหวั่นกลัวว่า การตรวจรักษาผู้เจ็บป่วยนั้น เป็นการทำงานที่เสี่ยงระหว่างความเป็นความตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีผู้ป่วยหนักซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาย่อมต้องตายแน่นอน แต่ถ้าได้รับการรักษาอาจจะรอดหรืออาจจะตายได้เช่นกัน และถ้าศาลมีความเห็นว่าถ้าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางแล้ว ยิ่งจะต้องระมัดระวังไม่ให้ผู้ป่วยตายแบบในกรณีตัวอย่างที่กล่าวถึงนี้ จะทำให้แพทย์ไม่ “เสี่ยงติดคุก” ในการที่จะลงมือรักษาผู้ป่วยที่ตนเองไม่มีความเชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ
ฉะนั้นหลังจากการตัดสินของศาลชั้นต้นนี้ แพทย์ทั่วไปก็ต้องระมัดระวังที่จะไม่ให้ยาระงับความรู้สึก ไม่ผ่าไส้ติ่ง ไม่ทำคลอด หรือไม่ทำหัตถการในการรักษาผู้ป่วยใดๆที่ตัวเองไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ ทำให้มีการส่งผู้ป่วยต่อไปยังโรงพยาบาลจังหวัดและโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนที่จะต้องเดินทางระยะยาวนานขึ้นก่อนที่จะได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่ออันตรายจากอาการหนักลงจนถึงกับอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต และเมื่อไปถึงโรงพยาบาลที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้วก็อาจต้องเสียเวลารอนานกว่าจะได้รับการรักษา ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและสุขภาพอีก อันจะนำไปสู่การฟ้องร้องแพทย์มากขึ้น และการที่ประชาชนฟ้องร้องแพทย์มากขึ้นนี้ยังก่อให้เกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อวงการแพทย์ไทย โดยเฉพาะแพทย์ที่เป็นข้าราชการในโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขได้ลาออกมากขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยในโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุขมีจำนวนมากเกินกว่าที่แพทย์จะมีเวลาตรวจรักษาอย่างละเอียดรอบคอบตามมาตรฐาน ซึ่งมีผลให้เกิดความเสี่ยงต่อความผิดพลาดอันจะนำไปสู่การฟ้องร้องอีก หรือแม้จะไม่เกิดความผิดพลาดใดๆ แต่การที่มีผู้ป่วยมากจนทำให้แพทย์มีเวลาตรวจผู้ป่วยเพียงคนละ 2-4 นาทีแล้วก็ย่อมทำให้แพทย์มีเวลาน้อยที่อาจไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยเข้าใจเรื่องความเจ็บป่วยและการดูแลรักษาตนเองหรือตระหนักถึงความคาดหวังในผลการรักษาที่ถูกต้อง ทำให้ประชาชนอาจจะคาดหวังผลการรักษาที่ดีเกินจริงและทำให้เกิดความผิดหวังและการฟ้องร้องได้มากขึ้น
การที่แพทย์ลาออกมากขึ้นก็ยิ่งทำให้จำนวนแพทย์มีน้อยลงและก็ยิ่งเสี่ยงต่อความผิดพลาดและประชาชนย่อมเสี่ยงต่อความเสียหายจากการรับการตรวจรักษามากขึ้นอีก และเกิดความเสี่ยงต่อคุณภาพมาตรฐานการบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องดูแลรับผิดชอบการบริการทางการแพทย์แก่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

ประชาชนส่วนหนึ่งได้มีการรวมตัวเป็นเครือข่ายผู้ได้รับความเสียหายทางการแพทย์ ได้ดำเนินการร่วมกับมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคในการพยายามที่จะออกพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการทางการแพทย์ โดยจะทำให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเสียหายจาการไปรับการตรวจรักษาจากโรงพยาบาลได้รับการชดเชยและช่วยเหลือโดยเร็ว ในขณะที่แพทย์ซึ่งถือว่าเป็นผู้รับผิดชอบคนแรกในการตรวจรักษาผู้เจ็บป่วย มีความวิตกว่า เมื่อมีการจ่ายเงินช่วยเหลือหรือชดเชยให้ผู้ได้รับความเสียหายจากการรับบริการทางการแพทย์แล้ว จะมีการ “ไล่เบี้ย” ให้แพทย์ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการจ่ายเงินคืนแก่โรงพยาบาลที่ได้จ่ายเงินชดเชยแก่ผู้เสียหายไปแล้ว ทำให้กลุ่มแพทย์ไม่สบายใจกับข่าวการที่มีความพยายามจะออกพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจาการรับบริการทางการแพทย์ ทั้งนี้มิใช่เพราะว่า แพทย์ส่วนใหญ่เป็นคนประเภทที่ทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิด แต่ “ความเสียหาย” ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่แพทย์รักษานั้น ส่วนใหญ่แล้ว ไม่ได้มีสาเหตุมาจาก “ความผิดพลาดของแพทย์” แต่เพียงสาเหตุเดียว เพราะในการตรวจรักษาผู้เจ็บป่วยนั้น แพทย์ไม่ได้มีความสามารถเหนือมนุษย์ที่จะสามารถรักษาโรคให้หายได้ทุกโรค หรือถึงแม้จะเป็นโรคที่รักษาได้ แต่สภาพอวัยวะร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคนก็ไม่สมบูรณ์เท่าเทียมกัน และความรุนแรงของโรคในผู้ป่วยแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน รวมทั้งผู้ป่วยแต่ละคนก็มีการตอบสนองต่อยาและการรักษาไม่เหมือนกัน รวมทั้งอาจจะมีโรคแทรกซ้อนและอาการอันไม่พึงประสงค์จากยาหรือการรักษาที่ไม่เหมือนกันในผู้ป่วยที่ไม่เหมือนกันเลย รวมทั้งบางครั้งก็อาจจะเกิดความผิด “พลาด” โดยที่แพทย์ได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเต็มที่แล้ว เพราะแพทย์ก็เป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งเท่านั้น การกระทำใดๆหรือการตัดสินใจในการรักษาก็อาจจะเกิดความผิดพลาดขึ้นได้ ฉะนั้นถ้ามีพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการทางการแพทย์เกิดขึ้น แพทย์ก็อาจจะถูกเหมารวมว่าเป็นผู้กระทำผิด ทั้งๆที่ความเสียหายต่อสุขภาพของผู้ป่วยนั้นอาจไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดหรือความประมาทเลินเล่อหรือการละเลยของแพทย์แต่เกิดจากการดำเนินไปตามพยาธิสภาพของผู้ป่วยเอง ที่อาจร้ายแรงเกินเยียวยา หรืออาจเกิดขึ้นจากความขาดแคลนเวชภัณฑ์ เทคโนโลยีและเครื่องมือแพทย์ที่เหมาะสมในสถานการณ์นั้นๆก็ได้

ในสหรัฐอเมริกาเองได้ตระหนักถึงปัญหาความเสียหายจากการรับบริการทางการแพทย์ที่อาจจะมีสาเหตุจากโรคแทรกซ้อน /อาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา /ความผิดพลาดที่ไม่ได้เกิดจากความประมาทหรือการละเลยทอดทิ้งผู้ป่วย ได้กำหนดให้มีการจ่ายชดเชยแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายทางการแพทย์โดยไม่ถือว่าเป็นความผิดของแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ (No Fault Compensation) เช่นการฉีดวัคซีน หรือการได้รับยาที่ทำให้เกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีการฟ้องร้องเพื่อเรียกร้องเงินชดเชยค่าเสียหายอย่างมากมายในสหรัฐอเมริกา การฟ้องร้องแพทย์อาจมีผลดีอยู่บ้างในการทำให้แพทย์ต้องระมัดระวังในการตรวจรักษาให้ได้มาตรฐานที่ดีที่สุด ถือว่าเป็นการคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ประชาชนอีกทางหนึ่ง แต่การที่มีการฟ้องร้องแพทย์อย่างมากมายทำให้เกิดระบบการประกันการทำงานของแพทย์ โดยแพทย์ต้องจ่ายเงินให้บริษัทประกันอย่างมากมาย เผื่อว่าเมื่อแพทย์ถูกฟ้องร้องและถูกศาลตัดสินให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ป่วย(ซึ่งมักจะเป็นจำนวนมากมายมหาศาล)แล้ว บริษัทประกันจะเป็นผู้จ่ายเงินนั้นแทน แต่เมื่อบริษัทประกันต้องจ่ายเงินแล้ว ก็คงจะต้องมาขึ้นราคาค่าประกันแก่แพทย์ผู้นั้นต่อไป ซึ่งระบบประกันการประกอบวิชาชีพเวชกรรมนี้เองได้ทำให้แพทย์มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และแพทย์ก็คงต้องไปขึ้นราคาค่ารักษาผู้ป่วยให้มากขึ้น เพื่อจะให้ตัวเองมีรายได้พอเพียงกับรายจ่าย ซึ่งย่อมมีผลกระทบโดยตรงไปสู่ประชาชนหรือโครงการประกันสุขภาต่างๆที่จะต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น และมีคดีฟ้องร้องในศาลมากขึ้นตลอดเวลา

จึงได้มีการก่อตั้งมูลนิธิเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยขึ้นเรียกว่า “National Patients Safety Foundation” ขึ้นในปี คศ. 1997 (พ.ศ.2542) เพื่อให้ผู้ทำงานทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขได้ตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้ป่วย และสร้างวัฒนธรรมใหม่ในระหว่างผู้ให้บริการทางด้านสุขภาพกับประชาชนว่าเป็น “วัฒนธรรมแห่งความปลอดภัย” แทนที่ “วัฒนธรรมแห่งการกล่าวโทษและตำหนิติเตียน” โดยมูลนิธินี้เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรและผู้บริจาคให้มูลนิธินี้จะได้รับการยกเว้นภาษีตามกฎหมาย โดยมีผู้อุปถัมภ์ที่สำคัญคือ สมาคมแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (American Medical Association) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับบริการทางการแพทย์ บริษัทยา และองค์กรเอกชนอื่นๆ เนื่องจากมูลนิธิจะยึดถือตาม Hippocratis Oath ที่ว่า “Above all, Do no harm” และมูลนิธิจะพยายามทำงานเพื่อป้องกันอันตรายแก่ผู้ป่วย สร้างความเชื่อถือไว้วางใจให้แก่ผู้ป่วยและให้ความรู้แก่ทั้งบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนเพื่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่องความปลอดภัยของผู้ป่วย หัวใจของความปลอดภัยของผู้ป่วยก็คือ “การป้องกันความผิดพลาดในการดูแลรักษาผู้ป่วย”
ความผิดพลาดทางการแพทย์ในการดูแลรักษาผู้ป่วยคือแบ่งออกได้เป็น 4 อย่างคือ
1.ทำผิดในสิ่งที่ถูกต้อง (doing the right thing incorrectly)
2.ทำการักษาแบบผิดหลัก (doing the wrong thing)
3.ละเลยในการทำการรักษาที่ถูกต้อง (omission)

ซึ่งผู้ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยสามารถที่จะรายงานความผิดพลาดเหล่านี้ เพื่อเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์วิจัย เพื่อที่จะสามารถนำความรู้ในการวิจัยนี้ไปสร้างแนวทางในการป้องกันความผิดพลาดในอนาคต และมูลนิธินี้ก็จะได้เผยแพร่องค์ความรู้ใหม่นี้เพื่อเป็นแนวทางป้องกันความผิดพลาดไม่ให้เกิดซ้ำอีกในอนาคต

ต่อมาในปีพ.ศ. 2548(ค.ศ. 2005) สามาคมแพทย์อเมริกาได้เป็นองค์กรที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้มีการผ่านร่างกฎหมายเพื่อการพัฒนาความปลอดภัยแก่ผู้ป่วยได้เป็นผลสำเร็จคือ the Patient Safety and Quality Improvement Act of 2005 ทั้งนี้เพื่อจะให้ผู้ให้การดูแลรักษาผู้ป่วย สามารถที่จะรายงานความผิดพลาดเหล่านี้(โดยสมัครใจ) เพื่อเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์วิจัย เพื่อที่จะสามารถนำความรู้ในการวิจัยนี้ไปสร้างแนวทางในการป้องกันความผิดพลาดในอนาคต และผู้ป่วยก็จะได้รับการช่วยเหลือเยียวยาผลเสียหายที่เกิดจากความผิดพลาดนี้ โดยไม่ต้องไปฟ้องร้อง และวงการแพทย์ก็จะได้ความรู้และบทเรียนจากความผิดพลาดนี้ เพื่อไปพัฒนาการดูแลรักษาผู้ป่วยให้ปลอดภัยและระมัดระวังไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำอีกในอนาคต
โดย: พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา [30 พ.ค. 52 10:16] ( IP A:58.8.145.27 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 2
   
โดย: twanlapa@hotmail.com [21 เม.ย. 53 14:47] ( IP A:58.10.99.19 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน