ตรรกศาสตร์สมานฉันท์
    ตรรกศาสตร์สมานฉันท์


ชลนภา อนุกูล

ในปี ค.ศ. ๑๙๖๕ เมื่อศาสตราจารย์ล็อตฟี เอ ซาเดห์ แห่งมหาวิทยาลัยเบิร์กเลย์ได้นำเสนอแนวคิดเรื่องตรรกศาสตร์แบบฟัซซี (Fuzzy Logic) หรือตรรกศาสตร์สมานฉันท์ วงการวิทยาศาสตร์กระแสหลักก็ถึงกับสะเทือนหวั่นไหว

เพราะอะไรน่ะหรือ?

ตรรกศาสตร์ดั้งเดิมนั้นมีรากฐานมาตั้งแต่สมัยอริสโตเติล ผู้ก่อตั้งระบบตรรกศาสตร์แบบทวิภาค ค่าความจริงทางคณิตศาสตร์มีได้เพียงหนึ่งค่าเท่านั้น นั่นคือ ถูกหรือผิด ขาวหรือดำ ตรรกศาสตร์แบบขาว/ดำนี้ได้หยั่งรากมั่นคง และเป็นพื้นฐานสำคัญของวิทยาศาสตร์แบบนิวตันจนถึงปัจจุบัน

เมื่อซาเดห์กล่าวว่า ค่าความจริงมีได้หลายระดับ ไม่ได้มีเพียงถูกหรือผิด ขาวหรือดำ เท่านั้น เขาก็ถูกโจมตีจากนักวิทยาศาสตร์ในโลกตะวันตกอย่างรุนแรง แต่กลับได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักวิทยาศาสตร์ทางตะวันออก เขาได้รับเชิญไปบรรยายที่ญี่ปุ่น และนับแต่นั้น วงการวิจัยของญี่ปุ่นก็ทุ่มเทให้กับตรรกศาสตร์แบบ "ฟัดจี้"

นวัตกรรมใหม่ล่าสุดของโลกล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของตรรกศาสตร์แบบสมานฉันท์นี้ ว่ากันว่า ในขณะที่รถไฟฟ้าชินคันเซ็นของญี่ปุ่นซึ่งมีระบบออกตัวและเบรคที่ดีที่สุดของโลกถูกสร้างโดยตรรกศาสตร์แบบสมานฉันท์นี้ วิศวกรผลิตรถรางไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดที่นิวยอร์กยังไม่เคยได้ยินคำว่า "ฟัซซี" ด้วยซ้ำไป

ปัจจุบันนี้ เครื่องใช้ไฟฟ้าแทบทุกชนิด นับตั้งแต่เครื่องซักผ้า ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ กล้องถ่ายรูป กล้องวีดีโอ เครื่องดูดฝุ่น ไปจนถึงอุปกรณ์การแพทย์อันซับซ้อน ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของตรรกศาสตร์แบบสมานฉันท์ ซาเดห์เองได้รับรางวัลเกียรติคุณจากหลายแห่ง รางวัลสูงสุดก็คือ เหรียญเกียรติยศจากไอทริปเปิลอี ซึ่งเทียบได้กับโนเบลทางด้านคอมพิวเตอร์

ซาเดห์ไม่ใช่บุคคลแรกที่กล่าวว่าค่าความจริงมีได้หลายระดับ พระพุทธเจ้าเคยกล่าวว่าโลกล้วนประกอบด้วยคู่ตรงข้าม เต๋ากล่าวว่าในหยินมีหยาง ในหยางมีหยิน หรือที่ติช นัท ฮันห์กล่าวว่า "ก ประกอบด้วย ก และ สิ่งที่ไม่ใช่ ก" นักคิดตะวันตกอย่างพลาโต เฮเกล มาร์กซ์ เองเงล และลูคาซีวิคซ์ ก็กล่าวว่า เส้นแบ่งระหว่างสีดำและสีขาวล้วนประกอบด้วยสีเทาจำนวนมหาศาล อย่างไรก็ตาม ถือได้ว่าซาเดห์เป็นบุคคลแรกที่สามารถเชื่อมต่อโลกทรรศน์ที่ไม่แบ่งแยกเข้ากับระบบคณิตศาสตร์ร่วมสมัยได้สำเร็จ ตรรกศาสตร์แบบสมานฉันท์เป็นสิ่งที่ยืนยันว่า การทำความเข้าใจโลก หรือระบบปัญหาอันซับซ้อน จำต้องใช้ความคิดที่พ้นไปจากการแบ่งแยกเพียงขาว/ดำ

ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงล้วนตั้งอยู่บนทัศนะที่ว่าฝ่ายเราถูก อีกฝ่ายผิด เมื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งถูกตราหน้าว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม ความเป็นมนุษย์ของเขาจะถูกทำลาย เพื่อที่อีกฝ่ายหนึ่งจะมีความชอบธรรมในการปฏิบัติกับเขาอย่างสิ้นไร้ความยึดถือความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่าย ทัศนะเช่นนี้เกิดจากการแบ่งถูก/ผิดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อเห็นคนกระทำผิด ก็มองเห็นว่าผิดทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ มองไม่เห็นความดีอื่นเลย หากประกอบด้วยอารมณ์โกรธเกลียดเข้าด้วยแล้ว คนที่กำลังโกรธกำลังเกลียดยิ่งมีพฤติกรรมแยกส่วนชัดเจน คือ มองเห็นว่าคนที่ตนกำลังโกรธหรือเกลียดนั้นประกอบด้วยความเลวร้ายร้อยเปอร์เซ็นต์ มนุษย์ที่เต็มไปด้วยความเลวร้ายร้อยเปอร์เซ็นต์จึงถูกประหารเข่นฆ่าได้ ถูกทำร้ายได้ ถูกทุบตีได้

นาซีเยอรมันที่เข่นฆ่าชาวยิวกว่าหกล้านคนในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ก็เพราะไม่ได้มองว่าคนยิวเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับตน คนยิวกลายเป็นอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์ เพราะสิ้นไร้ความดีงามในสายตาของพวกนาซี มนุษย์ที่ประหารชีวิตซึ่งกันและกันในทุกวันนี้ ก็เพราะมองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกันนั่นเอง

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ก็เป็นเช่นเดียวกัน ความขัดแย้งระหว่างอิสลามและโลกตะวันตกก็เป็นเช่นเดียวกัน ความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนดังที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ไทยสมัยสิบสี่ตุลา หกตุลา ยี่สิบสี่พฤษภา ก็เป็นเช่นเดียวกัน ความเชื่อที่ว่าวัฒนธรรมจำต้องปะทะกันของฮันติงตัน ก็เป็นเช่นเดียวกัน ความขัดแย้งนี้ล้วนเกิดจากตรรกศาสตร์ดำ/ขาวนั่นเอง

ตรรกศาสตร์สมานฉันท์ที่ยอมรับว่าสัจจะความจริงมีหลายระดับ พ้นไปจากความสุดโต่ง และได้นำพามนุษย์ไปสู่ความจำเริญอย่างยิ่งยวดทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าตรรกศาสตร์สมานฉันท์นั้นไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันเลื่อนลอย ไม่ฝืนกฎธรรมชาติ ทั้งยังช่วยทำความเข้าใจปัญหาอันซับซ้อนในโลกได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง

เมื่อมองเห็นความแตกต่างหลากหลาย ตรรกศาสตร์แบบทวิภาคจะมองเห็นเส้นแบ่งแยกที่ชัดเจน ทำให้มองข้ามสิ่งที่ถูกแบ่งแยก แต่ตรรกศาสตร์แบบสมานฉันท์จะมองเห็นความกลมกลืนเป็นเนื้อเดียว มองเห็นสรรพสิ่งที่ไม่แบ่งแยก ทั้งปฏิเสธการตั้งคำถามเรื่องความแตกต่าง หากตั้งคำถามถึงหนทางที่จะพบกับสันติภาวะร่วมกัน

ตรรกศาสตร์สมานฉันท์มิใช่สัจจะสมบูรณ์ หากเป็นหนทางหนึ่งที่มนุษย์ย่อมอาจเลือกได้ เมื่อเผชิญกับปัญหาหรือวิกฤติ ดังเช่น ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนานมาหลายสิบปีย่อมไม่อาจแก้ไขได้ด้วยเผด็จการทางสัจจะที่ย่นย่อความจริงให้เหลือเพียงถูก/ผิด หากต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องความจริงหลายระดับ และแม้จะนับถือพระเจ้าคนละองค์ ก็ต้องไม่ละทิ้งศรัทธาว่ามนุษย์ย่อมพูดคุยเจรจากันได้

ถ้าคุยกันไม่ได้ล่ะ?

ท่านทะไล ลามะเคยตอบคำถามนี้ว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็คงต้องปล่อยให้ทะเลาะกัน รบกัน เดือดร้อนมากขึ้น ตายกันมากขึ้น สูญเสียมากขึ้น จนกระทั่งถึงจุดที่ว่า ทนทานกับสภาพความขัดแย้งนี้อีกต่อไปไม่ได้ เมื่อนั้นผู้คนอาจจะเข้าใจโทษแห่งความขัดแย้ง และมุ่งสู่สันติภาวะมากขึ้น

ตรรกศาสตร์สมานฉันท์จึงโอบกอดความสุดโต่งไว้ในอ้อมแขนด้วยเช่นกัน ตรรกศาสตร์ที่ยอมรับได้กระทั่งความคลุมเครือและสุดโต่ง ถือได้ว่าเป็นตรรกศาสตร์ใจกว้างยิ่ง

โลกทรรศน์ที่ตั้งอยู่บนฐานคิดแบบตรรกศาสตร์สมานฉันท์จึงเป็นสิ่งที่นำไปสู่วัฒนธรรมสันติภาพ ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ไม่แบ่งโลกออกเป็นส่วนให้เหลือเพียงดำ/ขาว ถูก/ผิด ส่วนหนึ่ง/ทั้งหมด มองเห็นความกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวของสรรพสิ่ง ยอมรับความดำรงอยู่ของสิ่งที่แตกต่างจากตน เป็นหนทางที่เอื้อต่อความกรุณา เป็นเครื่องมือทางปัญญาของมนุษย์ในการก้าวล่วงพ้นไปจากกลียุคแห่งความรุนแรงทั้งกาย วาจา ใจ
โดย: สีเทา..??..แพทย์กับผู้เสียหาย [4 พ.ย. 48 18:14] ( IP A:203.170.228.172 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ยินดีรับฟัง ดูสวยงามดีนะครับ ใครจะเป็นคนเริ่มสมานฉันท์ดีล่ะ

คนตาย คนพิการ หรือว่าแพทย์ที่ทำให้เขาเป็นอย่างนั้น โดยจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

จะสมานอย่างไรดีเอ่ย

1. แค่ขอโทษแล้วก็กลับไปทำศพญาติต่อ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

เดี๋ยวเดือนหน้าก็อีกศพ ๆ ๆ

2. เอาเงินค่าทำศพไปหน่อย แล้วเงียบๆไว้อย่ากระโตกกระตากเดี๋ยวความสัมพันธ์ระหว่างโรงพยาบาลกับผู้ป่วยจะเสื่อม

เดี๋ยวเดือนหน้าก็เจออีกศพที่โรงพยาบาลอื่น

3. ให้คนพิการ ญาติคนตายมาขอโทษแพทย์ไปเลย ฐานที่ทำให้แพทย์ที่มีอยู่น้อยนิดต้องเสียอารมณ์ แพทย์เขาจะได้สบายใจ ไม่ต้องลาออก แบบนี้น่าจะชอบใจ ท่านจขกท. ที่สุดมั้ง

เกลียดไม่กลัวกลัวประมาท smile



2.
โดย: เจ้าบ้าน [4 พ.ย. 48 22:21] ( IP A:58.9.175.172 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
    นาซีเยอรมันที่เข่นฆ่าชาวยิวกว่าหกล้านคนในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ก็เพราะไม่ได้มองว่าคนยิวเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับตน คนยิวกลายเป็นอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์

จริงๆแล้ว ใครทำให้ใครตายมากกว่ากัน ระหว่าง หมอกับคนไข้ ผมว่าบทความนี้ควรจะพิจารณาด้วยนา ที่ยิวอาฆาตและตามล้างนาซีจนปัจจุบัน ชาวเยอรมันเองก็ต้องหันมาช่วยชาวยิว และชาวโลกต่อต้านนาซีนะ

มีคุณหมอมาช่วยผู้เสียหายฯต่อต้าน Medical malpractice แค่ไม่กี่ท่านเอง

.
โดย: เจ้าบ้าน [4 พ.ย. 48 22:28] ( IP A:58.9.175.172 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   ขอตอบข้อ1 กับ ข้อ 2 ว่า ถ้าไม่มีแพทย์ จะมีกี่ศพละกัน
ขอตอบข้อ 3 ว่า ถ้าคุณตรวจจนไข้เวลา เวรแน่นอนเยอะมาก แล้วคุณก็เครียดมาก มีคนไข้เดินมาหาคุณ พร้อมกับ บอกอาการตัวเองว่า หมอผมนอนไม่หลับ เราก็ได้แต่นึกในใจว่า เองนนอนไม่หลับ แต่ข้าไม่ได้นอน อย่างงี้มันน่าอารมเสียไหม น่าจะจัดยาด้วยไม้หน้า 3 ฟาดกบาลให้แหก ทั้งที่เวลาเวรน่าจะได้ตรวจคนไข้ที่หนัก นอนมา emergency หรือ ergency ก็ยังดี
โดย: t [5 พ.ย. 48 9:39] ( IP A:203.146.191.209 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   จากคห.3

ถ้าคิดว่า " สิ่งที่แพทย์ช่วยชีวิตมนุษย์แล้วกระทำการวินิจฉัยหรือรักษาผิดพลาดด้วยสาเหตุใดก็แล้วแต่...เป็นไปเพื่อการเข่นฆ่า(ด้วยจิตเจตนา) " ....ก็เลิกความคิดที่จะมาพึ่งหมอเถอะ

ปล.ไม่เชื่อหรอกว่า แม้แต่หมอเทวดา(หมอในเครือข่าย) ไม่เคยปฏิบัติตัวให้การรักษาหรือวินิจฉัยที่ผิดพลาด หรือ malpractice เลย
โดย: เลิกพูดเถอะ [5 พ.ย. 48 16:38] ( IP A:203.170.228.172 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
    มีคนไข้เดินมาหาคุณ พร้อมกับ บอกอาการตัวเองว่า หมอผมนอนไม่หลับ เราก็ได้แต่นึกในใจว่า เองนนอนไม่หลับ แต่ข้าไม่ได้นอน อย่างงี้มันน่าอารมเสียไหม น่าจะจัดยาด้วยไม้หน้า 3 ฟาดกบาลให้แหก

ความเห็นที่สี่ ถ้าคุณเป็นหมอจริง แล้วมีความคิดแบบนี้ ผมตำหนิ และขอบอกว่าอย่าเป็นหมอต่อไปอีกเลย อันตรายกับคนไข้ และตัวเองก็จะเดือดร้อนเข้าสักวัน

คนไข้ที่นอนไม่หลับแล้วมาหาหมอ มันต้องมีความผิดปกติ ไม่เป็น ด้าน Neuro ก็ Psycho อย่างใดอย่างหนึ่ง คุณกลับมีความคิดจะทำร้ายคนไข้เสียอีก ขอวิจารณ์ แค่นี้
โดย: เจ้าบ้าน [6 พ.ย. 48 22:01] ( IP A:61.91.163.4 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   ขอตอบความเห็นที่ 5 หน่อย

ผมเคยถามคุณหมอสมาชิกเครือข่ายทั้งหลาย ท่านก็บอกตามตรงว่า ในการทำงานของท่านก็มีเหตุอันไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นบ้าง แต่ท่านเน้นว่าท่านไม่เคยทำ ทุรเวชปฏิบัติ (medical malpractice) ซึ่งผมเองก็ฟังไม่ค่อยเข้าใจนัก เพราะไม่ใช่หมอ

เวลาเกิดอุบัติการณ์ขึ้นกับคนไข้แล้ว ท่านรับผิดชอบ ช่วยเหลือ ไม่ปกปิดความผิดของตัว ไม่ทำเอกสารรายงานปัดความผิด ไม่ใส่ร้ายเพิ่มเติมความรุนแรงของโรคเกินจริง สร้่างความชอบธรรมให้กับการทำงานของตัวเองแบบกลับดำให้เป็นขาวแบบบางโรงพยาบาล ที่ชอบทำกัน แถมแพทยสภาก็สนับสนุนด้วยซี.. ขนาดนายกแพทยสภาถึงกับไปเป็นพยานโจทก์ให้หมอฟ้องเรียกเงินคนไข้ที่ตนทำเขาพิการ 209 ล้านที่ปราจีณ ศาลชั้นต้นยกฟ้องไปแล้วเป็นไงล่ะ แพทยสภา โคตะระ จะเป็นกลางเลย สุดๆแล้ว วงการแพทย์ถึงได้ขาดความสง่างามลงไปอย่างมากในช่วงหลายปีมานี้

เราเคยป่วยเราเคยไปหาหมอเพราะศรัทธาในสถาบันโรงเรียนแพทย์ ศรัทธาในระบบควบคุมวิชาชีพของแพทยสภา ของกระทรวงสาธารณะสุข ครอบครัวเราสี่คนพ่อแม่ลูก เคยไว้วางใจโรงพยาบาลวิชัยยุทธ ทั้งครอบครัวมาตั้งแต่ พ.ศ. 2538 ลูกเรา เมียเราได้หมอดีสุดยอด 4 ท่านที่โรงพยาบาลนี้แต่เราก็เจอหมอปิศาจเข้ากับตัวเองเต็มๆ 1 ตนเหมือนกันที่โรงพยาบาลนี้

ทุกวันนี้ก็ยังพาลูกเมียไปหาคุณหมอสาธิตฯ คุณหมอไพบูลย์ฯที่นี่เพราะท่านยังไม่ย้ายไปตรวจที่อื่น ทั้งๆที่เพื่อนเราอย่างน้อยสองครอบครัวถอนตัวไปสามปีเศษแล้ว เรายังไม่หนีเพราะไม่ได้โกรธแค้นอะไร คนไม่ดีมันมีแอบแฝงในกลุ่มคนดีเสมออยู่ในทุกวงการ
.
.เราเอง
โดย: เจ้าบ้าน [6 พ.ย. 48 22:33] ( IP A:61.91.163.4 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   เวลากาชาดเขาขอบริจาคโลหิต เจ้าบ้านช่วยเกณฑ์ลูกบ้านไปบริจาคโลหิตบ้างจะดีกว่านะ
โดย: ตาดำๆ [6 พ.ย. 48 23:25] ( IP A:203.188.18.135 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   จากคห. 7

ผมเคยถามคุณหมอสมาชิกเครือข่ายทั้งหลาย ท่านก็บอกตามตรงว่า ในการทำงานของท่านก็มี เหตุอันไม่พึงประสงค์ เกิดขึ้นบ้าง แต่ ท่านเน้นว่าท่านไม่เคยทำ ทุรเวชปฏิบัติ (medical malpractice) ซึ่งผมเองก็ฟังไม่ค่อยเข้าใจนัก เพราะไม่ใช่หมอ
--------------------------------------------------------------------

คำว่า "เหตุอันไม่พึงประสงค์" และ " ทุรเวชปฏิบัติ (medical malpractice)" คืออะไร ช่วยนิยามให้กระจ่างชัด

ถ้าหากคำว่า "ทุรเวชปฏิบัติ (medical malpractice)" รวมหมายถึงการไม่ได้ปฏิบัติตาม clinical practice guideline (แนวทางการปฏิบัติรักษา) หรือ รักษาไม่ตรงตามจุด หรือให้วินิจฉัยที่ไม่ถูกต้อง และ/หรือให้การรักษาที่คลาดเคลื่อน อาจจะด้วยเพราะขาดความรู้ความชำนาญ,ขาดประสบการณ์ที่ดีพอ,ขาดความละเอียดรอบคอบ,ขาดความเอาใจใส่ หรือเป็นเพราะรพ.ไม่มีศักยภาพที่เพียงพอต่อการส่งตรวจพิเศษเพื่อให้การวินิจฉัยหรือให้การรักษาผู้ป่วย case นั้นๆเป็นไปตามมาตรฐาน.....มันก็เป็น medical malpractice ทั้งนั้น

ใจจริงไม่อยากจะมาบลัฟหมอด้วยกันต่อหน้าคนไข้(เหมือนที่หมอในเครือข่ายชอบทำ) ...แต่แค่ฟังก็รู้แล้วว่า " โกหก "

เป็นไปได้หรือที่หมอในเครือข่ายไม่เคยปฏิบัติ malpractice เลย เพราะอะไรถึงเชื่อแบบนั้น..? คำตอบคือ..เพราะหมอไม่ได้เป็นผู้รู้ไปทุกเรื่อง(วิชาแพทย์ต่อให้เรียนจนตายก็รู้ไม่หมด) และไม่ได้เชี่ยวชาญไปทุกสาขา และศักยภาพของรพ.(ตามที่กล่าวมา)ก็ไม่ได้มีความเพียบพร้อมเสมอ malpractice จึงสามารถเกิดได้ (ซึ่งผลจากการปฏิบัติ malpractice นี่เองจะเป็นบทเรียนอันหนึ่งที่ทำให้ความผิดพลาดในครั้งต่อๆไปลดลง) โดยmalpractice อาจจะมีตั้งแต่เรื่องเล็กน้อย(เช่น ให้การประเมินวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนหรือไม่แน่ใจในการวินิจฉัยแล้วยังมา try treat โดยไม่รู้ทิศทาง) จนไปถึงขั้นรุนแรง (เช่น รู้ทั้งรู้ว่าไม่แน่ใจว่าให้การรักษาถูกหรือไม่แล้วยังจะพยายามจนผู้ป่วยได้รับความเสียหายจากการรักษามากขึ้น) เป็นต้น

หากยังจำได้อยู่ อย่างน้อยหมอในเครือข่ายก็ลองย้อนกลับไปคิดดูนะว่าตั้งแต่ใช้ชีวิตเป็นแพทย์ โดยเฉพาะตอนจบแพทย์ใหม่ๆ ตอนทำงานในปีแรก ได้ปฏิบัติทุรเวชไปจำนวนกี่ครั้ง จนถึงปัจจุบันนี้(หากคิดว่ายังมีอยู่) รวมจำนวนกี่ครั้ง ถึงแม้ท่านจะปฏิเสธใครๆเพื่อภาพพจน์ของตัวเอง(และเพื่อภาพพจน์ของหน้าที่ในฐานะที่ท่านมาทำงานคอยตรวจสอบแพทย์คนอื่นให้กับเครือข่ายอยู่) แต่ท่านก็ไม่สามารถปฏิเสธตัวเองได้หรอก เพราะมีแต่ท่านเท่านั้นที่รู้...
โดย: ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย [7 พ.ย. 48 1:02] ( IP A:203.170.228.172 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   บางครั้งผมก็เคยด่าคนไข้ จนคนไข้ร้องให้ก็มี บางครั้งก็เคยตบคนไข้ด้วยครับ
แต่ตอนที่ผมรักษาผมก็ทุ่มสุดตัว มือหนักปากหมา ผมก็นั่งเฝ้าคนไข้ที่เฉียดตายจนถึงเช้าจนมันรอดละครับ ถ้าคนไข้มันทำตามที่ผมบอกไม่ได้ก็ไม่ต้องรักษากับผม ผมอยากรักษาคนที่อยากรักษาตัวเอง clinical practice gideline มันเป็นแค่แนวทางไม่ใช่ว่าจำเป็นต้องปฏิบัติตาม ถ้าคนไข้มันรอด รู้ว่าทำแล้ว malpractice ผมก็ทำ
โดย: จากหมอที่อยากเอาไม้หน้าสามฟาดกบาลโว้ย [7 พ.ย. 48 16:41] ( IP A:203.146.191.209 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน