รพ.รัฐวิกฤติขาดแพทย์-พยาบาลจบใหม่
   วันที่ 29 กรกฎาคม 2551 เวลา 09:00 น. | จำนวนผู้อ่าน 2124 คน ผู้โหวต 0 คน
คะแนนข่าว

ขนาดตัวอักษร ก ก ก
รพ.รัฐวิกฤติขาดแพทย์-พยาบาลจบใหม่
โรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศวิกฤติ ขาดแพทย์-พยาบาลหลายหมื่น พบนักศึกษาจบใหม่แห่ซบโรงพยาบาลเอกชน หลังมีรายได้สูง แต่บางรายหันไปประกอบอาชีพอื่น รมช.สธ.ระบุหมอไทย 1 คนต้องรักษาผู้ป่วยสูงถึง 5 พันคน ขณะที่ต่างประเทศจะรักษาแค่ 800-900 คนเท่านั้น เตรียมประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางแก้ไข หวั่นสายเกินไป

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 ก.ค. นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รมช.สาธารณสุข เป็นประธาน ปล่อยคาราวานออกเตือนประชาชนเรื่องเปิบลาบหลู้หมูดิบ หูดับ โรคไข้เลือดออก และโรคอ้วน บริเวณหน้าที่ทำการอำเภอจอมทอง จ.เชียงใหม่ โดยมี นพ.วัฒนา กาญจนกามล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ นพ.สมอาจ วงค์ สวัสดิ์ ผอ.โรงพยาบาลจอมทอง พร้อมด้วยเจ้า หน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ อสม. กลุ่มชาวบ้าน และประชาชนจากตำบลต่าง ๆ ในเขตพื้นที่ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ กว่า 1,000 คน เข้าร่วม

ทั้งนี้นายวิชาญ ให้สัมภาษณ์ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าขณะนี้ประเทศไทยมีแพทย์ทั่วประเทศ 32,000 กว่าคน แต่ที่ประจำอยู่ในโรงพยาบาลของรัฐ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข มีเพียง 8,300 คน ที่เหลืออยู่ในสังกัดของโรงพยาบาลเอกชน และลาออกไปศึกษาต่อ ส่วนพยาบาลจากการตรวจสอบพบว่ายังขาดอยู่อีก 27,000 คนทั่วประเทศ ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบจำนวนผู้ป่วยพบว่าแพทย์ 1 คนต้องทำการรักษาผู้ป่วยขณะนี้ถึง 5,000 คน แต่ในต่างประเทศแพทย์ 1 คน จะรักษาผู้ป่วยเพียงแค่ 700-800 คนเท่านั้น ซึ่งเห็นได้ชัดว่าประเทศไทยขาดผู้มีความรู้ทางด้านการแพทย์เป็นอย่างมาก และยังต้องการอยู่อีกหลายหมื่นคน

รมช.สาธารณสุข กล่าวต่อว่า สาเหตุที่พบว่าแพทย์ขาดแคลน พบว่ามีอยู่หลายปัจจัย เช่น เรื่องของอัตราค่าครองชีพ เงินงบประมาณในการสนับสนุน ซึ่งมีค่าตอบแทนน้อยกว่าของเอกชน รวมทั้งผู้ที่จบออกมาแล้วหันไปประกอบวิชาชีพอื่น หรือบางคนเมื่อเรียนจบแล้วก็อยากจะเดินทางกลับไปทำงานตามภูมิลำเนาของตนเอง ส่วนหนึ่งก็ได้ลาไปเพื่อศึกษาต่อ เมื่อมองเห็นสาเหตุต่าง ๆ แล้วก็ทำให้ทราบแน่ชัดว่าตอนนี้ประเทศไทยต้องการบุคลากรทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน และเรื่องงบประมาณในด้านการสนับสนุนเกี่ยวกับค่าครองชีพที่ต้องมีการปรับอัตราให้เพียงพอ ซึ่งในเรื่องนี้สมาคม ชมรมแพทย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาร่วมสัมมนาในวันที่ 8 ส.ค. เพื่อหาทางแก้ไข ก่อนที่จะเกิดปัญหาการขาดแคลนหรือจำนวนบุคลากรแพทย์ไม่เพียงพอในการรักษาจะมีมากกว่านี้.
โดย: ปํญญาอ่อนหรือเปล่า [1 ส.ค. 51 18:55] ( IP A:58.8.213.205 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ขาดหมอ แก้ไขโดยการเพิ่มเงินเดือนสู้กับเอกชน
แล้วมันจะแก้ได้หรือ
ขาดหมอก็ผลิตเพิ่มซิ ผลิตให้ล้น
สอนหมอง่ายกว่าสอน *** เยอะ
คนฉลาดสอนง่าย
สอน *** สอนยากกว่า
เงินเท่าเดิม แต่ผลิตให้ได้อีก 10 เท่า
ทำไม่ได้ก็ลาออกเสีย
โดย: ฟฟ [1 ส.ค. 51 18:57] ( IP A:58.8.213.205 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   สมัยหนึ่ง จุฬา ธรรมศาสตร์ ใช้เงินเท่าไหร่ผลิตนิติศาสตร์ได้กี่คน
รามคำแหงใช้เงินเท่าไหร่ ผลิตได้มากกว่า 10 เท่า
โดย: ฟฟ [1 ส.ค. 51 18:58] ( IP A:58.8.213.205 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   อยากได้เงินก็บอกตรงๆ ว่าไม่พอกิน
ไม่ต้องอ้างโน่นอ้างนี่
ขึ้นเงินเดือนแพทย์แก้แพทย์ไม่พอ ตลกคาเฟ่หรือเปล่าเพ่
แล้วจะแก้ปัญหาได้หรือ คิดผิดคิดใหม่เถอะ
โดย: ฟฟ [2 ส.ค. 51 11:21] ( IP A:58.8.212.170 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   กำหนดการสัมมนา
เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข
ห้องประชุมไพจิตร ปวะบุตร
ชั้น ๙ อาคาร ๗ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๑
--------------------------
๐๘.๐๐ – ๐๘.๓๐ น. - ลงทะเบียน
๐๘.๓๐ – ๙.๐๐ น. - พิธีเปิดการสัมมนา
ประธานเปิดการสัมมนา
นายวิชาญ มีนชัยนันท์
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง สาธารณสุข
กล่าวรายงาน
โดย ปลัดกระทรวงสาธารณสุขและ
เลขาธิการแพทยสภา
ประธาน กล่าวเปิดการสัมมนา
๐๙.๐๐ – ๐๙.๑๕ น. การนำเสนอข้อมูลบุคลากรทางการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข โดยผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข
วิจารณ์สถานการณ์ความขาดแคลนข้าราชการแพทย์
โดย นอ.(พิเศษ)นพ.อิทธพร คณะเจริญ
๙.๓๐-๑๑.๐๐น. การอภิปรายปัญหาความขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และแนวทางการแก้ไข
ผู้อภิปราย ผู้อำนวยการวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า
รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครฝ่ายสาธารณสุข
คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
นายกสภาการพยาบาล
ผู้ดำเนินการอภิปราย แพทย์หญิงเชิดชู อริยศรีวัฒนา
๑๑.๐๐-๑๒.๑๕.๐๐ สะท้อนปัญหาจากผู้ปฏิบัติงานจริงและแบ่งกลุ่มย่อย
ผู้อภิปราย แพทย์หญิงพจนา กองเงิน
นายแพทย์ประสิทธิชัย มั่นจิต
แพทย์หญิงน้ำฝน โพธิปัญญา และผู้แทนจากวิชาชีพอื่น(ถ้ามี)
ผู้ดำเนินการอภิปราย นายแพทย์ณรงค์ ธาดาเดช
๑๒.๑๕-๑๓.๐๐ อาหารกลางวัน
๑๓.๐๐-๑๔.๓๐ แยก ประชุมกลุ่ม ตามสาขาวิชาชีพ
สำหรับกลุ่มวิชาชีพแพทย์จะแบ่งเป็น 4 กลุ่มดังนี้
กลุ่ม ๑. เงินเดือน/ค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับภาระงาน
วิทยากร นายแพทย์สมศักดิ์ เจริญชัยปิยะกุล
นายแพทย์สัมพันธ์ คมฤทธิ์
แพทย์หญิงสุธัญญา บรรจงภาค
นางณิชากร ศิริกนกวิไล
กลุ่ม ๒ คุณภาพชีวิตและการศึกษาต่อ
วิทยากร แพทย์หญิงประสบศรี อึ้งถาวร
นอ,(พิเศษ)นายแพทย์อิทธพร คณะเจริญ
นพ.ณรงค์ ธาดาเดช
นายแพทย์ธวัชชัย กมลธรรม
นายแพทย์สุวัช เซียศิริวัฒนา
กลุ่มที่ ๓ การปฏิรูประบบบริการและนโยบายสาธารณสุข
วิทยากร แพทย์หญิงเชิดชู อริยศรีวัฒนา
แพทย์หญิงพจนา กองเงิน
นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์
นายแพทย์ประสิทธิชัย มั่งจิต
๑๔.๓๐-๑๔.๔๕ น้ำชา กาแฟ

๑๔.๔๕ –๑๖.๓๐ น. นำเสนอผลการประชุมกลุ่มย่อยและสรุปผลการสัมมนา
สรุปข้อเสนอต่อกระทรวงสาธารณสุขในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
โดย: แล้วมันจะแก้ได้ไหม [2 ส.ค. 51 11:51] ( IP A:58.8.212.170 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   แก้ปัญหาหมอไม่พอหรือเงินไม่พอ
โดย: ฟฟ [2 ส.ค. 51 11:51] ( IP A:58.8.212.170 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   12.แนวทางแก้ไขที่อาจเป็นไปได้..ในการแก้ปัญหาความขาดแคลนแพทย์(ร่าง)


1. SAVE Doctors การเร่งอนุรักษ์แพทย์ไว้ในระบบรัฐ ของสาธารณสุขโดยดูแบบของกระทรวงอื่น

ในด้านการสร้างคุณภาพชีวิต (กลาโหม)
การปรับค่าตอบแทน(กทม.)
การจัดแบ่งภาระงานให้เหมาะสมกับคน (คณะแพทย์ต่างๆ 17 คณะในกระทรวง ศึกษาธิการ)
และคุ้มครองความปลอดภัยแพทย์ที่ดี ให้กับสังคม

โดยยกเป็นวาระแห่งชาติ และพิจารณาตามพื้นฐานความเป็นจริงของสังคม และกลไกสังคม เศรษฐกิจ และการตลาด ให้เกิดความยั่งยืน โดยไม่ฝืนความเป็นจริง ทั้งภาระงานรายรับ การออกกฎหมายคุ้มครอง ผู้ทำดี ตามรัฐธรรมนูญ พศ.2550 มาตรา 80(2)

2. INTERNAL HELP การนำแพทย์ ภายในระบบ สธ.ที่อยู่นอกชุมชนมาช่วยเหลือ ระบบชุมชนที่ขาดแคลนอย่างหนัก

(แพทย์ อื่นๆ ของสาธารณสุข นอกชุมชน ราว 6,000 คน ของสำนักงานปลัด ในกรมการแพทย์ (กทม.)ราว 1,500 คน
ผู้บริหาร นักวิชาการ แพทย์ช่วยราชการ สำนักงานต่างๆ นักวิจัยจำนวนมากให้
เกิดการผสมผสานการทำงาน แบบเชิงสร้างน้ำใจในองค์กร
เป็นบางเวลาหรือบางวาระ ตามแต่กรณี)

3. RETIRED RETURN

นำแพทย์ที่มีอายุ เกษียณแล้ว แต่ ความรู้ ความสามารถ ยังสมบูรณ์กลับมาช่วยดูแลระบบ (3,200คน) โดยการสร้างระบบแพทย์ เกษียณ การจ้างต่อ เวลา การเชิญมาทำงานเป็นพิเศษ เพื่อชุมชน เพื่อสังคม เป็นต้น

4. PRIORITY SERVICE

การแบ่งเบาภาระงานโดยสร้างระบบกระจายงานให้ส่วนอื่น
เช่นการสร้างความเข้มแข็งของระบบปฐมภูมิ PCU โดยให้โรคที่เป็นเบื้องต้นถูกจัดการในชุมชนก่อน โดย สาธารณสุขตำบล อำเภอ หรือ สถานีอนามัย จนถึง PCU พยาบาลวิชาชีพ
ก่อนจะมุ่งเข้าสู่ระบบใหญ่ ปรับปรุงให้ มีประสิทธิภาพพอเพียงและมาตรฐานที่ประชาชนยอมรับ
ให้ความสำคัญของโรคเป็นระดับๆไป ลดภาระงานที่ไม่จำเป็นของแพทย์

5. EXTERNAL HELP

การนำแพทย์ รัฐที่อยู่ภายนอกระบบ กระทรวง สธ. ได้แก่ แพทย์ ทหาร ตำรวจ 3,000 คน แพทย์ มหาวิทยาลัย 4,000 คน แพทย์ประจำบ้าน 3,800 คน แพทย์ กทม. และหน่วยงานอื่นๆ 1,000 คนเป็นต้น

(ที่มีการขาดแคลนน้อยกว่า และ สามารถดูแลแก้ปัญหาในหน่วยงานได้ดีกว่ารวมถึงมีคดีฟ้องร้องน้อยกว่าด้วย) มาช่วยปฏิบัติงาน
ในส่วนที่ขาด มากๆในลักษณะการช่วยเหลือ
การออกหน่วย หรือการสนับสนุน
เช่นกรณีแพทย์ภาคใต้เป็นต้น ในท้องที่ที่มีการขาดจริงๆ
โดยอาจตอบแทนในรูป เกียรติบัตร ภาษี ค่าตอบแทนพิเศษ หรืออื่นๆ

6. PRIVATE PUBLIC MIX
รัฐร่วมเอกชน (เช่นในต่างประเทศ)
โดยนำทรัพยากรภาคเอกชนที่มีการลงทุนไว้แล้ว เช่นแพทย์เอกชน ใน โรงพยาบาลเอกชน จำนวน 5,000 คนเข้ามาช่วยเหลือระบบ ทำงานใน รพ.รัฐและได้รับการยอมรับ เกียรติยศ หรือ เกียรติคุณ ในระดับที่เหมาะสม

การนำ รพ.เอกชนมาร่วมทำงาน เช่นโครงการ รพ.พญาไท ร่วมกับ รามาธิบดี ดูแลคนไข้รัฐ จะกระจายการดูแล โดยรัฐไม่ต้องลงทุน

เช่นเดียวกับการที่ สปสช.จ้าง รพ.เอกชนบางส่วนที่มาตรฐานมาดูแลคนไข้รัฐ กลุ่ม 30 บาท ก็เกิดการกระจายที่ดี แต่ต้องควบคุมคุณภาพให้เหมาะสม

7. SOCIAL FACTS
ให้สังคมรับรู้ (Appropiate Social Perception) ความขาดแคลนและคุณภาพที่พึงมีได้จริงแบบโปร่งใส
เพื่อลดการคาดหวังสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในรพ.ชุมชนแต่ละแห่ง โดยให้ข้อเท็จจริงข้อจำกัด ศักยภาพ และดำเนินการร่วมแก้ไขโดยสังคม แต่ละแห่ง

ด้วยวิธี สร้าง สังคมจิตใจมนุษย์ ที่มี ทั้งแพทย์ และประชาชนหัวใจมนุษย์ อยู่ร่วมกันแบบสมานฉันท์ เข้าใจข้อจำกัดซึ่งกันและกัน
มิใช่ทางเดียว
เพราะความรู้ต่อข้อเท็จจริง ต่อการดูแลสุขภาพ การรักษาพยาบาล จะลดการเจ็บป่วย และดูแลแพทย์ชุมชนได้ดี แต่ต้องเข้าใจกันทั้ง 2 ทาง


« แก้ไขครั้งสุดท้ายเมื่อ: วันนี้ เวลา 11:48:29 by 716:16 »

--------------------------------------------------------------------------------
--:: แพทย์ .. ::-- ..เพื่อนคนแรก ...
และอาจเป็นเพื่อนคนสุดท้ายของมนุษย์ ...
ช่วยกันดูแลพวกเขาหน่อยเถอะครับ ....
ส่งโดย: 716:16
สถานะ: Executive Member
จำนวนความเห็น: 2002

แบบนี้จะมีหมอพอใช้ หรือ
ผลิตให้เกินไปเลย เพราะทั่วโลกเขาก็ไม่พอ จะได้ส่งออก
โดย: อันนี้ไม่พุดถึงการเร่งผลิตเลย [2 ส.ค. 51 11:53] ( IP A:58.8.212.170 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   ขอบคุณครับ ความเห็นอันนั้นของท่านเป็นจริง
คณะแพทย์รับนโยบายและทำอยู่แล้วครับ..

จำนวนแพทย์ที่ผลิตเข้าสู่สังคม ในรอบ 10 ปีคือ
2541-948 คน 2542-1,201 คน
2543-1,250 คน 2544-1,272 คน
2545-1,326 คน 2546-1,476 คน
2547-1,430 คน 2548-1,550 คน
2549-1,540 คน 2550-1,572 คน
ในช่วง 10 ปีส่งแพทย์รับใช้สังคม 13,565 คน โดย ผลิตเพิ่มขึ้น 65.8% (จาก948เป็น1572ต่อปี ในช่วง10ปี) และจะเพิ่มเป็นปีละ 2,000คนภายใน 3 ปีข้างหน้า

ขณะนี้เพิ่มคณะแพทย์ศาสตร์ เป็น 18 คณะ
ปัญหาคือมาตรฐาน แพทย์รุ่นใหม่
ปีนี้สอบผ่านเกณฑ์ที่จะมีความรู้พอที่จะรักษาประชาชนเพียง 90%
ยิ่งเร่งยิ่งประสบปัญหาคุณภาพ แต่เขากำลังปรับระบบแก้ไขกัน
เพราะประชาชนสำคัญที่สุด
ต้องได้รับหมอที่เก่งพอที่จะรับใช้ประชาชนได้ครับจะได้อุ่นใจ

รับรองว่าเร่งแน่ๆครับ.
โดย: ข้อเท็จจริงมีอยู่ครับ [2 ส.ค. 51 13:39] ( IP A:58.8.230.182 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   แพทย์จบการศึกษาและได้รับใบอนุญาต ในปี 2550 ในประเทศจำนวน 1,561 ราย จบจากต่างประเทศ 11 ราย รวมเป็น 1,572ราย สถานศึกษาที่จบมากที่สุดเรียงลำดับคือ
(1.) ศิริราช 218 คน (2.) จุฬา 197 คน
(3.) เชียงใหม่ 194 คน (4.) ขอนแก่น 155 คน
(5.) รามา 148 คน (6.) สงขลา 135 คน
(7.) รังสิต 100 คน (8.) ธรรมศาสตร์ 85 คน
(9.) มศว. 82 คน (10.) นเรศวร 82 คน
(11.) วพม.58 คน (12.) กทม-วชิระ 34 คน
(13.) นครราชสีมา 31 คน
(14.) นครศรีธรรมราช15 คน
(15.) ราชบุรี 14 คน
(16.)สวรรค์ประชารักษ์ 13 คน
(17.) ต่างประเทศ 11 คน
โดย: ข้อเท็จจริงมีอยู่ครับ [2 ส.ค. 51 13:46] ( IP A:58.8.230.182 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   ผลิตอีกสัก 5-10 เท่า จึงจะพอ
โดย: ฟฟ [2 ส.ค. 51 14:34] ( IP A:58.8.212.170 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   คลีนิคไอ้เทพรับผลิตป่าววะ
โดย: สัด [2 ส.ค. 51 19:32] ( IP A:117.47.216.246 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   แพทย์ก็ผลิตเพิ่มทุกปีอยู่แล้ว แต่ถ้าเร่งเกินไปไม่แน่ว่าแนวโน้มแพทย์ที่จบใหม่จะเก่งน้อยลงหรือเปล่า
โดย: s [2 ส.ค. 51 23:02] ( IP A:118.175.82.39 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   สมัยก่อนเขาก็สงสัย ว่าพวกรามาจะไหวไหม
สงสัยพวกเชียงใหม่ ขอนแก่น จะไวไหม
ควรเลิกสงสัยได้แล้ว รับเยอะๆ สอบไล่เอา ผ่านก็โอเค ตกก็เรียนใหม่
พวกหมอแทบจะไม่เคยตกซ้ำชั้นเลย
โดย: ไม่น่าจะมีปีญหา [3 ส.ค. 51 1:58] ( IP A:58.8.14.117 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   คิดได้เท่านี้ ฟฟ มันก็แค่คนที่แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นานละว้า
โดย: มิน่า [3 ส.ค. 51 7:06] ( IP A:118.173.100.85 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   ^
^
^
อ้ายตะไลนี่ สันดอนแย่ อ้าย หมาห่อ
โดย: เชียส [4 ส.ค. 51 23:10] ( IP A:124.121.142.40 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
   ผมว่านะ

กำลังการผลิตแพทย์ในโรงเรียนแพทย์และมหาวิทยาลัยทั้งระบบของประเทศนี้ ถูกรีดใช้เต็มที่แล้วล่ะครับ

ขืนเร่ง/รีดมากกว่านี้ เราจะได้ผลเป็นคุณภาพของแพทย์ที่จบออกมาต่ำเกินไป กลับจะเป็นภาระและเพิ่มความเสี่ยงต่อประชาชนคนไข้ในการแบกรับผลจากการรักษาผิดพลาดอย่างที่ไม่น่าผิด เพิ่มเปอร์เซ็นต์มากยิ่งๆขึ้นไปอีก ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นบริการในภาคเอกชน หรือ ภาครัฐ ก็คงผิดได้หนักหนาสาหัสพอๆกัน

ที่ผมว่าน่าทำยิ่งกว่า ก็คือเรื่องการอบรมคุณภาพของบุคคลากรในระบบสาธารณสุขเท่าที่มีอยู่ในระบบแล้วในปัจจุบัน ให้มีคุณภาพเพิ่มมากขึ้นที่สามารถวัดผลได้เป็นรูปธรรมชัดๆ โดยใช้การสอบถามและประเมินจากประชาชนผู้ใช้บริการโดยตรง จะดีกว่า

และโดยเฉพาะเรื่องรายได้และสวัสดิการของหมอและบุคคลากรสาธารณสุขในภาครัฐ ที่ต้องเพิ่มให้พวกเขาเหล่านั้นถึงระดับที่สมน้ำสมเนื้อกับภาระความรับผิดชอบ

ขณะที่ ก็ต้องเน้นที่จริยธรรม ที่สาระแห่งวิชาชีพและความรับผิดชอบ ที่การมีสำนึกในการ "ให้ความช่วยเหลือแก่คนเจ็บป่วยที่มาขอพึ่งความรู้ในวิชาชีพของตนเพื่อปลดทุกข์" อย่างถูกต้อง ไม่มอง "ผู้ป่วย/คนไข้" เป็นงูเห่าที่พร้อมจะแว้งกัดชาวนา อย่างที่หมอที่มีคุณสมบัติตามที่ คห ที่ 13 ระบุไว้

ส่วนเรื่องความถูกต้องชอบธรรมในการดำรงตนในวิชาชีพนั้น ไม่ว่าตัว ร.ม.ต. ไม่ว่าตัวพรรค ไม่ว่าตัวของกรรมการแพทยสภาทุกๆคนตั้งแต่รอบสิบๆปีที่ผ่านมา ทั้งหมดก็ "โกง" เป็นนิสัยสันดานปรกติอยู่แล้ว ท่านเหล่านั้นที่กล่าวมานี้คงไม่สามารถไปบ่มไปสอนให้ใครต่อใคร "ตรงไปตรงมา" ได้หรอก เชื่อผมเหอะ

สำหรับ คห ที่ 13 นี่ ถ้าท่านอายุเกิน 35 แล้ว และเป็นหมออยู่ด้วย ผมขอแนะนำอย่างจริงใจว่า ท่านน่าจะไปทำอาชีพอื่นที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเกี่ยวกับคนมากนัก จะดีกว่า เพราะแค่เท่าที่ท่านคิดออกมาดังๆไม่กี่คำนี่ กับการดูถูกดูหมิ่นการกระทำของคนที่แสวงหาความถูกต้องเที่ยงตรงในวิชาชีพ เท่ากับบอกวิธีคิดในกมลสันดานของท่านที่อันตรายต่อวิชาชีพหมอเป็นอย่างยิ่ง เป็นทัศนคติอันตรายที่ใครก็ตามที่รู้จักท่าน เห็นหน้าตาตัวตนของท่านแล้ว "เชื่อว่าจะไม่มีใครกล้าเอาชีวิตไปฝากให้ท่านหรือคนที่คิดที่พูดอย่างท่านรักษาอาการป่วยไข้แน่" เสี่ยงไปตายหายาหมอตี๋ที่ร้านขายยากินยังมีโอกาสรอดมากกว่า

ไม่เชื่อก็ลองแสดงตัวซีครับ?????
โดย: คนรู้ทัน ไม่รู้จริง [5 ส.ค. 51 8:18] ( IP A:58.8.104.211 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
   ใครว่าประเทศไทยขาดหมอครับ ผมนี้แหละ ว่าไม่จริง มีเยอะเสียด้วยซ้ำ
แต่ที่ขาดคือ ภาครัฐ ตะหาก
แล้วทำอย่างไรให้หมอออกไปสู่ภาคเอกชนน้อยลง

คิดแต่ผลิตเพิ่มๆๆๆๆๆๆ มันก็แต่คนตอบแบบกำปั้นทุบดิน
โดย: คนเราต้องคิดกว้างๆ ลึกๆ [5 ส.ค. 51 10:50] ( IP A:125.26.106.185 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
   คนบางคนเป็นบัวใต้น้ำ อวิชชา อคติ สุดเยียวยา
อาจเป็นผมก็ได้ แต่เราต้องดูเห็นผลก่อน ถ้าเหตุผลผมเชื่อได้ อีกฝ่ายก็ต้องรับความเลวไป
ความจริง :: ทั่วโลกขาดแคลนแพทย์ ขาดมากขาดน้อยอีกเรื่องหนึ่ง
แม้แต่สหรัฐที่ถือว่าเป็นเจ้าพ่อวงการแพทย์ ก็ยังออกมายอมรับว่าทำหมอขาดแคลน เพราะเดิมเชื่อว่าถ้าหมอมากจะมีปัญหา (สมาคมแพทย์เขายอมรับเองเลย) และว่าต้องเร่งผลิต
ประเทศนี้ ใช้ระบบเอกชนเป็นหลักในการทำงาน ไม่มีเงินไม่ต้องมารักษา ยกเว้นฉุกเฉิน
เช่นว่าถ้าคุณเป็นโรคหัวใจ ไม่มีเงิน เขาไม่รับรักษา ให้รอจนร่อแร่ เมื่อร่อแร่เข้ามาเขาจะรักษา และไปฟ้องเรียกค่ารักษาล้มละลาย เอาเงินไปใช้หนี้
ใครว่าเมืองไทยมีแพทย์พอ แต่ไปอยู่เอกชน นี่ก็สมองฝ่อหรือเปล่า
มีโฆษณารับสมัครแพทย์ของเอกชนทั้งหน้าของมติชน มากที่สุด มากกว่าอาชีพอื่นอีก
หลักใหญ่ที่ใช้ได้เสมอคือดีมานด์ ซัพพลาย ถ้าไม่ใช้ก็แก้จนตายชาติหน้า การแก้ปัญหา ต้องมีหลัก
ขนาดหลายๆประเทศ อย่างอังกฤษ เขายังยอมให้หมอต่างชาติในยุโรปเข้าไปทำงาน (หาหมอเพิ่มโดยไม่ต้องผลิตเพราะค่าผลิตเขาแพง แรงงานผลิตแพทย์แพง แต่ของเราต้องหาเพิ่มโดยการผลิต และควรผลิตส่งออก เพราะค่าผลิตเราถูกและวัตถุดิบเราเยอะ และแหล่งผลิตเราก็เยอะ) แต่ก่อนเราก็ด่า ว่ารังสิต ผลิตแพทย์ ตอนนี้เราบอกเอกชนพร้อมผลิต ถ้าคิดตั้งแต่แรกแบบรังสิต ป่านนี้ก็ลอยลำไปแล้ว
มีแต่คนตาบอดตาถั่วปากสุนัข บ้านเมืองถึงได้ชิบหาย
นึกว่าตัวแรนมีแต่ในสภา แถวนี้ก็มีเยอะ
โดย: ปัญญาอ่อน [5 ส.ค. 51 11:41] ( IP A:58.8.13.96 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
   ความคิดเห็นที่ 30
ผมจะเล่าเรื่องจริงให้ฟัง
สมัยก่อนเวลาสอบผู้เชี่ยวชาญศัลยกรรม ที่พระมงกุฏสอบตกบ่อย
ผมเคยถามอาจารย์ เขาว่าหมอเอ๋ย หาคนเก่งๆมาเรียนยาก มีมาให้ใช้ก็ดีแล้ว คะแนนที่เข้ามาแต่ละคนนี่เหลือเดนที่อื่น (รามา ศิริราช จุฬา)มาแล้ว ก็คือเหตุผลที่ทำไมสอบตกบ่อย
แผนกอื่นๆก็ไม่ต่างกัน
ต่อมา มีอาจารย์แผนกกระดูกกลับมาจากนอก ชื่อสุปรีชา ผมจำได้ ตอนเป็นนักเรียนแพทย์ไปเรียนที่พระมงกุฏ (วิชาผ่าตัดกระดูก) ดุชิบหาย อาจารย์แกเอาจริง ผมฟังแพทย์ประจำบ้านเล่าให้ฟังว่า อจ. เขาเคี่ยว คุมไปทำการแซะศพด้วยตนเอง พัฒนาแผนกกระดูกจากที่สอบตก เป็นเรื่องปกติ จนสอบได้ที่ 1 และมีคนแย่งกันเข้าเรียน(คะแนนดีดีมาสมัคร ไม่ใช่เหลือเดน)
นี่เป็นเรื่องจริงว่า ถ้าเอาจริง การงานก็ดีขึ้น ทุกวันนี้ ถ้าเอาจริงๆ จะดีได้อีกเท่าตัว
การผลิตมันยังไม่เต็มศักยภาพ
แต่ถ้าไม่เชื่อ ก็ตัวใครตัวมัน ขาดหมองานหนักก็ห้ามบ่น
อยากได้เงิน ก็ขึ้นเงินเดือนเอง แบบ ปปช ก็ไม่มีใครว่าอะไร
แต่อย่ามาอ้าง ฟ้องหมอ อ้างว่าจะแก้ไขการขาดแคลนหมอให้เงินเดือนเท่าเอกชน ชาติหน้าตอนบ่ายๆ ราชการทุกชนิดให้เงินเดือนเท่ากันกับ มันก็เอา ... ทำอย่างเดิม
ระบบคอนโทรลมันเสีย ใส่เงินไปเท่าไหร่ก็ไม่ฟื้นหรอก
ขนาดอังกฤษ/สหรัฐ เงินดีดี พอๆกับเอกชน มันยังมีปัญหาขาดแคลนหมอเลย แถมความผิดพลาดทางการแพทย์ ยังโหลยโท่ยติดอันดับด้วย
แก้ปัญหานะใช้สมอง แก้ตัว/ด่าคนอื่นใช้น้ำลายกับลมที่ออกตามทวาร
โดย: เสพเมถุนแล้วยัง น้อง [5 ส.ค. 51 12:17> ( IP A:58.8.13.96 X: )
โดย: ใส่ผิดกระทู้ [5 ส.ค. 51 12:54] ( IP A:58.8.13.96 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
   เพิ่มปริมาณมันก็ดีครับ แต่ต้องได้คุณภาพด้วย ไม่งั้นคนไข้จะซวย
เพิ่มเงินเดือนอาจจะไม่ได้แก้ปัญหาทั้งหมด แต่ผมว่ามันก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
โดย: ปริญญา [23 ส.ค. 51 16:32] ( IP A:125.26.128.72 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
   Fu cc kk UUU
โดย: fu ck [13 ก.ย. 51 18:42] ( IP A:203.156.11.37 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน