พอมีเวลาตรวจ
   ความคิดเห็นที่ 7
...ในโลกนี้ มีใครบ้างที่ไม่เคยทำอะไรที่ถูกน้อย...คำตอบคือคนทุกคนล้วนแล้วแต่เคยทำในสิ่งที่ถูกน้อยทั้งนั้น..."แพทย์"ก็เป็นคน ดังนั้นผมบอกได้เลยและยืนยัน นั่งยัน นอนยันได้เลยว่า...แพทย์ทุกคนล้วนแล้วแต่ได้ทำในสิ่งที่ถูกน้อยมาด้วยกันทั้งนั้น อาจแตกต่างกันบ้างในจำนวนครั้งและหรือผลเสียหายที่เกิดขึ้นจากการทำสิ่งที่ถูกน้อยนั้นๆ(ซึ่งตัวผมเองก็ไม่ได้รับการยกเว้น)...
***** ผมว่าตราบใดที่คุณยังพยายามบิดเบือนจนกระทั่งพูดไม่ได้ว่าในโลกนี้มีใครบ้างที่ไม่เคยทำอะไรผิดบ้าง(คำว่าถูกน้อยอันอุบาทว์ของคุณ ขอโทษทีที่หยาบคายหน่อย) ผมก็ว่าปัญหาคงแก้ไขไม่ได้ เพราะเพียงแค่ว่า ทำผิด คุณยังพูดไม่เป็นเลย จะมาแก้ปัญหาอะไรกัน สมัยพวกคุณเป็นนักเรียน หรือนักศึกษาแพทย์คุณก็ทำข้อสอบผิดไม่ใช่หรือ ก็คุณไม่ได้ทำคะแนนเต็มร้อยทุกคนทุกครั้ง ชีวิตทำงานคุณก็ทำผิดแบบข้อสอบนั่นแหละ เพียงแต่ว่ายังแก้ตัวได้ ว่าทำเต็มที่แล้วยังผิด ก็ไม่ต้องรับโทษ แต่ถ้าผิดแบบที่คนอื่นๆเขาไม่ผิดกัน หรือถ้าไม่ทำข้อสอบข้อนั้นเลย (หนีงาน ขี้เกียจ ) คุณก็ต้องรับโทษไป อันนี้เป็นกติกากฎหมายอาญามาตรา 59 วรรค 4 ใครก็ไม่มีอภิสิทธิ์ที่จะได้รับการยกเว้น
...หากสมาชิกในสังคมใดเชื่อมโยง ผูกพัน สัมพันธ์กันด้วยเฉพาะกฎ กติกา(ที่คนสร้างขึ้นและหรือกำหนดมา)เท่านั้น บอกได้เลยว่า สังคมนั้นจะไม่มีวันพัฒนาเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าและไร้ซึ่งความสงบร่มเย็นเป็นสุข สิ่งเดียวที่จะทำให้สังคมสงบร่มเย็นเป็นสุข พัฒนา เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าอย่างยั่งยืน คือ...หลักธรรมคำสั่งสอน"ที่ถูกต้องแท้จริง"ของศาสนาที่ไม่งมงาย ไร้เหตุผล และสามารถพิสูจน์ทราบได้...ในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชน สำหรับชาวพุทธ แค่หลักธรรมของ"ศีลห้า"ก็น่าจะเพียงพอและพอเพียงแล้ว(ศาสนาอื่นคงต้องให้ผู้รู้เป็นผู้แนะนำ)ที่จะทำให้สังคมสงบร่มเย็นเป็นสุข พัฒนา รุ่งเรือง เจริญก้าวหน้า...
***กฎหมายจะมีความด้อยกว่ากฎแห่งความดีงามหรือศลีธรรมตามหลักศาสนา แต่สังคมก็ไม่มีทางเลือก เนื่องจากคนกับกิเลสเป็นของคู่กัน และสังคมจำเป็นต้องมีหลักไว้ใช้ลงโทษเพื่อปราบปราม คนไม่ให้ทำผิดอีก ก็เหมือนคุณเรียนหนังสือนั่นแหละ ถ้าบอกว่าไม่ต้องสอบหรอกถ้าตั้งใจเรียนก็รู้แน่ ไม่ต้องสอบได้สอบตกก็ได้ ถามว่าจะมีหมอที่ดีพอออกมรักษาคนไข้ไหม นักเรียนแพทย์จะเรียนจริงตามอุดมคติหรือไม่ ถ้าคุณอยากเป็นอภิสิทธิ์ชน ใครก็แตะไม่ได้ คุณก็อ้างไปเถอะสารพัด ฟังรื่นหูทั้งสิ้น แต่ถามว่าชีวิตจริงประจำวันเป็นอย่างนั้นหรือไม่ อาชีพคุณคงเข้าใจคำว่า PRACTICAL นะเพราะใช้ทุกวันอยู่แล้ว อย่าพูดคำว่า IDEAL เลย ***** ...ผมอาจจะโชคดีที่สามารถเป็นได้ทั้ง สอง สถานะ คือ ผู้ให้การรักษาพยาบาล และ ผู้รับการรักษาพยาบาล(คือคนไข้นั่นเอง เพราะไม่มีใครที่ไม่เคยเจ็บป่วย)...
บ้านผมมีผู้เสียหายทางการแพทย์สามคน คนแรกเป็นพี่สาวผม โดนน้ำร้อนลวกขาบริเวณ ขาหนีบและ PERINEUM เพื่อนอินเทิร์น รุ่นเดียวกับผมเอายาแดงทำสั่งจ่ายอะม็อกซี่ซิลินให้กิน แล้วให้กลับบ้าน ผมกลับจากต่างจังหวัดมาดูพี่สาว ต้องมาเลาะ ESCHAR ออกและล้างแผลเป็นเดือน
คนที่สองเป็นหลาน รถชน กระเด็นหน้าท้องเป็นแผลฉีกขาด พวกเย็บแล้วไม่ดูแล ไส้ใหญ่แตกเน่าตายรักษาไม่ทัน
คนสุดท้ายแม่ผมเอง พวกผ่าตัดอีกท่าไหนไม่รู้ ทำต้อกระจกแล้วต้องมาปลูกถ่ายกระจกตาทุกวันนี้ตาก็บอดเรียบร้อยโรงเรียนจีน
ถามว่าทำหมดผมเคยฟ้องไหม ไม่เคย เคยร้องเรียนไหม ไม่เคย ก็ผมทำใจให้อภัยได้และไม่เดือดร้อนเรื่องเงินทอง แต่คนไข้บางคนเขาไม่ใช่อย่างนั้น คนที่ตายไปเป็นลูก เป็นพ่อบ้าน แม่บ้านที่หากินเลี้ยงครอบครัว ต้องพยายามอย่าให้มีเรื่องแบบนี้อีก มีกองทุนเยียวยาเขา (เงินพวกเขากันเองนั่นแหละไม่ใช่เงินหมอ) แต่พวกคุณก็ขัดขวางเขา ใส่ร้ายเขา ไม่สนับสนุนนเขา ผมว่าพวกคุณก็ใจร้ายและสมองต่ำเตี้ยพอสมควรทั้งๆที่องค์การอนามัยโรคเขาก็มีโครงการความปลอดภัยของผู้ป่วยมานานหลายปีแล้ว*****

...ผมถึงย้ำว่า...ผมก็ต้องเข้าใจเข้าถึง"คำประกาศสิทธิของผู้ป่วย"...และเช่นเดียวกัน...ผมก็ต้องเข้าใจเข้าถึง"ข้อเท็จจริงทางการแพทย์"...ย้ำนะครับว่า...อย่าได้บังอาจรับรู้รับทราบเฉพาะ"สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค อำนาจ หน้าที่ ความรับผิดชอบ"เฉพาะของท่านเองเท่านั้น...ท่านต้องรับรู้รับทราบ"สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค อำนาจ หน้าที่ ความรับผิดชอบ"ของผู้อื่นด้วย...
**** ผมว่าคุณลองติดป้ายไว้ที่หน่วยงานราชการทุกแห่ง ว่าหากข้าราชการทำงานไม่ดี ไม่ได้รับความเป็นธรรมได้ เชิญร้องเรียนได้ที่ xxxxx หรือติดต่อผู้อำนวยการได้ทันที แต่ประชาชนก็ห้ามรังแกหรือตะคอกข้าราชการด้วยนะ ลองดูไหมว่าสังคมจะรับได้ไหม**** ของบางอย่างมันแสลงหูชาวบ้านจะไปพูดทำไม คุณจำไว้นะ คำพูดคุณส่อถึงจิตใจคุณ โบราณว่าสำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล*** ...ผมถึงย้ำกับ"แพทย์จบใหม่ทุกท่าน"ว่า...
......หนึ่ง.ท่านต้องใช้เวลาที่พอเพียงและเพียงพอในการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ส่งตรวจพิเศษเพิ่มเติม โดยที่ท่าน"ต้องทำบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร"ให้ชัดเจนครบถ้วน และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นมีแบบฟอร์มให้คนไข้และญาติกรอกข้อมูลด้วยตัวคนไข้และญาติเองพร้อมลงลายมือด้วย ก็จะดี ไม่ต้องกลัวว่า ท่านจะเคลียร์คนไข้ไม่หมดหรือคนไข้คนอื่นต้องรอนาน เพราะหากท่านพลาดพลั้งไป ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบแทนท่าน
*****ผมว่าคุณไม่ควรเป็นอาจารย์แพทย์ เพราะคุณสอนให้นักเรียนตั้งการ์ดใส่คนไข้ ตั้งแต่ยังไม่จบ คุณต้องสอนให้นักเรียนรักผู้ป่วยจึงจะถูก ต้องสอนว่าคนไข้เขาไม่จำเป็นเขาไม่มาหาหมอหรอก ต้องฟังเขามากๆ เอาใจใส่เขา เอาใจเขามาใส่ใจเรา ทำงานไม่ต้องกลัวผิดพลาดรับโทษ แต่ต้องทำงานให้เต็มที่ตามหลักที่ควรทำ เราเป็นหมอ คนเขาก็ยกมือไหว้แต่ไกลแล้ว ที่มีเรื่องกันนั้นความจริงที่พบกันในสหรัฐ 80 เปอร์เซ็นต์สมควรแล้ว เราก็ต้องดูเป็นตัวอย่างอย่าไปทำอย่างนั้นอีก ถ้าสอนแบบที่คุณทำ รับรองได้วงการแพทย์ชิบหายแน่ ***** ทำให้เต็มที่ ความผิดพลาดเป็นของคู่กันกับมนุษย์ แต่เราเป็นหมอต้องระวังมากหน่อย แต่ก็คงหนีความผิดพลาดไม่ได้ ต้องเจอแน่ ไม่ว่าคุณทำอาชีพอะไร คุณต้องหาทางมารับผิดชอบทั้งแพทย์และคนไข้ โดยที่หมอไม่ต้องจ่าย ไม่ใช่เอาเป็นข้ออ้าง และสอนเขาตั้งการ์ด***** ......สอง.ท่าน"ต้อง"แนะนำคนไข้ให้นอนโรงพยาบาลทุกราย เพราะในทางการแพทย์ไม่มีอะไร 100 % เพราะอาจมีการดำเนินโรคที่เปลี่ยนแปลง รวดเร็ว ชัดเจนมากขึ้น ก็เป็นได้ หรือหากท่านมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมเป็นอย่างมาก(อย่าถึงขนาดหลงตัวเอง) ผมก็ยังแนะนำให้นัดคนไข้มาตรวจซ้ำในเวลาที่เร็วที่สุด(เช่น ตรวจเสร็จตอนเช้า นัดกลับมาตรวจซ้ำตอนเย็น ฯลฯ)
...โรคและหรือความผิดปกติทางการแพทย์ที่เจอบ่อยๆ ไม่ได้มากมายอย่างที่คิด ยอมเสียเวลาพูดอัดใส่แผ่น CD และทำเป็นเอกสารแจกจ่าย ก็ไม่น่าจะยาก
**** ผมรับรองได้ว่าชิบหายแน่แนะนำเขานอนโรงพยาบาลทุกราย สาเหตุแห่งความผิดพลาด แค่แจกยาผิดคนก็ฉิบหายแล้ว เจอมาแล้ว แจกยาเบาหวานคนไม่ได้เป็นเบาหวานกิน เขาว่าโรงพยาบาลเป็นแหล่งอันตรายที่สุด ฆ่าชาวบ้านเป็นว่าเล่น มากกว่ารถชนตายเสียอีก ปรมาจารย์นิติเวชเมืองไทย เขากล่าวว่า ถ้าไม่จำเป็นอยู่บ้านดีกว่า (ท่านคงเห็นเยอะจากการชัณสูตร) ผมเศร้าใจกับการสอนหนังสือคุณจริงๆ ผมรับรองได้ชีวิตคุณชิบหายแน่นอนหากคุณยังมีจิตใจแบบนี้ มันจะติดไปยังลูกเมีย ลูกหลาน บรรลัยหมดแน่ ขอยกตัวอย่างเช่น...
...การฝากท้องและหรือมาคลอดที่สถานพยาบาลที่ท่านปฏิบัติงานอยู่...เอาเรื่องอื่นดีกว่า...เดี๋ยวเข้าใจว่า ผมเป็นสูตินารีแพทย์???...
...เอาเรื่อง"บาดเจ็บที่ศีรษะ"(ก็อย่าเข้าใจว่าผมเป็นหมอทางสมองละ)...ขออนุญาตบังอาจแนะนำแพทย์จบใหม่ว่า...สิ่งที่"ต้องพูด" คือ...การบาดเจ็บที่ศีรษะของคุณขณะนี้ อาการก็อยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ ถามหมอว่าจำเป็นต้องเอ็กซเรย์มากน้อยขนาดไหน การเอ็กซเรย์ในคนไข้ที่บาดเจ็บที่ศีรษะมีหลายประเภท ประเภทแรกคือการเอ็กซเรย์ธรรมดา เสียค่าใช้จ่ายประมาณ 500 กว่าบาท แต่จะเห็นเฉพาะกระโหลกศีรษะแตกหรือร้าวเท่านั้น หากมีกระโหลกแตกหรือร้าว การรักษาก็แทบไม่เปลี่ยน กล่าวคือ เราไม่ได้มีการผ่าตัดเพื่อเชื่อมกระโหลกแต่อย่างใด กระโหลกศีรษะที่แตกหรือร้าวมักจะประสานและติดกันได้เองโดยไม่จำเป็นต้องทำอะไร ไม่เหมือนกระดูกแขนขาซึ่งอาจต้องมีการเข้าเฝือกผ่าตัดดามเหล็ก แต่กระโหลกศีรษะไม่ต้อง หากต้องการรู้ว่ามีเลือดคั่งหรือสมองช้ำซึ่งอาจต้องมีการรักษาด้วยการผ่าตัดทางสมอง เอ็กซเรย์ธรรมดาไม่สามารถบอกได้ ต้องทำอย่างน้อยคือเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมองซึ่งจะเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 5000กว่าบาท(แม้ในโรงพยาบาลของท่านไม่มี แต่ท่านก็ต้องพูดด้วย) ค่าใช้จ่ายคุณอาจไม่มีปัญหา แต่เอ็กซเรย์คอมพิเตอร์สมองจะโดนรังสีมากกว่าเอ็กซเรย์ธรรมดา มันคุ้มไหมกับการเอาเอ็กซเรย์ไปโดนเซลล์สมอง เพราะเรารู้ว่าเอ็กซเรย์เป็นสิ่งที่ไม่ดี หากคนไข้และญาติยังไม่กังวลมากนักก็เป็นการกินยาและสังเกตอาการ การสังเกตอาการก็มีสองอย่าง คือ การนอนสังเกตุอาการในโรงพยาบาล หรือถ้ายอมรับความเสี่ยงได้และที่บ้านมีคนดูแลใกล้ชิดและดูแลกันเองเป็นด้วย หมอก็จะให้ยาให้ใบสังเกตอาการทางสมองกลับไปเพื่อกินยาและสังเกตุอาการกันเองที่บ้าน เพราะฉะนั้นคนไข้และญาติต้องมาตัดสินใจร่วมกันกับหมอสามอย่าง คือ หนึ่ง.ถ้ากังวลมากกลัวมากก็ต้องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง แต่ก็ต้องคิด
โดย: [0 3> ( IP )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 8
ด้วยว่า คุ้มไหมกับการเอารังสีไปโดนเซลล์สมอง หรือสอง.นอนสังเกตุอาการในโรงพยาบาล หรือสาม.กลับบ้านเอายาเอาใบสังเกตุอาการกลับบ้าน...
...และเช่นกัน...คนไข้และญาติมักจะถาม...ในความเห็นของหมอว่าอย่างไร...ผมก็จะตอบไปว่า...ในโลกนี้ไม่มีอะไร 100 % (กรณีที่คิดว่าโอกาสน้อย)ผมก็จะตอบว่า...ถ้าคนไข้คนนี้เป็นญาติหมอ หมอยอมรับความเสี่ยงได้ หมอจะเอากลับไปสังเกตุอาการต่อเองที่บ้าน แต่ความจริงคือคุณไม่ใช่ญาติหมอ คุณจะยอมรับความเสียงได้เท่าหมอหรือไม่ เพราะแต่ละคนนอกจากจะกลัวในสิ่งที่ไม่เหมือนกันแล้ว ยังมีความกลัวหรือยอมรับความเสี่ยงในสิ่งเดียวกันไม่เท่ากันด้วย...
...และสุดท้ายถ้าคนไข้และญาติขอกลับไปสังเกตุอาการที่บ้าน...ห้ามลืมให้"ใบสังเกตุอาการทางสมอง"ไปด้วยและพูดย้ำด้วยว่า...หากมีอะไรผิดปกติตามที่ใบสังเกตุอาการระบุ ก็ให้รีบกลับมาทันที...และหากคนไข้และญาติขอกลับบ้าน...หนึ่งถ้าคนไข้มาคนเดียว...ให้คนไข้เซ็นต์ไม่ยอมนอนโรงพยาบาลไว้ด้วย...หรือมีญาติมาด้วยแต่คนไข้และญาติยืนยันขอกลับบ้าน ก็"ต้อง"ให้เซ็นต์ไม่ยอมนอนโรงพยาบาลไว้ด้วย(กรณีที่ดูแล้วว่ามีโอกาสผิดปกติได้)..
****** เขามีหลักในการดูแลคนไข้บาดเจ็บศีรษะอยู่แล้ว คุณต้องระมัดระวังและทำตาม อย่าคิดว่าทำเอ็กเรย์แล้วจะรอด หลักฐานตัวดีเลยละครับในการฟ้อง ผมจะยกตัวอย่างคดีจริงๆให้ดูสัก 2 ตัวอย่าง คดีแรกเอ็กเรย์ตั้งแต่ 4 โมงเย็นแล้วเจอก้อนเลือดในสมองเบียดจนสมองโย้ แต่ไม่รีบผ่า รอ 1 ทุ่มค่อยผ่า(สงสัยรอปิดร้านก่อน) ตายห่าผ่าไม่ทันเรียบร้อยโรงเรียนจีน อีกคดี เอ็กเรย์วันที่ 3 หลักรถชน คนไข้อ้วกมา 3 วัน แต่ดีขึ้นเรื่อยๆ เจอก้อนเลือดในสมองไม่เบียดสมอง เอาไปผ่า หลังผ่าตกเลือด ตายห่าเหมือนกัน *****
ทำงานถ้าใจไม่มาเสียแล้ว อะไรก็ไปไม่ได้หรอก
ผมก็หวังว่าที่คุณเขียนมานั้น คุณเขียนกวนส้นคนอื่นหรือเขียนระบายอารมณ์ ไม่ถือเป็นจริงจัง ไม่งั้นผมรับรองได้ ชิบหายแน่
โดย: ชีวิตไม่มีเวลาว่าง [7 พ.ย. 52 8:41] ( IP A:58.8.9.49 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   เป็นหมอดีดีสมัยนี้ก็ไม่ยาก ตั้งคำถามในยาฮูมันก็ตอบให้ ลองอ่านดู
https://www.ezinearticles.com/?Doctor,-Who-is-a-Good-Physician?&id=1852946
โดย: ฟฟ [7 พ.ย. 52 8:55] ( IP A:58.8.9.49 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   "The art of (modern) medicine consists of amusing the patient while Nature cures the disease." -- Voltaire
แต่พวกคุณชอบ ABUSE แทนที่จะAMUSE
ผมยังไม่มีเวลาอ่านบทความนี้ละเอียด แต่ยกตัวอย่างว่าหาอ่านได้ยังไง อ่านแล้วก็คิดเลือกใช้แต่สิ่งดีดี ผมต้องไปทำงานก่อน ลูกน้องด่าแล้ว
โดย: ฟฟ [7 พ.ย. 52 9:00] ( IP A:58.8.9.49 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   https://www.ezinearticles.com/about.html
โดย: ไม่เลว [7 พ.ย. 52 9:02] ( IP A:58.8.9.49 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   อ่านๆ ดูแล้ว
ทางที่จะรอดคุกของหมอเมืองไทย มีทางเดียว...
โดย: คือ ลาออก [7 พ.ย. 52 18:53] ( IP A:222.123.62.45 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   ผมว่าในเมืองไทยมีหมอไม่น้อยที่เขาไม่เคยห่วงว่าตัวเองจะติดคุก
และก็ไม่เคยห่วงว่าจะถูกฟ้อง โดยเฉพาะพวกอยู่ราชการนี่ฟ้องเอาเงินไม่ได้เลย กฏหมายเขาห้ามไว้ ต้องฟ้องกระทรวงหรือหน่วงานราชการเพื่อเอาเงินอย่างเดียว
ส่วนฟ้องให้ติดคุกนั้นฟ้องได้ แต่ติดยาก เว้นแต่ว่าผิดแล้วไม่ยอมรับ เจ้านายไม่เป็นผู้ใหญ่ เคลียร์ไม่เป็น สร้างแต่ความร้าวฉาน ท้าให้ฟ้อง หรือศาลส่วนแพ่งสั่งให้จ่ายค่าเสียหายแล้วไม่ยอมจ่าย ยังสู้คดีอาญา แบบนี้ ศาลก็รอลงอาญาไม่ได้ เพราะศาลส่วนแพ่งบอกผิดให้ใช้ค่าเสียหายแล้ว อาญาก็น่าจะรับสารภาพได้ (ถ้าผิดจริง ถ้าไม่ผิดก็สู้คดีไม่เป็นไรไม่ว่ากัน)
ส่วนเอกชน ก็ต้องรับไปเอง เว้นแต่เจ้านายดี มีมนุษยธรรม หรือไม่ก็มีกฎหมายออกมาเยียวยา (แท้งซะละมั่ง ได้ข่าวว่าคลอดยากลำบาก)
คนที่ใจเสาะก็สมควรลาออก ปล่อยคนที่ใจถึง ใจดี ใจเขาใจเราเรียนแพทย์ก็ได้ ก็ยังเห็นแพทย์แย่งกันสอบเต็มตลอด
โดย: ฟฟ [7 พ.ย. 52 19:43] ( IP A:58.8.9.49 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   สุดยอดความเห็นจริงๆครับ อ่านแล้วค่อยมีความหวังหน่อย
โดย: เจ้าบ้าน [7 พ.ย. 52 22:33] ( IP A:124.121.138.6 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน