เวลาผู้เสียหายออกสื่อ...แล้วหายไปไหน
   ไม่ว่าจะขึ้นหน้าหนึ่ง หน้าสอง หน้าหลัง
ไม่ว่าจะร้องนายกฯ รัฐมนตรี ท่านโน้น ท่านนี้ ท่านไหน ๆ
สุดท้ายเรื่องก็จะไปจบที่ แพทยสภา หน่วยงานที่ตายแล้ว และกองประกอบฯ หน่วยงานรับใช้รพ.เอกชน

สองหน่วยงานนี้เขาจะแตะมือกัน เล่นกันคนละบทบาท รอไปเหอะนานเป็นปีจนหมดอายุความ ใครรอไม่ได้ก็ไปฟ้อง เสร็จโก๋...ตกหลุมที่ขุดเอาไว้ จากนั้นก็โยนความผิดให้เครือข่ายฯ งานก็ไม่ต้องทำ นั่งห้องแอร์เย็น ๆ กินเงินเดือนภาษีชาวบ้าน กูสมองฉลาดเอาตัวบทกฎหมายต้อนมันอึ้งไปเลยเป็นแค่คนไข้จะฉลาดกว่าพวกตรูได้ไงฟะทำงานง่ายไม่ยากสักเรื่อง แมร่งดองง่ายดี มานเที่ยวไปยุญาติผู้ป่วยว่าอย่าไปเชื่อมากเครือข่ายฯ เขาหวังอะไร ถ้าไม่เชื่อเครือข่ายฯ การเจรจาจะง่ายขึ้นเยอะ แมร่ง.....งงงงงง
โดย: แมร่งงงงงงงง [15 ก.ย. 52 23:03] ( IP A:58.9.185.225 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ดูคดีนางเกษร พุ่มแจ่ม ที่ "ไตหาย" เป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นพฤติกรรมของ 2 หน่วยงานนี้เขาเล่นวิ่งผลัดสี่คูณร้อยกัน
ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 41 ปี ข้าพเจ้ามีสุขภาพที่แข็งแรงดี ทำงานประกอบอาชีพเย็บผ้าได้เป็นอย่างดีไม่เคยเจ็บป่วยอย่างรุนแรงจนต้องเข้าโรงพยาบาลมาก่อน

24 ธ.ค.48 ข้าพเจ้าประสบอุบัติเหตุจากการนั่งรถ 2 แถวเฉี่ยวชนกับรถบรรทุก 10 ล้อ แต่ไม่รุนแรง ข้าพเจ้าโดนข้อศอกของผู้โดยสารอื่นกระแทกท้อง มีอาการจุก เข้าตรวจร่างกายที่รพ.กรุงเทพ-พระประแดง ผลอัลตร้าซาวด์พบอวัยวะภายในปกติ ไตทั้ง 2 ข้างอยู่ครบปกติ ไม่มีเลือดออกตกค้างในช่องท้อง ไม่ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล

ก.ค. 49
ข้าพเจ้ามีอาการปวดรุนแรงบริเวณท้องน้อยบ่อย ๆ จึงไปตรวจที่ รพ.กรุงธน 2 (สิทธิประกันสังคมอยู่ที่นี่) ผลการตรวจพบช็อคโกแล็ตซีสต์ บริเวณใต้รังไข่ด้านขวา

9 ส.ค. 49 แพทย์ รพ.กรุงธน 2 ทำการผ่าตัดเอาซีสต์และเลาะพังผืดในช่องท้องออก มีแผลผ่าตัดบริเวณท้องน้อยยาวประมาน 10 ซม. ใช้เวลาผ่าตัดประมาน 1 ชม. โดยการฉีดยาชาบริเวณไขสันหลัง ข้าพเจ้าพักฟื้นอยู่ในรพ. 5 วัน และกลับไปรักษาตัวต่อที่บ้านอีก 1 เดือน

ระหว่างพักฟื้น 1 เดือนกับ 5 วัน ข้าพเจ้ามีอาการปวดแผลผ่าตัด ปวดหลัง ปวดเอวเอวร้าวมาถึงขาตลอดเวลา หน้ามืดวูบเป็นระยะ ทุกข์ทรมานมาก แพทย์ให้ยาแก้อักเสบ, ยาแก้ปวด ยาลดไข้ ไปกินต่อที่บ้าน

หลังพักฟื้นครบ 1 เดือน อาการยังไม่ดีขึ้น ร่างกายอ่อนแอและผ่าย *** ลงอย่างผิดปกติ แต่ก็ต้องจำใจกลับเข้าทำงานเพราะกลัวถูกให้ออกจากงาน ระหว่างทำงานเดือนแรกมีประจำเดือนไหลออกทั้งเดือน ยังมีอาการเจ็บปวดเอวด้านหลัง ปวดร้าวมาจนถึงหน้าขา และหน้ามืดวูบเป็นระยะ ๆ แพทย์ให้ยาแก้ปวด, ยาแก้อักเสบ และยาลดไข้ กลับไปกินที่บ้าน

เมื่อกลับไปพบแพทย์ที่รพ.กรุงธน 2 แพทย์ตรวจแล้วบอกว่าอาจเป็นผลข้างเคียงของการผ่าตัด ให้ยาแก้ปวด, ยาแก้อักเสบ, ยาลดไข้ และยาบำรุงเลือดกลับไปกินต่อที่บ้านเหมือนเดิม บางครั้งที่ยาลดไข้ยังเหลือแพทย์ก็ไม่จ่ายให้ ให้ใช้ยาเดิม

(ต่อมาทางโรงงานยกเลิกประกันสังคมจากรพ.กรุงธน 2 เป็นรพ.บางปะกอก 3 )

หมายเหตุ
1. วันที่พบมีไตครบ 2 ข้าง - กับวันที่ผ่าตัด ห่างกัน 7 เดือน
2. หลังผ่าตัด ตรวจร่างกายประจำปีกับทางโรงงาน 2 ครั้ง (โดยรพ.บางกอก 9) ผลการตรวจพบโปรตีนกับเม็ดเลือดแดงรั่วทางปัสสาวะสูงทั้ง 2 ครั้ง ซึ่งการตรวจร่างกายประจำปีก่อนจะทำการผ่าตัดนั้น ผลไม่เคยพบว่ามีโปรตีนและเม็ดเลือดแดงรั่วทางปัสสาวะแต่อย่างใด)

ต่อมาข้าพเจ้าไปรักษาตัวที่รพ.บางปะกอก 3 หลายครั้ง โดยแจ้งให้แพทย์ทราบถึงผลการตรวจร่างกายประจำปีกับทางโรงงานด้วย แพทย์สงสัยว่าไตจะมีปัญหา นัดเจาะเลือด นัดตรวจปัสสาวะ หมอให้ยาขับปัสสาวะ, ยาแก้อักเสบ และยาลดความดันไปทานที่บ้าน แต่อาการของข้าพเจ้าไม่ดีขึ้นแย่ลงเรื่อย ๆ ร่างกายผ่าย ***

กลางเดือนพฤษภาคม 51
มีอาการหน้ามืดและปวดร้าวไปทั้งตัว แพทย์รพ.บางปะกอก 3 นัดให้ไปทำอัลตร้าซาวด์

10 มิ.ย.51
รพ.บางปะกอก 3 ทำอัลตร้าซาวด์ ผลพบว่าไตข้างขวาไม่มี เหลือไตซ้ายข้างเดียวและเสื่อมมากทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงส่งผลต่อร่างกายดังกล่าว

ข้าพเจ้าสงสัยว่าไตข้างขวาหายไปได้อย่างไร จึงไปขอดูประวัติ+ฟิล์มอัลตร้าซาวด์พร้อมผลอ่าน ที่รพ.กรุงเทพพระประแดง ซึ่งก็พบว่าไตทั้ง 2 ข้างอยู่ครบ ทางรพ.ได้ทำการอัลตร้าซาวด์ใหม่พบว่าไตข้างขวาได้หายไปจริง ๆ

การดำเนินการ

ร้องเรียน สส.
สส.แนะนำให้ร้องเรียนต่อสื่อมวลชน (สนพ.ไทยรัฐ)

4 ก.ค. 51
ข้าพเจ้าร้องเรียน “เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์”

15 ก.ค.51
หลังจากนสพ.ไทยรัฐลงข่าว รพ.กรุงธน 2 พยายายามให้ข้าพเจ้ากลับไปตรวจร่างกาย แต่ข้าพเจ้ากลัวไม่กล้าไป จากนั้นอีกประมาน 10 นาที มีคนของกองการประกอบโรคศิลปะ โทรศัพท์แจ้งว่าจากกระทรวงสาธารณสุข จะมารับตัวไปตรวจที่ รพ.ราชวิถี เพื่อตรวจร่างกายและทำทีซีแสกน จะรู้ผลเลยทันที ข้าพเจ้ารู้สึกอุ่นใจจึงไปกับเขา พอไปถึงตรวจร่างกายและทำทีซีแสกนเสร็จ ทางกองประกอบฯ ก็ขอตัวกลับ ข้าพเจ้ารอ 1 ชั่วโมงมีพยาบาลบอกให้กลับบ้านได้ ข้าพเจ้าขอฟิล์มและผลอ่านฟิล์ม เขาบอกว่าผลยังไม่ออก เพราะคนอ่านผลกลับบ้านไปแล้ว (เวลานั้นประมานบ่าย 3 โมง) ขอสำเนาฟิล์มเขาก็ไม่ให้บอกว่าเป็นสมบัติของโรงพยาบาล อยากได้ไปตามเอากับนพ.ธารา ผอ.กองประกอบฯ

16 ก.ค.51
ข้าพเจ้าไปออกรายการ ”สถานีประชาชน” ทางช่อง TPBS พร้อมพี่อุ้ย-ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ซึ่งมีนพ.อำนาจ กุศลานันท์ เลขาธิการแพทยสภาเข้าสายร่วมรายการ นพ.อำนาจเชิญให้ข้าพเจ้าไปที่แพทยสภา ข้าพเจ้าเคยได้ยินกิตติศัพท์ของแพทยสภามาบ้างว่าเข้าข้างแพทย์ด้วยกัน แต่พี่อุ้ยบอกว่าเขาเชิญก็ต้องไป เผื่อจะจบเรื่องได้เร็ว และหาคนมาช่วยต่อชีวิตที่เหลือของข้าพเจ้าให้ยืนยาวได้ ต้องเอาชีวิตก่อนเป็นสำคัญ เรื่องสอบสวนมอบให้เป็นหน้าที่แพทยสภา

5 โมงเย็น พี่อุ้ยไพาข้าพเจ้าและญาติไปถีงแพทยสภา ในห้องประชุมมีนพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา-นายกแพทยสภา, นพ.อำนาจ กุศลานันท์-เลขาธิการแพทยสภา, นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย-รองเลขาธิการแพทยสภาฝ่ายกฎหมาย, นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ รองเลาขาธิการแพทยสภา และคนอื่น ๆ อีกหลายคน พร้อมผู้สื่อข่าว

ในห้องประชุม แพทยสภาไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ข้าพเจ้าพูดถึงการผ่าตัด หรืออาการโปรตีนรั่วหลังการผ่าตัดที่รพ.กรุงธน 2 แม้แต่น้อย ข้าพเจ้าเป็นคนบ้านนอกความรู้เพียงป.4 พูดอะไรเขาก็ไม่ฟัง แล้วแพทยสภาก็แถลงข่าวว่า น่าจะเกิดจากสาเหตุ
1. ไม่มีไตข้างขวาตั้งแต่กำเนิด
2. มีการฝ่อไปของไตขวาเนื่องจากอาการไตวาย ซึ่งภายใน
ระยะเวลา 2 ปี ก็สามารถฝ่อเล็กลงไปได้เช่นกัน
3. การอ่านผลการตรวจอัลตราซาวนด์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 25
ธ.ค.2548 ของโรงพยาบาลกรุงเทพพระประแดง เกิดการ
ผิดพลาด ซึ่งหากผิดจริงถือว่า มีความผิดฐานรักษาไม่ได้
มาตรฐานด้วย
4. ไตขวาของ นางเกษร ถูกขโมยและหายไปจริง ๆ

ทั้งที่..ข้าพเจ้าสงสัยว่าไตข้างขวาหายไปได้อย่างไร
เกี่ยวข้องกับการรักษาผ่าตัดที่รพ.กรุงธน 2 หรือไม่ ข้าพเจ้าไม่เคยพูดว่า “ไตถูกขโมย”

จากนั้นนพ.สมศักดิ์ สั่งให้นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ ติดต่อไปที่รพ.รามา เพื่อนำข้าพเจ้าไปตรวจ MRI (เอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์) แต่นพ.สัมพันธ์ ติดต่อศูนย์ MRI ประชาชื่น ซึ่งเป็นศูนย์ของเอกชนแทน

เวลาเดียวกัน
ผอ.กองการประกอบโรคศิลปะ - นพ.ธาราฯ จัดแถลงข่าวฝ่ายเดียว เนื้อหาสอดคล้องไปในทำนองเดียวกันกับที่แพทยสภาแถลงข่าว ทั้งที่ทางรพ.ราชวิถีแจ้งกับข้าพเจ้าเมื่อวานว่า ผลอ่านฟิล์มยังไม่ออก

เย็นวันเดียวกัน
หลังเป็นข่าว รองผบตร.สั่งให้สน.ราษฎร์บูรณะรับแจ้งความ(ก่อนหน้านั้นตำรวจทำเพียงลงบันทึกประจำวัน) ทางสน.จึงเรียกข้าพเจ้าไปสอบสวนเพิ่มเติม พี่อุ้ยแนะนำว่าให้ดูผลทางแพทยสภาก่อน จึงชะลอเรื่องการแจ้งความไว้เท่านั้น เนื่องจากข้าพเจ้าไม่ต้องการให้หมอติดคุก ต้องการรู้ว่าไตหายไปได้อย่างไรเท่านั้น

17 ก.ค. 51-เช้า
นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ – รองเลขาธิการแพทยสภา ไปรับตัวข้าพเจ้าและญาติที่บ้าน พาไปทำ MRI ที่ศูนย์ประชาชื่น พี่อุ้ย-ปรียนันท์ไม่ได้ไปด้วย ระหว่างที่ข้าพเจ้าพักฟื้นอยู่ชั้นสอง นพ.สัมพันธ์ได้แถลงข่าวฝ่ายเดียวว่า “สันนิษฐานได้ว่า ไตข้างขวาของนางเกษร ไม่เจริญเติบโตมาตามปกติตั้งแต่กำเนิด และไม่มีการผ่าตัดเอาไตออกไป” โดยไม่ให้ข้าพเจ้ามีส่วนได้รับรู้ด้วย ข้าพเจ้าเสียใจมากที่นพ.สัมพันธ์ทำเช่นนั้น อีกทั้งยังบอกว่าการอ่านผลของรพ.กรุงเทพพระประแดงอาจผิดพลาดด้วย

เมื่อข้าพเจ้าขอฟิล์มและผลอ่านฟิล์ม นพ.สัมพันธ์มอบฟิล์มให้แผ่นเดียว แต่ผลอ่านนพ.สัมพันธ์บอกว่าผลอ่านยังไม่ออก อ่านยังไม่เสร็จ

มีการให้ข่าวว่าผล MRI ตรงกับผลทีซีแสกนของรพ.ราชวิถีด้วย (ทั้งที่ผลของทั้ง 2 ที่ก็ยังไม่ออก) ในเมื่อผลยังไม่ออกทำไมนพ.สัมพันธ์ถึงรีบแถลงข่าว ทำไมไม่แจ้งให้ข้าพเจ้าทราบก่อนจะแถลงข่าว ทำไมแถลงข่าวลับหลัง ทำไมแพทยสภา+กองการประกอบโรคศิลปะ ด่วนแถลงข่าวฝ่ายเดียว (เหมือนเขาเตรียมการกันมาแล้ว)

ระหว่างทางที่นั่งรถของนพ.สัมพันธ์กลับบ้าน ข้าพเจ้าได้ยินนพ.สัมพันธ์ พูดโทรศัพท์ตลอดเวลาว่า เคลียร์แล้ว ๆ เรียบร้อยแล้ว

17 ก.ค. 51-กลางคืน
รายการ “ตาสว่าง” ทางช่อง 9 อสมท. เชิญข้าพเจ้าไปออกรายการ ร่วมกับนพ.อำนาจ กุศลานันท์ เลขาธิการแพทยสภา เวลาสั้นมากข้าพเจ้าประหม่าพูดข้อเท็จจริงได้ไม่หมด สู้แพทยสภาไม่ได้เลย อีกทั้งทางรายการให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไตจากจุฬาฯ ได้โทรศัพท์เข้าไป ข้าพเจ้ายังไม่ทันได้พูดเรื่องโปรตีนกับเม็ดเลือดแดงรั่วเลย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านนั้นก็รีบสรุปว่าไม่น่าเกี่ยวกับการผ่าตัด ทั้งที่ยังไม่ได้ตรวจร่างกายและซักรายละเอียดครบถ้วนจากข้าพเจ้าเลย

นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ บอกว่าจะพาข้าพเจ้าไปส่องกล้องเพื่อดูท่อไต ข้าพเจ้าไม่ไว้ใจนพ.สัมพันธ์แล้ว กลัวเขาจะทำแบบเดิม ๆ ให้ช้ำใจอีก จึงไม่ยอมไปกับแพทยสภาอีก

21 ก.ค. 51-เช้า
ข้าพเจ้าไปร้องเรียนกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อขอให้ตรวจสอบหาข้อเท็จจริงต่อไป

21 ก.ค.51-บ่าย
ข้าพเจ้าไปขอฟิล์ม+ผลอ่านฟิล์ม ที่รพ.ราชวิถี ไดรับคำตอบว่า นพ.ธาราฯ ผอ.กองการประกอบโรคศิลปะ เอาไปทั้งหมด ข้าพเจ้าโทรไปหานพ.ธาราฯ ท่านบอกว่าปรึกษาฝ่ายกฎหมายแล้วให้ไม่ได้ ข้าพเจ้าถามว่าข้าพเจ้าเป็นคนไข้ทำไมดูไม่ได้ ท่านเป็นใครยังขอดูได้ ท่านตอบว่าผมเป็นคนพาไปและเป็นเจ้าหน้าที่ผมมีสิทธิ์ดู

ขณะเดียวกันข้าพเจ้าโทรไปที่ศูนย์เอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ประชาชื่น เพื่อขอซีดีและผลอ่านฟิล์ม MRI เจ้าหน้าที่แจ้งว่าไม่ได้ save ข้อมูลไว้ ลบทิ้งหมดแล้ว

22 ก.ค.51
ข้าพเจ้า+พี่อุ้ย-ปรียนันท์+ญาติ ไปที่กองการประกอบโรคศิลปะ เพื่อขอฟิล์ม+ผลอ่านฟิล์ม นพ.ธาราฯ ไม่ยอมให้ บอกให้ข้าพเจ้าไปขอรับกับทางรพ.ราชวิถี ข้าพเจ้าถามว่าเมื่อไหร่ท่านจะนำไปคืนที่รพ.ราชวิถี นพ.ธาราฯ ตอบว่าว่างเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ยอมกลับ นพ.ธาราจึงบอกว่าให้ไปรอที่รพ.ราชวิถี เดี๋ยวจะให้รถตู้ของกระทรวงนำฟิล์มไปส่งคืน ข้าพเจ้าบอกว่าขอติดรถไปด้วยเพราะหมดค่าแท็กซึ่ไปมากแล้ว เขาก็ไม่ให้ไปด้วย

เมื่อสุดทน
พี่อุ้ย-ปรียนันท์ จึงพาข้าพเจ้าไปร้องคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติที่อยู่ในตึกเดียวกัน ทางสช.ได้ติดต่อผอ.รพ.ราชวิถี และ นพ.ธาราฯ ให้มอบฟิล์ม+ผลอ่านให้ข้าพเจ้า

23 ก.ค. 51
ข้าพเจ้าไปรับฟิล์ม+ผลอ่าน ที่รพ.ราชวิถี


คำถาม
1.ข้อเท็จจริงในตัวข้าพเจ้ากับผลอ่านฟิล์ม มีอะไรไม่ตรงกันกับการแถลงข่าวของแพทยสภา+กองประกอบฯ หรือไม่ ทั้ง 2 หน่วยงานจึงมีพฤติกรรมละเมิดสิทธิข้าพเจ้า และมีพฤติกรรมไม่ชอบมาพากลเช่นนี้

2.แพทยสภา+กองประกอบฯ มีสิทธิแถลงข่าวก่อนที่จะให้ผู้เสียหายได้ดูฟิล์ม+ผลอ่านก่อนหรือไม่

3.ทำไมแพทยสภา+กองประกอบฯ ไม่เรียกแพทย์ของรพ.กรุงเทพพระประแดง ผู้อ่านฟิล์มอัลตร้าซาวด์ครั้งแรกมาชี้แจง เพราะหนึ่งในทีมที่รักษาข้าพเจ้าคือนพ.วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์ ซึ่งเป็นกรรมการแพทยสภาด้วย

4.ทำไมแพทยสภา+กองประกอบฯ ไม่ให้ทางรพ.กรุงธน 2-คู่กรณี เป็นผู้แถลงข่าว ทำไมแพทยสภา+กองประกอบฯ ทำหน้าที่เหมือนเป็นตัวแทนของรพ.คู่กรณี สิ่งที่แพทยสภา+กองประกอบฯ ทำนั้นเหมาะสมหรือไม่

5.จนถึงทุกวันนี้ทำไมทางรพ.กรุงธน-คู่กรณีของข้าพเจ้าถึงได้เงียบ

6.นพ.สัมพันธ์(แพทยสภา) +ผอ.กองการประกอบโรคศิลปะ ละเมิดสิทธิข้าพเจ้าใช่หรือไม่

(ระยะเวลาจากวันผ่าตัดถึงวันที่พบว่าไตขวาหายไป 9 ส.ค.49 – 10 มิ.ย. 51 รวม 1 ปี 6 เดือน)

ปัจจุบันข้าพเจ้าฟ้องรพ.กรุงธน 2 เป็นคดีผู้บริโภค คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ทั้งที่ในตอนแรกข้าพเจ้าไม่ได้ต้องการที่จะฟ้องร้องใครแม้แต่คนเดียว แต่หน่วยงานแพทยสภา+กองประกอบฯ มีพฤติกรรมที่เข้าข้างแพทย์ด้วยกัน ร่วมมือกันละเมิดสิทธิในเวชระเบียนของผู้เสียหายเสียเอง อีกทั้งรพ.กรุงธน 2 ก็ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบใด ๆ เงียบอย่างเดียว ในเมื่อหน่วยงานเป็นที่พึ่งให้ประชาชนที่ทุกข์ร้อนไม่ได้ ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจ ขอเอาบารมีศาลเป็นที่พึ่ง

__________
โดย: ตัวอย่างหน่วยงานละเมิดคนไข้ [15 ก.ย. 52 23:11] ( IP A:58.9.185.225 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   สุดท้ายโดนหมอสั่งยิง
โดย: ชัวร์ [16 ก.ย. 52 9:20] ( IP A:61.19.199.142 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   แสดงให้เห็นว่าใจหมอบางคนไม่ได้ขาวเหมือนชุด
โหด *** ม ใจร้ายสิ้นดี
โดย: ใจร้าย [16 ก.ย. 52 12:22] ( IP A:58.9.222.42 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   ก็ได้แต่หวังว่าแพทยสภา และกองการประกอบโรคศิลปะ จะเปลี่ยนวิธีการคิด และแนวทางการสอบสวนให้เป็นธรรม จะได้ไม่ต้องถูกสังคมตราหน้าว่าไม่เป็นธรรม และพวกคุณก็ต่อต้านไม่รู้จักจบสิ้น

วิธีการตาต่อตาฟันต่อฟันนั้นใช้กับคนเป็นศัตรูกัน แต่นี่ผู้เสียหายคือคนที่ได้รับเคราะห์กรรมมีความทุกข์ สมควรแล้วหรือที่หน่วยงานจะเห็นเขาเป็นศัตรู เป็นข้าศึก

เว้นแต่ว่า ผลประโยชน์ทับซ้อนที่มีต่อกันระหว่างหน่วยงานกับสถานพยาบาลมันปิดหูปิดตา จนหน่วยงานเห็นว่าตนเองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสถานพยาบาล และพร้อมสู้กับผู้เสียหายทุกรูปแบบเพื่อพวกพ้องเดียวกัน
โดย: อนิจจา...ประเทศไทย [17 ก.ย. 52 10:25] ( IP A:58.9.196.46 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   ถึง สื่อมวลชนทุกท่านที่เข้ามาอ่าน

เวลาเชิญผู้เสียหายไปออกสื่อ หลังรายการแล้วผู้ชมโทรเข้าไปไม่ค่อยจะติด เขาอยากติดต่อเครือข่ายฯ ก็ขอเบอร์ลำบาก ก็เข้าใจว่าสื่องานยุ่ง ไม่ได้จัดคนรับโทรศัพท์หลังจากนำเสนอแล้ว แต่อยากให้สื่อเข้าใจว่าคนไข้ที่เสียหายมีมาก สื่อนำเสนอออกไปแล้วเขาติดต่อใครไม่ได้แล้วจะนำเสนอไปทำไมจริงหรือเปล่า

จะหวังว่ากระทรวงฯ แพทยสภา กองประกอบฯ เขาจะสำนึกหรืออย่าหวังเลย เป็นสิบปีคร่ำครึอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น แถมหนักข้อขึ้นอีก ยิ่งออกสื่อมันยิ่งแกล้ง

อยากขอร้องสื่อให้มีการตามเรื่อง จนเห็นผลเป็นรูปธรรม จนเห็นการเปลึ่ยนแปลงของหน่วยงาน ไม่อย่างนั้นหลังออกสื่อแล้ว ผู้เสียหายโดนหนักกว่าเก่าอีก ไปจบที่แพทยสภา ไปจบที่กองประกอบฯ ก็โดนมันแกล้งเอาอีก

ว่าตรง ๆ ไม่ออกสื่อ มันก็ไม่ช่วยอยู่แล้ว แต่พวกเราออกสื่อแล้วอยากให้สื่อช่วยคิดว่าจะทำอย่างไรให้ระดับผู้บริหารหันมาแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ให้ผู้เสียหายลอยเท้งเต้งเหมือนเดิม สุดท้ายก็ต้องไปศาล ไปให้พวกหมอหมู่มันยำในศาลอีก
โดย: ใครก็ได้ช่วยที ไม่อยากฟ้องหมอ แต่หน่วยงานก็ห่วยแตก [18 ก.ย. 52 21:11] ( IP A:58.9.185.202 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน