การส่งเสริมโรงพยาบาลให้มีคุณภาพมาตรฐาน
   การส่งเสริมให้โรงพยาบาลมีคุณภาพมาตรฐาน
พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา
ประธานอนุกรรมการจริยธรรมชุด 15 แพทยสภา
เมื่อพูดถึงคุณภาพมาตรฐานการบริการทางการแพทย์ เราก็อาจจะนึกถึงกระบวนการตรวจสอบมาตรฐานการทำงานที่ทำตามขั้นตอนของ ISO 9002 หรือนึกถึงการรับรองคุณภาพมาตรฐานที่เรียกว่า Hospital Accreditation (HA)หรือการพัฒนาให้เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ (Health Promoting Hospital HPH) ซึ่งเป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการบริการทางการแพทย์ให้มีความปลอดภัยต่อการให้บริการดูแลรักษาสุขภาพประชาชน

แต่การพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขไทยนี้ทำได้ยาก เพราะจำนวนบุคลากรทางการแพทย์น้อยแต่มีภาระงานดูแลรักษาสุขภาพประชาชนมากเกินไป จนทำให้แพทย์ไม่สามารถทำงานตรวจรักษาประชาชนได้ตามมาตรฐานทางการแพทย์ที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ให้สิทธิแก่ประชาชนมารับการตรวจและรักษาได้โดยไม่จำกัดเวลา สถานที่ และจำนวนครั้งที่มาโรงพยาบาลโดยที่ไม่ได้กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบในการสร้างเสริมสุขภาพหรือการป้องกันโรคแก่ประชาชนเลย ส่งผลให้ประชาชนมา “เรียกร้องสิทธิ” ในการตรวจโรค การตรวจพิเศษทางเอ็กซเรย์และเทคโนโลยีใหม่ๆทางการแพทย์ รวมทั้งเรียกร้องขอรับยาและเวชภัณฑ์ต่างๆรวมทั้งการรักษาโรคทุกแบบแม้แต่การมา “ขอนอนโรงพยาบาล” โดยที่การเจ็บป่วยนั้นยังไม่ร้ายแรงถึงขนาดที่จะต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
ในขณะที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจะให้โอกาสแก่ประชาชนมารับการตรวจรักษาอาการเจ็บป่วยโดยไม่มีขีดจำกัด (unlimited hospital visit) แต่สปสช.กลับมีงบประมาณจ่าย “ค่าบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลต้อง “ให้” แก่ประชาชนอย่างจำกัด ( BUT VERY LIMITED BUDGET ) (1 และ2)ในจำนวนที่ทำให้โรงพยาบาลมีงบประมาณไม่เพียงพอที่จะดำเนินงานของโรงพยาบาลให้ได้ตามมาตรฐานการบริการทางการแพทย์ที่ดี เช่น กำหนดรายการยาให้แพทย์เลือกใช้เฉพาะในบัญชียาหลักแห่งชาติเท่านั้น แพทย์จึงมิอาจเลือกยาบางอย่างที่อาจจะเหมาะสมกว่าให้ผู้ป่วยใช้ได้ ฉะนั้นเวลาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลในปัจจุบันนี้ แทนที่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจะถามผู้ป่วยว่าป่วยเป็นอะไรเช่นปวดหัวตัวร้อนหรือไม่ ผู้ป่วยกลับได้รับคำถามว่า “ใช้สิทธิ์อะไร” ประกันสังคม? 30 บาท? ข้าราชการ? หรือจ่ายเงินเอง? พร้อมทั้งต้องแสดงหลักฐานการมีสิทธิ์ต่างๆให้ทางเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลรับทราบด้วย แทนที่แพทย์จะคิดถึงวิธีการรักษาตามหลักวิชาการทางการแพทย์ที่ได้ศึกษามา ก็ต้องคิดถึง “สิทธิ์” ในการได้รับยาของผู้ป่วย เพื่อจะได้เลือกจ่ายยาตาม “ความจำเป็น” ตาม “สิทธิในการรับการรักษาของผู้ป่วย”ด้วย

ในสภาพที่โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขมีแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่เพียงพอในขณะนี้ และบุคลากรทางการแพทย์โดยเฉพาะแพทย์ยังลาออกอย่างต่อเนื่อง(4) ทำให้การแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาอีก 5-10ปีข้างหน้า เพราะกระทรวงสาธารณสุขมีการแก้ปัญหาทางเดียวคือพยายามเพิ่มจำนวนนักศึกษาแพทย์มากขึ้น
โดยไม่พยายาม “สร้างแรงจูงใจ” ให้แพทย์ที่ศึกษาเล่าเรียนสำเร็จแล้วเกิด “ความรัก” ที่จะทำงานอยู่ในกระทรวงสาธารณสุขอย่างยาวนาน ไม่ลาออกมากมายมหาศาลอย่างในปัจจุบันนี้(3)

กระทรวงสาธารณสุขพยายามเพิ่มจำนวนนักศึกษาแพทย์ให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการไป “กดดัน” ให้มหาวิทยาลัยต่างๆรับนักศึกษาแพทย์มากขึ้น หรือพยายามสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยอื่นๆที่ยังไม่เคยมีการเรียนการสอนแพทย์ศาสตร์ให้เปิดการเรียนการสอนแพทยศาสตร์มากขึ้น และกระทรวงสาธารณสุขยังพยายามตั้งศูนย์การสอนแพทยศาสตร์ด้วยตนเองโดยไปขอให้คณะแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยช่วยสอนนักศึกษาแพทย์ในระดับพื้นทางการแพทย์ทั่วไป(pre-clinic) แล้วส่งนักศึกษาแพทย์ระดับคลินิก (cinical years) ไปเรียนที่โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข (4)โดยให้ข้าราชการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์เหล่านี้ ทั้งๆที่แพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขก็มีงานรักษาผู้ป่วยล้นมืออยู่แล้ว คงจะมีเวลาไปสั่งสอนอบรมนักศึกษาแพทย์ได้ไม่เต็มที่ ทำให้คุณภาพมาตรฐานแพทย์ที่เข้าศึกษาในหลักสูตรการศึกษาแพทยศาสตร์ของกระทรวงสาธารณสุขนี้อาจจะไม่เท่าเทียมกับนักศึกษาแพทย์ในระบบมหาวิทยาลัยก็เป็นได้ (แต่ก็ต้องคอยสังเกตและเฝ้าระวังกันต่อไป)

การที่กระทรวงสาธารณสุขยังพยายามเพิ่มการ “ผลิตแพทย์” อย่างเดียวโดยไม่พยายาม “อุดรูรั่ว” ไม่ให้แพทย์ไหลออกจากระบบราชการ จึงทำให้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของระบบบริการทางการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขต่อไปอีกเป็นสิบๆปี ถ้ากระทรวงสาธารณสุขยังไม่พยายามแก้ปัญหาให้สำเร็จเป็นรูปธรรม ฉะนั้นในสภาพการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และยังต้องรอคอยแพทย์รุ่นใหม่ที่จะสำเร็จการศึกษาในอีก 4-5 ปีข้างหน้า ก็ควรจะหาวิธีลดปริมาณ “ผู้ป่วย” ที่จำเป็นต้องไปใช้บริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขไปพร้อมๆกัน เพื่อที่จะลด “ภาระงาน” ของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ลด “ภาระการเงิน” ของโรงพยาบาลและ ส่งเสริมให้ประชาชน “สร้างสุขภาพ”ของตนเองและครอบครัวให้แข็งแรง ทั้งนี้ เพื่อที่จะได้ส่งเสริมให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์มีเวลาทำงานตรวจรักษาประชาชนได้ตามคุณภาพมาตรฐาน

การกำหนดมาตรฐานการทำงานของแพทย์ เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยจากการไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลของทางราชการกระทรวงสาธารณสุข
1. แพทย์ควรมีเวลาตรวจผู้ป่วยที่แผนกผู้ป่วยนอกอย่างน้อยคนละ 10 นาที เพื่อให้สามารถตรวจรักษาได้อย่างละเอียดรอบคอบไม่ผิดพลาด และมีเวลาอธิบายอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจกระบวนการรักษาและผลลัพธ์ของการเจ็บป่วย การรักษา และการปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง
2. แพทย์ต้องไม่ทำงานตรวจรักษาผู้ป่วยติดต่อกันเกิน 12 ชั่วโมง เพื่อแพทย์จะได้มีเวลาพักผ่อนอย่างพอเพียง ทำให้สามารถใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจตรวจรักษาผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนที่มารับการตรวจรักษาจากแพทย์
3. ในกรณีที่ไม่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง โรงพยาบาลต้องมีรถพยาบาลที่มีเครื่องมือและอุปกรณ์ช่วยชีวิต พร้อมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ที่ผ่านการฝึกอบรมว่ามีทักษะและความสามารถในการช่วย “กู้ชีพ” (cardiopulmonary resuscitaqtion) เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยแก่ผู้ป่วยได้ตามมาตรฐานทางการแพทย์ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการส่งผู้ป่วยไปรักษาต่อในโรงพยาบาลระดับสูงต่อไป

การกำหนดมาตรฐานโรงพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข

เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ประชาชนที่จะมารับการตรวจรักษาจากโรงพยาบาล ควรมีระเบียบปฏิบัติสำหรับโรงพยาบาลดังนี้
1.กำหนดให้มีบุคลากรตามภาระงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนแพทย์ต้องมีมากพอที่จะทำงานได้ตามมาตรฐานข้างต้น
2.ประชาชนต้องมาโรงพยาบาลตามนัดเท่านั้น เพื่อที่โรงพยาบาลจะสามารถจัดให้มีบุคลากรทำงานได้ตามมาตรฐาน ในกรณีที่ไม่มาตามนัดโดยไม่มีเหตุผลและไม่แจ้งให้โรงพยาบาลทราบล่วงหน้า ประชาชนต้องรับผิดชอบจ่ายเงินเอง
3.ในกรณีที่ประชาชนมีการเจ็บป่วยฉุกเฉิน สามารถมาโรงพยาบาลได้โดยไม่ต้องมีบัด
แต่ถ้าเป็นการเจ็บป่วยฉุกเฉินนั้นเกิดจากความไม่เอาใจใส่ดูแลตนเอง เช่น ดื่มเหล้าแล้วทะเลาะวิวาทกัน ต้องให้ผู้บาดเจ็บรับผิดชอบการจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง ถ้าไม่มีเงินจ่ายให้มา “บำเพ็ญประโยชน์” ในโรงพยาบาล เช่น ช่วยเข็นเปลผู้ป่วยตามระยะเวลาที่เหมาะสม
4. โรงพยาบาลควรได้รับงบประมาณในการดำเนินงานตามภาระงานและค่าใช้จ่ายที่เป็นจริง ไม่ฟุ่มเฟือยแต่ก็ไม่ขัดสนเช่นในปัจจุบัน งบประมาณนี้ส่วนหนึ่งควรมาจากประชาชนโดยตรงนอกเหนือจากการที่รัฐบาลใช้เงินภาษีจัดสรรมาให้ ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนเห็นคุณค่าของการบริการทางการแพทย์ จะได้ไม่ใช้ยาอย่างทิ้งๆขว้างๆ หรือไม่เอาใจใส่ “สร้าง"สุขภาพให้แก่ตนเองและครอบครัว เหมือนที่เป็นอยู่ในขณะนี้อีกต่อไป
5. กระทรวงสาธารณสุขต้องส่งเสริมให้นักวิชาการสาธารณสุขทั้งหมดที่มีอยู่มากมายมหาศาลในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด อำเภอและตำบลทั่วประเทศ มีศักยภาพในการส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้และความสามรถในด้าน การสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาพยาบาลด้วยตนเองในเบื้องต้น การรู้ว่าเมื่อไรไม่ควรรักษาเองเพราะจะเกิดอันตราย ควรรีบไปพบแพทย์ และสามารถปฏิบัติตนได้เหมาะสมในการฟื้นฟูสภาพร่างกายภายหลังความเจ็บป่วย

ถ้ารัฐบาลสามารถกำหนดมาตรฐานการทำงานของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ได้พร้อมๆกับการกำหนดมาตรฐานของโรงพยาบาล ก็จะสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนว่าจะได้รับความปลอดภัยในการดูแลรักษาสุขภาพในโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขอย่างแน่นอน สามารถลดการสูญเสียชีวิต การสูญเสียเงินงบประมาณที่ไม่จำเป็น สามารถ “รักษา” บุคลากรทางการแพทย์ไว้ทำงานดูแลรักษาประชาชนในระบบราชการได้ เพราะบุคลากรมีความมั่นใจในการทำงานที่มีคุณภาพมาตรฐาน ไม่ต้องเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องโดยไม่จำเป็นอีกต่อไป

เอกสารอ้างอิง
1. ข้อมูลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
2. ข้อมูลจากโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข
3. ข้อมูลจากกลุ่มบริหารงานบุคคล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
4. โครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท โครงการODOT (One Doctor OneTambol ) และการเปิดมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์รวมทั้งสถาบันร่วมผลิตแพทย์จากสถาบันพระบรมราชชนก
โดย: พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา [30 พ.ค. 52 10:13] ( IP A:58.8.145.27 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   เอาพวกผู้บริหารจอมปลอมออกไปก่อนเหอะคะ
แล้วเรื่องมาตรฐานดีดี คงจะตามมา.....
โดย: จีเอ็น [30 พ.ค. 52 20:22] ( IP A:61.19.65.162 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   เอาออกยากมาก เขาเกาะเก้าอี้กันแน่น
แถมวางตัวตายตัวแทนเอาไว้เสียด้วย
มันหยั่งรากฝังลึกไปจนถึงรุ่นเหลนรุ่นโหลนกันเลย

นี่แหละปัญหาต่างๆ มันถึงแก้กันไม่ได้
คนไหนลุกขึ้นมาทำ ก็จะถูกเหม็นขี้หน้า
กันไม่ให้มีส่วนร่วมซะงั้น
โดย: เจ๊สู้ ๆ ๆ แต่อย่ามามีอคติกับเครือข่ายฯ [30 พ.ค. 52 20:53] ( IP A:58.9.223.195 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   อีกคำถามนะครับคุณหมอ

โรงพยาบาลเอกชนที่ใหญ่โตระดับหลายสาขาและโฆษณาว่าได้รับการรับรองมาตรฐานอย่างที่คุณหมอว่า แล้วก็ติดป้ายบริการ 24 ช.ม.

แต่พอคนไข้ขอเข้าคลอดฉุกเฉินกลับไม่มีหมอสูติอยู่ อย่างนี้หมายความว่าอย่างไรครับ????สำหรับคำว่า "มาตรฐานโรงพยาบาล"
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [1 มิ.ย. 52 8:33] ( IP A:58.8.106.230 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   เผอิญนึกขั้นได้อีก ขออีกคำถามนะครับว่า

ถ้าในเมื่อทุกอย่างเกี่ยวกับมาตรฐานในการปฏิบัติทางการแพทย์ต้องรอให้รัฐบาลประกาศเป็นกฎเป็นระเบียบเพื่อวิชาชีพนี้โดยเฉพาะ

แล้วเราจะมีแพทยสภา และ กองประกอบโรคศิลปะ ที่มีหมออาวุโส อยู่เป็นกระบุง ไว้ทำไมครับ???

แล้วทำไมแพทยสภา ถึงรู้จักรณรงค์ส่งเสริมและวิ่งรอกไปทั่วประเทศให้ประดาหมอทั้งประเทศนี้ ตั้งป้อม/ระวังตัว/ปกปิด/รัดกุมในการเขียนและจำกัดการให้ข้อมูลในเวชระเบียนแก่คนไข้ที่เป็นต้นกำเนิดของข้อมูลในเวชระเบียนละครับ????

ตลกนะครับ เรื่องที่วงวิชาชีพหมอสมควรต้องรู้ ต้องกำหนดได้เอง กลับบอกว่าทำไม่ได้ แต่เรื่องนอกวงวิชาชีพ เช่น เรื่องตั้งป้อมสู้กับคนไข้ เรื่องส่งเสริมกรรมการแพทยสภาเรียนเนติฯ เป็นสมาชิกสมาคมสื่อสารมวลชนต่างๆ อย่างนี้ทำได้เอง แล้วก็เก่งกันทั้งนั้นด้วย

อ้อ แล้วที่หมอๆหลายท่านที่เป็นกรรมการแพทยสภาหลายยุคล้านสมัยแล้วก็เป็นเจ้าของหรือถือหุ้นอยู่ในกิจการโรงพยาบาลหรือเวชภัณฑ์ของเอกชนนี่ อย่างนี้ไม่ยักกะต้องรอให้รัฐบาลช่วยกำหนดให้นะครับ

ต้องขอโทษนะครับ ที่ผมขี้สงสัย แล้วก็คงเหมือนคนไข้คนอื่นๆยุคนี้ที่ค่อนจะขี้สงสัยจริงๆกับกรรมการแพทยสภาทั้งหมดทั้งหลายที่ทำเรื่องแปลกๆแหม่งๆนอกหน้าที่และนอกวิชาชีพได้อยุ่ชั่วนาตาปี น่ะครับ เฮ้อ
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [3 มิ.ย. 52 14:50] ( IP A:58.8.107.185 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   อยากรู้ว่ามารตฐานทางการแพทย์ในการ Admit.Pt.ดูจากอะไรบ้างคะ
โดย: อยากรู้ค่ะ [4 ก.ค. 52 13:26] ( IP A:202.60.203.186 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน