ร้องขอความเป็นธรรมกรณีการเสียชีวิตเนื่องจากการติดเชื้อในกระแสเลือดจากการเจาะถุงน้ำคร่ำ
   เนื่องจาก คุณรัชนี นวนทอง ได้เข้ารับการเจาะถุงน้ำคร่ำที่แผนกห้องตรวจสภาพทารกในครรภ์ ที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ เพื่อตรวจความผิดปรกติของทารกในครรภ์ เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2552 ในการเจาะครั้งแรกแพทย์ไม่สามารถดูดน้ำคร่ำออกมาได้ โดยสันนิษฐานว่าอาจจะมีเศษไขมันหรือเศษเนื้อเข้าไปอุดตันเข็ม หลังจากนั้นต่อมาแพทย์ได้ทำการเจาะซ้ำอีกเป็นครั้งที่สอง ในบริเวณใกล้เคียงกับจุดแรก โดยที่ยังไม่ได้ทำการถอนเข็มแรกออกก่อนและสามารถดูดน้ำคร่ำไป 20 ซี.ซี. เพื่อนำส่งห้องปฏิบัติการณ์ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (มอ.) ซึ่งหลังจากได้รับการเจาะถุงน้ำคร่ำเสร็จแล้ว คุณรัชนีฯ ก็เริ่มปวดท้อง แต่ไม่มาก และแพทย์ก็ให้นอนพักประมาณ 30 นาที หลังจากนั้นจึงให้เดินทางกลับบ้าน แต่ว่าอาการปวดท้องของคุณรัชนีฯ ก็ไม่หายนอนปวดอยู่ทั้งคืนและปวดมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเวลาตอนเช้าของวันที่ 9 เมษายน 2552 คุณรัชนีฯ ได้มีอาการใข้สูง หนาวสั่น จึงได้เดินทางกลับไปรักษาที่โรงพยาบาลหาดใหญ่อีกครั้ง ที่แผนกห้องฉุกเฉินและแพทย์เจาะตรวจเลือดและตรวจปัสสาวะ ซึ่งปรากฏผลว่าปกติ และแพทย์ที่แผนกห้องฉุกเฉินได้ทำการปรึกษาแพทย์แผนกสูติกรรม ต่อมาจึงได้ส่งตัวคุณรัชนีฯ ไปทำอัลตร้าซาวด์ ซึ่งปรากฏผลว่าเด็กในท้องเสียชีวิตไปเสียแล้ว หลังจากนั้นแพทย์ได้ให้นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ ที่แผนกสูตินารีเวชดังกล่าว
หลังจากที่นอนปวดท้องทั้งคืน เมื่อเวลาประมาณ 04.25 น. คุณรัชนีฯ ได้คลอดเด็กที่เสียชีวิตแล้วนั้นออกมาเอง โดยที่ไม่มีแพทย์มาดูแลมีแต่พยาบาลเวรและญาติที่เฝ้าไข้ดูแลกันเอง และไม่ได้ทำการขูดมดลูกให้โดยทันทีซึ่งเวลาประมาณ 13.00 น. แพทย์เจ้าของใข้ได้นำเครื่องอัลตร้าซาวด์แบบเคลื่อนที่ มาทำการตรวจดูว่ามีรกตกค้างหลงเหลืออยู่หรือไม่ ซึ่งก็ปรากฏว่าไม่มีรกตกค้างอยู่เลย หลังจากนั้นเวลาประมาณ 15.00 น. แพทย์ได้สั่งให้เลือดแก่ คุณรัชนีฯ แต่ว่าคุณรัชนีฯเกิดอาการช๊อคหมดสติ ซึ่งแพทย์ก็รีบทำการรักษาให้กลับมาปกติได้ จนกระทั่งเวลาประมาณ 18.00 น.แพทย์ได้ทำการย้ายคุณรัชนีฯ ไปที่ แผนกอายุรกรรม และหลังจากนั้นอีกไม่นานประมาณ 1 ชั่วโมง แพทย์ก็ได้ทำการย้ายต่อไปที่ห้อง ไอ.ซี.ยู.โดยให้เหตุผลว่า คุณรัชนีฯ อยู่ในภาวะวิกฤติ หลังจากทราบว่าคุณรัชนีฯ มีการติดเชื้อในกระแสเลือด
วันที่ 11 เมษายน 2552 เวลาประมาณ 09.30 น. แพทย์ได้ทำการใส่ท่อช่วยหายใจ เนื่องจากคุณรัชนีฯ มีอาการเหนื่อยมากและช่วงบ่ายหลังจากนั้นแพทย์ก็มาแจ้งว่าต้องทำการผ่าตัดมดลูกออกเพราะสัณนิษฐานว่าจุดที่แพร่เชื้ออยู่ที่บริเวณผนังมดลูก แต่ว่าขณะนั้นสภาพร่างกายคุณรัชนีฯ ไม่พร้อมที่จะใด้รับการผ่าตัดเนื่องจากเกร็ดเลือดต่ำมากและความดันโลหิตต่ำ ทางวิสัญญีแพทย์ได้มาอธิบายให้ญาติว่าคนใข้มีโอกาศที่จะเสียชีวิตในห้องผ่าตัดสูง ทางญาติได้ฟังคำอธิบายจากวิสัญญีแพทย์ดังนั้นแล้ว จึงขอให้เลื่อนการผ่าตัดออกไปก่อนจนกว่าร่างกายคนใข้จะพร้อมมากกว่านี้ และขอให้หมอพิจารณาการรักษาโดยวิธีอื่นไปก่อน ซึ่งแพทย์แผนกอายุรกรรมได้ปรึกษากับแพทย์เจ้าของใข้ให้ทำการ ซีทีสแกน(เอ๊กซเรย์คอมพิวเตอร์) ดูก่อนว่ามีการติดเชื้อที่ผนังมดลูกอยู่จริง ซึ่งเมื่อไปทำ ซีทีสแกน(เอ๊กซเรย์คอมพิวเตอร์)โดยละเอียดแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่ามีอะไรผิดปกติ ซึ่งแพทย์ก็ได้พาคนใข้ไปทำการอัลตร้าซาวด์โดยละเอียดอีกครั้ง ก็พบก้อนเล็กๆอยู่ในมดลูก ซึ่งหลังจากนั้นแพทย์ก็พาคนใข้เข้าห้องผ่าตัดเพื่อทำการขูดมดลูก ซึ่งเลือดที่ขูดออกมาก็เป็นเลือดปกติไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่ใช่เลือดที่มีการแพร่กระจายเชื้อแต่อย่างใดเมื่อทำการขูดมดลูกเสร็จแล้วก็พาคนใข้ไปที่ห้อง ไอ.ซี.ยู เหมือนเดิม
ต่อมาวันที่ 12 เมษายน 2552 ตอนเช้าอาการของคุณรัชนีฯ แย่ลงเรื่อยๆ แพทย์ได้มาทำการ กรีดเส้นเลือดใหญ่ที่ต้นแขน เพื่อทำการตรวจวัดการทำงานของหัวใจของคนใข้ และไห้ยาฆ่าเชื้อมาตลอด จนกระทั่งประมาณ 15.00 น. ญาติก็ต้องอนุญาตให้แพทย์ทำการผ่าตัดมดลูกออกหลังจากที่เกร็ดเลือดของคุณ รัชนี ได้เพิ่มขึ้นมาประมาณ 64,000 พีแอลเอ็ช.และความดันโลหิตก็ดีขึ้น ซึ่งการผ่าตัดผ่านไปด้วยความเรียบร้อย มีการสูญเสียเลือดจากการผ่าตัดประมาณ 200 ซีซี.หลังจกนั้นได้ย้ายกลับมาที่ห้อง ไอ.ซี.ยู.ทันที แต่ว่าคุณรัชนีฯ มีอาการช๊อคหัวใจหยุดเต้น และแพทย์ทำการปั๊มหัวใจยู่สองรอบ ซึ่งหลังจากนั้นแพทย์ก็ได้แจ้งญาติว่าไม่ไหวแล้ว โดยที่แพทย์ก็ได้ให้ยาเหมือนเดิมตลอดทั้งคืน จนกระทั่งเช้าวันที่ 13 เมษายน 2552 เวลา 6.25 น. คุณ รัชนีฯ ก็จากไปด้วยอาการสงบ
หลังจากนั้นก็ทำการเคลื่อนย้ายศพกลับมาประกอบพิธีทางพุทธศาสนา ตั้งแต่วันที 13 เมษายน 2552 ถึงวันที่ 21 เมษายน 2552 โดยตลอดงานสวดอภิธรรมนั้น ทางแพทย์เจ้าของใข้ และโรงยาบาลหาดใหญ่ ไม่ได้มาดูแลเยียวยาทางด้านจิตใจ และไม่เคยติดต่อให้การช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายในงานศพให้กับญาติผู้เสียชีวิตแต่อย่างใด ทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งวันที่ 18 เมษายน 2552 (วันที่ 5 ของงานศพ) ทางด้านรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่ ได้ให้เกียรติเดินทางมาร่วมฟังสวดอภิธรรมศพ ซึ่งก็หลังจากที่ญาติได้ติดต่อสอบถามเข้าไป
ต่อมาวันที่ 24 เมษายน 2552 ทางโรงพยาบาลหาดใหญ่ โดยนายแพทย์ไพโรจน์ วราชิต รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ ได้มีการชี้แจงรายละเอียดกับญาติถึงสาเหตุการเสียชีวิตของคุณรัชนีฯว่า มีการติดเชื้อในถุงน้ำคร่ำอยู่แล้วก่อนหน้าที่จะได้รับการเจาะตรวจน้ำคร่ำโดยอ้างจากผลการเพาะเชื้อจากน้ำคร่ำ และคุณรัชนีฯ มีภูมิต้านทานต่ำ ทำให้ไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคได้ แต่ว่าความจริงคือคุณรัชนีฯไม่มีอาการใดฯที่จะบ่งชี้ได้ว่ามีเชื้อมาก่อน คือ ไม่มีอาการใข้,ไม่มีอาการน้ำเดิน ไม่มีอาการป่วยใข้ใดฯมาก่อนหน้านี้เลย คุณรัชนีฯอาการปกติ ร่างกายแข็งแรง และขับรถมาเอง ซึ่งคุณรัชนีฯ มีอาการผิดปกติหลังจากการเจาะแล้ว ทั้งนี้นายแพทย์ไพโรจน์ฯ ก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเชื้อโรคที่อ้างว่ามีอยู่ในถุงน้ำคร่ำนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะว่าในทางเทคนิคทางการแพทย์ก็คือว่าโอกาศที่เชื้อโรคจะเข้าไปในถุงน้ำคร่ำได้นั้นเกิดขึ้นได้น้อยมาก คือจะเข้าไปได้เมื่อช่องคลอดเปิดเท่านั้น และมีการอาบน้ำโดยวิธีลงแช่ในอ่างอาบน้ำ ลงอาบน้ำคลอง แต่คุณรัชนีฯ ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆดังที่กล่าวมาเลย ทั้งนี้คุณรัชนี นวนทอง เป็นพยาบาลวิชาชีพ และเป็นคนที่ดูแลสุขภาพตัวเองอย่างดีมาโดยตลอด ไม่มีภาวะความเสี่ยงที่จะติดเชื้อด้วยตัวเอง และไม่เคยมีประวัติการเจ็บป่วยมาก่อนหน้าที่จะเข้ารับการเจาะน้ำคร่ำเลย
ส่วนการเยียวยาด้านจิตใจและการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในงานศพ ตลอดจนค่าชดเชยในกรณีการเสียชีวิตจากการรับบริการทางการแพทย์จากโรงพยาบาลนั้น นายแพทย์ไพโรจน์ฯ ได้แจ้งว่าทางโรงพยาบาลหาดใหญ่ไม่มีงบประมาณในส่วนนี้ โดยใด้แจ้งกับทางญาติว่าจะเรี่ยใรจากคณะแพทย์ในโรงพยาบาลหาดใหญ่มาช่วยเหลือให้จำนวนหนึ่งประมาณ 200,000 บาท ซึ่งฝ่ายญาติได้รับฟังแล้วก็รับไม่ได้กับคำพูดของผู้บริหารระดับสูงของโรงพยาบาลดังกล่าว ที่บอกปัดความรับผิดชอบ การขาดคุณธรรม ขาดจริยธรรม ไม่เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ ขาดมนุษยธรรม และขาดความรับผิดชอบเป็นอย่างยิ่ง ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คุณรัชนี นวนทอง เป็นข้าราชการในสังกัดของกระทรวงสาธารณะสุขแท้ๆ กลับไม่ได้รับการเหลียวแลใดๆเลย ถ้าหากเป็นชาวบ้านทั่วๆไป จะใด้รับการปฏิบัติเช่นไร
โดย: aousee@hotmail.com [18 พ.ค. 52 15:36] ( IP A:124.157.250.79 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   สิ่งสำคัญที่สุด เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้น
คือท่าทีที่มีความเป็นมนุษย์ผู้มีจิตใจมีเมตตาธรรม

คนที่เขาสูญเสีย ถือว่าสูญเสียอย่างใหญ่หลวง
ต้องดูแลจิตใจ แล้วมีอะไรค่อยพูดค่อยจากัน
เพราะเป็นบุคคลาการทางการแพทย์ด้วยกัน

การที่จะมีน้ำใจช่วยเหลือญาติ คุณจะพูดให้แสลงใจ
ทำไมว่าจะไปเรี่ยไรเงินจากคณะแพทย์มาให้
พูดเพื่ออะไร เพื่อให้ญาติเขารู้สึกผิดอย่างนั้นหรือ

ลาออกไปเป็นเด็กเข็นเปลไป๊....
โดย: เสียใจกับญาติด้วย [18 พ.ค. 52 18:09] ( IP A:58.9.192.22 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   เจาะเสร็จ ก็เริ่มปวด ตอนเย็นมีไข้สูงหนาวสั่น .... เชื้อตัวไหนหนอที่เร็วขนาดนั้น ในโลกใบนี้มีเชื้อตัวนั้นหรือป่าว...แล้วเชื่อล่ะ ชื่ออะไรเอ่ย ถ้าเชื้อมีชื่อว่า staph ก็น่าจะเชื่ออยู่ว่าเกิดจากการปนเปื้อน...ทุกหัตการมีความเสี่ยง ก่อนทำเค้าก็ให้คุณเข้าใจรับทราบ พร้อมทั้งเซ็นต์ชื่อ รับรู้ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้อยู่แล้ว และเมื่อคุณทราบคุณจะไม่ทำหัตการนั้นก้ได้..
โดย: Timing [18 พ.ค. 52 19:55] ( IP A:125.26.112.26 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   ปัญหาคือมีหมอที่เอาแต่คิดแบบคุณความเห็น 3 นี่แหละ
มันถึงบานปลาย คือมองไม่เห็นหัวใจของความเป็นมนุษย์
ฉันเชื่อว่าหมอดี ๆ เขาไม่คิดแบบคุณ
โดย: คุณมันเทวดา [23 พ.ค. 52 10:54] ( IP A:58.9.202.114 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   แล้วหมอดีๆ ต้องคิดแบบไหน
หรือต้องคิดให้ผิดไปจากความเป็นจริงของโลก?
โดย: 000 [23 พ.ค. 52 17:13] ( IP A:58.8.88.152 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   หมอต้องเข้าข้างหมอนั่นแหละถูกแล้ว
จะไปเข้าข้างหมาที่ไหนล่ะ
โดย: ผู้เคยได้รับความเสียหาย [25 พ.ค. 52 10:46] ( IP A:58.147.33.249 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   หมอดีๆ ควรต้องเข้าข้างผู้เสียหายเสมอ
โดยไม่ต้องสนใจว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
โดย: นี่แหละ [25 พ.ค. 52 18:00] ( IP A:58.8.95.35 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   ู^
^
เอางั้นเลยเหรอ...???
โดย: หมอก้อนหิน [26 พ.ค. 52 16:01] ( IP A:117.47.128.228 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   คนที่รู้ดีที่สุดก็คือคนที่ทำการเจาะน่นแหละพูดความจริงซะ
คนที่ทำพลาดแล้วออกมาบอกความจริงแล้วขออภัยขอขมา
สังคมน่าจะยังให้อภัย ไม่ใช่ดื้อแพ่งอยู่อย่างนี้
โดย: ผู้เคยได้รับความเสียหาย [30 พ.ค. 52 8:17] ( IP A:124.157.224.160 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน