รพ.พญาไท 1 เสื้อเหลือง กับเสื้อแดง กัดกันเสียแล้ว
   ผู้จัดการรายวัน
7 พฤศจิกายน 2548

"วิชัย"โขกหุ้นม.รังสิตแลกรพ.พญาไท


"อาทิตย์"แฉกลุ่ม"วิชัย ทองแตง"ขอแลกหุ้น ม.รังสิต กับรพ.พญาไท ที่เหลืออยู่ 5% สุดช้ำเจอโขกราคาหุ้น ม.รังสิต 600 บาท สูงจากบุ๊คกว่าเท่าตัว แต่ให้ขายรพ.พญาไทหุ้นละบาทเดียว รอความหวังสุดท้ายศาลฎีกา 15 พ.ย.นี้ ขอเปลี่ยนผู้บริหารแผนฯ หากผลเหมือนเดิมอาจขายทิ้งหุ้นรพ.พญาไท แต่ถ้าพลิกล็อกพร้อมกลับมาสู้-เจรจาเจ้าหนี้อีกครั้ง เผยเบื้องหลังฮุบรพ.พญาไท แปลงหนี้เป็นทุน-กู้เงินคืนหนี้-ลดทุนจากพาร์ 10บาทเหลือ 1 บาท กุมหุ้นใหญ่ไม่ต้องใช้เงินมากทำเทนเดอร์ฯ 37ส.ต. ด้าน"วิชัย" เผยผู้หวังดีตัวแทน 2 ฝ่ายเจรจากันเอง

นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า หลังจากที่นายวิชัย ทองแตง ทนายคดีซุกหุ้น เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.ประสิทธิ์พัฒนา (PYT) หรือโรงพยาบาลพญาไท และเนื่องจาก รพ.พญาไท ถือหุ้นในบริษัท ประสิทธิรัตน์ จำกัด หรือ มหาวิทยาลัยรังสิต (ม.รังสิต) ในสัดส่วน 33% ทำให้ในช่วงที่ผ่านมาตัวแทนของนายวิชัย ได้เข้ามาติดต่อ ยื่นข้อเสนอให้แลกหุ้นระหว่าง ม.รังสิต ที่ รพ.พญาไทถืออยู่ดังกล่าวกับหุ้น รพ.พญาไท ที่กลุ่มตนเองถืออยู่ 5%

ทั้งนี้ การเข้ามาถือหุ้นใหญ่ใน รพ.พญาไทของนายวิชัย เท่ากับว่าได้ครอบครองหุ้นใหญ่ใน ม.รังสิต 33% ผ่าน รพ.พญาไท ซึ่ง ม.รังสิต ถือเป็นธุรกิจด้านการศึกษาที่กลุ่มนายอาทิตย์ อุไรรัตน์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 66% และมีควบคุมอำนาจบริหารอยู่ในปัจจุบัน

ในการเข้าเจรจาขอแลกหุ้นตัวแทนนายวิชัยเสนอขอแลกหุ้น พิจารณามูลค่าตามบัญชีของหุ้น ม.รังสิต ซึ่งประเมินอยู่ที่หุ้นละ 300 บาท มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 100 บาท แต่จะเสนอขายให้ในราคาหุ้นละ 600 บาท ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ได้ว่าจ้างบริษัทหลักทรัพย์ ธนชาตให้มาเป็นที่ปรึกษาประเมินราคาซึ่งได้ในราคาหุ้นละ 248 บาท

ส่วนหุ้น รพ.พญาไทของกลุ่มตนถืออยู่ 5% นั้นตัวแทนนายวิชัยจะเสนอซื้อในราคาเพียงหุ้นละ 1 บาท ซึ่งถือเป็นข้อเสนอที่ไม่สามารถรับได้ เพราะเป็นข้อเสนอที่ไม่เป็นธรรม และถ้าจะแลกหุ้นกันจริงกลุ่มตนก็จะต้องใส่เงินเพิ่มอีก การขอแลกหุ้นดังกล่าวคงไม่สามารถทำได้เพราะไม่มีเงินจำนวนมาก

“ข้อเสนอแลกหุ้นของนายวิชัยผมทำใจไม่ได้ เพราะเขาจะขายหุ้น ม.ลัยรังสิตให้ผมหุ้นละ 600 บาท แต่จะให้ผมขายหุ้นโรงพญาไทในราคาหุ้นละ 1 บาท ” นายอาทิตย์ กล่าว

ปัจจุบันนายวิชัยอยู่ระหว่างจัดทำคำเสนอซื้อ (เทนเดอร์ออฟเฟอร์) หุ้น รพ.พญาไท จากประชาชนทั่วไปหลังจากได้เข้ามาถือหุ้น จำนวน 442,302,312 หุ้น หรือ 25.54 % ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเคยมีความคิดว่าจะทำคำเสนอซื้อแข่งกับนายวิชัย แต่เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าคงจะสู้ไม่ได้ เนื่องจากอาจจะต้องใช้เงินจำนวน 300-400 ล้านบาท ซึ่งตนเองไม่มีเงินมากเพียงพอ จึงตัดสินใจไม่ดำเนินการดังกล่าว

นายอาทิตย์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอฟังคำพิจารณาของศาลฎีกา หลังจากที่ตนเคยยื่นขอเข้าไปเป็นผู้บริหารแผนโรงพยาบาลพญาไท ซึ่งจะศาลจะอ่านคำพิพากษาภายในวันที่ 15 พ.ย.นี้ ซึ่งหากศาลพิจารณาตามคำตัดสินเดิมตนก็ยอมรับและอาจจะตัดสินใจขายหุ้นโรงพยาบาลพญาไท ที่ถืออยู่ 5% ให้กับนายวิชัยก็ได้

แต่อย่างไรก็ตาม หากศาลฎีกาตัดสินให้ตนเองเข้ามาเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟู ก็พร้อมที่จะเข้ามาดำเนินการฟื้นฟูธุรกิจ รพ.พญาไท โดยพร้อมที่จะเข้าไปเจรจากับธนาคารเจ้าหนี้ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของโรงพยาบาลพญาไท

“ขณะนี้ผมก็รอศาลตัดสินในวันที่ 15 พ.ย.นี้ ซึ่งก็เชื่อมั่นในความเป็นธรรมของศาลหากคำตัดสินออมาเป็นอย่างไรก็พร้อมที่จะรับคำตัดสินนั้นโดยดี” นายอาทิตย์ กล่าว

สำหรับ รพ.พญาไทประสบปัญหาทางการเงิน ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 โดยบริษัทได้กู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินจำนวน 5,000 ล้านบาท เพื่อที่จะขยายธุรกิจ แต่เกิดการลดค่าเงินบาท ส่งผลให้หนี้จำนวนดังกล่าวเพิ่มขึ้นและเมื่อรวมกับดอกเบี้ยมีจำนวนหนี้สินทั้งสิ้น 12,000 ล้านบาท จึงส่งผลทำให้บริษัทต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้

ในการปรับโครงสร้างหนี้บริษัทได้ว่าจ้าง ไพร์วอเตอร์ เฮ้าส์ คูเปอร์ส เข้ามาจัดโครงสร้างหนี้และจัดทำแผน ซึ่งขณะนั้นตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ โดยในช่วงแรกๆ ไพร์วอเตอร์ เฮาส์ จะคอยรายงานให้ทราบถึงการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อเวลาผ่านไปการรายงานเริ่มน้อยลง และมีการปกปิดข้อมูล ซึ่งเป็นช่วงที่ตนได้พ้นจากการเป็น รมว.วิทยาศาสตร์แล้ว ที่สำคัญไพร์วอเตอร์ เฮาส์ ได้แอบเสนอตัวเป็นผู้บริหารแผนเสียเอง ทั้งๆที่ไม่มีประสบการณ์ในธุรกิจโรงพยาบาล

ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเมื่อมีการทำแผนเสร็จ ก็จะต้องส่งคืนให้กับทางเจ้าของไปดำเนินการต่อ เช่น เดียวกับกรณีของโรงพยาบาลกรุงเทพ ที่มีการปรับโครงสร้างหนี้ และไม่มีปัญหาแต่อย่างไร

การดำเนินการไพร์วอเตอร์ เฮาส์ ในฐานะผู้บริหารแผนนั้น ปรากฎว่า ในช่วง 6-7 เดือน ที่มีการบริหารแผนใช้เงิน 140 ล้านบาท ขณะที่ตนรู้เรื่องดังกล่าวก็ได้มีการเสนอตัวเป็นผู้บริหารแผน โดยจะไม่คิดค่าบริหารแผน ซึ่งจะทำให้ไพร์วอเตอร์ เฮาส์ ได้มีการปรับคิดค่าบริหารใหม่ โดยเสนอเป็นเหมาจ่ายในอัตราเดือนละ 1-2 ล้านบาท ทำให้ทางเจ้าหนี้ที่มีความเชื่อถือในชื่อเสียงของ ไพร์วอเตอร์ เฮาส์ ได้มอบหมายให้เป็นผู้บริหาร ซึ่งก็ปรากฏว่า ทางไพร์วอเตอร์ เฮาส์ ก็มีการใช้เงินด้านต่างๆ ในการบริหารแผนเป็นจำนวนมาก เช่น ค่าที่ปรึกษาทางกฏหมาย คิดเกือบ 200 ล้านบาท แผนที่เสนอไปในช่วง 6-7 เดือน ก็ไม่มีความคืบหน้า

นอกจากนี้ทางไพร์วอเตอร์ เฮาส์ ก็ได้มีการจัดซื้อ เครื่องคอมพิวเตอร์ เช้ามาใช้ในโรงพยาบาลอีก 700 เครื่อง คิดเป็นเงิน 100 ล้านบาท และได้มีการซื้อระบบซอฟแวร์จากต่างประเทศอีกจำนวน 80 ล้านบาท ปรากฏว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ซื้อมาดังกล่าวนำไปติดตั้งที่โรงพญาไท 1 ซึ่งก็ใช้ได้เพียง 1 ปี จากนั้นก็ใช้ไม่ได้ และโรงพญาไท 2 ก็ไม่มีการนำไปใช้ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป ก็ส่งผลให้เครื่องดังกล่าวล้าสมัย

“ในความเป็นจริงการการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นจะต้องให้คนเข้ามาดูระบบก่อน ว่าจะใช้ระบบอะไรที่จะเหมาะสมไม่ใช่เป็นการซื้อครั้งเดียวจำนวนมากอย่างที่ไพร์วอเตอร์ เฮ้าส์ ดำเนินการ และพบว่า คนที่ซื้อคอมพิวเตอร์ในครั้งนี้มีความสัมพันธ์กับผู้ขายคอมพิวเตอร์ดังกล่าวจึงทำให้เกิดผลเสียต่อโรงพยาบาล”

ในปี 2546 ได้ยื่นต่อศาลเพื่อจะเป็นผู้บริหารแผนและเข้าไปตรวจสอบการดำเนินงานของไพร์วอเตอร์ เฮ้าส์ฯ ขณะเดียวกันพ่อของตน ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ รพ.พญาไท ได้ยื่นหนังสือขอลาออก แต่ไม่ยื่นผ่านคณะกรรมการบริษัท โดยยื่นต่อผู้อำนวยการบริหารของแต่ละโรงพยาบาลในเครือ รพ.พญาไท เมื่อตนและคณะกรรมการบริษัททราบเรื่อง ก็ได้ขอเรียกคืนใบลาออกดังกล่าวกลับคืนมา ซึ่ง รพ.ก็ส่งคืนกลับมาให้ ยกเว้น รพ.พญาไท 2 ที่ไม่ยอมคืนมา ซึ่งต่อมา ทางไพร์วอเตอร์ เฮ้าส์ฯ ก็ได้นำใบลาออกของ รพ.พญาไท 2 มายื่นต่อศาล โดยอ้างว่าได้ลาออกไปแล้ว จึงไม่มีอำนาจในการเข้ามาดำเนินการ

นอกจากนี้ทางไพร์วอเตอร์ เฮ้าส์ฯ ได้ยื่นต่อศาลเสนอชื่อนายวิชัย ทองแตง และนายชนินท์ เย็นสุขใจ เข้ามาเป็นกรรมการ ซึ่งนายวิชัย ถือว่าเป็นผู้บริหารของโรงพยาบาลเปาโล ดังนั้นจึงแปลกใจว่ากลุ่มนายวิชัย เข้ามาเป็นผู้บริหารในโรงพยาบาลพญาไทได้อย่างไร ซึ่งศาลก็อนุมัติให้กลุ่มดังกล่าวเข้าบริหาร

นายอาทิตย์ กล่าวว่า หลังจากที่นายวิชัยเข้ามาบริหารแผนฟื้นฟูของ รพ.พญาไท ก็ได้มีการจัดโครงสร้างหนี้ออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งส่วนแรก ได้มีการแปลงหนี้เป็นทุน 4,300 ล้านบาท ส่วนที่ 2 ซึ่งมีหนี้อยู่ 4,700 ล้านบาท ก็ปรากฎว่า กลุ่มนายวิชัยได้มีการไปขอกู้จากธนาคารกรุงไทยทั้งจำนวน เพื่อที่จะชำระคืนให้กับเจ้าหนี้ และบริษัทได้มีการลดทุน จากพาร์ 10 บาท เหลือ 1 บาท โดยอ้างว่าเป็นการลดขาดทุนของบริษัท แต่ก็ส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นเดิม โดยกลุ่มของตนเองจากเดิมที่ถืออยู่ 12% ปัจจุบันก็เหลือเพียง 5% และจากที่มีการลดทุนดังกล่าว ทางกลุ่มนายวิชัยก็ได้มีการขอทำเทนเดอร์ฯในราคาหุ้นละ 0.375 บาท ซึ่งถือว่าใช้เงินไม่มากในการซื้อหุ้นครั้งนี้

ทั้งนี้นายวิชัย ประกาศทำเทนเดอร์ฯจำนวน 1,289,745,208 หุ้น ในราคาหุ้นละ 0.375 บาท คิดเป็นมูลค่าเสนอซื้อ 483,654,453 บาท

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ รพ.พญาไทนั้น ยอมรับว่าเกิดจากความไร้เดียงสาในการทำธุรกิจของผมและไปเชื่อในชื่อเสียงของไพร์วอเตอร์ เฮ้าส์ฯ มากเกินไป ที่ว่าฝรั่งเข้ามาหากินกับซากศพช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจนั้น ผลก็เห็นแล้วว่าเป็นความจริง และผมเป็นคนที่ไม่มีอำนาจทางการเงิน ทางกฎหมาย และอำนาจรัฐ คงจะไปสู้เขาไม่ได้ พวกที่เข้ามาใน รพ.พญาไทนั้นมีการเตรียมความพร้อม โดยการรวมกลุ่มทุนที่มีเงินเข้ามา จึงเหลือเพียงรอความเป็นธรรมจากศาลฎีกา ว่าจะตัดสินใจอย่างไร”

นายวิชัย ทองแตง ผู้ถือหุ้นใหญ่และประธานกรรมการบริษัทประสิทธิพัฒนา (PYT) หรือโรงพยาบาลพญาไท กล่าวว่า ทราบว่าตัวแทนของ 2 ฝ่ายเจรจากันมาประมาณ 1 เดือนแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องของกลุ่มผู้หวังดีทั้งสองฝ่ายได้เจรจากันแต่ยังไม่มีข้อยุติ "ผมยังไม่เคยเจรจากับคุณอาทิตย์เลย และอาจจะไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้นก็ได้หากสุดท้ายผมหรือคุณอาทิตย์ไม่ตกลงตามที่ได้เจรจากันมา"

โฮมเพจ โรงพยาบาลพญาไท
โฮมเพจ มหาวิทยาลัยรังสิต

มหาวิทยาลัยรังสิต
ประสิทธิ์พัฒนา, บมจ.
วิชัย ทองแตง
Stock Exchange
อาทิตย์ อุไรรัตน์
โดย: กรรม กัดกันเอง [9 ก.ค. 52 10:00] ( IP A:58.9.203.227 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   “ทองแตง”ทุ่ม3.5พันล. ปรับโฉมรพ.พญาไท3

ตระกูลทองแตงควักกระเป๋าอีก 3,500 ล้านบาท เดินเครื่องปรับโรงพยาบาลพญาไท 3 หวังพลิกเป็นโรงพยาบาลทันสมัยสุดในฝั่งธนฯล่าสุดอัดงบอีก 600 ล้านบาท ซื้อเครื่องมือแพทย์ ตั้งศูนย์เฉพาะทางเพิ่ม เชื่อสิ้นปีโกยรายได้ 4,450 ล้านบาท

นายอัฐ ทองแตง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เครือโรงพยาบาลพญาไท เปิดเผยว่า แผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้มีแผนจะใช้งบประมาณกว่า 3,500 ล้านบาท สำหรับปรับปรุงโรงพยาบาลพญาไท 3 ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งธนบุรีเปลี่ยนโฉมให้เป็นโรงพยาบาลเอกชนที่ทันสมัยอีกแห่งหนึ่ง ภายหลังจากประสบความสำเร็จมาแล้วกับโรงพยาบาลพญาไท 1 และโรงพยาบาลพญาไท 2 อีกทั้งฝั่งธนบุรียังไม่มีโรงพยาบาลที่ทันสมัยและครบวงจรเปิดบริการ

นอกจากจะปรับปรุงสถานที่ของโรงพยาบาลแล้ว บริษัทยังมีแผนที่จะตั้งศูนย์แม่และเด็ก พร้อมศูนย์เพอร์เฟคฮาร์ท เพื่อสร้างแบรนด์ของโรงพยาบาลพญาไท 3 ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ซึ่งในอีก 1-2 เดือนนับจากนี้คาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการได้ในบางส่วน เนื่องจากเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมาได้มีการนำโรงพยาบาลดังกล่าวออกมาจากแผนฟื้นฟู จึงทำให้การเข้าไปรับปรุงโรงพยาบาลพญาไท 3 ทำได้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

นายอัฐกล่าว ยังกล่าวต่อว่า เมื่อระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาบริษัทยังได้เข้าไปถือหุ้นจำนวน 30% ในโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา พร้อมกับเข้าไปนั่งเป็นกรรมการบริหารในโรงพยาบาลดังกล่าว เพื่อลดต้นทุนในการดำเนินงาน ซึ่งภายหลังจากเข้าไปช่วยบริหารงาน ปรากฏว่าสามารถลดต้นทุนได้ตามที่วางเป้าหมายไว้

นอกจากนี้บริษัทยังได้เตรียมงบอีกประมาณ 600 ล้านบาท เพื่อใช้ในการซื้อเครื่องมือแพทย์มาไว้คอยให้บริการในโรงพยาบาลในเครือ รวมไปถึงการเปิดให้บริการศูนย์เฉพาะทางต่างๆ เช่น ศูนย์สมอง ศูนย์โรคหัวใจ รวมไปถึงศูนย์ฝึกอบรมทางการแพทย์ ทั้งนี้ภายหลังจากที่มีการปรับปรุงโรงพยาบาลออกมาในรูปแบบดังกล่าวคาดว่าสิ้นปีนี้น่าจะมีรายได้รวมไม่ต่ำกว่า 4,450 ล้านบาท เติบโตจากปีที่ผ่านมา 15% เนื่องจากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาโรงพยาบาลในเครือมียอดคนไข้เข้าพักเพิ่มขึ้นมาแล้วไม่ต่ำกว่า 15%
โดย: ทำกำไรบนชีวิตมนุษย์ต้องมีความรับผิดชอบ [9 ก.ค. 52 10:03] ( IP A:58.9.203.227 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   กรณี รพ.พญาไท บทเรียนธุรกิจ-การเมือง
โดย สุจินดา มหสุภาชัย


ครั้งหนึ่งในปี 2527 ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ เคยได้รับการยกย่องให้เป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จยิ่ง จากการเข้าไปแก้ปัญหาการขาดทุนอย่างมโหฬารในการประปานครหลวง (กปน.) จนคนใน กปน.ที่เคยต้องทนอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรี เริ่มกลับมามีหน้ามีตาได้อีกครั้ง

แต่กับความพยายามของเขาในช่วง 1-2 ปีหลังมานี้ ที่ต้องดิ้นรนแก้ไขวิกฤติจากการสูญเสียอำนาจการบริหารกิจการในโรงพยาบาลพญาไท ธุรกิจแรกของครอบครัวอุไรรัตน์ ซึ่งเริ่มเปิดให้บริการเมื่อปี 2519 และต้องล้มลงหลังลอยค่าเงินบาทเมื่อกลางปี 2540 นั้น ดูเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง!!!

โมเดลการทำธุรกิจของโรงพยาบาลพญาไทในอดีตนั้น ถูกวางไว้ให้เกี่ยวพันกับมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเป็นกิจการแห่งที่ 2 ของตระกูลอุไรรัตน์ ที่เกิดขึ้นตามมาในราวปี 2533 ด้วยหวังว่าจะพัฒนาให้มหาวิทยาลัยรังสิตก้าวขึ้นเป็นโรงเรียนทางการแพทย์ของเอกชนแห่งแรก โดยมีโรงพยาบาลพญาไทเป็น ที่ฝึกปฏิบัติงาน

แต่โครงการนี้ อย่างไรก็ไม่สำเร็จ เพราะคนไข้ของโรงพยาบาลพญาไทเป็นกลุ่ม ผู้มีอันจะกิน ซึ่งรักความเป็นส่วนตัว และจะอึดอัดทุกครั้ง หากต้องเห็นอาจารย์หมอเดินนำหน้ากลุ่มแพทย์อินเทิร์น ผ่านประตูห้องเข้ามายืนมุงดูอยู่รอบเตียง เพื่อศึกษาพัฒนา การของโรค และวิธีตรวจรักษา

ยังมีปัญหาว่าชนิดโรคของคนไข้ที่มานอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลนั้น ไม่หลากหลายพอที่นักเรียนหมอจะเห็นถึงทุกระดับขั้น ในอาการเจ็บป่วย แถมแพทยสภา สื่อมวลชน ยังตั้งวงวิพากษ์ถามหามาตรฐานว่าที่คุณหมอ ที่ร่ำเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนจนจบจากการฝึกงานในโรงพยาบาลเอกชนที่เป็นเจ้าของ มหาวิทยาลัยที่พวกตนศึกษาอยู่ด้วย

ดร.อาทิตย์จึงหันมาเดินตามแนวทางการฝึกงานนิสิตแพทย์ใน Harvard Medical University โรงเรียนแพทย์อันโด่งดังแห่งสหรัฐฯ ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของโรงพยาบาล แต่อาศัยความร่วมมือกับ Massachusetts General Hospital โรงพยาบาลของรัฐ เพื่อขอใช้โรงพยาบาลเป็นแหล่งฝึกงานของนักศึกษาก่อนที่จะนำวิธีนี้เข้ามาใช้ที่มหาวิทยาลัย รังสิต โดยผูกความร่วมมือกับโรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลเด็ก

ในช่วงแรกนั้นโรงพยาบาลราชวิถีไม่เต็มใจกับโครงการนี้นัก เพราะไม่อยากแบก รับภาระการฝึก นศ. แพทย์จากมหาวิทยาลัยรังสิตเพิ่มจากที่ต้องทำงานประจำในการรักษาคนไข้ในโรงพยาบาล ที่แต่ละวันก็เหน็ดเหนื่อย มากพออยู่แล้วและงานสอน นศ.แพทย์นั้นใช่ว่าหมอทุกคนจะทำได้ เพราะต้องผ่านการฝึกอบรมมาก่อน

ความพยายามที่จะอาศัยโรงพยาบาลของรัฐมาเป็นเครือข่ายในการฝึกงานนี้ได้เกิดขึ้นจริงหลัง ดร.อาทิตย์ขนทีมแพทย์ 20 ชีวิตจาก โรงพยาบาลรามาธิบดี เดินทางไปดูงานและเข้ารับการอบรมใน Harvard Medical University แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการถูกเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน หลังจากที่เขาเข้ารับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ข้อหาใช้ตำแหน่งทางการเมืองเอื้ออำนวยธุรกิจให้เอกชน

Harvard Medical University ยังได้เข้ามาเป็นพันธมิตรร่วมของโรงพยาบาลพญาไท เพื่อช่วยพัฒนาโรงพยาบาลแห่งนี้ให้มีความเชี่ยวชาญในการรักษาผู้ป่วยเฉพาะทาง ซึ่งเริ่มต้นด้วยการจัดตั้งศูนย์โรคหัวใจขึ้นมา ก่อนทั้ง 2 จะเริ่มพูดจากันถึงแผนขยายความร่วมมือในการจัดตั้งห้องแล็บแบบก้าวหน้า เพื่อใช้วิเคราะห์ วิจัยโรคซับซ้อนต่างๆ รวมถึงแผนจัดตั้งศูนย์รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง

แต่การเจรจาความร่วมมือนี้ต้องหยุดชะงักลงจากการล้มของโรงพยาบาลพญาไท ในปี 2540

เมื่อปีที่แล้ววิชัย ทองแตง ซึ่งก้าวเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในโรงพยาบาลพญาไท ประกาศ ว่าเขาจะกลับไปเริ่มต้นเปิดการเจรจาความร่วมมือต่างๆ ที่โรงพยาบาลพญาไทเคยมีกับ Harvard Medical University อีกครั้ง หลังจากทิ้งช่วงความร่วมมือมานานเป็นเวลา 9 ปี

สาเหตุการล้มของกิจการโรงพยาบาลพญาไทครั้งนี้ ไม่แตกต่างไปจากการล้มละลาย ของกิจการอีกจำนวนมาก หลังรัฐบาลประกาศลอยค่าเงินบาท แต่ที่ดูแตกต่างคือระดับความมั่นใจของเจ้าหนี้ ที่จะมีต่อฝีไม้ลายมือของผู้บริหารกิจการแต่ละแห่ง

เช่นกรณีของ ดร.อาทิตย์ที่ได้รับบทเรียนนี้ ภาพความเป็นวีรบุรุษประชาธิปไตยในอดีต ของเขา ไม่มีน้ำหนักในการเจรจากับเจ้าหนี้เลยแม้แต่น้อย!!!

หลังจากใช้เวลานับสิบปี สั่งสมชื่อเสียงและขยายกิจการจนเติบใหญ่ จนกลายมาเป็น ต้นแบบโรงพยาบาลเอกชนที่ครบครันไปด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเครื่องมือทางการแพทย์ใน การรักษาโรคเฉพาะทางอย่างโรคหัวใจ ซึ่งเป็นตัวอย่างการพัฒนาธุรกิจโรงพยาบาลของกลุ่มที่มาทีหลัง

การล้มของโรงพยาบาลพญาไท เป็นการล้มในลักษณะเดียวกับธุรกิจขนาดใหญ่อื่นๆ ที่อาศัยเงินกู้ยืมทั้งจากตลาดทุนและตลาดเงิน ในยามเศรษฐกิจเฟื่องฟูมาลงทุนในกิจการหนี้สินที่เคยมี 5,000 ล้านบาท เมื่อรวมเงินต้นและดอกเบี้ย ยอดหนี้ก็พุ่งขึ้นเป็น 13,500 ล้านบาท หลังการประกาศลดค่าเงินบาท จนเป็นเหตุให้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูในศาลล้มละลายกลาง

เป็นที่มาของการว่าจ้างบริษัทไพร์ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ (PWC) มาทำหน้าที่เป็นผู้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการและปรับโครงสร้างทางการเงิน ตามคำแนะนำของไกรวิน ศรีไกรวิน หนึ่งในอดีตเจ้าหน้าที่ บล.ธนชาติ ซึ่งเข้ามาทำหน้าที่ที่ปรึกษาทางการเงินอีกรายในโรงพยาบาลพญาไทในเวลานั้น

ปัจจุบันไกรวินลาออกจาก บล.ธนชาติมานั่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการผู้บริหารแผนฟื้นฟูฯ โรงพยาบาลพญาไทร่วมกับ PWC

การเข้ามาจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการของ PWC เริ่มในปี 2542 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ ดร.อาทิตย์ ต้องทิ้งโรงพยาบาลพญาไทเพื่อไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เป็นเรื่องที่ ดร.อาทิตย์เองก็ยอมรับว่าการเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น ทำให้เขาต้องใช้เวลาทำงานในกระทรวงอย่างเต็มตัว จนไม่มีเวลาดูแลโรงพยาบาลพญาไทที่กำลังอยู่ในกระบวนการทำแผน

เขาไว้วางใจ PWC มากจนเกินไป

ระหว่างการทำแผน PWC ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินของโรงพยาบาลพญาไท อ้างว่าเจ้าหนี้ต่างประเทศของโรงพยาบาล ต้องการให้ PWC เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้แก่ทางกลุ่มเจ้าหนี้ด้วย ดร.อาทิตย์ไม่ปฏิเสธคำขอนี้ เนื่องจากเห็นว่าการยอมให้ PWC เป็นที่ปรึกษาทางการเงินไปพร้อมกันทั้งฝ่ายเจ้าหนี้และลูกหนี้ น่าจะเป็นผลดีกับทางโรงพยาบาลพญาไทในแง่การลดต้นทุนการจ้าง เพราะเจ้าหนี้และลูกหนี้จะได้ไม่ต้อง มาต่อสู้กันมากนัก

"ไอ้ความซื่อและเซ่อของผม ก็คิดว่าจะเป็นอะไรไปล่ะ ก็ให้ไพร์ซฯ ทำทั้ง 2 ฝ่าย เราไม่มีอะไรซ่อนเร้น เอาอะไรกันอย่างแฟร์ๆ เราเปิดเผยอยู่แล้ว ก็ไม่ขัดข้องให้เขาเป็น" ดร.อาทิตย์เล่า

อย่างไรก็ตาม กระบวนการปรับโครง สร้างหนี้โรงพยาบาลพญาไทได้สิ้นสุดลงเมื่อ ปี 2544 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่รัฐบาลชวน หลีกภัย หมดวาระ และดร.อาทิตย์ประกาศยุติบทบาททางการเมืองและตั้งใจจะกลับมาบริหารกิจการโรงพยาบาลพญาไทอีกครั้ง

แต่ไม่ทันกาล เนื่องจาก PWC ได้ยื่นขอเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการเองเสียก่อน โดยใช้ทุนราว 1-2 ล้านบาท ตั้ง Price Water House Coppers Restructuring Company บริษัทลูกเข้าทำหน้าที่ดังกล่าว ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากกลุ่มอุไรรัตน์ที่ต้องการให้ PWC ทำตามกฎหมายโดยคืนกิจการให้แก่ผู้บริหารเดิม

ท่ามกลางความพยายามของกลุ่มผู้บริหารแผนจาก PWC ที่กีดกันไม่ให้กลุ่มอุไรรัตน์เข้ามารับรู้เรื่องราวภายในกิจการโรงพยาบาลพญาไท การต่อสู้เพื่อชิงอำนาจการบริหารกิจการโรงพยาบาลพญาไทระหว่าง 2 กลุ่มนี้ ได้ขยายวงกว้างจนถึงปี 2546 ที่ PWC สั่งปลดประสิทธิ์ อุไรรัตน์ บิดา ดร. อาทิตย์ ออกจากตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทประสิทธิ์พัฒนา หลังประสิทธิ์ได้ส่งจดหมายลาออกไปยังผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไท 1, 2 และ 3

กลุ่มอุไรรัตน์ไม่ปฏิเสธว่าประสิทธิ์เป็นผู้ส่งจดหมายลาออกนั้นจริง เพราะไม่อาจทนเห็นเจตนารมณ์ในการก่อตั้งโรงพยาบาล ต้องถูกทำลายลงจากการขูดรีดค่ารักษาพยาบาลเพื่อนำมาใช้หนี้เจ้าหนี้ แต่เมื่อลูกหลานอุไรรัตน์รู้ข่าวในภายหลัง ก็ได้เรียกจดหมายคืนจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลทุกแห่ง เว้นโรงพยาบาลพญาไท 2 ที่ไม่ยอมส่งจดหมายคืน โดยอ้างว่าทำจดหมายหายไปแล้ว

ความขัดแย้งนี้จึงขยายตัวต่อ โดยกลุ่มอุไรรัตน์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลาง เพื่อขอให้การกระทำของ PWC ขัดต่อกฎหมาย ที่กำหนดห้ามไม่ให้มีการออกคำสั่งปลดผู้บริหาร ในระหว่างแผนฟื้นฟูกิจการ แต่ PWC กลายเป็นฝ่ายชนะจากการแสดงจดหมายลาออกของประสิทธิ์ที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไท 2 อ้างว่าทำหาย เป็นหลักฐานต่อศาลว่าประสิทธิ์ลาออกเอง สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มอุไรรัตน์จนต้องฟ้อง PWC ในคดีอาญาข้อหาปลอมแปลงเอกสาร

แม้กลุ่มอุไรรัตน์จะยื่นคำร้องไปยังศาลชั้นต้นพิจารณาคำตัดสินของศาลล้มละลายกลางในกรณีนี้ใหม่ แต่ PWC ก็ยังเป็นฝ่ายชนะอีก

โดยตั้งแต่ปี 2544 PWC และกลุ่มอุไรรัตน์ มีปัญหากระทบกระทั่งกันเป็นทุนเดิมอยู่หลายเรื่อง เช่นการเรียกเก็บค่าจ้างบริหารแผนในราคาแพงถึง 140 ล้านบาทภายใน 7 เดือน จากการกำหนดค่าจ้างให้แก่คนจาก PWC ในอัตรา 12,000 บาทต่อคนต่อชั่วโมง

แม้ดร.อาทิตย์จะแก้เกม โดยเสนอตัวเข้าบริหารแผนฟื้นฟูกิจการแบบไม่คิดค่าจ้างในโรงพยาบาลพญาไทแทน PWC ทำให้ PWC ต้องยอมลดราคาค่าจ้างลงมาเหลือ 1.2 ล้านบาท ต่อเดือนต่อโรงพยาบาล 1 แห่ง แต่เจ้าหนี้ก็ยังคงเห็นชอบให้ PWC บริหารกิจการต่อไป เนื่อง จากเห็นว่าเป็นมืออาชีพที่มีชื่อเสียงระดับโลก

จุดสูงสุดของความขัดแย้งเกิดขึ้นหลังวันที่ 30 กันยายน 2546 เมื่อ PWC ยื่นขอศาลล้มละลายพิจารณาอนุมัติการออกจากแผนปรับโครงสร้างหนี้ของบริษัทประสิทธิ์พัฒนา จากมูลหนี้ 1.35 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็นคงหนี้เดิมไว้ 4.8 พันล้านบาท โดยพักดอกเบี้ยจำนวน 1.1 พันล้านบาท นอกจากนี้ยังได้กู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงไทยเพื่อรีไฟแนนซ์หนี้อีกราว 4 พันล้านบาท โดย บล.ฟินันซ่าเป็นผู้จัดหาเงินกู้เพื่อการรีไฟแนนซ์ครั้งนี้

เจ้าหนี้ได้ hair cut หนี้ลงอีก 6 พันล้านบาท พร้อมแปลงหนี้เป็นทุน 520 ล้านบาท ในราคาหุ้นละ 1.50 บาท ซึ่งทำให้เจ้าหนี้กลายเป็นผู้ถือหุ้นข้างมาก 80% ส่วนหุ้นของกลุ่มอุไรรัตน์ลดลงเหลือเพียง 3-4% จากเดิมที่เคยถืออยู่ 17.5% ส่วนหนี้ที่เหลือเป็นการตีทรัพย์ชำระหนี้ในหลายรายการ

โดยโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยากลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 15.76%, West-deutsche Landesbank Girozentrale, si 15.04%, กลุ่ม Health Care Capital Investments Limited จากสิงคโปร์ 12.90%, บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท 8.50% และธนาคารกรุงเทพ 8.45%

อย่างไรก็ตาม หลังออกจากแผนฟื้นฟูฯ แล้ว เจ้าหนี้ได้พยายามหาพันธมิตรใหม่เข้ามาบริหารกิจการโดยเชิญกลุ่มวิชัย ทองแตง ผู้บริหารในเครือโรงพยาบาลเปาโล มาเป็นตัวแทนของผู้ถือหุ้นในกลุ่มธนาคารต่างประเทศ โดยตั้งเงื่อนไขว่าหากบริหารประสบ ความสำเร็จและสร้างผลการดำเนินงานเป็นที่พอใจก็จะยอมขายหุ้นให้บางส่วน

ในที่สุดเมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา ก็ปรากฏชื่อวิชัย ทองแตง เข้าซื้อหุ้นประสิทธิ์ พัฒนาจาก westlb ag, singapore branch ทำให้ถือครองหุ้นในสัดส่วนกว่า 25% จนนำไป สู่การนำไปสู่การตั้งโต๊ะเพื่อทำ tender offer จากนักลงทุนรายย่อยในราคาหุ้นละ 0.357 บาท โดยมี บล.ซีมิโก้เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

วิชัย ทองแตง เป็นทนายความผู้โด่งดัง จากคดีซุกหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เริ่มต้นลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาลครั้งแรกเมื่อปี 2542 จากการซื้อโรงพยาบาลศิครินทร์ ซึ่ง เป็นโรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยประกันสังคมของกลุ่มจุลดิศที่กำลังขาดสภาพคล่องทางการเงิน โดยเข้าไปนั่งเป็นประธานเพื่อบริหารโรงพยาบาลจนกิจการเริ่มดีขึ้น และเขาก็ขายหุ้น คืนให้แก่เจ้าของเดิมในปี 2545

ในปี 2543 เขายังได้เข้าซื้อหุ้นโรงพยาบาลเปาโล 70% ก่อนรุกต่อไปยังโรงพยาบาลวชิรปราการ และโรงพยาบาลอุดรปัญญาเวช ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็นโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล ประชาเวช ก่อนจะมาทำข้อตกลงซื้อหุ้นโรงพยาบาลพญาไทจากเจ้าหนี้ต่างประเทศ 20% หลังกิจการนี้ออกจากแผนฟื้นฟูแล้ว

"ผมเพิ่งมารู้ทีหลังว่าคุณวิชัยมีหุ้นที่ซื้อเก็บในนามตัวเอง 25% และในนาม Health Care 12-13% ตอนนี้คนที่ Health Care ที่ถือไว้ ก็กำลังจะโอนไปให้คุณวิชัยโดยตรง เพราะถ้าเผื่อถือในนาม Health Care เอง มันต้องไปเสียภาษีในนามบริษัท คุณวิชัยจึงมีหุ้นทั้งหมด 38% เราเคยลดหุ้นจาก 10 บาท เหลือ 1 บาท ผู้ถือหุ้นเดิมก็เจ็บตัวอยู่แล้ว ทางแบงก์ต้นทุนที่ได้มา ก็ราว 1.50 บาท จะให้มาขาย 37 สตางค์ ก็ไม่มีใครขายเท่าที่ผมรู้ แต่คุณวิชัยเขาก็มีอยู่แล้ว 38% ผมว่าเขาก็คงไม่ care เท่าไร" ดร.อาทิตย์กล่าว

ขณะที่กลุ่ม ดร.อาทิตย์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อคัดค้านคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่อนุมัติให้โรงพยาบาลพญาไทออกจากแผนฟื้นฟูฯ ใน 2 ประเด็นคือ 1. กระบวนการออกจากแผนฟื้นฟูนั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจาก PWC ในฐานะบริษัทที่ปรึกษาทำแผนฟื้นฟูฯ ยังทำหน้าที่ ไม่ครบถ้วน จากการที่ไม่ส่งกิจการคืนให้แก่ผู้บริหารเดิม

และ 2. ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกระทำการทุจริต โดยปลอมแปลงเอกสารจดหมายลาออก ของประสิทธิ์ และยังได้กระทำการที่ขัดต่อกฎหมายล้มละลายในการสั่งปลดผู้บริหารระหว่างการฟื้นฟูกิจการ

แต่ศาลชั้นต้นมีคำตัดสินยืนตามผลการพิจารณาอนุมัติการออกจากแผนฟื้นฟูฯ ของศาล ล้มละลายกลาง ต่อมากลุ่มอุไรรัตน์ได้ยื่นคำร้องต่อยังศาลฎีกา จนกระทั่งเมื่อราวปลายเดือนพฤศจิกายนปีก่อน ศาลฎีกาได้พิจารณารับคำร้องสั่งให้ยกเลิกคำสั่งของศาลชั้นต้นทั้งหมด

โดยให้ศาลล้มละลายกลางกลับไปไต่สวนตามคำร้องของกลุ่มอุไรรัตน์ใหม่ทั้ง 2 กรณี เนื่องจากคำคัดค้านของผู้ร้องฟังขึ้น เพราะยังมีประเด็นที่ว่า ผู้ร้องได้มีการชี้แจงด้วยวาจาต่อศาลล้มละลายในหลายประเด็น แต่ระหว่าง การพิจารณาในศาลชั้นต้นนั้น กลับไม่มีการเปิดเทปวิดีโอที่ใช้บันทึกคำชี้แจงอันเป็นสาระสำคัญในการคัดค้านความไม่ถูกต้องของ พยานปากสำคัญ

"ช่วงที่เกิดปัญหาเมื่อ 2-3 ปีก่อน ผมไม่มีโอกาสได้คุยกับเจ้าหนี้ เพิ่งจะมีโอกาส ตอนที่ศาลตัดสินแล้ว ก่อนหน้านี้เราจะไปคุย ก็ไม่รู้จะไปคุยอะไร เราก็ไม่มี back up ให้ไปคุยทางเจ้าหนี้ก็รู้ว่าทางโน้นเขาชนะ ทางโน้นเขา run กิจการอยู่ ผมไปพูดลมๆ แล้งๆ เขาก็ไม่พูดด้วย แม้กระทั่งเดี๋ยวนี้ เขาก็คิดว่า มันจบแล้ว เขาได้หนี้คืนไปแล้ว เขาก็ไม่อยาก จะยุ่ง ตามความรู้สึกของผมนะ" ดร.อาทิตย์กล่าวถึงท่าทีจากฝั่งธนาคารเจ้าหนี้

สำหรับการนัดไต่สวนข้อพิพาทในศาลล้มละลายนัดแรก เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากกลุ่มอุไรรัตน์ยังตระเตรียมเอกสารไม่พร้อม

โดยศาลนัดให้เปิดการไต่สวนของกลุ่มอุไรรัตน์ตลอดทั้งวันในวันที่ 8 มีนาคม และ 21 มีนาคมที่จะถึงนี้ ขณะที่การไต่สวนในฝ่าย PWC จะเกิดขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 23 มีนาคม และตลอดทั้งวันในวันที่ 28 มีนาคม

ขณะเดียวกัน แผนการถอนกิจการโรงพยาบาลพญาไทออกจากหุ้นในกลุ่มฟื้นฟูกิจการ ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็มีอันต้องเลื่อนยืดยาวออกจากกำหนดในวันที่ 27 มีนาคม เช่นเดียวกับ แผนทำ tender offer ของกลุ่มวิชัย ที่จะต้องถูกเลื่อนออกไปจนกว่าข้อพิพาทนี้จะจบสิ้นลง

ดร.อาทิตย์บอกว่าการยื่นคำคัดค้านต่อศาลในครั้งนี้ เขาไม่ได้มุ่งประเด็นที่จะกลับเข้า ไปเป็นผู้บริหารกิจการเป็นประเด็นแรก เพียงแค่ต้องการพิสูจน์ให้เกิดบรรทัดฐานที่ถูกต้องว่า PWC ไม่สามารถดำเนินการในแบบที่ตัวเองเคยกระทำได้ และการฟื้นฟูกิจการโรงพยาบาลพญาไท ควรต้องกลับไปสู่การเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่

ต้นทุนความพยายามในการสร้างเนื้อสร้างตัวของครอบครัวอุไรรัตน์ในโรงพยาบาลพญาไท นั้น มีที่มาจากหลายแหล่งด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเงินจากการลงขันตามกำลังทรัพย์ที่มีจากบรรดา เพื่อนๆ ของประสิทธิ์ เงินที่มาจากการขายที่ดินสวนยางจำนวน 80-90 ไร่ ที่ ดร.อาทิตย์ได้รับเป็นมรดกโดยตรงจากปู่ของเขา รวมถึงเงินที่มาจากการกู้ยืมธนาคารกรุงไทย โดยใช้บ้านที่ดร.อาทิตย์อาศัยอยู่ในปัจจุบันเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไม่นับรวมถึงความผูกพันทั้งหมดของคนในตระกูลที่มีต่อคำว่าประสิทธิ์พัฒนา ที่มาจากชื่อพ่อและแม่ของ ดร.อาทิตย์

"พวกเราเอาชีวิตทั้งชีวิตมาฝังอยู่ในนี้ ชื่อบริษัทก็ชื่อพ่อชื่อแม่ผม พูดถึงว่า เสียดายไหม ที่มันเป็นทรัพย์สมบัติ ผมไม่ได้เสียดายในทรัพย์สมบัติมากไปกว่าความถูกต้อง นี่มันโจรนะ มันปล้นกันชัดๆ พูดกันดีๆ มาเจรจากันดีๆ แค่นี้ ผมไม่ได้ยึดติดอะไร เพราะหุ้นเราก็นิดเดียว และมันก็เป็นกิจการที่ไม่ใช่ว่าเราต้องเป็นเจ้าของใหญ่ หุ้นใหญ่ ถึงจะเป็นผู้บริหาร แต่มันเป็นอะไรที่ไม่เหมือนเพื่อน" ดร.อาทิตย์บรรยายความผูกพันที่เขามีต่อโรงพยาบาลพญาไท และท่าทีในการเข้ามาเทกโอเวอร์กิจการจากคนในตระกูลทองแตง

ตลอดชีวิตของ ดร.อาทิตย์ เขาเคยถูกฟ้องร้องในคดีโกงการเลือกตั้งมาแล้วถึง 2 ครั้งแพ้ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ก่อนไปชนะทุกคดีที่ศาลฎีกา ทำให้เขาพอมีความหวังอยู่บ้าง กับคดีที่กำลังเป็นความอยู่ในขณะนี้

อาทิตย์ อุไรรัตน์ The Last Hero?
มหาวิทยาลัยรังสิต ไม่รู้จะเอาเงินหรือกล่อง
โฮมเพจ โรงพยาบาลพญาไท
โฮมเพจ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์
ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส ประเทศไทย, บจก.
โรงพยาบาลพญาไท
วิชัย ทองแตง
Hospital
อาทิตย์ อุไรรัตน์
โดย: แย่งเงิน แย่งผลประโยชน์ [9 ก.ค. 52 10:12] ( IP A:58.9.203.227 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   เวรกรรมตามทันในชาตินี้แหละครับ ไม่ต้องรอดูถึงชาติหน้า
โดย: WM [9 ก.ค. 52 15:41] ( IP A:210.86.181.20 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   คำสารภาพเรื่องความซื่อ+เซ่อ+ไร้เดียงสา ของ ดร. อาทิตย์ อุไรรัตน์

กงกรรมกงเกวียนที่ตามทันโดยไม่ต้องรอชาติหน้า

******************************************************

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ รพ.พญาไทนั้น ยอมรับว่าเกิดจากความไร้เดียงสาในการทำธุรกิจของผมและไปเชื่อในชื่อเสียงของไพร์วอเตอร์ เฮ้าส์ฯ มากเกินไป ที่ว่าฝรั่งเข้ามาหากินกับซากศพช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจนั้น ผลก็เห็นแล้วว่าเป็นความจริง และผมเป็นคนที่ไม่มีอำนาจทางการเงิน ทางกฎหมาย และอำนาจรัฐ คงจะไปสู้เขาไม่ได้ พวกที่เข้ามาใน รพ.พญาไทนั้นมีการเตรียมความพร้อม โดยการรวมกลุ่มทุนที่มีเงินเข้ามา จึงเหลือเพียงรอความเป็นธรรมจากศาลฎีกา ว่าจะตัดสินใจอย่างไร”

" ไอ้ความซื่อและเซ่อของผม ก็คิดว่าจะเป็นอะไรไปล่ะ ก็ให้ไพร์ซฯ ทำทั้ง 2 ฝ่าย เราไม่มีอะไรซ่อนเร้น เอาอะไรกันอย่างแฟร์ๆ เราเปิดเผยอยู่แล้ว ก็ไม่ขัดข้องให้เขาเป็น" ดร.อาทิตย์เล่า


*************************************************************

ตอนที่ท่าน ดร. อาทิตย์ เป็น รมต. สาธารณสุขในสมัยรัฐบาลชวน นางดลพร ล้อเสริมวัฒนาก็ซื่อและเซ่อเหมือนกันที่ไปร้องเรียนขอความเป็นธรรมกรณีหมอสุรพงศ์ อำพันวงษ์ (ผ.อ. ฝ่ายแพทย์ของโรงพยาบาลพญาไท๑ ทั้ง ณ. เวลานั้น และในวันนี้) โกหกตลบแตลงเรื่องการทำคลอดที่ผิดพลาดและไม่ยอมรับผิดชอบ แล้วตอนนั้น ท่านก็เซ่อและซื่อ (ไม่รู้ว่าแกล้งๆ เหมือนกับที่ท่านโดนไพรส์วอเตอร์แกล้งๆเอาหรือเปล่า?) ส่งเรื่องต่อกลีบไปให้นายหมอสุรพงศ์ ลิ้นพันวนชี้แจง

ซ้ำร้ายกว่า พอท่าน ดร.อาทิตย์ย้ายไปเป็นรัฐมนตรียุติธรรม นางดลพรก็เซ่ออีกที่ไปร้องเรียนเรื่องแพทยสภาฉ้อฉลในการพิจารณาคดีแบบลับหลังผู้เสียหาย โดยที่มีหมอประสบศรี อึ้งถาวรเป็นผู้ทำการแทนเลขาธิการแพทยสภาอย่างเร่งด่วนลุกลี้ลุกลน ณ. เวลานั้น โดยที่ไร้เดียงสาพอที่จะไม่รับรู้ว่า นางประสบศรีนี้ นั่งเป็นพิธีกรดูดีคู่กับนายหมอสุรพงษ์ ในรายการ ปัญหาชีวิตและสุขภาพทางช่อง 9 มั๊งอยู่เป็นแรมปีก่อนแล้ว

เฮ้อ กงกรรมกงเกวียนนะครับ ท่าน ดร.อาทิตย์
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [10 ก.ค. 52 8:13] ( IP A:58.8.229.252 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   ขอเพิ่มเติม สมัยที่นางดลพร ฟ้องรพ.พญาไท 1 ต่อศาลแพ่ง
ดร.อาทิตย์ ก็ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
โดย: กงกรรมกงเกวียน [10 ก.ค. 52 8:33] ( IP A:58.9.196.128 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   ผมว่า "ฟ้ามีตา สวรรค์คงต้องช่วย" ดร.อาทิตย์ ต้องชนะคดีนี้แน่ๆๆ
โดย: money_mw@hotmail.com [12 เม.ย. 53 15:55] ( IP A:125.24.23.178 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   ผมมีข้อส่งสัยครับ ตั้งแต่ดร.อาทิตย์และพวก ไม่ได้บริหารพญาไทแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ค่ารักษาพยาบาลแพงมากๆๆ และสินค้าเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ที่เคยใช้รักษาคุณพ่อผม ไม่ได้คุณภาพเมื่อเทียบกับสมัยที่ดร.อาทิตย์บริหารอยู่
โดย: money_mw@hotmail.com [12 เม.ย. 53 16:00] ( IP A:125.24.23.178 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   กรรม
โดย: g=\'okpm6o [12 พ.ค. 53 1:31] ( IP A:125.27.240.57 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน