ดูมันทำกัน นี่หรือคุณธรรมจริยธรรม
   วงจร"ท้อง-แท้ง-ทิ้ง" ไม่ยุติปัญหาแค่"ด่าเด็ก"



รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในงานเสวนา "ท้อง แท้ง ทิ้ง ปัญหาใหญ่ที่ไม่มีใครดูแล" ที่โรงแรมเอเชีย ว่า ปัญหาเรื่องการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ว่าจำเป็นต้องเร่งแก้ไข และที่ผ่านมาได้ทราบข่าวว่ามีการปรับเปลี่ยนแก้ไขในเรื่องการยุติการตั้งครรภ์ ซึ่งมีการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและนำเข้าที่ประชุมใหญ่ของแพทยสภาเพื่อเปลี่ยนกฎระเบียบให้สอดคล้องกับความเป็นจริง

ตามที่องค์การอนามัยโลกได้ระบุว่าสุขภาพนั้นจะหมายรวมถึงสุขภาพกายและสุขภาพจิต ซึ่งแนวทางดังกล่าวที่จะวิเคราะห์ถึงสภาพจิตของแม่จะช่วยแก้ไขปัญหาการทำแท้งที่ไม่ถูกต้องซึ่งจะนำมาซึ่งความเสี่ยงตกเลือดและเสียชีวิตได้ และยังเป็นการเพิ่มช่องทางการแก้ไขปัญหาจากการท้องไม่พึงประสงค์ที่จะก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา

จากข้อมูลจากโครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด สถาบันรามจิตติ พบว่ากรุงเทพมหานครครองแชมป์เรื่องอัตราทารกที่ถูกทิ้งต่อจำนวนประชากรแสนคนสูงสุดถึง 7.43 คน และตลอดทั้งปีมีทารกถูกทิ้งทั่วประเทศประมาณ 700-800 คน เฉลี่ยแล้วจะมีทารกถูกทิ้งวันละ 2 คน ซึ่งไม่นับรวมข่าวการทิ้งซากทารกและหญิงที่ตกเลือดซึ่งเกิดจากความพยายามทำแท้งด้วยตัวเอง

ขณะเดียวกันกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รายงานสถานการณ์เด็กถูกทอดทิ้งปี 2546-2547 ว่าให้การสงเคราะห์เด็กจำนวน 1,975 คนที่ถูกทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลหรือกับผู้รับจ้างเลี้ยง รวมถึงการทิ้งเด็กในที่สาธารณะ

รศ.ดร.กฤตยากล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาเท่าที่มีการเก็บข้อมูลประชากร การสำรวจสถิติสำมะโนการตั้งครรภ์ระดับชุมชนที่สำรวจเมื่อปี 2544 โดยโครงการรณรงค์เพื่อสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ พบว่าสังคมไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตของปัญหาท้องไม่พร้อม เพราะจากประวัติการตั้งท้องของผู้หญิงอายุ 15-59 ปี ใน 2 ชุมชนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบว่าจำนวนท้องทั้งหมด 2,496 ท้องที่สำรวจจากผู้หญิงที่เคยท้อง 925 คน เป็นการท้องที่ไม่ได้วางแผนสูงถึงร้อยละ 45 ของจำนวนท้องทั้งหมด และในจำนวนท้องทั้งหมดมีการตั้งครรภ์ที่ไม่ได้วางแผนพบว่ามีอัตราการทำแท้งสูงถึงร้อยละ 16

"การป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์สิ่งที่ดีที่สุดคือการให้ความรู้ในเรื่องการคุมกำเนิด และเครื่องมือที่จะป้องกันได้ดีที่สุดคือการใช้ถุงยางอนามัย เพราะการคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นคงต้องยอมรับว่าแม้แต่นักศึกษาแพทย์ นักศึกษาเภสัชฯ พยาบาล คนจบปริญญาโทยังเคยพลาดทำให้ตั้งครรภ์ได้ นอกจากนี้พบว่าหญิง 1 ใน 4 ทำแท้งเนื่องจากการวางแผนครอบครัวแล้วเกิดการพลาดทำให้ท้อง จึงไปทำแท้ง อีกทั้งถุงยางอนามัยยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทุกชนิด สังคมไทยต้องช่วยกันรณรงค์และทำให้เรื่องการใช้ถุงยางเป็นเรื่องปกติเหมือนการใช้ปากกาดินสอทั่วไป หรือนึกถึงเซ็กซ์ให้นึกถึงถุงยางอนามัย เช่นเดียวกับการกินข้าวให้ล้างมือก่อน"

รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม กล่าวต่อว่า การแก้ไขปัญหาต้องได้รับการแก้ไขเชิงบูรณาการเพราะเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่มีใครดูแล ยังเป็นการทำงานแบบต่างคนต่างทำ และยังเป็นการทำงานแบบด่าเด็ก ซึ่งเรื่องนี้ทั้งกระทรวงพัฒนามนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ ต้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ที่ผ่านมายังไม่มีรัฐบาลใดกล้าหาญที่จะเอาปัญหาสังคมขึ้นมาแก้ไขอย่างจริงจังและให้ความสำคัญให้เทียบเท่าปัญหาเศรษฐกิจ จึงจะแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นผล

ด้านน.พ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวว่า ขณะนี้ทางแพทยสภาออกข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ ตามมาตรา 305 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2548 ซึ่งอยู่ระหว่างการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเดิมระบุเพียงว่าการยุติการตั้งครรภ์ดำเนินการได้ในกรณีที่หญิงตั้งครรภ์มีปัญหาทางด้านสุขภาพของตัวเองที่ไม่อาจจะตั้งครรภ์ต่อไปได้ เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ โรคหัวใจ ฯลฯ หรือเนื่องจากหญิงมีครรภ์เนื่องจากการถูกข่มขืนเท่านั้น ซึ่งการออกข้อบังคับนี้ได้เพิ่มเติมในส่วนของคำจำกัดความของคำว่าสุขภาพ ตามที่องค์การอนามัยโลกหมายถึงสุขภาพทั้งทางด้านกายและจิตใจด้วย โดยเพิ่มเติมในเรื่องของสุขภาพทางจิตของมารดาเข้าไปด้วย

น.พ.สมศักดิ์กล่าวว่า ทางด้านสุขภาพจิตของมารดา หมายถึง หญิงตั้งครรภ์ป่วยเป็นโรคทางจิตเวช เช่น วิกลจริต จนจะกระทบกับเด็กในท้อง หรือมีอาการเครียดอย่างรุนแรง เนื่องมาจากการตรวจวินิจฉัยพบว่าลูกจะเกิดออกมาพิการหรือป่วยอย่างรุนแรง ทั้งนี้ หญิงนั้นจะต้องยินยอมและผ่านการตรวจจากหมอทางด้านพันธุศาสตร์แล้ว พร้อมกับได้รับการลงนามรับรองจากหมออย่างน้อยอีก 1 คนที่ไม่ใช่หมอที่ดำเนินการยุติการตั้งครรภ์ ก็ทำแท้งได้

"สุขภาพทางจิตยังรวมถึงกรณีหญิงมีอาการเครียดเนื่องจากการท้องที่ไม่พร้อมด้วยปัจจัยต่างๆ จนทำให้คิดฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นอันตรายกับแม่และเด็กในท้อง ถือว่ามารดาเป็นโรคทางจิตเวชที่ฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาทางจิตโดยทันที และภายหลังจากที่ผ่านการตรวจวินิจฉัยจากจิตแพทย์ ลงความเห็นจึงสามารถยุติการตั้งครรภ์ได้ อย่างไรก็ตามทางแพทยสภาไม่สนับสนุนการทำแท้งโดยเสรีรวมถึงไม่สนับสนุนการทำแท้งอันเนื่องจากข้อบ่งชึ้ทางสังคม เช่น การไม่มีเงินเลี้ยงลูก หรือปัจจัยอื่นๆ" น.พ.สมศักดิ์กล่าว

นายกแพทยสภากล่าวว่า การที่หญิงตั้งครรภ์แอบไปทำแท้งเองไม่ว่าจะเป็นที่คลินิกเถื่อนหรือว่าทำด้วยตนเองด้วยวิธีต่างๆ นานา ใช้ไม้บ้าง กินยาขับเลือดบ้าง จะยิ่งเป็นปัญหาที่แย่เข้าไปใหญ่ และหญิงปีหนึ่งๆ เสียชีวิตจากการทำแท้งเป็นจำนวนมาก
"สนับสนุนเนื้อหาโดย"
โดย: ดูมันทำ [15 ก.พ. 49 21:04] ( IP A:61.90.96.108 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   โครงการดี ๆ ของ WHO เช่น Patient for Patient safety
เป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ป้องกันและลดความผิดพลาด
ทางการแพทย์ กลับไม่รีบนำมาใช้ ปัญหามันมีอยู่อย่างเดียว
คือ "แพทยสภากลัวการนำความผิดพลาดมาเปิดเผย" เพราะ
มันคงมีมากจนน่ากลัว


เรื่องทำแท้ง เป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ
ผิดศีลธรรม ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
โดย: ใจดำฆ่าเด็ก [16 ก.พ. 49 5:37] ( IP A:61.90.14.30 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   ละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์ชัดแจ้ง
โดย: ใ [16 ก.พ. 49 9:29] ( IP A:210.86.181.20 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   ปัญหาโลกแตกนะครับ เถียงกันทั้งโลกเลย
หลายประเทศก็มองว่าเป็นสิทธิของหญิง แต่หลายประเทศก็ต่อต้าน
แต่น่าจะพยายามหาทางออกที่ดีกว่าทำลายชีวิตคนถ้าทำได้
โดย: jjxyz [16 ก.พ. 49 10:39] ( IP A:61.90.96.245 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   มันมองได้สองทาง สุดแท้แต่ใครจะไปยึดจากมุมไหน ผมไม่ออกความเห็น
โดย: คานู [16 ก.พ. 49 16:29] ( IP A:203.156.142.252 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   ทางแก้ปัญหามันมีอยู่หลายทาง ที่จะลดจำนวนการตั้งครรภ์
ไม่พึงประสงค์ ในสังคมไทยเราคนคิดเก่งมีมาก
แต่คนนำไปปฏิบัติต่างหากที่เป็นปัญหา ทำไม่จริงจัง
งานบางอย่างเหมือนไฟไหม้ฟาง งบประมานมีให้ก็จริง
แต่ทุจริตมีทุกหน่วยงาน หน่วยงานตรวจสอบก็ง่อย
เปลี้ยเสียขา พวกเราถึงได้มาแก้ปัญหากันที่ปลายเหตุ
กันอย่างทุกวันนี้ไง

น่าเศร้านะ
โดย: เครือข่ายฯ [18 ก.พ. 49 16:33] ( IP A:61.91.160.224 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   ว่ากันเป็นราย ๆ ไปดีกว่า

อย่าออกกฎหมายทำแท้งเสรีก็แล้วกัน
ประเทศไทยแตกแน่ ชาวพุทธไม่ยอมหรอก
โดย: บาปกรรม [1 มี.ค. 49 8:25] ( IP A:61.90.21.128 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน