"กฤษฎีกา"ฟันธงบุคลากร"สธ." รอดพ.ร.บ.ความรับผิดสินค้าฯ
   วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11430
มติชนรายวัน

"กฤษฎีกา"ฟันธงบุคลากร"สธ." รอดพ.ร.บ.ความรับผิดสินค้าฯ
เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เผยแพร่ความเห็นทางกฎหมายเกี่ยวกับเรื่อง "ความรับผิดของผู้ให้บริการสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551" ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกากรณีภาคีวิชาชีพ แพทยสภา สภาการพยาบาล ทันตแพทยสภา สภากายภาพบำบัด สภาเทคนิคการแพทย์ และสัตวแพทยสภา มีข้อพิจารณาเกี่ยวกับนิยามคำว่า "สินค้า" ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 ซึ่งมีความหมายครอบคลุมถึงยาและเวชภัณฑ์ ว่าผู้ประกอบวิชาชีพตามกระบวนการรักษาผู้ป่วย และสัตว์ป่วยในลักษณะปกติซึ่งต้องมีการผลิตยาและเวชภัณฑ์เฉพาะให้เหมาะสมกับผู้ป่วยและสัตว์ป่วยแต่ละรายนั้นอาจถูกฟ้องร้องตาม พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยฯ ได้หรือไม่ เพราะผู้ให้บริการทางสาธารณสุขอาจถูกฟ้องร้องในฐานะผู้ผลิตจากกระบวนการรักษาพยาบาลผู้ป่วยและสัตว์ป่วยทั่วประเทศประมาณปีละ 180 ล้านครั้ง

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) เห็นว่า "สินค้า" ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับแห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยฯ นั้น ตามมาตรา 4(1) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดนิยามว่า หมายความถึงสังหาริมทรัพย์ทุกชนิดที่ผลิตหรือนำเข้าเพื่อขาย และกำหนดนิยามคำว่า "ขาย" ว่าหมายความถึง จำหน่าย จ่าย แจก หรือแลกเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ทางการค้า และให้หมายความรวมถึงให้เช่า ให้เช่าซื้อ จัดหา ตลอดจนเสนอ ชักชวน หรือนำออกแสดงเพื่อการดังกล่าว เหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ.นี้ว่า มุ่งคุ้มครองผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการนำสินค้าที่ไม่ปลอดภัยไปใช้ จากบทบัญญัติดังกล่าว

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) เห็นว่าตามข้อหารือเป็นเรื่องที่ผู้ให้บริการสาธารณสุขเป็นผู้ใช้ยาหรือเครื่องมือแพทย์ดังกล่าวเอง ยาหรือเครื่องมือแพทย์ที่ผู้ให้บริการสาธารณสุขผลิตขึ้นและนำมาใช้เฉพาะการบำบัดรักษาผู้ป่วยหรือสัตว์ป่วยเฉพาะรายอันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรักษาโดยไม่ได้ผลิตขึ้นเพื่อให้ผู้ป่วยหรือเจ้าของสัตว์ป่วยนำไปใช้ จึงไม่ใช่การผลิตโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขายอันเป็นสินค้าที่ พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยฯ ดังนั้น ผู้ให้บริการสาธารณสุขซึ่งได้ผลิตยาและเครื่องมือแพทย์ขึ้นเพื่อนำมาใช้รักษาผู้ป่วยหรือสัตว์ป่วยเฉพาะรายที่ผ่านการตรวจรักษาของผู้ให้บริการสาธารณสุขจึงไม่ต้องรับผิดตาม พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยฯ ส่วนการที่ผู้ป่วยหรือเจ้าของสัตว์ป่วยได้รับความเสียหายจากยาหรือเครื่องมือแพทย์ที่ผู้ให้บริการสาธารณสุขได้ผลิตนั้น ผู้ให้บริการสาธารณสุขอาจต้องรับผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
โดย: เอวังด้วยประการะ..ฉะนี้แล [26 มิ.ย. 52 15:53] ( IP A:58.9.187.23 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   เห็นด้วยครับ
โดย: หมอก้อนหิน [26 มิ.ย. 52 20:23] ( IP A:124.157.229.87 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   กรณีนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาคงทำงานไปตามเนื้อผ้า

แต่ตัวคณะกรรมการกฤษฎีกาเอง และกลไกการทำงานที่เกี่ยวข้อง ก็อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการละเมิดกฏหมาย และ/หรือ ละเมิดสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญได้เช่นกัน

ยกตัวอย่าง

กรณีที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติโดยกรรมการชุดใหญ่เต็มคณะ เคยลงมติให้ "แพทยสภา" รื๊อฟื้นคดีที่ประธานเครือข่ายฯนี้ร้องให้แพทยสภาทั้งคณะรื๊อคดีที่ ประธานเครือข่ายร้องหมอโรงพยาบาลพญาไท๑ โดยมีตัวนายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์เป็นผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์(ในขณะที่เกิดเหตและเป็นตัวการโดยตรง)กระทำละเมิดอย่างร้ายแรงต่อบุตร ขึ้นมาพิจารณาใหม่

แต่แพทยสภากลับส่งเรื่องไปขอความเห็นต่อคณะกรรมการกฤษฎีกานี้เช่นกัน ในเรื่องความถูกต้องในการรื๊อคดีใหม่ของแพทยสภา

ซึ่งผลคือคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้ความเห็นว่าไม่สามารถรื๊อคดีขึ้นพิจารณาใหม่

กรณีนี้ ความเห็นของผมไม่สามารถบอกได้ว่า ความเห็นประเด็นนี้ของคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นไปตามกระบวนการและกลไกที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่ที่แน่นอนและเห็นได้ชัดคือ

แพทยสภา (หรือขอเรียกให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ตามหลักฐานที่ปรากฏชัดว่า "สภาแพทยโจร" นี้) อาศัยความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาอย่างจงใจที่จะคงการบิดเบือนผลการปฏิบัติที่ทุจริตฉ้อฉลต่อไป และในเรื่องของอายุความแห่งการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประธานเครือข่ายในคดีนี้ เท่ากับได้รับการยืดออกไปไม่รู้จบ กลายเป็นคดีที่จะไม่มีอายุความเป็นข้อจำกัดอีกต่อไป

ทำนองเดียวกันกับคดีประวัติศาสตร์ "ทำไมถึงต้องฟ้องเนติบัณฑิตยสภา" ของท่านอาจารย์สถิตย์ เล็งไธสง ซึ่งฟ้องเรียกสิทธิการเป็นที่ ๑ ตามประเพณีปฏิบัติในการสอบเนติบัณฑิต ซึ่งแม้เวลาจะผ่านมากว่า 30 ปี แต่ท่านก็ยังฟ้องเป็นคดี ทั้งนี้ก็เพราะสภาพที่ท่านถูกละเมิด "คงอยู่มาตลอด"

ทั้งหมดนี้ ผมเพียงต้องการแสดงความเห็นเปรียบเทียบว่า หน่วยงานตามกฎหมายใดๆก็ตาม แม้จะถูกกำหนดให้มีหน้าที่และกฎหมายที่ต้องทำตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะทำงานได้ถูกต้องชอบธรรมตามสามัญสำนึกของปวงชนเสมอไป

ทั้งนี้และทั้งนั้น มหาชนต้องช่วยกันสอดส่องและตรวจสอบ+ติดตามอย่างเข้มข้น มิฉะนั้น

เราก็จะมีสภาแพทยโจร มีกรณีการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญของชาวบ้านทุกๆคน ปรากฏให้เห็นและรับรู้อยู่ร่ำไปไม่รู้จบ ทุกๆคนต้องตระหนักว่า เมื่อเราพากันปล่อยให้มีการกระทำเยี่ยงโจรเลยผ่านไปอย่างไม่นำพา ซักวันหนึ่งเราก็อาจเจอสภาพนั้นเองได้ เพราะทุกๆคนท้ายที่สุดก็เป็นคนธรรมดา ย่อมถูกละเมิดสิทธิได้ อย่างท่านอาจารย์สถิตย์ เล็งไธสงซึ่งอดีตท่านเคยเป็นตุลาการในศาลฎีกาและผู้ทรงคุณวุฒิสูงสุดทางกฎหมายของประเทศคนหนึ่ง

เมื่อท่านฟ้องร้องคดีขึ้นมา และเริ่มประกาศตัวผ่านข้อเขียนของท่าน

เราๆท่านๆ ถึงได้รู้ว่า การฉ้อฉลนั้น มีอยู่ได้ทุกหัวระแหงจริงๆ ไม่จำกัดว่าจะเป็นที่แพทยสภาเท่านั้น อาจเป็นที่ไหนก็ได้ อยู่ที่เราต้องช่วยๆกันสอดส่องและตรวจสอบ อย่างจริงๆจังๆ เท่านั้น
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [29 มิ.ย. 52 8:30] ( IP A:58.8.106.44 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน