ข้อมูลสิทธิบัตรทอง ประเภทของบัตรทอง
   บัตรทอง 30 บาท

ใครมีสิทธิ์ได้รับบัตรทอง
ประชาชนคนไทยทุกคนได้รับหมด ยกเว้นผู้ที่ได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลตามกฎหมายหรือระเบียบอื่น ๆที่รัฐกำหนดอยู่ก่อนแล้ว ดังนี้
- ข้าราชการและลูกจ้างประจำของรัฐ พนักงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งบิดา มารดา คู่สมรสและบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมาย
- บุคคลผู้มีสิทธิตามพระราชบัญญัติประกันสังคม

บัตรทองมี 2 ประเภท
1. บัตรทองสำหรับประชาชนทั่วไป ผู้ถือบัตรจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเมื่อมารับบริการครั้งละ 30 บาท
2. บัตรทองประเภท ท ผู้ถือบัตรไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ได้แก่ ผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไป เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ผู้พิการ พระภิกษุ ผู้นำศาสนาทุกศาสนา ผู้นำชุมชน ทหารผ่านศึก ผู้มีรายได้น้อยกว่าเดือนละ 3,000 บาท

เมื่อท่านประสบอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยฉุกเฉินจะทำอย่างไร
ท่านที่มีบัตรทอง ไม่ว่าจะมีชื่อสถานพยาบาลใด สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลกับสถานบริการของรัฐหรือเอกชนที่เข้าร่วมโครงการได้ทุกแห่ง

ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างเมื่อมารับการรักษาพยาบาล
เมื่อมารับบริการที่สถานพยาบาล ขอให้นำบัตรประชาชนของผู้รับบริการมาแสดงพร้อมบัตรทอง

ท่านที่มีบัตรทองระบุชื่อสถานพยาบาลอื่น เมื่อเจ็บป่วยจะทำอย่างไร
ขอให้ท่านไปรับบริการกับสถานพยาบาลที่ระบุในบัตรทองเป็นอันดับแรก


สิทธิที่ผู้ถือบัตรทองพึงได้รับ โดยเสียค่าธรรมเนียมครั้งละ 30 บาท ดังนี้
- ตรวจรักษาโรค และได้รับยาที่จำเป็นตามบัญชียาหลักแห่งชาติ
- ล้างแผล เย็บแผล ผ่าตัด
- ฝากครรภ์ ทำคลอด ทำหมัน วางแผนครอบครัว
- ฉีดเซรุ่ม
- รับวัคซีนป้องกันโรคพื้นฐาน
- รักษาโรคฟันต่าง ๆ ได้แก่ ขูนหินปูน อุดฟัน ถอนฟัน เคลือบฟลูออไรด์ ทำฟันปลอมฐานพลาสติก
- อวัยวะเทียมอุปกรณ์ที่ใช้ในการบำบัดรักษาโรคภายในร่างกาย ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด
- ค่าห้องและค่าอาหารแบบผู้ป่วยสามัญ

การรักษาประเภทใดที่ผู้ถือบัตรทองต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง
- การผ่าตัดเสริมสวย
- การตกแต่งฟันเพื่อความสวยงาม
- แว่นตา
- อวัยวะเทียม / อุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพ
- การรักษาภาวะมีบุตรยาก การผสมเทียม
- การเปลี่ยนเพศ
- การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ
- การรักษาที่อยู่ระหว่างการค้นคว้าทดลอง
- วัคซีนป้องกันโรคที่ไม่ได้จัดเป็นบริการพื้นฐาน
- การทำไตเทียมแบบฟอกเลือด (ไตวายเรื้อรัง) ยกเว้นกรณีไตวายเฉียบพลัน แต่ไม่เกิน 60 วัน
- การรักษาโรคเอดส์ด้วยยาต้านเชื้อไวรัส ยกเว้นกรณีติดเชื้อแทรกซ้อน
- การรักษากับแพทย์เฉพาะทาง โดยไม่ผ่านการส่งตัวจากสถานพยาบาลที่ระบุไว้ในบัตรทองค่ะ

คุณสามารถสอบถามได้ที่ โครงการ 30 บาท กระทรวงสาธารณสุข โทร. 02-5901574 Hot line 1330 ค่ะ


สำหรับในเรื่องบัตรประกันสังคม

ข้อควรปฏิบัติในการใช้สิทธิประกันสังคม
การใช้บัตรรับรองสิทธิการรักษา
1. สถานที่สามารถใช้สิทธิ คือ โรงพยาบาลที่ระบุตามบัตรรับรองสิทธิ, คลินิกเครือข่าย ยกเว้นกรณีโรงพยาบาลหลักอนุญาตให้รักษาเป็นลายลักษณ์อักษร,
2. แสดงหลักฐานบัตรรับรองสิทธิ และบัตรประชาชน / บัตรอื่นที่ทางราชการออกให้และมีรูปถ่ายผู้ประกันตน
3. มิใช่เพื่อการตรวจสุขภาพ

กรณีประสบอุบัติเหตุ - ฉุกเฉิน
1. ผู้ประกันตนแจ้งสิทธิแก่โรงพยาบาลที่รักษาตัวภายใน 72 ชั่วโมง
2. โรงพยาบาลที่รับรักษาตัวครั้งแรก จะประสานกับโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิ โดยทางโทรศัพท์ โทรสาร
3. โรงพยาบาลหลักแสดงความรับผิดชอบค่าใช้จ่าย โดยอาจจะส่งต่อมาที่โรงพยาบาลหรือรักษาต่อจนกว่าอาการจะดีขึ้น
4. กรณีเข้ารับการรักษา โรงพยาบาลของรัฐ สามารถเบิกค่ารักษาได้เต็มจำนวนตามความจำเป็นโรงพยาบาลเอกชน สามารถเบิกค่ารักษาได้ตามเงื่อนไข
5. กรณีอุบัติเหตุสามารถเข้ารับการรักษาได้ตลอด กรณีฉุกเฉิน 2 ครั้ง / ปี

กรณีผู้ประกันตนต้องสำรองจ่ายเงินก่อน
1. หลักฐานไม่ครบ (ขาดบัตรใดบัตรหนึ่ง หรือไม่แสดงบัตร)
2. หลักฐานไม่สามารถใช้สิทธิได้ (บัตรหมดอายุ, บัตรยังไม่ถึงวันที่ระบุการใช้สิทธิ)
3. โรคไม่คุ้มครอง
4. ไม่ผ่านความเห็นชอบของแพทย์ผู้ทำการรักษา
5. ผู้ประกันตนไปเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอื่นด้วยเหตุผลส่วนตัว

การขอรับเงินคืน เตรียมเอกสารดังนี้
1. ใบเสร็จรับเงิน (ต้นฉบับ)
2. บัตรรับรองสิทธิการรักษา
3. บัตรประจำตัวประชาชน
4. หนังสือมอบอำนาจ (กรณีที่ผู้ประกันตนไม่สามารถไปรับด้วยตนเอง)
5. กรอกแบบฟอร์มที่โรงพยาบาลกำหนด
6. รับเงินคืนได้ที่ แผนกการเงิน ในวันเวลาทำการ

เมื่อผู้ประกันตนเจ็บป่วย

หลักฐานแสดงเมื่อเข้ารับการรักษา
1. บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรที่ทางราชการออกให้
2. บัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาลที่ระบุสถานพยาบาล

กรณีเข้ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิ
ผู้ประกันตนจะได้รับการตรวจวินิจฉัย และรักษาพยาบาลตามมาตรฐานทางการแพทย์โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ

กรณีเข้ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลอื่นที่ไม่ระบุในบัตรรับรองสิทธิ
1. กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน คือ การเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน อาการค่อนข้างรุนแรงต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนมิเช่นนั้นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต หรือพิการทุพพลภาพ (ใช้สิทธิได้ไม่เกินปีละ 2 ครั้ง)
2. กรณีอุบัติเหตุ คือ เหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดเป็นผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมภายนอก หรือเกิดขึ้นจากอาการของโรคประจำตัวของผู้ประกันตนเป็นเหตุแก่ร่างกาย (ใช้สิทธิไม่จำกัดจำนวนครั้ง)

ทั้ง 2 กรณีสำนักงานประกันสังคมจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นภายใน 72 ชั่วโมงแรกนับตั้งแต่เข้ารับการรักษา ตามอัตราดังนี้

ประเภทผู้ป่วยนอก
1. จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ไม่เกินครั้งละ 300 บาท
2. ค่าตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจเลือด / ปัสสาวะ, เอกซเรย์ เท่าที่จ่ายจริงไม่เกินครั้งละ 200 บาท
3. กรณีมีการรักษาด้วยหัตถการทางการแพทย์ เช่น ทำแผล, เย็บแผล ตามจำนวนที่จ่ายจริงไม่เกินครั้งละ 200 บาท

ประเภทผู้ป่วยใน
1. จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลตามจำนวนที่จ่ายจริงไม่เกินวันละ 1,500 บาท
2. ค่าห้อง ค่าอาหาร เบิกได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงไม่เกินวันละ 700 บาท / ครั้ง
3. ค่าผ่าตัดใหญ่ไม่เกิน 2 ชั่วโมง เบิกได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 8,000 บาท / ครั้ง
4. ค่าผ่าตัดใหญ่เกิน 2 ชั่วโมง เบิกได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 14,000 บาท / ครั้ง
5. ค่ารักษาพยาบาลในห้อง ICU ไม่เกินวันละ 2,000 บาท
6. ค่าเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT SCAN หรือ MRI) ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไม่เกิน 4,000 บาท / ครั้ง
7. ค่ารถพยาบาลตามจำนวนที่จ่ายจริงไม่เกิน 500 บาท / ครั้ง พาหนะรับจ้าง หรือพาหนะส่วนบุคคล ไม่เกิน 300 บาท / ครั้ง กรณีข้ามเขตจังหวัด เบิกเพิ่มได้อีกตามระยะทางกิโลเมตรละ 90 สตางค์

กลุ่มโรคยกเว้น และบริการที่ผู้ประกันตนไม่สามารถใช้สิทธิได้
1. โรคจิต ยกเว้นกรณีเฉียบพลัน ซึ่งต้องทำการรักษาทันที และระยะเวลารักษาไม่เกิน 15 วัน
2. โรค หรือการประสบอันตรายอันเนื่องมาจากการใช้สารเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติด
3. โรคเดียวกันที่ต้องใช้ระยะเวลารักษาตัวในโรงพยาบาลประเภทคนไข้ในเกิน 180 วันใน 1 ปี
4. การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis) ยกเว้น
- กรณีไตวายเฉียบพลันที่มีระยะเวลารักษาไม่เกิน 60 วัน
- กรณีเจ็บป่วยด้วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ให้มีสิทธิได้รับบริการทางการแพทย์ โดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และอัตราการบริการทางการแพทย์ที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด
5. การกระทำใดๆ เพื่อความสวยงามโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
6. การรักษาที่ยังอยู่ในระหว่างการค้นคว้าทดลอง
7. การรักษาภาวะการมีบุตรยาก
8. การตรวจเนื้อเยื่อ เพื่อการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ ยกเว้น การตรวจเนื้อเยื่อเพื่อการปลูกถ่ายไขกระดูกของผู้ประกันตน ให้จ่ายค่าตรวจเนื้อเยื่อเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกิน 7,000 บาทต่อรายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
9. การตรวจใดๆ ที่เกินความจำเป็นในการรักษาโรคนั้น
10. การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ ยกเว้นการปลูกถ่ายไขกระดูก ให้จ่ายค่าบริการทางการแพทย์เหมาจ่ายในอัตรา 750,000 บาทต่อรายแก่สถานพยาบาลที่ให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตนจนสิ้นสุดกระบวนการปลูกถ่ายไขกระดูก โดยจะต้องเป็นสถานพยาบาลที่คณะกรรมการการแพทย์รับรอง และได้ทำความตกลงไว้กับสำนักงานในการให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตน กรณีการปลูกถ่ายไขกระดูก ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
11. การเปลี่ยนเพศ
12. การผสมเทียม
13. การบริการระหว่างรักษาตัวแบบพักฟื้น
14. ทันตกรรม ยกเว้น การถอนฟัน การอุดฟัน และการขูดหินปูน ให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับค่าบริการทางการแพทย์เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น แต่ไม่เกิน 200 บาท / ครั้ง และไม่เกิน 400 บาท / ปี
15. แว่นตา และเลนส์เทียม ยกเว้นการผ่าตัดใส่เลนส์เทียมในลูกตา ให้จ่ายเป็นค่าเลนส์เทียมในอัตราข้างละ 4,000 บาท

สามารถดูเพิ่มเติมได้จาก https://web.sso.go.th/FAQ/card.html ค่ะ
สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน
88/28 ถ.ติวานนท์ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
โทร. 0 2956 2345 e-Mail : info@sso.go.th
โดย: ทองคำ ไม่ใช่ทองเค [14 พ.ค. 51 19:13] ( IP A:61.19.65.181 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่ จขกท.นำมาโพสต์
ทุกวันจะได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกันตน
และผู้ใช้บัตรทอง รวมทั้งผู้เสียหายจากรพ.เอกชน

เมื่อไหร่ พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ จะมีผลบังคับใช้เสียที
โดย: เครือข่ายฯ [14 พ.ค. 51 19:31] ( IP A:58.9.207.226 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
    เพราะสงสัยข้อจำกัดบัตรทองคำตัวนี้มาก ที่กรณีคุณหมอบางโรงพยาบาลไม่ส่งต่อคนไข้ หรือไม่รักษา ทั้ง ๆ ที่ทำได้
แต่ไล่ไปหาเงินไปจ่ายเองหลายกรณี ทั้ง ๆ ที่คนไข้เขามีสิทธิ์ ฯลฯ
โดย: บางทีหมอคนนั้นจะผ่านมาอ่านค่ะ [14 พ.ค. 51 19:57] ( IP A:61.19.65.181 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน